Archive for the ‘หนังสือ’ Category
คู่มือสงสัยเรื่องโลกร้อน เล่ม 1-2 (skeptic’s handbook)
พอดีไปเจอมาครับ มีทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ลอง load ไปอ่านกันนะครับ (อยากแปลอยู่เหมือนกันครับ)
วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่ม 2 ออกแล้วจ้า
ล่าสุดวารสารเล่ม 2 ก็ถูกเข็นออกมาครับ ในฐานะ บรรณาธิการ ขอเอาภาพปก สารบัญ และ บทเกริ่นนำ มานำเสนอ ครับ เผื่อมีท่านที่สนใจ



การเมืองเพื่อประชาชน
ระหว่างที่กำลัง edit หนังสือเล่มนี้อยู่…ผมก็ได้รับ file คำนิยมของ อ.ประเวศ มาจากพี่ชัยวัฒน์ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ นำคำนิยมมาลง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือไปด้วยเลยนะครับ…..คาดว่าจะออกวางตลาดสิงหาคมนี่แหละครับ……อ้อ ทราบมาเล่าๆ ว่า นายกฯ รูปหล่อ ก็เขียนคำนิยม ให้ด้วยนะครับ….ผมมาเพิ่มเติม คำนิยมจาก คุณอานันท์ ปันยารชุน อีก 1 ท่านครับ
- – - – - – - – - – - - – - - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - - – - – - – - – -
คำนิยม
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และท่ามกลางความพิศวงกังขาว่า กระบวนการเสื้อเหลือง กระบวนการเสื้อแดง ใช่การเมืองภาคพลเมือง หรือไม่ บางทีหนังสือชื่อ Politics for People ของ เดวิด แมทธิวส์ จะให้แสงสว่างแก่เราได้
เดวิด แมทธิวส์ เป็นคนสุขุมลุ่มลึก และอุทิศตัว เขาเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอลาบามา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการและสวัสดิการสังคมในรัฐบาลประธาณาธิบดีฟอร์ด และปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิเคตเตอริง ซึ่งทำงานส่งเสริมประชาสังคม และการเมืองภาคพลเมือง เดวิด แมทธิวส์ มีประสบการณ์และความรอบรู้สูง และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ของเขาออกมาเป็นบทความและหนังสือจำนวนมาก ด้วยความปรารถนาอยากเห็นโลกดีขึ้น
คนไทยที่น้อยเนื้อต่ำใจในระบบการเมืองของเรา อาจรู้สึกดีขึ้นที่เดวิดเล่าให้ฟังว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการเมืองและนักการเมืองของเขา คนอเมริกันรู้สึกว่านักการเมืองกับประชาชนแยกกันไป เงินกับนักวิ่งเต้น (ลอบปียิสต์) ที่มีอยู่เต็มกรุงวอชิงตันมีอิทธิพลต่อนักการเมือง ความเบื่อหน่ายและไม่มีส่วนร่วมทำให้คนอเมริกันเลือกตั้งน้อย นี่อเมริกาไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยก่อนตั้งประเทศเสียอีก แต่ก็ประสบปัญหาประชาธิปไตย ที่คนอเมริกันรู้สึกแปลกแยกจากการเมืองของนักการเมือง อย่างไม่รู้จะทำอะไรกับมัน นอกจากการเมืองของพลเมือง
บ้านเราก็มีคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติให้มีสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ก็ยังหันรีหันขวางงงงงกันอยู่ ว่าจะทำอย่างไรการเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งและมีคุณภาพ
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้ เป็นประดุจตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุเรื่องการเมืองภาคพลเมืองไว้เต็มแปร้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความหมาย กรณีตัวอย่าง ความคิดความอ่านของผู้คนมากมาย ที่เราจะได้เรียนรู้ความลึกซึ้งของการเมืองภาคพลเมือง เราจะได้เรียนรู้ว่า “การรับฟังสาธารณะ” ก็ดี “ประชามติก็ดี” ไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เพราะไม่ใช่ความเป็นสาธารณะที่มีวิจารณญาณ (Deliberative public)
หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะ (Public) และความมีวิจารณญาณ (Deliberation) มาก ความเป็นสาธารณะมีทั้งในแง่จิตใจที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ในแง่การรวมตัว ในแง่การกระทำทางสาธารณะ (Public action) และในแง่การทำงานให้ได้ผล บ่อย ๆ ครั้งการชุมนุมเรียกร้องก็ไม่ได้ผล นอก เหนือไปจากอิทธิพลของเงินและลอบปียิสต์ดังกล่าวแล้ว บางทีนักการเมืองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในความซับซ้อนและยากก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า เรื่องนั้น ๆ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล พลเมืองต้องรวมตัวกันลงมือทำงานในเรื่องนั้น ๆ เสียเอง เมื่อสาธารณะลงมือทำงานจนได้ผลก็จะเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย
สาธารณะที่ Deliberative หรือมีวิจารณญาณทำให้ประชาธิปไตยติดปีกด้วยปัญญา ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสันติประชาธรรม ไม่ใช่เหะหะยกพวกเข้าตีกันหรือฆ่ากันตาย การจะมีวิจารณญาณต้องใช้ข้อมูล ความรู้ การไตร่ตรองด้วยเหตุผล สาธารณะที่วิจารณญาณเป็นกุญแจที่จะทำให้ประเทศดำเนินต่อไปได้โดยไม่ฆ่ากันตาย เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง และก็จะต้องหันกลับมาถามระบบการศึกษาว่า ว่าได้ทำอะไรหรือเปล่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองในท่าม กลางสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกได้ว่า ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ จะมีการประชุมใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ชื่อ “Educating World Citizen for The 21at Century” โดยหลายองค์กรร่วมจัดและเชิญท่านดาไล ลามะ มาเป็นประธานการประชุมด้วย ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง
หนังสือ “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่สนใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าก็ดี สภาพัฒนาการเมืองก็ดี กองทุนพัฒนาการเมืองก็ดี คงจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเห็นวิถีทางที่จะพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองต่อไป
ผมเองได้พูดเสมอ ๆ ว่า การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งต้องการการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในเชิงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการมีวิจารณญาณ เพราะประชาธิปไตยต้องติดปีกด้วยปัญญา เรามีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ถ้าชาวมหาวิทยาลัยจะอ่าน “การเมืองเพื่อพลเมือง” เล่มนี้กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อาจจะเกิดการระเบิดพลังจิตสำนึก อันเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มคนไทยที่ทำให้ “การเมืองเพื่อพลเมือง” พากย์ไทยเป็นสมบัติของคนชาติไทย มีอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมเป็นผู้นำ อาจารย์ชัยวัฒน์ และดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เคยไปร่วมประชุมและรู้จักมักคุ้นกับเดวิด แมทธิวส์ ดี ผมรู้ดีว่าการแปลหนังสือนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคณะผู้แปล ซึ่งประกอบ ด้วย พรรณิภา โสตถิพันธุ์ พิกุล สิทธิประเสริฐกุล ศุภกร รักใหม่ วีรบูรณ์ วิสารทสกุล โดยมีอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล ขอให้ความอุตสาหะวิริยะของท่านเหล่านี้ก่อให้เกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย และก่อให้เกิดความบันดาลใจแก่เพื่อนคนไทยทั้งหลายว่าการที่ประเทศของเราจะพ้นวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสังคมอำนาจไปสู่สังคมเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของท่าน แต่เป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือการเมืองของพลเมืองที่มีความเป็นสาธารณะอันมีวิจารณญาณ
ประเวศ วะสี
วันเข้าพรรษา ๒๕๕๒
——————————————————————————————–
คำนิยม
การที่คณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นคำแปลของหนังสือ “Politics for People” เขียนโดยเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews) มาเสนอแก่สาธารณชนในครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยอย่างยิ่ง
คนในสังคมไทยและต่างประเทศจำนวนมากเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมานาน โดยคิดว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศเป็นคำตอบเดียวของระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งกำหนดชะตากรรมของประเทศกันเอาเองเป็นเวลา 4 ปี หรือจนกว่าจะหมดวาระของผู้บริหารชุดนั้น
ในวันนี้ ประชาธิปไตยระบบตัวแทนมีปัญหาไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมได้ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในระยะ 7-8 ปีมานี้ จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์ที่สอดคล้องกับวาทะของ ลอร์ด แอคตัน ที่ว่า “อำนาจทำให้เกิดการฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ”
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกวางน้ำหนักไปที่การเมืองภาคพลเมืองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานในนโยบายและประเด็นสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเรียกว่าการสนทนา จะเรียกว่าวิจารณญาณสาธารณะ จะเรียกว่าสานเสวนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาชนหันหน้ามาพูดจากัน หาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ
ความจริงวิธีการเช่นนี้มีมานานแล้ว แม้ไทยเราเองในปัจจุบันได้ทราบว่าชุมชนเข้มแข็งหลายแห่งได้ใช้วิธีการนี้อย่างเป็นผล เช่นที่บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีคุณประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำชุมชน หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่ จ.ตราด ซึ่งมี พระสุบิน ปณีโต เป็นแกนนำ
ยิ่งในยุคที่ทุนของรัฐหรือทุนของเอกชน มีปัญหาขัดแย้งกับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชุมชนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสาธารณะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” เล่มนี้ มีแง่มุมซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ถอดบทเรียนมาจากกระบวนการวิจารณญาณสาธารณะ ที่มีเรื่องราวค่อนข้างจะครบถ้วนและน่าสนใจมาก ทั้งยังได้ให้แง่คิดสำคัญอันเป็นแก่นแท้ของกระบวนการนี้ไว้อย่างพึงตระหนัก
ผมเห็นว่ากระบวนการวิจารณญาณสาธารณะนอกเหนือจากผลได้สำคัญที่ทำให้นโยบายและกิจกรรมสาธารณะสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของส่วนรวมแล้ว ยังเป็นหนทางเปลี่ยนผ่านอย่างสันติโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงใดๆ และที่มีค่ายิ่งก็คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ก่อเกิดความรู้และสติปัญญาของทั่วทั้งสังคม เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากได้อาศัยผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของชุมชนนั้นๆ เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง
ในกระบวนการที่ว่านี้ ใครก็ตามที่เป็นคนบริหารจัดการ ก่อนอื่นจะต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และต้องมีกติกาที่เหมาะสม จึงจะก่อเกิดผลภาคปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับได้จริง และนี่คือวิถีทางหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากระบบตัวแทน ในขณะเดียวกันทำให้การเมืองภาคพลเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน ทำให้การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนในรัฐสภาเพียงไม่ถึง 700 คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกท้องถิ่น ทั่วทั้งสังคมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ
ผมขอชมเชยคณะผู้แปล ที่เลือกหนังสือได้ดี ใช้สำนวนแปลที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผมหวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ให้คุณค่าต่อวิจารณญาณสาธารณะตามที่พึงปรารถนา
อานันท์ ปันยารชุน
กรกฎาคม 2552
แนะนำหนังสือองค์กรมีดีไซน์
องค์กรมีดีไซน์จัดเป็นหนังสือแนว how-to ในเรื่องการพัฒนาองค์กรธุรกิจ ที่เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของทฤษฎีการจัดการที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง นับจากแนวคิดการจัดการสมัยใหม่ที่เน้นการกระจายอำนาจและลดขนาดของภาครัฐ เพิ่มบทบาทพนักงานในฐานะ knowledge worker (Drucker 1978) Balance scorecard (Kaplan and Norton 1992) Reengineering (1993) Blue Ocean (2000) จนถึง แนวคิดดีไซน์ (Tim Brown 2008)
แนวคิดดีไซน์ของ Tim Brown ถูกนำมาวิเคราะห์ ชำแหละ และตรวจสอบจากคณาจารย์ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนออกมาเป็นทฤษฎีดีไซน์ที่กล่าวอ้างว่านี่คือ ทฤษฎีเหนือกาลเวลา ที่ได้หลอมรวมเอา สุนทรียภาพ – เทคโนโลยี – และกระบวนการ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและวิถีชีวิตของลูกค้า รวมถึงพนักงานในองค์กรที่จะสร้างสรรค์งาน อันหมายถึง ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ องค์กรและคน ที่ได้รับการ designed
สำหรับผมแล้ว หากนี้คือ หนังสือที่เสนอทฤษฎีเหนือกาลเวลาด้านการจัดการจริง ก็ย่อมมิอาจผ่านเลยดังเช่นหนังสือ how-to ทั่วไป เพราะว่ากันตามจริง ความรู้จากภาคธุรกิจ มักมีอิทธิพลต่อการจัดการในองค์กรภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคมเสมอ ด้วยเหตุที่เป็นองค์กรชนิดเดียวที่ต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดหรือต้องอยู่บนยอดคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้เสมอ
เมื่อจมตัวเองลงไปในตัวอักษรแต่ละบรรทัด หนังสือแต่ละหน้า นอกจากความสามารถด้านภาษาของเหล่านักเขียนและกรณีศึกษาต่างๆ ที่ยกมาอธิบายได้อย่างออกรสแล้ว ตัวเนื้อหาในแต่ละบทที่นำเสนอ ก็ค่อยๆ คลี่ให้เห็นการก้าวย่างและการนำพาองค์กรไปสู่องค์กรมีดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ และนี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานในองค์กรภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม ก็สามารถเรียนรู้และประยุกต์เอาทฤษฎีเหนือกาลเวลาไปใช้เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างไม่ยากเกินไปหนัก
Review หนังสือ Philanthrocapitalism: How the Rich Can Save the World
ผมได้บท review หนังสือชื่อ Philanthrocapitalism: How the Rich Can Save the World มาจาก website ที่น่าสนใจ ชื่อ http://www.thebrokeronline.eu/ บท Review นี้เขียนโดย William Dowell
ส่วนตัวหนังสือนั้น เขียนโดย Matthew Bishop and Michael Green ( 2008 )
With the current financial crisis, will the super-rich still have the resources or the inclination to save the rest of the world? When Philanthrocaptialism was published in October, it still seemed reasonable to think that a new generation of multi-billionaires might be able to give the developing world the kind of hard-nosed practical advice it needs. Unfortunately, Philanthrocapitalism hit the bookstores just as the liquidity crisis was throwing much of the free market into a panic and raising serious questions about global capitalism.
However, the basic arguments in Philanthrocapitalism are still worth considering. Matthew Bishop, US business editor for The Economist, says that the book is simply trying to explain a phenomenon that has been a reality for several years. ‘We are trying to make the public aware of who these people are, and of their in-depth thinking about solving problems. The line that we are taking is that in the division of labour between governments and mass charities and the super-rich, the super-rich can play a role that almost no one else can’.
As Bishop and Green state, this new generation of super-rich philanthropists is taking a hands-on approach that promises to cut through many of the political and financial logjams that have frustrated the UN and NGOs over the last several decades. Several of these new philanthropists, including Bill Gates, George Soros, Richard Branson and Jeff Skoll, are not only brilliant strategists, but also have the financial means to take effective action without having to ask for permission from a board of directors or from international donors that are pushing their own geopolitical agendas. At a time when national governments are increasingly short of cash, these men are rolling in it, and they want to invest in improving the world.
The Gates Foundation’s campaign to fight HIV/AIDS, George Soros’ efforts to create a more open society, Ted Turner’s strategically placed support for the UN and Richard Branson’s efforts to draw attention to global warming are examples of the wealthy making a difference. They have done so not just by handing money to a foundation, but by playing a direct role in shaping how that money is used. As Andrew Rasiej, a New York-based socially conscious entrepreneur used to say to potential funders, ‘Your check book is not all that I want; I also want your brains’.
The idea is appealing, but it is also dangerous. Bishop warns that the power held by this small group could quickly evolve into something resembling plutocracy. He suggests that a new social contract would have to be drawn to reassure the public about the philanthrocapitalists’ ultimate objectives. Even then, there could be problems. The Gates Foundation has unquestionably put new energy into the fight against HIV/AIDS, but in doing so it has tended to push to the sidelines some of the experts who preceded it. A number of people within World Health Organization question whether it should be the Gates Foundation or the World Health Organization that is actually making policy. The greater danger is that the philanthrocapitalist who lacks a profound knowledge of the subject may use his or her superior financial resources and freedom of action to push policy into a dead end.
Some of the most cogent criticisms of the concept are compiled in the book Just Another Emperor by Michael Edwards, available as a free download. Edwards argues that super-achiever capitalists are often ill-equipped to understand the complexity of the problems faced by the developing world or how to deal with them.
Bishop and Green would argue that the philanthrocapitalists are quick studies who can learn on the job. More than that, during the hard times ahead they may be the only option. ‘With everything continuously stretched to the limit’, say Bishop and Green, ‘governments need whatever help they can get. A Bill Gates or a George Soros is going to get a seat at the table in exchange for helping’. But it is up to the rest of us to see that their contributions really do help.
ขอปิดท้าย ด้วย หนังสือ อีกเล่ม ชื่อ Just Another Emperor? ซึ่งเขียนโดย Michael Edwards ซึ่งเล่มหลังนี้ load ได้ FREE ครับ ตาม link นี้เลย http://justanotheremperor.org/edwards_WEB.pdf
หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ ติด 5 ดาว ใน amazon.com ทั้งคู่ นะครับ
หนังสือเล่มแรกที่อ่านของปี 2552

ถือเอาเป็นสิริมงคลของชีวิต เมื่อผมได้หยิบเอาหนังสือ “จิตหลุดพ้นแล้ว ญาณย่อมมี” ของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ผมเห็นว่ามีหลายประเด็น ที่ทำให้ผมในบางเรื่องมากขึ้น
- การเจริญสติ การเจริญปัญญา เป็นขั้นปัญญา ไม่ใช่ เป็นการรักษาศีล ให้ทาน หรือทำ สมถกรรมฐาน ……ดังนั้น ผู้รักษาศีล ทำทาน ฝึกกรรมฐาน จึงไม่ได้ การันตี ว่าจะเข้าใจเรื่องทุกข์ ที่พระพุทธองค์สอน
- ทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ดับ ไม่ใช่ ทุกข์จากการไม่มีเงิน ไม่มีข้าวของ ที่สอน คือ ทุกข์คือความเดือดร้อน คือความโกรธ ความโลภ หลง พอใจ ไม่พอใจ…..ทุกข์ภายใน หาใช่ ทุกข์ภายนอก
- ดังนั้น ในทางธรรม ทาง “มิใช่ทาง” จึงเป็น การเลือก เส้นทางดับทุกข์ ที่ไม่ถูกเส้นทางนั่นเอง
……ผมยังอ่านไม่จบ เพราะอ่านไป ต้องทำความเข้าใจไป แต่เพียงไม่กี่หน้า ก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรมากขึ้น….และนี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมได้อ่านในปีนี้ครับ
ส่วนท่านที่สนใจ load หนังสือเล่มนี้มาอ่านได้ครับ ที่ http://baanaree.net/uploads/uploads/book/Jidpon_forweb.pdf
บุญรักษาทุกท่านครับ
แนะนำหนังสือที่อาจทำให้ ชาวโลกร้อน….โลเล ใจ
หลังจากที่ผมเคยเขียนบทความขนาดยาวที่พยายามชี้ให้เห็นว่า โลกร้อน ไม่ได้เกิดขึ้นจากคาร์บอนไดออกไซค์ ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ไปเมื่อปีก่อน โดยใช้ข้อมูลหลักจากหนังสือ unstopable global warming
มาวันนี้ มีหนังสือภาษาอังกฤษอีกจำนวนไม่น้อย ที่ทยอย ตีแผ่ เปิดเผย ข้อมูลทางภูมิอากาศ และเทคนิคการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศที่ไม่ได้น่าเชื่อ แบบที่ชาวโลกร้อน กำลังเชื่อกันอยู่
ผมใคร่ขอแนะนำหนังสือที่ชาวโลกร้อน น่าจะได้หามาอ่านเพิ่มอีกสักจำนวนหนึ่ง

เขียนโดย Roy Spencer นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอลาบามา หนังสือเล่มนี้ได้เขียนถึงเทคนิคการพยากรณ์ทางอากาศ โมเดลทางคณิตศาสตร์ ในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เพื่อ แฉ ให้เห็น โมเดลการพยากรณ์เรื่องโลกร้อนที่ว่า โลกจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ นั้น เป็นการพยากรณ์ที่ไม่อยู่บนข้อมูลและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ใดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นอกจากความเชื่อล้วนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Lawrence Solomon ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ the National Post of Toronto และเป็น activist ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ การปกป้องพื้นที่ป่าเขตโลก
เนื่องผู้เขียนเป็นนักหนังสือพิมพ์ ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยมุมมองและข้อเท็จจริงที่กว้างขวางมากเล่มหนึ่ง จึงเหมาะอย่างมากครับกับนักวิชาการ และนักศึกษาผู้บ้าข้อมูลคร้าบ
เล่มสุดท้ายคือ Red Hot Lies: How Global Warming Alarmists Use Threats, Fraud, and Deception to Keep You Misinformed

เล่มนี้เขียนโดย Chris Horner เป็น ผู้บริหารอาวุโสของ Competitive Enterprise Institute ซึ่งปีที่แล้วเขาเขียนเรื่อง The Politically Incorrect Guide to Global Warming (and Environmentalism) ที่กลายเป็นหนังสือยอดฮิตเล่มหนึ่ง
ใน web ของ Amazon นั้น มีผู้แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ โดยทิ้งท้ายไว้ว่า In summary, read this book. Everything you feared about global warming science is true, and it is only going to get worse.
พัฒนาสังคมและชุมชน
ในที่สุด วารสารฉบับแรกของภาควิชาเรา ก็หลุดออกมาจากโรงพิมพ์จนได้ ใช้เวลาเลื่อนแล้ว เลื่อนอีก นับเวลาได้ 7 – 8 เดือน
เราใช้ชื่อว่า วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน ชื่อฟังเชยๆ แต่เนื้อหาข้างใน มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เล่มแรกนี้ theme จะเป็นเรื่องชุมชนในยุคไร้นโยบายทางการเมืองและในโลกอนาคต
เราได้สัมภาษณ์ บุคคลที่อยู่ในแวดวงการพัฒนา 2 ท่าน 1) คุณชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ เจ้าของผลงาน ทฤษฎีไร้ระเบียบ และ 2) นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เพื่อขยายมุมมอง theme ข้างต้น
ส่วนบทความหลักนั้น จะเป็นการทบทวน สถานภาพความรู้ในงานพัฒนาชุมชนทั้งมุมมองจากไทย และต่างประเทศ บทความทั้ง 2 นี้ เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่จะต้องคิดกันต่อว่า แล้วสำหรับบริบทแบบไทยๆ ที่มีเทศ ปนอยู่ขนาดนี้ จะเอาอย่างงัยต่อ
บทความในส่วนนี้ เขียนโดย รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร และ ดร.มนตรี และคุณศิรินภา กรรมภุมมาลย์ ครับ
อีก 2 บทความที่น่าสนใจ เป็นความเรื่อง “ตลาด” ซึ่ง 1 ใน 2 เป็นงานวิจัยของ ผศ.สุวิดา ธรรมมณีวงศ์ ที่พยายาม หาข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นถึง ความซับซ้อนและเชื่อมโยงของวิถีตลาด และอีกหนึ่งเป็นงานเรียบเรียงเชิงวิเคราะห์ ของ อ.อัจฉริยา เนตรเชย ที่พยายามบอกว่า ตลาดมันไม่ได้เป็นที่ซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่มี เรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นในตลาดมากมาย
ส่วนที่เหลือจะเป็นบทความย่อยๆ และเป็นการแนะนำหนังสือครับ
ผมในฐานะ บรรณาธิการฉบับแรก ตั้งใจจะให้ รูปเล่มและหน้าตา ไม่เป็นหนังสือวิชาการตามชื่อ แต่จะทำได้มากน้อย ขนาดไหน อันนี้ ก็ต้องพิสูจน์กันเอาเองจากการอ่านนะครับ
ผมเห็นว่า หนังสือวิชาการ หากจัดรูปเล่ม หน้าตา ให้ ดู ดี ทันสมัย ก็มีคนซื้อ หาอ่านพอสมควร
ลองหาซื้ออ่านดูนะครับ เล่มละ 70 บาท
แด่ ศ.ดร.Randy Pausch สำหรับ The Last Lecture
Randy Pausch เสียชีวิตไปเมื่อ 25 ก.ค. ที่ผ่านมาด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน
- Never underestimate the importance of having fun. I’m dying and I’m having fun. And I’m going to keep having fun every day because there’s no other way to play it.
- Experience is what you get when you didn’t get what you wanted.
- No one is pure evil. Find the best in everybody. Wait long enough and people will surprise and impress you.
- Brick walls are there for a reason. They are not there to keep us out. The brick walls are these to give us a chance to show how badly we want something. The brick walls are there to stop people who don’t want it badly enough.
- It is not about achieving your dreams but living your life. If you lead your life the right way, the karma will take care of itself. The dreams will come to you
I’ve noticed that you’re a great believer in vacations. What place has inspired you most?
—Anastasia Nikolaeva, Cologne, Germany
แนะนำหนังสือ คลื่นข้างใน
เมื่อวาน เพิ่งซื้อมาครับ คลื่นข้างใน เขียนโดย กระบี่ไม้ไผ่ ผู้เขียน “สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง” ผมอ่านของเขาแล้วชอบมาก เพราะหัวใจเต้นแรงจริง มางานชิ้นใหม่นี้ รูปแบบการเขียนยังคงเดิม คือ ตอบโจทย์การอธิบายชีวิตผ่านธรรมมะ ที่แสนจะเข้าใจได้ง่าย ประกอบกับ การใช้ถ้อยคำที่กลั่นออกมาสื่อ อ่านแล้วอึ้งครับ ไม่รู้ทำได้ไง…. “ใครบางคนเล่าว่า จู่ๆ ความสามารถบางประการของเขาหายไป อาศัยการแกะรอยจากสมุดพกวัยเยาว? ชายหนุ่มบางคนพบว่า คุณสมบัติตามที่ครูเขียนไว้สั้นๆ ว่า ‘น่ารัก ช่างพูด ช่างคุย’ หล่นหายไปในช่วงที่เขาเติบโต …..นึกไม่ออกว่า..อันตธานหายไปเมื่อไหร่ ถึงมันจะไม่ใช่เหรียญบาท ไม่ใช่ปากกาลูกลื่น ซึ่งพลัดมือได้ง่ายๆ เพราะด้อยค่า “ บางตอนจาก สุสานความทรงจำ เป็นไงครับถ้อยคำสำนวน ใช่ได้ไหมครับ ไปติดตามซื้ออ่านล่ะกันน่ะครับ

