“รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” พฤศจิกายน 29, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: รัฐชาติ, วิธีคิด, โลกานุวัตร
add a comment
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259318530&grpid=01&catid=
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจดังต่อไปนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เราต้องมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
ผมเรียกร้องให้มีการปรับแนวคิดและแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจเรื่องรัฐชาติพรมแดน โดยเราควรมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” ในยุคหลังรัฐชาติ มากกว่าจะมีเพียงแค่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ก่อนอื่น ผมขอท้าทายอคติที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เราไม่เคยตรวจสอบตนเองว่าเราอยู่กับมันได้อย่างไร ซึ่งจะขอเรียกว่า “พหุลักษณ์เพื่อการบริโภค” คือ เรานำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาฉวยใช้เพื่อความบันเทิง ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องอยู่กับความเจ็บปวด ความลำบาก และการมีชีวิตที่เราไม่เคยเหลียวแล เช่น การนำอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งอาจจะดูดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไหน หรือ การที่คณะแสดงตลกชื่อดังมักเล่นตลกกับอคติที่พวกเรามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เราบริโภคความแตกต่าง ผมจะขอยกตัวอย่างร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งจากชื่อร้านจะแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทำการเพาะปลูกกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว คนในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากการปลูกกาแฟมากน้อยแค่ไหน? พวกเขามีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่พวกตนปลูกขึ้นในร้านกาแฟที่นำเอาอัตลักษณ์ของพวกเขามาขายหรือเปล่า?
ในความเห็นของผม “อคติ” นำมาซึ่งความรู้ชุดปัจจุบันของพวกเรา ความรู้ดังกล่าวเป็น “ความรู้ในแบบเจ้าอาณานิคม” ที่สอดคล้องลงรอยกับ “ความรู้ของรัฐชาติ” เนื่องจากเจ้าอาณานิคมจะมีอคติชาตินิยมที่แบ่งแยกคนออกตามประเทศ เช่น คนในประเทศนั้นคือคนเขมร คนในประเทศนั้นคือคนเวียดนาม หรือคนในประเทศนั้นคือคนพม่า โดยไม่เคยสนใจว่าในประเทศต่าง ๆ ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อประเทศ
อคติอีกแบบหนึ่งในความรู้ของเราก็คือ การแบ่งแยกทวีป การแบ่งแยกตะวันตกออกจากตะวันออก การแบ่งแยกระหว่างความรู้แบบตะวันตกและความรู้แบบตะวันออก ทั้ง ๆ ที่การแบ่งโลกในลักษณะนี้เป็นวิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม ดังนั้นการที่เราประกาศว่าจะรื้อฟื้นความรู้แบบตะวันออก ก็คือการใช้ความคิดแบบอาณานิคมกลับขั้วนั่นเอง เราจึงต้องไปให้พ้นจากความรู้แยกส่วนเหล่านี้
ความรู้อีกแบบหนึ่งที่เป็นความรู้แยกส่วนของเจ้าอาณานิคมก็คือ การแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่า กลุ่มชนชาติ ความรู้แบบนี้ เจ้าอาณานิคมได้นำมาใช้ในการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่รัฐไทยซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเจ้าอาณานิคม หรือไม่เคยถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรง กลับทำในสิ่งเดียวกัน คือ เราได้สร้าง “อาณานิคมภายใน” ขึ้น เราแบ่งแยกผู้คนเป็นกลุ่มต่าง ๆ ออกจากกัน
เราสร้างศูนย์วิจัยชาวเขาและแบ่งคนออกเป็นชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันที่พวกเขาจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะกลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านั้นมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ ความรู้แบบนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าเรายังสลัดไม่พ้นจากความคิดแบบอาณานิคม และอาศัยมรดกตกทอดจากอาณานิคมในการดูแลปกครองตนเอง ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังคิดแบบนี้อยู่
เราจึงต้องการ “ความรู้หลังรัฐชาติ” เพราะสังคมปัจจุบันเป็น “สังคมพหุลักษณ์” มีความหลากหลายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็น “สังคมข้ามรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงคิดอะไรในกรอบรัฐชาติไม่ได้ แต่เราต้องการความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างประเทศ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องรัฐชาติกับพรมแดน รัฐชาติเกิดขึ้นโดยการสร้างพรมแดนทางการเมืองทับลงบนพรมแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รัฐชาติจึงก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการตามมา คือ หนึ่ง ปัญหาคนข้ามชาติ สอง ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งภายใน และสาม ปัญหาขบวนการชนชาตินิยม เช่น กลุ่มที่อ้างความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่าง แล้วพยายามเชิดชูสิ่งดังกล่าวมาใช้ในการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ปัญหาข้อนี้มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่รัฐชาติสร้างขึ้น เนื่องจากรัฐชาติสร้างตัวเองและขีดเส้นพรมแดนขึ้นมาบนความหลากหลายที่ไม่มีพรมแดน
ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนยุคอาณานิคมและก่อนการเกิดรัฐชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงไม่เกิน 500 เมตร อำนาจรัฐในยุคโบราณจึงแผ่ไปไม่ถึงพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป แต่รัฐสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันมักตีเส้นพรมแดนไปบนพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่สูงเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่แบน ๆ เล็ก ๆ แต่เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่จึงเป็นการขีดเส้นเขตแดนทางการเมืองลงบนเขตแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ หรือ มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่สูงเหล่านั้นยังปลอดจากอำนาจรัฐ แม้รัฐจะพยายามกวาดต้อนผู้คนบนที่สูงมาเป็นทาส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มักอพยพหนีกลับขึ้นไปบนที่สูง นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ
และจากประวัติศาสตร์ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เป็นต้นมา ก็มักเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่มีอารยธรรม ซึ่งไปยึดเอาอารยธรรมดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นพื้นเมืองมาเป็นของรัฐ เช่น คนไทยยึดอารยธรรมของคนขมายและมอญ คนพม่ายึดอารยธรรมมอญ คนเวียดนามยึดอารยธรรมของไท จีน จาม รวมทั้งเขมร เป็นต้น ประเด็นการข้ามพรมแดน ข้ามรัฐ ข้ามชาติ จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาสำคัญก็คือ รัฐชาติได้สร้างพรมแดนขึ้นมาทับพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ดังกล่าว
ปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องศึกษาหาความรู้ใน 3 เรื่อง คือ “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
พหุลักษณ์ศึกษามีความจำเป็นเพราะในยุคปัจจุบัน เราได้พ้นยุคแห่งการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติมาแล้ว แม้รัฐปัจจุบันอยากจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กลับคืนมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะความหลากหลายต่าง ๆ เช่น สิทธิพลเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือสิทธิในเรื่องอัตลักษณ์ ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่วนผู้คนก็เดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เราจึงต้องการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตนเอง และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับเวลาและพื้นที่
นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของเราจะต้องเปลี่ยน เราจะจินตนาการว่าคนในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นญาติกับเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องลองถามตัวเองว่าคนในครอบครัวเรานับย้อนกลับขึ้นไปสามรุ่นมาจากไหนกันแน่? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอยุธยาหรือบางระจัน? เราจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์ครอบครัวขึ้นบนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เราต้องศึกษาเรื่องวัฒนธรรมข้ามพรมแดน เราต้องสร้างจินตนาการทางพื้นที่แบบใหม่ ที่ข้ามไปสู่การคิดในเชิงภูมิภาค อย่าคิดแต่เพียงประเทศไทยหรือประเทศนั้นประเทศนี้เพียงอย่างเดียว เราจะแบ่งแยกกันขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของความแตกต่างกัน
ส่วนหลังบุรพคดีศึกษามีความจำเป็นเพราะความรู้แบบ “บุรพคดีศึกษา” เป็นความรู้ของฝรั่งเจ้าอาณานิคมในอดีตที่ใช้ทำความเข้าใจคนเอเชีย คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนตะวันออก แบบเหมารวมว่าพวกนี้ก็เป็นคนตะวันออกเหมือนกันไปหมด เจ้าอาณานิคมรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและห่างไกลจากบรรดาคนตะวันออก แต่เราอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำการศึกษากันเองเราจึงต้องคิดใหม่ เราต้องคิดว่าความแตกต่างระหว่างรัฐชาติ/ชาติพันธุ์นั้นอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรามากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเชื่อได้ว่าบ้านคนชั้นกลางในกทม. เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะต้องมีคนงานชาวพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 1 คน ดังนั้น เราจึงต้องการความเข้าใจเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อปกครองควบคุม
ประเด็นสุดท้ายคือ เพื่อนบ้านศึกษา เราควรศึกษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งในแง่ความต่างและความเหมือนระหว่างเขากับเรา สำหรับชาติตะวันตกในอดีตและรัฐไทยที่ทำการศึกษาตนเองโดยเลียนแบบความรู้จากตะวันตก เวลาเราทำการศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่น เราจะศึกษาราวกับว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนที่เราศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งที่จริง ๆ ระหว่างเรากับเขามีทั้งความต่างและความเหมือน เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ก็ต่อเมื่อเราลดอคติและความต่าง รวมทั้งลดการหลงใหลในความต่างกระทั่งนำมาบริโภคในฐานะสิ่งแปลกหูแปลกตา ขณะเดียวกัน ความต่างมักนำมาสู่ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา เราควรลดความต่างดังกล่าวลง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนบ้านศึกษา” ขึ้นมา เพื่อทำให้เราเป็นทั้ง “คนใน” และ “คนนอก” ในการศึกษาเพื่อนบ้าน อันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบประสบการณ์ที่มีร่วมกันและต่างกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
———-
สุรชาติ บำรุงสุข
เมื่อภูมิศาสตร์หาย ประวัติศาสตร์รางเลือน ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนก็เป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย
ในฐานะคนสอนหนังสือ ผมพบว่าความรู้ที่หายไปจากคนรุ่นหลังก็คือความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เข้าใจว่าแม้แต่วิชาภูมิศาสตร์ทหารก็หายไปจากโรงเรียนทหาร กระทั่งวิชาที่นักเรียนสหรัฐฯสอบตกมากที่สุดก็คือวิชาภูมิศาสตร์ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่ “ภูมิศาสตร์หายไป”
ในฐานะคนทำงานด้านความมั่นคง รัฐและสังคมไทยคุ้นเคยกับสงครามคอมมิวนิสต์มานานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีรวมชาติกันในปี พ.ศ.2532 ระเบียบโลกก็เปลี่ยนไป คำถามก็คือ ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ให้กลัวเราจะกลัวอะไร? ถ้าไม่มีความต่างทางอุดมการณ์รัฐไทยจะเผชิญภัยความมั่นคงในบริบทของปัญหาอะไร? อะไรคือปัญหาใหญ่ของรัฐและสังคมไทย?
กลายเป็นว่าปัญหาของรัฐกลับถอยมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ปัญหาเรื่องเขตแดน” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในโลกที่เป็นจริง เราจะเชื่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐไม่มีเส้นเขตแดน แต่ในชีวิตจริงของรัฐ เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้หายไปไหน
ปัญหาเรื่องเขตแดนทับซ้อนอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่งคือ “ปัญหาความมั่นคงชายแดน” ดังจะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเยอะมาก เช่น ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาความยาว 798 กิโลเมตรนั้น มีข้อขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ถึง 15 จุด โดยปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น แม้หลายคนจะเชื่อว่าเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่จินตนาการดังกล่าวก็สามารถทำให้คนฆ่ากันได้ง่าย ๆ
จากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผมเสนอว่าคนในสังคมไทยกำลังมีอาการ “ภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็รางเลือนในความทรงจำของพวกเรา” คือพอจินตนาการทางภูมิศาสตร์ไม่มี ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็รางเลือนและหดหายไปอย่างน้อย 7 ประเด็นคือ
1. มีคนเชื่อว่ากษัตริย์สยามไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส ผมไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากจะบอกแค่ว่า กษัตริย์สยามไม่ได้เสด็จเยือนปารีสโดยไม่มีภารกิจทางการเมืองใด ๆ
2. มีคนไม่เชื่อว่ามีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส หรือถึงรู้ว่ามีก็ไม่เชื่อว่าการปักปันดังกล่าวจะผูกมัดสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ มีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส และสยามก็เป็นฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสทำการปักปันเพียงฝ่ายเดียว เพราะสยามในยุคนั้นมีความรู้เรื่องเทคนิคการทำแผนที่แล้ว
3. มีคนเชื่อว่าสนธิสัญญาโตเกียวในปี พ.ศ.2483 ที่เกิดขึ้นเมื่อไทยทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส แล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมทั้งยกดินแดนพระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ, จำปาศักดิ์ และหลวงพระบางฝั่งที่ติดกับไทย ให้แก่เรานั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่เคยถูกประกาศเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐบาลไทยประกาศให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะในสภาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เดินหน้าต่อไป
4. มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ที่ตัดสินว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ในปี พ.ศ.2551 มีคนบอกว่าถ้าจะรับคำตัดสินดังกล่าวก็จะรับเฉพาะในส่วนที่ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีนัยยะถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่
5. มีคนเชื่อว่าไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวและรีบดำเนินการปักปันแผนที่ตามคำตัดสิน เพื่อส่งรายงานกลับไปยังสหประชาชาติ
6. มีคนลืมไปว่าแม้การสงวนสิทธิ์ขอให้ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารใหม่ได้โดยรัฐบาลไทยนั้นจะมีอยู่จริง คือ ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมทางฝ่ายไทยก็สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ก็มีข้อถกเถียงตามมาคือ มีสิทธิทางกฎหมายข้อใดบ้างที่สามารถสงวนไว้ได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ในทางกฎหมายนั้นไม่มี เพราะการสงวนสิทธิ์มีอายุแค่ 10 ปี และในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการพิจารณาคดี รัฐบาลไทยก็ไม่เคยโต้แย้งคำตัดสินของศาลโลกอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่าการสงวนสิทธิ์ของรัฐบาลไทยในกรณีนี้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2515
7. ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เราทำบันทึกช่วยจำกับฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้ามีกรณีพิพาทกัน เราจะใช้เอกสาร 3 ชิ้นแก้ไขปัญหา ได้แก่ หนึ่ง สัญญาปี ค.ศ.1893 สอง อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และ สาม สัญญาปี ค.ศ.1907 ร่วมกับแผนที่ปักปัน ผู้ร่วมลงนามของฝ่ายไทยในบันทึกช่วยจำดังกล่าวก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศในยุคนั้น
ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็หาย แล้วถูกโหมทับด้วยฐานคติ “เกลียดพม่า ชังแขมร์ ดูแคลนลาว ไม่ชอบญวน” ที่เราถูกปลูกฝังมานาน คำประกาศที่นครนิวยอร์คและหัวหินที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนซึ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
ในวันนี้ถ้าเราต้องการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวใหม่ ผมขอเสนอหลักไตรสรณคมน์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ “สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ” เพราะอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับสหภาพยุโรปหรืออียูได้ก็ต่อเมื่อเรายอมสร้างมโนทัศน์หรือฐานคติชุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
แต่วันนี้อาเซียนยังทะเลาะเรื่องเส้นเขตแดนกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เส้นเขตแดนของรัฐในยุโรปนั้นหายไปหมดแล้ว เส้นเขตแดนของยุโรปกลายเป็นเส้นเขตแดนที่อยู่รอบตัวอียู แต่ภายในตัวอียูเอง เส้นเขตแดนถูกทอนจาก “พรมแดนแข็ง” ที่มีสิ่งกั้นขวางหรือความเข้มงวดบริเวณชายแดน มาเป็น “พรมแดนอ่อน” คือความแตกต่างระหว่างรหัสตัวอักษรบนป้ายทะเบียนรถยนต์ของแต่ละประเทศ จึงขอย้ำว่าตราบใดที่เส้นเขตแดนของอาเซียนยังเป็นพรมแดนแข็งอยู่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
———-
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
พรมแดนยังคงมีความสำคัญในทางกฎหมาย
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงก่อนที่สยามจะเป็นรัฐสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกนั้น ความคิดเรื่องเขตแดนยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เรายังไม่รู้จักเทคนิคในการปักปันเขตแดน
แต่ในทางกฎหมายสำหรับยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องพรมแดนเขตแดนถือว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะใช้อยู่ภายในขอบเขตของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรู้ขอบเขตว่าดินแดนของตนกินความมากน้อยแค่ไหน และการออกกฎหมายก็จะมีผลแค่เส้นเขตแดนตรงนั้น
อีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ประเทศไทยมีเกณฑ์การให้สัญชาติโดยอิงอยู่กับทั้งหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดน ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลคนนั้นย่อมได้สัญชาติไทย จึงจำเป็นต้องรู้ว่าดินแดนหรือเขตแดนของราชอาณาจักรไทยอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มอบสัญชาติไทยให้บุคคลนั้น ๆ ได้ถูก
ในแง่ความมั่นคง อำนาจอธิปไตยก็กินความตั้งแต่พื้นผิวดินไปจนถึงห้วงอากาศและอาณาเขตทางทะเล ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าเส้นขอบเขตของรัฐอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยในขอบเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้ามองในแง่กฎหมาย เส้นพรมแดนหรือเขตแดนจึงยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่
สำหรับสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนที่เป็นผลิตผลจากยุคอาณานิคมนั้น มีลักษณะพิเศษในตัวเอง คือ ทันทีที่มีการตกลงกันแล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะ หนึ่ง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความเป็นที่สุด” จะแก้ไขฝ่ายเดียวไม่ได้หากปราศจากความยินยอมของรัฐทั้ง 2 ฝ่าย สอง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความสืบเนื่อง” คือ แม้ว่ารัฐจะได้รับเอกราชแล้ว ก็ยังต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้
การมีหลักการเหล่านี้ได้ช่วยให้เขตแดนของรัฐมีเสถียรภาพ เพราะความไร้เสถียรภาพ ความไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอน จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งศาลโลกก็ยืนยันหลักการเหล่านี้ในการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร
แต่เมื่อรัฐสองรัฐมีปัญหาข้อพิพาทกันเรื่องเขตแดนแล้ว ก็ควรใช้วิธีการทางการทูตอย่างสันติวิธีแก้ปัญหา ถ้าล้มเหลวก็อาจต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย เช่น เสนอให้มีอนุญาโตตุลาการ หรือ เสนอเรื่องต่อศาลระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่อยากให้ความขัดแย้งไปถึงขั้นนั้น จึงอยากให้ใช้ช่องทางทางการทูตมากกว่า
ทั้งนี้ บางครั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย คือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี การรุกล้ำเขตแดนกันบ้างก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้น ๆ มีปัญหา การรุกล้ำเขตแดนกันก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อาศัยบริเวณเส้นพรมแดน
ในอนาคตเราอาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม มาช่วยกำหนดเขตแดนหรือทำแผนที่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นและมีความคลาดเคลื่อนน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้อาเซียนมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธีเพิ่มขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันหรือการเติบโตของอาเซียนจะได้ไม่สะดุดลงด้วยปัญหาเรื่องพรมแดน
สัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY พฤศจิกายน 26, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ธรรมศาสตร์
add a comment
เชิญชวนร่วมงานสัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY ที่ห้องประชุมใหญ่ คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ชั้น 5 ท่าพระจันทร์ วันที่ 30 ธค. ภาคเช้า
08.30 Refreshment and Registration
09.00-09.20 Welcoming Remarks by Dean of Faculty of Economics,
Remarks by Rector of Thammasat University
Opening Remarks by H.E. Mohammad Hatta,
Ambassador of the Republic of Indonesia to the Kingdom of
Thailand
09.30-10.50 Presentations:
Indonesia-Thailand Bilateral Economic Relations
By Dr. Nana Yuliana, Head of Economic Affairs, Indonesian Embassy in Bangkok
Islamic Economy
By Prof.Dr. Iwan Triyuwono (Faculty of Economics, University of Brawijaya )
Sufficiency Economy, Concept and Philosophy in Thailand
By Prof. Dr.Apichai Puntasen (Director of Rural and Social Management Institute)
Sufficiency Economy in Thailand’s Policy
By Representative of National Economic and Social Development Board of Thailand
Moderator: Dr. Supruet Thavornyutikarn (Faculty of Economics, Thammasat University)
10.50-12.00 Questions and Answers
12.00 Lunch
แกะเส้นทางเงิน ‘วินมาร์ค-แอมเพิล ริช’ โยงหุ้นชินคอร์ปยึด7.6หมื่นล้าน พฤศจิกายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมือง, โกง
add a comment
โดย ณัฐพล หวังทรัพย์
หลักฐานต่างๆ ที่พยานฝ่ายโจทก์ทั้ง ก.ต.ล. และ คตส. ให้ปากคำต่อศาล ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์
ภายหลังที่ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นให้การต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ ในคดียึดทรัพย์ จำนวน 76,621 ล้านบาท ที่มีการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และได้ทรัพย์สินมาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทำให้ภาพการจัดการหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูล “ลับ” ที่ ก.ล.ต.ได้อาศัยความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ ที่นางวรัชญา ได้ให้ปากคำยืนยันต่อศาลว่า มีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เป็นเจ้าของบริษัท วินมาร์ค ที่มีบริษัท บลูไดมอนด์ ถือหุ้น 100% ขณะที่บริษัท บลูไดมอนด์ ก็ถือหุ้นโดย “ซิเนตรา ทรัสต์” 100% มีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และลูกๆ ทั้ง 3 คน
ก.ล.ต.ตรวจสอบพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ กองทุนบลูไดมอนด์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งบนเกาะบริติช เวอร์จิ้น เช่นเดียวกับวินมาร์ค โดยลงทุนและถือหุ้นในวินมาร์คผ่าน Trust company สิงคโปร์ จากนั้นในวันที่ 2 ส.ค. 2543 วินมาร์คได้เข้าไปซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 บริษัท จากพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน มูลค่า 1,500 ล้านบาท ผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 3 แห่ง
วินมาร์คได้โอนเงินชำระค่าหุ้นให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างวันที่ 4 ส.ค. ถึงวันที่ 15 ก.ย. 2543 เข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร ชื่อบัญชีพ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนใหญ่เป็นการรับเงินโอนจากต่างประเทศ
ส่วนคุณหญิงพจมาน วินมาร์คได้โอนเงินชำระค่าหุ้นล่วงหน้าให้คุณหญิงพจมานก่อนรับโอนหุ้นถึง 3 เดือน โดยวินมาร์คได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ระหว่างวันที่ 11 พ.ค. ถึงวันที่ 2 ส.ค. 2543
จากการตรวจสอบข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 3 แห่งในต่างประเทศพบเอกสารหลักฐานที่เปิดบัญชี ทุกบัญชีจะระบุทั้ง 2 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณหรือคุณหญิงพจมานหรือคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และเงินที่วินมาร์คนำมาชำระค่าหุ้นให้กับคุณหญิงพจมานจำนวนประมาณ 307 ล้านบาท ก็เป็นเงินที่โอนมาจากบัญชีของคุณหญิงพจมาน ในธนาคารต่างประเทศ โดยรับโอนเงินจากธนาคารผู้รับโอนด้วยวิธี ONE OF OUR CLIENTS สั่ง CITIBANK N.A. Bankok ให้โอนเงิน อ้างชื่อวินมาร์ค
นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า วินมาร์ค ยังเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ป ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ อีก 54 ล้านหุ้น
ขณะที่นายแก้วสรร ให้ปากคำต่อศาลฎีกา กรณีตรวจสอบการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พบหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ป ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2544-2548 คือความเชื่อมโยงระหว่างวินมาร์ค กับ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ กรณีที่ธนาคาร ยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ ได้ทำรายงาน 246-2 แจ้งต่อ ก.ล.ต. ไทย เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2544 ว่าได้ดูแลหุ้นชินคอร์ป ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิน 5% ตามกฎหมายกำหนด
กล่าวคือ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ ได้โอนหุ้นชินคอร์ปจำนวน 100 ล้านหุ้น จากหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 329 ล้านหุ้นมาให้ธนาคารยูบีเอสดูแล เมื่อรวมกับหุ้นเดิมที่อยู่ในบัญชีวินมาร์คอีก 54 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนการดูแลหุ้นชินคอร์ปของธนาคารอยู่ที่ 5.24% ยูบีเอสจึงรายงานให้ กลต.รับทราบ
เมื่อปี 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ เคยชี้แจงต่อ ก.ล.ต. ได้ขายว่าบริษัทแอมเพิลริช ให้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ตั้งแต่เดือนก.ย. 2543 แต่จากการตรวจสอบของ คตส.กลับไม่พบการชำระเงินค่าหุ้น มีเพียงการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานถือไว้ แต่การตรวจสอบของ คตส.พบความไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายพานทองแท้นำเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปที่ได้รับแทบทุกงวดให้กับคุณหญิงพจมาน รวมแล้วสูงกว่าจำนวนหนี้ที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินถึง 1,100 ล้านบาท
นอกจากนี้จากหลักฐานของธนาคารยูบีเอสเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของแอมเพิลริช ที่นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน มอบให้ คตส. ใบหนึ่ง เมื่อปี 2542 ได้ผู้มีอำนาจลงนามแทนแอมเพิลริช ชื่อ “T. Shinnavat”
นางกาญจนาภา ได้ยืนยันว่าใบระบุอำนาจลงนามระหว่างปี 2542-2548 มีเพียงใบเดียว คตส.จึงเชื่อว่าการสั่งการธุรกรรมหุ้นชินในยูบีเอสที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจาก 2542 ถึง 2548 จะต้องใช้หลักฐานใบนี้เท่านั้น ดังนั้นคนที่มีอำนาจลงนาม คือ “T. Shinnavat” มิใช่นายพานทองแท้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเป็นเจ้าของแอมเพิลริช
นายแก้วสรรยังให้ปากคำต่อศาลฎีกา เกี่ยวกับการตรวจสอบหุ้นชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขายให้คนในครอบครัวชินวัตร ทั้ง นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ในราคาหุ้นละ 10 บาท ด้วยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการจ่ายเงิน
กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ 20 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในราคาหุ้นละ 1 บาท จากการตรวจสอบของ คตส.พบว่าเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปแล้วก็ส่งทยอยคืนจนท่วมมูลหนี้
ขณะที่ นายบรรณพจน์ เปิดบัญชีรับเงินปันผลสะสมไว้ทั้งหมด เมื่อนำเงินปันผลส่งคืนเท่าจำนวนเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ก็เก็บสั่งสมไว้ตลอด แต่ในที่สุดนั้น นายบรรณพจน์ก็นำเงินปันผลที่เหลือทั้งปวงแยกออกจากบัญชีส่วนตัวมาเก็บไว้ต่างหากในบัญชีใหม่เมื่อ ปี 2548 แล้วรวมกับเงินค่าขายหุ้นให้เทมาเส็กส่งออกไปให้บริษัทต่างๆ ของครอบครัวชินวัตรในที่สุด
ส่วนกรณีที่ นางสาวพินทองทา อ้างว่ามารดาให้เงินในวันเกิดมาแบ่งซื้อหุ้นจากพี่ชาย จากนั้นได้นำเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปโอนให้วินมาร์คในลักษณะของการซื้อหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 บริษัทจากวินมาร์ค
หลักฐานต่างๆ ที่พยานฝ่ายโจทก์ทั้ง ก.ต.ล. และ คตส. ให้ปากคำต่อศาล ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในเครือชินคอร์ป
หากศาลชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มาตรา 100 (3) ที่บัญญัติไว้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ของคนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ
นี้อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ขั้นสุดท้าย ที่จะบอกความจริงอีกหลายอย่าง ในช่วงที่ผ่านมา
ปาฐกถา “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน” ของ “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” พฤศจิกายน 21, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ข้ามพรมแดน, รัฐชาติ, โลกานุวัตร
add a comment
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258727873&grpid=01&catid=
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 13.30 น. ที่ห้อง ร.103 ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงปาฐกถาเรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน : ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์” ในโอกาสครบ 60 ปี ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเรื่องที่พูดในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเรื่องคณะรัฐศาสตร์ ใหญ่กว่าเรื่องของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งมีด้านที่อาจจะใหญ่กว่าประเทศไทยของเรา
ฉะนั้นสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้จึงเป็นเพียงแง่คิด คำถามและการตั้งข้อสังเกตมากกว่า ซึ่งเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวซึ่งอาจจะผิดหรือถูก ตนต้องการเพียงแต่จุดประเด็นให้นำไปคิดต่อ และให้ผู้ที่ห่วงใยบ้านเมืองนำไปช่วยกันพิจารณา
ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคงหนีไม่พ้น 3 ประเด็น
1. รัฐชาติคืออะไรทำไมจึงขัดแย้งกับสังคมโลกาภิวัตน์
2.ความขัดแย้งมีลักษณะอย่างไรทำไมจึงขัดแย้งกับสังคมโลกาภิวัตน์
3.เมื่อขัดแย้งกันแล้วเกิดปัญหาอะไร แก้ปัญหาอย่างไร
ทั้งสามประเด็นนี้พัวพันกันอย่างแยกไม่ออก บางทีอาจจะต้องพูดถึงแบบรวมๆกัน ความสัมพันธ์ทางอำนาจระดับรัฐย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องก้าวล่วงไปสู่ปริมณฑลของปรัชญาการเมือง เพราะผู้คนมองบทบาทของรัฐด้วยสายตาที่แตกต่างกัน รัฐเองก็มีจิตนาการในเรื่องอำนาจของตน
รัฐชาติเป็นรัฐสมัยใหม่ ไม่ว่าเราจะรู้สึกคุ้นเคยสักแค่ไหนต้องยอมรับว่ารูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบนี้ไม่ได้มีมาแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างยิ่งในกรณีของรัฐสมัยใหม่ของไทยและชาติไทยในความหมายสมัยใหม่ อาจจะนับถอยหลังไปเพียงประมาณ 80-90 ปีเท่านั้น
อำนาจการเมืองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ขึ้นอยู่ต่อการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจค่อนข้างมาก และการยอมรับนั้นมักต้องอาศัยศรัทธาเกี่ยวกับประโยชน์สุขบางประการที่ผู้อยู่ใต้อำนาจเชื่อว่าอำนาจดังกล่าวจะนำมาให้
การเกิดขึ้น มีอยู่ และดำเนินไปของระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ เช่นเดียวกับอำนาจรัฐในรูปแบบอื่น ต้องอาศัยจินตนาการทางการเมืองมารองรับ เพียงแต่ว่าข้ออ้างความชอบธรรมของรัฐชาติมีเนื้อหาสาระเป็นลักษณะเฉพาะตน ต่างจากอำนาจปกครองแบบโบราณและเริ่มแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆกับชุดความคิดความเชื่อของสังคมโลกาภิวัตน์
“อำนาจแบบรัฐชาติมีรากฐานอยู่บนจินตนาการใหญ่ทางการเมือง” มี 3 ประการ
1. การตีเส้นแบ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพลเมืองและประชากรของตนกับคนอื่นที่ไม่ได้สังกัดรัฐนี้ พูดง่ายๆคือ มีการนิยามสมาชิกภาพของประเทศไทยไว้อย่างตายตัว ความเป็นคนไทยและไม่ใช่คนไทยทั้งบัญญัติทางกฎหมายและโดยนิยามทางวัฒนธรรม
2. ประชากรที่สังกัดอำนาจรัฐเดียวกัน เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันหลายมิติกระทั่งเปรียบดังสมาชิกในครอบครัวใหญ่เดียวกัน มีชะตากรรมทุกข์สุขร้อนร่วมกัน
3.ทั้งประเทศเป็นหน่วยผลประโยชน์ใหญ่และถือว่าผลประโยชน์ส่วนรวมมีจริง มักเรียกกันว่าผลประโยชน์ชาติ ทั้งนี้โดยมีนัยว่าทุกคนที่เป็นสมาชิกของชาติย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างทั่วหน้า
จากจินตนาการทั้งสามข้อนี้รัฐชาติจึงได้ออกแบบสถาบันการเมืองการปกครองขึ้นมารองรับและตรากฎหมายจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นมา เพื่อจัดตั้งความสัมพันธ์ทางอำนาจกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคม ให้เป็นไปตามความเชื่อของรัฐ นอกจากนี้ยังได้ปลูกฝังขัดเกลารูปการจิตสำนึกของประชากรให้เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกัน
“กระบวนการเหล่านี้เรียกรวมว่าเป็นระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ”
กรณีของประเทศไทย ระเบียบอำนาจรัฐแบบรัฐชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการปัญญาชนจำนวนมาก
ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับรัฐชาติล้วนแล้วแต่ถูกตรวจสอบตั้งคำถามอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมจริงของจินตนาการและชาตินิยม ความชอบธรรมของตัวสถาบันการเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือความถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติ และอีกหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ
อย่างไรก็ตามคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับการพูดคุยในวันนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐไทยเป็นอยู่และทำไป แต่ข้อวิจารณ์ยังคงจำกัดอยู่ในกรอบของรัฐชาติอยู่ดี เราเพียงอยากให้รัฐชาติของไทยเป็นรัฐชาติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหามีอยู่ว่า ขณะนี้ตัวแบบที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์ของนักวิชาการและปัญญาชนเองกลับกำลังถูกแปรรูปด้วยปัจจัยอื่นตลอดเวลา
ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ กำลังถูกหักล้างกัดกร่อนอย่างรวดเร็วด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้เกิดคำถามว่ารัฐชาติของไทยจะสามารถรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้ได้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิดแบบรัฐชาติ และสุดท้ายคือ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปเป็นรัฐแบบอื่น
“พร้อมหรือยังที่จะพบกับการเปลี่ยนแปลง และเราจะรับมือกับจังหวะก้าวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แค่ไหน”
เรื่องที่น่ากังวลก็คือ ที่ผ่านมาเรายังมีองค์ความรู้ไม่พอที่จะตอบคำถามเหล่านั้นและอาจต้องทำการค้นคว้าวิจัยกันโดยด่วน ควรจะเป็นวาระสำคัญที่สุดของวงการวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสังคมศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์คงไม่สามารถพูดกันในความหมายเก่าๆได้อีกแล้ว
ในห้วงเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 เราเคยพูดกันถึงเรื่อง “เสียกรุง-กู้ชาติ” กระทั่งพูดเรื่อง “การขายชาติ” เนื่องจากมองผ่านจุดยืนของลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจรัฐชาติ แรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศดูเหมือนเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอีกทั้งการออกกฎหมาย 11 ฉบับโดยรัฐบาลไทยเพื่อยกเลิกข้อจำกัดของการค้าและการลงทุนแบบไร้พรมแดน ดูคล้ายเป็นการจำยอมจำนนต่อต่างชาติและเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาถือครองประเทศไทย
หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายมานานกว่าสิบปี เราจึงเห็นชัดว่าระเบียบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ที่ประเทศไทยถูกกดดันให้ยอมรับนั้นไม่เพียงกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้กันทั้งโลก หากยังมาจากกรอบคิดที่แตกต่างจากจินตนาการมูลฐานของรัฐชาติอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมันเป็นแนวคิดที่ยกเลิกพรมแดนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และในบางด้านกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ “การยกเลิกพรมแดนในทางการเมือง” ด้วย
“จินตนาการเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนก็ดี เรื่องเศรษฐกิจแห่งชาติก็ดี หรือเรื่องวัฒนธรรมแห่งชาติก็ดี ในหลายกรณีจึงกลายเป็นเรื่องนอกประเด็นกระทั่งถูกมองว่าล้าหลัง ไม่เกิดประโยชน์”
การที่เราไม่สามารถมองปัญหาด้วยกรอบคิดเก่าๆไม่ได้มาจากแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกเท่านั้น หากยังเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา
หลังจากเปิดประเทศต้อนรับการค้าการลงทุนอย่างเสรีทั่วด้าน สิ่งที่เกิดขึ้นตามหลังมาทั้งหมดล้วนมีผลประโยชน์ของคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างน้อยบางส่วน แต่เป็นบางส่วนที่มีจำนวนมาก มีน้ำหนักทางสังคมมิใช่น้อย ทุนต่างชาติไม่เพียงเข้ามาซื้อหุ้น ตั้งโรงงานหรือถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยเท่านั้น ผู้ประกอบการชาวไทยก็ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหรือไม่ก็ประกอบธุรกิจที่โยงใยก่อเกื้อเอื้อประโยชน์ให้กันและยิ่งไปกว่านั้นนักธุรกิจไทยเองก็ต้องอาศัยระเบียบการค้าโลกที่เปิดกว้างข้ามพรมแดนไปลงทุนในต่างประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยังไม่รวมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบห้างใหญ่มากกว่าร้านโชว์ห่วย และมีพลเมืองไทยจำนวนมากที่ยังชีพด้วยการทำงานกับบริษัทต่างประเทศหรือออกไปขายแรงงานในประเทศอื่นๆ
การรื้อถอนจินตนาการแบบรัฐชาติในส่วนที่เป็นรากฐานที่สุด เกิดขึ้นเองปราศจากจิตสำนึกจงใจและไม่ขึ้นต่อเจตนารมย์ของผู้ใด
“ใช่หรือไม่”
สังคมไทยในเวลานี้กลายเป็นสังคมโลกาภิวัตน์ไปแล้ว เป็นโลกไร้พรมแดนที่ทับซ้อนอยู่ในประเทศที่มีพรมแดน เส้นแบ่งระหว่างความเป็นคนไทยกับคนอื่นมีความหมายน้อยลง คนไทยไม่ได้มีชะตากรรมร่วมกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน หลายคนมีเส้นทางเดินชีวิตร่วมกับชาวต่างประเทศเสียมากกว่า บ้างก็โดดเดี่ยวยากแค้นไปโดยลำพัง
“ผลประโยชน์แห่งชาตินั้นมีความหมายพร่ามัวไปหมดโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ไม่เพียงต้องแบ่งก้อนใหญ่ให้ชาวต่างประเทศเท่านั้น ส่วนที่แบ่งกันเองก็เหลื่อมล้ำอย่างยิ่ง กระทั่งมีคนที่ไม่ได้ส่วนแบ่งนั้นเลย”
ข้อสังเกตการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยใช้จิตนาการเรื่องชาติต่างไปจากเดิม 2 เรื่องคือ
1.วาทกรรมทางการเมือง สำหรับต่อสู้ภายในประเทศ เช่น มีการพูดถึงการ”กู้ชาติ” ให้รอดพ้นจากคนไทยด้วยกัน ช่วงชิงกันเป็นผู้พิทักษ์รักษา “ผลประโยชน์ของชาติ” ทั้งๆที่ความเป็นจริงในเรื่องนี้ เป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ นับวันยิ่งถูกทำให้ว่างเปล่าด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
2. วาทกรรมทางการตลาด มีการใช้วาทกรรมเรื่องชาติไปในทางการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และถือเป็นส่วนหนึ่งงานโฆษณาสินค้าที่ปกติมักไม่ค่อยถูกจำกัดด้วยหิริโอตัปปะ หรือความรับผิดชอบเรื่องความถูกต้องทางหลักการใดๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้คือ กรณีการแจก “เช็คช่วยชาติ” เป็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้รัฐบาลได้ตกลงกับห้างร้านต่างๆในการรับเช็คและเพิ่มมูลค่าของเช็ค เพื่อประกันว่าผู้ที่ได้รับแจกเงินหัวละสองพันบาทจะหมดสิ้นแรงจูงใจในการเอาเงินจำนวนนั้นไปเก็บออม
ผลที่ออกมาคือใช้คำว่า “ชาติ” ในหัวข้อโฆษณาสารพัด เช่นชวนให้ซื้อเครื่องสำอางต่างประเทศเพื่อชาติ ชวนดูหนัง หรือเข้าห้องร้องคาราโอเกะเพื่อชาติ เป็นต้น
“มีการบอกผู้บริโภคว่าแค่ออกไปหาความบันเทิงเริงรมย์ก็ถือว่ารักชาติมากแล้ว”
นอกจากนี้ยังเคยเห็นป้ายคำขวัญตามเมืองท่องเที่ยวระบุนักท่องเที่ยวเป็นคนสำคัญของชาติ อาจจะแปลกหูแปลกตาสำหรับคนที่ถูกสอนมาว่าคนที่สำคัญของชาติต้องประกอบคุณงามความดีบางประการ
การนำจินตภาพเรื่องชาติมาใช้ทางการเมืองและธุรกิจแบบที่กล่าวมานี้ แทนที่จะช่วยรักษาความขลังของคำว่าชาติ กลับจะยิ่งเร่งความเสื่อมทรุดแก่แนวคิดชาตินิยมและระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยปัจจัยทางภววิสัย
ความขัดแย้งระหว่างระเบียบรัฐอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจหรือเข้ากันไม่ได้โดยสิ้นเชิงระหว่างผลประโยชน์ไทยกับผลประโยชน์ต่างชาติ และยิ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกัยโลกทั้งโลก
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
คำตอบ คือ เพราะนับวันเส้นแบ่งระหว่างเรากับเขาดังกล่าวแทบไม่มีอยู่ในทางปฏิบัติหรือเหลืออยู่น้อยเต็มที แม้จะยังมีเหลืออยู่มากในจินตนาการของหลายๆคนก็ตาม
“ตามความเข้าใจของผมถ้าพิจารณาจากประเด็นที่เราพูดกันในวันนี้ มันน่าจะหมายถึงลักษณะที่อาจจะเข้ากันไม่ได้หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างระเบียบอำนาจที่เราใช้อยู่กับสังคมที่แปรเปลี่ยนไป”
นายเสกสรรค์ ยังกล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่คนในแวดวงวิชาการต้องช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบกันเสียทีว่ารัฐชาติแบบที่รู้จักสามารถดูแลสังคมไทยที่เป็น “พหูพจน์” ได้หรือไม่ จะอำนวยความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจและสังคมอันประกอบด้วยปัจจัยข้ามชาติมากมายหลายอย่างด้วยวิธีใด และถ้าทำไม่ได้ รูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศนี้ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือถูกแก้ไขปรับปรุงอย่างไร
“นี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเสื้อสีต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าในบางมิติปัญหาทั้งสองระดับอาจจะเกี่ยวโยงกับอยู่ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของรัฐนั้น ถึงอย่างไรก็ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับระบอบการปกครองในระดับรัฐบาล”
รัฐหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลง
จากประสบการณ์โดยตรงของ นายเสกสรรค์ กล่าวว่า รัฐมีความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนวิถีวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก และบ่อยครั้งเมื่อเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไป รูปแบบของรัฐก็หนีไม่พ้นต้องเปลี่ยนแปลงตาม
ยกตัวอย่าง เมื่อร้อยกว่าปีก่อนอาจจะเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์ครั้งที่ 1 ภายใต้แรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคม ราชอาณาจักรสยามยอมเปิดประเทศทำสัญญากับราชอาณาจักรอังกฤษ หรือสนธิสัญญาบาวริง ต่อมาก็ทำสัญญาคล้ายกันกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ส่งผลให้สยามต้องเปิดประตูกว้างต้อนรับสิ่งที่เรียกว่า “ระบบการค้าเสรี”
การเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมสยามอย่างรวดเร็วเมื่อบวกกับความเสื่อมของระบบไพร่ และขุนนางที่เกิดมาก่อนบ้างแล้ว ในที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างลึกซึ่งถึงราก ภายในศูนย์อำนาจและระหว่างศูนย์อำนาจกับพลเมืองที่อยู่ใต้การปกครอง
ภายในระยะเวลา 50 ปี โลกาภิวัตน์รอบแรกส่งผลให้รัฐศักดินาโบราณของไทยซี่งเคยมีระบบกระจายอำนาจสูง แปรรูปเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งรวมศูนย์เข้าสู่อำนาจส่วนกลางแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลายเป็นต้นทางของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของรัฐ ทั้งที่มีความจำเป็นและเป็นไปได้ เมื่อเปรียบเทียบกับยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน อดคิดไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงระดับรัฐของประเทศไทย น่าจะมีทั้งความจำเป็นและความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน
“ในฐานะปัญญาชนที่หมกหมุ่นครุ่นคิดเรื่องรัฐไทยมานาน สภาพการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นเรื่องเย้ายวนมากที่จะชวนให้คิดอะไรแบบอภิมหาทฤษฎีว่าด้วยวิวัฒนาการของรัฐและสังคมไทยแต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าไม่มีปัญญาพอที่จะทำเรื่องสุ่มเสี่ยงทางวิชาการขนาดนั้น”
กล่าวอีกแบบหนึ่ง คือ ข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐไทยในยุคโลกาภิวัตน์รอบปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากจิตนาการแบบประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำรอย หรือประวัติศาสตร์กำลังใช้กฎวิภาษวิธีกับเส้นทางเดินของสังคมไทย ทำนองว่า เมื่อการเปิดประเทศเสรีครั้งแรกให้กำเนิดรัฐชาติ การเปิดประเทศเสรีรอบสองทำให้รัฐชาติหมดฐานะ จากนั้นอาจจะต้องสังเคราะห์หารัฐอะไรอีกสักแบบหนึ่งซึ่งเป็นการพัฒนาขั้นสูงขึ้นไปอีก
ถ้ายอมรับว่ารัฐเป็นแกนกลางความสัมพันธ์ทางอำนาจของแต่ละประเทศ และเป็นกลไกหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้คนในสังคม ต้องยอมรับว่าหลักฐานเชิงประจักษ์มากมาย ชี้ให้เห็นว่าบทบาทหน้าที่ดังกล่าวของรัฐไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ ในบางด้านรัฐไทยมีอำนาจน้อยลง กระทั่งได้รับฉันทานุมัติในการใช้อำนาจน้อยลง รัฐบังคับใช้กฎหมายบางเรื่องไม่ได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงระยะหลังๆ อำนาจรัฐมักถูกขืนต้านในรูปแบบต่างๆมากขึ้นทุกที
สภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระเบียบอำนาจแบบที่เราใช้อยู่กำลังมีปัญหาโดยตัวของมันเอง ซึ่งย่อมส่งผลลดทอนประสิทธิภาพของรัฐในการดูแลสังคมลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันปัญหาที่รัฐต้องแก้ไม่เพียงมีจำนวนเพิ่มขึ้น หากยังมีลักษณะใหม่ๆเปลี่ยนไปจากเดิม โดยที่ตัวรัฐเองก็ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆมาแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
ปัญหาที่รัฐต้องเผชิญเพื่อปรับปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจมี 2 ประเภท คือ
1.ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นๆในสังคมไทย
2.ปัญหาความไม่ลงตัวเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะ
อันดับแรกเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังที่ตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว ถึงวันนี้เราคงต้องยอมรับว่าผลประโยชน์ของผู้คนในประเทศไทยมีความหลากหลายมาก ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว กระทั่งขัดแย้งกันเองเกินว่าจะใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติมาเป็นข้ออ้างในการบริหารอำนาจ
นอกจากนี้เราต้องยอมรับว่าโลกภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีผลทั้งบวกและลบ ผู้คนได้เสียจากโลกาภิวัตน์ไม่เท่ากัน คำว่ากลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ไม่เท่ากัน คำว่ากลุ่มทุนโลกาภิวัตน์จริงๆแล้วแทบไม่มีเรื่องสัญชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะหมายถึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยหรือหมายถึงทุนไทยที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติและลงทุนในต่างประเทศก็ได้ ระบบการค้าการลงทุนที่ไร้พรมแดนไม่เพียงทำให้ผลประโยชน์ของทุนไทยและทุนต่างชาติคละเคล้ากันจนแยกไม่ออกเท่านั้น แม้ในระดับของการจ้างงานยังมีลักษณะไร้พรมแดนไปด้วยดังจะเห็นได้จากการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาในจำนวนมหาศาลทำให้ประเทศไทยมีประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยในจำนวนที่มีนัยสำคัญ ประเด็นใหญ่ในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเขาเป็นต่างชาติที่เข้ามาอาศัยประเทศไทยทำกิน นั่นเป็นกรอบคิดเก่าที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะแรงงานดังกล่าวจำนวนสองล้านห้าแสนคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังการผลิต ที่ช่วยลดต้นทุนและช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งของทุนไทยและทุนต่างชาติบางกลุ่ม ขณะเดียวกันกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยตรึงราคาค่าแรงของผู้ใช้แรงงานชาวไทยด้วย
“แรงงานต่างชาติเป็นคนนอกโดยนิตินัยเท่านั้น หากการดำรงอยู่พวกเขาเป็นคนในของระบบการผลิตในประเทศไทยซึ่งสมควรได้รับการดูแลตามฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นคน”
ตรงนี้เข้าใจว่าระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติยังไม่ได้เปิดพื้นที่เท่าที่ควร ทำให้เกิดการกดขี่ข่มเหงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับการเข้ามาของนักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งมักได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
การออกกฎหมาย 11 ฉบับเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟ ไม่เพียงลดอำนาจรัฐไทยในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และลดทอนความเป็นรัฐชาติของไทยเท่านั้น หากยังพาอำนาจรัฐไทยให้เอนเอียงไปในทางการดูแลอำนวยความสะดวกให้กับการเติบโตของโลกาภิวัตน์ด้วย
แต่ประเด็นมีอยู่ว่าสภาพดังกล่าวสามารถกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในระดับคอขาดบาดตายได้ ถ้ารัฐไทยยังใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติไปผัดหน้าทาแป้งกับการขยายตัวของฝ่ายทุนเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจใยดีการสูญเสียผลประโยชน์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวได้แก่การประท้วงของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเดือดร้อนจากการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั้งโดยทุนไทยและทุนต่างชาติ ทั้งนี้โดยมีกรณีความขัดแย้งที่มาบตาพุดเป็นตัวอย่างล่าสุด
ระบบทุนในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้การเติบโตของจีดีพีและการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมก่อให้เกิดประโยชน์กับคนไม่น้อย แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมดอันประกอบขึ้นเป็นประเทศไทย คนจำนวนหนึ่งได้รับผลประโยชน์ คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้รับอะไร แล้วยังมีอีกจำนวนหนึ่งต้องสูญเสียสิ่งที่เคยได้รับอีกต่างหาก
ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย
เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมาแต่เดิมแล้ว และเมื่อผนึกผนวกปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์โดยไม่มีการปรับสมดุลใดๆ สภาพที่เกิดขึ้นจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังจะเห็นรายได้จากช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยสุด 20 % กับคนที่จนสุด 20 % ซึ่งต่างกันถึง 13 เท่า แล้วถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง จริงๆแล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้
ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งคำนวณว่า 42 %ของเงินฝากในธนาคารของทั้งประเทศ มีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนจำนวนเพียงสามหมื่นห้าพันคนหรืออาจจะน้อยกว่านั้น เทียบกับประชากรทั้งประเทศ 64 ล้านคน
ฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน หากจะต้องจัดวางฐานะของสิ่งนี้ไว้ในทางอันเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริง ผลประโยชน์ของทุนเป็นได้อย่างมากก็แค่ส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมด หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ “ผลประโยชน์ชาติ” เพราะทุนกับชาติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เราต้องมองความจริงตรงนี้โดยไม่หลบตาเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาข้อพิพาทต่างๆได้บ้าง การบูรณาการผลประโยชน์ของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์เข้ากับส่วนอื่นๆของสังคมไทย จะทำไม่ได้เลย ถ้ารัฐไทยยังถือว่าการเติบโตของภาคธุรกิจเป็นดัชนีชี้วัด “ความเจริญ รุ่งเรืองของชาติ” เพียงอย่างเดียว และกดดันให้ผู้ยึดถือคุณค่าแบบอื่นในสังคม ตลอดจนกลุ่มชนที่เดือดร้อนจากการถูกช่วงชิงทรัพยากรหรือเดือดร้อนจากการสูญเสียสิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อสุขภาวะ ต้องหลีกทางให้โดยไม่มีเงื่อนไข
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาในสังคมว่าไทยมีผลประโยชน์ของชาวต่างชาติ และผลประโยชน์ของชาวต่างชาติก็ปะปนอยู่ผลประโยชน์ของคนไทยบางส่วน การตกลงหาความสมดุลกับส่วนอื่นๆของสังคมไทยอยู่ในวิสัยทำได้ การสังเคราะห์ผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมาใหม่จากความจริงที่เป็นรูปธรรมก็พอทำได้ ทิศทางเช่นนี้จะปรากฎเป็นจริงต่อเมื่อมีการข้ามพ้นการอ้างชาติแบบเลื่อนลอย ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการบริหารความเป็นธรรมโดยรัฐในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกัน
อันนี้ไม่ใช่ระเบียบแบบรัฐชาติเราคุ้นเคยอยู่ และอาจจะต้องมีการค้นคว้าหารูปแบบที่เหมาะสม กระทั้งมีการออกแบบสถาบันใหม่ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “มันหมดเวลาแล้วที่รัฐจะบัญชาสังคมจากข้างบนลงมา”
“ตั้งแต่รัฐไทยตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟด้วยการออกกฎหมาย 11 ฉบับอำนาจของรัฐในการแทรกแซงและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจลดน้อยลงไปอีก ผลคือ กลไกตลาดกลายเป็นสถาบันหลักในการกำหนดทุกข์สุขของประชาชนและรัฐก็แทบจะกลายเป็น “นักเลง”คุมตลาดเท่านั้นเอง”
“ตลาดหรือสถาบันตลาด” ไม่ได้แก้ไขตัวเองได้เสมอไป บ่อยครั้งไม่ได้มีธรรมาภิบาลที่ชอบเรียกร้องเอากับรัฐ ทำให้การแทรกแซงของรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็น ดังเราจะเห็นได้จากตัวอย่างในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจไทยปีพ.ศ 2540 และวิกฤตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพ.ศ. 2551
คำถามมีอยู่ว่า “แล้วรัฐควรมีบทบาทเพียงแค่นี้กระนั้นหรือ เป็นยามรักษาความปลอดภัยและเป็นหน่วยบรรเทาทุกข์เวลาเกิดไฟไหม้ตลาด?”
จริงอยู่ เราไม่ต้องการให้รัฐไทยขยายตัวไปทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบผู้คนในทุกเรื่องราวของชีวิต เพราะนั่นจะยิ่งเสริมฐานะครอบงำของรัฐให้อยู่เหนือสังคมเข้าไปอีก ดังนั้นข้อเรียกร้องของเฉพาะหน้าจึงมีอยู่ว่ารัฐจะทำหน้าที่บริหารความเป็นธรรมในสังคมที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร
สิ่งแรกที่รัฐต้องทำคือ บูรณาการสังคมไทยเสียใหม่ ยอมรับการมีอยู่ของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะปิดบังมันไว้ด้วยจินตนาการเรื่องชาติ จากนั้นหาทางประสานประโยชน์ระหว่างทุนข้ามชาติ ทุนไทย แรงงานต่างชาติ แรงงานไทย เกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น ผู้ค้าปลีก ชาวประมงพื้นบ้าน คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน และอีกหลายภาคส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมไทยปัจจุบัน
บูรณาการหมายถึง การทำหน่วยย่อยที่กระจัดกระจายหรือแม้แต่ขัดแย้งกัน ให้เปลี่ยนมามีความสัมพันธ์โยงใยกัน เอื้อประโยชน์ให้กัน อีกทั้งมีความพอใจในความสัมพันธ์ดังกล่าว อันนี้ย่อมต่างจากความสมานฉันท์แบบเลื่อนลอยที่อาศัยการรณรงค์ทางอุดมการณ์เป็นสำคัญ
สำหรับการบริหารความเป็นธรรมนั้น นับเป็นหน้าที่เก่าแก่สุดและเป็นภารกิจใจกลางที่สุดของรัฐหรือผู้กุมอำนาจการปกครอง แม้เนื้อหาของความเป็นธรรมจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับการยึดถือของสังคมในแต่ละยุคสมัย แต่เราอาจกล่าวได้ว่าสังคมที่ปราศจากความเป็นธรรม จะไม่มีวันได้พบกับความสงบร่มเย็น
อันดับต่อไป เรามาพูดถึงเรื่องความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจและพื้นที่ทางการเมืองถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร เกี่ยวข้องกันอยู่สองประเด็น คือ
1. ระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนตลอดจนโลกาภิวัตน์ในด้านข่าวสารส่งผลให้สังคมไทยแตกเป็นพหุลักษณะอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มวัฒนธรรม ข้อนี้ทำให้สังคมไทยปกครองยากขึ้น
2. โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ๆที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมหาศาลเช่นเดียวกับชนชั้นนำที่มาทีหลังในประวัติศาสตร์และทุกหนแห่งในโลก คนเหล่านี้ต้องการส่วนแบ่งในอำนาจการเมืองการปกครอง แต่ขณะเดียวกันไม่มีทั้งประสบการณ์ และความรู้ที่เป็นศาสตร์และศิลป์ของการปกครอง ทำให้เกิดเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
การที่สังคมไทยถูกทำให้เป็นพหุนิยมอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่โลกทัศน์ในเรื่องผลประโยชน์ วิถีชีวิต แบบแผนทางวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อในด้านจิตวิญญาณ จนถึงความคิดเห็นทางการเมือง สภาพดังกล่าวทำให้เกิดความครอบงำด้วยอุดมการณ์ ชาตินิยมแบบเก่าทำได้ยากขึ้น กระทั่งทำไม่ได้อีกต่อไป คนไทยในปัจจุบันตีความคำว่าชาติและความเป็นไทยแตกต่างกันไป กระทั่งเลิกเชื่อในจินตนาการแบบนี้
ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของชนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อยที่อยากมีชีวิตทางวัตถุแบบชาวตะวันตกแต่อยากมีหน้ามีตาแบบชาวเกาหลี ขณะเดียวกันก็อาจจะชื่นชอบนักร้องไต้หวัน นักฟุตบอลบราซิล และชอบกินอาหารญี่ปุ่นเป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้นการที่คนไทยบางส่วนเริ่มมีผลประโยชน์แบบไร้พรมแดน ย่อมทำให้เป็นการยากขึ้นสำหรับรัฐชาติที่มีพรมแดนตายตัว ตลอดจนผู้คนที่ถือมั่นในลัทธิชาตินิยมจะสามารถยืนหยัดเรื่องผลประโยชน์ไทยได้อย่างเคร่งครัดตามจารีตดังเดิม
ล่าสุดตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้ได้แก่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว การที่นายกรัฐมนตรีเขมรแต่งตั้งอดีตนายกฯไทยเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจนั้น ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเห็นว่าอดีตนายกฯท่านนั้นมีความผิดทั้งในการเมืองและทางอาญา ขณะเดียวกันก็มีคนไทยบางส่วนโกรธแค้นฝ่ายกัมพูชาเพราะพวกเขาเห็นว่าแทรกแซงกิจการภายในของไทยหรืออย่างน้อยไม่ให้เกียรติประเทศไทยเท่าที่ควร
อย่างไรก็ดีปรากฎว่ามีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการโต้ตอบถึงขั้นการเรียกทูตกลับของรัฐบาลไทยเลยหากกลับมีอารมณ์ไปวิตกกังวลว่าความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจภายในกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งการส่งสินค้าไปขายและการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แม้แต่นักธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังอดวิตกไม่ได้ว่ายอดขายทัวร์ไปเขมรอาจจะได้รับแรงกระทบกระเทือน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงชาวบ้านที่ทำการค้าบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาต่างก็ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงเร็ว
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้แม้แต่เรื่องความขัดแย้งระดับคลาสสิคคือเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศ คนไทยก็ไม่ได้เห็นพ้องต้องกัน
ในมิติทางการเมืองลักษณะ “พหูพจน์” ของสังคมไทยดังกล่าว สามารถนำไปสู่ข้อพิพาทได้สารพัดอย่างได้โดยง่าย ทั้งความขัดแย้งกันเองของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้อำนาจรัฐกดดันหรือลดรอนสิทธิในด้านผลประโยชน์และอัตลักษณ์ของบรรดากลุ่มย่อย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากพวกเราประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่
ในทางวัฒนธรรมการเมืองจะต้องไม่มีการผูกขาดนิยามความเป็นชาติและความเป็นไทยซึ่งมักใช้เป็นข้อกำหนดถูกผิดหากเห็นต่างเรื่องใดก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า และตามลักษณะรูปธรรมของความขัดแย้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและแก้ไขกรณีพิพาทด้วยสันติวิธี ซึ่งในเรื่องนี้การศึกษาวิจัยทางวิชาการได้ดำเนินมาบ้างแล้ว โดยกระบวนการทางสังคมและกระบวนการทางการเมือง สันติวิธียังห่างไกลลักษณะความเห็นสถาบัน
อย่างไรก็ตามมาตรการสำคัญที่สุดในการลดแรงกระแทกของสังคมที่กำลังแตกปัจเจกแยกกลุ่มย่อย คือการมีพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย อันนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทุกกลุ่มต้องขึ้นเวทีการเมือง เพื่อช่วงชิงอำนาจแต่หมายถึงการมีหนทางเข้าถึงกระบวนการใช้อำนาจได้ในกรณีที่ส่งผลกระทบถึงตน อีกทั้งมีพื้นที่ในการอธิบายเรื่องราวต่อรัฐและผู้เกี่ยวข้องตลอดจนสังคมส่วนที่เหลือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม “พหุลักษณะ” จะต้องอยู่ในวิถีของการเมืองแบบมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ มิฉะนั้นปัญหาไหนก็แก้ไม่ได้
เรื่องนี้จริงๆนับว่าเราได้เริ่มต้นกันมาบ้างแล้วเช่นมีการกำหนดเรื่องสิทธิชุมชนและการเมืองภาคประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการใช้ระบบประชาพิจารณ์และการหยั่งประชามติเป็นครั้งคราว แต่ที่ผ่านมาถือว่ายังไม่พอ เรายังต้องขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้กันต่อไป
ต่อมาพูดถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน อันที่จริงกรณีทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะนานแล้วในประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติของประเทศไทย เช่นในปีพ.ศ. 2475 , 2516 ,2535 เป็นต้น ซึ่งแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองตามหลังมา การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นระบอบอะไรก็ตามแต่ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือมีการขยายพื้นที่ในส่วนยอดของศูนย์อำนาจเพื่อให้ชนชั้นกลุ่มใหม่หรือรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในพันธมิตรการปกครอง เมื่อผ่านกาลเวลาสักระยะหนึ่งชนชั้นนำใหม่และเก่าก็มักจะปรับตัวเข้าหากัน กำหนดฐานะอันเหมาะควรให้กันและกัน ตลอดจนร่วมกันใช้อำนาจทางการเมืองบังคับบัญชาสังคมที่อยู่เบื้องล่าง
อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังวิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 กล่าวคือชนชั้นนำเก่าจากภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเคยร่วมมือเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำจากภาครัฐมาเป็นอย่างดีได้ถูกวิกฤตครั้งนั้นทำให้มีฐานะเสื่อมถอยลงทั้งในการเมืองและอิทธิพลทางสังคม ขณะเดียวกันก็ได้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่เติบใหญ่มาจากระบบทุนโลกาภิวัตน์ซึ่งสามารถรวบรวมความมั่งคั่งของประเทศไว้ในมือตนได้อย่างรวดเร็วและมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อถือในการบริหารประเทศทั้งโดยชนชั้นนำจากภาครัฐและโดยนักการเมืองรุ่นเก่า ซึ่งมักเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจในกรอบรัฐชาติมากกว่าธุรกิจแบบไร้พรมแดน
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เพียงตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในศูนย์อำนาจอย่างที่ชนชั้นนำจากภาคเอกชนรุ่นก่อนๆเคยต่อรองกับชนชั้นนำในระบบราชการ หากมีความประสงค์ถึงขั้นเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำรุ่นเก่าๆทั้งหมดในการบริหารจัดการบ้านเมือง
ในบางด้านเราอาจจะกล่าวได้ว่านี่เป็นการขึ้นกุมอำนาจโดยตรงของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ซึ่งผ่านระบบการเลือกตั้งและมาพร้อมกับความคิดที่แน่นอนชุดหนึ่งในการปรับเปลี่ยนทั้งกลไกรัฐและสังคมไทย ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเชื่อมร้อยกับโลกไร้พรมแดนได้อย่างกระฉับกระเฉงขึ้น
หลังจากการปกครองประเทศไทยอยู่ได้ 5- 6ปี การสถาปนาอำนาจนำของนักการเมืองจากกลุ่มทุนโลกภิวัตน์ก็ถูกท้าทายรุนแรงจากหลายภาคส่วนของสังคม กระทั่งถูกโค่นด้วยรัฐประหารในปีพ.ศ. 2549 จากนั้นประเทศไทยต้องพบกับความแตกแยกทางการเมืองที่หนักหน่วงร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่การสงบลงของสงครามระหว่างซ้ายขวาเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน
ที่กล่าวมาไม่ได้ต้องการฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือกล่าวหาฝ่ายไหนทั้งสิ้น เพียงอยากจะชวนมาทบทวนว่ากระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในมิติของการแข่งขัน ชิงอำนาจอย่างไร ประเทศไทยเคยพยายามปรับตัวเข้าหาโลกาภิวัตน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการนำของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบังเอิญรีบร้อนและไม่มีความคิดแยบยลพอที่จะบูรณาการสังคมไทยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและมอบฉันทานุมัติเสียก่อน จึงประสบความล้มเหลว
ความขัดแย้งทางการเมืองในปี พ.ศ. 2549 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องพฤติกรรมและผลประโยชน์ของบุคคลอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในวันนี้สิ่งที่จะพูดคือโครงสร้างที่ทำให้การแบ่งพื้นที่อำนาจระหว่างชนชั้นนำก็ดี การเปิดพื้นที่ให้มวลชนชั้นล่างมีอุปสรรคขัดขวางมากมายทีเดียว
อำนาจรัฐสมัยใหม่ของไทยรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่เข้าใจยากคือ “ทำไมยังรวมศูนย์อยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่เราพยายามสร้างระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์มาแล้วระยะหนึ่ง”
การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยการกำหนดให้ทั้งประเทศอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรุงเทพฯนั้น แม้จะอธิบายความจำเป็นได้ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ แต่เราคงต้องยอมรับเหมือนกันว่าโครงสร้างอำนาจแบบนี้ทำให้พัฒนการของการเมืองไทยสมัยใหม่เต็มไปด้วยการต่อสู้ ช่วงชิงอำนาจในส่วนกลางอย่างเลี่ยงไม่พ้น ใครคุมส่วนกลางได้ ก็คุมส่วนที่เหลือได้ทั้งประเทศ
ดังนั้นจึงเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะแบบ “Winner Takes All” ผู้ชนะได้ไปหมด ผู้แพ้สูญเสียทุกอย่าง ข้อนี้ใช่หรือไม่ว่าส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำที่แข่งกันสถาปนาอำนาจนำ ลื่นไถลไปสู่ความรุนแรงเป็นระยะๆ
ขณะเดียวกันโครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ไว้ส่วนกลาง ก็ทำให้ประเทศขาดรากฐานการปกครองตนเองแบบสมัยใหม่ในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง รวมทั้งทำให้การสร้างประชาสังคม ในทุกระดับเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากการควบคุมอย่างหนาแน่นของภาครัฐ พูดสั้นๆ คือมันเป็นโครงสร้างอำนาจทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในหลายกรณี
สภาพทั้งหมดเมื่อนำมาบวกรวมกับความเหลื่อมล้ำสุดขั้วทางเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลให้มวลชนชั้นล่างๆ จำนวนมากเหลือทางเลือกไม่มาก ภายใต้เงื่อนไขที่บีบบังคับจากรอบทิศทาง พวกเขาจนปัญญาในการสร้างพลังอิสระ สิ้นหวังในการแสดงตัวตนทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศ จึงหันมาฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มนั้นกลุ่มนี้บ้าง กลายเป็น”การมืองแบบหางเครื่อง” แทนที่จะเป็นการเมืองภาคประชาชน
ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเชิงโครงสร้างของนานาปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่สถานการณ์การเมืองอันหนักหน่วงในปัจจุบัน
จะหาทางออกได้อย่างไร?
ถ้ายังเห็นว่าทั้งหมดเป็นความขัดแย้งระหว่างถูกกับผิด หรือระหว่างดีกับชั่ว แบบขาวล้วนกับดำล้วน เมื่อมองจากภาพกว้างเห็นว่าแต่ละฝ่ายผลิตผลิตของเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง เป็นบุตรแห่งแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น แต่ละฝ่ายมีข้อเสนอที่ดี แต่ก็มีความจำกัดในด้านอื่นๆ เกินกว่าที่จะรับเหมาทำแทนตนที่เหลือทั้งประเทศ
เมื่อปัญหามีอยู่ก็ต้องแก้ไขกันต่อไป เพียงแต่จะแก้อย่างไรให้ตรงจุดและเกิดผลดีต่อองค์รวม
ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าคำถามใหญ่สุดสำหรับประเทศไทยในชั่วโมงนี้ คือ
1.ในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะปฏิเสธการมีส่วนแบ่งในพื้นที่อำนาจของชนชั้นนำจากกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ และถ้าปฏิเสธไม่ได้จะทำอย่างไร จะออกแบบสถาบันการเมืองแบบไหนจึงจะทำให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่ทางการเมืองอันพอเหมาะพอควร
2.ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐไทยจะปกครองสังคมพหุลักษณ์ด้วยระบบรวมศูนย์อำนาจได้ต่อไปหรือไม่ และถ้าทำไม่ได้จะทำอย่างไร
แน่นอนคำตอบสำหรับคำถามใหญ่ 2 ข้อนี้ ถ้าจะให้ชัดเจนจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องที่คิดเอาเองตามใจชอบได้ หากต้องมีการศึกษาค้นคว้าอย่างเร่งด่วน อาศัยแง่คิดมุมมองจากทฤษฎีการเมือง และข้อมูลเชิงประจักษ์ อีกทั้งต้องอาศัยการช่วยกันทำความเข้าใจจากหลายๆฝ่ายที่ห่วงใยบ้านเมือง
จากคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ยกมาจะเห็นได้ว่าแม้แต่ผู้นำประเทศก็ต้องยอมรับในโลกแบบไร้พรมแดน การยึดถือรัฐเป็นตัวตั้ง หรือเป็นผู้แสดงที๋โดดเดี่ยวโดยลำพังคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในแถลงการณ์ของเวทีอาเซียนภาคประชนครั้งที่ 2 การเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
ปัญหามีอยู่ว่าภายใต้กรอบคิดของลัทธิชาตินิยมแบบเก่าเราจะบูรณาการภาคธุรกิจเอกชนที่คละเคล้าไปด้วยผลประโยชน์ต่างชาติเข้ากับภาคประชาสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไร ภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐที่ยังรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร
เมื่ออำนาจรวมศูนย์ปัญหาก็รวมศูนย์ไปด้วย กลไกแก้ปัญหาระดับล่างมีอำนาจน้อยและค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าอยู่ในระบอบไหน ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องท่วมท้นจากทุกภาคส่วนของสังคม ส่งผลให้ขาดทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน
สมัยนี้ปัญหาใหม่ๆเรื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ระบบราชการแบบรัฐชาติแก้ไขได้ยาก เนื่องจากไม่มีกฎระเบียบรองรับหรือบางทีถูกขัดขวางไว้ด้วยกฎระเบียบมากเกินไป ฉะนั้นเรื่องเล็กน้อยจึงต้องส่งมาที่รัฐบาลและกลายเป็นประเด็นการเมืองโดยไม่จำเป็น เช่น กรณีน้องหม่อง ทองดี เด็กไร้สัญชาติ จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อร่วมการแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษเป็นต้น
ในทางเศรษฐกิจ ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ท้องถิ่นหลายแห่งทั้งสำคัญขึ้นและได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แล้วจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นโดยไม่มีอำนาจบริหารจัดการอะไรเลยหรือ
เช่นในเวลานี้กลุ่มทุนต่างชาติได้สร้างเมืองคาสิโนขนาดยักษ์ขึ้นในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามกับอำเภอเชียงแสนและเชียงของ เรื่องนี้ทำให้ภาคธุรกิจดีอกดีใจคิดว่าสภาพดังกล่าวจะกระตุ้นการค้าการท่องเที่ยวบริเวณหัวเมืองชายแดนส่วนนั้น แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าคนท้องถิ่นที่มองเห็นผลทางลบของมันจะมีอำนาจอะไรบ้าง ในการปกครองชุมชนอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ของตนไม่ไห้กลายเป็นตลาดยาเสพติดและซ่องโสเภณี
ทำนองเดียวกันจังหวัดตากมีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในสามอำเภอเพื่อใช้แรงงานราคาถูกจากพม่า โดยมีโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มอยู่ประมาณ 80 แห่ง และกิจการใหญ่ๆก็เป็นของต่างชาติ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน คือในบางกรณีทั้งทุนและแรงงงานล้วนเป็นชาวต่างชาติ แล้วเราจะบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้ากับผลประโยชน์ของชาวบ้านในพื้นที่อย่างไร ถ้าพวกเขาไม่มีอำนาจทางการเมืองเพื่อต่อรองโดยตรง
เมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่แล้วเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อหาทางตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนพม่า ที่อำเภอสังขละบุรีและบ้านพุน้ำร้อน นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในการส่งเสริมระบบทุนโลกาภิวัตน์โดยอำนาจรัฐแบบศูนย์รวม ยังไม่แน่ใจว่าได้อนุญาตให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน
ไม่เพียงแต่ชายแดนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายกรุงเทพฯเท่านั้น แม้แต่กระแสโลกาภิวัตน์ในประเทศเพื่อนบ้านก็อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาได้ เช่น โครงการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง 12 แห่ง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ไทยเวียดนามและการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวินประเทศพม่า 13 แห่ง จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพืชพันธุ์ปลาอย่างเลี่ยงไม่พ้น
การต่อรองอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อต่อรองโดยตรงกับภาคีที่เกี่ยวข้องกลายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท้องถิ่นไทยในปัจจุบัน
ที่ยกมาทั้งหมดไม่ใช่การมองโลกาภิวัตน์ในแง่ร้ายไปเสียหมด เพียงคิดว่าการปรับโครงสร้างอำนาจขนานใหญ่ด้วยการกระจายอำนาจ เท่ากับช่วยสร้างกระบวนการแก้ไขและป้องกันข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า อีกทั้งปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของทั้งท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆในการเข้าหาโลกาภิวัตน์จากอัตลักษณ์อันหลากหลายของตน โดยเปลี่ยนฐานะของท้องถิ่นจากฝ่ายที่ถูกกระทำข้างเดียว มาเป็นหุ้นส่วนโลกาภิวัตน์อย่างเสมอหน้ากับฝ่ายทุนและศูนย์อำนาจ
ถามว่าแล้วท้องถิ่นไทยมีขีดความสามารถพอที่จะแบกรับภารกิจใหม่เช่นนี้หรือไม่ ถ้าให้ตอบตอนนี้คงต้องบอกว่าพร้อมบางส่วน ไม่พร้อมบางส่วน และเรายังคงต้องไปสำรวจค้นคว้าหาคำตอบจากความเป็นจริง ความจำเป็นนั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเป็นไปได้ยังต้องวิจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการกระจายอำนาจ การจัดเครือข่ายความสมัพันธ์ระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยในท้องถิ่นกับประชาธิปไตยในระดับประเทศ ที่มาที่ไปของงบประมาณและอีกหลายๆประเด็น
สรุปรวมความแล้วก็คือว่า การที่โลกไร้พรมแดนเข้ามาอยู่ในประเทศที่มีพรมแดนทำให้เราจะต้องพิจารณาหาหนทางบูรณาการประเทศกันใหม่ ทั้งในส่วนที่เป็นภาครัฐและภาคสังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
การสร้างความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันใหม่ในบริบทของความเป็นจริงแห่งปัจจุบันคงจะไม่สามารถทำได้ในกรอบคิดดั้งเดิมของรัฐของลัทธิชาตินิยมหรือภายใต้ระเบียบอำนาจแบบเก่าๆอย่างที่เราคุ้นเคยกัน
“ผมเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ใด โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ยังผูกพันอยู่กับความคิดเรื่องชาติแบบดั้งเดิม แต่เราคงต้องยอมรับว่าในระยะที่ผ่านมาคำว่าชาติได้กลายเป็นคำขวัญของการเมืองแบบผู้ชนะได้ไปหมด สมัยก่อนระบบเผด็จการมักอ้างชาติในการผูกขาดอำนาจ ต่อมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อ้างชาติให้คนอื่นเงียบ สุดท้ายกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันก็อ้างชาติเพื่อผูกขาดความถูกต้อง เราคงจะอยู่กันอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับความจริง ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นๆในสังคมไทยก็ดี ปัญหาความไม่ลงตัวในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะก็ดี จะแก้ได้ต่อเมื่อเราขยายเส้นขอบฟ้าทางปัญญาให้กว้างกว่าการใช้นิยามเดียวมาตัดสินที่อยู่ที่ยืนของผู้คน”
ปัจจุบันอำนาจรัฐไทยถูกจำกัดโดยเงื่อนไขโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกกำกับโดยประชาสังคมเท่าที่ควร อำนาจรัฐบางส่วนถูกโอนให้สถาบันตลาด แต่ตลาดเองก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกในสังคมได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำยังจะดึงรัฐไปรับใช้การขยายตัวของทุนอยู่ตลอดเวลา
เราคงไม่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ฝากความมั่งคั่งและอยู่รอดของตนไว้กับทุนและแรงงานจากต่างประเทศ อีกจำนวนไม่น้อยพอใจชีวิตที่ไม่ต้องถูกนิยามด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ และกินอยู่แต่งกายไปตามกระแสบริโภคสากล
แต่เราก็ต้องยอมรับเช่นกันว่ายังมีอีกหลายกลุ่มที่เดือดร้อนกับโลกที่ไร้พรมแดน บ้างถูกเบียดยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและการเมือง บ้างถูกคุกคามความอยู่รอดอย่างแท้จริง และบ้างเพียงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อโลกที่ตัวเองคุ้นเคยกำลังเลือนหายไป
การดำรงอยู่ของทั้งสองส่วนเป็นสาเหตุสำคัญของกรณีพิพาทในหลายๆเรื่อง และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องมีการปรับสมดุลกันในประเทศไทย
ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงในสังคมไทย พฤศจิกายน 18, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: ความเหลื่อมล้ำ
add a comment
พอจะเป็นที่รับทราบกันในขณะนี้ว่ามีความต่างกันถึงประมาณ 13 เท่า ความต่างด้านรายได้บ่งบอกว่าคนรวยและคนจนมีมาตรฐานการครองชีพต่างกันอย่างไร แต่ถ้าจะดูความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงแล้ว จะต้องดูที่ความมั่งคั่ง (wealth) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ได้แก่ ที่ดิน เงินออม หุ้น ทอง เพชรนิลจินดา ของเก่ามีค่า เช่น พระเครื่อง เครื่องลายคราม และภาพเขียนราคาแพง ฯลฯ
ในประเทศพัฒนาแล้วนั้น จะมีการเก็บข้อมูลสถิติด้านความมั่งคั่งของคนในประเทศอย่างละเอียด เพื่อประโยชน์สำหรับการมีนโยบายสาธารณะด้านภาษีที่เหมาะสม ทั้งนี้ การเก็บภาษีมีหลักการอยู่ที่การจ่ายตามความมั่งคั่งด้วย และเพื่อสามารถที่จะใช้นโยบายภาษีทรัพย์สินเป็นเครื่องมือช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นภัยกับสังคม และป้องกันไม่ให้มีการสะสมทรัพย์สินเอาไว้เก็งกำไรแบบเสือนอนกิน เพราะว่าถ้าสามารถทำได้เช่นนั้นทรัพย์สินมีค่า เช่น ที่ดิน ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และเป็นที่ต้องการของนักอุตสาหกรรมเพื่อสร้างโรงงาน และเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปเพื่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ก็จะมีราคาแพงจนเกินเหตุ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และทำให้คนธรรมดาทั่วๆ ไปที่หาเช้ากินค่ำโชคไม่ดีที่ไม่มีมรดก ไม่อาจหาซื้อบ้านที่อยู่อาศัยในราคาที่จะซื้อหาได้จากการทำงานจากหยาดเหงื่อของตนเองได้ และค่าเช่าบ้านดีๆ ก็จะแพงจนเกินเหตุอีกเช่นกัน
การเก็บภาษีทรัพย์สิน ซึ่งภาษีมรดกก็เป็นภาษีทรัพย์สินประเภทหนึ่งนอกจากจะเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลสถานหนึ่งแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และเร่งให้มีการใช้ทรัพย์สินให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคค่อนข้างสูงนั้น ภาษีทรัพย์สินจากการรับมรดกที่มีมูลค่าสูงมากๆ (ส่วนใหญ่ก็คือที่ดินและคฤหาสน์ราคาแพง) มีอัตราที่ค่อนข้างสูง เพื่อผลักดันให้ผู้รับมรดกเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (เอาไปลงทุนต่างๆ) จะได้มีรายได้มาเสียภาษี และหากว่าผู้รับมรดกนั้นๆไม่ทำอะไรเลยติดต่อกัน 3 ชั่วอายุคน ก็จะต้องขายที่ดินนั้นไปเพื่อเอามาเสียภาษี เมื่อต้องขายก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาซื้อเอาไปทำประโยชน์ได้ เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เช่น เอาไปสร้างโรงงาน ทำโรงแรม ก่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจ ภาษีมรดกนี้ใช้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น
ผู้เขียนได้เคยอ่านบทความเกี่ยวกับจักรพรรดินีญี่ปุ่นองค์ปัจจุบัน แม้ว่าพระองค์จะเคยทรงเป็นสามัญชน แต่ก็ทรงมาจากครอบครัวร่ำรวยทีเดียว พระองค์ทรงได้รับมรดกจากครอบครัวเป็นคฤหาสน์ประจำตระกูลที่ใหญ่โตมาก และหากจะทรงรักษาคฤหาสน์นี้ไว้ในครอบครอง พระองค์จะต้องทรงจ่ายภาษีมรดกจำนวนมหาศาล ในขณะที่เกิดเหตุการณ์นี้มีการอภิปรายกันที่ญี่ปุ่นในเรื่องนี้ และมีการเสนอให้รัฐบาลยกเว้นภาษีมรดกกับองค์พระจักรพรรดินี แต่ทรงแสดงพระสปิริตโดยทรงปฏิเสธข้อเสนอนี้และทรงประกาศที่จะจ่ายภาษีมรดกเฉกเช่น พลเมืองคนอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงต้องยอมขายคฤหาสน์ของตระกูลนี้ไป เพื่อที่จะจ่ายภาษีมรดกดังกล่าว
ภาษีทรัพย์สินในรูปของภาษีมรดกที่ญี่ปุ่นนับว่าเป็นมาตรการทางการคลังที่สำคัญประการหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
สำหรับในเมืองไทยนั้นเรายังไม่ได้ให้ความสนใจกับการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้น ข้อมูลสถิติที่มีอยู่จึงบ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งที่สูง และสูงกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากที่เดียว ดังจะแสดงให้เห็นในข้อมูลข้างล่างนี้
ที่ดิน ข้อมูลการถือครองที่ดินนำร่องใน 8 จังหวัด ทำให้ได้ภาพของขนาดการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินโดยละเอียด พบว่าผู้ถือครองพื้นที่รวมมากที่สุด 50 อันดับแรก (ทั้งปัจเจกและนิติบุคคล) มีที่ดินรวมกันโดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 10 ของทั้งหมด ซึ่งนับว่าสูงมาก ถ้าหากดูจำนวนที่ดินที่ถือครองโดยเจ้าของรายใหญ่ที่สุดในบางจังหวัดก็จะพบ เช่น ที่ปทุมธานี รายใหญ่ที่สุดมีที่ดินรวมกัน 28,000 ไร่ ที่สมุทรปราการ 17,000 ไร่ ที่นครนายก 34,000 ไร่ นับเป็นที่ดินจำนวนมหาศาล แต่ขณะนี้อัตราภาษีบำรุงท้องที่ ยังมีลักษณะถดถอย คือคนมีที่ดินมากเสียภาษีเป็นสัดส่วนของมูลค่าที่ดินต่ำกว่าคนมีที่ดินน้อย
เงินออมในธนาคาร สถิติโดยธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2552 บอกเราว่า บัญชีที่มีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 70,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 0.1 ของจำนวนบัญชีทั้งหมดในประเทศและเจ้าของบัญชี 70,000 บัญชีนี้มีเงินฝากรวมกัน 3 ล้านล้านบาท (เท่ากับ 1/3 ของ GDP ของประเทศไทยในปี 2551) คิดเป็นร้อยละ 42 ของเงินฝากทั้งประเทศ โดยปกติคน คนหนึ่งจะมีมากกว่า 1 บัญชี สมมุติว่าโดยเฉลี่ยมีคนละ 2 บัญชีจะได้ว่า ร้อยละ 42 ของเงินฝากทั้งประเทศอยู่ในมือของคนเพียง 35,000 คน หรืออาจจะน้อยกว่านี้ ถ้าหลายคนมีมากกว่า 2 บัญชี
การที่เงินฝากกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ เช่นนี้มีนัยถึงการกระจุกตัวของรายได้ที่สูงมากด้วย เพราะว่าคนมีเงินออมมากๆ ก็มีโอกาสที่จะลงทุนและมีรายได้สูงกว่าคนมีเงินออมน้อย แต่ขณะนี้รัฐบาลเก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ย (หัก ณ ที่จ่าย) เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ที่ TDRI ท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า อัตรานี้ต่ำเกินไปสำหรับผู้มีเงินออมมากๆ รัฐบาลน่าจะเก็บภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่สูงกว่านี้
หุ้นในตลาดหลักทรัพย์งานศึกษาของเนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์ (กลุ่มทุน-ธุรกิจครอบครัวไทยก่อนและหลังวิกฤติ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว.) พบว่าระหว่างปี 2538 ถึงปี 2547 มีเพียง 11 ตระกูลผลัดกันเป็นเจ้าของหุ้นที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ตระกูลมาลีนนท์ ชินวัตร ดามาพงศ์ จิราธวัฒน์ เบญจรงค์กุล ดำรงชัยธรรม อัศวโภคิน เลี่ยวไพรัตน์ โพธารามิก กรรณสูต และจรณจิตต์ และรายได้จากการซื้อขายหุ้น มีการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเลย (ไม่มี capital gain tax) ขณะที่คนทำงาน (salary man และ wage-earner) ทั่วๆ ไป ต้องเสียภาษีในอัตราระหว่างร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 37
สำหรับในภาพรวมของความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งนั้นงานศึกษาโดยใช้ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สอบถามการมีทรัพย์สินประเภทต่างๆ ของครัวเรือนไทยจากครัวเรือนตัวอย่างเมื่อปี 2549 พบว่าครัวเรือนมั่งคั่งที่สุดร้อยละ 20 มีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าครัวเรือนจนสุดร้อยละ 20 อยู่ถึงประมาณ 70 เท่า (กลุ่มครัวเรือนรวยสุดมีทรัพย์สินร้อยละ 69 ของทั้งหมด ขณะที่กลุ่มครัวเรือนจนสุดมีสัดส่วนของทรัพย์สินเพียงร้อยละ 1ของทั้งหมด) หมายความว่าความมั่งคั่งต่างกัน 70 เท่า แต่ตัวเลขนี้น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในความเป็นจริงความต่างอาจจะสูงถึง 80 เท่า เพราะว่าคนรวยมักจะไม่บอกว่าตัวเองรวยจริงๆ เท่าไร และเจ้าพนักงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คงไม่มีโอกาสได้สอบถามข้อมูลจากครัวเรือนรวยจริงๆ เพราะเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย และมักจะไม่ตกอยู่ในกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ
โดยสรุปข้อมูลสถิติขั้นต้นนี้ บอกให้เห็นว่าความมั่งคั่งของสังคมเรากระจุกตัวสูงอยู่ในกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว โดยอาจจะกระจุกอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่ตระกูล เพราะว่าต่างโยงใยกันอยู่ โดยลูกหลานจะดองกัน เข้าทำนองคำพังเพย “เรือล่มในหนองทองจะไปไหนเสีย”
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เมืองไทยจะต้องมีมาตรการภาษีทรัพย์สินประเภทต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งและผลักดันให้มีการใช้ทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” หัวใจอยู่ที่คน (ตอน 3) พฤศจิกายน 13, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: กลุ่มออมทรัพย์, การเงินชุมชน, การเมืองภาคประชาชน
add a comment
แนวคิดใหม่หันมาลดรายจ่ายวันละบาท แทนการออมวันละบาท เป็นปรัชญาการออมที่มีความชัดเจนในเชิงลึก
“การลดรายจ่ายคือการออม” ที่ผ่านมากลุ่มออมทรัพย์ช่วยคนได้จริงบางจุด แต่ถ้าคนไม่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นหนี้เป็นสิน
เงิน 1 บาท ตอนนี้ไม่มีใครเห็นค่า ให้เด็กเด็กไม่เอา แต่คนรวยตายแล้วไม่หายใจใช่หรือไม่ คนจนตายแล้วไม่หายใจใช่ไหม ก็ตายไม่หายใจเหมือนกัน เวลาคนตายเขาใส่เหรียญปากผี ก็คงเป็นเหรียญเหมือนกันไม่ว่ารวยจน แล้วถ้าเผาศพ เหรียญก็คงตกอยู่ตรงนั้นเอาไปไม่ได้
กองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เนื้อแท้เป็นการทำบุญ เพื่อจะช่วยตัวเอง สังคม ประเทศชาติ
พอทำตำบลน้ำขาวสำเร็จ ผมจึงมีโอกาสนำเสนอแนวคิดดังกล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาสมัยนั้น คือ นายสมพร ใช้บางยาง ทำให้ราชการเข้ามาหนุนเสริมอำนวยความสะดวกขยายแนวคิดนี้ไปทั่วจังหวัดสงขลา จนมีคำพูดกันทั่วไปในวันนี้ ว่า “สงขลาเป็นเมืองหลวงของสวัสดิการ”
ครูชบมักสอนชาวบ้านว่า การบริหารจัดการที่ดี ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน จึงได้บอกกลุ่มออมทรัพย์ที่มาปรึกษาเสมอว่า “ต้องไปคิดเอง หากระบวนการแก้ปัญหาเอง ต้องพึ่งกันเอง ต้องช่วยกัน” กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การที่กลุ่มได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกัน ถึงแม้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางจัดระบบบัญชีอาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารจัดการที่สอนอยู่ในระบบการศึกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงที่สมาชิกมีจิตสำนึกร่วมกันในการพัฒนา
ในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือคนทำงานพัฒนาต่างๆ แนวทาง วิธีทำงานไม่เหมือนกัน ทำไปคนละเรื่อง ต่างคนต่างทำ เพียงแต่เป้าหมายสูงสุดตรงกัน คือ พัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ดี มีความสุข
ความคิดนี้กว้างออก มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ดี จะล้มในอนาคต เงินไม่พอ ผมจึงเสนอแนวคิดการสมทบผมคิดว่ากองทุนจะอยู่ได้ นอกจากประชาชนแล้วต้องมีการสมทบจากรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนละ 1 บาท ผมเชิญนักวิชาการระดับดอกเตอร์มาทำวิจัย ผมบอกว่าจากนี้ไป 15 ปีไม่มีปัญหา แต่หลัง 15 ปี ใช้บาทเดียว จะมีปัญหา ผมจึงวางแผนใช้เวลา 15 ปี ต่อรอง ต่อสู้ กับรัฐบาลให้มาสมทบ
งานวิจัยต่อการดำเนินงานกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่นำเสนอเมื่อ 25 ธันวาคม 2551 มีผลระบุว่า การสมทบ 3 ส่วน คือ ชาวบ้าน รัฐบาล กลาง และ อปท. ส่วนละ 1 บาท สามารถทำให้กองทุนดำเนินการต่อไปได้ในระยะยาว
จากผลดังกล่าวรุ่งเช้า 26 ธันวาคม 2551 ผมจึงได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ตอบเห็นด้วย และพร้อมสนับสนุน
การดำเนินงานเชิงรูปธรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเรื่องนี้อีกครั้งในการเดินทางลงมาพบปะพี่น้องประชาชน จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 สิงหาคม 2552
วันนั้นผมได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ 4 ประเด็น กล่าวคือ 1. ให้ประกาศเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นวาระแห่งชาติ 2. ให้รัฐบาลส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ทุกตำบล ทุกเทศบาล ภายในปี 2555 3. เพื่อความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการ ให้รัฐบาลสมทบกับประชาชน 1/1/1 และ 4. ให้รัฐบาลไปแก้ระเบียบ กฎหมายที่ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมทบสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ช่วยอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีได้รับปากและอนุมัติ แปรญัตติงบประมาณ 727 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเดือนธันวาคม 2552 โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ตั้งโครงการคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน
ถือเป็นความสำเร็จที่เร็วเกินคาด เพราะคิดว่าต้องต่อสู้กับรัฐบาล 15 ปี แต่เอาเข้าจริง สามารถผลักดันเป็นนโยบายได้ภายใน 5 ปีเท่านั้น
สิ่งที่ได้ทำมาว่าไม่เกิดปัญหามาก เพราะเน้นพัฒนาคน โดยเฉพาะการก้าวมาสู่แนวคิดสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทอย่างทุกวันนี้ ปัญหายิ่งน้อยลง เพราะไม่ต้องมีการกู้เงิน
ห้ามเอาเงินรายได้มาส่งต้องลดรายจ่าย เพราะเราต้องการฝึกคน เอาคนเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาเงิน ถ้าสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจะเป็นสังคมดี อยู่แบบพอเพียง ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน เอื้ออาทร สังคมมีความสุขไม่ทุกข์
ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” (ตอน 2) พฤศจิกายน 13, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: กลุ่มออมทรัพย์, การเงินชุมชน, การเมืองภาคประชาชน
add a comment
สัจจะครบ 25 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 500 บาท
อัตราสูงสุด สัจจะครบ 60 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 1,200 บาท
ปฐมบท “สัจจะออมทรัพย์” (ตอน 1) พฤศจิกายน 13, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: กลุ่มออมทรัพย์, การเงินชุมชน, การเมืองภาคประชาชน
add a comment
กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนน้ำขาว ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา อันเป็นถิ่นเกิด
โดยให้เด็กนักเรียน ซึ่งต่างก็มาจากครอบครัวยากจน หันมาออมวันละบาท ผลจากการออม นอกจากจะทำให้นักเรียนมีเงินออม ยังได้รับเงินปันผลกันถ้วนหน้า จัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนักเรียน ยังช่วยปลดหนี้ครู จัดสวัสดิการครู มีเงินพัฒนาโรงเรียนอีกด้วย
หลังจากประสบความสำเร็จในโรงเรียน วันหนึ่งชุมชนน้ำขาวแห่งนี้ จึงขอให้ผมไปทำกลุ่มออมทรัพย์ให้ชาวบ้านบ้าง จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์น้ำขาว” จนกลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ
การดำเนินการของกลุ่มออมทรัพย์เป้าหมายหวังพัฒนาคน โดยยึดตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชดำรัส ในพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบุรพกษัตริยาธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2525) เรื่องคุณธรรม 4 ประการ คือ
1. การรักษาความสัจจะ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
2. ความรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจจะ ความดีนั้น
3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด
4. การรู้จักละวาง ความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
แม้จะเป็นผู้พลิกแนวคิดทางสังคมด้วยเงิน แต่ผมมองว่าเงินเป็นเรื่องเล็ก
ทุนทางสังคมไม่ว่า ทุนคน ทุนทางปัญญา ทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนแรงงาน ทุนเวลา และทุนเงินตรา ผมให้เงินอยู่อันดับสุดท้าย แต่โลกวันนี้ เงินตรามาแรงเหลือเกิน ทำให้ทุนอื่นล้มหรืออ่อนแอ ทุกคนอยากมุ่งหน้าเข้าไปหาเงิน ผิด ถูก ดีชั่ว ไม่เกี่ยว
ผมจึงตั้งโจทย์ว่าถ้าเงินเป็นพระเจ้าจริง ทำไมคนรวยล้นฟ้าถึงตาย
เมื่อคนรวยยังตายอยู่ แสดงว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมา มนุษย์คิดเงินตราขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้ เงินกลับมาเป็นนายเรา
การพัฒนาคนในทางกาย ประกอบด้วย การพัฒนาสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด เน้นอนามัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อม พัฒนาคนให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เน้นการงาน พื้นฐานอาชีพ และพัฒนาคนให้เป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
การพัฒนาคนในทางจิตใจ หวังสร้างคนที่มีคุณลักษณะ 7 ประการ
1. พึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
2. วินัยในตนเอง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ
3. ขยัน หมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน
4. รู้จักคิด วิจารณ์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
5. มีขันติธรรมต่อคำวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
6. มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น
7. พัฒนาคนให้ทำงานร่วมกันได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ เป็นผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี
ปลูกพืชจะต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมประชาชน จะพัฒนาคนต้องพัฒนาจิตใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเองก่อน
การเอาเงินตรามาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ที่ตำบลน้ำขาวตั้งแต่ปลายปี 2525
“ผมถามว่า…พี่น้องครับทำไมท่านส่งลูกเรียนหนังสือ
เขาบอกว่า อยากให้ลูกรับราชการ เพราะมีสวัสดิการ เจ็บไข้ได้ป่วย รัฐบาลจ่ายให้หมด พ่อแม่ ลูกเมีย รัฐบาลจ่ายให้ ผมถามต่อว่าเงินที่รัฐบาลเอามาจ่ายให้พวกนี้ เอามาจากไหน ทุกคนก็ตอบว่าเอามาจากภาษีของประชาชน”
เมื่อรัฐเอาเงินไปจากประชาชน ทำไมประชาชนไม่จัดสวัสดิการเอง …คนในชนบทควรมีสวัสดิการคล้ายข้าราชการ กองทุนสวัสดิการชุมชน จึงมีความจำเป็นและสำคัญ
แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เห็นว่าทำไม่ได้แน่เพราะเป็นเรื่องยาก
ผมบอกว่าจะทดลองความคิดสัก 4 ปี นับต่อไปนี้ พี่น้องต้องสัจจะตัวเองว่าจะเหลือเงินเดือนละ 10 บาท ถ้าทำได้ต้อง 10 บาททุกเดือนจนครบ 12 เดือน ถ้าใครสัจจะว่า 20 บาท ก็ต้อง 20 บาท หรือ 30 บาท ก็แล้วแต่กำลัง ปรากฏว่า 11 หมู่บ้านในตำบลน้ำขาวทำเหมือนกันหมดพอเอาเงินมารวมกันเราบริหารจัดการเอง เพราะเราเป็นคนจน ถ้าเอาเงินคนจนไปให้ธนาคาร คนที่กู้เงินธนาคารได้คือคนรวย
พอสิ้นปีทางกลุ่มมีเงินให้สมาชิกกู้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแต่ต้องเสียค่าบำรุงให้กลุ่ม เวลาต่อมาใช้หลักการสหกรณ์ คือ คนออมมากกู้ได้มาก ออมน้อยได้ แต่จุดสำคัญต้องนำเงินครึ่งหนึ่งมาตั้งเป็นสวัสดิการชุมชน กระบวนการอย่างหลังไม่ได้ดูเงิน แต่เน้น “สัจจะ” คือ คุณลักษณะของคนเกี่ยวกับวินัยตนเอง ความประพฤติ ครองตน ที่แน่นอนสม่ำเสมอ ใครบกพร่องเรื่องสัจจะไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการโปะเงินชดเชย แต่ต้องกลับไปฝึกสัจจะเริ่มตั้งต้นฝากเงินใหม่ อธิบายด้วยหลักคิดที่กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เป็นสถาบันพัฒนาคน เงินเป็นแค่เครื่องมือ
Creative Economy กับ Creative Classroom พฤศจิกายน 12, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: การศึกษา, เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
add a comment
ตอนนี้หันไปทางไหนก็จะเห็นแต่ข่าวและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องของ Creative Economy หรือ “เศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์” ใช่ไหมครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากแต่ก็จำเป็นที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมมากพอตัวเหมือนกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนแนวนโยบายนี้โดยจัดให้มีการเปิดตัวโครงการ เมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) รวมถึงมีความคิดที่จะจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงินถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาททีเดียวสำหรับวาระเรื่องนี้
John Howkins คือผู้ให้กำเนิดแนวคิด Creative Economy นี้ และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการดำเนินธุรกิจอย่างมากตั้งแต่ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า “บรรยากาศ” และ “สภาพแวดล้อม” ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบนี้ เพราะจะช่วยให้บุคคลได้มีความคิดสร้างสรรค์ และใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจสร้างผลงานต่างๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้
ในโลกของความเป็นจริงเราก็เห็นประจักษ์กันว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ เป็นความพยายามสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเกิด Creative Economy ในโลกของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสนับสนุนด้านต่างๆ งานสัมมนา หรือองค์กรที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องนี้เช่น TCDC เป็นต้น ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิด Creative Economy จะต้องใช้เวลาอีกนานในการจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามยังมีอีกด้านหนึ่งที่ผมอยากลองให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูก็คือ เรื่องของการสร้างบรรยากาศดังกล่าวในโลกของเด็กบ้าง
Howkins เคยบอกไว้ว่าหลักการที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ในเชิงเศรษฐศาสตร์มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้ 2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพในการแสดงออก และ 3. อิสรภาพในการแสดงออกนั้นย่อมต้องการตลาด
ทีนี้ผมลองเอาแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์คิดกับเรื่องของการเรียนการสอนและระบบการศึกษาของประเทศไทยดู ถ้าเราจะวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้โครงการ “เมืองไทย เมืองนักคิด” เราก็ควรที่จะต้องเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ไหมครับ
ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพียงแต่ผมอาศัยการสังเกตการณ์เอาเองก็พอจะทราบว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาไล่มาตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาที่เป็นทางเลือกมากมายที่มีหลักสูตรแตกต่างกันออกไป ซึ่งผมเชื่อครับว่ายังมีผู้ปกครองอีกหลายท่านที่ติดกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าจะต้องเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมให้ได้ โดยอาจจะไม่เคยสงสัยหรือทำความเข้าใจว่าหลักสูตรแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันอย่างไร
แต่ผมกลับคิดว่านั่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไปสำหรับบุตรหลานของเรา
Howkins เคยกล่าวไว้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวบุคคลในการกล้าที่จะฝัน กล้าเดินออกนอกกรอบ การท้าทาย การไม่เห็นด้วย และการประดิษฐ์” ส่วนนี้คือปัจจัยส่วนบุคคล แต่จากหลักการ 3 ข้อด้านบน ผมมองว่าสิ่งสำคัญอีกส่วนก็คือสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาและหลักสูตรที่ 1. มีการสนับสนุนให้เด็กเชื่อว่าเขามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวหรือไม่ 2. ควรสนับสนุนให้เขาได้คิดและทำสิ่งที่เขาคิด ซึ่งจะส่งเสริมให้เขาได้ฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง และจะส่งผลให้เขาเหล่านั้นมีพัฒนาการในศักยภาพด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ตามความถนัดและเหมาะสมของตัวเอง และ 3. มีเวทีหรือพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกถึงสิ่งที่คิด
เป็นเสมือนการสร้างความพึงพอใจและความเคารพต่อตัวเขาเอง และช่วยให้เขามีกำลังใจในการคิดและทำต่อ
ผมไม่ได้จะบอกว่าหลักสูตรการศึกษาแบบใดแบบหนึ่งจะดีกว่าอีกแบบแต่อย่างใด ผมเพียงอยากจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณากันดูว่า ถ้ารัฐบาลกำลังนำเอาแนวคิด Creative Economy มาเป็นวาระสำคัญของชาติในระยะยาวตามแผนที่วางไว้แล้ว การพัฒนาสังคมเราเพื่อไปในบริบทดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพคงไม่อาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ปลายทางได้เพียงอย่างเดียว
ทำไมเราไม่มองไปถึงทางเลือกในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการเตรียมคุณภาพของประชากรให้พร้อมเพื่อป้อนให้แนวคิดดังกล่าว
ท่านผู้อ่านอาจจำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับว่า ทำไมประเทศจีนถึงเต็มไปด้วยของที่ลอกเลียนแบบ ก็ด้วยสาเหตุที่ว่าวัฒนธรรมจีนแบบ ศิษย์กับปรมาจารย์ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์สู่ลูกศิษย์ ต้องรำมวยตามกระบวนท่าให้ถูกต้องตามที่ได้รับการสอนทุกท่า
แต่ปัจจุบันผมได้อ่านเจอว่า บรรดาผู้ปกครองและผู้ที่มีอาชีพในสายการศึกษาในจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการพยายามพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในตัวเยาวชนจีนให้มากขึ้นแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตเป็นเรื่องของการพัฒนาไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หาใช่การลอกเลียนแบบของเดิมในราคาที่ถูกกว่าอีกต่อไปแล้ว
และหากเยาวชนจีนยังได้รับการปลูกฝังด้วยระบบการศึกษาแบบเดิมอยู่ ในอนาคตก็ไม่มีทางที่จีนจะเป็นเจ้าของ Big Idea ได้
เป็นก็เพียงผู้ reproduce เท่านั้น แล้วเราล่ะครับ พร้อมที่จะเปิดใจรับทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาหรือยัง
