RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2010

ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง อื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

“ผจญภัย ณ ฟิวเจอร์” 20-02-10

ตั้งแต่ทราบข่าวแรกๆ เลยว่า อาจารย์หมูจะพากลุ่มนักศึกษา CD428 ไปทำภารกิจที่ฟิวเจอร์ ตอนนั้นก็คิดว่าคงขำๆ ฟิวเจอร์ถิ่นเด็กธรรมศาสตร์ ไปก็ไม่กลัวอะไร เดี๋ยวเดินๆ ไปก็เจอคนรู้จัก สบาย!! แล้วก็ได้ยินข่าวลือมาเป็นระลอกๆ ว่า อาจารย์จะพาไปปล่อยให้ทำงั้น ทำงี้ หาทางกลับมหาลัยเอง

หาข้าวกินเอง ใจเริ่มหวั่นๆ เล็กน้อย และแล้วข่าวลือนั้นก็เป็นจริง!!

อาจารย์เอาโจทย์มาให้พวกเราดูวันศุกร์(ก่อนปฏิบัติจริง 1 วัน) อาจารย์นัด 9.30 มีการไหว้พระปลุกใจซะด้วย แต่เนื่องจากเป็นคริสต์ ไหว้พระไม่ได้ เกรซก็ต้องหาวิธีปลุกใจตัวเอง55+ บรรทัดถัดมา อาจารย์ไม่ให้มีของติดตัว ยกเว้นเบอร์อาจารย์เท่านั้น ไม่มีเงินแล้วจะโทรหาอาจารย์ยังไง? แล้วถ้าไปยืมโทรศัพท์เค้า เค้าไม่คิดว่าเราเป็นโจรเหรอ? ข่าวก็มีออกจะแยะที่ว่าขอยืมโทรศัพท์ แล้วก็เอาไปเลย และก็เกิดคำถามมากมายในหัวอย่างต่อเนื่อง พออ่านมาอีกบรรทัด.. ห้ามใส่สัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุความเป็นธรรมศาสตร์ แล้วคำถามก็ผุดขึ้นในหัวอีก ถ้าเราไปบอกเขาปากเปล่าไม่มีอะไรเป็นหลักฐาน แค่นี้ก็เชื่อยากแล้ว ยิ่งไม่มีอะไรบ่งบอกถึงสถานะภาพนักศึกษาอีก เขาจะเชื่อเราไม่เนี่ย? แล้วคำถาม 108 ก็พรั่งพรูเข้ามาอยู่ในหัวของเกรซ แล้วเริ่มก่อตัวเป็นความกังวลใจและความกลัวเพิ่มขึ้นทีละน้อย

พออ่านมาถึงสิ่งที่ต้องทำ คือ ขอเงิน 20 บาท จากคนที่ไม่รู้จัก ขอเงิน!!! อาจารย์ขา… ขอเงินมันยากนะ แถมยังตั้ง 20 บาทอีก เยอะนะ และก็ข้อถัดมา พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก พอไหวค่ะอันนี้ แล้วถัดมาหารถกลับมหาลัยเอง ดังนั้น ก็ต้องหาเงิน 20 บาทให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็คงต้องนอนที่ฟิวเจอร์ ที่คิดไว้แต่แรกเลย คือกะให้เพื่อนที่มหาลัย แอบไป stand by รอแถวฟิวเจอร์ จะได้มีคนพากลับ แต่คิดไปมา ให้เพื่อนมารับแล้วเราจะได้อะไรจากกิจกรรมนี้ ลุยเอง ตายเป็นตายดีกว่า!! และอีกข้อที่โดนที่สุด มื้อกลางวันถ้าหิว ให้ขอเขากิน ห้ามซื้อ ขอเงินก็ว่ายากแล้ว ยังไม่พอให้พวกหนูไปขอข้าวเขากินอีก อาจารย์พวกหนูก็อายเป็นนะคะ ใครจะไปกล้า ใจก็คิดว่าไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมหาลัยแล้ว ทนหิวหน่อย แล้วค่อยกลับมากินข้าวที่มหาลัยก็ได้ อันนี้คือแค่หลังจากได้รับโจทย์มา ยังไม่ได้ปฏิบัติจริง ก็มีคำถามที่ชวนให้คิดและให้เกิดเป็นความกังวลใจเพิ่มขึ้นๆไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าเดินไปขอตังเขา พูดยังไงเขาจะเชื่อ? อะไรที่แสดงตัวเป็นนักศึกษาก็ไม่มี ถ้าเขาคิดว่าเราเป็นโจรจะทำไง? และถ้าขอๆเงิน อยู่ รปภ. มาจับเราหละ? บัตรประชาชนก็ไม่มีนะ แล้วถ้าเราบอกว่า ถ้าเขาไม่เชื่อให้โทรหาอาจารย์ แล้วเขาจะไม่คิดว่า เราเตี้ยมกันมาหลอกเขาหรือ? นั่งคิดคำตอบของคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นมาเองทั้งคืนจนเหนื่อย จนท้อ ถึงขั้นรู้สึกว่า ไม่อยากจะทำแล้วพรุ่งนี้ จะไม่ตื่น จะได้ไม่ต้องทำ แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไร ตอนเช้าอยู่ๆ ก็รู้สึกว่าจะลุกจากเตียงง่ายกว่าวันอื่นๆอีก หลังจากได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกครั้งแรกเท่านั้นเองก็ตื่นได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก เพราะปกติกว่าจะลุกจากเตียงได้ ก็เสียงนาฬิกาปลุก 10 กว่าครั้ง สงสัยคงจะตื่นเต้นมากไป แต่ก็ยังไปถึงสายกว่าเพื่อนๆอยู่ดี 55+ ตลอด!!!

ไปถึงหอพระเพื่อนๆ ก็นั่งล้อมวงคุยกะอาจารย์ กันหมดแล้ว ไปถึงเลยรีบจดเบอร์อาจารย์แล้วพับเก็บใส่กระเป๋ากางเกงอย่างดี กลัวหายเป็นที่สุด เบอร์หายนี่ชีวิตจบสิ้นเลยทีเดียวเชียว แล้วก็ถึงเวลาออกเดินทาง อัดกันไปท้ายกระบะอาจารย์ทั้งหมด 12 คน ยังกับว่าอาจารย์ขนแรงงานพม่าไปขายยังไงยังงั้น ขณะที่อยู่บนรถ ต่างคนก็ต่างพูดถึงความกังวลใจที่แต่ละคนมีกัน ระยะทางเริ่มใกล้ถึงฟิวเจอร์เข้ามาทุกทีทุกที ความกลัว ความกังวลใจจากเดิมที่มีอยู่แล้ว ก็เพิ่มๆๆ ขึ้นเรื่อยๆ และแล้วอาจารย์ ก็จอดรถ!!! ใจเริ่มหวิวๆ พอลงจากรถมาได้ รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่มาพร้อมกับความกลัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน

แต่ก็เริ่มใจชื้นขึ้นเมื่ออาจารย์แจกเงินให้คนละ 10 บาท เพื่อใช้เป็นค่ารถเมล์กลับมหาลัย “เอาวะ อย่างน้อยก็มีเงินกลับแล้วหละ สู้ตาย!!!!” พออาจารย์แจกเงินเสร็จ อาจารย์ก็ล่ำลาพวกเรา แล้วขับรถกลับมหาลัย อารมณ์นั้นเหมือนถูกพ่อแม่เอามาปล่อยเลย หลังจากอาจารย์ไปไม่นาน พวกเราก็เริ่มกระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อยๆที่ยังใหญ่อยู่ ยังไงก็ขอตัวติดกับเพื่อนซักพักนะคะอาจารย์ แล้วก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนกันดี ไม่รู้จะไปไหนด้วย ขอทำใจโดยการเข้าห้องน้ำก่อนเลยอันดับแรก จริงๆ ไม่ปวดห้องน้ำหรอก ตามเพื่อนไป แค่ไม่อยากพรากจากเพื่อน ยังไม่พร้อมจะออกไปเผชิญอะไรคนเดียว ตอนนั้นก็อยู่กัน 5-6 คน ทำภารกิจในห้องน้ำเสร็จ เดินๆ มาซักพักก็แยกกันไปเองโดยไม่รู้ตัว หันมาอีกที อ่าว..เหลือ 4 คน แล้วไปๆมาๆก็เหลือเกรซกับแป้งอยู่ 2 คน ก็ยังไม่พร้อมจะแยกกันอยู่ดี

และด้วยความมึน เกรซกับแป้งซึ่งต่างคนต่างก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สุดท้ายก็เดินล่องลอยกันไปถึงชั้นบนสุด และก็ตรงดิ่งไป Major Cineplex ทำไมก็ไม่รู้? ก็ไปนั่งมึนๆ กันที่โซฟาแถวนั้น ระหว่างที่นั่ง ก็คอยมองคนแถวนั้นไปด้วยว่าจะมีใครที่หน้าตาไม่น่ากลัว ดูใจดีๆ พอที่เราจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเค้าเขาได้บ้างไหม ว่าจะมีก็มี แต่ติดอยู่ที่ไม่กล้า เท่านั้นเอง!!! นั่งกันอยู่ตรงนั้นได้ซัก 10 นาที เกรซก็หันไปบอกแป้งว่า “แยกกันไปมั๊ย?? อยู่ด้วยกันกลัวว่าจะเขินอายกันเอง ไปลุยคนเดียว ทำอะไรเพื่อนไม่เห็น ทำตัวขายหน้าเพื่อนก็ไม่รู้ แยกกันดีกว่ามั๊ยแป้ง?” แป้งก็เห็นด้วย แล้วก็ถึงเวลาที่เกรซกับแป้งต้องแยกกันไปคนละทาง หวิวยิ่งกว่าเดิมอีกทีนี้ ในใจก็คิด ตอนนี้เราอยู่คนเดียวแล้วจริงๆ นะ โทรหาเพื่อนก็ไม่ได้แล้วนะ โอกาสที่จะเจอเพื่อนก็น้อยมากๆ แล้วเราจะรอดมั๊ยเนี่ยเกรซ????

ณ ตอนนั้น ก็กังวลไปเรื่อย เหมือนกับว่าสติหลุดลอยไปไม่อยู่กับตัว ประสาทไม่สัมพันธ์กับการกระทำ รู้แค่ว่าตัวเองเดินๆๆ ไปเรื่อยๆ ลงบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ แต่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน เป็นการกระทำที่ทำโดยไม่ได้ผ่านสมอง ตัวไป แต่ใจไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นเดินเกือบทั่วฟิวเจอร์จริงๆ ร้านที่เคยเข้าก็ไม่กล้าเข้า ความรู้สึกในตอนนั้นอยากกลับบ้านมากๆ อยากโทรหาใครซักคนให้มารับกลับ แต่ประเด็นคือ จำเบอร์ใครไม่ได้เลย เห้อ… ก็ใช้เวลาพักใหญ่ๆ เหมือนกันกว่าจะเรียกสติตัวเองกลับมาได้ ตอนสติกลับมานั้น รู้สึกได้ถึงการกลับมาเลย มันพรึ่บเข้ามาเหมือนตอนวิญญาณเข้าร่างแบบในหนังอย่างนั้นเลย พอสติมาปุ๊บ เกรซก็หันหลังกลับจากบันไดที่กำลังจะก้าวลงไปทันที แล้วก็ไปยืนตั้งสติแถวที่นั่งพัก ยืนทบทวนว่าตัวเองมาทำอะไร และควรจะเริ่มยังไง ในระหว่างที่ยืนคิดหาวิธีอยู่นั้น ก็หันหลังไปเจอกับพี่ผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างหลังพอดี คิดว่า เอาล่ะ พี่คนนี้แหละ โอเค…ลุย!! แล้วก็หันหน้ากลับมารวบรวมความกล้า ตอนนั้นรู้เลยว่า หัวใจเต้นแรงมากๆๆ ถึงมากที่สุด ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง พอรวบรวมความกล้าได้ จึงค่อยๆ หันไป อ่าวเห้ยๆๆ ภาพที่เห็นตรงหน้า คือ พี่คนนั้นเค้ากำลังค่อยๆ เก็บของแล้วเดินจากไป หมดกัน…ชีวิต T^T อุตส่าห์รวบรวมความกล้าตั้งนาน รู้สึกผิดหวังเลยทีเดียว แอบงอนเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ก็ไม่เป็นไร เอาใหม่ๆ หาเป้าหมายใหม่ก็ได้ เลยเดินขึ้นบันไดเลื่อนไป ก็เจอพี่คนหนึ่งดูเหมือนจะยืนรออะไรอยู่ เนี่ยแหละเป้าหมายใหม่ของเรา เดินวนๆ ซัก 2 รอบ เพื่อรวบรวมความกล้า และเพื่อให้แน่ใจว่าแถวนั้นไม่มีใคร จะอายทั้งที่ก็ขออายในที่มีคนน้อยๆ แล้วก็เอาอีกละ พอกำลังจะเข้าไป เขาก็จากเราไปซะงั้น รายนี้มายืนรอแฟนสาว ก็คิดในใจว่าดีแล้วหละที่ไม่เข้าไป แฟนเค้ามาเห็น เราอาจตายได้ รอดตัวๆ หาเป้าหมายใหม่อีกทีจะเป็นไร

เริ่มมีความกล้ามากขึ้นละ ก็เดินวนๆ อยู่แถวนั้น จนมาเจอกับกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ยืนคุยกันอยู่แถวๆ Swensen ก็ทำเหมือนเดิมอีก คือเดินวนๆ ทำใจก่อนเข้าไปหา คิดบทพูดๆ เอาหละ พร้อมนะ 123 ลุย… ประโยคแรกที่เข้าไปพูด คือ เอ่อ… ขอโทษนะ เรามีอะไรอยากให้ช่วย (ตอนนั้นรู้ตัวว่ารีบพูดมาก รนๆ รัวๆ) เค้าก็ทำหน้างงๆ แต่ก็ไม่ได้เดินหนีหรือทำท่าปฏิเสธแต่อย่างใด เราเลยถือโอกาสนี้ พูดต่อ ก็เล่าให้เค้าฟังว่าเรามาทำอะไร บอกเค้าว่าเรามาทำโครงการกับอาจารย์แล้วอาจารย์มีภารกิจให้ทำคือ ให้เราขอเงิน 20 บาท จากคนแปลกหน้า แล้วให้กลับมหาลัย เอง โดยไม่ให้เอาเงินติดตัวมาซักบาท ตอนแรกเค้าจะให้เราแค่คนละ 2 บาท ซึ่งตรงนั้นมี 5 คน ก็แค่ 10 บาท แล้วเค้าก็ถามเราต่อว่า “อ่าวทำไมไม่โทรหาเพื่อนหละ” เราก็ตอบเขาว่า อาจารย์ไม่ให้เอาไรมาเลย โทรศัพท์ก็ไม่ให้พก อาจารย์ยึดไว้ แล้วยังต้องโทรหา อาจารย์ด้วย คนหนึ่งในกลุ่มก็พูดว่า น่าสงสารเนอะ ให้เค้าไปคนละ 5 บาทเหอะ (อารมณ์เหมือนเราเป็นขอทานเลย บาดใจๆ แต่เอาหน่า เพื่อเงิน 20 บาท ยอมๆ) แล้วก็มีอีกคนในกลุ่มให้ยืมโทรศัพท์โทรหาอาจารย์ รายงานอาจารย์ เรียบร้อยก็หันมาคุยกับเค้าต่อ ซึ่งจะดูเกร็งน้อยกว่าในตอนแรกที่เข้าไปหาเขา เขาก็ถามเราว่าทำวิชาอะไร เรียนที่ไหนปีอะไร ตื่นเต้นดีเนอะมีกิจกรรมแบบนี้ให้ทำด้วย น่าสนุกดี (นักศึกษา ม.กรุงเทพ 5 คนนั้นบอก)

หลังจากคุยกันพักหนึ่ง ก็ขอบคุณเขาแล้วก็ไป รู้สึกแบบดีใจมากๆ แอบเดินยิ้มคนเดียวเลย
มีความสุขจริงๆ รู้สึกภาคภูมิใจในตังเองที่ทำภารกิจที่อาจารย์มอบหมายให้สำเร็จ แต่ก็ยังเหลือพูดคุยกับคนแปลกหน้า อารมณ์ตอนนั้น อยากกลับมหาลัยแล้ว ไม่อยากคุยอะไรกับใครมากมาย เลยแค่เดินไปหาพี่พนักงานร้านยาโยอิ เพื่อถามเวลา แค่นั้น แล้วก็เดินขึ้นๆ ลงๆ จนหลง สุดท้ายเลยต้องไปถามทางพี่ยาม และเนื่องจากนัดเพื่อนไว้ จึงยังกลับเลยไม่ได้ เลยเดินวนเข้าวนออกทางออกเป็นสิบรอบ จนพี่ยามหน้าประตูมอง เลยเปลี่ยนไปเข้าออกประตูอื่นแทน เดินรอเพื่อนจนเมื่อยเลย แต่เพื่อนก็ยังไม่มาซะที อาจจะเพราะเราเสร็จเร็วเกินไปรึเปล่า แล้วก็พอดี เจอโบ้นั่งอยู่ริมบันไดทางออก แต่ไม่ทันสังเกตว่าโบ้นั่งอยู่กับพี่อีกคนเพราะเสาบังพี่เขาอยู่ พอเห็นเพื่อนเท่านั้นแหละ รู้สึกดีใจมากๆๆ เลยตะโกนเรียกโบ้เสียงดัง พร้อมกับเดินไปหา อ้าว…โบ้กำลังขอพี่คนนั้นยืมโทรศัพท์อยู่ เอ่อ…โบ้เราไม่ได้ตั้งใจเข้ามาขัดนะ ขอโทษๆ แต่ก็เห็นว่าพี่เค้าให้ยืมโทรแล้ว แต่เขาเป็นคนถือโทรศัพท์เอง สงสัยเค้าไม่ไว้ใจคุณโบ้มั้ง เสร็จจากพี่คนนั้นของโบ้ ถามโบ้ โบ้บอกยังไม่ได้เงิน โบ้ถามเกรซว่าได้จากคนกลุ่มไหน เกรซก็บอกไปว่าได้จากนักศึกษา โบ้เลยเล่าให้ฟังว่าโบ้เลือกเป้าหมายผิดแต่แรกเลยยังไม่สำเร็จ ลองใหม่ๆ นะโบ้ เกรซเลยไปกับโบ้ เพราะโบ้บอกไม่กล้า ไปก็ไป ทีนี้ก็มาเจอกลุ่มนักศึกษาอีกกลุ่ม เลยให้โบ้ลองเข้าไปขอเงินดู แล้วเกรซแอบดูอยู่ห่างๆ ว้าว… และแล้วโบ้ก็ได้เงินมา ไชโย!!!!

ทีนี้เราเลยกะจะลองไปขอข้าว และ น้ำดู แต่จากการลงความเห็นร่วมกันขอข้าวมันยากไป
ขอน้ำอย่างเดียวพอ โอเค…ลุยโลด ไม่กล้าขอในตัวห้าง โบ้บอกเขิน เลยพากันเดินออกไปขอจากร้านอาหารนอกห้าง เดินวนไปวนมากันอยู่นานกว่าจะกล้าเข้าไป สุดท้ายก็ไปร้านน้ำที่เด็กขายและมีพี่ผู้หญิงนั่งอยู่หลังร้าน โบ้ก็เข้าไปแนะนำตัวและก็บอกว่า “พอดีมาทำภารกิจของอาจารย์ แล้วอาจารย์เอามาปล่อยแต่เช้า ไม่มีเงินติดตัว ยังไม่ได้กินอะไรเลย รบกวนขอน้ำเปล่าซักขวดได้ไหมครับ” พี่ผู้หญิงที่อยู่หลังร้านก็ตะโกนบอกน้องว่า ให้พี่เขาไปเหอะ แล้วก็หันมาบอกโบ้ว่าเอาอะไรหยิบไปเลย และแล้วก็ได้น้ำเปล่ามาแบ่งกันกิน 1 ขวดถ้วน พออยู่กับเพื่อน รู้สึกว่าเริ่มสนุกละ แต่ถ้าจะให้ไปขออะไรอีกก็ไม่ไหว เหนื่อยและหิวข้าวมาก กลับไปกินข้าวที่มหาลัย กันเถอะโบ้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจกลับมหาลัย โดยรถตู้ 15 บาท พอถึงมหาลัย รู้สึกดีใจมาก ไม่เคยมีความรู้สึกดีใจที่ได้กลับมามหาลัยเท่านี้มาก่อน จะได้กินข้าวซักที หิวเหลือเกิน อาจารย์นัดที่ตึกคณะก็ไปตึกคณะกัน แต่ก็ไม่เจออาจารย์ “เอ้า…โทรศัพท์ก็ไม่มี จะหาอาจารย์ เจอมั๊ยเนี่ย” อาจารย์หนีไปกินข้าวชัวๆ อาจารย์อยู่ไหน? ฮือ…หนูหิวข้าว แต่ก็โชคดีที่มีพี่คนหนึ่งที่โบ้รู้จัก เลยยืมมือถือพี่เค้าโทรหาอาจารย์ อาจารย์อยู่โรงกลาง นั่นไง ว่าแล้ว หนีไปกินข้าวจริงด้วย เลยเดินจากตึกคณะไปโรงกลางกัน แล้วอาจารย์นุ้ยก็ต้องเลี้ยงข้าวพวกเรา เพราะพวกเราไม่มีเงิน… ข้าวคำแรกเข้าปาก รู้สึกดีมากๆ ไม่มีอะไรตกท้องแต่เช้า อ๊ายย…มีความสุขจัง หลังจากกินอิ่ม ก็นั่งรอเพื่อนๆ ที่เริ่มทยอยกันกลับมา พอมากันครบก็นั่งลงแชร์ประสบการณ์กันอย่างสนุกสนาน ประทับใจของทุกคนเลย

ได้อะไรจากการไปผจญภัยครั้งนี้
- รู้ว่าการอยู่ตัวคนเดียว ในที่ๆ ไม่มีใครที่เรารู้จัก มันช่างน่าสลดอะไรเช่นนี้
- ความกล้าของเราอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไร ต้องด้านด้วยถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ
- จริงๆ แล้ว ความกล้ามีอยู่ในตัวทุกคน เพียงแต่ว่าเราจะดึงออกมาใช้กันหรือไม่ เท่านั้นเอง
- รู้ซึ้งถึงน้ำใจคนไทย เค้าช่วยเราโดยที่ไม่สงสัยว่าเราจะมาหลอกเขา
- ขอบคุณอาจารย์นะคะ ที่ได้ให้โอกาสเราได้มีประสบการณ์ดีๆ ในช่วงหนึ่งของชีวิต อาจารย์ต้องลองแล้วจะเข้าใจค่ะ

………………………………………………..
“การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในตนเอง”

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 อาจารย์หมูให้นักศึกษาจำนวน 17 คน ไปทำนิเวศภาวนาในเมืองที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ตั้งแต่เวลา 10.30 – 15.00 น. โดยที่นักศึกษาแต่ละคนไม่มีอะไรติดตัวเลย นอกจากเบอร์โทรศัพท์อาจารย์หมูกับอาจารย์นุ้ย และเงินติดตัวเพื่อให้อุ่นใจคนละ 8 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า “ต้องคุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คน ให้ขอเงินให้ได้คนละ 20 บาท ถ้าหิวก็ให้ขอข้าว ขอน้ำเขากิน ห้ามซื้อ และต้องโทรหาอาจารย์ 1 ครั้ง”

วันนี้ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมา ก็คิดกับตัวเองว่า “ไม่อยากไป ไม่ไปได้ไหม?” แต่ก็ต้องตัดสินใจไป พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมาหาเอ้ที่ห้อง เอ้ก็ไม่อยากไป เหมือนจะไม่พร้อมกันทั้งคู่ แต่ต้องไป พอขึ้น Taxi ไปรับแป้งแล้วก็พากันไปมหาวิทยาลัย

ในช่วงที่อยู่บน Taxi ก็คุยกันว่า “ไม่ไปได้ไหม?” แต่ละคนก็มีความกลัวขึ้นมาบ้าง แล้วก็ไม่อยากไปเพราะคิดว่า “การทำแบบนี้ที่ฟิวเจอร์ ฯ มันจะดูเสี่ยงไป มันไม่เหมือนกับการทำกับชุมชน เพราะฟิวเจอร์ ฯ มันเป็นห้างสรรพสินค้าที่ทุกคนมาเดินเที่ยวกัน ถ้าเราเข้าไปขอหรือไปพูดคุยโดยที่เราไม่มีอะไรไปแสดงตัว จะทำให้เขามองเราเป็นมิจฉาชีพหรือป่าว?”

แต่ในตัดก็คิดว่า “เอาว้า ครั้งเดียวในชีวิตที่ต้องทำอย่างนี้ มันอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ยังไงต้องลองดูแล้วค่อยไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทีหลัง” พยายามปลอบใจตัวเอง ไม่ให้กลัวกับสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น

พอมาถึงมหาวิทยาลัยตอน 9 .15 น.ผ่านหอพระยังไม่มีคนมา ก็พากันไป Seven – Eleven เพื่อไปหาอะไรรองท้อง เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กินข้าวเที่ยง เลยพากันไปซื้ออะไรมากินรองท้องกันก่อน พอซื้อของเสร็จก็พากันเดินมาที่หอพระ ไหว้พระเพื่อปลุกใจให้กำลังใจตัวเองให้สามารถผ่านภารกิจไปให้ได้ทุกอย่าง ไหว้พระเสร็จก็นั่งคุยกันเพื่อชี้แจงภารกิจต่าง ๆ ให้เข้าใจร่วมกันอีกรอบหนึ่ง เพื่อรอเพื่อนให้มาครบ 17 คน พอชี้แจงเสร็จ อาจารย์ก็ยึดเอาทรัพย์สินทุกอย่างไม่ให้เหลืออะไรติดตัวเลย ที่เหลือก็เพียงแต่เบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์หมูกับอาจารย์นุ้ยเท่านั้น พอ 10.00 น. อาจารย์ก็พานักศึกษาทั้งหมด 17 คน ขึ้นรถไปปล่อยที่ฟิวเจอร์ ฯ มาถึงฟิวเจอร์ ฯ ก็ 10.30 น. อาจารย์ก็ให้เงินเหรียญติดตัวคนละไม่เกิน 10 บาท อาจารย์ให้หยิบเหรียญเองตามความต้องการว่าต้องการมีเงินติดตัวกันเท่าไหร่ แต่โบว์หยิบเอา 8 บาท ให้พอค่ารถสองแถวกลับมหาวิทยาลัย เพราะอย่างน้อยก็คิดว่า “ถ้าขอเงินใครไม่ได้ ก็ยังมี 8 บาทให้กลับมหาวิทยาลัยได้” เมื่อแจกเหรียญครบทุกคนแล้ว อาจารย์หมูกับอาจารย์นุ้ยก็พากันกลับมหาวิทยาลัย ส่วนพวกนักศึกษาก็พากันแยกย้ายไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ในขณะที่แยกย้ายกัน ก็มีความรู้สึกขึ้นมาว่า “จะไปไหนดี จะเริ่มต้นจากตรงไหน” แต่ตอนนี้ก็ยังตามเพื่อนอยู่ เพราะไม่รู้จะไปไหนดีก็เดินตามกันไปเข้าห้องน้ำ พากันอยู่ในห้องน้ำสักพักเพื่อทำใจ พอทำใจได้บ้างก็พากันออกจากห้องน้ำแล้วก็เดินตามกันต่อไปอีก ก็ยังไม่รู้จะไปไหนอีกอยู่ดี ตอนแรกคิดกันว่าจะออกไปเดินเพราะคิดว่าน่าจะง่ายกว่าทำข้างใน ก็พากันเดินออกประตูไป พากันไปนั่งทำใจต่อที่นอกฟิวเจอร์ ฯ อีกพักใหญ่แล้วก็แยกย้ายกันอีก แป้งก็ไปกับเกรซ เหลือโบว์กับเอ้ที่ยังนั่งอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่ง ตอนนี้กำลังนั่งมองผ่านกระจกเข้าไปข้างในฟิวเจอร์ ฯ เห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในช่วงเวลานั้นคนมันยังน้อยอยู่ ในใจก็คิดว่า “เรามาทำอะไร แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหนดี คนก็น้อย มีแต่เด็กม.ต้น มาเที่ยว มาเล่นเกมตั้งแต่เช้าเลย จะเอายังไงดี แต่ตอนนี้ยังม่พร้อมที่จะคุยกับใคร”

พอสักพักเอ้ก็เดินเข้าไปข้างใน ก็เดินตามกันไปแต่ก็แยกย้ายกันไปไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะคิดว่าถ้าไปด้วยกันเราอาจจะทำงานกันยาก เนื่องจากจะไปแย่งกลุ่มเป้าหมายกัน แยกกันน่าจะดีกว่า ก็เลยแยกเดินออกจากเอ้ไปอีกทางหนึ่ง

ตอนนี้ก็เดินไปเรื่อย ๆ ดูไปเรื่อย ๆ ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะคุยกับใคร คิดในใจว่า “เราไปเริ่มจากชั้นบนสุดแล้วค่อยเดินลงมาเรื่อย ๆ จะดีกว่าไหม” ก็เลยเดินขึ้นไปชั้นบนสุด ก็เจอแป้งแต่ไม่ทักกัน แค่ยิ้มให้กันแล้วเดินจากไปเฉย ๆ เพราะกลัวว่าจะผิดกติกา ก็เดินไปเรื่อย ๆ เดินไปดูโทรศัพท์คนเดียวเรื่อยเปื่อยเพราะในขณะนี้ยังไม่รู้จะเริ่มต้นกับใคร ยังไม่พร้อมที่จะคุยกับใคร พยายามหากำลังใจให้ตัวเองอยู่ เลยเดินไปดูโทรศัพท์ พอถึงร้านโทรศัพท์เจอโทรศัพท์รุ่นที่กำลังหาอยู่เลยเข้าไปสอบถามราคาจากเจ้าของร้าน ในความรู้สึกตอนนี้เริ่มมีกำลังใจที่จะคุยกับคนอื่นแล้ว เพราะตอนเริ่มคุยตอนแรกถึงแม้จะคุยกับคนที่เราไม่รู้จักแต่เราเริ่มคุยในเรื่องที่เราสนใจ และก็คิดด้วยว่า “อย่างน้อยก็คุยได้แล้วคนหนึ่ง” พอคุยเสร็จก็เดินออกจากร้านไปเพราะไม่มีเงินเลยไม่กล้าอยู่นาน กลัวโดนเขาด่า จะขอเงินเขาก็ไม่กล้า เพราะเขากำลังจะขายของแล้วเราก็ไปขอเขา เขาคงจะไม่ให้หรอก เลยเดินออกจากร้านไปเรื่อย ๆ จนเดินไปร้านที่เคยไปซื้อโทรศัพท์ ก็ไปคุยกับพี่ที่เคยขายโทรศัพท์ให้ก็คุยกันเรื่องโทรศัพท์ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มประเด็นที่ได้รับมอบหมายมาให้ทำภารกิจ คิดอยู่ในใจว่าจะเริ่มขอจากพี่เขาดีไหมน้า แต่ก็ไม่กล้าเลยเดินออกจากร้านไป แล้วก็เดินไปเรื่อย ๆ มองหากลุ่มเป้าหมายแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากใครดี แต่ก็คิดอยู่แล้วว่า เงื่อนไขที่ให้คุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คนนะ ก็ครบแล้ว ยังเหลือก็แต่ของเงิน 20 บาท กับขอข้าว ขอน้ำเขากิน เดินไปเรื่อย ๆ ทุกชั้น ๆ ละ 2 รอบแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากใคร มองหากลุ่มเป้าหมายไม่มีเลย (มันก็มีแหละแต่ไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทาย เลยมองหาไปเรื่อย ๆ)

เดินจากชั้นบนสุดลงมาจนถึงชั้น G คิดว่าจะมานั่งทำใจแล้วมองหาเป้าหมายแต่ก็มาเจอเหมาเลยไม่นั่ง แค่เข้าไปสะกิดเฉย ๆ เพราะดูว่าเหมาเหมือนจะเศร้า ๆ แต่ก็ไม่ถามไรมากแล้วก็เดินจากไป เดินไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง เห็นเป้าหมายแล้วเลยนั่งคิดคำพูดว่าจะเริ่มต้นยังไง นั่งสักพักก็ลองคุยกับพี่เขาดู โดยเริ่มจาก “ขอโทษนะค่ะ กี่โมงแล้วค่ะ” พี่เขาก็ตอบมาว่า “นาฬิกาพี่เสีย” เราก็เริ่มคุยเรื่องอื่น ๆ ต่อ จนเข้าประเด็น แต่พี่เขามองเราแบบดูถูก เพราะดูแล้วเขาก็น่าจะมีฐานะดีพอสมควร เขามองเราตั้งแต่หัวจรดเท้า มองหลายรอบมาก เราก็เลยเดินออกมา ในใจรู้สึกเลยว่า “แค่คุณไม่เชื่อที่เราพูดคุณยังดูถูกเราด้วยสายตาอีกต่างหาก” เราก็เลยกลับย้อนไปคิดว่า “ถ้าเราเป็นเขาแล้วมีคนเข้ามาคุยแบบนี้ แต่ไม่มีหลักฐานอะไรมาแสดงตัวตนว่าเป็นใคร เราก็อาจจะทำเหมือนเขาก็ได้” เลยเดินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่ท้อ เพราะอย่างน้อยวันนี้ก็คุยกับคนที่ไม่รู้จัก 3 คนแล้ว

เริ่มมองหาที่นั่งพร้อม ๆ กับมองหาเป้าหมายรายต่อไป แต่ไม่เจอเป้าหมาย เจอแต่ที่นั่งก็เดินไปนั่งพัก มองหน้าตัวเองในกระจก สักพักมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วยิ้มให้เรา เราก็คิดว่า “เจอเป้าหมายแล้ว” เลยเริ่มคุยกับพี่เขา โดยเริ่มจากคำถามเดิมเพราะอยากรู้มากว่าในตอนนี้มันกี่โมงแล้วเลยถามพี่เขาว่า “ขอโทษค่ะ กี่โมงแล้วค่ะ” พี่เขาก็ยื่นนาฬิกาให้ดูแล้วพูดว่า “เหลืออีก 15 นาทีจะเที่ยง” เราก็เลยถามเรื่องทั่ว ๆ ไปก่อน แล้วเริ่มเข้าประเด็น โดยเริ่มเล่าว่าเรามาทำอะไรที่นี่และมีเงื่อนไขอะไรที่เราต้องทำบ้าง พี่เขาก็มีท่าทีสนใจและสงสัยว่า มันมีวิชาที่สอนให้ทำอย่านี้ด้วยหรอ พี่เขาก็สงสัยในเงื่อนไขที่ว่าให้ขอเงินคนที่ไม่รู้จัก 20 บาท แล้วพี่เขาก็ถามมาว่า “ถ้ามีคนแอบเอาเงินใส่กระเป๋ามา อาจารย์จะรู้ได้ยังไง” เราก็เลยตอบพี่เขาไปว่า “มันก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของแต่ละคน ว่าจะทำอย่างนั้นหรือป่าว” แต่พี่เขาก็หาเศษเหรียญให้จนครบ 20 บาท แล้วพี่เขาก็รีบไปหาแฟนเพราะแฟนพี่เขาโทรตาม พี่เขาชื่อ “ยอด”

ความรู้สึกในตอนนี้ดีใจมากที่ทำภารกิจผ่านพ้นไปแล้วอีกอย่างหนึ่ง คือ ขอเงินให้ได้ 20 บาท ตอนนี้ก็เหลือแค่ขอข้าว ขอน้ำกิน เริ่มคิดต่ออีกว่า “จะไปขอใคร แล้วใครจะให้เรา หรือว่าจะไม่ทำต่อแล้ว เพื่อน ๆ จะทำได้กันหรือยัง” ตอนนี้ห่วงเพื่อนด้วยแต่ก็หาใครไม่เจอเลยสักคน ก็เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 2 เห็นพี่เชาว์นั่งคุยกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งอย่างสนุกสนาน เลยเดินผ่านไปแล้วหาที่นั่ง เลยนั่งมองตัวเองในกระจกแล้วพูดกับตัวเองว่า “เอาไงต่อ กับเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อนจะเสร็จกันยัง” แล้วก็มองไปรอบ ๆ เห็นคุณป้าคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เลยคิดว่า “จะลองป้าเขาอีกคนดีป่าวน้า” แต่ก็ย้ายไปนั่ง ๆ ข้างป้าเขาแล้ว นั่งได้พักหนึ่งก็เริ่มคุยกับป้าเขา ก็คุยไปเรื่อย ๆ ถามว่าป้าเขามาทำอะไร มากับใคร ถามเรื่องทั่ว ๆ ไป เพราะเราไม่ได้จะขออะไรจากเขาแล้ว เราได้มาทุกอย่างแล้วที่เหลือก็แต่กินข้าว แต่การขอข้าวกินนะเราไม่คิดว่ามันจะได้เพราะมันเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไปสำหรับคนบางคนที่เราไม่รู้จักก็เลยคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้จะคุยอะไร ป้าเขาก็ถามกลับว่าเรามาทำอะไร เราเลยเข้าประเด็นแล้วก็เล่าให้คุณป้าเขาฟังว่าเรามาทำอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร แล้วคุณป้าเขาก็บอกว่า “การที่เรามาทำอย่างนี้ แล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยมันเสี่ยงต่อการถูกตำรวจจับ ไม่ควรทำอย่างนี้อีก” คุณป้าก็พูดไปเรื่อย ๆ ว่าคุณป้าเคยเจอแบบนี้มาเยอะที่เป็นพวกมิจฉาชีพที่เรามาทำอย่างนี้บางคนเขาก็อาจไม่เชื่อก็ได้ คุณป้าก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วคุณป้าก็ถามว่าเรากินข้าวเที่ยงยัง เราก็บอกว่ายัง คุณป้าก็ชวนไปทานขนมจีนบุฟเฟ่ต์ คุณป้าบอกว่าเดี๋ยวเลี้ยงเอง เราก็เลยถามป้ากลับว่า “คุณป้าไม่กลัวหนูหรอกหรอ” คุณป้าบอกว่า “ถึงหนูจะหรอกป้า แต่ถ้าป้าอยากจะทำบุญซะอย่าง หนูจะหรอกป้ายังไงก็ไม่เป็นไร” ในตอนนี้เรามีความรู้สึกดีใจและปราบปลื้มใจมากที่มีคนอย่างคุณป้าอยู่ เราก็เดินตามหลังคุณป้าไปจนถึงร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ คุณป้าก็บอกว่าให้เรากินให้อิ่ม เอาให้คุ้ม ก็คุยกันไปเรื่อย ๆ จนกินอิ่ม ก่อนกลับคุณป้าบอกว่า “ถึงตอนนี้ป้าก็ยังไม่เชื่อหนู หนูจะหรอกป้าหรือป่าว” เราก็บอกว่า “หนูไม่หรอกคุณป้าหรอกค่ะ” คุณป้าก็พูดต่อว่า “อย่าไปทำอย่างนี้อีกมันเสี่ยง ให้กลับมหาลัยซะ” และให้เงินเราอีก 20 บาท แต่เราก็บอกกับคุณป้าว่า “หนูไม่เอาหรอกค่ะ เงิน 20 บาทหนูได้มาแล้ว” แต่คุณป้าก็บอกว่า “เอาไปเถอะป้าให้ แล้วป้าจะโทรมาหานะ” ในตอนนี้อยากกอดป้ามากเลยแต่ก็ไม่กล้า เลยลาคุณป้าแล้วเดินไปโทรศัพท์หาอาจารย์หมู ก็เดินไปหาเพื่อนที่จุดนัดพบ ไปนั่งรอเพื่อน

การทำนิเวศภาวนาในเมืองทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตในของเราเองที่มันเป็นความขัดแย้งระหว่างความกล้ากับความไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย แต่เมื่อเราลงมือทำไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเราก็มีความกล้าที่จะทำมันใหม่อีกครั้ง ส่วนในเรื่องของความมีน้ำใจของคนนั้น เราจะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีกลไกในการป้องกันตนเองจากสิ่งรอบข้างเพื่อให้ตนเองไม่ได้รับอันตราย แต่บางคนแม้จะรู้ว่ามันอันตรายแต่ก็พยายามจัดการกับมันเพื่อทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับการช่วยเหลือ
………………….
ความกล้าในความกลัว

“นิเวศภาวนา” ตอนแรกที่ได้ยินคำนี้ก็ยังงงอยู่ว่าแปลว่าอะไร นิเวศก็นิเวศ ภาวนาก็ภาวนา มันมาอยู่รวมกันแล้วมันคืออะไร แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายเพราะปกติอาจารย์ก็มักหาความรู้แปลกๆใหม่มาสอนอยู่แล้ว เลยคิดว่าเดี๋ยวอาจารย์ก็คงบอกเองแหละ แต่พอถึงวันจริงอาจารย์กลับไม่อธิบายอะไรเลยนอกจากแผนกิจกรรมว่าต้องทำอะไรบ้าง พร้อมกับยึดข้าวของอันป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ (โทรศัพท์,กระเป๋าสตางค์) เหลือแค่ตัวกับกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่จดเบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์เท่านั้น

ระหว่างการเดินทางจากมหาวิทยาลัยถึงฟิวเจอร์ฯ รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากให้ผ่านไปเลย อยากให้ฟิวเจอร์ฯ อยู่ไกลซัก 20 km จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจนานๆ อันที่จริงเตรียมตัวก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่เตรียมใจนี่สิ— เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นคนขี้อาย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักก็จะต่างคนต่างอยู่อยู่แล้ว แต่ยิ่งต้องอยู่ลำพังคนเดียวยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ความรู้สึกกลัว กังวล ผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด คิดไปต่างๆ นานาว่าจะคุยกับใครดี? จะเข้าไปคุยกับเค้ายังไง? คุยเรื่องอะไรบ้าง? แล้วเค้าจะคุยกับเราหรือเปล่า? ถ้าเค้าเดินหนีล่ะจะทำยังไง? แล้วเค้าจะเชื่อที่เราพูดหรือเปล่า? แล้วถ้าขอเงินเค้าจะให้มั้ย? แล้วถ้าขอยืมโทรศัพท์ล่ะเค้าจะคิดว่าเราจะขโมยหรือเปล่า? แล้วจะขอข้าวเค้ายังไง? (??????????????????) นาทีนั้นมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด กลัวก็กลัว ไม่กล้าก็ไม่กล้า แต่อาจารย์สั่งก็ต้องทำ (แงๆๆ) สรุปก็คือไม่มีทางเลือกนั่นเอง

เมื่อมาถึงฟิวเจอร์ฯ อาจารย์ก็ปล่อยให้แยกย้ายกันไป แต่ก็ยังใจดีให้เงินติดตัวไว้คนละ 10 บาท เพื่อเป็นค่ารถกลับมหาวิทยาลัย (เยอะจริงๆ) แต่เมื่อถึงเวลาต้องแยกกัน เราก็ยังไม่กระจายตัวกัวกันซะทีเดียว ยังคงเดินไปเป็นกลุ่มแล้วก็เริ่มแยกเหลือสี่คน เหลือสองคน จนสุดท้ายเหลือเพียงคนเดียว พอได้อยู่คนเดียวความกลัวความกังวลทั้งหลายก็เข้ามาเยือนอีกแล้ว ตอนนั้นไม่รู้จะเริ่มยังไงดีก็เลยเดินไปเรื่อยๆ เดิน เดิน เดิน วนอยู่ในฟิวเจอร์ฯ ประมาณชั้นละ 2 รอบ ขึ้นลงบันไดเลื่อนเป็นว่าเล่น เดินแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย เลยคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ได้อะไรขึ้นมาแน่ เลยไปนั่งพักที่โซฟาซึ่งเมื่อไปถึงก็เจอเพื่อนนั่งอยู่ก่อนแล้ว รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดนึงที่เห็นหน้าเพื่อน แล้วก็นั่งๆ นอนๆ เล่นอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ๆ พอดีเจอคนรู้จักทำก็เลยคิดว่าขอเงินเค้าก็ได้มั้ง เพราะไม่กล้าขอคนอื่น กับคนรู้จักนี่แหละง่ายดี อาจารย์คงไม่รู้หรอก ก็เลยขอเงินเค้ามาซึ่งเค้าก็ให้มา 50 บาท พอได้เงินมาก็ดีใจ คิดว่าพอแค่นี้ดีกว่า โทรศัพท์ก็หยอดตู้เอา ส่วนข้าวก็ไม่หิวเท่าไหร่เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่มหาวิทยาลัยก็ได้ ก็เลยออกไปนั่งรอเพื่อนข้างนอกตรงจุดที่นัดกันไว้ เห็นเพื่อนกำลังจะนั่งรถตู้กลับพอดี ก็เลยนั่งรอเพื่อนคนอื่นตรงคิวรถตู้ เป็นโอกาสที่ไดคุยกับคนขายตั๋วที่วิน เลยถามอะไรเรื่อยเปื่อยซักพักแล้วก็เดินกลับเข้ามาในฟิวเจอร์ฯ อีกครั้งเผื่อว่าจะเจอเพื่อนคนอื่นๆ

ในขณะที่เดินหาเพื่อนนั้นมีความรู้สึกว่าสบายใจ ไม่กังวลอะไรแล้ว คงเป็นโอกาสที่ได้ทบทวนตัวเองด้วยว่าจริงๆ แล้ววันนี้เรามาทำอะไร พอคิดไปคิดมาก็คิดได้ว่าวันนี้อาจเป็นวันเดียวที่เรามีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ ถ้ามาอีกในวันอื่นเราคงไม่ได้มาด้วยความรู้สึกแบบนี้ คงเป็นแค่คนที่มาเดินซื้อของธรรมดา แล้วทำไมถึงจะปล่อยให้โอกาสที่จะได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำนี้หลุดลอยไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย แค่พยายามจะทำ แต่ยังไม่ได้ลองลงมือทำ ตอนนั้นเลยกลับมานั่งคิดอีกครั้งว่าถ้าหากเราไม่ทำในวันนี้ เราจะรู้สึกเสียดายทีหลังหรือเปล่า อาจารย์อุตสาห์คิดกิจกรรมให้ทำ ไว้ใจปล่อยให้รับผิดชอบตัวเองโดยไม่ตามเฝ้าดู เพื่อนคนอื่นก็พยายามด้วยตัวเอง แล้วเราจะเอาเปรียบเพื่อนได้ยังไง ก็เลยบอกตัวเองให้ลองพยายามดู มันคงไม่ยากเกินความสามารถของเราหรอก ถ้าวันนึงเราไปเจออะไรที่ยากกว่านี้หรือต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้จริงๆ เราจะได้เอาตัวรอดได้ ก็เลยพยายามให้กำลังตัวเองให้มีความกล้าขึ้นมาบ้าง พยายามคิดวิธี หาคำพูดที่จะเข้าไปคุยกับคนอื่นยังไงดี เพราะกลัวมากว่าถ้าหากคนแรกที่เราเข้าไปคุยเค้าไม่คุยกับเราหรือมีปฏิกิริยาที่ไม่ดี เราก็จะรู้สึกแย่แล้วคงไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครอีก เพราะฉะนั้นคนแรกที่จะเข้าไปคุยจึงอยากให้เป็นคนที่มั่นใจว่าเค้าจะให้ความช่วยเหลือเราได้

เป้าหมายตอนนั้นจึงมองหานักศึกษาธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไงๆ เค้าคงช่วยเราเพราะเป็นสถาบันเดียวกัน แต่ก็กังวลว่าเค้าอาจจะไม่เชื่อเราเพราะไม่มีหลักฐานใดที่จะแสดงได้ว่าเราเป็นนักศึกษาจริงๆ แต่ในสถานการณ์อย่างนั้นก็ต้องลองดู เลยพยายามมองหาคนที่ใส่เสื่อธรรมศาสตร์ แต่พอเจอจริงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปคุย คนที่หนึ่งผ่านไป..คนที่สอง..คนที่สาม คนที่ใส่เสื้อธรรมศาสตร์ยิ่งหายากๆ อยู่ พอเจอคนที่สี่เป็นผู้หญิงท่าทางเป็นมิตรหน่อย จึงรวบรวมความกล้าเข้าไปถามว่าเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ใช่มั้ยคะ (ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ว่าใส่เสื้อเชียร์) พอเค้าตอบว่าใช่ก็เลยขอรบกวนเวลาอธิบายภารกิจให้เค้าฟัง เค้าก็มีท่าทางสงสารที่เราไม่มีอะไรติดตัวเลย แต่เค้าก็หยิบเงินให้มาโดยไม่ซักถามอะไรมากมาย เลยถามเค้าว่าทำไมถึงให้เงินเราง่ายๆ ทั้งๆ ที่เราไม่มีอะไรมายืนยันในสิ่งที่พูดได้เลย ซึ่งเค้าก็บอกว่าเพราะเห็นว่าเป็นเด็กธรรมศาสตร์เหมือนกัน และคิดว่าคงไม่โกหกก็เลยช่วยเหลือ

ความรู้สึกตอนที่ได้เงินมาแล้วรู้สึกดีมากๆๆๆๆ รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองทำได้ รู้สึกดีที่เจอคนใจดี รู้สึกว่าสิ่งที่ได้ทำและทำได้มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเราสามารถทลายกำแพงของความกลัวและความไม่กล้ามาได้ระดับหนึ่งแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดีและประทับใจมากที่จะทำให้เรากล้าเข้าไปคุยกับคนอื่นอีก ตอนนั้นก็เลยบอกขอบคุณเค้ามากๆ ที่ช่วยเรา แล้วก็เดินถือเงินแล้วยิ้มมาตลอดทาง จนออกมาเจอเพื่อนข้างนอกก็รีบคุยอวดเพื่อนว่าทำได้แล้ว เนี่ยเป็นเงินที่ขอมาได้ด้วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่มันอยู่ข้างในที่ทำให้ตอนนั้นเรารู้สึกดีมากๆ แล้วก็เลยเอาเงินที่ขอเพื่อนมาตอนแรกไปคืนเพื่อน แล้วก็กล้าที่จะเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นๆมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เงิน แต่เป็นความกล้า ความพยายามอย่างเต็มที่ การที่ได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ คงป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าที่สำคัญที่สุดสำหรับกิจกรรมครั้งนี้

หนูอยากขอโทษอาจารย์ที่ทำผิดกฏ อยากขอโทษที่ทำภารกิจไม่สำเร็จครบทุกข้อ อยากขอโทษที่ปล่อยเวลาอันมีค่าที่จะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย และก็อยากขอบคุณอาจารย์สำหรับกิจกรรมดีๆ ที่จัดขึ้นมา ขอบคุณสำหรับความพยายามที่จะให้นักศึกษาได้พบประสบการณ์ที่หาได้ยากในการดำเนินชีวิตปกติ ขอบคุณที่มอบโอกาสในการเรียนรู้ดีๆ ให้ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ และถึงแม้ว่าหนูจะทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่กิจกรรมครั้งนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้และไม่เคยรู้ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำ ได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจและไม่คิดที่จะเข้าใจ ได้คิดในสิ่งควรคิดและสิ่งที่มองข้ามไป สิ่งเหล่านี้มันได้สอนให้เรามองตัวเอง มองคนอื่น มองสิ่งรอบตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นความรู้และประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับหนูค่ะ
………………….
การเดินทางในวันที่ “คล้ายไม่มี”

กิจกรรมนิเวศภาวในเมืองครั้งนี้ผมตั้งชื่อกับตัวผมเองว่า “คล้ายไม่มี” เราถูกกำหนดเงื่อนไขที่ปราศจากอุปกรณ์สื่อสาร เงิน อาหารและสิ่งที่แสดงถึงตัวเรา เราถูกปล่อยไว้กลางเมืองที่ผู้คนสัญจรวุ่นวาย ผู้คนทั่วสารทิศมากหน้าหลายตา แต่เราต้องทำตามเงื่อนไข การขอเงิน 20 บาท พูดคุยกับผู้คนที่เราไม่เคยรู้จัก ถ้าหิวน้ำหรือข้าวให้เรานั้นขอแทนการใช้เงินซื้อ และหาเงินให้ได้เพื่อเดินทางกลับมหาวิทยาลัย เมื่อเราได้เดินทางไปถึงต่างคนต่างแยกย้ายกันไป เราถูกแยกออกจากเพื่อนสภาพจิตใจแรกที่เราต้องตัดออก คือความหดหู่ที่เกิดขึ้น และพยายามบอกตัวเองเสมอว่ามีเพียงแต่ตัวเรา ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้จักเรา

ผมได้ตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปทำกิจกรรมนี้ในห้างสรรพสินค้า เมื่อเราถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขที่ “คล้ายไม่มี” ผมจึงกำหนดสถานภาพของตัวเองว่าเปรียบเหมือนคนเร่ร่อนหรือขอทานที่ไม่สามารถจะเข้าไปขอเงินหรือขออาหารได้ภายในห้าง ผมจึงตัดสินใจออกเดินเพื่อพูดคุยกับคนที่ผมไม่รู้จัก ในระหว่างที่ผมออกเดินความกลัวเริ่มเกิดขึ้นภายในใจ กลัวที่จะเข้าไปคุยกับคนไม่รู้จัก ผมเลือกที่จะคุยกับพี่ รปภ. จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา ในระหว่างของการก้าวเดิน มีทั้งความกลัวและความกล้า ผมเริ่มด้วยการทักทายโดยกล่าวคำว่าสวัสดี และแนะนำชื่อของผม ผมนั่งลงพร้อมกับถามพี่เขาว่า “ผมขอคุยได้ไหมครับ” พี่รปภ. มีสีหน้าที่แปลกๆและงงกับการเข้ามาของผม แต่ก็ตอบรับโดยมิได้แสดงความรังเกียจ

ผมเริ่มโดยการถามชื่อของพี่รปภ. แกบอกผมว่า “พี่ชื่อพี่ต้อง” เป็นเสียงตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม ฟังจากน้ำเสียงและถ้อยคำที่พี่ต้องพูด ไม่น่าจะใช่คนในพื้นที่ ผมจึงถามถึงที่มาที่ไปของพี่ต้อง “พี่คนปราจีนพึ่งมาทำงานได้สองปี” เราเริ่มพูดคุยกันได้สักพักถึงเรื่องราวของพี่ต้อง ท่าทีของพี่ต้องเริ่มเปลี่ยน แกเอี้ยวตัวและหันหน้ามาพูดคุยพร้อมกับรอยยิ้มซึ่งแตกต่างจากช่วงแรกอย่างชัดเจน ผมเริ่มคุยต่ออีกสักพัก ผมจึงขอเงินพี่ต้อง “พี่ต้องครับ ผมขอเงิน 20 บาทกลับบ้านได้ไหมครับ” พี่ต้องแกแสดงอาการงงเล็กน้อยแต่แกก็ล้วงเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง 10 บาท แล้วพูดกับผมว่า “พี่ไม่ได้เอากระเป๋าตังค์ติดมาด้วย ตอนนี้มีแค่ 10 บาท ” ท่าทีของแกไม่ลังเลที่จะให้ตังค์ผม ผมยกมือไหว้ขอบคุณแก “ไม่เป็นไร เราช่วยๆกัน ถ้ามีพี่ก็ให้อยู่แล้ว”แกพูดกับผม แล้วผมก็เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้พี่ต้องฟัง ว่าผมเป็นใคร และวันนี้มาทำอะไร เมื่อผมเล่าจบ พี่ก็ถามผมว่า “เงินยังไม่ครบ 20 บาทไม่เป็นไรเหรอ” ผมตอบแกว่า “ไม่เป็นไรผมยังต้องไปคุยกับคนอื่นอีก ผมอาจจะได้เพิ่ม แต่10 บาท ก็กลับมหาลัยได้แล้ว” เมื่อคุยกันต่อสักพัก ผมจึงลาพี่ต้อง ขอบคุณแกพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อก้าวเดินออกมาผมหยุดและนั่งลงตรงบันได แล้วคิดว่าสิ่งที่พี่ต้องบอกกับผม คุยกับผม มันทำให้

ผมลืมความกลัวและรู้สึกสบายใจ แต่ความสบายใจนั้น คลุมเครือระหว่างสาเหตุที่ผมบรรลุเงื่อนไขหรือการที่ผมสามารถพูดกับคนที่ไม่รู้จักด้วยรอยยิ้ม “ผู้ชายคนหนึ่งจากบ้านมาพร้อมกับภรรยาและปล่อยให้ลูกสาวเพียงสองขวบอยู่กับยาย เพื่อเข้ามาทำงานในเมือง เพียงเพื่อต้องการรายได้ให้เพียงพอต่อครอบครัว ภายในห้องเช่าเล็กๆในกลางเมือง ความคิดถึงลูกและอยากใช้ชีวิตในบ้านเกิดยังไม่เคยจางหาย พี่ต้องสำหรับผมคือคนที่มีน้ำใจและเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็ง” ผมหยุดพักและทบทวนตัวเอง

การหยุดพักของผมสิ้นสุด หลังจากได้ครุ่นคิดเงิน 10 บาทที่ผมได้มาคือมาจากหลังการพูดคุย แต่ผมต้องการให้ตัวเองได้รับรู้ความรู้สึกของคนเร่ร่อนที่อยู่ๆก็เข้ามาขอเงินเราแล้วถูกปฏิเสธนั้นเป็นเช่นไรหลังจากที่ผมก้าวเดินผ่านที่ต่างๆผมตัดสินใจที่จะเข้าไปขอเงินกับลุงวินมอเตอร์ไซค์ ความกลัวบังเกิดขึ้นภายในจิตใจผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับรุนแรงกว่าครั้งก่อน ด้วยจำนวนพี่ๆวินมอเตอร์ไซค์ที่รายล้อม และการตัดสินใจที่จะไม่พูดคุยนอกจากการเดินตรงเข้าไปขอเงิน ผมเดินตรงเข้าไปพร้อมกับยกมือไหว้ตามด้วยถ้อยคำ “ลุงครับผมขอเงิน20บาทได้มั้ยครับ” แกหันหน้าออกเล็กน้อยและเหลือบมองหน้าผมเพียงเล็กน้อย และพูดว่า “ไม่มีหรอก เพิ่งจะออกมาเอง”และวินมอเตอร์ไซค์คนอื่นๆเริ่มจะหันมามองผม ด้วยน้ำเสียงของลุงและแววตานั้นมันคือการปฏิเสธ

ผมเริ่มรู้สึกถึงการปฏิเสธ ความหวาดหวั่น ความกลัวมันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกอยากเดินหนีออกมาจากตรงนั้น แต่ผมก็ยังอยากรู้ถึงสาเหตุของการถูกปฏิเสธ ผมจึงหยุดความหวาดหวั่นและความกลัว โดยเริ่มอธิบายที่มาของผม แต่ดูเหมือนลุงยังคงระแวงอยู่ อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนท่าทีกระทันหัน และไม่มีหลักฐานในการแสดงตัว ผมจึงถามต่อไปว่า “ทำไมลุงไม่ให้เงินผม” คำตอบที่ผมได้รับคือ “มือเท้าก็มีครบ จะให้ทำไม” มันคงรวมถึงการแต่งตัวของผมด้วยที่ดูไม่เหมือนคนไม่มีเงิน ผมได้พูดคุยกับลุงเพียงแค่ช่วงเวลาอันสั้น เนื่องจากแกต้องไปส่งลูกค้า ผมขอบคุณลุงและพี่ๆด้วยรอยยิ้มและเดินจากมา ผมเดินต่อไปเรื่อยๆพร้อมกับความคิดต่างๆที่เกิดขึ้นจากภายใน และผมจึงหยุดเดิน นี่เป็นเพียงการถูกปฏิเสธ เพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับคนเร่ร่อนหรือขอทานเท่านั้น

ผมทั้งกลัวและรู้สึกแย่มาก แต่เมื่อลองคิดดู การที่คนคนหนี่ง จะหยิบเงินที่หามาได้ให้กับคนแปลกหน้าก็ดูจะเป็นเรื่องยากเช่นกัน ผมเดินมาได้สักพักจึงหยุดอยู่หน้าร้านขายข้าว ผมคิดที่จะลองขอดู แต่ความกลัวก็เกิดขึ้น มันทำให้ผมคิดถึงการปฏิเสธที่ผ่านมา มันทำให้ผมถอดใจและเดินออกไปจากร้านนั้น ซึ่งเหตุผลจริงๆแล้ว เราอาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มี หรือหิวขนาดคนเร่ร่อนหรือขอทานที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องขออาหารเพื่อความอยู่รอด ผมเริ่มหิวกระหายน้ำและคิดจะเดินเข้าไปขอน้ำจากร้านค้า แต่ผมก็ไม่กล้าอีกเช่นเคย จนเปลี่ยนไปขอน้ำจากพี่ๆคิวรถตู้แทน และดูเหมือนจะตัดสินใจได้ง่ายกว่ากับการขออะไรที่ใช้เงินแลก ผมดื่มน้ำเสร็จจึงกล่าวขอบคุณและออกเดินต่อ ผมทบทวนเงื่อนไขที่ถูกกำหนดแล้วเริ่มจะครบ

ผมเดินมาเรื่อยๆ เกือบถึงข้างหลังห้าง ผมสังเกตเห็นลุงคนหนึ่งนั่งอยู่บนแคร่ริมขอบฟุตบาท ใส่เสื้อวินและถักแหที่ผูกกับเสาไฟอยู่ นั่นคือลุงคนสุดท้ายที่ผมเลือก แกนั่งอยู่คนเดียว ผมรู้สึกว่าแกน่าจะเป็นคนที่ให้คำตอบผมได้ในหลายๆเรื่อง จากใบหน้าที่ดูเป็นมิตรของแก การพูดคุยครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งจุดประสงค์ที่จะขอเงินเป็นหลัก ผมเพียงแค่อยากจะรู้จักและพูดคุยกับลุง ผมเดินตรงเข้าไปหาลุง ลุงแกหันมามองด้วยสายตาที่แปลกและงง

ผมยิ้มทักทายแกเริ่มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ความกลัวในใจผมลดลงเรื่อยๆ แปลกกว่าทุกคนที่ผมเข้าไปคุยด้วย เมื่อผมเดินเข้ามาใกล้ลุง ผมยกมือไหว้และสวัสดีลุงด้วยรอยยิ้ม ลุงแกยิ้มตอบ ผมจึงขอนั่งคุยกับแก ผมแนะนำตัวเอง แต่ผมไม่ได้บอกว่า ผมมาทำอะไร แกบอกกับผมว่า ไม่เป็นไรนั่งคุยได้ ผมถามชื่อแก ลุงแกบอกว่า “ลุงชื่อโก๋” การพูดคุยของคนสองคนใจกลางเมืองที่รถสวนกันไปมา ผมเริ่มการสนทนาถึงที่มาที่ไปของแก แกยังคงนั่งถักแหของแกต่อไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า ผมอาจจะมารบกวนแกก็ได้ แต่ผมก็ไม่ได้กล่าววาจาออกไป เพราะกลัวว่าถ้าแกตอบกลับมาว่ารบกวน ผมคงอดคุย และคงน่าเสียดาย ผมพูดคุยต่อไปเรื่อยๆ และมองแกนั่งถักแห หนังมือที่นิ้วชี้ที่ด้านบ่งบอกถึงการถักแหจำนวนมาก แกเริ่มหันมายิ้มและเริ่มพูดคุยกับผม มากกว่าตอนแรก ลุงแกเป็นคนพิจิตร ย้ายมาตั้งแต่ห้างเพิ่งจะเริ่มสร้าง แกย้ายมาพร้อมกับภรรยาของแก ด้วยเหตุผลที่ว่า การทำนาปลูกข้าวขาดทุนและน้ำท่วม แกจึงจากบ้านเกิดแกมา และปล่อยที่นาให้คนอื่นเช่าแทน

ผมชวนแกพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิตในเมือง และผู้คนทุกวันนี้ แกพูดด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกับถักแหไปเรื่อยๆ “คนเราทุกวันนี้เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น นั่งกินข้าวด้วยกันสามสี่คนยังไม่ชวนกันเลย บางทีก็ไม่ทักกัน” ผมจึงถามแกว่าลุงคิดว่าใช้ชีวิตในเมืองมันเป็นอย่างไร แกตอบผมสั้นๆว่า “มันทรมาน ลำบาก” “ผมชวนแกคุยเรื่องครอบครัวของแก แกบอกว่า แกมีลูกสามคน คนโตเรียนจบแล้ว อีกสองคนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย แกหันมาหาผม แล้วพูดว่า “ลูกเรียนจบเมื่อไหร่คงจะกลับบ้าน(หมายถึงพิจิตร)ทันที” แกเล่าต่อเมื่อก่อนแกเคยทำงานเป็นลูกจ้าง แกบอกว่าไม่ต่างอะไรจากคนขอทาน ลุงแกจึงมาขับวิน ว่างๆก็เอาแหมานั่งถัก แกบอกว่าขับวินอย่างเดียวไม่พอ ถ้าวันไหนยางแตกสักสองครั้ง วันนั้นคงไม่ได้ตังค์ ผมจึงบอกที่มาที่ไปของผม ว่าผมเป็นใครมาทำอะไร ผมบอกแกว่าตอนนี้ผมมีเงินแค่สิบบาท แถมถามผมว่าจะเอาเพิ่มไหม พร้อมกับหยิบเงินในกระเป๋าออกมา ผมบอกแกว่าไม่เป็นไร เพราะเงินสิบบาทก็เพียงพอสำหรับการเดินทางกลับมาที่มหาลัยแล้ว

ผมคิดว่ามันไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่เราจะต้องขอเงินลุงเพิ่ม ในเมื่อเท่าที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว ผมจึงถามลุงว่า ถ้าผมไม่บอกลุงว่า ผมเป็นใคร มาทำอะไร ลุงจะให้ตังค์ผมไหม? ลุงแกตอบกลับมาว่า “ก็ต้องดูก่อนว่าขอเท่าไหร่ เรามีไหม ถ้าเรามีเราก็ให้ แต่ถ้าวันนั้น เราไม่มีเงิน เราก็คงให้ไม่ได้” ผมคุยกับลุงโก๋จนลืมดูเวลา ระหว่างที่พูดคุยกับลุงโก๋อยู่นั้นเป็นความรู้สึกที่ดีและประทับใจ แกถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆของแก อย่างเป็นกันเอง สิ่งที่แกตอบผมมันสะท้อนถึงชีวิตของคนที่เข้ามาทำงานในเมืองได้เป็นอย่างดี ผมพูดคุยกับแกอีกสักพักจึงยกมือไหว้ขอบคุณที่แกพูดคุยด้วยและลามาด้วยรอยยิ้ม ระหว่างที่ผมเดินผมได้หันกลับไปยิ้มให้แกอีกครั้ง แกก็ยิ้มตอบกลับมา ผมนำเงินที่ได้มา 10 บาท ไปแลกเป็นเศษตังค์ เพื่อโทรหาอาจารย์ โดยใช้เงินไป 2บาท เหลือเงินอยู่ 8 บาท ให้ผมได้เดินทางกลับ

ระหว่างที่เดินทางกลับผมใช้เวลาที่อยู่บนรถเมล์คิดและทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของ “วันที่คล้ายไม่มี” เมื่อเดินทางมาถึงก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละคนได้พบเจอ สิ่งที่ทุกคนผ่านมาในวันนั้นล้วนมีมุมมองและแง่คิดต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกคนได้รับมาล้วนเป็นคำตอบให้กับตัวเอง ผมเชื่ออย่างที่อาจารย์บอกว่า “เป็นการเดินของภายในและภายนอกจิตใจ” ซึ่งมันทำให้ผมได้เข้าใจอะไรหลายอย่างได้ดีขึ้น

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 26, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ความในใจ….นิเวศภาวนาในเมือง (3)

ฉบับถัดๆ ไปครับ……

…………………….

อยากเล่า…จากชาวนิเวศภาวนาในเมืองคนหนึ่ง….

วันนี้ วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันหยุดที่ไม่ธรรมดาอีกหนึ่งวัน วันหยุดที่ทำให้หัวใจดวงน้อย ๆในร่างกายอันบึกบึนต้องตื่นเต้นตั้งแต่ทราบข่าวว่าจะต้องมีการออกไปเผชิญโลกภายนอกจริง ๆ มันไม่ใช่แค่โกหก หรือเรื่องราวที่ฝันไป…ไม่ใช่เรื่องราวที่บอกเล่ามาจาก อ.ผู้สอน แล้วผ่านเลย เอาละหว่า???? ชีวิตจะเป็นอย่างไร ???? เจอของจริงซะแล้ว !!!

ทราบข่าวว่าต้องไปเดินนิเวศภาวนาในเมือง ( เห้อ….ให้นั่งสมาธิกลางสี่แยกหรือเปล่าเนี่ย ??? หรือไปนั่งที่วัดปทุมวัน แถวสยาม ๆ ไม่นะ ๆ กับการนั่งสมาธิ ไม่พร้อม ๆ )จากในเค้าโครงการสอน ทราบเรื่องราวถึงการนิเวศภาวนามาอย่างเนิ่นนานตั้งแต่เปิดการเรียนการสอน ผ่านมาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ อ.ผู้สอน(อ.หมู) ก็เริ่มบอกวัน….บอกสถานที่….แต่ภารกิจยังไม่แน่ชัด แจ้งนัดหมาย วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 แน่นอนที่เราจะต้องไป ก็รอคอยวันนั้นที่จะมาถึง เรื่องราวมันท้าทายความสามารถของเราดีเหลือเกิน…แต่ก็รอกันต่อไป

รู้สถานที่แล้ว !!! สถานที่ที่จะไป คือ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต (สวนป่าในอนาคตแห่งทุ่งรังสิต หรือ ว่าอนาคตของสวนป่า แห่งทุ่งรังสิต….เหอ ๆ มีแฝงนัยยะสำคัญ อนาคตของสิ่งแวดล้อม….คิดกันไป…???) พอทราบสถานที่ก็ อ้าว ! ใกล้แค่นี้เอง ไหนที่เคยๆได้ยินมานี่ในเมืองไม่ใช่หรอ ???(แบบว่านะ…ผิดหวัง) ใจอยากจะไปเดิน ๆ แถวสนามหลวง เดินไปเรื่อยๆ ไปในสถานที่ ๆ ไม่เคยไป จะได้ ไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แต่ก็ตามอาจารย์ไปแล้วกัน อาจารย์เห็นว่าไงก็ไปตามน้ำค่ะ…..ก็มีถามบ้างตามสงสัย ว่าถ้าเจอเพื่อน เจอคนรู้จักทำไง ??? จะได้ฝึกจริงไหมเนี่ย กลัวทำแล้วจะไม่ได้อะไร เพราะคนรู้จักเยอะ (หรือเปล่าน๊า ??) แต่ก็นะ ยังมีอีกหลายคำถามที่ยังอยู่ในใจ…แต่ก็ผ่านไปเพราะเดี๋ยว อ.หมูคงมีวิธีการที่แก้ไขปัญหาได้สบายอยู่แล้ว ฯลฯ

จากวันนั้นถึงวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ได้เรื่องละทีนี้ สมกับที่ปรารถนา ได้ปฏิบัติจริงๆแล้ว เป็นแบบที่ไม่ต้องมีทฤษฎีมารองรับมากมายด้วย โดยส่วนตัวไม่ชอบอยู่แล้วทฤษฎี แบบว่าหนูจำไม่ได้ หนูขอปฎิบัติไปเลยดีกว่า เรียนรู้ด้วยตัวเอง…ชัดไปเลย

วันนี้อาจารย์แจกกำหนดการงานสำหรับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 เนื้อหาก็บอกรายละเอียดดังนี้
• นัดกัน 8.30 น. ที่หอพระ (ไหว้พระ ปลุกใจ) (?? ตัวเองแล้วก็เพื่อน ๆจะตื่นไหมเนี่ย ??? ขนาดมาเรียนยังเข้าสาย…เห้อ แต่ก็มีรุ่นพี่เสนอว่ายังไม่ตื่น ขอเลื่อน เป็น 09.00 น. อ่อ นึกออกพอดี ห้างเค้าเปิดกันสิบโมงนี่นา ?? ไปเช้าก็ไม่มีคนอยู่ดี หรือไปก็มีแต่คนวุ่น ๆ กับการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ คงคุยกับใครได้น้อย สรุปมติที่ประชุม 09.30 น.)
• ไม่ให้มีของติดตัว มีเบอร์อาจารย์หมู 0815514549 / เบอร์อาจารย์นุ้ย 0876755572 (บอกให้เอาแค่เสื้อผ้า กับของที่จำเป็นไปเท่านั้นก็ถือว่า O.K เงื่อนไขผ่านไปได้)
• แต่งกายตามสบาย ไม่ต้องใส่ สัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็น นศ.ธรรมศาสตร์(นึกภาพตัวเองออกเลย เสื้อยืด กางเกงกีฬา แต่ก็มีตราธรรมศาสตร์เห็นเด่นชัด แล้วจะเอาเสื้อผ้าอะไรมาใส่เนี่ย ?? คิดหนัก ๆ แต่งตัวดีไปขอเงิน เดี๋ยวเค้าจะมาว่าหนูเป็นมิจฉาชีพ)
เข้าสู่ภารกิจหรือสิ่งที่ต้องทำ
• ขอเงินจากคนที่ไม่รู้จัก 20 บาท (ตอนนี้อาจดูน้อย เอาจริง ๆ กว่าจะหาได้คงลากไส้ทีเดียว)
• พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คน (อันนี้พอทนไหว ปกติก็จ้อเก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ก็เลือก ๆคนกันไป อ่ะ พอไหว ๆ)
• หารถกลับธรรมศาสตร์เอง (อ้าว ๆ คิด ๆ ๆ มีรถอะไรกลับ บ้างละนี่???)
• ระหว่างที่ทำกิจกรรม ให้มีเวลา ทบทวน ความรู้สึก ความคิด …อยู่เงียบๆ กับตัวเอง (ศรัทำได้ค่ะ…)
• ห้ามคุยกับคนที่เรารู้จัก…..ถือสันโดษ (ถ้าเพื่อนหนูมาเดินละค่ะ คนที่เคยคุย ๆ กัน มาทัก แล้วเราเดินหนี เค้าจะงงไหมเนี่ย ??? ชลิตา เปลี่ยนไป๋ ???)
• มือกลางวัน ถ้าหิวข้าว กระหายน้ำ ให้ ขอ ห้ามซื้อ (สงสัยจะหิวตาย ข้าวเช้าก็ไม่ค่อยจะทานกันอยู่แล้ว)
• โทรหา อาจารย์ 1 ครั้ง ( ดีแทค…มีฉุกเฉิน ขอยืมคนอื่นฉุกเฉินมาก็ได้)
• พบกันที่คณะ บ่าย 3 (จัดไป…อย่าให้เสีย)
• สรุปบทเรียน 3-5 โมงเย็น
• อาหารเย็น 5.30 น. (ว้าว ๆ ๆ ๆ อาจารย์เลี้ยงข้าว )

นี่คือรายละเอียดทั้งหมด แลดูแล้วชีวิต คงจะยุ่งยากน่าดูชม แต่เอาไงเอากัน สู้ ๆ ไหนๆ ก็นะลองทำไปเลยสักตั้ง เพื่อสนองความต้องการตั้งแต่แรกเริ่ม แต่แปลกที่ใจยังหวั่น ๆ แอบกลัวใจตัวเองว่าจะทำได้ไหม ภาพที่ตัวเองไม่มีกระเป๋าตังค์ ภาพที่ไม่มีโทรศัพท์ ภาพที่แต่งตัวธรรมดา ๆแล้วต้องไปปฏิบัตหน้าที่ ก็ต้องรอกันต่อไป แล้วก็ต้องทำหน้าที่บอกเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้มา เห้อ พอบอกเพื่อนปุ๊บ เพื่อนก็บอกไม่กล้า ซะแล้ว เอาไงดีเนี่ย เป็นห่วงเพื่อนอีกแล้ว แต่ก็ต้องดูกันไป อย่าเพิ่งดูถูกความสามารถตัวเองขนาดนั้นเพื่อนๆ

เอาล่ะ…เข้าสู่วันจริงแล้ว( 20 ก.พ.2553)…ตื่นตั้งแต่เช้า (วันนี้วันหยุดนี่นา จะไปไหนหว่า ??? อ้าว คิด ๆ ๆ )กดนาฬิกาต่อ กด ไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แปดโมงครึ่ง เห้ย นิเวศภาวนา นี่หว่า ! ลุก ๆ ๆ ๆ บอกตัวเอง ต้องไปให้ทันด้วยนะเนี่ย แล้วจะใส่ชุดไรดีเนี่ย…จะไปนิเวศภาวนา เดี๋ยวเค้าไม่เชื่อใจเราเวลาเราทำภารกิจ….จ๊าก !!! แต่งตัวเสร็จ 09.00 น. เพื่อน ๆขา เสร็จกันรึยังค่ะ ล้อหมุนจาก บ้านสวนปาล์มสู่ หอพระ ใจตุ๊บ ๆ ต่อม ๆ ตุ๊บ ๆ ต่อม ๆ นาทีนี้หายใจเค้าลึก ๆ สายแล้ว ๆข้าวยังไม่ได้กินเลย วันนี้ก็ต้องไปเดินขอข้าว ไม่ได้ ๆ เราต้องมีอะไรในท้องบ้าง เป็นทุนสำรองของชีวิต (55+ กันอดตาย) อย่างน้อย ชีวิตจะเดินต่อไปได้ก็ร่างกายต้องมีกำลังนี่แหละ ??? ร่างกายไม่มีพลังงานมันจะไปไหนรอดค่ะ ?? แถมคิดอะไรไม่ออกเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น เราก็ต้องมาจบที่ 7-eleven โรงอาหารกลาง เกี๊ยวซ่าหนึ่ง น้ำเปล่าหนึ่ง ลูกอม เอาล่ะ พอสู้ไหวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น…ฉะอุ้ย !! เหลือบสายตาที่ไม่ค่อยอยากจะลืมไปเห็นอาจารย์นุ้ย ผู้ซึ่งจะร่วมไปกับคณะเราวันนี้ มาเติมพลังเช่นเดียวกัน เหลือแค่รีบไปให้ทันคนอื่นเท่านั้นค๊า เดินแล้วก็กิน กินแล้วก็เดิน 55+ ถึงพอดี 09.30 น.ตรงตามเวลานัดหมาย ไม่ช้าเกินไป

สวัสดีค่ะ…ทักทายอาจารย์ผู้สอน(อ.หมู)ที่กำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมรถสำหรับบรรทุก เอ้ย ! ที่นั่งสำหรับ นักศึกษาผู้ที่จะออกไปเผชิญกับโลกความเป็นจริง กิจกรรมต่อไป ปลุกใจ ด้วยการไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อคุ้มครองในการทำภารกิจดังกล่าว สาธุ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่น ไม่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแต่อย่างใด เพี้ยง !

การรวมตัวกันของนักศึกษา รายวิชา นิเวศวิทยาแนวลึกก็พร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมคำชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ซักถามเพื่อคลายความสงสัยเกี่ยวกับกิจกรรม แต่วัตถุประสงค์ไม่ค่อยเคลียร์กระจ่างเท่าไหร เอาเป็นว่าเราคงต้องไปหาวัตถุประสงค์เอากันที่นู่น(ฟิวเจอร์)แล้วละ จากนั้นก็เหมือนโดนธนาคาร มายึดทรัพย์สินไป เอาแล้วสิ….หมดแล้วไง กลายเป็นคนล้มละลายเลยทีเดียว แล้วชีวิตเอาไงต่อเนี่ย…เริ่มกลุ้มแล้ว !!!….อะไรจะเกิดขึ้นบ้างหว่า ??? อนาคต ๆ ๆ จิตกำลังตกไปอยู่ที่อนาคต(แต่ใจตอนนั้นก็ยังกังวลในหลาย ๆ เรื่องของชีวิตอยู่ พยายามอยู่ที่ตัดไปเหมือนกัน ความกังวลต่าง ๆ อยากทำตรงนี้ วันนี้ให้ดีที่สุด กลับมาค่อยลุยกันต่อ กับเรื่องที่ค้างคา)…เป็นห่วงอนาคต สิ่งที่ติดตัวไปได้ ก็คือ เสื้อผ้า แล้วก็เบอร์โทรศัพท์ของ อ.หมูและ อ.นุ้ย ขอเพิ่มได้ไหมคะ ??? ขอเอาปากกาไปเพิ่มด้วย สาเหตุ ช่วงนี้ความจำหนูสั้นค่ะ สั้นเกินไปต้องคอยจดอะไรให้นึกถึงได้บ้าง ก็เพื่อเอาไปสร้างความมั่นใจให้ตัวเองนั่นแหละ เอาละตกลงเรียบร้อย ถึงเวลานิ่งสงบทำอารมณ์กับสถานที่จะเจอ เลือกที่จะมองกอบัว แล้วแกล้งพูด เล่น ๆกับเพื่อน ว่าชีวิตเราตอนนี้ก็เหมือน กอบัวใต้น้ำ แล้วยังมีอิฐไปทับอยู่เนอะ….???

ส่วนวิธีการที่จะเอามันออกไม่ได้บอกเพื่อน เพราะตัวเองก็คิดไม่ออกเช่นกัน รอเจอสถานที่จริง ๆเลยดีกว่า ??? สู้ตายอยู่แล้วล่ะ เอาละได้เวลาขึ้นรถแล้ว บรรทุก เอ้ย บรรจุนักศึกษาไม่พอค่ะ เพื่อน ๆส่วนหนึ่งก็ต้องไป TAXI พร้อมกับอาจารย์นุ้ย คนบอกทางให้อาจารย์ไปส่งที่ฟิวเจอร์ก็คือ โบ้

แล้วไง ๆ รถขับเคลื่อนออกไปแล้ว ค่อยๆ เลื่อน ใกล้เข้าสู่ อนาคต(ฟิวเจอร์) หัวใจก็สั่นระรัว เหมือนกินกาแฟไปแล้วใจสั่น ใจหนึ่งก็คิด เอาแล้วไง จะถึงแล้ว ๆ อีกใจหนึ่งก็ห่วงเพื่อน ๆ เพราะเพื่อน ๆบางคนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ แล้วก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย จะทำไงดีน๊า…เป็นห่วงเพื่อน หวังเพียงว่าการสนทนาจะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้อะไรบ้างน๊า…ก็นั่งข้างหลังอัดกันไป เพื่อน ๆ หลายคนก็พยายามนิ่งเงียบเพื่อที่ทบทวนตัวเอง ใจเราก็เหมือนกัน ก่อนลงสนามก็อยากทำแบบนั้น…แต่เพื่อปลุกใจเพื่อนๆ ก็หาคำพูด พูดไปเรื่อย ๆ ไม่อยากให้เพื่อนกังวล อยากให้เพื่อนรู้สึกว่ามาทำกิจกรรมนี้สนุก มากกว่าจะมาลำบาก เอาน่าเพื่อนๆ คงทำกันได้ชัวร์ แต่เพื่อความแน่ใจเราก็มีการนัดกันบ้าง ให้มาเจอเพื่อเชคว่าเพื่อน ๆยังอยู่ เพื่อน ๆ ยังไหวไหม ก็อาจจะแหกกฎ กันบ้าง แต่นี่ก็คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด บนพื้นฐานความซื่อสัตย์ต่อกฎกติกาที่ควรจะเป็นไปได้ เอาละเป็นไงเป็นกัน

ถึงแล้ว…รถยนต์ ISUZU พาเรามาถึงที่หมาย นศ.ทยอยไหลกันลงมาจากรถด้านหลังรถ หนึ่งคน สองคน สามคน สี่คน……ถึงคนที่สิบสองเอาละ มุ่งตรงสู่ที่นัดหมาย หน้าโรบินสัน พร้อมเพื่อนๆ สี่คนและ อ.นุ้ยที่มา TAXI เวลาแห่งการแยกย้ายมาถึง เคลียร์ของทุกอย่างออกจากร่างกายให้ไปแต่ตัว ไม่ว่าขวดน้ำ ขนม นม เนย ให้หรือแต่กายกับใจที่พร้อม(หรือเปล่า ???) แต่ก็มีกำลังใจบ้างเมื่อ อ.หมู บอกว่าให้เลือกหยิบเงินเพื่อให้เป็นค่ารถกลับมหาวิทยาลัยให้พอ มติระหว่างเพื่อนๆ ก็คือ ขอแค่แปดบาท พอค่าสองแถว แล้วก็รถเมล์(ปรับอากาศธรรมชาติ)กลับก็พอ ก็พอเย็นใจอยู่บ้างที่ยังไงถึงเราจะขอไม่ได้ เราก็มีค่ารถกลับหลังจากนั้นก็แยกย้าย เอาล่ะคะ หัวใจเต้นแรง ขอกอดเพื่อนๆ อีกพร้อมย้ำว่าพวกเราคงทำกันได้ชัวร์ อย่าลืมเพื่อมาเจอกันก่อนกลับ ให้รู้ว่าพวกเราทุกคนยังปลอดภัย มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันทัน

หลังจากแยกกันกลุ่มใหญ่…..ใจคิดอยากที่จะขอไปพัก สงบจิต สงบใจแปบนึง รอคนเยอะ ๆ ก่อน รอเวลา รอหัวใจได้ทำงานเป็นปกติ ลองเอามือจับชีพจรตัวเอง โอ้ว ว้าว แรงเหมือนเครื่องติดเทอร์โบว์ แต่หน้าก็ต้องทำเหมือนปกติ ไม่อยากให้เพื่อน ๆ เป็นห่วง ลำบากใจดีจังชีวิต ไม่อยากเจอเจอสถานการณ์แบบนี้ ก็กลัว ๆ ๆ ๆ ประสบการณ์ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นแบบนี้มาแล้ว..ชีวิตที่ไม่เหลืออะไร….รอขอแค่ความช่วยเหลือจากคนอื่น..ครั้งนี้ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง…ชีวิตต้องสู้….เอาละค๊า…เป็นไงเป็นกัน ? เอาละเพื่อน ๆ เราจะไปไหนกันดี ตอนเดินมาก็ไปกันเป็นกลุ่ม แต่เราเลือกที่จะเดินไปตลาดรังสิต ไม่ก็เดินข้างนอกดีกว่า แต่เพื่อนๆ ก็จะเดินข้างไหนกัน….เอาละหว่า ?? ใจยังไม่นิ่งจะทำไงดี ขอเข้าห้องน้ำสักนิดแล้วกันเพื่อจะช่วยให้อะไรดีขึ้น…ตอนนั้นยังเดินไปกะเพื่อนคนหนึ่ง…(น้องโบว์) เดินไปเข้าห้องน้ำในฟิวเจอร์ ชั้น G เดินไปเข้าไปก็ โอ้ว เพื่อนฝนยืนทำซึ้งอยู่ ก็ยังทักทายกันอยู่ พอเข้าไปในห้องน้ำ โอ้ว เพื่อนๆ เพื่อนเราทั้งนั้นเลย ทักทาย ถามความมั่นใจกันตามประสา หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไป เดินไปด้วยกันสี่คน แป้ง เกรซ โบว์ แล้วก็เอ้ ไปนั่งอยู่ตรงข้างนอกมุมน้ำตก สบาย ๆ ให้สายน้ำที่ไหล ค่อย ๆ ทำให้จิตใจดีขึ้นมา แต่ก็นั่งแยกกับเพื่อน ๆ คนละมุม โดยที่ไม่คุยกัน (กลัวผิดเงื่อนไข…ห้ามคุยกะคนรู้จัก)แต่ก็มีบ้างที่แอบสบตากัน เอาละ…แป้งกะโบว์แยกย้ายไปกันแล้วถึงตาเอ้ถึงต้องแยกออกไปบ้างแล้ว…ขอเลือกเดินออกไปข้างนอกก่อน

ผู้คนเยอะแยะกำลังรีบไปทำงาน รอการขึ้นรถ นั่งมองคนเดินไปเดินมา ให้สบายใจ นักคิดว่าถ้าเราไปขอเงิน พวกเขาเหล่านั้นจะมีพฤติกรรมอย่างไร กับเรานะ เดินไปเดินมา เดินไปเดินมา ในระหว่างเดินก็เริ่มสังเกตคน ถ้าเราทัก เค้าจะคุยกับเราไหม เค้ารีบกันอยู่หรือเปล่า ? เราจะไปทำความเดือดร้อนให้เค้าหรือไม่นะ ขอลองเดินไปเรื่อย ๆ เดินตามกระแสของคนไปเรื่อย ๆ จุดที่มาถึงคือ บริเวณหน้าธนาคาร กสิกร และธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ยังไม่เปิดให้บริการ คนกำลังรอเข้ารับการบริการเพียบ เราก็แอบยืนกลมกลืนไปกับเค้า รอจังหวะในการพูดคุย แต่ลำบากใจจัง นี่เป็นธนาคาร ถ้าเราพูดเรื่องตังค์ประเด็นที่ว่าเราเป็นมิจฉาชีพ โผล่มาแน่ๆ ไม่เอา ๆ รอไปอีกนิด ลองคุยไปเรื่อย ๆ ก่อน พอธนาคารเปิดที่นั่งก็ว่าง ทีแรกก็ไม่กล้าไปนั่งที่เก้าอี้ยาว เลือกนั่งเก้าอี้คนเดียว ทำใจ คิด สงบ สติอารมณ์ไปเรื่อย ๆ มองดูคนเดินไปเดินมา ดูพนักงาน ดูครอบครัวเดินมาด้วยกัน จูงมือ หยอกล้อกัน (เห้อ คิดถึงบ้านจัง พ่อกับแม่ น้อง ๆ ทำอะไรกันอยู่นะ ) ดูชีวิตคน พฤติกรรมคน นั่งไปสักพักก็เริ่มอยากพูดคุยกับผู้คนแล้ว (ดูจากสภาพความพร้อมของตนเอง ไม่ง่วงนอน ตาเปิดมากกว่าเดิม แล้วก็คงมีรอยยิ้มที่ยิ้มมาจากใจได้จริง ๆ แล้ว) เอาละถึงเวลาย้ายที่นั่งมานั่งเก้าอี้ยาว เดี๋ยวก็จะมีคนเดินมานั่งกับเราแน่นอน เราค่อยคุยสานความสัมพันธ์ได้แน่

คนแรกก็เป็นคุณป้าเลยทีเดียว คุณป้าทำของล่วง เราก็เก็บให้ “ขอบใจจ๊ะ”ป้ากล่าว “มาคนเดียวหรอคะ” เราถาม “จ๊ะ ป้ามาคนเดียว” ป้าตอบ แล้วของเยอะแบบนี้จะกลับยังไงคะ ให้หนูช่วยถือไปส่งที่รถไหมค่ะ ป้าบอกว่าไม่เป็นไรจ๊ะเดี๋ยวป้ารวมของก็น้อยลงแล้ว เสร็จแล้วก็ล่ำลากันไปด้วยรอยยิ้ม เพราะป้ารีบมาก เราก็รอที่จะสานสัมพันธ์ต่อไป จนมาถึงกลุ่มชายกลุ่มหนึ่ง เขาเดินมาถามว่าเรารู้ไหมว่าเปิดบัญชีต้องทำอย่างไรบ้าง เราก็ไม่แน่ใจจึงแนะนำให้เขาเดินไปถามพนักงานในธนาคารเพื่อความชัวร์ เพราะยังไงพนักงานหน้าร้านก็ช่วยเขาให้ได้เปิดบัญชีอยู่แล้ว…เขาก็ตอบขอบคุณแล้วก็ไปทำธุระต่อ…ใจก็คิด เราต้องคุบกัยเค้าขนาดไหนนะถึงจะเรียกว่าคุยกัยคนที่ไม่รู้จัก ก็นั่งคิดต่อไป พร้อมกับเปลี่ยนเก้าอี้ไปเรื่อย ๆ นั่งไปสักพัก ก็เห็นเพื่อนๆ เดินมา หนึ่ง ฝน โบ้ เพื่อน ๆ เดินตรงเข้ามานั่งข้าง ๆก็อุ่นใจที่เจอเพื่อน ๆ ใจก็ห่วง เพื่อนๆ ยังไม่แยกกันเลย จะผิดกฎกันอีกแล้ว มานั่งคุยกัน นั่งไปสักพักเพื่อนอีกคนก็เดินเข้ามานั่งด้วย นั่นคือน้องแป้ง ก็นั่งมองหน้ามองตา กันสักพัก เราก็ขอแยกตัวไปก่อนเพื่อทำภารกิจ(เป็นการตัดใจที่จะต้องไปเจออะไรคนเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่กล้าเดินคนเดียว จะต้องลากเพื่อนไปด้วย เพราะห่วงเพื่อน หรือ ไม่ก็เพราะตัวเองไม่กล้าต้องหาเพื่อนไปด้วย คิดในใจเอาว่ะ เรามาก็เพื่อประสบการณ์ดีดีที่จะเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง เรามาเพื่อทดสอบทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวเราเองทั้งนั้น ดังนั้นก็อย่ากระนั้นเลย ไปทำซะเถอะ….ก็ปลอบใจตัวเองไป)

หลังจากขอแยกตัวมาจากกลุ่มเพื่อน ก็พยายามเดินช้า ๆ เดินแล้วบอกตัวเองว่ามาทำอะไร เดินไปเรื่อย ๆ เดินไป ๆ ๆ ลงบันไดเลื่อนลงไป อ้าว ตกใจเจอพี่ฟลุ๊ค สังเกตนะ ว่าพี่เค้าทำตัวอย่างไร แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่เค้าจะเห็นเราหรือเปล่า บางทีความรู้สึกก้อยากได้ตัวแบบเพื่อทำตาม มันคงง่ายดี พี่เขาเดิน ๆ จากบันไดเลื่อนหนึ่งไปสู่บันได้เลื่อนอีกอัน พี่เขาลงไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ตามเขาไป เราก็มีทางของเรา สังเกตนู่น นี่นั่น ไปเรื่อยเปื่อย ก็คุยกับคนเรื่อยเปื่อย ทักตามสถานการณ์ รอยยิ้ม พยักหน้า พูดกล่าว ไปเรื่อย จนออกมายังประตู จะออกมายังข้างนอก ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วละ เดินไป ๆ เราจะเริ่มกับใครดีนะ บทสนทนาของเราใครเขาต้องการเข้าร่วมบ้าง ก็มองคนที่นั่งอยู่ ยืนอยู่ หลากหลายอาชีพ แท็กซี่ มอร์เตอร์ไซด์รับจ้าง ร้านค้า แม่ค้า แม่บ้าน รปภ. ล้วนแต่เป็นอาชีพที่ต้องหาเงิน หาเช้ากินค่ำ ทั้งนั้น บางทียี่สิบบาทก็มีค่ากับคนเหล่านี้มาก กว่าจะได้กำไรของสินค้าแต่ละชิ้นก็คงต้องฝ่าฝันกับการต่อราคากับลูกค้าไม่น้อย ทางเลือกของเราดังนั้นอย่าขอดีกว่า ร่างกายเราก็ครบสามสิบสอง ใครเขาจะเชื่อเรา แล้วทีสำคัญตัวเราเองก็คิดว่ายังไม่ปัญหาในเรื่องการสื่อสารคือ คิดได้ แต่อาจไม่ได้พูดให้เป็นไปในอย่างที่คิด กลัวพลาดแล้วจะเกิดปัญหา ก็ตัดสินใจขอทำงานแลกเงินดีกว่า

เป้าหมายเป็นคุณลุงที่รดน้ำต้นไม้อยู่ ก็เข้าไปพูดคุยด้วย…ตามประสา…ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ ถ้าหนูอยากจะทำงานรายวัน แถวนี้จะมีงานให้หนูทำบ้างหรือเปล่า ? ลุงก็ถามว่าจะทำทำไม เราก็บอกวัตถุประสงค์ไป ลุงก็บอกว่าไม่ต้องทำก็ได้ ให้ไปขอเอากับคนสวนคนอื่น ลุงไม่ได้เอากระเป๋าตังค์มา ไม่งั้นจะให้ แต่เรายืนยันขอที่จะทำงาน ลุงก็บอกว่านั้นเดี๋ยวจะพาไป ก็เดินสนทนากันไปเรื่อย ๆคุณลุงบอกว่าชื่อสมชาย แล้วก็พูดเรื่องราวในอดีต ชีวิตที่เข้ามาเพื่อที่จะทำงานในเมืองชีวิตที่มาสร้างหลักปักฐานบนพื้นที่เปล่า แต่ก็ต้องมาลำบาก เมื่อวานเพราะโดนไล่ลื้อ ชีวิตต่อไปก็คงต้องเช่าห้อง อยู่ค่าใช้จ่ายก็คงต้องสูงขึ้นแน่นอน เราก็เดินคุยกันไปเรื่อย ๆเราเล่าเรื่องของเราบ้าง เป็นการสร้างความคุ้นเคย ให้ลุงได้เชื่อและไว้วางใจเราทีเถอะ สาธุ ๆ

ก็เดินต่อไปลุงก็บอกว่าพอดีเลย หัวหน้ามาพอดี ให้ไปของานทำที่หัวหน้าได้เลย ระหว่างเดินลุงก็ถามว่าเสื้อขาว(น้องแอร์)ใช่พวกที่มากับเราไหม เห็นนั่งคุยอยู่เมื่อกี้นี้เอง เราก็ อ้าว แสดงว่าน้องแอร์ต้องขอไปแล้วแน่ๆ เลย เราจะไปซ้ำเติมพวกเขาเหล่านั้นหรือเปล่า แต่ก็นึกได้ว่า ไม่นิ เราจะมาทำงาน แลกเงิน คงไม่เป็นอะไรมั้ง ช่วงที่เดินไป เดินไปในกลุ่มคนที่ตัดต้นไม่ สายตาทุกคู่ที่ก้มตัดดอกไม้แห้ง ก็เหลือบมองมายังที่เรา เราก็โอ้ว จะมองอะไรกันขนาดนั้น หนูไม่ใช่ตัวประหลาดนะคะ(นึกในใจ) แล้วก็ใจดีสู้เสือ ลุงก็แนะนำให้รู้จักกับหัวหน้า (เอาแล้วไง ฉันจะไปยังไงต่อดี จะบอกอะไรเค้า)

สวัสดีค่ะ พร้อมยกมือไหว้ ยิ้ม ๆ ๆเอาให้หวานที่สุด แล้วก็ถามอย่างสุภาพว่า พอมีงานให้หนูทำไมค่ะ ขอแลกกับค่าแรงแค่ 20 บาทเท่านั้น (เป็นจิตวิทยานะ ที่ทำให้เค้าตกใจว่าเอาแรงมาแลกเงินน้อยนิด เป็นการดึงดูด ๆ)ได้ผล คำถามจากหัวหน้าก็ถามต่อว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ด้วยความที่ไม่อยากปิดบังก็บอกไปตามตรงว่ามาที่นี่เพื่อปฏิบัตินิเวศภาวนาในเมือง นั่นไง ดึงดูดให้เค้าสนใจอีกแล้ว ! เข้าประเด็นทำให้เขาเชื่อใจด้วยการป้อนข้อมูลที่มาครั้งนี้ แล้วหัวหน้า(พี่นิสัน)ก็บอกว่า เดี๋ยวพี่ให้เงินก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำงาน แต่เราก็ไม่อยากได้เงินอย่างเดียว ความรู้สึกว่าเราไปขอเขา ขอ มันฝังใจนะ เหมือนเราไม่มีค่าไงก็ไม่รู้ ตอนนั้นก็พยายามปรับความคิดของตนเองอยู่ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เราต้องมาขอเขา แต่เขากว่าจะหาเงินมาได้กันแต่ละบาทมันก็ยากเย็น ความคิดที่ไม่อยากเบียดเบียนใครก็ต่อสู้กับความคิดที่จะต้องเอาตัวรอดจากภารกิจ ก็เปลี่ยนมาพูดคุยถามเรื่องอื่น ถามถึงการมาทำงานที่นี่ งานหนักไหม ? สารพัดที่จะยกเรื่องขึ้นมา ระหว่างนั้นสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมภารกิจ (รส) เดินมาด้วยท่าทีที่สับสน แต่เราก็ยังคงเริ่มใช้บทสนทนาเพื่อมาลดความสับสนในตัวเอง สุดท้ายหัวหน้าก็ยินดีให้เงิน 20 บาท พร้อมทั้งจะพาไปเลี้ยงข้าว แต่เราก็ปฏิเสธ พร้อมขอรับเงินแค่ 20 บาท แต่ใครจะรู้ว่าจะมีเหตุการณ์ให้ระทึก ใจหนึ่งก็ดีใจที่ภารกิจที่ทำจะสำเร็จได้แล้วหนึ่ง อีกใจหนึ่งก็ลุ้นระทุกกับการล้วงตามกระเป๋า กางเกง กระเป๋าเสื้อของพี่หัวหน้า เห็นพี่เขาหาแล้ว ความเกรงใจยิ่งพุ่งปรี๊ด ไม่เจอไม่เป็นไรนะคะ แต่พี่เขาก็พยายามเป็นอย่างมาก (ในใจพี่เค้าก็คงระทึกเหมือนกัน รับปากแล้วดันไม่มี)สุดท้ายเจอคะ อยู่ในกระเป๋ากางเกง(เรียกว่า ซอกหลืบกางเกง) ลุ้นระทึกจนหัวใจจะวาย และแล้วก็สำเร็จภารกิจ ก็เกรงใจพี่เขา เวลาก็ใกล้เที่ยงแล้ว จึงไม่ขอรบกวนเวลาทานข้าว กล่าวขอบคุณแล้วก็เดินจากมา พร้อมกับหน้าบานเล็กน้อย ปลาบปลื้ม ๆ ว่าหาเงินได้ ใจหนึ่งก็นึกว่าน่าจะไปทานข้าวกับพี่เขา แล้วก็โทรศัพท์ไปหาอาจารย์ ภารกิจจะได้เสร็จ แต่เสร็จเร็วก็ไม่ได้ลุ้นต่อ ชีวิตก็ชอบความท้าทาย ขอไปต่ออีกแล้วกัน

เดินไปเรื่อย ๆ ผ่านสวนป่า ทักทายคนทำสวนผู้หญิงสองคน ก็ถามว่าเค้าไปนั่งข้างในได้ไหม เขาก็ห่วงว่าเดี๋ยวรองเท้าจะเปอะ เพิ่งจะรดน้ำไป ก็ถามว่าเที่ยงแล้วไม่ทานข้าวกันหรอค่ะ เขาก็ตอบว่า งานเสร็จค่อยไปจ๊ะ เราก็เลยขอตัวพร้อมเดินไปต่อ คราวนี้ขอเดินไปอีกฝั่งแล้วกัน เอาแล้วไง ! เจอเพื่อนอีกแล้ว (รส) กำลังจะเดินไปทางเดียวกับเราพอดี เราจะเดินไปตามเพื่อนดีไหม อาจารย์รู้จะหาว่าเราตามเพื่อนเปล่าเนี่ย ? ไม่นะ ! เราจะเดินไปพอดีนี่นา ไม่ผิด ๆ (ปลอบใจตัวเอง) เจอหน้าเพื่อน ก็อมยิ้ม ก็แหม คนเคยคุย ๆ กันจะให้ไม่คุยกัน แต่ก็เอาเหอะ มองตาก็รู้ใจไม่เป็นไร ก็เดินต่อไป

เป้าหมายคือตลาดรังสิต หรือไม่ก็เมเจอร์ พอข้ามถนนไปก็คิดว่าอะไรที่เรายังเหลือบ้าง อะไรที่เราควรทำต่อ ถ้าเราไปเพื่อนเดินไปเดินมาไม่เจอกัน เพื่อน ๆ จะเป็นอย่างไรนะ ระหว่างเดินไปก็มองคนรอบ ๆดูเร่งรีบกับการเดินทางกันจัง บางคนมาเป็นคู่ บางคนมาเป็นครอบครัว บางคนมาเดี่ยว สงสัยจะเปลี่ยวใจเหมือนเรา แค่บริเวณนั้นก็มีตั้งหลายอาชีพเลยทีเดียว ใจนึกอยากจะไปหางานทำเผื่อแลกข้าว แต่อย่าเลยดีกว่า ไม่หิวเท่าไหร ขอทำภารกิจอื่นก่อน ก็เดินมองผู้คนต่อไป (เผื่อพอมีที่จะเป็นเหยื่อ เอ้ย ! ผู้ช่วยชีวิตเราได้บ้าง) ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ก็นึกถึงภารกิจถ้าเราไม่กินข้าว ก็เหลือแค่โทรศัพท์รายงานให้ อ.หมูทราบ อ้าว แล้วเราจะโทรยังไงดีหว่า ?

ก็มองไปแล้วเห็นตู้โทรศัพท์อยู่อีกฝั่ง ตรงนั้นมีวินรถแท๊กซี่จอดอยู่ มีพี่ผู้ชายนั่งอยู่สองคน กำลังทำหน้าที่สิงห์อมควันกันเต็มที่ เราก็ข้ามไปจะถึงตู้แล้วก็คิดว่าใช้เหรียญ มันก็ง่ายเกินไป รอให้มันเป็นวิธีสุดท้ายแล้วกันที่เราจะใช้ ก็เลยเดินกลับไปที่เดิมข้ามถนนไปอีกฝั่ง เดินไป เดินมา หันไปสบตา สิงห์อมควันสองท่านนั้น หรือว่าเราจะกลับไปหาเพื่อนในฟิวฯ ดีนะ ??? ก็เดินข้ามมาอีกที ช่วงระหว่างที่จะเดินผ่านพี่ทั้งสองคนนั้นก็ในใจนึกว่าจะเดินกลับไปหาเพื่อนที่ฟิวเจอร์ฯ แต่ก็เอ๊ะ เมื่อกี้พี่สองคนนั้นก็ดูสนใจว่าเราจะข้ามไปข้ามมาทำไม ก็ขอความช่วยเหลือเลยดีกว่า(เป็นการตัดสินใจช่วงที่เดินผ่านไปแล้ว แล้วเดินย้อนกลับมา) “พี่คะหนูมีเรื่องรบกวนให้ช่วยได้ไหมค่ะ พอดีว่าหนูต้องโทรศัพท์หาอาจารย์ค่ะ แต่ไม่มีโทรศัพท์ รบกวนคุณพี่ช่วยโทรให้หน่อยได้ไหมค่ะ ?” (ในใจเราก็นึก อ้าว แล้วเรารู้ได้ไงว่ะ ว่าเขามีโทรศัพท์ แต่ก็เอาเหอะ แล้วแต่ผลที่จะได้รับ) พี่เขาก็ถามว่าจะโทรหาใคร ??? ไหนเบอร์ เราก็ให้เบอร์ไป พร้อมกับพี่เขากดโทรหาอาจารย์ให้ เราก็นั่งยิ้ม ดีใจทึ่งในความใจดีของพี่เขามาก ในสายโทรศัพท์ ก็รายงานว่าได้เงินแล้วค่ะ ก็ถามว่าต้องกินข้าวไหมคะ อาจารย์ก็บอกว่า ทานข้าวด้วย (แต่หนูไม่หิวนะ !!แต่ไม่ได้บอก แอบเถียงในใจ) ก็ถามจนทราบว่า ถ้าเสร็จภารกิจก็กลับได้ แต่ถ้าสนุกก็ทำต่อ….เด็ดมาก คำทิ้งทาย ทำต่อไป วางสายเสร็จก็ขอบคุณค่ะ แล้วก็ขอตัวเดินต่อไป เดินไป ๆ ๆ ๆ อ้าว ! แล้วเราไม่คิดที่จะคุยกับเขาหรือยังไงนะ ชื่อก็ไม่ถาม เดี๋ยวอาจารย์ถามว่าพี่เขาชื่ออะไร จะเอาอะไรไปตอบละเนี่ย ก็นิดนึง ใช้คำถามอาจารย์มากดดันให้ตัวเองต้องกล้าที่จะเดินย้อนกลับไป พร้อมกับใจก็อยากรู้ความรู้สึกของพี่เขาเช่นกัน ว่าทำไมถึงได้ให้ความช่วยเหลือกับคนหน้าแปลกอย่างเรา

ตอนเดินเข้าไปอีกรอบพี่เขาก็ตกใจ สงสัยกลัวเราจะไปขูดรีดอีกรอบแน่เลย เราก็ขอถามค่ะ ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น ??ก็ได้เหตุผลดีดี ว่าถ้าเราเจอคนที่เขาลำบากมาเราก็ควรที่จะช่วยเหลือเขา อีกอย่างสำหรับเราขอคุยโทรศัพท์แค่ไม่กี่นาทีคงไม่เกิน สามบาทแน่ ๆ ลงทุนช่วยคนอื่น แค่นี้พี่เขาทำได้ บ่อยครั้งไปที่เขาทำแบบนี้ไม่ว่าจะไปส่งให้ถึงบ้านฟรี ๆ แต่ก็คงทำได้ไม่บ่อยเพราะพี่ก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน (ก็ขำกันไป) ก็ชมพี่เขาว่าใจดีมาก ๆชื่ออะไรหรอค่ะ ? พี่เขาก็ตอบแบบสนุก ๆ ผมชื่อ พลตำรวจโท มนัส วงษ์สุวรรณ ปลอมตัวมาขับแท็กซี่ เพื่อทำคดี เราก็จริงหรือเปล่าเนี่ย ?? งง แหม คล้าย ๆ ตำรวจชั้นสูง ๆเลยนะคะ สถานการณ์นั้นก็ขำ ๆ กันไป กว่าจะกล้าถามได้ว่าชื่อจริงชื่อว่าอะไรก็ยากอยู่ แต่ก็แอบสังเกตเห็นป้ายที่เสื้อปักอยู่ว่า มานะ ชัยสุวรรณ ต้องเป็นชื่อนี้ชัวร์ ไหน ๆ ก็มานั่งคุยกับคนขับก็ขอถามเรื่องที่เกี่ยวกับแท๊กซี่บ้างอะไรบ้าง ถามเรื่องรายได้ เรื่องปัญหาสังคม คำตอบที่ได้ก็ล้วนเป็นคำตอบดีดีที่มีสาระมากมาย เช่น การมาทำอาชีพนี้ จากเงินเดือนที่ได้ประมาณสามหมื่น ก็หันมาขับแท็กซี่เพราะอยากเป็นเจ้านายตัวเอง ดูดีมีสาระ แต่เพื่อนลุงมานะบอกว่า ที่จริงโดนเขาจ้างให้ออกนะสิ ฟังดูแล้วก็นี่และนะชีวิต ที่ไม่ได้เป็นเจ้านายตัวเองเท่าไหร่ เขาจะไล่เราออกเมื่อไหร่ก็ได้

บทสนทนาก็ดำเนินต่อไปเพื่อสร้างความคุ้นเคย และความเชื่อใจที่จะมีให้กับคนที่ใจดีกับเราว่าเราไม่ได้เอาเบอร์เขาโทรไปเพื่อจุดระเบิดทางภาคใต้เหมือนที่เพื่อนลุงมานะแซว ก็มาสะดุดเห็นรุ่นน้อง (น้องไอซ์) เดินวนไปวนมาบริเวณหน้าวินมอเตอร์ไซด์ ทำให้คิดถึงเพื่อน ๆ ใจนึกเป็นห่วงก็เลยเดินย้อนกลับไปที่ฟิวเจอร์ฯ เพราะภารกิจของเราก็สำเร็จ หมดแล้ว ข้าวก็เพราะว่าเราไม่เลือกที่จะกินเองต่างหาก ที่จริงเราก็ขอได้แล้ว ระหว่างทางเดินกลับก็เจอเพื่อน(แป้ง) เดินมา ก็แอบนึกในใจ ว่าเราต้องไม่ทัก ๆ ผิดกติกาต้องสันโดษแต่ก็นะ ทั้งๆที่ตั้งใจจะเดินเข้ามาก็เพราะมาหาเพื่อน ๆ แต่มันก็อดไม่ได้รู้ว่าเพื่อนมองมาก็ต้องหันไปถามกันบ้างอะไรบ้าง รู้ว่าเพื่อนได้เงินมาแล้วก็สบายใจ ก็ถามถึงเพื่อนคนอื่น ๆบ้าง หลังจากนั้นก็ทบทวนภารกิจที่เหลือ อยากชวนไปทำภารกิจกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ดูจะผิดกฎไป ก็แยกย้ายกันไป หลังจากนั้นก็ลองเข้ามาเดินตามหาเพื่อน ๆ ในฟิวเจอร์ แต่ก็มานั่งที่เดิม บริเวณหน้าธนาคารกสิกร แล้วเพื่อน(เหมา)ก็เดินมาพอดี อาการเหมาคืออยากร้องไห้มาก ก็นั่งฝั่งตรงข้ามกัน

เหมาเล่าว่าคนสวนซื้อให้ ตอนที่คุยกัน สังเกตเห็นว่าคนที่นั่งข้างเหมา ก็แอบแสดงอาการสงสัยเหมือนกันว่าพวกเรามาทำอะไร ในระหว่างที่นั่งนั้น ก็ยังไม่เลิกเล็งเป้าหมายที่จะเข้าไปพุดคุย และเมื่อเพื่อน(แป้ง) เดินย้อนกลับมา แล้วบอกว่าเพื่อนอีกคนหนึ่ง(เกรซ) กลับไปแล้วทำให้เราเป็นห่วงโบว์เพราะยังไม่เจอโบว์เลย ทางที่ดีเราควรหาโบว์ ก็แยกย้ายกับแป้งไป ทางที่ดีควรหาทางโทรถาม อ.หมู เราต้องไม่ยอดเหรียญ (เหมือนเป็นอุดมการณ์) พยายามที่จะคุยกับผู้คน ช่วงนี้ต้องอาศัยจังหวะและความกล้ามาก ๆ ใครละจะให้เรายืมพอมานึกถึงใจเขาใจเรา เขามายืมของเรา เราก็คงลังเลใจ ก็แอบลองของบ้างเหมือนกัน แต่ใจก็นึกอยู่ว่าถ้าเค้าตอบมาไม่ดีแล้วทำให้รู้สึกแย่จะไหวไหม แต่ก็ตัดสินใจอยากลองดูเช่นกัน พี่คะขอยืมโทรศัพท์โทรหาอาจารย์ได้ไหมค่ะ ไม่มี ไม่มีตังต์ เงินหมด แบตหมด ฯลฯ โอ้ว ! สารพัดคำตอบที่ไม่ใยดีต่อคนรอบข้างในสังคม แต่เราก็ว่าเขาไม่ได้นี่นะ ลองดูกันต่อไป ก็มีพี่ ๆ หลายคนที่เข้าอยากช่วยเหลือแต่ด้วยความรีบจึงไม่สามารถช่วยได้ เราก็บอกไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็ปลื้มใจ มีความสุข ที่เห็นจะประทับใจสุดก็พี่เสื้อขาว ขอโทษนะคะ มีเรื่องรบกวนให้ช่วย นี่พี่รีบอยู่หรือเปล่าค่ะ ? ไม่ครับ ไม่รีบ รีบ รีบ รีบ (ตกลงรีบไหมเนี่ย ?) มีอะไรครับ ? ขอยืมโทรศัพท์โทรหาอาจารย์หน่อยได้ไหมค่ะ ? ได้ ได้ ได้ ได้ ครับ (ไม่รีบจริงหรือเปล่าเนี่ย ?) อ้าว โทรศัพท์พี่แบตหมด แปบนะครับ แล้วพี่เค้าก็ล้วงกระเป๋าเอาแบตสำรองมาใส่ให้(ภาระพี่เค้าหรือเปล่าเนี่ย ?? เราแอบสร้างความวุ่นวายไปหรือเปล่า ??? ในใจก็กระวนกระวายไม่อยากให้ใครเดือดร้อน) หลังจากใส่แบตสำรอง ก็ อ้าว โทรศัพท์พี่ไม่มีเงินครับ…พี่เขาก็ดูหน้าจืดไปเลย เราก็ไม่เป็นไรคะ แค่นี้ก็รบกวนพี่มามากแล้ว แต่พี่เขาก็ไม่ยอมแต่อย่างใด บอกว่ามีเหรียญก็หาไม่เจออีก หาอยู่หลาย กระเป๋า เจอ ก็ร้อง เอ้า เอ้า เอ้า น้อง หยิบ หยิบ หยิบ เอา เอา ไป ได้ เลย ๆ เอาไปให้พอโทร โทร โทร นะ เราก็เกรงใจหยิบมาสองเหรียญพี่เขาก็เอามาจีบยัดใส่มือเราเลยกะจะยัดหมดกระเป๋า แต่เราปฏิเสธก็ขอแค่นิดเดียว (เก้าบาท) หลังจากนั้นเราก็ขอบคุณพี่เขา แต่เขาดันมาขอโทษเราที่ช่วยเราไม่ได้เลย…ยังมีคนแบบนี้อยู่บนโลก…

สุดท้ายก็เดินเข้ามานั่งหน้าธนาคารเช่นเดิม ก็นั่งคุยกับป้าไปเรื่อยเปื่อย ถามที่มาที่ไปของกันและกัน ป้ายินดีให้ใช้โทรศัพท์ฟรี เพื่อเราจะได้โทรถามอาจารย์เรื่องเพื่อน เสร็จจากโทรหาอาจารย์ก็ทราบว่าเพื่อน(โบว์) ยังไม่ได้ติดต่อมาเลย ความเป็นห่วงเพื่อน พุ่งปรี๊ด แล้วจะทำไงดีหว่า ?? ก็เดินตามหาไปหามา ก็นึกขึ้นได้ว่าเรานัดเจอกันที่จุดนัดพบที่เราจากกันครั้งสุดท้ายก่อนกลับ เพื่อเชคว่าทุกคนปลอดภัยดีก่อนกลับมหาวิทยาลัย ก็รอเพื่อนต่อไป จนเพื่อนมาเจอกันครบ น้องแป้ง น้องโบว์ (เกรซกลับไปแล้ว) แล้วเราก็กลับมาเจอกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้งพร้อมเพื่อน ๆ และอาจารย์ที่รอคอยการกลับไปของพวกเราอยู่

การเดินทางวันนี้สอนในหลาย ๆ อย่างให้กับเรา ชีวิตที่เราสามารถเลือกให้เป็นได้ด้วยตัวของเราเอง เราต้องใช้ความกล้าในการตัดสินใจเพื่อที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป กล้าที่จะลองคิดถึงผลที่จะตามมา กล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าที่จะเจอผู้คนมากมายที่เราไม่รู้จัก กล้าที่จะทำเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์มันจะเป็นเช่นไร แล้วเราก็ได้ลองเข้าไปอยู่ต่างสถานะทางเศรษฐกิจกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ฐานะทางสังคมความเป็นคนไม่ได้ต่างกัน เราจึงต้องใช้สิ่งที่เรามีเหมือนคนอื่น เพื่อเอาตัวเราให้รอด นาทีนั้น เรียกได้ว่า ด้านได้ อายอด

แต่สิ่งอื่นสิ่งใดนอกเหนือจากนี้คงเป็นมิตรภาพไมตรีทีได้รับจากเพื่อนๆ ความรู้สึกห่วงหา ห่วงใย ซึ่งกันและกัน การสบตาบางครั้งก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่า มันอุ่นใจแค่ไหน ที่มีเพื่อนอยู่ใกล้ ๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด แต่ก็พอจะรู้ว่า ความซื่อสัตย์ที่เราควรมีต่อข้อตกลงข้อบังคับ กติกา เราก็ควรรักษามันไว้ หากมีแต่คนที่คิดว่าจะต้องแหก ต้องออกจากสิ่งเหล่านี้ไป อะไรที่เสียหาย หลายอย่างก็จะตามมา แต่มองในด้านดี มันก็ไม่ได้เสียหายเสมอไป

วันนี้ เรารู้ดีว่าความซื่อสัตย์ที่เรามียังน้อยไปต่อกติกาที่ได้รับ แต่ก็เพราะเรามีสาเหตุที่ต้องทำอย่างนั้น ถามว่าประสบการณ์วันนี้สอนอะไรเราได้หลายอย่างไหม ตอบอย่างชัดเจนว่ามาก ชีวิตผู้คน เหมือนในความเป็นคน ต่างก็ตรงเลือกที่จะทำ หลายคนพลาดในสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่ได้ทำ หลายคนเลือกที่จะเดินตามทางที่ตัวเองชอบและฝันไว้ แต่ใครจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ถ้าตัวเราเองที่ไม่คิดที่จะลองได้ทำมัน ประสบการณ์ก็เช่นกันขึ้นอยู่กับคนเลือกที่จะเก็บหรือสนใจอะไรมากกว่า วันนี้ได้เรียนรู้คนในหลาย ๆ อาชีพ ปัญหาที่เขาเจอกัน กับปัญหาที่เราเจอบางทีมันเทียบกันไม่ติด ของเราอาจจะนิดเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนกลับมาเป็นกำลังใจให้กับตัวเองมากกว่า ภูมิใจที่ทำภารกิจนี้สำเร็จลงไปได้ ความคิดในหลาย ๆ อย่างที่เจออย่างตอนขอเงิน ก็ไม่รู้ว่าจะขอไปทำอะไร ไม่อยากขอ อยากพูดอยากคุยมากกว่า บางทีการขอสิ่งมีค่าจากคนที่เราเพิ่งจะรู้จัก มันอาจทำให้เราดูเห็นแกตัวมากเกินไป เราเอาเปรียบเขามากไปหรือเปล่า ถึงต้องให้เราได้รู้ว่าเขาอยากช่วยจริง ๆก็ตาม (เราคิดไปเองหรือเปล่านะ ???) เขาหากว่าจะได้แต่ละบาท เราขอมาทำไม แอบคิดไปหาพ่อแม่ตัวเองกว่าจะได้แต่ละบาท แต่ดูลูกสิ ถลุงเงินซะ ประสบการณ์กับการประยุกต์ใช้ก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตได้แล้ว 55+

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 26, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง (2)

หลังจากผมลง ความในใจ…ฉบับที่ 1 ของ นศ. คนแรกที่ส่งมาให้ผม อีก 2-3 วันถัดมา ผมก็ได้รับ ความในของ นศ. คนอื่นๆ ซึ่งผมขอลง ตามนี้เลยครับ

……..
นิเวศภาวนาในเมือง : ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต
เวลาประมาณ 10.30 น. รถได้แล่นถึงฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ซึ่งเป็นสถานที่เราต้องปฎิบัติตามภารกิจให้สำเร็จและเรียนรู้ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด

เมื่อเริ่มก้าวลงจากรถ จิตใจของผมมั่นคงและหนักแน่น ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือถ้าเรามีความเดือดร้อนคนอื่นต้องให้ความช่วยเหลือเรา ด้วยการเริ่มต้นที่มีความมั่นใจสูงของผม ทำให้ผมไม่ได้ตระเตรียมแผนหรือวิธีการที่แน่นอนนัก ผมคิดว่าคงจะประสบแต่เรื่องที่ดีและสำเร็จภารกิจได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อลงจากรถและเตรียมตัวเตรียมใจเรียบร้อยแล้ว ผมได้แยกทางกับเพื่อนและใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงในการเดินเล่นและคิดเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย แต่ยิ่งเวลาเดินไปเท่าไหร่ ความรู้สึกจากที่มีความหนักแน่น มั่นใจ กลับเริ่มวิตกกังวลถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญในวันนี้ ปัญหาสำคัญคือเราจะเริ่มเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นได้อย่างไร เพราะต่างคนต่างก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน แม้ว่าเราจะเข้าไปหาเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่เขาก็ต้องหวาดระแวงเราอย่างแน่นอน ผมใช้เวลานั่งรวบรวมสมาธิต่ออีกสักพัก แล้วจึงเริ่มเดินต่อไปจนไปเจอผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนแม่บ้านหรือเป็นพนักงานอยู่ที่นี่ ซึ่งดูจากลักษณะการเข้าไปคุยกับเธอและขอความช่วยเหลือคงไม่ใช่เรื่องยาก ผมจึงเริ่มต้นด้วยการเข้าไปนั่งข้างๆเธอและส่งยิ้มเป็นการทักทายให้กับเธอ เธอยิ้มตอบแต่ก็ไม่ได้มีการสนทนาใดๆกันต่อ เวลาผ่านไปสักพักผมจึงตัดสินใจกล่าวทักทายเธอและตามด้วยการถามเวลาจากเธอ เธอตอบด้วยท่าทีเฉยชาและคล้ายว่าไม่อยากจะสนทนาต่อด้วย เป็นการเริ่มต้นที่แย่ผมคิด แต่ผมต้องพยายามต่อไป ผมจึงตัดสินใจขอยืมโทรศัพท์จากเธอ แต่ไม่ทันได้อธิบายรายละเอียด เธอกลับตอบมาว่า ไม่ได้หรอก โทรศัพท์ไม่มีเงิน โทรออกไม่ได้ ผมไม่คะยั้นคะยอเธอต่อ ผมหยุดถามทุกอย่างจากเธอ ปล่อยให้ความเงียบกัดกร่อนเวลาไปอย่างช้าๆ สักพักผมจึงตัดสินใจว่าต้องเดินไปต่อ ผมจึงหันไปกล่าวลาเธอและเดินจากไปจากจุดนั้น

เป็นการเริ่มต้นที่แย่ เป็นการเริ่มต้นที่บั่นทอนความมั่นใจผมลงเป็นอย่างมาก ผมเดินทำใจอยู่สักพักจึงไปเห็นลุงคนหนึ่ง แกนั่งท่าทางเคร่งขรึม หน้าตาแกเครียดเหมือนรอคอยอะไรสักอย่างมาเป็นเวลานาน ในความรู้สึกของผม ผู้สูงอายุคือเป้าหมายที่ผมจะไปขอความช่วยเหลือ เพราะผมมองว่าผู้สูงอายุต้องใจดีและเห็นใจคน ผมนั่งมองคุณลุงคนนี้อยู่นาน กำลังคิดอยู่ว่าจะเข้าไปพูดคุยกับแกดีไหม ในตอนนั้นผมคิดว่ามีความเสี่ยงมากถ้าจะเข้าไปพูดคุยกับแก ถ้าเกิดแกไม่พอใจหรือคับข้องใจขึ้นมาคงมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาแน่ แต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากเข้าไปถามให้รู้แน่ว่าลุงแกกำลังรออะไรอยู่ ทำไมดูท่าทางเคร่งเครียดอย่างนี้ ความอยากรู้อยากเห็นของผมชนะ ผมตรงดิ่งเข้าไปนั่งข้างๆแกและถามแกว่าแกรออะไรอยู่ แกตกใจ แต่ก็ตอบผมกลับมาว่า รอคนมารับเพื่อจะไปที่คลองแปด รอมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วไม่มาสักที เมื่อได้คุยไปสักพักผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องขอความช่วยเหลือจากแก ผมจึงขอยืมโทรศัพท์จากแก แต่แกตอบว่า “ไม่ได้หรอก มันเปลือง” ผมคิดว่าลุงแกต้องยังหวาดระแวงผมอยู่แน่ถึงแม้ว่าเราจะได้คุยกันสักพักแล้วก็ตามที ผมจึงเลิกเซ้าซี้แกและหันไปนั่งคุยกับแกในเรื่องอื่นๆต่อไป การที่แกไม่ให้ผมยืมโทรศัพท์นี้ผมไม่รู้สึกเสียใจ แต่ผมกลับเข้าใจความหวาดระแวงของคนอื่นมากยิ่งขึ้น ผมลองมาคิดว่าถ้าเป็นตัวผม ผมก็ไม่รู้ว่าจะให้คนอื่นยืมโทรศัพท์หรือให้เงินคนอื่นหรือเปล่า การที่ผมพลาดมาสองครั้ง ทำให้ใจผมอยากจะสู้ต่อไปและเอาชนะอุปสรรค์ให้ได้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังกับคนต่อๆไปมากนักเพราะเข้าใจในปัจจัยหลายๆอย่าง
หลังจากที่พูดคุยกับคุณลุงและลาจากแกมา ผมก็เดินไปเรื่อยๆเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ผมยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนและหยุดที่ใคร ระหว่างเดินผมก็พบเข้ากับยายคนหนึ่ง ท่าทีแกเหมือนกำลังรอใครอยู่เช่นกัน ผมตัดสินใจเข้าไปนั่งข้างแกและเริ่มถามคำถามว่าแกกำลังรอใครอยู่ แกตอบกลับมาว่ากำลังรอลูกสาว เราสนทนากันอย่างสั้นๆในใจผมคิดว่าคงไม่ขอยืมหรือขอความช่วยเหลืออะไรจากแก สำหรับคุณยายคนนี้ผมแค่ต้องการเข้าไปพูดคุยด้วยเท่านั้น การที่เราเข้าไปเพียงเพื่อพูดคุยกับเขานั้น ผมว่ามันง่ายและรู้สึกสบายใจกว่าการที่ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเขา การเข้าไปขอความช่วยเหลือมันทำให้เรารู้สึกกระอักกระอ่วม ลำบากใจและร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งถ้าเราขอความช่วยเหลือจากเขาไปแล้ว เรายิ่งลำบากใจหนักกว่าเก่าเพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะคิดกับเราอย่างไร เขาจะมองเราในแง่ดีหรือแง่ร้าย แต่ไม่ว่าเขาจะมองเราเป็นเช่นไร เขาก็ไม่ใช่คนที่ผิดเพราะเราต่างหากที่เป็นคนแปลกหน้าในสายตาของเขา

ผมบอกลาคุณยายและเดินกลับมาบริเวณที่ได้ขอความช่วยเหลือจากคนแรก ผมมองไปเห็นจุดประชาสัมพันธ์ ณ จุดนั้นมีพี่ยามสองคนยืนประจำการอยู่ ผมคิดว่าพี่ทั้งสองคนนี้ต้องช่วยผมได้แน่ ผมจึงตรงดิ่งเดินเข้าไปหาแกและบอกถึงความต้องการของผม แต่ผลมันก็ไม่เป็นอย่างที่ผมคาดหวังไว้เพราะพี่ยามทั้งสองได้ปฎิเสธ แต่ผมก็ไม่คิดอะไรมากและหยุดยืนคุยกับแกอยู่สักพัก ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่ทั้งสองดีและแกยังบอกว่า “การทำแบบนี้มันยากที่คนอื่นจะเชื่อและเข้าใจ ถ้าพี่ให้โทรศัพท์น้องไป แล้วเกิดน้องเอาไปทำไม่ดีไม่ร้ายก็คงเป็นสิ่งที่แย่ พี่ว่าคนอื่นเขาก็คงคิดเหมือนพี่เช่นกัน” ผมตอบกลับไปว่า “ผมเข้าใจ การที่ผมทำแบบนี้ผมยังรู้สึกลำบากใจเลย ผมรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้เพราะตัวผมเองผมก็ ปฎิเสธไม่ได้ที่จะไม่คิด” เราพูดคุยกันอยู่พอสมควร แม้เวลาจะผ่านไปมากแล้วแต่เวลายังมีและผมยังต้องสู้ต่อไป ผมลาพี่ยามทั้งสองคนและตัดสินเดินออกไปนอกฟิวเจอร์ปาร์คเพื่อไปสูดอากาศภายนอก เมื่อออกไปผมเห็นรถราวิ่งขวักไขว่และได้เห็นการใช้ชีวิตในแบบที่ตรงกันข้ามกับคนที่เดินอยู่ข้างใน

เมื่อได้ออกไปข้างนอก ผมเริ่มมองหาคนที่จะสามารถช่วยผมได้ ผมไปเจอยายคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวบริเวณสะพานลอยที่จะข้ามไปฝั่งตลาดรังสิต ผมเดินเข้าไปหาคุณยายคนนั้น ผมกล่าวทักทายและขอเงินจากแก คุณยายตกใจ ผมสังเกตเห็นท่าทางของแกดูตื่นตระหนกและตัวสั่น ตอนนั้นในใจผมเริ่มรู้สึกผิดและลำบากใจ คุณยายบอกกับผมอย่างเสียงสั่นว่า “เงินไม่มี ไม่มีสักบาทเลย ยายกำลังรอลูกอยู่” ผมจึงรีบตัดบทไปว่า “ไม่เป็นไรครับ ไม่มีไม่เป็นไร” ตอนนั้นคุณยายเริ่มขยับตัวออกห่างจากผมเรื่อยๆ ผมคิดว่าถ้าอยู่ต่อสถานการณ์ต้องตรึงเครียดไปมากกว่านี้แน่ ผมจึงกล่าวลาคุณยายแล้วรีบเดินจากไป

ขณะเดินออกมาผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่าคุณยายคิดกับผมอย่างไร แต่ผมรู้สึกผิด รู้สึกผิดตรงที่ทำให้คุณยายกลัว ผมเดินจากมาและมองหาที่ใหม่ๆ ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ เวลายิ่งเร่งรัดมากเท่าไหร่ ความตื่นตระหนก ความกลัวก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นผมจึงคิดถึงคนที่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แถวนั้นมีป้อมตำรวจอยู่พอดี ผมจึงตัดสินใจรุดหน้าไปที่นั่นทันที ณ ที่นั้นมีนายตำรวจอยู่นายหนึ่ง ผมจึงเดินเข้าไปหาเขาและเล่าถึงสิ่งที่ผมกำลังทำและขอความช่วยเหลือจากเขา เขาตอบผมกลับมาว่า “พี่ไม่มีเงินหรอกไอ้น้อง นี้รถพี่” พลางชี้มือ “พี่ต้องเอาเงินไปเปลี่ยนยางให้กับมันตั้งสามร้อยบาท ลองไปหาคนอื่นแถวๆนี้ดู” ผมพยักหน้าและยิ้มอย่างเข้าใจพร้อมทั้งเดินออกมา

ตอนนั้นความรู้สึกที่ผมมีความมั่นใจเต็มร้อยมันเหือดแห้งไปจนหมด ผมเริ่มไม่กล้าเข้าไปหาใคร ผมรู้สึกเหนื่อยและความเหนื่อยนี่เองทำให้ผมเดินล่องลอยอย่างไม่รู้จุดหมาย ขณะที่ผมกำลังเดินเหม่อลอยอยู่นั้นมีเสียงลุงคนหนึ่งตะโกนถามผมว่า”ไอ้หนุ่มจะไปไหน” ลุงคนนัน้แกเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่ข้างป้อมตำรวจ ผมส่ายหน้าและตอบกลับลุงไปว่า “ไม่ไปครับ” ตอนนั้นอารมณ์ผมไม่พร้อมที่จะสนทนากับใคร ผมกำลังเหม่อลอย ผมเดินผ่านไปผ่านมาตรงนั้นสอง สามรอบ เมื่อคุณลุงเห็นผมแกก็ถามผมอย่างเดิมทุกครั้ง จนในที่สุดผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาแกและกล่าวว่า “ผมไม่ได้ไปไหนหรอกครับลุง ทั้งผมยังมีเรื่องให้ลุงช่วยอีกต่างหาก” หลังพูดจบผมจึงเล่าเรื่องราวต่างๆวันนี้ของผมให้ลุงฟัง เมื่อเล่าจบผมตัดสินใจยืมโทรศัพท์จากลุง คุณลุงปฎิเสธและตอบผมว่า”โทรศัพท์ของแกเหลือเงินแค่บาทเดียว แกโทรหาลูกไปเมื่อเช้านี้” ผมไม่รู้สึกเสียใจกับคำตอบ ผมเริ่มชินกับมัน ครั้นจะขอเงินจากลุงแทนผมก็ลำบากใจเพราะรู้ว่าแกขับวินรายได้คงไม่มากเท่าไหร่ การต้องเบียดเบียนแกเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ด้วยความเหนื่อยผมจึงทิ้งตัวนั่งบนฟุตบาทใกล้ๆกับแก ผมนั่งคุยเป็นเพื่อนแก แกเสนอว่าทำไมไม่ลองให้ตำรวจช่วยดูล่ะ ผมบอกว่าผมลองไปหาพี่เขาดูแล้ว พลางชี้มือไปที่ตำรวจนายนั้น แต่เขาไม่มีเงินพอจะช่วยผมได้ คุณลุงบอกผมว่านั่นไม่ใช่ตำรวจจริง นั่นตำรวจปลอมจะช่วยอะไรเอ็งได้ ผมงงอยู่สักพักจึงถามแกว่า “แล้วลุงรู้ได้ยังไง” ลุงตอบว่า “ตำรวจจริงเขาต้องพกปืนและมียศติดที่บ่าสิ” ผมไม่ได้สังเกตพี่ตำรวจคนนั้นและก็ไม่อยากด่วนตัดสินใจพี่เขาด้วย จึงได้แต่ยิ้มและพยักหน้าตาม ผมถามแกอีกว่าตำรวจจริงจะมาเมื่อไหร่ แกว่าคงอีกสักพัก เขาลาดตระเวนอยู่แถวนี้ ส่วนคนที่เห็นอยู่นี้เขาอยากเป็นตำรวจ ตำรวจจึงให้เขาช่วยงานเล็กๆน้อยๆเพื่อให้ได้แต่งชุดตำรวจ ด้วยความที่ว่าตอนนี้ผมไม่อยากไปไหน ผมจึงตัดสินใจนั่งคุยกับลุงเขาต่อไปเรื่อยๆ ผมถามถึงรายได้ของลุงในแต่ล่ะวัน ลุงว่ามันไม่แน่นอนหรอก ขณะวันนี้ยังได้แค่สามรายเองแล้วนี่ก็นั่งเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ได้เพิ่มเลย ผมสังเกตเห็นว่าขณะที่เรานั่งคุยกัน เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา ลุงแกจะตะโกนถามว่า “ไปไหนครับ ไปไหนครับ” อยู่เรื่อยๆ วันนี้ที่ผมต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นมันเป็นสิ่งที่ลำบากใจ ทรมานใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อผ่านเย็นนี้ไปทุกอย่างก็จบ แต่สำหรับชีวิตของคุณลุงแล้ว การต้องตะโกนและโบกมือเพื่อเรียกหาผู้โดยสารยังต้องดำเนินต่อไปตราบเท่าที่แกยังมีแรง ผมเชื่อว่าตอนลุงแกทำงานวันแรกๆ แกคงมีความรู้สึกคล้ายผมในตอนนี้คือลำบากใจ แต่ด้วยมันเป็นหน้าที่และเป็นปากเป็นท้องให้กับแกและครอบครัว แกจึงต้องทำและคุ้นเคยกับมันให้เร็วที่สุด

ระหว่างที่เรานั่งคุยกันไป พลางแกเรียกลูกค้าไป สักพักก็มีคุณป้าคนหนึ่งแบกของพะรุงพะรังต้องการที่จะข้ามฟากไปอีกฝั่ง คุณลุงจึงได้ลูกค้าในตอนนั้น เมื่อคุณลุงขี่รถไปส่งลูกค้าผมจึงนั่งอยู่คนเดียว ผมยังไม่อยากลุกไปไหนจึงยังคงนั่งคิดอะไรสะระตะไปเรื่อยๆ

ขณะนั้นมีตำรวจนายหนึ่งขับรถมาที่ป้อม ผมสังเกตเห็นว่าเขาพกปืนและมียศจ่าติดอยู่ที่บ่า จึงแน่ใจว่านั้นต้องเป็นตำรวจจริงอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังไม่กล้าเข้าไปหาเขาอยู่ดี ผมเดินวนรอบๆที่นั่นอยู่สอง สามเที่ยว เดินจนพี่ตำรวจคนนั้นออกมากวักมือเรียกผมแล้วถามว่า “เอ็งมีอะไร” ผมจึงอธิบายว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ พี่ตำรวจจึงถามผมขึ้นว่า “แล้วเอ็งจะให้ข้าช่วยอะไร” ผมไม่กล้าขอความช่วยเหลือทุกอย่างในทันทีจึงถามพี่เขากลับไปว่า “แล้วพี่ช่วยอะไรผมได้บ้างล่ะครับ” ทันใดนั้นพี่เขาก็ควักแบงค์ยี่สิบออกจากกระเป๋ายื่นมาให้ผม ผมขอบคุณพี่เขาและขอร้องให้เขาช่วยอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องโทรศัพท์ พี่ตำรวจให้ผมยืม หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยผมกล่าวขอบคุณเขา พี่ตำรวจบอกไม่เป็นไร เอ็งรีบไปเถอะ ผมกล่าวลาพี่เขาอีกครั้งแล้วเดินจากออกมา ความรู้สึกตอนนี้ของผมทั้งดีใจ ทั้งเกรงใจผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีเพราะเราไม่เคยต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าเช่นนี้ ความเกรงใจ ความลำบากใจเวียนเข้ามาในความคิดของผมอยู่เรื่อยๆ ผมไปหาที่นั่งพักอยู่สักพักเพื่อคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆในวันนี้

การที่ผมได้มาทำภารกิจในวันนี้ ทำให้ผมเข้าใจในหลายๆสิ่ง สิ่งแรกคือ ทำให้ผมเข้าใจในหลายๆสิ่ง สิ่งแรกคือ การเข้าใจคนรอบข้าง เพราะผมได้เห็นทั้งความกลัว ความหวาดระแวงของคนอื่น ผมไม่รู้สึกโกรธหรือกล่าวโทษคนที่ไม่ให้ความช่วยเหลือผมแต่ผมกลับรู้สึกเสียใจที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้คนอื่นๆต้องหวาดระแวง ผมเข้าใจว่าถ้าเป็นตัวผมก็คงไม่กล้าพูดคุยหรือให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอเพียงไม่นานอย่างแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เข้าใจคือ การเข้าใจถึงความรู้สึกของคนอื่นเมื่อเขาต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา ความลำบากใจ ความอึดอัดใจเกิดขึ้นเสมอเมื่อเราต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่ออวัยวะในร่างกายของเรามีอยู่ครบเราย่อมละลายใจ ผมยังเชื่อว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีที่ต้องการพึ่งพาตนเองก่อน ถ้าไม่หมดหนทางจริงๆคงไม่มีใครอยากจะเป็นผู้ขอ และสุดท้ายผมยังเชื่อมั่นว่าแม้สังคมเมืองจะมีแต่ความวุ่นวาย ความเร่งรีบและอาจจะเห็นความมีน้ำใจหลงเหลืออยู่น้อย แต่ก็ใช่ว่าความมีน้ำใจจะไม่มีหลงเหลืออยู่เลย ความมีน้ำใจยังมีเหลือพอให้กับทุกๆคนและความมีน้ำใจจะยังมีเหลือในสังคมตราบนานเท่านาน

ผมนั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆอยู่สักพักก่อนที่จะเริ่มคิดหาวิธีที่จะกลับมหาวิทยาลัย ก่อนกลับผมเดินไปขอน้ำจากร้านก๋วยเตี๋ยวดื่ม ซึ่งเจ้าของร้านก็ให้ความช่วยเหลือผมเป็นอย่างดี เมื่อผมดื่มน้ำดับกระหายเสร็จแล้วผมจึงเดินข้ามสะพานลอยไปฝั่งตลาดรังสิตและขึ้นรถสองแถวค่ารถแปดบาทกลับมายังมหาวิทยาลัย ตลอดการเดินทางทั้งวันผมได้พบทั้งเรื่องประทับใจ ลำบากใจ ห้วงอารมณ์ต่างๆผ่านเข้ามาในความรู้สึกของผมตลอดทั้งวัน ผมถือว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้เรียนรู้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและเป็นการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งในวันปกติผมคงไม่มีโอกาสได้เผชิญกับสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างเช่นวันนี้อย่างแน่นอน

เวลาประมาณ 14.45 น. รถสองแถวได้จอดเทียบหน้าโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ภารกิจเสร็จสิ้น ผมก้าวลงจากรถด้วยความมั่นคงและหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม…..

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 26, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทำไมประชาชนจึงยังคงสนับสนุนผู้นำทางการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน?

บทความเขียนโดย อ.ไชยันต์ ไชยพร

ในบทความเรื่อง “Why Do Corrupt Governments Maintain Public Support ?” ของสองนักรัฐศาสตร์อเมริกัน (Luigi Manzetti และ Carlole J. Wilson)

ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Comparative Political Studies, ปีที่ 40 ฉบับที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2550 พยายามที่จะศึกษาหาคำตอบต่อข้อสงสัยที่ว่า “ทำไมประชาชนจึงยังคงสนับสนุนรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชัน?”

บทความนี้ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ทั่วโลกตื่นตัวต่อผลเสียร้ายแรงที่เกิดจากการคอร์รัปชันของนักการเมืองที่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นทางการเมืองของประชาชน บางประเทศ อาทิเช่น บราซิล เปรู และเอกวาดอร์ ประชาชนไม่พอใจอย่างแรงต่อการทุจริตคอร์รัปชันของผู้นำจนถึงขั้นถอดถอนออกจากตำแหน่ง (impeachment) หรือในกรณีอิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่นายกรัฐมนตรีถูกกดดันจนต้องลาออก รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้สื่อมวลชนจะประโคมให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายของการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน แต่กระนั้น ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ยังไม่ได้สนใจวิเคราะห์จริงจัง ก็คือ นักการเมืองที่ทุจริตหรือชื่อเสียงเสื่อมเสียเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยได้รับชัยชนะมีคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้ง ได้กลับเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองอีก! หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นชัดเจน คือ กรณีนายซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี ของอิตาลี แม้ว่าเขาจะถูกศาลไต่สวนในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมร้ายแรงมากมาย แต่เขาก็ยังได้รับเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2537 และอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2543 ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้นักวิชาการทั้งสองต้องการหาคำตอบว่า ทำไมประชาชนยังจะเลือกนักการเมืองทุจริตฉ้อฉลเหล่านี้อีก

Manzetti และ Wilson ได้เก็บตัวอย่างและศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวนี้จาก 14 ประเทศ และได้ข้อสรุปว่า หลักฐานทางสถิติสอดคล้องกับสมมติฐานการศึกษาที่พวกเขาได้ตั้งไว้ นั่นคือ “ประชาชนในประเทศที่สถาบันการเมืองและระบบราชการอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ แต่มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (patron-clients relationships) ที่เข้มแข็ง มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนผู้นำที่ฉ้อฉล ที่ประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้จากผู้นำแบบนี้”

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า ตราบเท่าที่บรรดาผู้นำทางการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉลเหล่านี้ ยังสามารถสนองตอบความพอใจให้แก่บรรดาเครือข่ายในระบบอุปถัมภ์ของพวกเขาได้ โดยการยักย้ายถ่ายเททรัพยากรของรัฐ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะยังคงไว้ซึ่งการสนับสนุนทางการเมืองจากประชาชน ซึ่งนักวิชาการทั้งสองเห็นว่า ในประเทศที่มีเงื่อนไขที่หล่อเลี้ยงปรากฏการณ์ทางการเมืองในลักษณะนี้ให้เจริญเติบโตอยู่ ลำพังเพียงการปฏิรูประบบการบริหารงานภาครัฐ ไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของผู้นำทางการเมืองประเภทนี้ได้

ผลการศึกษาเปรียบเทียบ 14 ประเทศของนักวิชาการทั้งสองนี้ ช่วยเป็นกระจกเงาให้เราเข้าใจวิกฤติการเมืองในบ้านเราว่า ปรากฏการณ์ พ.ต.ท. ทักษิณและพรรคการเมืองนอมินีของเขาไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ผู้นำอย่างทักษิณก็ไม่ได้พิเศษอะไร เพราะที่อื่นๆ ก็เป็นกันและมีปัญหาเหมือนกันกับบ้านเรา เพราะเมื่อมองย้อนดูบ้านเรา จะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เฉยชาหรือยอมรับการคอร์รัปชันและปล่อยให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติ ดังที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยเขียนถึงประเด็นดังกล่าวนี้ไว้อย่างน้อยสองครั้ง ในปี พ.ศ. 2538 และปี พ.ศ. 2545 ก่อนเกิดวิกฤติการเมืองไทย พ.ศ. 2549 ท่านกล่าวว่า “เมื่อมีการเลือกตั้งภายใต้ รสช. นั้น ชาวบ้านใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่บอกว่า ไม่เลือก ส.ส. ของเขาแล้ว เพราะ ส.ส. คนนั้นถูก รสช. ยึดทรัพย์ไปหลายร้อยล้าน ชาวบ้านไม่ได้รังเกียจที่มี ส.ส. เป็นคนโกง แต่ชาวบ้านบอกว่า ถ้าโกงได้มากอย่างนี้ ก็ควรซื้อเสียงเขาในราคาแพงกว่านี้ ‘ถึงจะเป็นธรรม’” และ “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า ร่ำรวยผิดปกติว่า เขาคิดอย่างไร ชาวบ้านตอบว่ารู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่ใช่เพราะโกง เขารู้มานานแล้วว่าโกง แต่ไม่พอใจที่โกงได้มากขนาดนี้ น่าจะแบ่งให้ชาวบ้านในการแจกจ่ายสวัสดิการเพื่อซื้อเสียงมากกว่านี้ นั่นคือ ยอมรับการคอร์รัปชันเต็มประตู จะติดขัดก็อยู่ตรงที่การเวียนแจกจ่าย” และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ “นักการเมืองโกงๆ จำนวนไม่น้อยในเมืองไทย จะได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่ชนิดแน่นอน ก็เพราะเขาจัดการด้านการเวียนแจกจ่ายให้เป็นที่ยอมรับของคนในพื้นที่ได้”

สิ่งที่อาจารย์นิธิกล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นนี้ มีความสำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะข้อความดังกล่าวนี้ ท่านเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2545 ก่อนที่สังคมไทยจะเข้าสู่วิกฤติการเมืองครั้งสำคัญที่ปะทุขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ที่มีการชุมนุมใหญ่ต่อต้านขับไล่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาการซื้อขายหุ้นโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งต่อมาเราจะพบว่า เหตุผลที่ประชาชนฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณใช้ในการปกป้องนักการเมืองรวมถึงการยอมรับ และการสนับสนุนนักการเมืองโกงของพวกเขา ก็คือ “ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้”

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเสริมโดยอาศัยความคิดของอาจารย์นิธิ ก็คือ ที่ผ่านมา การทุจริตโกงกินเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของนักการเมืองยังอยู่ในวงที่แคบกว่า และก็มักจะเป็นการตอบแทนนายทุน เมื่อการเมืองเข้าสู่ยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สามารถก้าวข้ามข้อจำกัด ในเรื่องการ ไม่สามารถสร้างกระบวนการเวียนแจกจ่ายในพื้นที่ซึ่งใหญ่ขึ้นนี้ให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปได้ การตอบแทนประโยชน์ได้ขยายตัวสู่ประชาชนในวงกว้างผ่านนโยบายประชานิยมต่างๆ จากการยักย้ายถ่ายเททรัพยากรของรัฐ อาทิเช่น นโยบาย “ปลดหนี้ กองทุนหมู่บ้าน สามสิบบาทรักษาทุกโรค ฯลฯ” จึงทำให้ฐานพลังทางการเมืองที่สนับสนุนปกป้อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เคลื่อนตัวลงมาครอบคลุมถึงประชาชนในระดับ “รากหญ้า” ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อที่สามารถส่อนัยของการเลือกตั้งฝ่ายบริหาร ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆ ที่ทำให้ภาพของผู้นำทางการเมืองโดดเด่นชัดเจนกว่าระบบการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมทั้งภาวะผู้นำทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณเองด้วยที่ส่งผลให้เกิด นายกรัฐมนตรีที่คนไทยชื่นชอบ โดยผ่านการเลือกตั้งและการบริหารราชการในระบอบประชาธิปไตยได้

ปรากฏการณ์ พ.ต.ท. ทักษิณจะเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดเกินความคาดหมาย เพราะถ้าหากใช้ตรรกะเหตุผลในคำอธิบายข้างต้นของอาจารย์นิธิ ก็จะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ “ทักษิณนิยม” ได้ นั่นคือ หากผู้นำทางการเมืองคนใด สามารถสร้างกระบวนการเวียนแจกจ่ายในพื้นที่ซึ่งใหญ่ขึ้นนี้ให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปได้ และหากพื้นที่ดังกล่าวขยายตัวมากพอ ก็จะทำให้ผู้นำทางการเมืองคนนั้นเป็น นายกรัฐมนตรีที่คนไทยชื่นชอบได้

และด้วยเหตุนี้ ปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยที่ประชาชนส่วนใหญ่ ยังให้การสนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณอยู่ขณะนี้ ก็ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สนับสนุนงานวิจัยของ Manzetti และ Wilson ถือเป็นประเทศที่สิบห้าได้โดยไม่ต้องเสียเวลามาเก็บข้อมูลที่เมืองไทย

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 24, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง (1)

จากที่ผมเคยได้กล่าวไว้ในเรื่องนิเวศภาวนาในเมือง และได้ ตบท้ายไว้ว่าหาก ผมภาวนาขอให้ นศ. ได้เขียนความในใจออกมา….

ผมได้รับมาแล้ว 1 ฉบับ จาก นศ.คนหนึ่งงงง ลองอ่านความคิดเธอดูครับ………

นิเวศภาวนาในเมือง ( 20 กุมภาพันธ์ 2553)

ในชีวิตธรรมดา ที่ปกติอย่างสามัญ จะมีสักกี่ครั้งที่เรา มองหาและเริ่มต้นทำอะไรที่แตกต่างไปจากวิธีดั้งเดิม ในฐานะมนุษย์ที่นิยายตัวเองไว้ว่า ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องเปลี่ยนก็ขอเพียงเวลาหรือพื้นที่สักนิดให้ได้คิดกลัว ไม่ว่าความกลัวนั้นจะเป็นเพียงความกลัวที่สร้างขึ้นมา หรือเป็นความกลัวตามรูปกาลที่จะเป็น คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตคล้ายกันเกือบทั้งโลก คือ ขวนขวายเพื่อการมีชีวิตอยู่ ข้อแม้คือชีวิตนั้นต้องเป็นชีวิตที่ดี แต่ระเบียบที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีของแต่ละคนก็ต่างกัน บางคนยึดถือระเบียบเดียวกับพระราชา บางคนของเป็นแค่คนชนชั้นกลาง บางคนไม่มีระเบียบให้ยึดแค่อยากยึดชีวิตให้รอดถึงวันพรุ่งนี้ ภายในระเบียบของแต่ละชีวิต ผู้คนก็มักจะเคร่งครัดเพื่อไม่ให้หลุดจากกรอบชีวิตที่ดีที่ตั้งไว้ การเดินไปนอกกรอบอาจหมายถึงการสูญเสียและเสี่ยงภัย

ในวิถีสามัญนี้ก็คงเช่นกัน โดยปกติเราจะทำอย่างที่คนอื่นๆทำ เพื่อให้เขายอมรับและกลมกลืนไปกับสังคมในแบบของตน เรากินในสิ่งที่คนอื่นกิน หรือ โฆษณาบอกเราว่าควรกิน เรามีและเราใช้ในสิ่งที่คนอื่นมีและใช้ การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้นอกจากจะบริโภคเพื่อความอยู่รอดแล้ว การบริโภคอาจเป็นเสมือนการป่าวประกาศว่าเราเป็นใครในสังคม เรากินอะไรและใครกินแบบนี้บ้าง เราอาจกิน-ใช้เพียงเพื่อจะเป็นเช่นเดียวกับพวกเขา อาจเป็นว่าเราไม่สามารถทำบางอย่างที่อยากทำหรืออยากลองเพียงเพราะกลัวแตกแถวจากพวกเดียวกัน โดยทั่วไปมนุษย์จึงมีวิถีคล้ายกัน พวกที่แตกต่างก็จะถูกนับเป็นคนละชนชั้น หรือไม่ก็ถูกเรียกพวกแหกคอก(มีสองทางให้เลือกเท่านั้น) ซึ่งวันดีคืนดีวิถีแห่งความล้าหลัง วิถีแห่งเกษตร วิถีในชนชั้นล่าง อาจถูกยกย่องหรือมีค่าขึ้นได้ หากมีกระแส วิถีเหล่านี้อาจกลายเป็นตัวอย่างและบทเรียนทางสังคม หรือเมื่อใดที่คนเริ่มค้นหาศาสนาใหม่ในการบูชา คนที่แหกคอกอยู่อาจกลายมาเป็นสิ่งที่พวกเขาตามหา เป็นศาสดาในศาสนาใหม่ที่มีกฎ ระเบียบไม่ต่างอะไรจากศาสนาเดิมของตน จึงไม่มีใครแตกต่าง ณ ขณะ ที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพยายามเป็นมนุษย์ (แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเราจะอยู่แบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน) ทุกย่างก้าวของลมหายใจ ในฐานะมนุษย์จึงกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นใครสักคนบนโลก(ใครที่อีกหลายคนก็กำลังพยายามเป็น)

ในชีวิตหนึ่ง…จะมีอะไรที่ทำให้คนๆหนึ่ง ต้องอยู่เพียงลำพังท่ามกลางผู้คน ปราศจากความคุ้นเคย มีเพียงความแปลกหน้า ไร้เครื่องการันตีคุณค่าของการมีตัวตนอย่างเงิน ต้องมีชิวิตอยู่ด้วยการขอ ทั้งอาหาร น้ำ การขอสิ่งเหล่านี้กับคนแปลกหน้า การขอสิ่งที่ใช้เพื่อการมีชีวิต อาจเทียบเคียงได้กับการขอมีชีวิต

ครั้งแรกที่ได้ยิน นี่คือต้นแบบความสนุก ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้ทดลอง และค้นหาสิ่งที่รออยู่ เมื่อต้องคิดก็คิดถึงเพียงความสนุก ใครบอกว่ายากนั้นยิ่งสนุก ใครบอกเป็นไปไม่ได้ยิ่งน่าลอง

เมื่อเริ่มเดินทาง และแยกย้ายจากคนอื่นมาสู่ทางเดินของตน และถูกปล่อยให้อยู่กับตัวเอง ก็เริ่มเกิดการพูดคุยกันระหว่างความสนุกกับบางสิ่ง …เรากำลังจะไปไหนและไปเพื่ออะไร หากไม่หยุดเดินก็ไม่สามารถหยุดคิด และหากไม่หยุดคิดก็ไม่สามารถไปต่อไปได้

เวลานั้น…เป็นเวลาของการคิดที่สับสน …ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ …วัตถุประสงค์คืออะไร..หรือการมาอยู่ที่นี่เพื่อจะเรียนรู้ว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เมื่อชีวิตที่แท้ไม่ได้มีเราเป็นศูนย์กลาง เมื่อไม่มีเงินก็ปราศจากอำนาจ และดูแตกแยก …ทำไมถึงแตกแยก เพราะ ขณะนี้กำลังทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน คนอื่นไม่ทำอะไร….คนอื่นๆไม่เดินถอยหลัง ไม่กระโดดปรบมือกลางห้างสรรพสินค้า ไม่ขอเงินคนไม่รู้จัก ….หรือนั้นคือสาเหตุที่ตอนนี้เราต่างจากคนอื่น เราไม่มีเงิน และอยากเดินถอยหลัง อยากกระโดดปรบมือ อยากทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ…และอยากรู้ตัว รู้ว่ากำลังทำอะไร รู้ว่ากำลังคิดอะไร และอะไรถึงทำให้คิดเช่นนั้น

หลังจากพบจุดเริ่มต้นของตัวเอง ก็เริ่มเดิน …เดินเพื่อหาที่ทางของตัวเอง เดินเข้าไปถามคำถามกับคนอื่นเพียงเพื่อให้รู้ว่าเรายังมีตัวตนอยู่ ให้รู้ว่าเราสามารถพูดกับคนอื่นได้ และเขาจะตอบเรา เมื่อได้รับคำตอบและการยืนยันในตัวตน พลังที่จะเดินต่อก็มีมากขึ้น …แล้วก็เดินต่อไป…

ไปในที่ๆไม่เคยไป…ในพื้นที่ ที่คนไม่อยาก-ไม่เคยเดินไป วันนี้ต้องเดินไปให้ถึงที่นั้น เดินไปก็คิดไปว่าเดินไปจะเจออะไร ในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจะมีอะไรให้ค้นหานอกจากรถที่จอดอยู่ แต่เดินไปแล้วก็พบ ด้านหลัง(ข้าง)ห้างฯ ประตูทางเข้าสำหรับสินค้า-พนักงาน ….ที่เก็บขยะ …ที่เก็บขยะกับคนเก็บขยะ ไม่น่าใช่สิ่งที่คิดว่าจะเจอในลานจอดรถ

ได้คุยกับพี่คมสัน …ก็สงสัย ทำไมเขาถึงยอมพูดคุย ทั้งที่พี่เขาก็มีงาน ทั้งที่เราเป็นใครก็ไม่รู้…มีความสุขที่ได้คุย สนุก ตื่นเต้นที่ได้รู้ข้อมูลที่ไม่เคยรู้ ทั้งการรับประมูลขยะทุกชนิด(ขยะยังมีค่าและหาประโยชน์ได้) เวลาทำงานของพี่เขาที่ทำตั้งแต่ห้างเปิดยังห้างปิด …เมื่อจบการสนทนามีความสุข เหมือนประสบความสำเร็จในชีวิต โล่งใจที่ได้คุยกับใครสักคน…จากนั้นก็เดินต่อ

ถึงเวลาสำรวจภายนอก…ก็เดินต่อไป แต่ยังไม่เห็นช่องทางจะคุยกับใคร…แต่รู้สึกอยากลองขอเงินบ้าง..เป็นความอยากแต่กลัว เพราะไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไรและอะไรรออยู่ข้างหน้า ในทางเปลี่ยว มีคนเดินมาไม่มาก มีหลายคนเดินผ่านไป แล้วก็ปล่อยให้เดินผ่านไปพร้อมใจที่ฟ่อลงเรื่อยๆ…คนที่สามหรือสี่ ก็คิดว่าต้องทำแล้วล่ะถ้าไม่ขอคนนี้ก็คงไม่สามารถขอคนไหนได้อีก …แต่ยากกว่าที่คิด พอเดินเข้าไปจะพูดกับเขาเหมือนเป็นการลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว ลิ้นพัน พูดไม่รู้เรื่อง แต่อยากอธิบายเหตุผลที่มากกว่าความจริงว่าไม่มีเงิน ..พอเขาแสดงความเข้าใจแม้เพียงน้อยนิด(หรืออาจเป็นการเข้าข้างเพื่อปกป้องตัวเอง)และเขาหยิบเงินให้ ก็กลัวเขาให้ด้วยความไม่เข้าใจ …เมื่อได้รับคำยืนยัน โลกก็ดูมีสัน อยากจะจำชื่อเขาไว้ตลอดในฐานะผู้มีพระคุณ และขอบคุณจริงๆ กับน้องกวาง ม.5 สายปัญญารังสิต มีความสุข เหมือนประสบความสำเร็จอีกครั้งและเป็นความสำเร็จที่ต่อยอดจากความสำเร็จครั้งก่อน รู้สึกมีความกล้าเพิ่มขึ้นอีกนิด

และยังคงเดินต่อไป….อยากรู้เวลาก็เข้าไปถามเวลาคนอื่น…เขาตอบเหมือนไม่อยากบอก..มนุษย์ไม่ได้ใส่นาฬิกาเพื่อให้คนอื่นถาม-ดูเวลาหรอกหรือ…

ต้องโทรศัพท์รายงานตัว-รายงานชีวิต อยากลองขอยืมโทรศัพท์จากคนอื่น…อยากรู้เขาจะให้ไหม….เดินวนหาเป้าหมาย แต่หายาก…หลังจากเดินวนอยู่พักหนึ่ง ก็เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนหนึ่งบอกเขาตรงๆและง่ายๆว่าขอยืมโทรศัพท์หรือขอ เหรียญบาทสักเหรียญสองเหรียญ (ลักษณะไม่ต่างจากคนประสงค์ร้ายที่ไร้แผนและไม่แนบเนียน)เขาตกใจและบอกปฏิเสธ…ตอนนั้น…รู้สึกเชียวว่าทำไมเขาทำอย่างนั้น(แต่ลืมคิดว่าทำไมตัวเองถึงทำอย่างนั้นเหมือนกัน) เสียใจ หมดกำลังใจที่มี ซึ่งเขาก็คงตกใจ แต่แย่แล้ว..ความกล้าที่มีมันหายไปหมด เพราะรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จ ห่อเหี่ยวทันตา เอนี่ชีวิตจริงหรอ…ชีวิตจริงไม่ได้มีแต่ความสำเร็จและความสมหวังหรอกหรือ…เดินต่อ

โทรศัพท์เป็นสิ่งที่ต้องการ คนที่ใจดีให้ยืมโทรศัพท์เป็นเป้าหมาย…ว่าแต่เขาอยู่ไหนกัน… ต้องลองเสี่ยง..มีความกลัวแต่ต้องเสี่ยง แล้วก็เจอมนุษย์คนนั้น หลังจากบอกเล่าความเป็นมาด้วยความตื่นเต้น หลังจากเขาทำหน้าไม่เชื่อ หลังอธิบายและยืนยันความซื่อสัตย์ด้วยข้อมูลของมหา’ลัยและคณะ เขาก็ไตร่ถาม และดูจะไว้ใจมากขึ้น ทำให้ผ่อนคลาย ทะลายกำแพงบางอย่าง เขาให้ยืมโทรศัพท์(ประสบความสำเร็จ) โทรหาอาจารย์หมู(ไม่รับด้วย) โทรหาอาจารย์นุ้ย (ดีใจที่ได้ยินเสียง เหมือนเพิ่มพลัง…มีอีกชีวิตที่เป็นกำลังใจให้(ตอนนั้นต้องการมาก)…รู้สึกคล้ายอีกเดี๋ยวก็สำเร็จ)

หลังจากพูดคุยและขอบคุณ กับ น้องฟ้า ศิลปะศาสตร์ ปี2 เอกเยอรมัน (อยากจดจำชื่อเขาอีกคน)ที่ให้ยืมโทรศัพท์ เขาก็ยื่นเงินให้ด้วยรู้ข้อแม้ของการจะมีชีวิตอยู่ของเรา…รู้สึกเขาใจดี มีความสุข อัตตาตัวโตๆในตัวเองลดลง…ขณะนั้น ไม่ได้ต้องการหาว่าเรากำลังเป็นใคร แต่รู้สึกสิ่งรอบตัว และคนรอบตัวกำลังทำให้เรามีตัวตน ด้วยการที่เขาเชื่อและหยิบยื่นบางสิ่งให้

เมื่อเดินต่อ….ก็รู้สึกว่าพอมีเงินก็เหมือนเงินเยอะไป เยอะกว่าข้อตกลง…เยอะไปนี่ไม่ดีเท่าไหร่ ทำให้อึดอัดหากจะไปขออะไรจากคนอื่นๆอีก แต่ก็อยากลองขอ อาหารหรือน้ำ ….ซึ่งยากและใช้เวลานานในการตัดสินใจ พยายามหาเหตุผล…คำตอบสำหรับตัวเองคือ ยากเพราะถ้าขอกับร้านค้าเขาก็ทำมาหากิน ขอจากคนอื่นๆแล้วให้เขาไปซื้อให้ก็ยากเพราะเกรงใจ ด้วยจะขอและยังต้องรบกวนเขา แต่สุดท้ายก็ลอง….เขาดูไม่เชื่อ แต่ใจดี แต่ก็ไม่เชื่อ แต่อาจด้วยสาเหตุภายในใจเขาหลายประการทำให้เขาไปซื้อน้ำดื่มให้ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่บอกชื่อ…เมื่อเดินจากมา ผิดหวังที่เขาไม่เข้าใจ…และไม่ไว้ใจ แต่แปลกใจที่เขาทำตามคำขอ อยากขอบคุณและอธิบาย รู้สึกไม่ดีที่ทำให้เขาเข้าใจไม่ได้

ก่อนเดินทางกลับ คิด…สับสน …การเดินทางกลับ อยากลองขอ(กลับฟรี)อีก แต่ฝ่อเกินไป ไม่กล้า ความกล้าหายไปหมดแทนที่ด้วยความกลัวและความเป็นไปไม่ได้ หาเหตุผลมากมายมาบอกตัวเองว่าไม่ควรทำ…ทั้งที่จริงอาจเพราะมีเงินในกระเป๋าพอจ่ายค่ารถ จึงไม่มีความจำเป็นที่มากพอจะเอามาเสี่ยงกับความกลัว หรือเสี่ยงกับใจตัวเอง

ระหว่างทาง คือ ระหว่างความคิด

เมื่อมีบทสรุปและการแลกเปลี่ยน เป็นเหมือนการขมวดปม เห็นวิธีคิด วิธีมองที่ต่างออกไปมีเรื่องที่นึกไม่ถึง และไม่ทันนึก

เมื่อชีวิตได้ก้าวมาสู่บททดสอบอีกบทหนึ่ง ที่ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆสิ่ง ที่การมีชีวิตไม่ง่ายแต่ไม่ยากอย่างที่คิด …อีกทั้งความมีชีวิตนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าค้นหาและคงต้องอาศัยอีกหลายบททดสอบเพื่อจะเข้าใจชีวิต เมื่อผ่านบททดสอบนี้ก็คงทำได้เพียงทบทวนและรอ บทสอบต่อไปที่จะเข้ามา ไม่อาจรู้อะไรรออยู่ข้างหน้า…แต่อาจเพราะนี่คือชีวิต จึงไม่จำเป็นต้องรู้อะไร …แค่เข้าใจบ้าง รู้สึกบ้างก็คงพอ?…

 
2 Comments

Posted by บน กุมภาพันธ์ 23, 2010 in บทความ, เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

นิเวศภาวนาในเมือง

เนื่องจากวันนี้ ผมและอ.นุ้ย ได้พา นศ. จำนวน 17 คน ไปปล่อยที่ ฟิวเจอร์ปาร์ก รังสิต
ตั้งแต่ 10 โมงกว่า เพื่อไปทำกิจกรรมนิเวศภาวนาในเมือง โดยเรานัดหมายให้กลับมาเจอที่คณะบ่าย 3 โมงเย็น…บอกตามตรง นี่คือครั้งแรกของผม

กิจกรรมนี้อยู่ในวิชานิเวศวิทยาแนวลึกกับการพัฒนาชุมชน ที่ผมรับผิดชอบสอนอยู่

เงื่อนไขหลักของการไปนิเวศภาวนาวันนี้…
• ไม่ให้มี สิ่งของติดตัว ตังค์ / โทรศัพท์ ฝากไว้ที่อาจารย์
• แต่งกายตามสบาย ไม่ต้องใส่ สัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็น นศ.ธรรมศาสตร์
• ขอเงินจากคนที่ไม่รู้จัก 20 บาท
• พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คน
• หารถกลับธรรมศาสตร์เอง
• ระหว่างที่ทำกิจกรรม ให้มีเวลา ทบทวน ความรู้สึก ความคิด …อยู่เงียบๆ กับตัวเอง
• ห้ามคุยกับคนที่เรารู้จัก…..ถือสันโดษ
• มือกลางวัน ถ้าหิวข้าว กระหายน้ำ ให้ ขอ ห้ามซื้อ
• โทรหา อาจารย์ 1 ครั้ง
• พบกันที่คณะ บ่าย 3
• สรุปบทเรียน 3-5 โมงเย็น

เอาเข้าจริงวันนี้เราเริ่มสรุปบทเรียนกันก็ 4 โมงเย็น กว่าจะเสร็จก็ 6 โมงครับ
แต่ละคนมีเรื่องเล่ามากมาย แต่ด้วยเวลาที่จำกัดครับ…ให้โม้ไม่ได้มากกว่านี้

ผมได้ขอให้ นศ.ได้บันทึกสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้ตลอดทั้งวันนี้
ทั้งเรื่องภายในจิตใจ ทั้งเรื่องภายนอกที่ตานอกเห็นและใจได้สัมผัส
เรื่องที่ประทับใจ เรื่องที่ไม่ชอบ

ถ้าโชคดี (และผมก็ภาวนา) นศ.ดันเขาเขียนขึ้นมา ผมจะเอามารายงานให้ทราบนะครับ

วันนี้สำหรับผม ผมชื่มชม นศ. ทุกคนครับ ที่เขาได้ พาเอาตัวและหัวใจเล็กๆ ไปเผชิญหน้ากับความหวั่นไหว ไปเผชิญหน้ากับความอาย ไปเผชิญหน้ากับมนุษย์ผู้แปลกหน้า…สุดท้ายคือการเผชิญหน้ากับหัวใจตัวเอง ว่าจะตัดสินใจลงมือทำหรือไม่ลงมือทำ…และไม่ว่าเขาจะทำหรือไม่ ผมก็ภูมิใจครับ…เพราะอย่างน้อย เขาก็กล้า ก้าวมายืนที่ริมผา แล้วละครับ

สำหรับ อ.นุ้ย เธอสรุปและชี้ให้ นศ. เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ในระหว่างทำกิจกรรมพวกเราจะหวาดหวั่นเพียงใด แต่พวกเราต่างรู้ว่าเมื่อจบกิจกรรม จะมีอาจารย์รออยู่ จะมีอาหารรออยู่ มีมีที่นอนแน่นอนในคืนนี้ ….แต่บางคนในสังคมเรา…เขากลับไม่รู้เลยว่า เย็นนี้จะมีข้าวกินและมีที่ซุกหัวนอนหรือไม่…จริงไหมคะ

 
4 Comments

Posted by บน กุมภาพันธ์ 20, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

เลขคณิตเรื่อง GT200 และข้อสรุป “มี..ดีกว่าไม่มี”

พลันที่ผลการตรวจสอบ GT200 ถูกประกาศออกจากปากของนายกรัฐมนตรี ว่าเครื่องไร้ประสิทธิภาพ และให้หยุดซื้อเพิ่ม เพราะผลจากทดลองของกระทรวงวิทย์ฯ นั้น ทดลองแล้วพบว่า เครื่องสามารถทำงาน (จริงๆ อยากใช้คำว่า “ทาย”) ได้ถูกต้องเพียง 4 ครั้ง จาก 20 ครั้ง ………ก็มีเสียงจาก อัครเสนาบดีระดับ ดร. ประจำกระทรวงยุติธรรม ออกมาแสดงความเห็นในทางสถิติพื้นฐานว่า…นี่มันถูกตั้ง 20% เลยนะ

“…ประเด็นที่ยังน่าสงสัยคือ ถ้าเครื่องจีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพเลย เครื่องไม่น่าจะตรวจพบสารประกอบระเบิด แต่ในการทดสอบยังตรวจพบถึง 4 ครั้ง ส่วนการตรวจ 16 ครั้งไม่พบสารระเบิด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้…” อัครเสนาบดีระดับ ดร. ประจำ กระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์

คำสัมภาษณ์ข้างต้น ไม่ได้แสดงนัยยะสำคัญทางสถิติอะไรที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของเครื่อง GT200 นอกจาก ความไม่รู้เรื่องความน่าจะเป็นหรือสถิติอย่างง่ายของท่านอัครเสนาบดีเท่านั้นเอง

เพื่อให้เข้าใจตรงกันมากขึ้น ผมเห็นว่าเราควรต้องแยกประเด็นให้ชัดระหว่าง
• เรื่องของประสิทธิภาพ ที่จะนำมาใช้อธิบายว่า การทำงานของ GT200 เป็นการเดาสุ่ม หรือ ทำงานโดยมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ (หรืออธิบายไม่ได้ตามกรอบของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน)
• เรื่องของประสิทธิผล ที่จะนำมาใช้เพื่ออธิบายว่า เมื่อเครื่องมีการทำงานอย่างมีหลักการ แล้วในแง่ประสิทธิผล เป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยทำให้ ข้อโต้เถียงที่ว่า “มี GT200 ดีกว่าไม่มี” ได้สิ้นข้อสงสัยกันไป

ในการทดลองครั้งนี้ของกระทรวงวิทย์ฯ ถือเอาว่าเป็นการทดลองเพื่อดูเรื่องประสิทธิภาพนะครับ คือ ทดลองว่า เครื่องมันทำงานได้เอง หรือ เป็นการเดาสุ่ม (ของคนถือ?) เครื่อง GT 200 กันแน่ โดยการทดลองครั้งนี้ ระบุเกณฑ์การประเมิน ไว้ดังนี้ครับ
ถูก 5 ครั้ง ไม่ผ่าน
ถูก 9 ครั้ง มั่นใจ 95%
ถูก 11 ครั้ง มั่นใจ 99%
ถูก 13 ครั้ง มั่นใจ 100%

คำว่า มั่นใจ……% ข้างต้นนั้น หมายความว่า “มั่นใจ” ว่า ไม่เดา หรือ มั่นใจว่าเครื่องทำงานได้เอง ซึ่งเป็นการทดลองเรื่องความน่าจะเป็นเท่านั้น ไม่ใช่มั่นใจว่าเครื่องที่ทำงานได้เองบนหลักการบางอย่างนั้น สามารถทำงานได้ถูกต้องเป็นกี่ % นะครับ

ดังนั้น การทดลองตรวจกล่อง 4 กล่อง จำนวน 20 ครั้ง แล้วถูก 4 ครั้ง สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่าเครื่อง GT200 ไม่ได้ทำงานอย่างชาญฉลาดระดับนาโน หรือ ใช้หลักควอนตัมฟิสิกส์ แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการเดาของผู้ถือ GT200 การชี้กล่องบรรจุระเบิดถูกตั้ง 4 ครั้ง ดังที่ ท่านอัครเสนาบดีตั้งข้อสังเกตนั้น จึงเป็นเพียงการเดาถูกครับ โดยที่เครื่องไม่ได้ทำงาน ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการตรวจับเลย
เช่นเดียวกับ การที่เราให้เด็กนักเรียนทำข้อสอบกา ก. ข. ค. ง. จำนวน 20 ข้อ หากเด็กเดามั่ว หรือเดาสุ่มในทุกข้อ เดาโดยไม่มีความรู้ ไม่ยึดถือหลักการใดๆ เขาก็มีโอกาสเดาถูก หรือมีความน่าจะเป็นที่จะเดาถูกถึง 5 ข้อ ซึ่งเป็นไปตามหลักการการแจกแจงแบบทวินาม นั่นเอง

แต่ถ้าสมมติการทดลองของกระทรวงวิทย์ฯ พบว่า มีการชี้เป้าถูก 14 ครั้ง 15 ครั้ง 16 ครั้ง แบบนี้เราคงเห็นร่วมกันว่า เรามั่นใจเกือบๆ 100% ว่า เครื่อง GT 200 ทำงานได้ บนหลักการบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันอาจยังไม่เข้าใจ ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ อาจเป็นเรื่องของควอนตัมฟิสิกส์ก็ว่ากันได้ และคงไม่ใช่การคาดเดาของเจ้าหน้าที่และของเครื่องแน่นอน เพราะ ทั้งคนและเครื่อง คงเดาได้ไม่เก่งขนาดนั้น

แต่อีกนั่นแหละครับ การทำงานได้บนหลักการใดๆ ของเครื่องนั้น ต้องนำมาสู่การทดลองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่า หลักการที่เครื่อง GT200 ใช้ในการทำงาน เป็นหลักการที่เราควรเชื่อมั่นและยึดถือได้หรือไม่ (มี ดีกว่าไม่มี หรือไม่) ซึ่งในการทดลองครั้งนี้ยังไปไม่ถึง เพราะพบก่อนว่า เครื่องไม่ได้ทำงานบนหลักการใดๆ

ทีนี้อาการมึนๆ ในเรื่องเลขคณิต หรือ หลักสถิติของเครื่อง GT200 นั้น ก็ยิ่งน่าปวดหัว เพราะมีการอ้างกันแบบงงๆ อย่างการอ้าง เจ้าหน้าที่ภาคสนามบอกว่า เครื่อง GT200 สามารถตรวจสอบถูกต้องตั้ง 70-80% ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครอธิบายว่าจำนวนเต็ม 100 นั้นคืออะไร เช่นเดียวกับการที่บอกว่า ถูก 4 ครั้ง จาก 20 ครั้ง ก็ตั้ง 20% แล้ว และนำไปสรุปว่า ก็ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้ง 20% …… ซึ่งการอ้างตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่การเทียบเคียงที่ถูกต้องนะครับ

และเมื่อ นักการเมืองและท่านผู้มีอำนาจ พยามยามยกตัวเลขทางคณิตศาสตร์อย่างไม่เข้าใจแบบข้างต้น มาอธิบายต่อสื่อมวลชนก็ยิ่งน่าตกใจครับ ว่าเขาเหล่านี้ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยนี่หว่า แล้วที่ผ่านมามีกี่เรื่องแล้วที่เขาตัดสินใจบนหลักคณิตศาสตร์ที่เขาไม่เข้าใจ

ประเด็นที่สำคัญมากที่สุด ก็คือ เครื่องนี้มันต้องช่วยปกป้องชีวิตผู้คน ชีวิตพี่น้องทหาร จากวัตถุระเบิด ดังนั้น โดยหลักการมันต้องทำงานได้จริง (ไม่ใช่ใช้วิธีเดามั่ว) และ หลักการทำงานของเครื่อง ต้องเป็นหลักการที่เชื่อถือได้ มีความแม่นยำ (ถึงจะ ควรมี ดีกว่าไม่มี) นั่นคือ ตรวจกี่ครั้ง ถ้ามีสารประกอบวัตถุระเบิด ต้องตรวจเจอเกือบๆ 100% และภายในเวลาการตรวจที่จำกัดยิ่ง

ขอย้ำอีกทีครับว่า ในการทดลองนี้มีเพียงกล่องทดลองให้เลือกเพียง 4 กล่อง ซึ่งผู้ปฏิบัติใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีในการทดลองแต่ละครั้ง แต่ในสถานการณ์จริงผมเข้าใจว่า ในแต่ละครั้งของการทำงาน พี่น้องทหารที่ใช้ GT200 ต้องเผชิญหน้ากับกล่องทดลองจำนวนมาก (มากกว่า 4 กล่องแน่นอน) ซึ่งแต่ละวินาทีที่เนิ่นนานออกไป รังแต่จะนำมาซึ่งความเสียหายมาให้ ผมจึงมีคำถามก่อนจบว่า มีเครื่อง GT200 (ที่ใช้วิธีเดาสุ่ม)…ดีกว่าไม่มี จริงหรือ

เครดิตของบทความนี้ มอบแด่สมาชิกแห่งห้องหว้ากอ ที่หงุดหงิดกับเรื่องตัวเลข จนต้องช่วยกันขุดเอาวิชาสถิติมาพูดคุยกัน เพื่อช่วยกันหาวิธิอธิบายให้ชาวบ้านชาวช่องเข้าใจ

 
1 Comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 18, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

รำลึกถึง นิโคลัส เบนเนตต์ ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม

เขียนโดย หลวงพี่ไพศาล

ย้อนหลังไปเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน ในช่วงที่อาตมาแทบไม่ได้เข้าห้องเรียนเลย (ตลอด ๔ ปีครึ่งในมหาวิทยาลัย มีสมุดจดคำบรรยายเพียงเล่มเดียวสำหรับทุกวิชาที่เข้าเรียน) มีบุคคลผู้หนึ่งที่อาตมานับถือว่าเป็นครูได้อย่างสนิทใจ บุคคลผู้นั้นคือนิโคลัส เบนเนตต์

นิโคลัส เบนเนตต์ เป็นชาวอังกฤษ มาเมืองไทยตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ในฐานะที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่อายุเพียง ๒๘ ปี ในชั่วเวลาไม่ถึง ๒ ปี เขาได้รับการยกย่องในหมู่นักวิชาการและนักศึกษาหัวก้าวหน้าว่าเป็นผู้ที่มีความคิดเฉียบคมด้านการศึกษา งานเขียนของเขาหลายชิ้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของปัญญาชนหลายฉบับ เช่น ปาจารยสาร ศูนย์ศึกษา วิทยาสาร

ช่วงนี้เองที่อาตมาได้รู้จักนิโคลัสผ่านงานเขียนดังกล่าว โดยเข้าใจไปว่าเขาทำงานในต่างประเทศ เขาเขียนหนังสือได้น่าอ่าน ชัดเจน เป็นรูปธรรม และวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เสนอทางออกที่น่าสนใจ

อาตมารู้ในเวลาต่อมาว่าเขาเป็นผู้ที่นิยมสันติวิธี และมีความรู้ในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานกับเขาจนกระทั่งหลัง ๖ ตุลา ฯ ตอนนั้นมีนักศึกษาประชาชนกว่าสามพันคนถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรงจากเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังมีการกวาดล้างคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างจากรัฐบาลอีกหลายพันคนทั่วประเทศ ขณะที่อีกหลายพันหนีเข้าป่าเพื่อจับอาวุธสู้กับรัฐบาล

อาตมากับเพื่อนหลายคนทั้งพระและฆราวาสซึ่งห่วงใยในบ้านเมืองว่าจะลุกเป็นไฟหนักขึ้น จึงได้ช่วยกันฟื้นฟูกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (ซึ่งตั้งในปี ๑๙ แต่ก็เหมือนยุบไปหลัง ๖ ตุลา ฯ) โดยได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายท่านทั้งในวงการศาสนาและสิทธิมนุษยชน (เช่น สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ อ.โกศล ศรีสังข์ และอ.โคทม อารียา) ทั้งนี้โดยเน้นหนักการรณรงค์เพื่อนิรโทษกรรมนักโทษ ๖ ตุลา ฯ การปกป้องสิทธิมนุษยชน และการสมานไมตรีภายในชาติ

พี่ประชา หุตานุวัตรซึ่งตอนนั้นบวชพระอยู่ (ขณะที่อาตมายังเป็นนักศึกษาปี ๒) รู้จักกับ
นิโคลัสดี ได้ชักชวนนิโคลัสให้มาเป็นกรรมการกศส.ด้วย นิโคลัสไม่ได้เป็นกรรมการแต่ในนาม แต่ยังเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ปฏิบัติงานกศส.ซึ่งมีอาตมาเป็นหนึ่งในนั้น พวกเราทำงานกันเต็มเวลาก็ว่าได้โดยอาศัยบ้านพักของนิโคลัสเป็นที่ประชุมทุกอาทิตย์ (ขณะที่สำนักงานตั้งอยู่ที่ถ.ประมวญ) ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การติดตามสอดส่องจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างใกล้ชิด

ช่วงนี้เองที่อาตมาได้เรียนรู้จากนิโคลัสหลายอย่าง ทั้งในด้านชีวิตและการทำงาน นิโคลัสเป็นคนที่ฉลาดมาก จับประเด็นเร็ว คิดชัดมาก (อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยกล่าวว่าเท่าที่รู้จักคนมามากมาย ในเมืองไทยมีคนที่หลักแหลมจับประเด็นไวเพียง ๓ คน คือ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ และนิโคลัส) แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นคนที่สุภาพ อ่อนโยน มีเมตตา แถมยังมีความกล้าอย่างมาก คนที่จะมีคุณสมบัติพร้อมทั้ง ๓ ประการ (ฉลาด สุภาพ และกล้าหาญ)อย่างเขานั้นหาน้อยมาก

นิโคลัสเป็นที่ปรึกษารัฐบาล แต่เขาไม่เคยกลัวตกงาน ความที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีในอังกฤษบ้านเกิด เขาจึงเป็นเสมือนมันสมองให้กับพวกเราในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องคัดง้างกับรัฐ ตลอด ๓ ปีที่เราทำงานภายใต้รัฐบาลเผด็จการและกึ่งเผด็จการ พวกเรามีโอกาสติดคุกตลอดเวลา เช่นเดียวกับนิโคลัสที่มีโอกาสถูกไล่ออกนอกประเทศ แต่การได้อยู่ใกล้ชิดกับนิโคลัส ทำให้พวกเรากล้าที่จะทำงานเสี่ยงคุกตะราง

นิโคลัสอายุมากกว่าอาตมา ๑๕ ปี แต่เขาปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเพื่อนยิ่งกว่า “ผู้ใหญ่”อีกทั้งยังรับฟังความคิดของเรา และพร้อมรับคำติติง เขาจึงเป็นเสมือนครูที่ส่งเสริมให้พวกเรากล้าคิดกล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันมีอุบายในการกระตุ้นให้เราเอาชนะความกลัว เขาพยายามผลักดันให้เราก้าวไปให้ไกลที่สุดจนกว่าจะถึงขีดจำกัดของตัวเอง ซึ่งทำให้พวกเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น จะว่าไปแล้วสถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นก็เป็นใจ แม้ความกดดันจะมีมากแต่มันก็ได้รีดเค้นเอาส่วนที่ดี ๆ ของเราออกมามิใช่น้อย โดยเฉพาะการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าตัวเอง พวกเราหลายคนไม่กลัวติดคุกเพราะรู้สึกว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้อื่นได้ประสบ

อีกอย่างหนึ่งที่อาตมาได้เรียนจากนิโคลัสคือ อหิงสธรรม แม้เขาจะเป็นนักยุทธวิธีด้านสันติวิธีตัวฉกาจ แต่วิถีชีวิตของเขาก็เป็นไปในทางสันติด้วย เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ จริงใจ และยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เขาเป็นคนที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์มาก (แต่ก็ไม่ใจอ่อนจนตามใจเขา)

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ปี ๒๒ นิโคลัสได้ย้ายไปทำงานที่ประเทศเนปาล ที่นั่นเขาได้สร้างคนรุ่นใหม่หลายคน เขาพาคนเหล่านี้ขึ้นเขาไปตามหมู่บ้านกันดารเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาควบคู่กับการสร้างจิตสำนึก เขาไม่เหมือน “ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตก”ทั่วไป เพราะเขาไม่ชอบนั่งวางแผนในห้องแอร์ แต่จะต้องลงพื้นที่และไปอยู่กินกับชาวบ้าน เขาเป็นคนที่อดทนและแข็งแรง สามารถเดินข้ามเขาเป็นลูก ๆ เป็นเวลาหลายวัน พร้อมกับพาเจ้าหน้าที่พื้นเมืองไปด้วย ทราบว่าหลายคนต่อมาได้เป็นแกนนำในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเนปาล

นิโคลัสย้ายไปทำงานให้กับธนาคารโลก แต่เป็นเสมือน “ขบถ” ที่นั่น เพราะไม่ชอบอยู่วอชิงตัน แต่ลงไปทำงานในอาฟริกาหลายประเทศ และใช้ชีวิตแบบติดดินชนิดหัวหกตีนขวิดอยู่หลายปี จนกระทั่งเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางประสาทกล้ามเนื้อที่เป็นกรรมพันธุ์ พี่ชายเขาตายด้วยโรคนี้หลังจากล้มป่วยไม่นาน แต่นิโคลัสได้ประคองรักษาตัวจนสามารถอยู่ได้นานเกือบ ๑๐ ปี

นิโคลัสเป็นคนที่ถือพุทธ เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้อาตมาศรัทธามั่นคงในพระศาสนาและภูมิปัญญาตะวันออก รวมทั้งสันติวิธี ภรรยาของเขาคือมองตาเน็ตก็เป็นครูโยคะคนแรกของอาตมาตั้งแต่ปี ๑๘

แม้เขาไม่ค่อยสนใจประเพณีพิธีกรรมและการภาวนาในรูปแบบ แต่เขาก็เป็นชาวพุทธที่แท้ที่มั่นคงในหลักการ เขาเตรียมพร้อมรับมือความตายอยู่ทุกขณะ เขามีอาการหนักจนโคม่าเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ และสิ้นลมเมื่อตี ๒ ของวันถัดมา สิริรวมอายุได้ ๖๘ ปี

ในหนังสือเรื่อง “สร้างสันติด้วยมือเรา” ที่อาตมาเขียนตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ได้เขียนคำอุทิศว่า
“แด่ นิโคลัส เบนเนตต์ ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม” แม้จนวันนี้อาตมาก็ยังซาบซึ้งในบุญคุณของครูผู้นี้ และจะระลึกถึงตราบชีวิตจะหาไม่

http://www.oknation.net/blog/visalo/2010/02/11/entry-1

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 12, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ สกอ. ทบทวนเรื่อง TQF

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) กับวิกฤตมหาวิทยาลัยไทย

การปฏิรูปการศึกษาด้วยการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ อันเป็นหน่ออ่อนทางความคิดมาตั้งแต่ปี 2542 และปรากฎผลในทางรูปธรรมนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นกับการบริหารอุดมศึกษาไทย

การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี 2546 ติดตามมาด้วยการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อสร้างและควบคุมมาตรฐานของอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อควบคุมกำกับนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับอุดมศึกษา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง และ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2552 สกอ.ได้ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติขึ้น โดยคัดเลือก “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” จำนวน 9 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแนวหน้าในโครงการดังกล่าว

นโยบายนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ไม่เพียงบีบให้มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันเองเพื่อพยายามถีบตนให้อยู่ในแถวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อธำรงรักษา “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” เหนือกว่าผู้อื่น หากแต่ยังได้ผลักดันให้อุดมศึกษาไทย ต้องแปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจที่แข่งกัน “ผลิตสินค้าวิชาการ” นำมาขายในตลาดต่างชาติ ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติ และทุ่มทุนโฆษณาเพื่อเพิ่มเรตติ้งของชื่อเสียงของตนเองในระดับสากล

ทิศทางการแข่งขันอันเข้มข้น ได้ดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มแรงกดดันในการประเมินการทำงาน และผลงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักมาในคำพูดสวยหรูว่าด้วย “การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา” คำย่อต่างๆถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือประเมิน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” และแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็น KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด (Indicator) และ Impact Factor มีการมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ. ) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เข้าทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินในแนวทางที่ตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจมากที่สุด การกรอกรายงานการประเมินการทำงานและจัดหาข้อมูลอย่างละเอียดยิบย่อยให้กับหน่วยงานเหล่านี้ ปีละหลายครั้ง หลายรอบ ได้กลายเป็นงานที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ที่สิ้นเปลืองเวลาไม่น้อยไปกว่าการทำงานสอนและวิจัย ล่าสุด สกอ.ได้มีการประกาศใช้เครื่องมืออันใหม่ เรียกว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Thailand Qualification Framework หรือ TQF) เพื่อใช้ในการ “ประกันคุณภาพการศึกษา และเพื่อให้การศึกษาของไทยสามารถเทียบเคียงคุณวุฒิกับนานาชาติได้”

สกอ.นั้นได้บรรยายสรรพคุณของ TQF ไว้อย่างสวยหรูนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและประกันคุณภาพและมาตรฐานการวัดการศึกษา อันเน้นการวัดผล การเรียนรู้ (learning outcomes) เป็นสำคัญ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิต และสร้างหลักประกันคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน ตลอดจนพัฒนาให้คุณวุฒิและปริญญาของอุดมศึกษาไทยให้เป็นที่ยอมรับและเทียบเคียงได้กับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF นั้นกลับทำหน้าที่เพียงประการเดียวเท่านั้น กล่าวคือเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของอาจารย์ที่ถี่ยิบ และลึกลงไปถึงระดับรายวิชา ผ่านระบบการเขียนรายงาน เครื่องมือดังกล่าว หากมีการนำมาปฏิบัติจริง จะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบุคคลากรในอุดมศึกษา เพราะไม่เพียงแต่ผู้บริหารเท่านั้น ที่จะต้องเขียนรายงานและนำเสนอข้อมูลการประเมินให้กับหน่วยงานภายนอก แต่อาจารย์ทุกคนต้องรับภาระนี้เข้าเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยการเขียนรายงานที่มีความถี่มากกว่าการประเมินใด ๆ ที่เคยมีมา เป็นรายงานที่ต้องเขียนในทุกวิชา และในทุกภาคการศึกษา

สกอ. อ้างว่า TQF จะช่วยสร้างมาตรฐาน (standard) ให้กับอุดมศึกษา และลดระเบียบขั้นตอนการบริหารลง (deregulation) แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF กลับเป็นเครื่องมือในการสร้างมาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization) ด้วยขั้นตอนการควบคุมที่เพิ่มขึ้นมากมายอย่างสลับซับซ้อน สกอ.ได้ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า มคอ. 1-7 (มาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา 1-7) เพื่อเป็นทั้งข้อผูกมัดให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆปฏิบัติตามอันเป็นแบบฟอร์มที่เข้มงวด เต็มไปด้วยรายละเอียดจำนวนมากให้กรอกกันถ้วนหน้า แบบฟอร์มอันหนาเป็นปึกได้รวมเอาข้อมูลทุกอย่างนับแต่โครงสร้าง เนื้อหาหลักสูตร ไปจนถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนและ ทรัพยากร และมคอ. 1 นี้เองที่ถูกใช้เป็นทั้งกรอบสัญญาที่ผูกมัดมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ดำเนินการตามระเบียบใหม่ที่กำหนดโดย สกอ. อย่างเคร่งครัด สกอ.ยังได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้หากหลักสูตรใดไม่ผ่านการประเมินของสกอ. หรือไม่สามารถรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่องกันสองปี ก็จะไม่ได้รับการรับรองและเผยแพร่หลักสูตรจากสกอ. หรือถูกถอดออกจากการรับรองคุณภาพได้ และเพื่อให้การควบคุมการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลักสูตรมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตรในทุกปีการ ศึกษาอีกด้วย

สำหรับอาจารย์แล้ว การปฏิบัติตาม TQF หมายถึงการต้องกรอกแบบฟอร์มจำนวน มหาศาล ส่งให้กับผู้บริหารหลักสูตรและมหาวิทยาลัย ปัญหาสำคัญของ TQF นั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงแบบฟอร์มจำนวนมหาศาลที่ทั้งผู้บริหารและคณาจารย์ต้องกรอกกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่เนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดถี่ยิบ แต่กลับเป็นเนื้อหาที่เน้นเทคนิคการจัดการ บนฐานคิดของการเรียนการสอนแบบประถมศึกษา ที่ควบคุมการวางแผนและการเรียนการสอนอย่างยิบย่อย แต่กลับไม่มีที่ใดเลยที่สะท้อนการวัดคุณภาพการศึกษาในเชิงความคิด ปัญญา และความสร้างสรรค์ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา

สกอ. ได้ประดิษฐ์กรอบผลการเรียนรู้ขึ้นมาถึงห้าประเภทใน TQF โดยนอกเหนือจาก ความรู้ ทักษะ และปัญญา อันเป็นกรอบคิดทั่วไปซึ่งใช้กันในระดับสากลแล้ว หลักสูตรต่างๆในไทยถูกบังคับให้ต้องเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม และการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จของการเรียนรู้ กรอบดังกล่าวมีความโน้มเอียงทางเทคโนโลยีและวิชาชีพบางด้านอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับถูกบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาวิชาทั่วประเทศ การบังคับใช้กรอบการวัดผลการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของสาขาวิชาการของ TQF ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ ที่ความรู้และอิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์จะต้องถูกปิดกั้นและขัดขวาง ด้วยกรอบที่ขาดความยืดหยุ่น ตายตัว และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชาการในด้านนี้

TQF จึงไม่ใช่เครื่องมือในการประกันคุณภาพอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน หากแต่เป็นกระบวน การแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมอุดมศึกษาผ่านสถาบันเช่น สกอ. แม้สกอ.จะอ้างว่าการสร้าง TQF ขึ้นมาเพื่อใช้ในการควบคุมมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไร้มาตรฐาน แต่การใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานได้แต่อย่างใด ในการเหวี่ยงแหอย่าง เหมารวม ภายใต้กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนวิชาการต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความถูกต้องและชอบธรรมของ สกอ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา การทำงานประเมินที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพอื่นๆ การริดลอนเสรีภาพในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามธรรมชาติของสถาบันและสาขาวิชาต่างๆ การแปรสภาพอาจารย์ให้เป็นดั่งแรงงานผลิตสินค้า ที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านระบบรายงานเฉกเช่นดังการตอกบัตรเข้าโรงงาน ปัญหาเหล่านี้ล้วนสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเจตนารมณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ที่พึงมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนาวิชาการที่ตอบสนองต่อสังคมอันแตกต่างและหลากหลาย

นับตั้งแต่การเริ่มประกาศใช้ TQF เป็นต้นมา คำถามที่มีต่อ TQF และบทบาทของสกอ. ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงและเคลื่อนไหวในหลายมหาวิทยาลัยที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเราคณาจารย์ดังมีรายชื่อข้างท้ายนี้ จึงได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารปฏิเสธเครื่องมือพันธการชิ้นนี้ และขอเรียกร้องให้สกอ.ทบทวนเครื่องมือของตน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมวิชาการตามหลักการมีส่วนร่วม ตลอดจนคำนึงถึงความหลากหลายของวงวิชาการ และยุติการบังคับใช้ TQF เสีย ก่อนที่เครื่องมือดังกล่าว จะกลายเป็นชนวนแห่งวิกฤตอุดมศึกษาไทยขึ้นมาจริงๆ

คณาจารย์ นักวิชาการ ที่เห็นด้วยกับ เนื้อความข้างต้น
กรุณาร่วมลงชื่อ โดยแจ้งชื่อ และ สถาบัน ไปที่
ยุกติ มุกดาวิจิตร iamyukti@yahoo.com
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี pinkaewl@yahoo.com
พวงทอง ภวัครพันธุ์ lekpuangthong@yahoo.com

 
3 Comments

Posted by บน กุมภาพันธ์ 5, 2010 in บทความ, เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“ทักษิณ”แถลงปิดคดีแบบไร้ข้อต่อสู้

เมื่อวันที่ 21 มกราคม คณะทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท พร้อมคณะเดินทางมายื่นคำแถลงปิดคดีความยาว 162 หน้าต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ลงลายมือชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สรุปแบบไร้ข้อต่อสู้ว่า

ข้อสรุปส่วนที่ 1 : ข้อกล่าวหาทั้งหมดของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ รัฐ ( คตส.) เป็นเพียงการสันนิษฐาน คาดเดา และการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยไม่มีมูลความจริง ปราศจากหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าว และขัดแย้งกับเอกสารทั้งหมดของราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขัดแย้งคำเบิกความของพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน จึงไม่มีเหตุที่จะฟังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาให้บุตรและญาติพี่น้องถือหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ไว้แทนโดยไม่เชื่อว่ามีการซื้อขายหุ้นจริง

แต่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งจากทั้งพยานบุคคลและเอกสาร ตลอดจนพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องว่า เงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และเงินปันผลอีกจำนวน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น76,621,603,061.05 บาทในคดีนี้ เป็นเงินของผู้ที่รับโอนหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสจริง ไม่ใช่เงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสอย่างแน่นอน จึงไม่ใช่เงินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อัยการสูงสุด ผู้ร้องคดีนี้จึงไม่มีสิทธินำมาร้องขอให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ข้อสรุปนี้ ไร้ข้อต่อสู้ต่อหลักฐานมากมาย ดังนี้

1)นาย พานทองแท้ ได้รับโอนหุ้นมูลค่า 733.95 ล้าน จากพ่อแม่ โดยทำตั๋วสัญญาใช้เงิน ในวันที่ 1 กันยายน 2543 แต่ต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงินเพิ่มพิเศษอีก 4,500 ล้านบาท ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2543 เพียง 1 วัน ก่อนวันโอนหุ้น โดยครอบครัวชินวัตรได้เบิกความให้การว่า เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทย (TMB)150 ล้านหุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิ์อนุพันธ์ฯ (TMB-C1) 300 ล้านหน่วย รวม 4,500 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อขายทุกหลักทรัพย์ทำที่ “ราคาทุน” แต่ ความจริง TMB-C1 นั้นเป็น “ของฟรี” ที่แม่ได้มาเปล่าๆพร้อมหุ้น ในอัตรา 2 TMB-C1 ต่อ 1 หุ้น TMB จึงไม่ใช่โอนที่ทุนอย่างที่ให้การ เพราะราคาทุนของแม่เพียง 1,500 ล้านบาทเท่านั้น

หากมองมุมที่อ้างว่า นายพานทองแท้ รับโอนอย่างเป็นอิสระในฐานะบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ หุ้น TMB และ TMB-C1 มีราคาตลาดเพียง 5.70 และ 1.30 บาทเท่านั้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,245 ล้านบาทเท่านั้น แต่นายพานทองแท้กลับอ้างว่า ซื้อจากแม่ที่มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ในเมื่อเป็นหนี้ “อุบาย” อย่างน้อย 3,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของหนี้สำหรับมารดา ซึ่งเป็นหลักฐานว่า การคืนปันผลและค่าขายหุ้นชินคอร์ปฯให้แม่ด้วยหนี้อุบายนั้น และเป็นหลักฐานการใช้ชื่อถือหุ้นแทนพ่อแม่อย่างชัดเจน

สื่อมวลชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลการขาย TMB พร้อม TMB-C1ได้จากหมายเหตุประกอบงบการเงินของ ธนาคารทหารไทยปี 2544-2545 และ ตรวจสอบข้อมูลราคาหลักทรัพย์ทั้งสองได้ง่ายๆจากระบบ SET Smart ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะซึ่งรวบรวมโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2) ยอดของขวัญวันเกิด น.ส. พินทองทา ชินวัตร จำนวน 370 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการอำพราง ด้วยใกล้เคียงกับยอดซื้อหุ้นจากพี่ชายจำนวน 367 ล้านบาทพอดี ซึ่งทำให้ พินทองทาถือหุ้น 367 ล้านหุ้น และ พานทองแท้ถือหุ้น 366.95 ล้านหุ้น เท่าๆกัน พอดีๆ โดยหากไม่ใช่ทำรายการเพื่อการปรับโครงสร้างการถือหุ้นแทน ก็น่าจะมีของขวัญวันเกิด เมื่อพานทองแท้อายุครบ 20 ปี หรือ แพทองธารอายุครบ 20 ปีด้วยในลักษณะคล้ายกัน

แต่เท่าที่ติดตามข่าวมาก็เชื่อว่าไม่มี เป็นการสร้างรายการเพื่อปรับชื่อในการถือหุ้นเท่านั้น

หากถือเป็นการแบ่งสมบัติจำนวนใกล้ๆกันให้บุตรทั้งสาม เมื่อขายหุ้นแล้ว ก็น่าจะได้แบ่งเงินสดให้ น.ส. แพทองธารไปด้วย เพราะไม่มีปัญหาต่อการดำรงตำแหน่งของบิดาอีกต่อไป

แต่ก็ไม่ได้โอนแบ่งแต่อย่างใด ทำให้เชื่อได้มากกว่าว่า เป็นการกระบวนการใช้ชื่อบุตรถือหุ้นแทนมากกว่า และที่ไม่ได้แบ่งให้ ก็เพราะภารกิจถือหุ้นแทนจบสิ้นแล้ว พ่อลงจากตำแหน่งแล้ว โดยเมื่อโอนไปที่ต่างๆ เช่น ประไหมสุหรี ซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อเหมืองเพชร ก็เป็นที่เห็นประจักษ์กันทั่วโลกว่า ผู้เป็นเจ้าของคือ ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้เงินที่ผ่านจากการซุกหุ้นเหล่านี้มาใช้ในฐานะเจ้าของแท้จริง

3)นาย บรรพจน์ ดามาพงศ์ ได้หุ้นมาโดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นชินคอร์ปฯด้วยเงินของตนเองเลย โดยมีตัวอย่างหนี้จำนวน 102,135,225 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนหุ้น SHIN เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นเงินที่คุณหญิง พจมาน เป็นผู้ออกเงินชำระทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งแม้นายบรรณพจน์มีเงินเข้าบัญชีหลายสิบล้านบาท ก็มิได้คืนเงินเลย

แม้เศษๆ 135,225 บาทก็ไม่ได้คืนนานถึง 3-4 ปีด้วยเงินของตนเอง รอจนรับปันผลหุ้น SHIN จึงนำมาชำระคืน ในช่วงท้าย ก็มีการเปิดบัญชีแยกเงินรับปันผลและค่าขายหุ้นจากบัญชีสำหรับชีวิตปรกติของตัว

4) น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ค้างหนี้เพียง 20 ล้านบาท โดยมิได้คืนเงินเลย เป็นเวลา 3-4 ปี ทั้งที่ก็มีเงินไม่น้อย แล้วจึงทยอยชำระด้วยปันผลที่ได้รับจากหุ้นที่ได้รับโอนนั้น โดยไม่ใช้เงินของตนเองเลยเช่นกัน และก็มิได้เคยคืนเงินแต่อย่างใดเป็นเวลาประมาณ 3 ปี แล้วจึง ชำระคืนหนี้ค่าหุ้นดังกล่าว จากปันผลที่ได้รับ 2 ครั้งแรก 9 ล้านบาท และ 11 ล้านบาท โดยครั้งที่ 2 นั้น ได้รับปันผลมา 13.5 ล้านบาท ก็สั่งจ่ายเต็มจำนวน หลังจากนั้นจึงขีดฆ่า (ด้วยคงรู้ตัวว่า จ่ายเกินหนี้แล้ว) และแก้ไขเป็น 11 ล้านบาท นับว่า เป็นการจ่ายด้วยสัญชาติญาณโนมินีจริงๆ และส่วนที่เหลือจากเข้าบัญชี พินทองทา ซึ่งต่อมาบอกว่า เป็นค่านาฬิกาหรูหลายเรือน ก็คงแล้วแต่ว่า ใครจะเต็มใจเชื่อว่า หลานเป็นคนซื้อนาฬิกาหลักล้านบาทหลายเรือน แล้วขายต่อให้หรืออย่างไร และช่างเป็นเวลาที่ประจวบพอดีกับการคืนปันผลในจำนวนที่เพิ่งขีดฆ่าบนเช็คเพื่อแก้ไขจำนวนไปอย่างเหลือเชื่อ

5)วินมาร์ค (WM) มีพฤติกรรมซุกหุ้นกลุ่ม SC และบริษัทอสังหาฯอีก 5 บริษัท คตส. เห็นว่าผิดปรกติด้วยซื้อทุกหุ้น ขายทุกหุ้น ทุกครั้ง ที่ราคาพาร์ ทั้งๆที่มูลค่าทางบัญชีไม่เหมือนกันเลย กำไร/ขาดทุนไม่เหมือนกัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลงกรรมการ นอกจากนั้น ยังจ่ายเงินให้ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน หลายงวด จ่ายกว่า 550 ล้านบาท ในช่วงเดือน พฤษภาคม ล่วงหน้าร่วม 3 เดือนกว่าจะได้หุ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2543

พิรุธคือ ระยะเวลาชำระเงิน ตรงกับที่ต้องใช้จองหุ้น ธ. ทหารไทย และ หากวินมาร์คเป็นของนายมามุส โมฮัมหมัด อัล อัลซาลี มหาเศรษฐี ชาวตะวันออกกลางจริง จะต้องยอมจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนรับหุ้นหลายเดือนเชียวหรือ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงวิกฤต ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ก็บอกกับสื่อมวลชนเองว่า เป็นช่วงวิกฤต ขายได้ที่พาร์ก็ดีแล้ว

ที่สำคัญคือ ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า ในยอดรวม 1,500 ล้านบาทค่าหุ้น 5-6 บริษัทที่วินมาร์คซื้อจากทั้งคู่นั้น เงินประมาณ 1,200 ล้านบาทมาจากบัญชีที่ใช้ชื่อวินมาร์ค แต่ประมาณ 300 ล้านมาจากบัญชีของตนเอง แต่อ้างชื่อวินมาร์ค !!

โดย ดีเอสไอ และ ก.ล.ต. พบหลักฐานชัดแล้วตรงกันว่า วินมาร์คและแอมเพิลริชเป็นของ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน ผ่านกองทุน ซิเนตร้าทรัสต์ และ บลูไดมอนด์ และพบตรงกับ คตส. อีกประการ คือ วินมาร์ค มี รหัสบัญชี 121751 ที่ ธ. ยูบีเอส สิงคโปร์ เคยถือหุ้น SHIN ประมาณ 54 ล้านหุ้น (พาร์ 1 บาท = 5.4 ล้านหุ้นช่วงพาร์ 10 บาท) ด้วย !!

6) แอมเพิลริช เป็นของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงปี 2548 ตามหนังสือรับรองบริษัท มีเงื่อนไขว่า “Any withdrawal is to be authorised by Dr. T. SHINAWATRA solely.” แสดงว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแต่เพียงผู้เดียวในช่วงเวลาดังกล่าว จนถึงปี 2548 จึงได้มีชื่อบุตรทั้งสองปรากฏเป็นผู้มีอำนาจลงนาม ไม่ตรงกับที่ได้อ้างว่าโอนหุ้น ARI ให้นาย พานทองแท้ ชินวัตร ในวันที่ 1 ธันวาคม 2543

7) นอกจากนั้น ในวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ธนาคาร UBS ทำรายงาน 246-2 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยนับหุ้น SHIN จำนวน 10,000,000 หุ้น ของ ARI รวมกับหุ้นอีกจำนวนอีก 5,405,913 หุ้น ทั้งนี้ มีหลักฐานว่า เป็นหุ้นของวินมาร์ค รวมเป็น15,405,913 หุ้น (พาร์ 10 บาท) คิดเป็นร้อยละ 5.24 ก็เป็นหลักฐานยืนยันการนับหุ้น 10 ล้านหุ้นของ ARI และอีกกว่า 5 ล้านหุ้นของ WM เป็นของเจ้าของเดียวกันตามมาตรา 258 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

ดูเหมือนมีความเห็นในเรื่องรายงาน 246-2 ว่า ในฐานะคัสโตเดียน “ไม่มีหน้าที่ต้องรายงานนี้” แต่ไม่ได้แก้ความจริงบนรายงานนี้เลย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 คือประมาณ 5 ปีต่อมา UBS ก็ยังยืนยันว่า เอกสารนี้มีที่ผิดเล็กน้อย คือ ไม่ใช่เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในราคาหุ้นละ 179 บาทแต่อย่างใด แสดงว่าการนับรวมหุ้นเป็นของบุคคลเดียวกันเกิน 5% (triggered) ไม่ผิด การบอกว่า “ไม่มีหน้าที่” เป็นเหมือนการบอกว่า ยามที่ถ่ายภาพโจรปล้นทรัพย์ได้นอกกะทำงาน ไม่มีหน้าที่ต้องส่งภาพนั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้ไม่เอาภาพถ่ายนั้นมาใช้เป็นหลักฐานเอาผิดโจรในภาพแต่อย่างใด

ข้อสรุปส่วนที่ 2 : ข้อเท็จจริงยุติจากการไต่สวนแล้วว่า การออกมาตรการต่างๆ ทั้ง 5 ข้อ คือ

1.การแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตรา พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต (พ.ศ.2527) พ.ศ.2546

2.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( CELLULAR MOBILE TELEPHONE ) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ที่ต้องจ่ายให้ บ.ทศท. ฯ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน หรือ Prepaid Card ให้บริษัท AIS เป็นร้อยละ 20 จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบอัตราก้าวหน้าในอัตราร้อยละ 25- 30

3.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( CELLULAR MOBILE TELEPHONE ) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 ปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม ( Roaming ) เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ฯ และ AIS โดยแก้ไขให้ AIS เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นที่มีผลให้ AIS ไม่ต้องจ่ายเงินกว่า 18,970,579,711 บาท ให้กับ บ.ทศท ฯ และ กสท.

4.กรณีอนุมัติโครงการยิงดาวเทียม IP STAR การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2547 การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ เอื้อประโยชน์ บ.ชินคอร์ป ฯ และ บ.ชินแซท เทิลไลท์ จำกัด และ

5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่า กู้เงินธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงค์ จำนวน 4,000 บาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน และขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า จาก บ.ชินแซท ฯ นั้น

ไม่ได้ทำให้หุ้น บมจ.ชินคอร์ป ฯ มีราคาสูงขึ้นผิดปกติ แต่ราคาหุ้นขึ้นลงไปทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน อัตราที่ใก้ลเคียงกันตลอดเวลา ซึ่งเงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการร่ำรวยผิด ปกติ หรือได้ทรัพย์มาโดยไม่สมควรตามข้อกล่าวหา

เป็นการสู้คดีที่แปลก ที่อ้างว่า ราคาหุ้นในตลาดของหุ้นอื่นๆ หรือภาพรวมตลาดหลักทรัพย์เป็นดัง “เกราะป้องกัน” ทำให้พ้นผิดไปได้ ด้วยแต่ละหุ้นก็อาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป กลุ่มปตท. มีมูลค่าดีขึ้น เมื่อราคาปิโตรเคมี และราคาน้ำมันดีขึ้น กลุ่มปูนฯก็คล้ายกัน กลุ่มธนาคาร หลายธนาคารก็ฟื้นเพราะเพิ่มทุนได้ และมีการดำเนินงานดีขึ้น ไม่ได้แปลว่า ทุกหุ้นต้องขึ้นตามกัน บางธนาคารก็ล้มละลายไปเลย สถาบันการเงินมากมายก็มีมูลค่าหุ้นเป็นศูนย์

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า หุ้นที่ขึ้นด้วยเหตุผลสุจริต ก็ไม่มีปัญหา แต่ขึ้นด้วยการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์กิจการของตนก็ต้องเอาผิด

กล่าวเช่นนี้ อีกไม่นาน ก็จะมีคำว่า “2 มาตรฐาน” ออกมาอีก แต่ต้องบอกว่า หากหุ้นอื่นๆ มีนโยบายรัฐเอื้อด้วยมีรัฐมนตรีเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ก็เอาผิดด้วยเช่นกัน จึงไม่มีปัญหา “2 มาตรฐาน” แต่อย่างใด

เชื่อว่าคดีคงปิดอย่างเที่ยงธรรม ด้วยคำแถลงปิดคดีของผู้โต้แย้งไร้ข้อต่อสู้ที่รับฟังได้ แต่ความปั่นป่วนในบ้านเมืองก็ยังคงอยู่ หากสื่อมวลชนยังยอมปล่อยให้ “ความเท็จ” ออกมากรอกหูประชาชนอยู่ตลอดเวลา

ไทยทนเชื่อว่า สื่อมวลชนควรเป็นกลางสำหรับทุกฝ่ายทางการเมือง แต่ไม่ควรเป็นกลางให้ “ความเท็จ” เป็นที่รับฟังกัน และปล่อยให้มีคนยังหลงเชื่อ “ความเท็จ” กันมากมาย จนเป็นความวุ่นวายแตกแยกในบ้านเมือง

1. จนบัดนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังบอกว่า ผิดแค่เซ็นชื่อให้ภรรยาซื้อที่ดิน หากสื่อปล่อยให้ชาวบ้านเชื่อตาม ก็จะไม่เข้าใจการทุจริตโดยการขัดกันของประโยชน์ผิดอย่างไร

2. หากบอกว่า หุ้นขึ้นเหมือนหลักทรัพย์อื่น หากมีความผิด กลุ่ม ปตท. กลุ่มปูนซิเมนต์ฯ กลุ่มธนาคารบางแห่ง ก็ควรผิดด้วย มิเช่นนั้นจะเป็น “2 มาตรฐาน” ก็ไม่ควรปล่อยให้ “โกหก” ประชาชนต่อไป ด้วยหากกลุ่มเหล่านั้น มีผู้ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ก็มีความผิดด้วยเช่นกัน

มีผู้กล่าวว่า “สื่อมวลชนมีอำนาจสูง ต้องใช้ด้วยความรับผิดชอบสูงด้วย” จึงหวังว่า สื่อมวลชนจะรับผิดชอบให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เที่ยงธรรม เพื่อรักษาความชอบธรรมในบ้านเมืองที่เรารักร่วมกันครับ

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 1, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ:

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 562 other followers