RSS

Category Archives: หนังสือ

คู่มือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาสาสมัครในสภาวะวิกฤติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขียนโดย พี่หนูหริ่ง นะครับ

ขนาด file 4.08 MB  plugin-volunteer_aa

 
Leave a comment

Posted by บน ตุลาคม 20, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่มใหม่ครับ…..

download กันได้แล้วครับ

SocialJournalVol02No02_Online (ขนาด 2.61 MB)

 
Leave a comment

Posted by บน กรกฎาคม 11, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

การวางแผนเชิงตรรกะ logical framework

29-31 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากร workshop เรื่องการเขียนโครงการพัฒนา ให้แก่ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือที่รู้จักกันในชื่อ logframe เป็นเครื่องมือช่วยในการ formulate และเขียนโครงการ

ซึ่งผมได้แปล เรียบเรียงเอกสารประกอบการประชุมเพื่อประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม และอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆ ที่สนใจ

ผมจึงขอนำ file มา post ไว้ ณ ที่นี่ครับ

เอกสารคู่มือฉบับรวม

 

 

 
Leave a comment

Posted by บน มีนาคม 31, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เตรียมพบกับ วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน ฉบับที่ 3…….ต้นเดือนกันยายน นะคร้าบ

วันนี้ เอาบทบรรณาธิการ มาให้ ชิม กันก่อนครับ

………………………………………………………………..

 วารสารเล่มที่ท่านถืออยู่นี้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาได้ 3 ฉบับ ก็นับว่าเป็นโชคดีอยู่ไม่น้อย ยอดจำหน่ายวารสารวิชาการเล่มเล็กๆ ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่มเช่นนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงยอดจำหน่ายครับ แต่เพื่อให้มีพื้นที่ทางวิชาการด้านชุมชนที่มากขึ้น และใช้วารสารเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และความเคลื่อนไหวของมิตรสหายทางวิชาการและนักปฏิบัติการสายชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ พวกเราอาจารย์ในภาควิชาก็มีหน้าที่หาเงินมาเป็นทุนอุดหนุนการพิมพ์ ในฉบับนี้เรายังได้จัดทำเป็น e-journal (เหมือนกับเขาบ้าง) เผยแพร่พร้อมกันไปด้วย ทั้งนี้ก็หวังที่จะเพิ่มปริมาณการเข้าถึงให้มากยิ่งขึ้นและเพื่อความสะดวกในการใช้งาน (แม้ว่าตัวเลขการเข้าถึงทำนองนี้ จะไม่ถูกนับเป็นผลงานที่ใช้ประเมินก็ตามที)

ในฉบับนี้เรากำหนดเนื้อหาให้เป็นเรื่อง ความ (ไม่) มั่นคงของเกษตรกรไทย เพื่อขยายให้เห็นถึงความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลง ปรับตัว ทางเลือก และทางรอดของเกษตรกรในยุคโลกโลกานุวัตรและในยุคอะไรๆ ก็ชุมชน โดยประกอบด้วยบทความวิชาการจากนักวิชาการรุ่นใหม่ 6 บทความ เริ่มจากบทความที่เป็นการทบทวนวรรณกรรม เรื่อง ทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำการ (Actor-network Theory) ในระบบอาหารและการเกษตร (Agri-food) ของ อารตี อยุทธคร ที่เสนอ ทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำการ หรือ ANT ที่นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไปของเครือข่ายการเกษตรซึ่งมิได้จำกัดอยู่แค่ในระดับชุมชนท้องถิ่นหรือประทศอีกต่อไปแล้ว แต่เชื่อมโยงกับโลกอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน อารตี ก็ได้วิเคราะห์ให้เห็นช่องโหว่ของทฤษฎี ซึ่งเธอก็มีข้อเสนอเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวก่อนนำทฤษฎี ANT ไปใช้งาน และเรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันแก่ชุมชนเกษตรกรไทยที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี ของ จิรพรรณ  นฤภัทร ที่ได้นำเสนอ บทสรุปของผลกระทบจากข้อตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเกษตรขององค์การการค้าโลก พร้อมกับเสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร

ส่วนบทความที่เหลือเป็นความต่อเนื่องจากงานวิทยานิพนธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารของชุมชน : มองผ่านพิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้านดอกบัวและบทวิเคราะห์กรณีคนในเป็นผู้ศึกษา จุดเด่นของงานชิ้นนี้ คือ ผู้เขียน หรือ ณัฐภัทร์ สุรินทร์วงศ์ เป็นคนใน ในฐานะม้าขี่ในพิธีฟ้อนผีมด ซึ่งในงานวิชาการบางสาขาก็ปฏิเสธเด็ดขาดกับเรื่องแบบนี้ เพราะคาดว่าคงเต็มไปด้วยอคติที่เลี่ยงไม่ได้…แต่พูดก็พูดเถอะ มีงานศึกษาใดบ้างที่ปลอดจากอคติ หรือจริตความชอบเป็นส่วนตัว ตามมาด้วยบทความเรื่อง ผักพื้นบ้าน ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรไทย ซึ่งเขียนโดย จุไรรัตน์ ปิยะวัชร์ และ บทความเรื่อง การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาโดยชุมชน : ประสบการณ์จากบ้านจำรุง ซึ่งเขียนโดย อัมรินทรา ทิพย์บุญราช งาน 2 ชิ้นนี้ ทำการศึกษาในบ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง ที่พยายามเสนอให้เห็น ทางเลือกและการปรับตัวของชุมชนเกษตร จากความไม่มั่นคงที่เขากำลังเผชิญอยู่ กล่าวอย่างถึงที่สุด การแสวงหาทางเลือก ทางออกเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและชุมชนไทยนั้น อาจเห็นเป็นเฉดของระดับการเปลี่ยนแปลง (range) ตั้งแต่การปรับที่ตัวเอง ปรับที่ระบบวิถีการผลิตในระดับไร่นา ไปเป็นแบบพอเพียง ลดการพึ่งพาภายนอก ค้นหาทางเลือกต่างๆ เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เรื่อยไปจนถึง การมุ่งมั่นเปลี่ยนโครงสร้างและนโยบาย โดยการเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางสังคมในชื่อกลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่สมัชชาคนจน

และอีกหนึ่งในเฉดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พระนิวัฒน์ จันมา ได้เสนอบทความเรื่อง แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรกรรมกับผลกระทบต่อชุมชน ที่ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนเกษตรติดเขตชายแดนไทย – พม่า อันเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร

และปิดท้ายกับการเสนอทางเลือกที่ป็นการสร้างตลาดน้ำของชุมชนชาวสวนกับบทสัมภาษณ์สบายๆ จากชาวสวนรุ่นสุดท้ายแห่งคลองบางระมาด ชวน ชูจันทร์  ลุงชวน ริเริ่มสร้างตลาดน้ำคลองลัดมะยมในฐานะที่เชื่อว่ามันจะทางรอดของเกษตรกรชาวสวนแบบเขาและเพื่อนบ้าน และตลาดน่าจะเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์ชุมชนแบบใหม่ ชวน ชูจันทร์ เป็นอดีตนักศึกษาจากรั้วเหลืองแดงทั้งปริญญาตรีและโท ลุงชวนเล่าอย่างภูมิใจว่า เขาน่าจะเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุค 16 คนเดียว ที่ยังทำนาระหว่างเรียนหนังสือ เข้าใจชีวิตชาวนาอย่างถ่องแท้ผ่านชีวิตของตัวเอง เมื่อจบจากธรรมศาสร์ ก็ไปทำงานโรงงานน้ำตาล และนั่นทำให้ลุงชวนได้มีโอกาสสัมผัสและรู้รสชีวิตชาวไร่อ้อยที่ไม่หวานเหมือนอ้อยที่เขาขาย  ลุงชวนยังเคยเฉียดเข้าไปสู่วงการการเมืองในนามพรรคพลังธรรมระยะสั้นๆ ซึ่งเมื่อพ้นจากงานการเมือง ชีวิตกลับมีทางเลือกให้ 2 ทาง หนึ่งคือ ไปเป็นนักปกครอง เมื่อสอบได้ตำแหน่งปลัดในอันดับต้นๆ ของประเทศ สอง กลับบ้าน….ครับ ลุงชวนเลือกที่จะกลับบ้านมาเป็นชาวสวนที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะตามแบบฉบับของชาวสันติอโศก ลุงชวน เป็นทั้งนักอ่าน นักคิด นักปฏิบัติในเนื้อในตัว มุ่งมั่นที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ปฏิรูปประเทศไทยในระดับฐานล่างให้สังคมได้เห็นกัน…ลองตามอ่านเรื่องราวของชุมชนและตลาดในเล่มต่อนะครับ

ส่วนในคอลัมภ์แนะนำหนังสือนั้น ก็มีหนังสือ 3 เล่มมาแนะนำกันครับ เริ่มจาก Flexible Peasants : Reconceptualizing the Third World’s Rural Types หรือ ในชื่อไทยว่า พลวัตและความยืดหยุ่นของสังคมชาวนา : เศรษฐกิจชุมชนภาคเหนือและการปรับกระบวนทัศน์ชุมชน ที่เขียนโดย  ยศ สันตสมบัติ ตามมาด้วยหนังสือของ Jonathan Rigg ในชื่อ More than the Soil, Rural change in Southeast Asia ใครเป็นแฟนานุแฟนของ อ.Rigg ก็ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้นะครับ  ส่วนเล่มสุดท้าย คือ Social Entrepreneurship : what everyone needs to know ของ David Bornstein และ Susan Davis ใครที่ชอบงานของ Bornstein ในเรื่อง HOW TO CHANGE THE WORLD ที่มีแปลเป็นไทยแล้วในชื่อ พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก ก็ไม่น่าพลาดเล่มนี้เช่นกันครับ

พระคุ้มครอง บุญรักษาผู้อ่านทุกท่านครับ

 
2 Comments

Posted by บน สิงหาคม 18, 2010 in หนังสือ, เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship):สิ่งที่ทุกคนควรรู้ (ต่อ)

ใคร คือ ผู้บุกเบิก  (download file  ใครคือผู้บุกเบิก ขนาด 110 KB)

ก่อนที่คำว่า การประกอบการทางสังคม จะถูกสร้างขึ้นมา ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ทุกองค์กรที่มีเป้าหมายทางสังคม หรือที่เรียกกันว่า องค์กรพัฒนาเอกชน (nongovernmental organization) หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร (nonprofit organization) จะปฏิบัติงานได้ดีเท่าๆ กัน เช่นเดียวกับบางธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำไรมากกว่าบางธุรกิจ บางองค์กรสร้างผลกระทบทางสังคมต่อดอล์ล่าร์มากกว่าอีกหลายองค์กร และตัวอย่างผู้บุกเบิกการประกอบการทางสังคม 2 ตัวอย่าง ได้เกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก นั่นคือ บังคลาเทศ

บังคลาเทศถือกำเนิดเมื่อปี 1971 ท่ามกลางพายุไซโคลนขนาดใหญ่และสงครามประกาศอิสรภาพ ได้ทิ้งความเสียหายให้แก่ประเทศไว้มากมาย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5 แสนคนจากพายุไซโคลนโบลา (Bhola)  ซึ่งพัดถล่มเมื่อปี 1970 และในช่วงสงครามอิสรภาพ กองกำลังทหารของปากีสถานได้ข่มขืนเด็กผู้หญิงและผู้หญิงนับแสนคน และฆ่าคนอีกนับล้าน อหิวาห์ ไทฟอยด์ ความอดอยาก และโรคร้ายต่าง คุกคามชีวิตผู้คนมากกว่า 2 ล้านคน และมีที่ต้องอพยพไปอินเดียอีก 10 ล้านคน

สงครามและไซโคลนได้สร้างความเห็นอกเห็นใจและตกตะลึงไปทั่วโลก หน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศมุ่งสู่เมืองดักก้า พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ ในเวลานั้นการปฏิบัติยังเป็นไปในรูปแบบเดิม คือ การช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่ผ่านตรงจากรัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวยไปสู่รัฐบาลของประเทศที่ยากจน และจากบนลงล่างสู่ช่องทางรัฐบาลท้องถิ่น อย่างไรก็ตามเงินจำนวนมากถูกคอร์รัปชั่นไป และรัฐบาลบังคลาเทศก็ยังมือใหม่มาก ประกอบไปด้วยนักต่อสู้ที่มีอุดมการณ์เสรีภาพ พอๆ กับ เพื่อนพ้องทางการเมือง ที่ไม่มีความพร้อมในกลไกพื้นฐานในการจัดการ ทั้งการบรรเทาทุกข์และการก่อสร้างใหม่ การบรรเทาทุกข์ในมิติการช่วยเหลือด้านอาหาร ยา บ้านพักและโรงเรียน ถูกคอร์รัปในทุกระดับ บางคนประมาณว่ามีเพียง 10-20% ของเงินช่วยเหลือเท่านั้นที่ถึงคนจน

ปัญหาการคอร์รัปชั่นมิได้เกิดเฉพาะในบังคลาเทศ หากแต่ระบาดไปทั่วโลก เงินช่วยเหลือต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเหมือนทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมที่มักไปจบอยู่ในมือชนชั้นนำในประเทศที่ยากจนและไปอุดหนุนให้ธุรกิจมั่งคั่งขึ้น การจ้างผู้เชี่ยวชาญจากตะวันตกด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ให้มาให้คำแนะนำและตัดสินใจในสิ่งที่มีผลกระทบน้อยมากต่อผู้คนในประเทศที่กำลังพัฒนา แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจะบินเข้าบินออกอยู่บ่อยๆ เพื่อจะทำความเข้าใจเงื่อนไขหรือวัฒนธรรมชุมชนที่มีความหมาย แต่พวกเขาก็แทบจะไม่เคยรับผิดชอบต่อแผนงานที่มีผลกระทบทางลบหรือที่เสียเวลา ซึ่งเกิดจากข้อเสนอของเขา

การไหลทะลักของเงินช่วยเหลือเข้าสู่บังคลาเทศ  มีมากถึง 90% ของงบประมาณในการพัฒนาประเทศ เงินหลายพันล้านดอล์ล่าร์ถูกจ่ายไปเพื่อการทำโครงการ เช่น การสร้างถนน โรงไฟฟ้า และการพัฒนาการเกษตร ซึ่งถูกกำหนดความสำคัญโดยผู้ให้เงินชาวต่างชาติและตัดสินใจผ่านหน้ากระดาษ แต่บ่อยครั้งก็ล้มเหลวให้แง่ประโยชน์ที่คนจนจะได้รับ มรดกของเงินช่วยเหลือเหล่านี้ ก็คือ วัฒนธรรมการพึ่งพิงและการคอร์รัปชั่น ซึ่งยังคงรบกวนเศรษฐกิจและรัฐบาลของบังคลาเทศ

อย่างไรก็ตาม เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศก็สนับสนุนให้บังคลาเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกอย่างสูงด้วย เมื่อถูกนำไปใช้ในด้านการเงิน (ที่ไม่ใช่เพื่อการควบคุม) แก่องค์กรประชาชนที่จัดตั้งโดยผู้ประกอบการทางสังคมในท้องถิ่น ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คือ Grameen Bank (ธนาคารหมู่บ้าน) และ Bangladesh Rural Advancement Committee (รู้จักกันในนาม BRAC)

หลังสงครามเพื่ออิสรภาพ  ชาวบังคลาเทศทั่วโลกได้ละทิ้งงานที่มีรายได้งาม เพื่อกลับมาช่วยสร้างประเทศของเขาใหม่ ในคนเหล่านี้มี Muhammad Yanus และ Fazle H.Abed รวมอยู่ด้วย Yanus นั้น เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จบปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัย Vanderbit ในสหรัฐอเมริกา ได้ก่อตั้ง Grameen Bank ไม่หวังผลกำไร แต่เป็นธนาคารเพื่อต่อสู้กับความยากจน มีผู้ร่วมถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในหมู่บ้าน ส่วน Abed เป็นอดีตผู้บริหารบริษัท Shell ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง BRAC องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการศึกษาในชนบท การสาธารณสุขพื้นฐาน การเงินชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ในช่วงนั้น เงินช่วยเหลือมีลักษณะ Top-down ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับมีลักษณะของการล่าอาณานิคม เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ Grameen Bank กับ  BRAC ทำ ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ชาวบังคลาเทศมีความสามารถ และพวกเขาหาทางที่จะสร้างความสามารถนั้นและการพึ่งตนเองภายในประเทศ พวกเขาให้ความสำคัญมากไปกว่าเรื่องสิ่งของวัตถุไปสู่เรื่องของศักดิ์ศรี หลีกเลียงการบริจาคที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์

แทนที่จะจ้างชาวต่างชาติ เขาจ้างแรงงานท้องถิ่น มากกว่าที่จะบริจาคแก่ครอบครัวเพื่อนฝูงแบบที่ปฏิบัติกันอยู่ เขาจ้างเจ้าหน้าที่ที่ต้องสอบเข้าโดยการแข่งขัน และปฏิเสธการติดสินบนแบบที่หลายองค์กรผู้ให้เงินกระทำเพื่อทำให้โครงการเดินไปได้ และที่สำคัญที่สุด พวกเขาเน้นไปที่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ เขาวัดผลทุกๆ อย่าง; เงินกู้ยืมและการคืนเงินกู้ เด็กผู้หญิงที่ได้เรียน จำนวนซองของผงเกลือแร่ที่กระจายออกไป พวกเขาพยายามที่จะตอบสนองต่อผู้รับบริการและทำให้ผู้รับบริการภูมิใจในความสามารถของตัวเองที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนหลังความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไข พวกเขาทดลองอย่างต่อเนื่องในเรื่องการเงินชุมชนและการพัฒนาธุรกิจชนบท BRAC นำแนวทางเหล่านี้สู่บังคลาเทศในการสร้างโรงเรียนชุมชนที่มีประสิทธิภาพสูงและแผนงานสุขภาพชุมชน ใน Freedom from Want, ซึ่ง Ian Smillie ได้ตรวจสอบ สิ่งที่ Abed ได้เปิดพื้นที่ใน BRAC ให้แก่เจ้าหน้าที่ทดลอง คิดค้นความคิดใหม่ๆ และแบ่งปันสิ่งที่แต่ละคนได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางภายในองค์กร แต่ทั้งหมดก็เข้มงวดในการควบคุมคุณภาพ ทั้ง Yanus และ Abed มีความได้เปรียบในความรู้ในธุรกิจที่เขาทำอยู่ เขารู้ว่า ความคิดหรือแผนงานใดไม่ดี ที่เขาควรเลิกสนับสนุน ซึบซับบทเรียนและพยายามทำในสิ่งอื่นๆ แน่นอนความล้มเหลวในงานก็มีอยู่มากมาย บางครั้งก็นำไปสู่วิกฤต แต่เขาก็ใช้ความล้มเหลว เป็นโอกาสที่จะคิดให้ลึกขึ้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยปกติผู้ปฏิบัติงานชาวต่างชาติมีเวลาไม่มากพอที่จะทดลองถูก-ผิด เช่นนักการเมือง พวกนี้ต้องการความสำเร็จภายในระยะเวลาสัก 2 ปี เพราะว่า นั่นคือ เวลาเฉลี่ยที่เขามีก่อนจะออกไป

แม้ว่า แหล่งเงินทุนช่วยเหลือให้แก่บังคลาเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ซึ่งพวกเขาก็พยายามเสนอ ความคิดในการพัฒนาของ Grameen Bank และ BRAC ทั้ง 2 องค์กรพยายามขบถต่อธรรมเนียมเดิมๆ เขากล่าวว่า คุณสามารถตัดสินใจไม่ให้เงินเราก็ได้ แต่ คุณก็ไม่สามารถมาสัมผัสการจัดการของเรา เมื่อมาอยู่ที่บังคลาเทศ เรารู้ดีที่สุด

ข้อเรียกร้องของเขาถูกมองข้าม ในเวลานั้นอุตสาหกรรมเงินช่วยเหลือต้องเผชิญกับปฏิกิริยาตอบกลับที่ไม่ดีและผู้ให้ทุนก็รู้สึกถึงความไม่มั่นคง นักข่าวและนักวิจัยเริ่มตรวจสอบข้อมูลของสิ่งที่เรียกกว่า ผู้มีอิทธิพลต่อความยากจนและเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่ไม่โดดเด่นที่ยอดเยี่ยมและความเสียหายที่เลวร้ายที่สุด เพื่อคงความอยู่รอดทางการเมืองในประเทศของตัวเอง แหล่งทุนเริ่มเล็งหาองค์กรที่จะสร้างผลงานให้ได้ Grameen Bank และ BRAC คือ รายชื่อที่อยู่บนสุดของรายการ พวกเขาประชุมด้วยความประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในช่วง 1980s และ 1990s Grameen Bank และ BRAC ใช้การเจรจาต่อรอง พวกเขากดดันแหล่งทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานพัฒนาข้ามชาติและรัฐบาลจนได้รับเงินให้เปล่าหลายร้อยล้านเหรียญดอล์ล่าร์สหรัฐ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการค้ำประกันเงินกู้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ผู้ประกอบการทางสังคมได้จะได้รับเงินทุนในปริมาณขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้น กองทุนยังมาก่อนล่วงหน้า คล้ายๆ กับการลงทุน ซึ่งเอื้อให้องค์กรสามารถจัดการแผนการเติบโตระยะยาวได้ ผลที่เกิดขึ้น คือ โลกที่ต่างไปจากหน่วยงานพัฒนาเคยทำมา

Grameen และBRAC ขยายขอบเขตการทำงานไปทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่นับหมื่นคน กระจายการทำงานกับผู้คนนับสิบล้านคน ในเกือบจะ 70000 หมู่บ้านของบังคลาเทศ  เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ พวกเขาเติบโต พัฒนา เพิ่มบริการใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและขยายออกไป พวกเขาสร้างวัฒนธรรมแห่งศักดิ์ศรีและการมองโลกในแง่บวก

ทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ บังคลาเทศยังมีปัญหาเรื่องความยากจน การคอร์รัปชั่นและความรุนแรง และความเสี่ยงจากไซโคลนและน้ำท่วม ประเทศยังจัดการให้เศรษฐกิจขยายตัว ลดความยากจนไปครึ่งหนึ่ง ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยยะสำคัญในเรื่องสุขภาพแม่และเด็ก และเพิ่มอัตราการศึกษาในชั้นอนุบาล ยกเว้น ศรีลังกาซึ่งเป็นประเทศเดียวในเอเซียใต้ที่บรรลุความสำเร็จในการเข้าเรียนอย่างเท่าเทียมระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย ด้วยความใกล้ชิดกับ 1 ใน 5 ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นมาชิกจากครอบครัวที่ Grameen Bank หรือ BRAC ทำงานสนับสนุนอยู่ และในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อเร็วๆ นี้ ก็พบว่า ผู้หญิงออกไปใช้สิทธิมากกว่า ผู้ชาย

Grameen Bank และ BRAC ได้แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะลดปัญหาความยากจนในระดับขนาดใหญ่ได้ พวกเขาบรรลุระดับความสำเร็จที่สูงขึ้น จากรูปแบบการแก้ปัญหาสังคมแบบที่ผ่านๆ มา เป็นมากกว่าการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าผ่านระบบราชการในลักษณะบนลงล่าง พวกเขาหาทางออกจากระดับล่างผ่านกระบวนการทดลองถูก – ผิด, การทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และเน้นไปที่ผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการย้ายระบบคิดการพัฒนาของโลกด้วย พวกเขาได้ทำให้เห็นว่า คนจนมีพลังอำนาจ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ และพวกเขายังแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าแปลกใจในกระบวนการพัฒนา จากการให้น้ำหนักในการทำงานกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นหัวหน้าครัวเรือน

มากกว่า 20 ปีแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญในงานพัฒนานับพันคน นักวิชาการ ผู้สื่อข่าว นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ใจบุญทั้งหลายเดินทางมายังบังคลาเทศ เพื่อหาประสบการณ์บางคนว่าที่นี่เป็นเหมือน ซิลิคอน วัลเล่ย์ สำหรับนวตกรรมทางสังคม Yunus และ Abed เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบอกกล่าวกับผู้ฟังนับครั้งไม่ถ้วน และจัดตั้งองค์กรเพื่อขยายงานในประเทศต่างๆ กว่า 12 ประเทศ  เมื่อ 25 ปีที่แล้ว การเงินชุมชนเป็นแนวความคิดแบบทดลองที่ดูบ้องส์ๆ แต่บัดนี้มันเป็นอุตสาหกรรมของโลกไปแล้ว

แม้ว่า Grameen Bank และ BRAC ซึ่งดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจมากกว่าแผนงานทางสังคม และประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้อ้างว่า Yunus และ Abed เป็น ผู้ประกอบการทางสังคม จนกระทั่งคำนี้มาฮิตอย่างมากโดยองค์กร Ashoka ในช่วง 1980s และ 1990s  Ashoka เป็นองค์กรระดับโลกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Arlington รัฐ Virginia ก่อตั้งเมื่อปี 1980 โดย Bill Drayton ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน และทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการและเป็นผู้ช่วยผู้บริหารใน Environmental Protection Agency

ระหว่างช่วง 1960s และ 1970s  Drayton เดินทางไปอินเดีย และเขาก็ได้รับอิทธิพลจากงานของผู้นำอย่าง คานธี, วิโนบา บาจฟ์ (Vinoba Brave ผู้ก่อตั้ง Land gift movement) และ Verghese Kurien (สถาปนิกของ White revolution ที่ดัดแปลงผลิตภัณฑ์นมสด) คนเหล่านี้ต่างสร้างองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ที่จริงจังที่จะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ Drayton เห็นจากการเดินทางครั้งนี้ คือ การที่ชาวอินเดียไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใดของประเทศนี้ ต่างทำในสิ่งเดียวกัน คนอินเดียที่เป็นคนรุ่นหลังการประกาศอิสรภาพ จะมีความรู้สึกมั่นใจและเชื่อมั่นถึงอนาคตของพวกเขา พวกเขาสร้างองค์กรในทุกระดับเพื่อจัดการกับสังคมที่เจ็บป่วย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Drayton พูด (ถึง) กับกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวคิดก้าวหน้าที่จะปฏิรูปสังคมทุกๆ อย่างตั้งแต่ การพัฒนาเรื่องสุขอนามัย ไปจนถึงการสนับสนุนการเข้าร่วมทางการเมือง จากกลุ่มชนชั้นล่างของสังคมไปจนถึงการสร้างโครงสร้างใหม่ตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้หญิง ไม่ใช่กลุ่มทั้งหมดจะมีประสิทธิภาพ เขาเริ่มตรวจสอบรูปแบบ: องค์กรที่จะสร้างความแตกต่างได้ต้องมีทั้ง แนวคิดที่ดีและความแน่วแน่ที่ไม่ธรรมดา สร้างสรรค์ และผู้นำที่เน้นที่การลงมือปฏิบัติ : แนวคิดของผู้ชนะ หรือ ผู้ประกอบการ เขาเชื่อว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้มีศักยภาพอย่างมากที่จะนำการเปลี่ยนแปลง แต่ พวกเขาก็มีอุปสรรคหลายอย่าง : พวกเขามีเงินไม่มาก ครอบครัวและคนอื่นไม่เข้าใจ บ่อยครั้งก็รู้สึกไม่มั่นคงและไม่มีความสำคัญ แยกตัวจากคนอื่น และ รัฐบาล ภาคเอกชน และสื่อก็ไม่ได้ให้ความสนใจ

เขาหลับตานึกถึงองค์กรที่จะทำหน้าที่สนับสนุนเขาเหล่านี้ เขาตั้งชื่อองค์กร เป็นเชื่อ กษัตรย์อินเดีย อโศก (Ashoka) ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 2200 ปีที่แล้ว และมีประวัติว่าเป็นคนใจบุญ มีเมตตา และเป็นผู้ปกครองที่เน้นการปฏิบัติที่สุดในประวัติศาสตร์ การปฏิรูปการบริหารจัดการบางอย่างในยุคพระเจ้าอโศกได้เกิดขึ้นก่อนแผนงานการก่อสร้างของศตวรรษที่ยี่สิบตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (New Deal) ของประธานาธิปดี F.D. Roosevelt

องค์กรของ Draytonเริ่มค้นหาผู้ประกอบการทางสังคมในอินเดียในช่วงต้นปี 1980s และไม่นานก็ขยายไปที่อินโดนีเซีย และบลาซิล เป้าหมายคือการให้ยืมเงิน, สร้างความไว้วางใจ เชื่อถือ และสนับสนุนทุนระดับโลกแก่ผู้ประกอบการทางสังคม อย่าง Yunus และ Abed ในช่วงที่งานของเขากำลังมั่นคงไปสู่การขยายเติบโต ในฐานะอดีตที่ปรึกษาด้านการจัดการ Drayton ยังทำงานเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนทำงานในภาคสังคมและนักธุรกิจระดับโลก ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดอย่างมากสำหรับสังคมของผู้ประกอบการ Drayton และเพื่อนๆ ยังพัฒนากระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับทุน (Fellow) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อตรวจสอบ รูปแบบพฤติกรรม แนวคิดที่มีผลกระทบทางสังคม ความคิดที่สร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และ ความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงควมซื่อสัตย์ ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา อโชก้า (Ashoka) ได้ให้การสนับสนุน ผู้รับทุนมากกว่า 200 คนจาก 70 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ได้สร้างผลกระทบทางสังคมทั้งในระดับประทศและนานาชาติ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980s  องค์กรมากมายถือกำเนิดขึ้นโดยมีบทบาทในการสร้างพื้นที่ในเรื่องการประกอบการทางสังคม ใน นิวยอร์ค Echoring Green Foundation ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมเกือบๆ 500 คน ที่เพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจ จาก 40 ประเทศ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หลายคนหันมาทำอาชีพนี้หลังจบมหาวิทยาลัย  New Pacific Inc. ใน บอสตัน เคยเป็นกลุ่มแรกที่ช่วยเติบเต็มความต้องการทางการเงินแก่องค์กรที่มีผลกระทบทางสังคมสูงในสหรัฐอเมริกา และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ยังเป็นผู้นำในการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่าง ผู้ประกอบการทางสังคม กับ ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐอเมริกา ใน เจนีวา มี Schweb Foundation for Social Entrepreneurship  เป็นผู้ยกความสำคัญของ ผู้ประกอบการทางสังคม ในชุมชนธุรกิจนานาชาติและสื่อมวลชนผ่านการจัดประชุม World Economic Forum และการให้รางวัล และ Skoll Foundation ก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้ประเทศต่างๆ หันมาสนใจ ผู้ประกอบการทางสังคมผ่านสื่อขององค์กร การให้รางวัลนานาชาติ และแผนงานการให้ทุนแก่นักวิจัน นักปฏิบัติ (fellowship program) รวมถึงการประชุมประจำปี Skoll World Forum  ที่ Oxford University ซึ่งกลายมาเป็นเป้าหมายหนึ่งของพรมแดนความรู้ด้านนี้

 
Leave a comment

Posted by บน พฤษภาคม 7, 2010 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) : สิ่งที่ทุกคนควรรู้

ผมได้หนังสือชื่อ Social Entrepreneurship : What Everyone Needs to Know ซึ่งเขียนโดย David Bornstein และ Susan Davis จาห Amazon.com เมื่อสัก 2 อาทิตย์ก่อน โดยส่วนตัวผมว่าเป็นหนังสือที่อ่านไม่ยากครับ และน่าสนใจ ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ว่าด้วย ความหมายของผู้ประกอบการทางสังคม ในมิติต่างๆ

ส่วนที่ 2 ว่าด้วย เรื่องประเด็นที่ท้าทาย

ส่วนที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง สังคมที่สร้างสรรค์

ผมเพิ่งได้เริ่มทดลองแปล เรื่องย่อยๆ ในส่วนที่ 1 เริ่มจากเรื่อง อะไรคือการประกอบการทางสังคม?…ผมสัญญาว่าถ้าไม่ขี้เกียจแล้ว ผมจะพยายามจะทยอยแปลมาลงเรื่อยๆ ครับ

 

อะไรคือการประกอบการทางสังคม?  (download ไปอ่านกันครับ การประกอบการทางสังคม ไฟล์ขนาด 357 Kb

การประกอบการทางสังคม เป็น กระบวนการ ซึ่งพลเมือง สร้าง หรือ ปฏิรูปสถาบันเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น ความยากจน ความเจ็บป่วย การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย สิทธิมนุษชนถูกทำลาย และ คอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับคนส่วนใหญ่ นักวิชาการ นักปฏิบัติ และ ผู้ใจบุญ ให้ความหมายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เป็นอาชีพ งานสนาม และเป็นความเคลื่อนไหว ความหมายของการประกอบการทางสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น นิยามไว้โดย Greg Dees ผู้ที่มักถูกเรียกขานว่าเป็น บิดาของการศึกษาเรื่องการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship education) 

Dees นั้นได้นำแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ Jean-Baptiste Say และ Joseph A.Schumpeter ซึ่งเสนอว่า ผู้ประกอบการ พัฒนาศักยภาพในการผลิตของสังคมและเอื้อให้เกิดการทำลายที่สร้างสรรค์ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ Dees เสนอว่า ผู้ประกอบการทางสังคมทำในสิ่งเดียวกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มีส่วนในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ประชาชนและทรัพยากร ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสังคมในการจัดการกับปัญหาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เขาอธิบายว่า ผู้ประกอบการทางสังคมนั้น สร้างคุณค่าสาธารณะ ผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  สร้างสรรค์และปรับตัว ทำกว้าง ใช้ทรัพยากรที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่เข้มแข็ง

Dees ได้จำแนกสำนักคิดเรื่องการประกอบการทางสังคมในสหรัฐอเมริกาออกเป็น 2 สำนัก หนึ่งนั้นเน้นเรื่องการพัฒนาการประกอบการ และอีกหนึ่งเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ (นวตกรรม) ในสำนักคิดการพัฒนาการประกอบการนั้น จะเน้นไปที่กลยุทธขององค์กร การสร้างรายได้ และการวางแผนทางการเงิน ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การประกอบมีผลกระทบอย่างสูง ในขณะที่สำนักคิดนวตกรรมพยายามทะลุผ่านความเข้าใจที่ลึกซึ้ง นักวิชาการบางท่านก็ถือเอานิยามแบบเหมารวมหลายๆ รูปแบบลักษณะของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางท่านก็ นิยามเพียงแต่ว่าเป็น นักคิดสร้างสรรค์หัวรั้น กล้าหาญและดื้อ ที่งานของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำนิยามที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน แต่ก็เป็นประโยชน์ เพราะว่า ทำให้เกิดความเข้าใจที่หลากหลายเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่นำมาประยุกต์ใช้ในแนวทางใหม่ โดยการทำให้เห็นว่า การประกอบการแบบใหม่ๆ สามารถเป็นช่องทางที่จะแก้ปัญหาสำคัญๆ ได้อย่างไร และได้ฉายให้เห็นวิถีใหม่ของการประกอบการและวิธีการในการวิเคราะห์ ซึ่งปลุกเร้าผู้คนที่มีความปรารถนาจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ตื่นตัว

ผู้ประกอบการทางสังคมนั้นมีมานานแล้ว ที่ผ่านมาเราเรียกเขาเหล่านี้ว่าเป็น visionaries, humanitarians, philanthropists, reformer, saints หรือ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ โดยมีจุดสนใจไปอยู่ที่ ความกล้าหาญ ความกรุณาปราณี และวิสัยทัศน์ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจในมิติของการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงรู้จัก St.Francis ในนามนักบุญสอนศาสนา แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้สอนศาสนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เด็กๆ ได้เรียนว่า Florence Nightigale คอยทำหน้าที่ดูแลบาดแผลของทหาร แต่ไม่ได้รู้ว่า เธอเป็นผู้สร้างโรงเรียนพยาบาลแห่งแรก และเป็นผู้ปฏิวัติวงการโรงพยาบาล คานธีเป็นโลโก้แห่งอารยะขัดขืน แต่ไม่ใช่ในนามผู้ผลักดันให้อินเดียมีการกระจายอำนาจทางการเมือง ซึ่งทำให้อินเดียวประสบความสำเร็จในการปกครองตัวเอง และทุกคนรู้จัก มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ประกาศว่า “ฉันมีฝัน” ที่ติดอยู่บนอาคารลินคอน แต่น้อยคนนักจะรู้จัก Asa Philip Randolph และ Bayard Rustin ที่ประพันธ์เพลงมาร์ชสู่วอชิงตัน และคอยจัดการให้การปราศรัยของ คิง เกิดผลกระทบมากที่สุด

ผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์อย่างละเมียด จะเห็นถึงมือที่ซ่อนอยู่ของผู้ประกอบการทางสังคมในการสร้างสรรค์สถาบันต่างๆ และการเคลื่อนไหวที่พวกเราไม่ได้ให้ความสนใจ อย่างไรก็ตามจนกระทั่งในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่สังคมเริ่มเร่งการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้เกิดมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่กลายมาเป็น “ผู้ประกอบการ”  

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นในยุโรป ซึ่งแต่เดิมการค้าขายถูกควบคุมโดยราชวงศ์ โบสถ์ ขุนนางศักดินา และองค์กรวิชาชีพ ซึ่งจำกัดการคิดค้น และผูกมัดประชาชนไว้กับที่ดินและขอบเขตทางศาสนา และไม่เพียงแต่จำกัดขอบเขตการค้าขายอย่างอิสระ แต่ประชาชนยังมีเสรีภาพเพียงเล็กน้อย หรือแรงจูงใจที่จะประกอบการของเขาเอง ซึ่ง Robert Heilnroner อธิบายไว่ใน The Worldly Philosophers ว่าในศตวรรษที่ 17  คนทำกระดุมในฝรั่งเสสจะถูกจับหากทำการทดลองเกี่ยวกับเสื้อและกางเกงของพ่อค้า และถูกส่งไปทำงานบนเรือ ถ้าดวงตก อาจถูกแขวนคอได้โดยง่าย เพราะว่า เสื้อและกางเกงเหล่านี้ถูกพิมพ์ไว้ว่า เป็นผ้าฝ้ายดิบสำหรับขาย

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเดิมในยุโรป การเติบโตของประชากร การกลายเป็นเมือง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาการเดินทางจนส่ง และการสะสมทุน กระตุ้นให้โครงสร้างเดิมๆ ต้องลดการควบคุมสังคมและเปิดพื้นที่ให้กับกิจกรรมการค้า ในช่วงยุคพุทธิปัญญา ศาสนาใหม่ และควมเชื่อทางปรัชญา โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเสรีนิยมทางการเมืองและทฤษฎีว่าด้วยสิทธิตามธรรมชาติ สิทธิที่จะมี “ชีวิต อิสรภาพและทรัพย์สิน” ในคำประกาศที่มีโด่งดังของ John Lock ได้ปูทางสำหรับพื้นฐานทางแนวคิดและศีลธรรมสำหรับเศรษฐกิจและประชาธิปไตยยุคสมัยใหม่ ความคิดเหล่านี้ช่วยปักหมุดเขตแดนให้เกิดภาคส่วนใหม่ของสังคม นั่นคือ ภาคเอกชน ซึ่งปัจเจกชนจะได้รับการยอมรับในรูปแบบการผลิตที่สร้างประโยชน์สำหรับการค้าขายของพวกเขา

และควรต้องกล่าวไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ข้างต้น ได้ทำให้เศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น หนังสือสำคัญอย่าง The Wealth of Nations ของ Adam Smith ถูกตีพิมพ์ในปี 1776  ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการกำเนิดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชาติที่มีชุดความคิดหลักของชาติเป็นแบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจผุดขึ้นมาและมีมากกว่าชาติใดๆ

นักประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในยุค Renaissance ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ การก่อตัวของบริษัทจำกัดที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล กฎหมายที่สร้างสรรค์นี้ ได้ทำให้นักลงทุนเห็นความเป็นไปได้และความน่าสนใจที่จะรวบรวมเอาทรัพย์สินมาก่อตั้งเป็นบริษัทเพื่อสร้างความเติบโตได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นัยยะสำคัญของแนวคิดดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 99.7 ของบริษัทในประเทศมีลูกจ้างน้อยกว่า 500 คน และบริษัทที่เหลือในเปอร์เซนต์เล็กๆ นั้น จ้างคนงานที่รับงินเดือนเกือบครึ่งของประเทศ

บริษัทเติบโตและมีพลังอำนาจมหาศาล บริษัทข้ามชาติ 300 แห่งควบคุม ความมั่งคั่ง 1 ใน 4 ของโลกไว้ ผู้จัดการในบริษัทเหล่านี้บ่อยครั้งที่ตัดสินใจโดยไม่ถือประโยชน์ระยะยาวของสาธารณะ หรือแม้แต่ผู้ถือหุ้นของตน ดังปรากฏให้เห็นเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินเมื่อเร็วๆ นี้  ในบางมุมมองเห็นว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ตัวอย่างในหนังสือชื่อ The Corporation ของศาสตรจารย์ด้านกฎหมาย Joel Baken ซึ่งเสนอว่า ในขณะที่บริษัทกำลังเพลิดเพลินกับสถานะภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งมีความอิสระทางกฎหมายและสังคม ที่จะคอยควบคุมให้มีพฤติกรรมที่ดีเหมือนคนทั่วไป เช่น การเอาใจใส่ต่อผู้อื่น สนใจประโยชน์สาธารณะ เขาเขียนไว้ว่า ต่างจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป”  บริษัทมีความสนใจของตนเองอยู่อย่างเดียวและไม่สามารถรู้สึกห่วงใยคนอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง” (ปัจจุบันผู้ประกอบการทางสังคมหลายคนที่มีภูมิหลังในด้านกฎหมายและการเงินกำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎและโครงสร้างแรงจูงใจ เพื่อทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างกว้างขวางมากขึ้น)

ภาคธุรกิจซึ่งได้รับการพัฒนา มีสถาบันที่เร่งการเคลื่อนไหวของเม็ดเงิน จัดหาการฝึกอบรมด้านการจัดการและธุรกิจ ให้รางวัลธุรกิจที่มีผลประกอบการที่ดี กระจายความรู้ทางธุรกิจสู่สังคม เอื้ออำนวยการจัดตั้งธุรกิจ ในบางประเทศ มีการวางระเบียบทางการเงินและธุรกิจด้วย สถาบันและระเบียบเหล่านี้ประกอบด้วยกฎหมายต่อต้านการผู้ขาดธุรกิจการค้า ตลาดหุ้น โรงเรียนสอนธุรกิจ บริษัทบัญชี คณะกรรมการกำกับการแลกเปลี่ยนและความปลอดภัย ผู้สื่อข่าวธุรกิจ และที่เพิ่งเกิดเมื่อเร็วๆ นี้ คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capital)

อะไรคือผลกระทบของการผุดขึ้นของการประกอบการทางธุรกิจ? นักเศรษฐศาสตร์อย่าง William J. Baumol กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษ 1700s  การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของคนยุโรปอยู่ที่ประมาณ 20-30  เปอร์เซนต์ (ของศตวรรษที่ผ่านมา – ผู้แปล) แต่ในศตวรรษ 1800s พุ่งขึ้นสูงถึง 200-300 เปอร์เซนต์ ในขณะที่ศตวรรษ 1900s ประเมินอย่างต่ำๆ รายได้ต่อหัวจากเศรษฐกิจตลาดเสรี น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 700 เปอร์เซนต์

การเกิดขึ้นของธุรกิจสมัยใหม่ ได้สร้างความมั่นคั่ง (ให้แก่ชนชั้นกลางจำนวนมาก) สร้างความสะดวกสบาย (เครื่องซักผ้า แสงไฟ การเดินทางขนส่งที่รวดเร็ว) สร้างรูปแแบบการดำเนินชีวิตใหม่ (ทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การพักผ่อนและการเกษียณ) และปัญหาใหม่ๆ หลายประการ รวมถึง การย้ายถิ่นของประชากร การทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม การเอาเปรียบแรงงาน การพังทลายของสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์จากแร่ราคาถูกและแหล่งพลังงาน และอีกหลายๆ สาเหตุของการพัฒนาที่ผิดทางผิดทาง ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก จากเวอร์จิเนียตะวันตก สู่ คองโก และอิรัก

ความสัมพันธ์ที่คล้ายๆ กันระหว่าง 2 รูปแบบของการประกอบการ มีความเด่นชัดในข้อเท็จจริงซึ่งหลายๆ ตัวอย่างที่คุ้นเคยของการประกอบการทางสังคมในสหรัฐอเมริกา ก็คือ ต่างตอบสนองต่อปัญหา ซึ่งสร้างจากความสำเร็จของธุรกิจ และจากการเงินของนักอุตสาหกรรมเพื่อส่วนรวมและการระดมเงินค่าจ้างของแรงงาน

เมื่อพิจารณาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกิจกรรมพลเมืองที่สร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1880 และ 1920 เมื่อประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากการรวมกลุ่มขนาดเล็ก, การเกษตรแบบพึ่งตนเอง และเมืองขนาดกลาง ไปสู่ สังคมบริโภคนิยมเชิงอุตสาหกรรม ผู้อพยพหลายล้านคนและชาวอเมริการในชนบทไหลทะลักเข้าสู่เมือง ซึ่งขยายตัวเกินความสามารถในการรองรับ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากจากชนบทสู่เมืองนี้ปรากฏไปในโลกที่กำลังพัฒนาทั่วโลก

ผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่ๆ เรียนรู้ว่า จะแปลงจำนวนเสียงที่ตนเองมีไปสู่พลังทางการเมืองได้อย่างไร ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอันน่าหดหู่ในสลัมและในโรงงานได้ ตลอดช่วงยุค Progressive ผู้ใจบุญจำนวนมากเริ่มทดลองการบริจาคที่ใช้เหตุผล (scientific charity) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพที่นำไปสู่ความยากจน ไม่ใช่เพียงแค่อำนายความสะดวกแก่คนจนและเปลี่ยนสำนึกของความรวย ในยุค Progressive นี้ ยังผลิตองค์กรที่หลากหลาย อย่าง หน่วยกู้ภัย สันนิบาตเมือง สโมสรไลอ้อน ชมรมลูกเสือและยุวกาชาด ธุรกิจช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สมาคมผู้ปกครอง องค์กรส่งเสริมสิทธิพลเมืองของชาวผิวสี (NAACP) สโมสรโรตารีนานาชาติ YMCA สหพันธ์ผู้หญิงเพื่อการเลือกตั้ง สหภาพแรงงานจำนวนมาก และ องค์กรอื่นๆ อีกนับร้อยรูปแบบ

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่น่าประหลาดที่มีการรวมกลุ่มของพลเมืองซึ่งลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาจนเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ ย้อนกลับไปในปี 1830 เมื่อ Alexis de Tocqueville เขียนว่า ชาวอเมริกานั้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะสร้างสมาคมต่างๆ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนอีกต่อไปว่า เฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ยอมรับในสิ่งเหล่านี้ เพราะการเติบโตของการประกอบการทางสังคมกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งใน บราซิล  อินเดีย ไทย และแอฟริกาใต้

สิ่งที่ชัดเจน คือ ชาวอเมริกาได้รับประโยชน์จากกฎหมายและทัศนคติที่ชื่นชอบต่อการประกอบการทางสังคมอย่างสูง ในส่วนกฎหมายต่างๆ นั้นสามารถสืบย้อนตรงๆ กลับไปสู่ กฎหมายการบริจาคในประเทศอังกฤษในปี 1601 ซึ่งได้นิยามบทบาทของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาสังคม รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ได้วางเงื่อนไขที่จะให้อำนาจแก่ประชาชน ไม่ได้ให้อำนาจทั้งหมดแก่รัฐส่วนกลางและมลรัฐทั้งหมด ทั้งความเชื่อต่อเรื่องบทบาทของความพลเมืองที่เข้มแข็งและกฎหมาย nonprofit ของสหรัฐฯ ก็มีความแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ หลายประเทศมิได้ออกกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้จนกระทั่งถึงศตวรรรษ 1990s  ในฝรั่งเศส ช่วงเวลาที่ Tocqueville เขียนถึงอเมริกานั้น สมาคมเอกชนที่ทำหน้าที่บริการสังคมเป็นเรื่องต้องห้ามจนกระทั่งปี 1901

กิจกรรมของพลเมืองพุ่งพรวดที่อเมริกาเคยมีประสบการณ์ตรงเมื่อศตวรรษที่แล้ว ซึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดและลึกซึ้งนั้น อุปมาเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

 
3 Comments

Posted by บน พฤษภาคม 5, 2010 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

คู่มือนักสงสัยเรื่องโลกร้อน ภาคภาษาไทย

และแล้วผมก็ทำจนเสร็จครับ…คู่มือนักสงสัยเรื่องโลกร้อน
สนใจ load กันไปดูครับ (อันนี้เป็น version 2 แล้วคร้าบ)
ขนาด file 1.5 MB
skeptic_THAI edit

 

ป้ายกำกับ: ,

คู่มือสงสัยเรื่องโลกร้อน เล่ม 1-2 (skeptic’s handbook)

พอดีไปเจอมาครับ มีทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ลอง load ไปอ่านกันนะครับ (อยากแปลอยู่เหมือนกันครับ)…ผมแปลเล่ม 1 เสร็จแล้วครับ LOAD ได้เลย

the_skeptics_handbook เล่ม 1

the_skeptics_handbook เล่ม 2 (15 MB)

 
Leave a comment

Posted by บน ธันวาคม 25, 2009 in หนังสือ, Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่ม 2 ออกแล้วจ้า

ล่าสุดวารสารเล่ม 2 ก็ถูกเข็นออกมาครับ ในฐานะ บรรณาธิการ ขอเอาภาพปก สารบัญ และ บทเกริ่นนำ มานำเสนอ ครับ เผื่อมีท่านที่สนใจ

ปก

สารบัญ
เกริ่นนำ
 
Leave a comment

Posted by บน สิงหาคม 26, 2009 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

การเมืองเพื่อประชาชน

cover-politicsระหว่างที่กำลัง edit หนังสือเล่มนี้อยู่…ผมก็ได้รับ file คำนิยมของ อ.ประเวศ มาจากพี่ชัยวัฒน์ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ นำคำนิยมมาลง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือไปด้วยเลยนะครับ…..คาดว่าจะออกวางตลาดสิงหาคมนี่แหละครับ……อ้อ ทราบมาเล่าๆ ว่า นายกฯ รูปหล่อ ก็เขียนคำนิยม ให้ด้วยนะครับ….ผมมาเพิ่มเติม คำนิยมจาก คุณอานันท์ ปันยารชุน อีก 1 ท่านครับ 

 

- – - – - – - – - – - -  – - -  – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -  – - – - – - -  – - – - – - – -

คำนิยม

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และท่ามกลางความพิศวงกังขาว่า กระบวนการเสื้อเหลือง กระบวนการเสื้อแดง ใช่การเมืองภาคพลเมือง  หรือไม่ บางทีหนังสือชื่อ Politics for People ของ เดวิด แมทธิวส์ จะให้แสงสว่างแก่เราได้

เดวิด แมทธิวส์ เป็นคนสุขุมลุ่มลึก และอุทิศตัว เขาเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอลาบามา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการและสวัสดิการสังคมในรัฐบาลประธาณาธิบดีฟอร์ด และปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิเคตเตอริง ซึ่งทำงานส่งเสริมประชาสังคม และการเมืองภาคพลเมือง  เดวิด แมทธิวส์ มีประสบการณ์และความรอบรู้สูง  และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ของเขาออกมาเป็นบทความและหนังสือจำนวนมาก ด้วยความปรารถนาอยากเห็นโลกดีขึ้น

คนไทยที่น้อยเนื้อต่ำใจในระบบการเมืองของเรา อาจรู้สึกดีขึ้นที่เดวิดเล่าให้ฟังว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการเมืองและนักการเมืองของเขา คนอเมริกันรู้สึกว่านักการเมืองกับประชาชนแยกกันไป เงินกับนักวิ่งเต้น (ลอบปียิสต์) ที่มีอยู่เต็มกรุงวอชิงตันมีอิทธิพลต่อนักการเมือง ความเบื่อหน่ายและไม่มีส่วนร่วมทำให้คนอเมริกันเลือกตั้งน้อย นี่อเมริกาไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยก่อนตั้งประเทศเสียอีก แต่ก็ประสบปัญหาประชาธิปไตย ที่คนอเมริกันรู้สึกแปลกแยกจากการเมืองของนักการเมือง อย่างไม่รู้จะทำอะไรกับมัน นอกจากการเมืองของพลเมือง

บ้านเราก็มีคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติให้มีสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ก็ยังหันรีหันขวางงงงงกันอยู่ ว่าจะทำอย่างไรการเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งและมีคุณภาพ

หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้ เป็นประดุจตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุเรื่องการเมืองภาคพลเมืองไว้เต็มแปร้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความหมาย กรณีตัวอย่าง ความคิดความอ่านของผู้คนมากมาย ที่เราจะได้เรียนรู้ความลึกซึ้งของการเมืองภาคพลเมือง เราจะได้เรียนรู้ว่า “การรับฟังสาธารณะ” ก็ดี “ประชามติก็ดี” ไม่ได้ดีอย่างที่คิด

เพราะไม่ใช่ความเป็นสาธารณะที่มีวิจารณญาณ (Deliberative public)

หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะ (Public) และความมีวิจารณญาณ (Deliberation) มาก ความเป็นสาธารณะมีทั้งในแง่จิตใจที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ในแง่การรวมตัว ในแง่การกระทำทางสาธารณะ (Public action) และในแง่การทำงานให้ได้ผล บ่อย ๆ ครั้งการชุมนุมเรียกร้องก็ไม่ได้ผล นอก เหนือไปจากอิทธิพลของเงินและลอบปียิสต์ดังกล่าวแล้ว บางทีนักการเมืองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในความซับซ้อนและยากก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า เรื่องนั้น ๆ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล พลเมืองต้องรวมตัวกันลงมือทำงานในเรื่องนั้น ๆ เสียเอง เมื่อสาธารณะลงมือทำงานจนได้ผลก็จะเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย

สาธารณะที่ Deliberative หรือมีวิจารณญาณทำให้ประชาธิปไตยติดปีกด้วยปัญญา ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสันติประชาธรรม ไม่ใช่เหะหะยกพวกเข้าตีกันหรือฆ่ากันตาย การจะมีวิจารณญาณต้องใช้ข้อมูล  ความรู้  การไตร่ตรองด้วยเหตุผล สาธารณะที่วิจารณญาณเป็นกุญแจที่จะทำให้ประเทศดำเนินต่อไปได้โดยไม่ฆ่ากันตาย เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง และก็จะต้องหันกลับมาถามระบบการศึกษาว่า ว่าได้ทำอะไรหรือเปล่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองในท่าม กลางสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกได้ว่า ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ จะมีการประชุมใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ชื่อ “Educating World Citizen for The 21at Century” โดยหลายองค์กรร่วมจัดและเชิญท่านดาไล ลามะ มาเป็นประธานการประชุมด้วย ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง

หนังสือ “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่สนใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าก็ดี สภาพัฒนาการเมืองก็ดี กองทุนพัฒนาการเมืองก็ดี คงจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเห็นวิถีทางที่จะพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองต่อไป

ผมเองได้พูดเสมอ ๆ ว่า การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งต้องการการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในเชิงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการมีวิจารณญาณ เพราะประชาธิปไตยต้องติดปีกด้วยปัญญา เรามีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ถ้าชาวมหาวิทยาลัยจะอ่าน “การเมืองเพื่อพลเมือง” เล่มนี้กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อาจจะเกิดการระเบิดพลังจิตสำนึก อันเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มคนไทยที่ทำให้ “การเมืองเพื่อพลเมือง” พากย์ไทยเป็นสมบัติของคนชาติไทย มีอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมเป็นผู้นำ อาจารย์ชัยวัฒน์ และดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เคยไปร่วมประชุมและรู้จักมักคุ้นกับเดวิด แมทธิวส์ ดี ผมรู้ดีว่าการแปลหนังสือนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคณะผู้แปล ซึ่งประกอบ ด้วย พรรณิภา โสตถิพันธุ์   พิกุล สิทธิประเสริฐกุล   ศุภกร รักใหม่   วีรบูรณ์  วิสารทสกุล โดยมีอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล ขอให้ความอุตสาหะวิริยะของท่านเหล่านี้ก่อให้เกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย และก่อให้เกิดความบันดาลใจแก่เพื่อนคนไทยทั้งหลายว่าการที่ประเทศของเราจะพ้นวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสังคมอำนาจไปสู่สังคมเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของท่าน แต่เป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่ง  คือการเมืองของพลเมืองที่มีความเป็นสาธารณะอันมีวิจารณญาณ

ประเวศ  วะสี

วันเข้าพรรษา ๒๕๕๒

——————————————————————————————–

คำนิยม

 การที่คณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน”  ซึ่งเป็นคำแปลของหนังสือ “Politics for People”  เขียนโดยเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews) มาเสนอแก่สาธารณชนในครั้งนี้  น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยอย่างยิ่ง

คนในสังคมไทยและต่างประเทศจำนวนมากเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมานาน โดยคิดว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศเป็นคำตอบเดียวของระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว  ประชาชนก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีก  ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งกำหนดชะตากรรมของประเทศกันเอาเองเป็นเวลา 4 ปี หรือจนกว่าจะหมดวาระของผู้บริหารชุดนั้น

ในวันนี้ ประชาธิปไตยระบบตัวแทนมีปัญหาไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมได้ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในระยะ 7-8 ปีมานี้ จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์ที่สอดคล้องกับวาทะของ ลอร์ด แอคตัน ที่ว่า “อำนาจทำให้เกิดการฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ”

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกวางน้ำหนักไปที่การเมืองภาคพลเมืองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานในนโยบายและประเด็นสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเรียกว่าการสนทนา จะเรียกว่าวิจารณญาณสาธารณะ จะเรียกว่าสานเสวนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาชนหันหน้ามาพูดจากัน หาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ

ความจริงวิธีการเช่นนี้มีมานานแล้ว แม้ไทยเราเองในปัจจุบันได้ทราบว่าชุมชนเข้มแข็งหลายแห่งได้ใช้วิธีการนี้อย่างเป็นผล เช่นที่บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง   จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีคุณประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำชุมชน หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่ จ.ตราด ซึ่งมี พระสุบิน ปณีโต เป็นแกนนำ

ยิ่งในยุคที่ทุนของรัฐหรือทุนของเอกชน มีปัญหาขัดแย้งกับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชุมชนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสาธารณะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด

หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” เล่มนี้ มีแง่มุมซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ถอดบทเรียนมาจากกระบวนการวิจารณญาณสาธารณะ ที่มีเรื่องราวค่อนข้างจะครบถ้วนและน่าสนใจมาก ทั้งยังได้ให้แง่คิดสำคัญอันเป็นแก่นแท้ของกระบวนการนี้ไว้อย่างพึงตระหนัก

ผมเห็นว่ากระบวนการวิจารณญาณสาธารณะนอกเหนือจากผลได้สำคัญที่ทำให้นโยบายและกิจกรรมสาธารณะสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของส่วนรวมแล้ว ยังเป็นหนทางเปลี่ยนผ่านอย่างสันติโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงใดๆ และที่มีค่ายิ่งก็คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ก่อเกิดความรู้และสติปัญญาของทั่วทั้งสังคม เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากได้อาศัยผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของชุมชนนั้นๆ เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง 

ในกระบวนการที่ว่านี้   ใครก็ตามที่เป็นคนบริหารจัดการ ก่อนอื่นจะต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และต้องมีกติกาที่เหมาะสม จึงจะก่อเกิดผลภาคปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับได้จริง และนี่คือวิถีทางหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากระบบตัวแทน  ในขณะเดียวกันทำให้การเมืองภาคพลเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน ทำให้การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนในรัฐสภาเพียงไม่ถึง 700 คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกท้องถิ่น ทั่วทั้งสังคมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ

ผมขอชมเชยคณะผู้แปล ที่เลือกหนังสือได้ดี ใช้สำนวนแปลที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผมหวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ให้คุณค่าต่อวิจารณญาณสาธารณะตามที่พึงปรารถนา

อานันท์   ปันยารชุน

กรกฎาคม 2552

 
Leave a comment

Posted by บน กรกฎาคม 13, 2009 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 562 other followers