RSS

Monthly Archives: กันยายน 2008

สไบทอง เด็กหญิงหัวใจทองคำ..กราบได้ที่หัวใจเธอ

ผมเพิ่งได้ดู ตอนที่สอง วันนี้ (30 ก.ย.) เองครับ ดูไป อยากร้องไห้ไป

เด็กอะไร หัวจิตหัวใจเธอช่างแข็งแกร่ง อดทน อ่อนน้อม และกตัญญู เป็นที่สุด

เด็กแบบนี้ ผู้ใหญ่แบบผม ก็สามารถกราบที่หัวใจเธอได้สนิทใจละกัน

ผมคงเล่าได้ไม่ดี เท่ากับที่ท่านจะได้ดู และอ่านเนื้อหาต่างๆ จาก link เหล่านี้

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7012197/A7012197.html#24

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7013919/A7013919.html

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y7019983/Y7019983.html

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 30, 2008 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ:

บทเรียนการเมืองใหม่ละตินอเมริกา

ผมคัดลอกมาจาก กรุงเทพฯ ธุรกิจ วันที่ 22 ก.ย. นะครับ เป็น ประเด็นที่ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลอิสระ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับละตินอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง “การเมืองใหม่ในละตินอเมริกา” ในวงเสวนาเรื่อง “ทางแพร่งประชาธิปไตยกับการเมืองที่ใหม่กว่า” เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่สมาคมนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย …….

ภัควดี เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน? จากนั้นก็ขยายความว่า หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า “หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา” ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น “ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่” หรือ “สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21″

ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก กับสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการสังคมใหม่” หรือ “ขบวนการความยุติธรรมโลก”

ภัควดี สรุปบทเรียนที่ได้จากการเมืองใหม่ในละตินอเมริกาว่า ขบวนการประชาชนและ “การเมืองใหม่” มีความหลากหลายมาก มีทั้งการเมืองเพื่อยึดอำนาจรัฐและดำเนินการเปลี่ยนแปลงสังคม“โดยรัฐ” เช่น คิวบา เวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ เป็นต้น

มีขบวนการประชาชนที่อยู่“ภายในรัฐ” และพยายามดำเนินการกดดันรัฐ โดยรักษาความเป็นอิสระของตนไว้ เช่น ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินในบราซิล ขบวนการปีเกเตโรส์ (ขบวนการแรงงานไร้งาน) ในอาร์เจนตินา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีขบวนการที่แยกตัวออกมาอยู่“นอกรัฐ”โดยสิ้นเชิง เช่น ขบวนการซาปาติสตา ในเม็กซิโก

บทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินการทางการเมืองของประชาชนชาวละตินอเมริกา สรุปได้ดังนี้ เพราะหากไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์กร ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่มวลชนที่ถูกปลุกระดมโดยนักวาทศิลป์ องค์กรทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิด องค์กรจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิของตน โดยเฉพาะสิทธิของแรงงาน ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ

1.การจัดตั้งองค์กรคือหัวใจของขบวนการประชาชน

การยอมรับสิทธิของแรงงานคือรากฐานที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย เพราะแรงงานคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากปราศจากองค์กรแรงงานที่แท้จริง ความเปลี่ยนแปลงจะไม่ยั่งยืนและไม่ถึงรากถึงโคน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งความสมานฉันท์ของประชาชน (ระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นแรงงาน) เกิดขึ้นโดยเป็นปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เท่านั้น จากนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

หากปราศจากขบวนการและองค์กรแรงงาน ประชาชนก็ไม่สามารถกดดันพรรคการเมืองให้ดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้ อีกทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยการมีองค์กรประชาชนจำนวนมากและหลากหลายที่ครอบคลุมหลายภาคส่วน พลเมืองที่ไม่มีองค์กรรองรับย่อมไม่มีทางมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีพลัง

2.โครงสร้างการจัดตั้งองค์กรแนวใหม่

- การนำเป็นหมู่คณะ ผู้นำในองค์กรประชาชนของละตินอเมริกามักไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ทำงานหนัก ส่วนคนพูดเก่งมักจะเป็นโฆษก ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลการจูงใจของนักวาทศิลป์

- การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ ช่วยให้มีประชาธิปไตยในองค์กรมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดประชาธิปไตยทางตรง ทุกคนมีสิทธิมีเสียงและอำนาจมาจากเบื้องล่างอย่างแท้จริง

- การจับมือร่วมกับขบวนการสังคมต่างๆ หลายภาคส่วน โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกัน แม้จะมีความคิดเห็นต่างกันในบางเรื่องก็ตาม

- การจับมือข้ามชาติในลักษณะสากลนิยม การต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้น จำเป็นต้องมีความเป็นโลกาภิวัตน์เท่าๆ กับระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน โดยไม่ยึดติดกับลัทธิชาตินิยม

- ความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองและนักการเมือง จะทำให้องค์กรประชาชนรักษาความชอบธรรมไว้ได้ หากองค์กรจะสนับสนุนนักการเมือง ก็ต้องตั้งเงื่อนไขไว้เสมอ

3.การทดลองทางเลือกใหม่ๆ เช่น ขบวนการกอบกู้กิจการโดยคนงาน สมัชชาละแวกบ้าน ระบอบประชาธิปไตยทางตรงซึ่งตัวแทนถูกถอดถอนได้ตลอดเวลา เป็นต้น

4.การสร้างความหมายใหม่ให้แก่ชุมชน โดย “ชุมชน” ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีลักษณะแบบเดียวกับ “ชุมชน” ตามจารีตประเพณี ในละตินอเมริกานั้น “ชุมชน” อาจนิยามจากที่อยู่อาศัย (ละแวกบ้าน) ศาสนา เชื้อชาติ (ชาวพื้นเมือง) สถานประกอบการ (กิจการที่คนงานกอบกู้) ชมรม (ชมรมโบลิวาร์) แม้กระทั่งสหภาพแรงงานก็ถือเป็น “ชุมชน” อย่างหนึ่งได้ หรือ direct action คือการสร้างอุดมคติขึ้นมาในวันนี้โดยไม่ร้องขอจากอำนาจรัฐ หรือรอให้ยึดอำนาจรัฐเสียก่อน การยึดสถานประกอบการมาบริหารเองของแรงงาน การสร้างเขตปกครองตนเองของซาปาติสตา การยึดที่ดินของขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (ในบราซิล) ล้วนเป็นปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าซึ่งประสานวิธีการกับเป้าหมายเข้าด้วยกัน

5.ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า

จากบทเรียนที่ได้ ภัควดี ยังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระะหว่างขบวนการประชาชน องค์กรทางการเมือง และรัฐบาล เอาไว้อย่างน่าสนใจ

“ประเด็นสำคัญที่ควรครุ่นคิดให้ดีก็คือ อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการประชาชน องค์กรทางการเมือง และรัฐบาล ในสมัยก่อนความสัมพันธ์มีลักษณะแนวตั้ง กล่าวคือองค์กรทางการเมืองเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แล้วรัฐบาลปกครองหรืออุปถัมภ์ประชาชนอีกทีหนึ่ง โดยที่องค์กรทางการเมืองอ้างความเป็นตัวแทนประชาชน

เมื่อองค์กรในละตินอเมริกานำวิธีการจัดตั้งแนวระนาบมาใช้ ถึงแม้จะสร้างความสัมพันธ์แบบเครือข่ายแนวระนาบและประชาธิปไตยทางตรงได้ แต่เมื่อองค์กรต้องสัมพันธ์กับรัฐ ความสัมพันธ์ก็ยังต้องเป็นแนวตั้งอยู่ดี ซาปาติสตาพยายามก้าวข้ามปัญหานี้ โดยทำให้มวลชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กรทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน แต่ซาปาติสตาทำเช่นนี้ได้ เนื่องจากพวกเขาเป็นเขตปกครองตนเอง

เมื่อหันมามองสภาพความเป็นจริงของรัฐต่างๆ ซึ่งยากที่จะทำให้องค์กรทางการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน ทางออกอย่างหนึ่งคือ การพยายามจัดตั้งองค์กรประชาชนให้มากๆ แต่คำถามก็ยังคงมีอยู่ดีว่า องค์กรทางการเมืองแบบไหนที่ควรเป็นตัวกลางสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลังประชาชนกับโครงสร้างรัฐ”

เป็นคำถามที่ต้องช่วยกันขบคิดต่อไปสำหรับสังคมไทย…และคำตอบอาจไม่ใช่พันธมิตรฯ!

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 22, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

‘แพ้ชนะถึงที่สุดแล้วก็เป็นสุญญตา’

ผมขอคัดลอก ปาฐกถาของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (ครูนอกห้องเรียนของผม) ที่กล่าวไว้ในงาน เปิดประตู สวนโมกข์กรุงเทพฯ  ซึ่งตัดต่อเรียบเรียงโดย พรชัย จันทโสก จากกรุงเทพธุรกิจ มา post ไว้ ณ ที่นี่

“ความรักบ้านรักเมืองไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างเดียว บางครั้งการยอมแพ้กลับเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่า แสดงความรักบ้านรักเมืองได้มากกว่า”  

“การพูดถึงหลักธรรมไม่ได้หมายความว่าต้องตัดเรื่องทางโลกทิ้งไป เพราะธรรมะโอบอุ้มโลกทั้งโลกไว้แล้วในฐานะกฎเกณฑ์ที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติ เราจะเข้าใจธรรมะได้ก็โดยผ่านการพิจารณาประสบการณ์ทางโลกเป็นสำคัญ ‘ปรมัตถ์สัจจะ’ กับ ‘สมมุติสัจจะ’ แม้จะเป็นความจริงต่างระดับแต่ก็เกี่ยวโยงกัน ดังนั้น ที่ผมกล่าวว่าจะต้องพูดเรื่องธรรมะเท่านั้น จึงไม่ได้หมายถึงการตัดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ออกไป หากหมายถึงการพิจารณาเรื่องราวทั้งหลายประดามีโดยผ่านมุมมองของหลักธรรม” ดร.เสกสรรค์ กล่าว

 จากนั้นได้ยกหลักธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาสที่เคยกล่าวไว้ว่า ‘ธรรมะที่ลึกที่สุดคือเรื่อง สุญญตา หรือ ความว่าง นอกนั้นเป็นเรื่องตื้นเขิน’

 ”ถามว่า ‘ความว่าง’ หรือ ‘สุญญตาธรรม’ คืออะไร? ผมจะขออนุญาตทบทวนสั้นๆ ดังนี้ว่าความว่างในภาษาธรรมไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่าโล่งเตียนไม่มีอะไรเลยตามที่เข้าใจกันในภาษาสามัญ หากหมายถึงสภาพความจริงที่สรรพสิ่งในโลกล้วนอิงอาศัยกัน เกิดอยู่และมีอยู่ ด้วยเหตุนี้แต่ละสิ่งจึงปราศจากแก่นสารในตัวเอง (self-nature) หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือไม่มีอัตลักษณ์แยกต่างกัน (separate identity)

 การไม่มีแก่นสารในตัวเองภาษาสันสกฤตเรียกว่าไม่มี ‘สวภาวะ’ แต่ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งทั้งหลายในโลกไม่มีอยู่จริง หากมีอยู่โดยสัมพัทธ์และสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดอุบัติขึ้นได้โดยอิสระ”

 กล่าวอีกแบบนัยยะหนึ่งสุญญตาหมายถึงสภาพความเป็นจริงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัย และหมายถึงความจริงแบบองค์รวมมากกว่าความจริงแบบแยกส่วน หลายคงจะนึกออกทันทีว่าหลักธรรมเรื่องความว่างนั้นเกี่ยวโยงกับคำสอนของพระพุทธองค์เรื่อง อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท จนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน

 พร้อมทั้งอธิบายว่า “การที่คนมองไม่เห็นสุญญตา ทำให้ชอบแบ่งโลกออกเป็นคู่ขัดแย้งต่างๆ ชอบบัญญัติลงไปว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้สวยสิ่งนั้นอัปลักษณ์ สิ่งนี้บริสุทธิ์สิ่งนี้มีมลทิน ฯลฯ การมองโลกแบบ ‘ทวิภาวะ’ เช่นนี้แท้จริงแล้วมักผูกโยงอยู่กับ ‘อัตตา’ ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันขัดแย้งอยู่เนืองๆ เพราะต่างฝ่ายต่างอยากกำหนดความเป็นไปของโลกด้วยปัจจัยเดียวคือตัวเอง และโทษผู้อื่นเป็นต้นเหตุโดดๆ แบบไม่มีที่มาที่ไป

 แต่กฎแห่งความว่างเป็นกฎเหล็ก ละเมิดแล้วก็มีแต่หาทุกข์ใส่ตัว ตรงนี้เองคืออำนาจแห่งความว่าง…อำนาจแห่ง ‘พระเจ้าอิทัปปัจจยตา’

 ความจริงของโลกคือภาวะแยกเป็นคู่ๆ แบบขาวล้วนดำล้วนนั้น เป็นแค่เรื่องสมมุติ เป็นบัญญัติทางโลกที่อาจทำได้กระทั่งมีประโยชน์ หากอยู่ในระดับพอเหมาะพอสมไม่ยึดติด อีกทั้งรู้เท่าทันมัน แต่ถ้าใครก็ตามพาทัศนะเช่นนี้เตลิดไปอย่างไร้ขอบเขต สุดท้ายย่อมติดกับอยู่กับความขัดแย้งชนิดหาทางออกไม่ได้ ทั้งขัดแย้งในตัวเองและขัดแย้งกับผู้อื่น”

 ด้วยเหตุนี้ การหยั่งเห็นความว่างจึงเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับหลักธรรมสำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา หรือที่เราเรียกกันว่าทางสายกลางนั่นเอง

 ”ธรรมข้อนี้ไม่ได้หมายถึงทางที่อยู่ตรงกลางระหว่างทางสองสาย ไม่ได้หมายถึงทรรศนะไม่เลือกข้างเพื่อเอาตัวรอด และยิ่งไม่ใช่หมายถึงการหาประชามติจากคนกลางๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่ความขัดแย้ง กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด ‘มัชฌิมาปฏิปทา’ หมายถึง การถอนอุปาทานจากความคิดสุดโต่งทั้งปวง หมายถึงการมองเห็นสมมุติของทวิภาวะ เห็นความไม่จริงของบัญญัติต่างๆ ที่ผู้คนมักยกอ้างมาขัดแย้งกัน

 ยกตัวอย่างเช่นในเวลานี้ พี่น้องชาวไทยเราจำนวนหนึ่งกำลังถูกพัดพาให้ไปยึดถือบัญญัติว่าอะไรเป็นประชาธิปไตย อะไรไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วเถียงกันเอาเป็นเอาตายโดยลืมไปว่าทั้งหมดเป็นแค่ ‘สมมุติสัจจะ’ เป็นความจริงสัมพัทธ์ที่ขึ้นต่อนานาปัจจัยและไม่มีอันใดเที่ยงแท้ถาวร อย่างนี้เรียกว่าติดกับอยู่ในทวิภาวะซึ่งเป็นบ่วงทุกข์อันหนักหน่วง และคงเปลื้องทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่ถอนตัวกลับมาสู่มัชฌิมาปฏิปทา”

 นักวิชาการด้านพุทธศาสนาท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่า ‘จิตที่ติดอยู่ในข่ายความคิดนั้นเป็นความหลง ภาษาพระเรียก สัญญาวิปลาส ซึ่งไม่ได้หมายถึงอาการบ้า แต่หมายถึงการยึดติดความคิดบางอย่างที่เนื่องกับอัตตา เป็นการสนับสนุนอัตตาในระดับเหตุผล’

 ”เนื่องจากผมอยู่ในแวดวงปัญญาชนมานาน เคยเห็นคน ‘คลอดลูก’ เป็นความคิดมามาก อีกทั้งหวงความคิดของตนราวลูกในอุทร ใครแตะไม่ได้ ใครค้านไม่ได้ ผมเองก็เคยหลงอยู่ในกับดักเช่นนี้ เคยออกอาการสัญญาวิปลาสอยู่พักใหญ่เหมือนกัน จะเห็นได้ว่าความคิดสุดโต่งว่าจะมาจากขั้วไหน ล้วนหนีไม่พ้นเรื่องของอัตตา ตราบใดที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลยึดถือความเห็นของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมถอนอุปาทานจากทวิภาวะ ความขัดแย้งก็จะดำเนินไปสู่ความรุนแรง เกิดเป็นความทุกข์ในรูปใดรูปหนึ่งจนได้ จะว่าไปนี่ก็นับเป็นการแสดงอำนาจอีกแบบหนึ่งของสุญญตาที่ลงโทษลงทัณฑ์ผู้ละเมิดกฎ”

 ในวิถีสู่ความหลุดพ้นตามหลักธรรมนั้น อันดับแรกของมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เรื่องนี้หากนำมาศึกษาประกอบกับหลักธรรมเรื่องสุญญตา ปฏิจจสมุปบาท และมัชฌิมาปฏิปทา ก็จะสรุปได้ไม่ยากว่าสัมมาทิฏฐิคือการก้าวพ้นทิฏฐิ (ความเห็นหรือทฤษฎี) นั่นเอง

 ”อันที่จริงการก้าวพ้นทิฏฐิหรือทัศนะเป็นเรื่องเดียวกับการก้าวพ้นทวิภาวะ ดังท่านจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ การติดค้างอยู่ในทวิภาวะในบ้านเราทำให้มีการผลิตทัศนะความคิดเห็นออกมาอย่างมากมายเหลือเชื่อ มีผู้แสดงถ้อยแถลงแข่งกันอย่างต่อเนื่องนับเป็นร้อยวัน ซึ่งถ้ายังออกจากความขัดแย้งไม่ได้ การสร้างทฤษฎี(ทิฏฐิ)โจมตีฝ่ายตรงข้ามก็คงจะดำเนินต่อไปอีก ดังนั้นใครก็ตามที่อยากจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง คงต้องขอให้คู่กรณีหยุดพูดหรือหยุดผลิตความคิดเห็นสักพักหนึ่งก่อน อันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นก้าวแรกที่จะออกจากสัญญาวิปลาส”

 การหยั่งถึงความว่างจะทำได้ยากยิ่ง หากไม่มีการหยุดพูดหยุดโต้แย้งกัน…”ความเงียบ บ่อยครั้งไม่ได้หมายความว่าเป็นการสยบยอม หรือไม่มีวิจารณญาณ หากเป็นการตั้งมั่นอยู่ในสัมมาสติ เพื่อพิจารณาความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน ยกตัวอย่างเช่นในสถานการณ์ที่เป็นวิกฤติการเมืองอยู่ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังครองตนอยู่ในความนิ่งเงียบ แต่ความเงียบเช่นนี้แท้จริงแล้วอาจดังกึกก้องเหมือนฟ้าคำราม ผู้ใดอ่านสัญญาณไม่ออก กระทำการผลีผลามย่ามใจ ก็เท่ากับหาทุกข์ใส่ตัว”

 จากการที่ตั้งหัวข้อปาฐกถา อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ นั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นสำนวนแม้แต่น้อย หากดึงมาจากเนื้อหาความเป็นไปของโลกที่เกี่ยวโยงกันอย่างแท้จริง แต่ปัญหามีอยู่ว่าถ้าผู้ปกครองหรือผู้ถืออำนาจการเมืองหยั่งไม่ถึงสุญญตาแห่งอำนาจแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

 ”เรื่องนี้ถ้าจะให้ผมตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็คงต้องบอกว่าผู้กุมอำนาจท่านนั้นคงจะอยู่ได้ไม่นาน ไม่ช้าก็เร็วก็คงถูกกฎเหล็กแห่งอิทัปปัจจยตาเล่นงานเอาจนเสียผู้เสียคนไป”

 ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยสอนไว้ว่า การเมืองต้องไม่แยกออกจากธรรมะและนักการเมืองที่แท้จริงจะต้องเป็นนักการเมืองโพธิสัตว์หรือนักการเมืองของพระเจ้า (อิทัปปัจจยตา) ซึ่งมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น หายใจเป็นประโยชน์ของผู้อื่น

 ”ในเมื่ออำนาจเป็นปรากฏการณ์แห่งความว่าง ผู้กุมอำนาจก็ควรหยั่งถึงความว่างในดวงจิตของตนด้วย ใครก็ตามที่นำอัตตาตัวตนขึ้นสู่เวทีอำนาจ ใครก็ตามที่นำผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นสู่เวทีอำนาจ และยืนยันผลประโยชน์ของตัวเองเป็นเอก ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ หรือสรรเสริญ ท้ายที่สุดแล้วก็จะไปไม่รอดทั้งสิ้น เพราะกฎแห่งอำนาจเป็นกฎเดียวกับอิทัปปัจจยตา

 ถึงตรงนี้ ผมคงต้องอธิบายเล็กน้อยว่าการต้านอำนาจนั้นถือเป็นการแสดงอำนาจชนิดหนึ่ง ซึ่งก็ต้องอยู่ภายใต้กฎอิทัปปัจจยตาเช่นกัน มีสภาพเป็นความว่างเช่นเดียวกัน ดังนั้นใครก็ตามที่คิดจะตั้งศูนย์อำนาจใหม่หรือต่อต้านอำนาจเก่า ควรจะต้องรู้ว่าอำนาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และอิงอาศัยนานาปัจจัย อำนาจไม่ได้บรรจุอยู่ในอาคารสถานที่ การยึดอำนาจรัฐไม่ได้เกิดจากการยึดตัวอาคารหากจะต้องยึดครองที่หัวใจคน”

 ถ้าเข้าใจอำนาจแห่งความว่างและเข้าถึงความว่างแห่งอำนาจ ก็จะรู้ว่าการขัดแย้งทางการเมืองล้อมรอบสมมุติสัจจะนั้น ควรจะมีขอบเขตอยู่ตรงไหนและอาศัยวิธีการเช่นใด

 ”ถ้าเราหยั่งถึงอิทัปปัจจยตา (หรือปฏิจจสมุปบาท) ก็จะมองเห็นว่าความรักบ้านรักเมืองไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างเดียว บางครั้งการยอมแพ้กลับเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่า แสดงความรักบ้านรักเมืองได้มากกว่า เหมือนมารดาพร้อมยกบุตรให้ผู้อื่นในยามที่ตัวเองดูแลปกป้องไม่ได้ แพ้ชนะถึงที่สุดแล้วก็เป็นสุญญตา ไม่มีความจริงยอมรับ มีแต่เราเองไปบัญญัติมันขึ้นมา

 ถ้าพูดกันตามหลักรัฐศาสตร์ อำนาจนั้นเปลี่ยนมือได้เสมอ ถ้าผู้ปกครองไม่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้อยู่ใต้การปกครองได้ หรือมีวิกฤติฉันทานุมัติอย่างต่อเนื่อง แต่เปลี่ยนแล้วจะดีขึ้นหรือไม่ ยังไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวเสมอไป มันขึ้นอยู่กับผู้นำการเปลี่ยนแปลงว่ามีปัญญาญาณมากน้อยเพียงใด คนในสังคมเห็นพ้องต้องกันในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน หากสังคมยังไม่เห็นพ้องต้องกันในทิศทางการเปลี่ยนแปลง การล้มลงของระบอบเก่าหรืออำนาจเก่าก็รังแต่จะนำไปสู่สภาพกลียุคและอนาธิปไตย”

 จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ บางครั้งอำนาจใหม่กลับฆ่าคนเสียยิ่งกว่าอำนาจเก่าที่ล่มสลายเนื่องจากทิฏฐิที่ยึดติดในการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการรอคอยให้ผู้คนเห็นด้วย เรื่องเช่นนี้เคยเกิดมาแล้วในหลายประเทศ ซึ่งควรถือเป็นบทเรียน

 ”ดังนั้น ในทัศนะของท่านอาจารย์พุทธทาส ระบอบการเมืองแบบไหนยังไม่สำคัญเท่ากับว่ามีธรรมะหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีธรรมะ ถึงอย่างไรก็สร้างสันติสุขให้บังเกิดมิได้ และท่านถือว่าภาวะไร้สันติภาพเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของมนุษย์ การไม่ได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขนับเป็นเคราะห์กรรมอย่างยิ่งของแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้ ความพยายามที่จะรักษาระบอบการเมืองก็ดี ความพยายามที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองก็ดี จึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยความชัง ไม่อาจใช้โลภะ โทสะ โมหะ มาขับเคลื่อน เราจะสร้างสังคมที่สันติสุขได้อย่างไร หากวิธีการขัดแย้งกับจุดหมายเสียตั้งแต่ต้น สำหรับชาวพุทธแล้วมรรควิถีมีค่าเท่ากับจุดหมายปลายทาง”

 ก่อนที่ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จะกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า…

 ”วันนี้ ผมได้เอ่ยถึงปรมัตถ์สัจจะไว้ในแทบทุกวรรคตอน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นปรมัตถ์สัจจะ แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับปรมัตถ์ธรรมมากกว่า และเช่นเดียวกับความคิดเห็นของผู้คนในเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ผมพูดมาจึงเป็นแค่สมมุติเท่านั้นเอง”

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 21, 2008 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ:

Idea for (change) Bangkok

ผมเพิ่งพบ website http://www.ideabangkok.com/    นี้ เมื่อตอนเช้านี้เองครับ

เป็น web ที่พยายามจะรวบรวมข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยเปิดให้มีข้อเสนอในทุกๆ ด้าน (เท่าที่มีอยู่ หากไม่พอ ท่านสามารถเพิ่มเติมได้อีก)

นอกจากจะแสดงความคิดเห็นแล้ว ท่านยังสามารถรวมลง คะแนน ต่อ ข้อเสนอหรือความคิดที่ท่านเห็นด้วย ได้อีกด้วย

เข้าไปกันเยอะๆ ครับ แสดงพลังของคนกรุงเทพฯ ว่าเราต้องการอะไร เพราะเท่าที่ผมดูล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอที่หลุดกรอบ ผู้สมัครผู้ว่าทุกคนครับ

 
1 Comment

Posted by บน กันยายน 19, 2008 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ:

การจัดการความ (ไม่) รู้

พอดี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสอน นศ.ป.โท ภาคพิเศษ ในหัวข้อ การจัดการความรู้ …..โดยสัตย์จริง ผมคิดว่า เป้าหมายของงานนี้ คือ เรากำลังจะจัดการความไม่รู้ของพวกเรา มากกว่า จัดการ ความรู้ ใช่หรือไม่ครับ

ผมเลยบอก นศ. ว่า วันนี้ ผมจะคุย เรื่องการจัดการความ (ไม่) รู้ แทน…. คงมีหลาย คน งงๆ กันบ้างละ งานนี้

ปัจจุบัน องค์กรจำนวนไม่น้อย ต่างหลงไหลไปกับ การจัดการความรู้ อย่างเป็นแฟชั่น เอาเป็นว่า เมื่อเขามี KM ฉันก็ต้องมี KM ด้วย เขามี CKO ฉันก็มี CKO ด้วย เขามีระบบสารสนเทศ ฉันก็ขนขวาย ที่จะต้องมีด้วย …..เหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญครับที่เอื้อให้ การจัดการความรู้ในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ ว่าในองค์กร ควรจะต้องมี….และเป็นเรื่องไม่ยากนักในปัจจุบันที่จะมีได้

แต่สิ่งที่องค์กรมักจะลืม…และเป็นเรื่องยากที่จะมี ก็คือ การสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กร ให้ ตัวคนในองค์กร ซึ่งเป็นทั้ง ผู้ผลิต และผู้ใช้ความรู้ (เพื่อขจัดความไม่รู้) สามารถ ผลิต สร้างสรรค์ และประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างเต็มที่..จนเกิดความรู้จากการปฏิบัติการ…ความรู้ในทำนองนี้ หล่นหายไปในทางสังคมศาสตร์ นานมากแล้ว

พูดแบบอริสโตเติ้ล สิ่งนี้ คือ  phronesis หรือ คือ practical understanding ซึ่งต่างจากความรู้แบบ epistemology

หากสนใจเรื่องความรู้ประเภทนี้ โปรดหา หนังสือเล่มเขื่องชื่อ “ฟื้นสังคมศาสตร์ : ทำไมการวิจัยทางสังคมจึงล้มเหลว และจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร” ซึ่งแปลโดย อ.อรทัย อาจอ่ำ (ที่นับถือของผม) มาอ่านนะครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Making_Social_Science_Matter 

คำถาม คือ องค์กรปัจจุบัน เขาให้ความสำคัญกับ การจัดการความรู้ หรือ การจัดการมนุษย์ผู้เป็นผู้ปฏิบัติการในองค์กร มากกว่ากัน

สภาพแวดล้อม การจัดวางผัง-พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรม โครงสร้างการบริหารจัดการ เวลาว่าง การมีชีวิตการทำงานที่ไม่เคร่งเครียด (แต่รับผิดชอบ) การมีกลุ่มกิจกรรม…….เหล่านี้ คือ สภาพแวดล้อมที่จะสนับสนุนให้ มนุษย์ในองค์กร ได้มีโอกาสคิด สร้างสรรค์ และ ประยุกต์ ใช้ความรู้ได้อย่างเบิกบาน สำราญใจ 

แล้ว องค์กรของท่าน ให้ความสำคัญ กับ เรื่องนี้ มากน้อยเพียงไรครับ

 

 

 

อันนี้เป็นไฟล์ครับ ที่ผมใช้ พูดคุยครับ (2.66mb)

ผมมาเพิ่มเติมครับ เรื่องการจัดผังพื้นที่การทำงานที่มีผลต่อ การสร้างความคิด ความรู้ครับ

http://wwisartsakul.wordpress.com/2008/10/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 14, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ลิขซ้าย และ การสร้างสรรค์ร่วมกัน —

งานศิลปะ บทเพลง ถ้อยคำ ความงาม ความรู้ และงานสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ ควรเป็นสมบัติรวมของทุกๆ คน ไม่ควรถูกผูกขาด โดยใครบางคน บางกลุ่ม บางบริษัท ใช่หรือไหมว่า เพราะ “สิ่งเหล่านี้” ล้วนแต่ถูกคิดต่อยอด เพิ่มเติม แตกหน่อ ออกไป จาก ต้นตอ ที่คนรุ่นก่อน คิดไว้แล้วทั้งสิ้น…..ความคิดเช่นนี้ มีแพร่หลายอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่น Gen Y และ Gen D จนเกิดเป็นที่มาของ ………ลิขซ้าย (copyleft) และ การสร้างสรรค์ร่วมกัน (creative commons) 

เริ่มจาก ลิขซ้าย หรือ Copyleft ใช้ สัญลักษณ์ C กลับข้าง ( เพื่อแสดงว่า มีสภาพตรงกันข้ามกับ Copyright หรือ ลิขสิทธิ์ ที่ใช้เครื่องหมาย ©)

ลิขซ้าย (copyleft) เป็นการอธิบายถึงใบอนุญาตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประยุกต์ใช้กับผลงานต่างๆ อย่างเช่น software, งานภาคเอกสาร, หนังสือ, และผลงานทางด้านศิลปะ. ที่ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์(copyright law)ได้รับการมองโดยบรรดาผู้ให้การสนับสนุนเดิมๆของลิขซ้าย(copyleft) ในฐานะที่เป็นวิธีการหนึ่งของการจำกัดสิทธิในการสร้างสรรค์และการเผยแพร่ซ้ำ งานก็อปปี้ต่างๆของผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ใบอนุญาตลิขซ้ายประยุกต์ใช้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อที่จะทำให้มั่นใจว่า ทุกๆคนซึ่งได้รับงานก็อปปี้ หรือสืบทอดเวอร์ชั่นผลงานชิ้นหนึ่งไป พวกเขาสามารถที่จะใช้, ดัดแปลงแก้ไข, สามารถที่จะเผยแพร่ผลงาน, และส่งทอดเวอร์ชั่นต่างๆของผลงานนั้นๆได้ด้วย. โดยเหตุนี้เองในความหมายดังกล่าว “ลิขซ้าย”(copyleft)จึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเรื่องของลิขสิทธิ์(copyright)

ความเป็นมาเกี่ยวกับลิขซ้าย

เหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดในบรรดาผู้สร้างสรรค์และผู้ประพันธ์ทั้งหลาย ที่ต้องการสร้างลิขซ้าย(copyleft) ขึ้นมาให้มันสามารถประยุกต์ใช้กับผลงานของพวกเขาก็คือ พวกเขาหวังที่จะสร้างเงื่อนไขที่อำนวยประโยชน์ที่สุด สำหรับผู้คนทั้งหลายอย่างกว้างขวาง ให้รู้สึกและเชิญชวนเข้ามาช่วยกันสนับสนุนให้มีการปรับปรุงต่างๆ และ/หรือ ต่อเติมแก้ไขผลงานของพวกเขาให้ละเอียดยิ่งๆขึ้น อย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง

การใช้ลิขซ้ายมีความหมายแฝงมากมายในเชิงอุดมคติที่ค่อนข้างเข้มข้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงในเชิงอุดมคติดังกล่าวก็ได้รับการหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง โดย Linus Torvalds ผู้ก่อตั้ง GNU GPL(General Public Licence) สิ่งซึ่งได้รับการถือว่าเป็นการนำเสนอเรื่องของลิขซ้ายที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด ในผลงานที่เป็นจริงในเชิงปฏิบัติของ GNU GPL ใบอนุญาตลิขซ้ายที่เขาประยุกต์ใช้กับซอฟต์แวร์ Linux อันเป็นเรื่องที่สุดยอด (หมายเหตุ GNU คือ ชื่อเรียกละมั่งแอฟริกันที่มีเขาชนิดหนึ่ง ชื่อของมันได้มาจากเสียงร้องของมันนั่นเอง)

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของเขา ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวันที่ 18 สิงหาคม 2004 ในนิตยสารรายสัปดาห์ Business Week, Linus Torvalds ได้ให้ความสนใจกับข้อเท็จจริงที่ว่า เส้นทางตามขนบประเพณีเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ให้วิธีการเข้าถึงความรู้ได้อย่างแพร่หลายโดยปราศจากอุปสรรคกีดขวางใดๆ ความรู้ดังกล่าวมักจะได้รับการนำไปดำเนินการต่อ หรือทำการต่อยอดสิ่งที่คนอื่นๆได้ค้นพบและกระทำมาก่อนหน้านั้นแล้ว และมันจะไม่ถูกทำให้ชะงักงันลงโดยการปิดบังความลับรายรอบผลลัพธ์ต่างๆของการวิจัยก่อนหน้านั้น

อันนี้หมายความว่า นิยามความหมายข้างต้น ไม่เพียงใช้กับผลงานชิ้นหนึ่งในฐานะที่เป็น”การสร้างสรรค์ของมนุษย์”เท่านั้น, แต่รวมไปถึง”การค้นพบของมนุษย์”ด้วย ที่สามารถถูกรวมเข้ามาอยู่ในวิธีการลิขซ้ายอันนี้ได้

วิธีการต่างๆของลิขซ้าย

ปฏิบัติการร่วมกันอันหนึ่งสำหรับการบรรลุเป้าหมายอันนี้ เกี่ยวกับการตักตวงประโยชน์ได้อย่างอิสระ และไม่ต้องประสบกับความยุ่งยากในเรื่องการก็อปปี้และการเผยแพร่งานสร้างสรรค์หรือผลงานคือ เผยแพร่มันด้วยใบอนุญาต. และใบอนุญาตนั้นจะต้องระบุเงื่อนไข ที่เจ้าของทุกคนของงานก็อปปี้นั้นสามารถทำได้ คือ:

1. ใช้ประโยชน์มันได้โดยปราศจากข้อจำกัด
2. เผยแพร่(ซ้ำ)ได้หลายๆก็อปปี้ ดังใจปรารถนา และ
3. ปรับปรุงแก้ไขมันอย่างไรก็ได้ตามที่พวกเขาเห็นว่ามันเหมาะสม

ผมคัดลอกข้อความข้างบน มาจากที่นี่ครับ http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9575.html

 

ส่วน Creative Commons นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยในตัวสัญญาอนุญาต ที่เป็นเงื่อนไขการใช้ที่มากกว่า และเฉพาะเจาะจงมากกว่า

ครีเอทีฟคอมมอนส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยการสนับสนุนจาก ศูนย์เพื่อสาธารณสมบัติ (The Center for the Public Domain) เป้าหมายสูงสุดของครีเอทีฟคอมมอนส์ ทั้งในตอนนี้และอนาคต คือการสร้างรูปแบบการสงวนสิทธิ์ที่ยืดหยุ่นและสมเหตุสมผล ท่ามกลางโลกที่มีระบบการสงวนสิทธิ์เต็มรูปแบบอย่างเข้มงวดโดยปริยาย

โครงการแรกของครีเอทีฟคอมมอนส์ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545 โดยการเปิดตัวชุดสัญญาอนุญาตให้ใช้อย่างสาธารณะ โดยได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากสัญญาอนุญาตกนูจีพีแอล (GNU General Public License) ของมูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) จากนั้นครีเอทีฟคอมมอนส์ก็พัฒนาเว็บไซต์ที่ช่วยให้ผู้สร้างผลงานได้เผยแพร่งานของตนสู่สาธารณะ ทั้งโดยไม่สงวนสิทธิ์ (มอบเป็นสาธารณสมบัติ) หรือสงวนสิทธิ์บางประการตามเงื่อนไขที่กำหนดได้เอง ครีเอทีฟคอมมอนส์ต่างกับกนูจีพีแอลตรงที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับซอฟต์แวร์ แต่ไว้ใช้กับผลงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ดนตรี ภาพยนตร์ ภาพถ่าย งานเขียน สื่อการเรียนรู้ และอื่น ๆ เรามุ่งหวังที่จะทำให้นักสร้างสรรค์ผลงานสามารถเข้าถึงผลงานจำนวนมากได้อย่างง่ายและประหยัด เพื่อนำไปใช้ต่อยอด โดยเราได้พัฒนาระบบข้อมูลบันทึกลักษณะและคุณสมบัติของผลงาน รวมทั้งรูปแบบการสงวนสิทธิ์ ในรูปแบบที่สามารถประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ได้ เราหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะทำให้ผู้สนใจสามารถค้นหางานสร้างสรรค์ เช่นภาพถ่ายที่สามารถนำไปใช้ต่อได้โดยเพียงระบุชื่อผู้ถ่าย หรืองานเพลงที่สามารถทำซ้ำ แจกจ่าย ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ผ่านเว็บไซต์ของเราหรือเว็บไซต์อื่น

เงื่อนไขต่างๆ ในการใช้ CC ได้แก่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ผมเอาข้อมูลมาจากที่นี่ ครับ http://cc.in.th/about

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aticha&date=22-02-2007&group=50&gblog=5

 
5 Comments

Posted by บน กันยายน 11, 2008 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,

การทดลองยิงอนุภาคเพื่อสร้างหลุมดำ…ครั้งแรกของมนุษยชาติ

วันนี้ วันที่ 9 กันยายน 2551 เวลาประมาณ 14.00 น. (ช่อง 3 จะถ่ายทอดสด) จะมีการทดลองครั้งสำคัญของโลก แต่ผมเข้าใจว่า คนไทยคงสนใจกันน้อย นั่นคือ การทดลองยิงอนุภาค เพื่อสร้างหลุมดำ นัยว่า จะเป็นการ ค้นหา กำเนิดของโลกเรา

 

การทดลองดำเนินการโดย เซิร์น (CERN) หรือ The Organisation européenne pour la recherche nucléaire (European Organization for Nuclear Research)  ปัจจุบัน เซิร์นได้ติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider – LHC) ภายในอุโมงค์ใต้ดินรูปวงแหวนขนาดเส้นรอบวง 27 กิโลเมตร มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินของประเทศฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 

 

 

ผลการทดลอง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนั้น ยังคงต้องคอยติดตามครับ  บางคนก็กังวลว่า เมื่อเกิดหลุมดำ มันจะดูดโลก เราให้หายไป ฟังไป ก็น่ากลัวนะครับ ……..ต้องดูครับ

 
10 Comments

Posted by บน กันยายน 10, 2008 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ:

Universal Design – - งานออกแบบเพื่อทุกคน

แม้แวดวงการออกแบบในต่างแดน จะใช้คำว่า universal design ในงานออกแบบหลากหลายประเภทอยู่แล้ว (แต่อย่างไร ผมก็ยังเห็นไม่มากนัก) แต่ในเมืองไทย คำๆ นี้ คนในแวดวงการออกแบบกลับไม่ค่อยแพร่หลาย และเป็นที่เข้าใจนัก ที่สำคัญ คือ มีน้อยคนและน้อยสถาบันมาก ที่จะมุ่งปลูกฝัง แนวคิดงานออกแบบเพื่อทุกคนนี้ อย่างจริงจัง

ที่ผมเอาคำๆ นี้ มากล่าวไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง เพราะผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปญี่ปุ่น กับทีมผู้ผ่านรอบแรก ในการประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคมโครงการบ้านพักผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า ซึ่งสนับสนุนโดย MQDC...นั่นทำให้เราเห็นว่า สังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องการออกแบบเพื่อทุกคนอย่างมาก

แม้แต่ไกด์ยังบอกเราว่า “ลองคิดดูว่า ในทุกๆ ที่ที่ผู้พิการไปได้ คนธรรมดาย่อมไปได้อย่างสะดวก”…..จริงของเขาครับ   

เราได้ไปดูงานออกแบบ ที่ Mega Web ซึ่งเป็นโชว์รูมงานออกแบบเพื่อทุกคนของโตโยต้า และไปดูงานการออกของ Panasonic กล่าวได้คำเดียวว่า สุดยอดครับ

ผมขอคัดลอก ปรัชญาของการออกแบบเพื่อทุกคนที่ผมได้มาจาก Toyota ครับ

1) Equitable Use
2) Flexibility in Use
3) Smple and Intuitive Use
4) Perceptible Information
5) Tolerance for Error
6) Low Physical Effort
7) Size and Space for Approach and Use

ที่พวกเราไปดูงานออกแบบเพื่อทุกคนนั้น ก็เพื่อที่เราจะเอาใช้ ในงานออกแบบ โครงการบ้านพักผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า ครับ ซึ่งเราก็ได้ไปเห็น สถานที่จริงในญี่ปุ่นครับว่า เขาเอาแนวคิดนี้ไปใช้ได้จริงใน อาคารบ้านพักผู้สูงอายุและเด็กเล็กครับ อย่างราวบันไดของเขา ก็จะมี 2 ระดับ / มีการออกแบบ พื้นที่ร่วม เพื่อให้เกิดการทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นต้น ….ดีเลยครับ

 สุดท้าย ผมขอเอารูปตัวอย่างงานออกแบบเพื่อทุกคน มาให้ดูครับ ลองดูแล้วนึกตามว่า เรื่องงานออกแบบเพื่อทุกคนนี้ จริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ หัวใจ (ที่คิดถึงคนอื่นๆ) ไม่ใช่ หัวสมอง ใช่ไหมครับ  


รูปแรกเป็น กรรไกร ที่มีปลอกสวม ป้องกันอันตราย ครับ….ที่สำคัญ แม้จะสวมปลอกไว้ มันก็ยังตัดได้ครับ

 

 

 

 

 

รูปที่สองเป็น รอยหยักที่ขอบกล่องนม ทำรอยหยักเพื่อให้ รู้ว่า นี่ คือ นมสดครับ

 

 

 

 

 

รูปที่สาม เป็นแม่เหล็กไว้สำหรับติดกระดาษโน้ตบนกระดาน..ปกติเวลาจะดึงออกต้องใช้แรงดึง ใช้ไหมครับ เขาออกแบบใหม่ โดยผ่า ยางออกเป็น 2 ส่วน เวลาจะดึงแม่เหล็กออกจากกระดาน ก็แค่ กด ยาง 2 ข้างเบาๆ เท่านั้น แม่เหล็กก็หลุดออกอย่างง่ายดาย

 

 

 

 

รูปที่สี่ เป็นแม็กเย็บกระดาษ แบบไม่ใช้ลวดเย็บครับ แต่ใช้การเจาะกระดาษให้เกี่ยวกันไว้….เยี่ยมครับ

 

 

 

 

 

2 รูปสุดท้ายเป็นงานออกแบบที่ผมชอบครับ ผมตั้งชื่อว่า เครื่องช่วยถอดปลั๊ก เพียงแค่ยกปลายสีส้ม กับ กด ปลายสีส้ม ลง ปลั๊กตัวผู้ก็จะถูก “ดัน” ออกมาอย่างง่ายดาย ถูกใจ คอคอมพิวเตอร์อย่างผมเลยทีเดียว…ผมไปเดินหาตามห้างต่างๆ ก็ยังไม่มีขายครับ

 

 

 

 

 
7 Comments

Posted by บน กันยายน 7, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

เกษียร เตชะพีระ: ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ และจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างก็ตาม การเคลื่อนไหวประท้วงของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรอบ 2 ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ศกนี้เป็นต้นมา นับเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจชวนขบคิดวิเคราะห์

โดยที่ยังไม่อาจคิดเรียบเรียงเป็นระบบครบถ้วนกระบวนความ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตขั้นต้นบางอย่างเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะและแนวโน้มของม็อบพันธมิตรฯ ในที่นี้: -

1) การชุมนุมมาราธอนของพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อมาได้นานร่วม 100 วันเพราะได้แรงความชอบธรรมหรืออย่างน้อยก็อดกลั้นอดออมจากสาธารณชนที่ตระหนักเห็นความบกพร่องพิกลพิการของระบบการเมืองประชาธิปไตยรัฐสภาจากการเลือกตั้งดังที่เป็นอยู่จะว่าไปแล้วตลอด 100 วันที่ผ่านมานั้น ตัวรัฐบาลสมัครและระบบรัฐสภาเองนั่นแหละที่ราวกับเปิดช่องชงเรื่องตั้งลูกจุดประเด็นไม่ว่าโดยจงใจหรือไร้เจตนา ไม่ว่าโดยแผนการหรือเป็นไปตามระบบ – ให้พันธมิตรฯ หยิบไปเปิดโปงตีกินขยายความปลุกระดมความไม่พอใจและไม่ไว้วางใจของสาธารณชนได้เรื่องแล้วเรื่องเล่าไม่หยุดหย่อน

ตั้งแต่กรณีผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างปิดแคบรีบร้อนรวบรัด, คำปราศรัยในอดีตของ รมว.จักรภพ, มรดกโลกเขาพระวิหาร, การปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคดีความของ พ.ต.ท. ทักษิณและครอบครัว, แผนเมกะโปรเจกต์บางโครงการ, การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับควบคุมตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทย, ไปจนถึงโครงการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่เบียดขับรุกรานเด็กนักเรียนและชาวบ้าน ฯ ลฯ

พูดอีกอย่างก็คือ โดยไม่ต้องเห็นด้วยกับเป้าหมายและวิธีการทั้งหมดทุกอย่างของพันธมิตรฯ แต่สาธารณชนก็รู้สึกได้ว่าระบบประชาธิปไตยรัฐสภายังแสดงอาการรวมศูนย์อำนาจและผูกขาดอธิปัตย์ (centralism & monism ในการวิเคราะห์ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์) เรื้อรังออกมาไม่หยุดหย่อนเหมือนดังที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ จึงต้องการพลังอะไรสักอย่างไปคัดคานถ่วงดุลตรวจสอบมันไว้

หากศาลตุลาการและองค์กรอิสระเป็นพลังถ่วงดุลตรวจสอบภายในระบบ พันธมิตรฯ ก็ทำตัวเสมือนเป็นพลังถ่วงดุลตรวจสอบหนุนเสริมอยู่นอกระบบ ในกรณีที่พลังภายในระบบทัดทานไม่ไหวหรือไม่ทันกาล

มองเฉพาะแง่มุมเดียวนี้ พันธมิตรฯ จึงดูเหมือนแสดงบทบาทหน้าที่จำเป็นบางอย่างสำหรับระบบการเมืองแบบนี้ (systemic function)

2) ม็อบมาราธอนของพันธมิตรฯ น่าจะเป็นการชุมนุมประท้วงครั้งแรกของโลกที่ถ่ายทอดสดทางทีวีดาวเทียม, วิทยุและอินเทอร์เน็ต 24/7 (วันละ 24 ชั่วโมง/สัปดาห์ละ 7 วัน) ต่อเนื่องกันนานนับ 100 วัน

ทำให้มันมีลักษณะผสมผสานอย่างพิสดารระหว่าง reality show กับการรณรงค์ต่อสู้ทางการเมือง

ซึ่งเปลี่ยนขยายปรากฏการณ์ audience democracy (ประชาธิปไตยของผู้ชมในตะวันตกช่วงหลังนี้ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นแค่ผู้ชมผู้ฟังบรรดานักการเมืองอาชีพเล่นบทบาทกันไปบนเวทีการเมืองแล้วก็ให้เรตติ้งคะแนนนิยมผ่านการสำรวจหยั่งเสียง) ออกไป

ให้สามารถมี virtual participants นอกสถานที่ชุมนุม (ผู้เสมือนเข้าร่วมจริง – ไปม็อบได้โดยไม่ต้องออกนอกบ้านหรือออฟฟิศ) มากมายเหลือคณานับกว่าที่พบเห็นในที่ชุมนุม โดยเสียบหูฟังวิทยุคลื่น FM 97.75 หรือเปิดโฮมเธียเตอร์ช่องเอเอสทีวีดังสนั่นลั่นห้อง ให้ความรู้สึกเหมือนร่วมรับฟัง/ รับเห็น/ รับรู้/ รู้สึกอยู่ในที่ชุมนุมตลอดเวลาไม่ว่ากำลังทำงาน ทานข้าวหรือเข้านอน

ทว่าผลด้านกลับของมันคือทำให้การชุมนุมของพันธมิตรฯ น่าจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายรายวันแพงที่สุดในโลกด้วย เพราะไม่เพียงค่าเช่าเวทีอุปกรณ์แสงเสียง ค่าน้ำมันปั่นเครื่องไฟ ค่าสวัสดิการอาหารของคณะทำงาน วิทยากรและศิลปิน ยังมีเงินเดือนและค่าดำเนินการถ่ายทอดสดจากที่ชุมนุมของทีมเอเอสทีวีอีกต่างหาก รวมแล้วตกถึงวันละ 5 แสน – 1 ล้านบาทแล้วแต่จำนวนผู้ชุมนุม ขณะเงินบริจาคและรายได้จากการขายเสื้อยืดสิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงเข้ามาประมาณวันละ 3 แสน กว่า 1 ล้านบาท ด้วยเงินงบประมาณรายวันขนาดนี้คงพอให้การชุมนุมประท้วงปกติธรรมดาของชาวบ้านหรือแม้แต่ของ นปก. ที่ย่อมเยากว่ายืนยาวไปได้นานเป็นสัปดาห์ทีเดียว

ปรากฏว่าใน 25 วันแรกของการชุมนุม พันธมิตรฯ มีรายได้ 26 ล้านบาท ใช้จ่ายไป 24 ล้านบาท (สุริยะใส กตะศิลา), ในการชุมนุมกว่า 3 เดือน พันธมิตรฯ ผลิตเสื้อ ลูกจีนรักชาติออกขาย 9 หมื่นตัว ได้เงินกว่า 25 ล้านบาท (ชัยอนันต์ สมุทวณิช), จนหลังบุกยึดทำเนียบ พันธมิตรฯ ก็ยังมีเงินเหลือในบัญชี 6.6 ล้านบาทและทองคำแท่งหนัก 80 บาท (จำลอง ศรีเมือง)

การชุมนุมแบบพันธมิตรฯ จึงมีภาระทางการเงินหนักเป็นพิเศษ ความข้อนี้บ่งชี้ลักษณะด้านฐานะเศรษฐกิจสังคมและวิถีชีวิตของฐานผู้สนับสนุนและเข้าร่วมได้พอสมควร

3) พูดอย่างรวบยอด การชุมนุมของพันธมิตรฯ คือพลังฝ่ายค้านทางการเมืองตัวจริงเสียงจริงในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแค่ตัวประกอบ (ใครยังจำได้ว่ามีพรรคฝ่ายค้านนี้อยู่บ้าง…?)

เพียงแต่ข้อต่างที่มีนัยสำคัญคือพันธมิตรฯ เป็นพลังฝ่ายค้านที่ต่อต้านทั้งระบบการเมือง (ในความหมาย a force of resistance to the whole political system) ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านปกติธรรมดาในระบบการเมือง (ในความหมาย an opposition party in the political system)

พูดเพื่อเข้าใจง่ายๆ ได้ว่าพันธมิตรฯ คือ พรรคราชาชาตินิยมฝ่ายค้านตัวจริงนอกระบบรัฐสภา ที่ไม่ลงเลือกตั้งเพราะถึงลงก็คงแพ้พรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นซึ่งทุนหนาและกุมเสียงส่วนใหญ่ในชนบทแน่นกว่า

ทางเดียวที่พรรคพันธมิตรฯ จะชนะและยึดอำนาจรัฐได้จึงไม่ใช่ผ่านการเลือกตั้ง แต่ต้องโดยวิถีทางอื่น ดังได้พิสูจน์ให้เห็นซ้ำซากครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา – ไม่ว่าโดยการชุมนุมประท้วง, รัฐประหาร, หรือลุกขึ้นสู้ (general uprising – ปราโมทย์ นาครทรรพ) ในครั้งนี้ก็ตามที

การดำรงอยู่ของพันธมิตรฯ รวมทั้งพลังทางการเมืองและสังคมซึ่งมีพวกเขาเป็นตัวแทนในฐานะขั้วหนึ่งของคู่ขัดแย้งหลักทางการเมืองปัจจุบันจึงเป็นปัจจัยแห่งความไร้เสถียรภาพในระบอบการเมืองอยู่แล้วโดยตัวของมันเองเป็นธรรมดา

ยิ่งกว่านั้นการที่พันธมิตรฯ เข้าใจว่าตนเองเป็นเครื่องมือแบบการเมืองมวลชนเพื่อไปบรรลุสิ่งซึ่งตนเองเข้าใจว่าเป็นพระราชประสงค์ขององค์พระประมุข โดยก้าวข้ามช่องทางสถาบันการเมืองทางการทั้งหมด (คำปราศรัยบนเวทีก่อนเป่านกหวีดบุกยึดทำเนียบของสนธิ ลิ้มทองกุล, พิภพ ธงไชย เป็นต้น) จึงน่าวิตกว่าจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิอาจทำงานตามครรลองกลไกกระบวนการปกติของมันได้ เกิดอาการไฟช็อตลัดวงจร กระทั่งหมดสภาพลง

กรณีตัวอย่างที่พอยกมาเปรียบเทียบได้ในบางแง่มุมคือสถานการณ์ในเมืองจีนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

4) ในสายตาผม แนวโน้มน่าห่วงที่สุดของม็อบพันธมิตรฯ คือท่าทีต่อปัญหาจริยธรรมว่าด้วยวิธีการ (the ethics of means)

เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่ตนเห็นว่าถูกต้องดีงาม พันธมิตรฯ ไม่เลือกวิธีการที่ใช้ จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ จะชอบหรือไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมหรือหลักการทางการเมืองอย่างไรก็ได้ ขอแต่ให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นพอ เข้าทำนอง The end justifies the means. หรือเป้าหมายให้ความชอบธรรมกับวิธีการ

เหตุผลที่พันธมิตรฯ อ้างมักมี 2 ประการด้วยกัน คือ

ก) ศัตรูที่เราสู้ด้วยเป็นคนสกปรกเลวทรามต่ำช้าถึงขนาด ฝ่ายมันเองก็ไม่เลือกวิธีการเวลาสู้กับเรา ฉะนั้น จัดการกับคนชั่วช้าแบบนี้ ก็ไม่ต้องเลือกหรือจำกัดรูปแบบวิธีการเหมือนกัน มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อมัน (ประพันธ์ คูณมี, และชุดคำอธิบายเหตุที่พยายามบุกยึดสถานี NBT ของผู้นำพันธมิตรฯ)

ข) สิ่งที่เรามุ่งพิทักษ์ปกป้องไว้นั้นสำคัญสูงสุดเสียจนกระทั่งกดลบกลบทับหลักเกณฑ์หลักการอื่น ๆ ทั้งหมด หลักเกณฑ์หลักการอื่นจึงชาชืดจืดจางลงสิ้นเมื่อนำมาเปรียบด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสิ่งสำคัญสุดยอดไว้ แม้จะต้องละเมิดหักรานหลักเกณฑ์หลักการอื่นไปบ้าง ก็ต้องทำ (สนธิ ลิ้มทองกุล)

พันธมิตรฯ จึงพร้อมหยิบฉวยประเด็นร้อนแรงแหลมคมต่างๆ ไม่ว่าข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ปลุกความคลั่งชาติเรื่องดินแดน ฯลฯ มาเป็นยุทธวิธีปลุกเร้าผู้คนให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลและทักษิณ

ผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีเช่นนี้ ผมเห็นว่ามันสุ่มเสี่ยงอันตรายที่จะปลุกพลังรุนแรงที่อาจควบคุมไว้ไม่อยู่ขึ้นมาจนพลอยไปทำร้ายทำลายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออย่างเกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเครื่องมือ เป็นเหยื่อและเป็นเครื่องบูชายัญสังเวยเป้าหมายความเชื่อของตนเอง

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ว่า วิธีการคือหน่ออ่อนที่จะเติบใหญ่ขยายตัวกลายเป็นเป้าหมายในอนาคตข้างหน้า (Means is the end in the process of becoming.) ฉะนั้นหากเลือกวิธีการเลวร้ายตอนนี้แม้ในนามของเป้าหมายที่ดีงามในอนาคต แต่ในที่สุดแล้ววิธีการเลวร้ายที่เลือกก็รังแต่จะเติบใหญ่ขยายตัวลงเอยกลายเป็นเป้าหมายที่เลวร้ายในบั้นปลายนั่นเอง

ฐานคิดทางปรัชญาของปฏิบัติการไม่รุนแรงและอารยะขัดขืนที่แท้จึงได้แก่หลักความเป็นเอกภาพของคุณค่าทางศีลธรรมระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ (moral unity of the end and the means) เป้าหมายดี ต้องเลือกใช้วิธีการดีด้วย, หากเลือกใช้วิธีการเลว เป้าหมายจะออกมาดีนั้นเป็นไปไม่ได้

5) ตอนนี้บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ตรงริมเหวแห่งการลุกขึ้นสู้ทั่วไปของประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านรัฐบาล

เป็นจุดเดียวกับที่บ้านเมืองเราเคยเดินมาถึง ณ วันสุกดิบก่อน 14 ตุลาคม 2516 และ 17 พฤษภาคม 2535….และแล้วเราก็ถลำลึกลงไป

เราเดินมาถึงจุดนี้วันนี้ได้ก็เพราะความผิดพลาดใหญ่บ้างเล็กบ้างและที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

จากจุดนี้ไปอีกนิดเดียว น่ากลัวว่าไฟจะลุกเผาบ้านเผาเมือง เลือดไทยจะนองถนนด้วยฝีมือไทยกันเองอีก

จะหยุดและหลีกพ้นหุบเหวนี้ได้

-ฝ่ายรัฐต้องถอนกำลังฝ่ายความมั่นคงหลีกห่างออกมาจากการเผชิญหน้ากับมวลชนพันธมิตรฯ ทุกที่ทุกแห่งอย่างเร่งด่วน

-ผู้นำพันธมิตรที่ถูกออกหมายจับทั้ง 9 คนต้องมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อเข้าสู่การต่อสู้ในกระบวนยุติธรรมตามกฎหมายทันที

จากนี้กระบวนการทางการเมืองและกฎหมายจะได้ดำเนินต่อไปตามกฎเกณฑ์กติกาของมัน แทนที่จะเดินหน้าสู่การทำร้ายทำลายกันที่ทุกฝ่ายล้วนพ่ายแพ้

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 2, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ทำความเข้าใจสันติวิธี (nonviolent action) ท่ามกลางความขัดแย้งใหญ่ในสังคมไทย

โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สันติวิธีคืออะไร?

สันติวิธีคือ คำซึ่งรวบรวมวิธีการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งหลายรูปแบบ ทั้งการประท้วง (เช่นแต่งชุดดำหรือสีอื่นๆ) การไม่ให้ความร่วมมือ (เช่นการไม่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการของบางบริษัท) และการเข้าแทรกแซงโดยตรง (เช่นการที่นักกิจกรรมสันติวิธีบุกเข้าเขตหวงห้ามของรัฐบาลฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือเพื่อไม่ให้เกิดการทดลองระเบิดปรมาณูเมื่อเดือนมกราคม 1960) การกระทำทั้งหมดนี้ผู้กระทำการหรือเว้นจะกระทำการบางอย่างดำเนินการของตนโดยไม่ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะความรุนแรงทางกายภาพ (Sharp, Waging Nonviolent Struggle 92005):41)

ขบวนการสันติวิธีจึงมีหลายแบบ บ้างก็ถือว่าเป็นสันติวิธีแบบเลือกเรื่อง (selective nonviolence) เช่นขบวนการคัดค้านอาวุธนิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกา คนในขบวนการจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้คัดค้านการบุกอิรักของรัฐบาลบุช

บ้างก็เป็นสันติวิธีแบบหลักการครอบคลุมทุกเรื่อง (principled nonviolence) เช่นกลุ่มศาสนาบางกลุ่มที่ไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบทั้งในชีวิตประจำวันและไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพราะเห็นว่ามีปัญหาความรุนแรง เช่น กลุ่ม อามิช ในสหรัฐ

บ้างก็รวมไปถึงชนิดของอาหารที่รับประทานและวิถีชีวิตที่ใช้ด้วย (เช่นต้องเป็นมังสวิรัติ และต้องใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ตกเป็นทาสของทุนนิยม+บริโภคนิยม เพื่อจะได้ไม่ก่อความรุนแรงต่อโลกและสิ่งแวดล้อม

ขบวนการสันติวิธีในโลกเป็นอย่างไร?

เช่นเดียวกับแนวคิดสันติวิธี ขบวนการสันติวิธีในโลกก็มีหลากหลายในงานศึกษาเพื่อเปรียบเทียบการต่อสู้ด้วยสันติวิธีกับการใช้ความรุนแรงชิ้นล่าสุด นักวิจัยเทียบการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาล 323 กรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.900-2006 และพบว่ารัฐบาลที่ใช้วิธีรุนแรงจัดการกับขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่ใช้สันติวิธีมีโอกาสพ่ายแพ้มากกว่ากรณีที่ใช้ความรุนแรงจัดการกับขบวนการต่อต้านที่ใช้วิธีรุนแรงถึง 6 เท่า (Stephan and Chenoweth, “Why Civil Resistance Works” in lnternational Securitty (V.33, no.1, 2008):7-44)

ด้วยเหตุนี้ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงที่ตนครอบครองอยู่เข้าไปดำเนินการกับการชุมนุมด้วยสันติวิธี ความสูญเสียของชีวิตผู้คนพลเมือง จะทำลายความชอบธรรมของฝ่ายรัฐ

และโอกาสพ่ายแพ้ของรัฐบาลก็เป็นไปได้มาก

ขบวนการสันติวิธีเหล่านี้เป็นสันติวิธีสมบูรณ์แบบหรือไม่?

ขบวนการสันติวิธีบริสุทธิ์” หาได้ยากในโลก เพราะมักเป็นขบวนการที่ประกอบด้วยประชาชนหลากหลายมาร่วมด้วยแรงจูงใจต่างกัน

การศึกษาบางชิ้นจึงถือว่าถ้าขบวนการประกาศใช้การต่อสู้ด้วยสันติวิธีเป็นด้านหลัก ก็คือว่าเป็นขบวนการสันติวิธี

แต่ขบวนการ “สันติวิธี” ใดที่ใช้ความรุนแรงมาผสมก็จะถูกลดความชอบธรรมลงเสมอ

อหิงสา, อารยะขัดขืน และการต่อต้านด้วยสันติวิธี

อหิงสาเป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของมหาตมะ คานธี ที่ใช้ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมอังกฤษ มีน้ำหนักสำคัญอยู่ที่พลังสัจจะและจิตวิญญาณของคน เป็นการต่อสู้ชนิดที่มีเป้าหมายเพื่อ “ความเป็นธรรม” โดยไม่เบียดเบียนคู่ต่อสู้ ไม่ใช้ความรุนแรงทางกายภาพกับเขา ที่สำคัญไม่เกลียดชังเขา และหากมีอะไรเกิดขึ้นผู้ใช้อหิงสาจะต้องยอมทนรับทุกข์เสียเอง ในแง่นี้การกล่าวร้ายป้ายสีคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนก็ถือว่าไม่ใช่อหิงสา

อารยะขัดขืน (civil disobedience) เป็นการใช้สันติวิธีที่มุ่งเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งกระตุ้นให้สังคมโดยรวมเห็นว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้น เพราะมีลักษณะเด่นอยู่ที่ เป็นการละเมิดกฎหมาย เป็นการกระทำสาธารณะโดยแจ้งให้ทางบ้านเมืองทราบก่อน และผู้กระทำยอมรับผลของการละเมิดกฎหมายนั้น

สิ่งสำคัญคือ เมื่อสังคมเห็นคนดี” ถูกกฎหมายบ้านเมืองลงโทษ ก็จะกระตุ้นสำนึกแห่งความยุติธรรมในสังคมขึ้น จนไปแก้ไขกฎหมายหรือนโยบายของรัฐเสียใหม่ ในแง่นี้ถ้าไม่ยอมให้กฎหมายบ้านเมืองลงโทษก็ไม่ใช่อารยะขัดขืน (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อารยะขัดขืน (2549))

สิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำอยู่ในขณะนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นการใช้สันติวิธีเป็นยุทธวิธีหลักในการต่อต้านรัฐบาล

ข้อควรระวังในการใช้สันติวิธี

สันติวิธีไม่ใช่การต่อสู้ที่จะรับประกันความสำเร็จ ที่สำคัญอาจนำมาซึ่งความรุนแรงต่อตัวผู้ใช้ได้ ความข้อนี้สำคัญเพราะผู้คนที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้านรัฐบาลเป็นคนสามัญ มีทั้งพ่อเฒ่าแม่แก่ ลูกเล็กเด็กแดง ความปลอดภัยของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของสังคมไทย เพราะเขาเป็นมนุษย์และเป็นพี่น้องของเราทุกคน ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของขบวนการที่เลือกใช้สันติวิธี และเป็นหน้าที่แรกของรัฐบาลที่จะต้องปกป้องคุ้มกันชีวิตของพวกเขา

ความยากลำบากของสันติวิธีในสังคมไทยปัจจุบัน

ถ้าพรรค NLD และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าใช้วิธีการทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ คงไม่ยากที่จะระบุว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าใช้สันติวิธี

แต่ขณะนี้สังคมไทยกำลังตกอยู่ใต้ความขัดแย้งใหญ่ 3 ประการคือ

ขัดกันเรื่องเป้าหมายทางการเมือง (รัฐบาลที่เข้มแข็งประชาชนเลือกตั้งกันเข้ามา หรือ รัฐบาลอ่อนแอที่ถูกควบคุมกำกับเข้มข้น)

ขัดกันเรื่องวิธีการแก้ปัญหา (ในอดีตตกลงกันได้เพราะเห็นพ้องว่า การเลือกตั้งเป็นคำตอบ แต่ขณะนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว)

ขัดกันในระดับจินตนาการ “ความเป็นไทย” (ถ้าไม่เห็นด้วยกับ “ฝ่ายเรา” ไม่ใช่ “คนไทย”)

แต่ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งเพราะความขัดแย้งหนักหนาเพียงนี้ จึงต้องหันมาอาศัยสันติวิธีที่คนในสังคมไทยขัดกันได้ แต่ไม่เกลียดชังเข่นฆ่ากัน

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 2, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 562 other followers