เขียนโดย พี่หนูหริ่ง นะครับ
ขนาด file 4.08 MB plugin-volunteer_aa
29-31 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากร workshop เรื่องการเขียนโครงการพัฒนา ให้แก่ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือที่รู้จักกันในชื่อ logframe เป็นเครื่องมือช่วยในการ formulate และเขียนโครงการ
ซึ่งผมได้แปล เรียบเรียงเอกสารประกอบการประชุมเพื่อประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม และอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆ ที่สนใจ
ผมจึงขอนำ file มา post ไว้ ณ ที่นี่ครับ
วันนี้ เอาบทบรรณาธิการ มาให้ ชิม กันก่อนครับ
………………………………………………………………..
วารสารเล่มที่ท่านถืออยู่นี้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาได้ 3 ฉบับ ก็นับว่าเป็นโชคดีอยู่ไม่น้อย ยอดจำหน่ายวารสารวิชาการเล่มเล็กๆ ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่มเช่นนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงยอดจำหน่ายครับ แต่เพื่อให้มีพื้นที่ทางวิชาการด้านชุมชนที่มากขึ้น และใช้วารสารเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และความเคลื่อนไหวของมิตรสหายทางวิชาการและนักปฏิบัติการสายชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ พวกเราอาจารย์ในภาควิชาก็มีหน้าที่หาเงินมาเป็นทุนอุดหนุนการพิมพ์ ในฉบับนี้เรายังได้จัดทำเป็น e-journal (เหมือนกับเขาบ้าง) เผยแพร่พร้อมกันไปด้วย ทั้งนี้ก็หวังที่จะเพิ่มปริมาณการเข้าถึงให้มากยิ่งขึ้นและเพื่อความสะดวกในการใช้งาน (แม้ว่าตัวเลขการเข้าถึงทำนองนี้ จะไม่ถูกนับเป็นผลงานที่ใช้ประเมินก็ตามที)
ในฉบับนี้เรากำหนดเนื้อหาให้เป็นเรื่อง ความ (ไม่) มั่นคงของเกษตรกรไทย เพื่อขยายให้เห็นถึงความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลง ปรับตัว ทางเลือก และทางรอดของเกษตรกรในยุคโลกโลกานุวัตรและในยุคอะไรๆ ก็ชุมชน โดยประกอบด้วยบทความวิชาการจากนักวิชาการรุ่นใหม่ 6 บทความ เริ่มจากบทความที่เป็นการทบทวนวรรณกรรม เรื่อง ทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำการ (Actor-network Theory) ในระบบอาหารและการเกษตร (Agri-food) ของ อารตี อยุทธคร ที่เสนอ ทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำการ หรือ ANT ที่นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไปของเครือข่ายการเกษตรซึ่งมิได้จำกัดอยู่แค่ในระดับชุมชนท้องถิ่นหรือประทศอีกต่อไปแล้ว แต่เชื่อมโยงกับโลกอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน อารตี ก็ได้วิเคราะห์ให้เห็นช่องโหว่ของทฤษฎี ซึ่งเธอก็มีข้อเสนอเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวก่อนนำทฤษฎี ANT ไปใช้งาน และเรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันแก่ชุมชนเกษตรกรไทยที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี ของ จิรพรรณ นฤภัทร ที่ได้นำเสนอ บทสรุปของผลกระทบจากข้อตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเกษตรขององค์การการค้าโลก พร้อมกับเสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร
ส่วนบทความที่เหลือเป็นความต่อเนื่องจากงานวิทยานิพนธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารของชุมชน : มองผ่านพิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้านดอกบัวและบทวิเคราะห์กรณีคนในเป็นผู้ศึกษา จุดเด่นของงานชิ้นนี้ คือ ผู้เขียน หรือ ณัฐภัทร์ สุรินทร์วงศ์ เป็นคนใน ในฐานะม้าขี่ในพิธีฟ้อนผีมด ซึ่งในงานวิชาการบางสาขาก็ปฏิเสธเด็ดขาดกับเรื่องแบบนี้ เพราะคาดว่าคงเต็มไปด้วยอคติที่เลี่ยงไม่ได้…แต่พูดก็พูดเถอะ มีงานศึกษาใดบ้างที่ปลอดจากอคติ หรือจริตความชอบเป็นส่วนตัว ตามมาด้วยบทความเรื่อง ผักพื้นบ้าน ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรไทย ซึ่งเขียนโดย จุไรรัตน์ ปิยะวัชร์ และ บทความเรื่อง การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาโดยชุมชน : ประสบการณ์จากบ้านจำรุง ซึ่งเขียนโดย อัมรินทรา ทิพย์บุญราช งาน 2 ชิ้นนี้ ทำการศึกษาในบ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง ที่พยายามเสนอให้เห็น ทางเลือกและการปรับตัวของชุมชนเกษตร จากความไม่มั่นคงที่เขากำลังเผชิญอยู่ กล่าวอย่างถึงที่สุด การแสวงหาทางเลือก ทางออกเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและชุมชนไทยนั้น อาจเห็นเป็นเฉดของระดับการเปลี่ยนแปลง (range) ตั้งแต่การปรับที่ตัวเอง ปรับที่ระบบวิถีการผลิตในระดับไร่นา ไปเป็นแบบพอเพียง ลดการพึ่งพาภายนอก ค้นหาทางเลือกต่างๆ เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เรื่อยไปจนถึง การมุ่งมั่นเปลี่ยนโครงสร้างและนโยบาย โดยการเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางสังคมในชื่อกลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่สมัชชาคนจน
และอีกหนึ่งในเฉดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พระนิวัฒน์ จันมา ได้เสนอบทความเรื่อง แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรกรรมกับผลกระทบต่อชุมชน ที่ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนเกษตรติดเขตชายแดนไทย – พม่า อันเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร
และปิดท้ายกับการเสนอทางเลือกที่ป็นการสร้างตลาดน้ำของชุมชนชาวสวนกับบทสัมภาษณ์สบายๆ จากชาวสวนรุ่นสุดท้ายแห่งคลองบางระมาด ชวน ชูจันทร์ ลุงชวน ริเริ่มสร้างตลาดน้ำคลองลัดมะยมในฐานะที่เชื่อว่ามันจะทางรอดของเกษตรกรชาวสวนแบบเขาและเพื่อนบ้าน และตลาดน่าจะเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์ชุมชนแบบใหม่ ชวน ชูจันทร์ เป็นอดีตนักศึกษาจากรั้วเหลืองแดงทั้งปริญญาตรีและโท ลุงชวนเล่าอย่างภูมิใจว่า เขาน่าจะเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุค 16 คนเดียว ที่ยังทำนาระหว่างเรียนหนังสือ เข้าใจชีวิตชาวนาอย่างถ่องแท้ผ่านชีวิตของตัวเอง เมื่อจบจากธรรมศาสร์ ก็ไปทำงานโรงงานน้ำตาล และนั่นทำให้ลุงชวนได้มีโอกาสสัมผัสและรู้รสชีวิตชาวไร่อ้อยที่ไม่หวานเหมือนอ้อยที่เขาขาย ลุงชวนยังเคยเฉียดเข้าไปสู่วงการการเมืองในนามพรรคพลังธรรมระยะสั้นๆ ซึ่งเมื่อพ้นจากงานการเมือง ชีวิตกลับมีทางเลือกให้ 2 ทาง หนึ่งคือ ไปเป็นนักปกครอง เมื่อสอบได้ตำแหน่งปลัดในอันดับต้นๆ ของประเทศ สอง กลับบ้าน….ครับ ลุงชวนเลือกที่จะกลับบ้านมาเป็นชาวสวนที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะตามแบบฉบับของชาวสันติอโศก ลุงชวน เป็นทั้งนักอ่าน นักคิด นักปฏิบัติในเนื้อในตัว มุ่งมั่นที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ปฏิรูปประเทศไทยในระดับฐานล่างให้สังคมได้เห็นกัน…ลองตามอ่านเรื่องราวของชุมชนและตลาดในเล่มต่อนะครับ
ส่วนในคอลัมภ์แนะนำหนังสือนั้น ก็มีหนังสือ 3 เล่มมาแนะนำกันครับ เริ่มจาก Flexible Peasants : Reconceptualizing the Third World’s Rural Types หรือ ในชื่อไทยว่า พลวัตและความยืดหยุ่นของสังคมชาวนา : เศรษฐกิจชุมชนภาคเหนือและการปรับกระบวนทัศน์ชุมชน ที่เขียนโดย ยศ สันตสมบัติ ตามมาด้วยหนังสือของ Jonathan Rigg ในชื่อ More than the Soil, Rural change in Southeast Asia ใครเป็นแฟนานุแฟนของ อ.Rigg ก็ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้นะครับ ส่วนเล่มสุดท้าย คือ Social Entrepreneurship : what everyone needs to know ของ David Bornstein และ Susan Davis ใครที่ชอบงานของ Bornstein ในเรื่อง HOW TO CHANGE THE WORLD ที่มีแปลเป็นไทยแล้วในชื่อ พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก ก็ไม่น่าพลาดเล่มนี้เช่นกันครับ
พระคุ้มครอง บุญรักษาผู้อ่านทุกท่านครับ
และแล้วผมก็ทำจนเสร็จครับ…คู่มือนักสงสัยเรื่องโลกร้อน
สนใจ load กันไปดูครับ (อันนี้เป็น version 2 แล้วคร้าบ)
ขนาด file 1.5 MB
skeptic_THAI edit
พอดีไปเจอมาครับ มีทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ลอง load ไปอ่านกันนะครับ (อยากแปลอยู่เหมือนกันครับ)…ผมแปลเล่ม 1 เสร็จแล้วครับ LOAD ได้เลย
the_skeptics_handbook เล่ม 2 (15 MB)
ล่าสุดวารสารเล่ม 2 ก็ถูกเข็นออกมาครับ ในฐานะ บรรณาธิการ ขอเอาภาพปก สารบัญ และ บทเกริ่นนำ มานำเสนอ ครับ เผื่อมีท่านที่สนใจ



ระหว่างที่กำลัง edit หนังสือเล่มนี้อยู่…ผมก็ได้รับ file คำนิยมของ อ.ประเวศ มาจากพี่ชัยวัฒน์ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ นำคำนิยมมาลง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือไปด้วยเลยนะครับ…..คาดว่าจะออกวางตลาดสิงหาคมนี่แหละครับ……อ้อ ทราบมาเล่าๆ ว่า นายกฯ รูปหล่อ ก็เขียนคำนิยม ให้ด้วยนะครับ….ผมมาเพิ่มเติม คำนิยมจาก คุณอานันท์ ปันยารชุน อีก 1 ท่านครับ
- – - – - – - – - – - - – - - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - - – - – - – - – -
คำนิยม
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และท่ามกลางความพิศวงกังขาว่า กระบวนการเสื้อเหลือง กระบวนการเสื้อแดง ใช่การเมืองภาคพลเมือง หรือไม่ บางทีหนังสือชื่อ Politics for People ของ เดวิด แมทธิวส์ จะให้แสงสว่างแก่เราได้
เดวิด แมทธิวส์ เป็นคนสุขุมลุ่มลึก และอุทิศตัว เขาเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอลาบามา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการและสวัสดิการสังคมในรัฐบาลประธาณาธิบดีฟอร์ด และปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิเคตเตอริง ซึ่งทำงานส่งเสริมประชาสังคม และการเมืองภาคพลเมือง เดวิด แมทธิวส์ มีประสบการณ์และความรอบรู้สูง และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ของเขาออกมาเป็นบทความและหนังสือจำนวนมาก ด้วยความปรารถนาอยากเห็นโลกดีขึ้น
คนไทยที่น้อยเนื้อต่ำใจในระบบการเมืองของเรา อาจรู้สึกดีขึ้นที่เดวิดเล่าให้ฟังว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการเมืองและนักการเมืองของเขา คนอเมริกันรู้สึกว่านักการเมืองกับประชาชนแยกกันไป เงินกับนักวิ่งเต้น (ลอบปียิสต์) ที่มีอยู่เต็มกรุงวอชิงตันมีอิทธิพลต่อนักการเมือง ความเบื่อหน่ายและไม่มีส่วนร่วมทำให้คนอเมริกันเลือกตั้งน้อย นี่อเมริกาไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยก่อนตั้งประเทศเสียอีก แต่ก็ประสบปัญหาประชาธิปไตย ที่คนอเมริกันรู้สึกแปลกแยกจากการเมืองของนักการเมือง อย่างไม่รู้จะทำอะไรกับมัน นอกจากการเมืองของพลเมือง
บ้านเราก็มีคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติให้มีสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ก็ยังหันรีหันขวางงงงงกันอยู่ ว่าจะทำอย่างไรการเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งและมีคุณภาพ
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้ เป็นประดุจตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุเรื่องการเมืองภาคพลเมืองไว้เต็มแปร้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความหมาย กรณีตัวอย่าง ความคิดความอ่านของผู้คนมากมาย ที่เราจะได้เรียนรู้ความลึกซึ้งของการเมืองภาคพลเมือง เราจะได้เรียนรู้ว่า “การรับฟังสาธารณะ” ก็ดี “ประชามติก็ดี” ไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เพราะไม่ใช่ความเป็นสาธารณะที่มีวิจารณญาณ (Deliberative public)
หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะ (Public) และความมีวิจารณญาณ (Deliberation) มาก ความเป็นสาธารณะมีทั้งในแง่จิตใจที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ในแง่การรวมตัว ในแง่การกระทำทางสาธารณะ (Public action) และในแง่การทำงานให้ได้ผล บ่อย ๆ ครั้งการชุมนุมเรียกร้องก็ไม่ได้ผล นอก เหนือไปจากอิทธิพลของเงินและลอบปียิสต์ดังกล่าวแล้ว บางทีนักการเมืองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในความซับซ้อนและยากก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า เรื่องนั้น ๆ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล พลเมืองต้องรวมตัวกันลงมือทำงานในเรื่องนั้น ๆ เสียเอง เมื่อสาธารณะลงมือทำงานจนได้ผลก็จะเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย
สาธารณะที่ Deliberative หรือมีวิจารณญาณทำให้ประชาธิปไตยติดปีกด้วยปัญญา ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสันติประชาธรรม ไม่ใช่เหะหะยกพวกเข้าตีกันหรือฆ่ากันตาย การจะมีวิจารณญาณต้องใช้ข้อมูล ความรู้ การไตร่ตรองด้วยเหตุผล สาธารณะที่วิจารณญาณเป็นกุญแจที่จะทำให้ประเทศดำเนินต่อไปได้โดยไม่ฆ่ากันตาย เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง และก็จะต้องหันกลับมาถามระบบการศึกษาว่า ว่าได้ทำอะไรหรือเปล่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองในท่าม กลางสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกได้ว่า ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ จะมีการประชุมใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ชื่อ “Educating World Citizen for The 21at Century” โดยหลายองค์กรร่วมจัดและเชิญท่านดาไล ลามะ มาเป็นประธานการประชุมด้วย ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง
หนังสือ “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่สนใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าก็ดี สภาพัฒนาการเมืองก็ดี กองทุนพัฒนาการเมืองก็ดี คงจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเห็นวิถีทางที่จะพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองต่อไป
ผมเองได้พูดเสมอ ๆ ว่า การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งต้องการการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในเชิงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการมีวิจารณญาณ เพราะประชาธิปไตยต้องติดปีกด้วยปัญญา เรามีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ถ้าชาวมหาวิทยาลัยจะอ่าน “การเมืองเพื่อพลเมือง” เล่มนี้กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อาจจะเกิดการระเบิดพลังจิตสำนึก อันเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มคนไทยที่ทำให้ “การเมืองเพื่อพลเมือง” พากย์ไทยเป็นสมบัติของคนชาติไทย มีอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมเป็นผู้นำ อาจารย์ชัยวัฒน์ และดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เคยไปร่วมประชุมและรู้จักมักคุ้นกับเดวิด แมทธิวส์ ดี ผมรู้ดีว่าการแปลหนังสือนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคณะผู้แปล ซึ่งประกอบ ด้วย พรรณิภา โสตถิพันธุ์ พิกุล สิทธิประเสริฐกุล ศุภกร รักใหม่ วีรบูรณ์ วิสารทสกุล โดยมีอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล ขอให้ความอุตสาหะวิริยะของท่านเหล่านี้ก่อให้เกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย และก่อให้เกิดความบันดาลใจแก่เพื่อนคนไทยทั้งหลายว่าการที่ประเทศของเราจะพ้นวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสังคมอำนาจไปสู่สังคมเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของท่าน แต่เป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือการเมืองของพลเมืองที่มีความเป็นสาธารณะอันมีวิจารณญาณ
ประเวศ วะสี
วันเข้าพรรษา ๒๕๕๒
——————————————————————————————–
คำนิยม
การที่คณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นคำแปลของหนังสือ “Politics for People” เขียนโดยเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews) มาเสนอแก่สาธารณชนในครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยอย่างยิ่ง
คนในสังคมไทยและต่างประเทศจำนวนมากเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมานาน โดยคิดว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศเป็นคำตอบเดียวของระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งกำหนดชะตากรรมของประเทศกันเอาเองเป็นเวลา 4 ปี หรือจนกว่าจะหมดวาระของผู้บริหารชุดนั้น
ในวันนี้ ประชาธิปไตยระบบตัวแทนมีปัญหาไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมได้ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในระยะ 7-8 ปีมานี้ จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์ที่สอดคล้องกับวาทะของ ลอร์ด แอคตัน ที่ว่า “อำนาจทำให้เกิดการฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ”
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกวางน้ำหนักไปที่การเมืองภาคพลเมืองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานในนโยบายและประเด็นสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเรียกว่าการสนทนา จะเรียกว่าวิจารณญาณสาธารณะ จะเรียกว่าสานเสวนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาชนหันหน้ามาพูดจากัน หาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ
ความจริงวิธีการเช่นนี้มีมานานแล้ว แม้ไทยเราเองในปัจจุบันได้ทราบว่าชุมชนเข้มแข็งหลายแห่งได้ใช้วิธีการนี้อย่างเป็นผล เช่นที่บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีคุณประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำชุมชน หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่ จ.ตราด ซึ่งมี พระสุบิน ปณีโต เป็นแกนนำ
ยิ่งในยุคที่ทุนของรัฐหรือทุนของเอกชน มีปัญหาขัดแย้งกับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชุมชนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสาธารณะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” เล่มนี้ มีแง่มุมซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ถอดบทเรียนมาจากกระบวนการวิจารณญาณสาธารณะ ที่มีเรื่องราวค่อนข้างจะครบถ้วนและน่าสนใจมาก ทั้งยังได้ให้แง่คิดสำคัญอันเป็นแก่นแท้ของกระบวนการนี้ไว้อย่างพึงตระหนัก
ผมเห็นว่ากระบวนการวิจารณญาณสาธารณะนอกเหนือจากผลได้สำคัญที่ทำให้นโยบายและกิจกรรมสาธารณะสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของส่วนรวมแล้ว ยังเป็นหนทางเปลี่ยนผ่านอย่างสันติโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงใดๆ และที่มีค่ายิ่งก็คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ก่อเกิดความรู้และสติปัญญาของทั่วทั้งสังคม เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากได้อาศัยผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของชุมชนนั้นๆ เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง
ในกระบวนการที่ว่านี้ ใครก็ตามที่เป็นคนบริหารจัดการ ก่อนอื่นจะต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และต้องมีกติกาที่เหมาะสม จึงจะก่อเกิดผลภาคปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับได้จริง และนี่คือวิถีทางหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากระบบตัวแทน ในขณะเดียวกันทำให้การเมืองภาคพลเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน ทำให้การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนในรัฐสภาเพียงไม่ถึง 700 คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกท้องถิ่น ทั่วทั้งสังคมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ
ผมขอชมเชยคณะผู้แปล ที่เลือกหนังสือได้ดี ใช้สำนวนแปลที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผมหวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ให้คุณค่าต่อวิจารณญาณสาธารณะตามที่พึงปรารถนา
อานันท์ ปันยารชุน
กรกฎาคม 2552