ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” หัวใจอยู่ที่คน (ตอน 3)
แนวคิดใหม่หันมาลดรายจ่ายวันละบาท แทนการออมวันละบาท เป็นปรัชญาการออมที่มีความชัดเจนในเชิงลึก
“การลดรายจ่ายคือการออม” ที่ผ่านมากลุ่มออมทรัพย์ช่วยคนได้จริงบางจุด แต่ถ้าคนไม่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นหนี้เป็นสิน
เงิน 1 บาท ตอนนี้ไม่มีใครเห็นค่า ให้เด็กเด็กไม่เอา แต่คนรวยตายแล้วไม่หายใจใช่หรือไม่ คนจนตายแล้วไม่หายใจใช่ไหม ก็ตายไม่หายใจเหมือนกัน เวลาคนตายเขาใส่เหรียญปากผี ก็คงเป็นเหรียญเหมือนกันไม่ว่ารวยจน แล้วถ้าเผาศพ เหรียญก็คงตกอยู่ตรงนั้นเอาไปไม่ได้
กองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เนื้อแท้เป็นการทำบุญ เพื่อจะช่วยตัวเอง สังคม ประเทศชาติ
พอทำตำบลน้ำขาวสำเร็จ ผมจึงมีโอกาสนำเสนอแนวคิดดังกล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาสมัยนั้น คือ นายสมพร ใช้บางยาง ทำให้ราชการเข้ามาหนุนเสริมอำนวยความสะดวกขยายแนวคิดนี้ไปทั่วจังหวัดสงขลา จนมีคำพูดกันทั่วไปในวันนี้ ว่า “สงขลาเป็นเมืองหลวงของสวัสดิการ”
ครูชบมักสอนชาวบ้านว่า การบริหารจัดการที่ดี ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน จึงได้บอกกลุ่มออมทรัพย์ที่มาปรึกษาเสมอว่า “ต้องไปคิดเอง หากระบวนการแก้ปัญหาเอง ต้องพึ่งกันเอง ต้องช่วยกัน” กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การที่กลุ่มได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกัน ถึงแม้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางจัดระบบบัญชีอาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารจัดการที่สอนอยู่ในระบบการศึกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงที่สมาชิกมีจิตสำนึกร่วมกันในการพัฒนา
ในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือคนทำงานพัฒนาต่างๆ แนวทาง วิธีทำงานไม่เหมือนกัน ทำไปคนละเรื่อง ต่างคนต่างทำ เพียงแต่เป้าหมายสูงสุดตรงกัน คือ พัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ดี มีความสุข
ความคิดนี้กว้างออก มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ดี จะล้มในอนาคต เงินไม่พอ ผมจึงเสนอแนวคิดการสมทบผมคิดว่ากองทุนจะอยู่ได้ นอกจากประชาชนแล้วต้องมีการสมทบจากรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนละ 1 บาท ผมเชิญนักวิชาการระดับดอกเตอร์มาทำวิจัย ผมบอกว่าจากนี้ไป 15 ปีไม่มีปัญหา แต่หลัง 15 ปี ใช้บาทเดียว จะมีปัญหา ผมจึงวางแผนใช้เวลา 15 ปี ต่อรอง ต่อสู้ กับรัฐบาลให้มาสมทบ
งานวิจัยต่อการดำเนินงานกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่นำเสนอเมื่อ 25 ธันวาคม 2551 มีผลระบุว่า การสมทบ 3 ส่วน คือ ชาวบ้าน รัฐบาล กลาง และ อปท. ส่วนละ 1 บาท สามารถทำให้กองทุนดำเนินการต่อไปได้ในระยะยาว
จากผลดังกล่าวรุ่งเช้า 26 ธันวาคม 2551 ผมจึงได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ตอบเห็นด้วย และพร้อมสนับสนุน
การดำเนินงานเชิงรูปธรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเรื่องนี้อีกครั้งในการเดินทางลงมาพบปะพี่น้องประชาชน จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 สิงหาคม 2552
วันนั้นผมได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ 4 ประเด็น กล่าวคือ 1. ให้ประกาศเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นวาระแห่งชาติ 2. ให้รัฐบาลส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ทุกตำบล ทุกเทศบาล ภายในปี 2555 3. เพื่อความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการ ให้รัฐบาลสมทบกับประชาชน 1/1/1 และ 4. ให้รัฐบาลไปแก้ระเบียบ กฎหมายที่ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมทบสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ช่วยอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีได้รับปากและอนุมัติ แปรญัตติงบประมาณ 727 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเดือนธันวาคม 2552 โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ตั้งโครงการคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน
ถือเป็นความสำเร็จที่เร็วเกินคาด เพราะคิดว่าต้องต่อสู้กับรัฐบาล 15 ปี แต่เอาเข้าจริง สามารถผลักดันเป็นนโยบายได้ภายใน 5 ปีเท่านั้น
สิ่งที่ได้ทำมาว่าไม่เกิดปัญหามาก เพราะเน้นพัฒนาคน โดยเฉพาะการก้าวมาสู่แนวคิดสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทอย่างทุกวันนี้ ปัญหายิ่งน้อยลง เพราะไม่ต้องมีการกู้เงิน
ห้ามเอาเงินรายได้มาส่งต้องลดรายจ่าย เพราะเราต้องการฝึกคน เอาคนเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาเงิน ถ้าสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจะเป็นสังคมดี อยู่แบบพอเพียง ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน เอื้ออาทร สังคมมีความสุขไม่ทุกข์