ขอเอามาอธิบาย ไว้ใน link นี้ครับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I11206997/I11206997.html
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติได้กำหนดหน้าที่หนึ่งของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ
ที่มีอาจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ว่า ให้คณะกรรมการมีอำนาจ “จัดให้มีการศึกษาและวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง (กับหลักนิติธรรม)” ผมจึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการศึกษาวิจัยการมีหลักนิติธรรมของ ประเทศไทยที่มีเจ้าของโครงการ คือ The World Justice Project
ขอแนะนำโครงการ The World Justice Project เพียงว่าเป็นโครงการระดับโลกที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีบริษัทและสถาบันการเงินข้ามชาติ และองค์กรไม่หวังผลกำไรเช่นมูลนิธิบิล แอน มีลินด้า เกตส์ เป็นต้น ร่วมกันให้การสนับสนุนทางการเงินในการศึกษาและวิจัยในเชิงความมีอยู่จริง เป็นรูปธรรมของหลักนิติธรรมในประเทศต่างๆ ทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งในต้นปี 2554 มีการวิจัยสำรวจใน 66 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเป็น 1 ใน 66 ประเทศดังกล่าว และผลการวิจัยจะถูกนำไปใช้โดยบริษัทข้ามชาติในการกำหนดนโยบายการลงทุนของตน ในประเทศต่างๆ
เมื่อเริ่มต้นโครงการ งานแรก คือ การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำว่า หลักนิติธรรม (Rule of Law) เสียก่อนและโครงการก็ไม่ได้เอาคำจำกัดความของคำว่าหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law ที่ให้ไว้โดยปราชญ์ราชบัณฑิตทางกฎหมายทั้งหลายไม่ว่าจะทางอังกฤษ เยอรมนี ฝากฝรั่งเศสหรือของไทยหรือย้อนไปยุคโรมันมาพิจารณามากนักเพราะคำจำกัดความ ที่ให้ไว้มักแตกต่างและหลากหลาย อีกทั้งหากเอามาใส่ในงานวิจัยรังแต่จะก่อให้เกิดความซับซ้อนวุ่นวายเป็นที่ เข้าใจยากแก่ประชาชนชาวบ้านและโดยเฉพาะแก่นักธุรกิจ (ฮา)
อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการ โครงการยอมรับในการมองมิติของการมีหลักนิติธรรมของแต่ละประเทศในด้านตื้น หรือ Thin Conception และในด้านลึก หรือ Thick Conception ด้วย โดยในด้านตื้นนั้นหมายถึงการศึกษาวิจัยในตัวบทกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ ส่วนในด้านลึกหมายถึงการศึกษาวิจัยในเชิงรูปธรรม การปฏิบัติต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นหากใครที่ออกมาพูดว่าประเทศไทยไม่มีหลักนิติธรรมเพราะรัฐ ธรรมนูญเป็นผลพวงคณะปฏิวัติ ดังนี้ถือเป็นการวิเคราะห์การมีหลักนิติธรรมเชิงตื้นเท่านั้น
เนื่องจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้กระทำในหลายประเทศทั่วโลก โครงการจึงได้ประชุมรวบรวมความคิดเห็นนักกฎหมายที่ทำงานด้านกฎหมายจริงๆ รวมทั้งนักวิชาการบางส่วนจากมหาวิทยาลัยดังๆ ระดับโลกและกำหนดเป็นหลักสากล (Universal Principle) ของการมีหลักนิติธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งไว้สี่ข้อ คือ
หลักการแรก คือ การที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐมีความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย
หลักการที่สอง คือ กฎหมายในประเทศมีความชัดเจน ถูกพิมพ์เผยแพร่แก่สาธารณชน พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานรวมทั้งความปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน
หลักการต่อมา คือ ขั้นตอนการออกกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายต้องสามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพ
หลักการสุดท้าย คือ กระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพ มีอิสระและจรรยาบรรณ และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีเพียงพอ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรม
เมื่อกำหนดหลักการสี่ประการข้างต้นแล้ว เพื่อให้การวิจัยสำรวจได้ผลงานเป็นรูปธรรมเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง โครงการได้กำหนดปัจจัย 10 ประการ ในการศึกษาการมีหลักนิติธรรมของทุกประเทศและปัจจัยทั้งสิบ ได้แก่ อำนาจที่จำกัดของรัฐบาล ปัญหาการคอร์รัปชัน การมีกฎหมายที่ชัดเจน แพร่หลายและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ความมั่นคงปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สิน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมาย ความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน การดำเนินคดีทางอาญาที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพและประการสุดท้าย คือ ความยุติธรรมในเชิงไม่เป็นทางการ (เช่น วิธีการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีของชาวบ้านกันเอง)
ขั้นตอนการศึกษาวิจัยได้แบ่งเป็นสองส่วน คือ การศึกษาวิจัยเชิงตื้นคือการศึกษาวิเคราะห์ตัวบทรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ คำพิพากษาของศาล ตามหลักสากลสี่ประการข้างต้น การศึกษาเชิงตื้นนี้โครงการจะทำทุกสามปีเว้นแต่จะได้รับแจ้งจากผู้ศึกษา วิจัยในประเทศใดประเทศหนึ่งถึงการมีการเปลี่ยนแปลงโดยนัยสำคัญ ส่วนการศึกษาเชิงลึก ซึ่งโครงการกระทำทุกปีนั้น โครงการจะจัดทำหัวข้อสำรวจขึ้นจำนวนหลายร้อยข้อและแต่ละข้อจะเป็นการสำรวจ เชิงชีวิตประจำวันของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น คำถามว่าหากท่านถูกขโมยทรัพย์สินในบ้านของท่าน ท่านจะทำเช่นใดโดยให้เลือกข้อเลือกต่างๆ เช่น ไปแจ้งความตำรวจ ไปร้องเรียนหัวหน้าหมู่บ้านหรือนิ่งเฉย และหากตอบว่านิ่งเฉย ก็จะมีคำถามต่อไปว่าสาเหตุที่นิ่งเฉยนั้นเพราะอะไร เช่นเพราะแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ หรือเสียเวลาหรือของมีค่าเล็กน้อย เป็นต้น การสำรวจนี้จะมีการว่าจ้างบริษัททำการสำรวจมืออาชีพในแต่ละประเทศ เพื่อออกสำรวจภาคสนามเป็นเวลา 3 เดือน
นอกจากนี้ โครงการยังทาบทามนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในแต่ละประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการเช็คข้อมูลการศึกษาวิจัยทั้งเชิงตื้นและเชิงลึกอีกครั้ง ก่อนไปร่วมกันจัดทำบทศึกษาโดยแบ่งเป็นรายประเทศ รายภูมิภาคและของโลก และขั้นตอนสุดท้าย คือ การจัดทำดัชนีเปรียบเทียบการมีหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ของประเทศต่างๆ โดยแยกเปรียบเทียบเป็นภูมิภาคและระดับโลก
ผมเคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจในผลการศึกษาการจัดอันดับประเทศไทยในการ มีหลักกฎหมายในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียของปี 2553 มาครั้งหนึ่งแล้ว หากท่านผู้อ่านสนใจ ผมหาโอกาสเขียนถึงอันดับประเทศไทยในปี 2554 และผลการวิจัยที่น่าวิตกกังวลสำหรับประเทศไทย
เมื่อกล่าวถึงคำว่า หลักนิติธรรมแล้ว ชวนให้คนทั่วไปเวียนหัวเหมือนคำว่า หลักการแพทย์หรือหลักการบัญชีเป็นอย่างยิ่ง ในรายงานของโครงการ World Justice Project ในปี 2554 เราจึงตั้งคำถามง่ายๆ จากชีวิตประจำวันเพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการมีการปกครองด้วยหลักนิติธรรม เช่น หากท่านไม่สามารถชำระเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของท่านได้ ท่านคิดว่าเจ้าหนี้ควรใช้วิธีการทวงหนี้โดยใช้กำลังหรือข่มขู่หรือไม่ หรือเช่น หากอาคารที่ทำงานของท่านหรือสะพานสาธารณะที่ท่านใช้ทุกวันนั้นถูกสร้างไม่ ถูกต้องตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากการมีคอร์รัปชัน ท่านคิดว่ามีผลกระทบแก่ท่านหรือไม่ เป็นต้น
ความสำคัญของการมีหลักนิติธรรมจะเห็นได้ทางหนึ่งในการศึกษาเปรียบเทียบ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุนในประเทศต่างๆ ในเอเชีย 12 ประเทศของ Business In Asia โดยนำปัจจัยต่างๆ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ปัจจัยมาเป็นข้อพิจารณาและหนึ่งในปัจจัยนั้น คือ การมีหลักนิติธรรมของประเทศซึ่งได้ถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ด้วย
ย้อนกลับไปดูหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระชุดของอาจารย์อุกฤษอีกครั้งหนึ่ง ผมหวังว่าการศึกษาวิจัยคงเป็นทั้งเชิงตื้นและทั้งเชิงลึกตามที่เขียนมาแล้ว เพราะมิฉะนั้นหากรายงานของคณะกรรมการได้ข้อสรุปเพียงว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วประเทศไทยของเราจะมีหลักนิติธรรมขึ้นมาในทันที ผมเกรงว่าจะไม่ได้ประโยชน์เป็นโล้เป็นพายอะไรแก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน เว้นแต่การศึกษาวิจัยของคณะกรรมการชุดนี้มีความประสงค์เรื่องอื่น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมไม่ได้เป็น “ดอกเตอร์” ตามคุณสมบัติที่อาจารย์อุกฤษตั้งไว้เพื่อเป็นกรรมการหรือแม้แต่ในคณะอนุกรรม การของท่าน เลยขอเขียนไว้แค่นี้ครับ… อาจารย์
http://bit.ly/rfeeib
เป็นบทความที่ ดร.อรัญญา ศิริผล เขียนนะครับ
น่าสนใจมากๆๆๆๆ
ดาว์นโหลดไปอ่านกันครับ..TQF…ขนาด file 257 KB
เมื่อเอ่ยชื่อ Jim Collins แล้วเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนหนึ่งคงพอจะคุ้นเคย หนังสือที่เขาเขียนและประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก
อย่าง Built to Last และ Good to Great กลายเป็นหนังสือในดวงใจของผู้บริหารจำนวนมากทั่วโลก ล่าสุดหนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนออกมาร่วมกับ Morten Hansen ในชื่อว่า Great by Choice ได้วางจำหน่ายในบ้านเราแล้วครับ สิ่งที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ หนังสือเล่มนี้มาจากงานวิจัยกว่าเก้าปีของผู้เขียนทั้งสอง โดยในปี 2002 ผู้เขียนทั้งคู่ตั้งคำถามสำคัญขึ้นมา ว่า ทำไมบริษัทบางบริษัทถึงได้ประสบความสำเร็จในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่บริษัทอื่นที่มีรูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์ แนวทางการบริหารในลักษณะเดียวกันถึงได้ประสบความล้มเหลว ผมมองว่าแนวคิดหลายๆ ประการจากหนังสือเล่มนี้เหมาะสมการบริหารในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก ครับ ที่องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภัยทางธรรมชาติทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การเปิดเสรีทางการค้าในลักษณะต่างๆ ฯลฯ
ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนทั้งสองเรียกบริษัทที่ประสบความสำเร็จท่ามกลาง สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายและรุนแรง ว่า พวก 10X ซึ่งที่มาของชื่อดังกล่าวก็เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ (มีทั้งหมด 7 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์จากทั้งหมด 20,400 บริษัทที่ทำการศึกษาครับ) ต่างมีผลประกอบการและการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมตนเองอย่าง น้อย 10 เท่า
ความน่าสนใจจากการวิจัยพวกบริษัท 10X เหล่านี้ ก็คือ สิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จในสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น ขัดกับความเชื่อทางการบริหารจัดการที่มีกันอยู่ในปัจจุบันครับ บริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์หรือความสามารถในด้านนวัตกรรมเหนือ กว่าบริษัทอื่น หรือไม่ได้เป็นบริษัทที่ผู้นำเป็นพวก Visionary หรือ Charismatic กว่าผู้นำของบริษัทอื่น หรือไม่ได้มีความทะเยอทะยานมากกว่าบริษัทอื่น หรือไม่ได้เป็นบริษัทที่ชอบแสวงหาความเสี่ยงหรือความท้าทายเหนือกว่าบริษัท อื่น เรียกได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้ว พวก 10X ไม่ได้ดูจากภายนอกแล้วน่าจะประสบความสำเร็จเหนือกว่าบริษัทอื่นในอุตสาหกรรม เดียวกันเลยครับ
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จก็คือบริษัทเหล่านี้ต่างยอมรับว่าตนเองกำลัง เผชิญกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเป็นสภาวะแวดล้อมที่ตนเองไม่สามารถควบคุมและคาดเดาได้ แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผลการดำเนินงานของตนเองเป็นไปตามสภาวะแวด ล้อมที่เปลี่ยนไป บริษัท 10X เชื่อว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการดำเนินงานของตนเอง
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จของบริษัท 10X เหล่านี้อยู่ในสิ่งที่ผู้เขียนทั้งสองคนเรียกว่า 20-Mile March หรือการเดินทางระยะ 20 ไมล์ ซึ่งเปรียบเสมือนการเปรียบเปรยว่าบริษัทที่ประสบความสำเร็จจะตั้งเป้าหมายใน การเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ว่า จะเป็นในยามที่สภาวะแวดล้อมเป็นใจหรือไม่เป็นใจ เปรียบเสมือนถ้าเราจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก็ควรจะออกเดินทางอย่างสม่ำเสมอวันละ 20 กิโลเมตร ไม่ว่าแดดจะออก ฝนจะตก น้ำจะท่วม แทนที่จะโหมเดินวันละ 40 กิโลในวันอากาศดี และนอนพักอยู่ในโรงแรมในวันที่ฝนตกหนัก
บริษัทที่มีการเติบโตแบบ 20-Mile March จะมีการตั้งเป้าในการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้สภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจจะไม่ดี แต่ก็พยายามเติบโตอย่างสม่ำเสมอให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจดีและเป็นใจ ก็ไม่โลภที่จะโตจนเกินไป ยังคงมีการเติบโตในระดับเดิมอย่างต่อเนื่องจากสม่ำเสมอ บริษัทเหล่านี้จะไม่พยายามที่จะเติบโตมากเกินไปในแต่ละปี เรียกได้ว่าในสถานการณ์ที่ไม่ดีก็มุ่งมั่นต่อการทำงานให้เป็นเลิศเพื่อให้ผล ประกอบการออกมาตามเป้า แต่ในสถานการณ์ที่ดีก็ต้องมีความยับยั้งชั่งใจที่จะไม่เติบโตจนเกินไป
ตัวอย่างของ 10X บริษัทหนึ่ง ก็คือ สายการบิน Southwest ครับ ที่ในปี 1996 อุตสาหกรรมการบินมีการเติบโตอย่างมาก มีเมืองกว่า 100 เมืองที่ต้องการให้ Southwest บินไปลง แต่สุดท้ายแล้วในปีนั้น Southwest ได้เปิดเส้นทางการบินในเมืองแค่ 4 เมืองเอง
เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ยังมีอีกมากนะครับ ท่านผู้อ่านลองหาอ่านดู แต่บทเรียนที่น่าสนใจที่เป็นจุดเริ่มต้น ก็คือ ความพยายามให้เกิดการเติบโตอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าในยามร้ายหรือในยามดีครับ
http://bit.ly/quhWyH