งานศิลปะ บทเพลง ถ้อยคำ ความงาม ความรู้ และงานสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ ควรเป็นสมบัติรวมของทุกๆ คน ไม่ควรถูกผูกขาด โดยใครบางคน บางกลุ่ม บางบริษัท ใช่หรือไหมว่า เพราะ “สิ่งเหล่านี้” ล้วนแต่ถูกคิดต่อยอด เพิ่มเติม แตกหน่อ ออกไป จาก ต้นตอ ที่คนรุ่นก่อน คิดไว้แล้วทั้งสิ้น…..ความคิดเช่นนี้ มีแพร่หลายอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่น Gen Y และ Gen D จนเกิดเป็นที่มาของ ………ลิขซ้าย (copyleft) และ การสร้างสรรค์ร่วมกัน (creative commons)
เริ่มจาก ลิขซ้าย หรือ Copyleft ใช้ สัญลักษณ์ C กลับข้าง ( เพื่อแสดงว่า มีสภาพตรงกันข้ามกับ Copyright หรือ ลิขสิทธิ์ ที่ใช้เครื่องหมาย ©)
ลิขซ้าย (copyleft) เป็นการอธิบายถึงใบอนุญาตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประยุกต์ใช้กับผลงานต่างๆ อย่างเช่น software, งานภาคเอกสาร, หนังสือ, และผลงานทางด้านศิลปะ. ที่ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์(copyright law)ได้รับการมองโดยบรรดาผู้ให้การสนับสนุนเดิมๆของลิขซ้าย(copyleft) ในฐานะที่เป็นวิธีการหนึ่งของการจำกัดสิทธิในการสร้างสรรค์และการเผยแพร่ซ้ำ งานก็อปปี้ต่างๆของผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
ใบอนุญาตลิขซ้ายประยุกต์ใช้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อที่จะทำให้มั่นใจว่า ทุกๆคนซึ่งได้รับงานก็อปปี้ หรือสืบทอดเวอร์ชั่นผลงานชิ้นหนึ่งไป พวกเขาสามารถที่จะใช้, ดัดแปลงแก้ไข, สามารถที่จะเผยแพร่ผลงาน, และส่งทอดเวอร์ชั่นต่างๆของผลงานนั้นๆได้ด้วย. โดยเหตุนี้เองในความหมายดังกล่าว “ลิขซ้าย”(copyleft)จึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเรื่องของลิขสิทธิ์(copyright)
ความเป็นมาเกี่ยวกับลิขซ้าย
เหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดในบรรดาผู้สร้างสรรค์และผู้ประพันธ์ทั้งหลาย ที่ต้องการสร้างลิขซ้าย(copyleft) ขึ้นมาให้มันสามารถประยุกต์ใช้กับผลงานของพวกเขาก็คือ พวกเขาหวังที่จะสร้างเงื่อนไขที่อำนวยประโยชน์ที่สุด สำหรับผู้คนทั้งหลายอย่างกว้างขวาง ให้รู้สึกและเชิญชวนเข้ามาช่วยกันสนับสนุนให้มีการปรับปรุงต่างๆ และ/หรือ ต่อเติมแก้ไขผลงานของพวกเขาให้ละเอียดยิ่งๆขึ้น อย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง
การใช้ลิขซ้ายมีความหมายแฝงมากมายในเชิงอุดมคติที่ค่อนข้างเข้มข้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงในเชิงอุดมคติดังกล่าวก็ได้รับการหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง โดย Linus Torvalds ผู้ก่อตั้ง GNU GPL(General Public Licence) สิ่งซึ่งได้รับการถือว่าเป็นการนำเสนอเรื่องของลิขซ้ายที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด ในผลงานที่เป็นจริงในเชิงปฏิบัติของ GNU GPL ใบอนุญาตลิขซ้ายที่เขาประยุกต์ใช้กับซอฟต์แวร์ Linux อันเป็นเรื่องที่สุดยอด (หมายเหตุ GNU คือ ชื่อเรียกละมั่งแอฟริกันที่มีเขาชนิดหนึ่ง ชื่อของมันได้มาจากเสียงร้องของมันนั่นเอง)
ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของเขา ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวันที่ 18 สิงหาคม 2004 ในนิตยสารรายสัปดาห์ Business Week, Linus Torvalds ได้ให้ความสนใจกับข้อเท็จจริงที่ว่า เส้นทางตามขนบประเพณีเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ให้วิธีการเข้าถึงความรู้ได้อย่างแพร่หลายโดยปราศจากอุปสรรคกีดขวางใดๆ ความรู้ดังกล่าวมักจะได้รับการนำไปดำเนินการต่อ หรือทำการต่อยอดสิ่งที่คนอื่นๆได้ค้นพบและกระทำมาก่อนหน้านั้นแล้ว และมันจะไม่ถูกทำให้ชะงักงันลงโดยการปิดบังความลับรายรอบผลลัพธ์ต่างๆของการวิจัยก่อนหน้านั้น
อันนี้หมายความว่า นิยามความหมายข้างต้น ไม่เพียงใช้กับผลงานชิ้นหนึ่งในฐานะที่เป็น”การสร้างสรรค์ของมนุษย์”เท่านั้น, แต่รวมไปถึง”การค้นพบของมนุษย์”ด้วย ที่สามารถถูกรวมเข้ามาอยู่ในวิธีการลิขซ้ายอันนี้ได้
วิธีการต่างๆของลิขซ้าย
ปฏิบัติการร่วมกันอันหนึ่งสำหรับการบรรลุเป้าหมายอันนี้ เกี่ยวกับการตักตวงประโยชน์ได้อย่างอิสระ และไม่ต้องประสบกับความยุ่งยากในเรื่องการก็อปปี้และการเผยแพร่งานสร้างสรรค์หรือผลงานคือ เผยแพร่มันด้วยใบอนุญาต. และใบอนุญาตนั้นจะต้องระบุเงื่อนไข ที่เจ้าของทุกคนของงานก็อปปี้นั้นสามารถทำได้ คือ:
1. ใช้ประโยชน์มันได้โดยปราศจากข้อจำกัด
2. เผยแพร่(ซ้ำ)ได้หลายๆก็อปปี้ ดังใจปรารถนา และ
3. ปรับปรุงแก้ไขมันอย่างไรก็ได้ตามที่พวกเขาเห็นว่ามันเหมาะสม
ผมคัดลอกข้อความข้างบน มาจากที่นี่ครับ http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9575.html
ส่วน Creative Commons นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยในตัวสัญญาอนุญาต ที่เป็นเงื่อนไขการใช้ที่มากกว่า และเฉพาะเจาะจงมากกว่า
ครีเอทีฟคอมมอนส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยการสนับสนุนจาก ศูนย์เพื่อสาธารณสมบัติ (The Center for the Public Domain) เป้าหมายสูงสุดของครีเอทีฟคอมมอนส์ ทั้งในตอนนี้และอนาคต คือการสร้างรูปแบบการสงวนสิทธิ์ที่ยืดหยุ่นและสมเหตุสมผล ท่ามกลางโลกที่มีระบบการสงวนสิทธิ์เต็มรูปแบบอย่างเข้มงวดโดยปริยาย
โครงการแรกของครีเอทีฟคอมมอนส์ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545 โดยการเปิดตัวชุดสัญญาอนุญาตให้ใช้อย่างสาธารณะ โดยได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากสัญญาอนุญาตกนูจีพีแอล (GNU General Public License) ของมูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) จากนั้นครีเอทีฟคอมมอนส์ก็พัฒนาเว็บไซต์ที่ช่วยให้ผู้สร้างผลงานได้เผยแพร่งานของตนสู่สาธารณะ ทั้งโดยไม่สงวนสิทธิ์ (มอบเป็นสาธารณสมบัติ) หรือสงวนสิทธิ์บางประการตามเงื่อนไขที่กำหนดได้เอง ครีเอทีฟคอมมอนส์ต่างกับกนูจีพีแอลตรงที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับซอฟต์แวร์ แต่ไว้ใช้กับผลงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ดนตรี ภาพยนตร์ ภาพถ่าย งานเขียน สื่อการเรียนรู้ และอื่น ๆ เรามุ่งหวังที่จะทำให้นักสร้างสรรค์ผลงานสามารถเข้าถึงผลงานจำนวนมากได้อย่างง่ายและประหยัด เพื่อนำไปใช้ต่อยอด โดยเราได้พัฒนาระบบข้อมูลบันทึกลักษณะและคุณสมบัติของผลงาน รวมทั้งรูปแบบการสงวนสิทธิ์ ในรูปแบบที่สามารถประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ได้ เราหวังว่าความพยายามดังกล่าวจะทำให้ผู้สนใจสามารถค้นหางานสร้างสรรค์ เช่นภาพถ่ายที่สามารถนำไปใช้ต่อได้โดยเพียงระบุชื่อผู้ถ่าย หรืองานเพลงที่สามารถทำซ้ำ แจกจ่าย ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ผ่านเว็บไซต์ของเราหรือเว็บไซต์อื่น
เงื่อนไขต่างๆ ในการใช้ CC ได้แก่
ผมเอาข้อมูลมาจากที่นี่ ครับ http://cc.in.th/about
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aticha&date=22-02-2007&group=50&gblog=5






viobo
กันยายน 12, 2008 at 2:50 am
อย่างนี้คนคิดงานเขาก็ไม่อยากจะคิดได้ดิ
ขาดแรงจูงใจ
wwisartsakul
กันยายน 12, 2008 at 11:07 pm
เป็นข้ออ้างเดิมๆ
พลังความคิดสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมาจาก แรงบันดาลใจ หาใช่ เม็ดเงิน
viobo
กันยายน 14, 2008 at 1:38 am
ไม่ได้ปกป้องนะ
แต่คนแต่งเพลงเขาคงหาข้าวกินไม่ได้เลยอะ
เพราะถ้าเป็นดาราเขามีงานอย่างอื่นที่ได้เงินเลี้ยงตัว
แต่คนแต่งเพลงเขาไม่มีรายได้จากส่วนอื่นเลยนะ
โอ้ยๆๆ
เอาเป็นว่ามันไม่ใช่ข้ออ้างแต่คือโลกความเป็นจริงมากกว่า
bact'
กันยายน 14, 2008 at 9:08 am
ไม่มีใครบังคับให้ต้องเผยแพร่งานในสัญญาอนุญาตอะไรครับ
คนที่จะตัดสินใจ ว่าจะเผยแพร่งานด้วยสัญญาอนุญาตไหน คือตัวเจ้าของงานเอง
บางคนอาจจะพอใจที่จะกำหนดเงื่อนไขแบบหนึ่ง
บางคนอาจจะพอใจที่จะกำหนดเงื่อนไขอีกแบบหนึ่ง
บางคนอาจจะไม่กำหนดเงื่อนไขอะไรเลย
ก็เป็นสิทธิของเจ้าของงานครับ
และงานหนึ่ง ๆ ก็สามารถเผยแพร่ได้ในหลายรูปแบบอีกด้วย
chiangmaiconnection
กันยายน 15, 2008 at 2:54 pm
น่าสนใจค่ะ ,
ว่าง ๆ จะมาอ่านโดยละเอียดอีกที