Archive for the ‘เรื่องควรรู้’ Category
เปิดโผกองทุนหุ้นผลงานเจ๋งในรอบ 10 ปี
กองทุนหุ้นโชว์ผลงานในรอบ 10 ปี สุดยอด ไม่มีกองหุ้นไหนแพ้ดัชนี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 140.49% ทิ้งห่างดัชนีหุ้นไทยเป็นเท่าตัว
จากการสำรวจข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นทั้งหมด 57 กองทุน ณ วันที่ 30 พ.ย. 2552 ย้อนหลัง 10 ปี พบว่า กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 140.49% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 14.05% ต่อปี สูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะเวลาเดียวกันที่ให้ผลตอบแทน 63.24% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 6.32% ต่อปี
“กองทุนหุ้นทั้งหมด 57 กองทุน คิดเป็นสัดส่วน 100% ของกองทุนหุ้นทั้งหมดที่มีผลการดำเนินงานชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสามารถเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ตั้งแต่ 16.82 – 172.75% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจในระยะยาวทีเดียว”
โดยกองทุนหุ้นที่มีผลงานดีที่สุดนั้นให้ผลตอบแทนสูงถึง 235.99% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 23.60% ต่อปี ในขณะที่กองทุนที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นก็ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 80.06% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 8.01% ต่อปี หรือมีผลการดำเนินงานแตกต่างกันอยู่ประมาณ 155.93%
สำหรับกองทุนหุ้นที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรกนั้น มีผลการดำเนินงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสูงกว่า 190.00% ทุกกองทุน นำมาโดยอันดับ1 “กองทุนเปิดบัวหลวงโครงสร้างพื้นฐาน (B-INFRA)” ของบลจ.บัวหลวง ด้วยผลตอบแทน 235.99% อันดับ2 “กองทุนเปิดอเบอร์ดีนโกรทฟันด์ (ABG)” ของบลจ.อเบอร์ดีน ให้ผลตอบแทน 234.26% อันดับ3 “กองทุนเปิดอยุธยาทวีปันผล (AYFSCAP)” ของบลจ.อยุธยา ให้ผลตอบแทน 210.31%
อันดับ4 “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทยอิควิตี้ฟันด์ (INGTEF)” ของบลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ให้ผลตอบแทน 199.21% และอันดับ5 “กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล (BTP)” ของบลจ.บัวหลวง ด้วยผลตอบแทน 198.21%
นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงเวลาการลงทุนยิ่งยาวขึ้น กองทุนหุ้นส่วนใหญ่จะสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวได้สูงกว่าดัชนีหุ้นไทยด้วย โดยย้อนหลัง 5 ปี กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 32.74% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยบวก 4.92% ย้อนหลัง 3 ปี กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.61% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยติดลบ 6.76%
“15สัญญาณ”สังคมมะกันล่มสลาย! คนรวยแค่หยิบมือ คนจนหมดปัญญาหาหมอ บริษัท”ขายปืน”กำไรเพียบ
เว็บไซต์ www.alternet.org แม็กกาซีนออนไลน์ของสหรัฐ ได้เผยแพร่บทความน่าสนใจ หัวข้อ “15 สัญญาณบ่งชี้สังคมอเมริกัรกำลังจะแตกสลาย” เขียนโดนนายเดวิด เดโกรว ซึ่งระบุว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ คือ ตัวการสำคัญในการทำร้ายสังคมอเมริกัน ซึ่งเริ่มแก้ไขได้ลำบากมากขึ้นทุกขณะ หลายคนอาจไม่ได้รับรู้เรื่องนี้จากสื่อกระแสหลัก แต่ผลการชีวัดทางสังคม สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวชี้วัดดังกล่าวสามารถแยกออกเป็น 15 สัญญาณอันตราย ดังนี้
1) ความไม่เสมอภาคและขาดสมดุลในด้านความมั่งคั่งของชาวสหรัฐ ได้พุ่งพรวดสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ในปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศผู้นำทางอุตสาหกรรมที่ขาดสมดุลในด้านนี้สูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ช่องว่างของจำนวนคนรวย และคนชั้นกลางคนจนได้แตกต่างมากขึ้นอย่างมาก
2) กรณีที่ตลาดหุ้นพุ่งสูงเกินกว่า 10,000 จุด ในเวลาอันรวดเร็วเพียง 13 เดือน ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ 3 แห่งคว้าผลประโยชน์จากการจากผู้เสียภาษี และได้ประโยชน์อย่างมากจากการที่รัฐบาลสหรัฐตัดสินให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจที่ล้มเหลว ซึ่งธนาคารเหล่านี้ได้สร้างสถิติใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะสามารถยให้โบนัสพนักงานเป็นจำนวนเงินสูงถึง 30 พันล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 60 %
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า “โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนากรอันดับหนึ่งของสหรัฐสามารถสร้างกำไรได้แล้วเพียงแค่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แถมยังสามารถสำรองเงินชดเชยสำหรับการใช้จ่ายได้อีกถึง 16.7 พันล้านเหรียญ”
โกลด์แมน แซคส์ จึงกลายเป็นวาณิชธนากร ที่สามารถขยับขยายและเติบโตได้ที่สุดในประวัติศาสตร์
3) กำไรของกลุ่มคนที่ร่ำรวยถูกค้ำประกันจากผู้เสียภาษีตาดำๆ ในมูลค่าสูงถึง 23.7 แสนล้าน แสดงให้เห็นว่าขณะที่กลุ่มคนร่ำรวยไต่ขึ้นสูงไปเรื่อยๆ แต่ชนชั้นกลางกลับกำลังเริ่มล้มลง
4) คนทำงานในช่วงอายุระหว่าง 55 – 60 ปี ซึ่งทำงานมานานถึง 20 – 29 ปี ได้สูญเสียเงินในกองทุนเงินเก็บออมสำหรับใช้หลังเกษียณการทำงานโดยเฉลี่ย 25 % ขณะที่ในเวลาเดียวกัน ชาวอเมริกันที่ร่ำรวย 400 คนยังรวยขึ้นไปอีกถึง 30 พันล้านเหรียญ ซึ่งจากจุดนี้ทำให้คน 400 คนดังกล่าวมีทรัพย์สินรวมกันมากถึง 1.57 แสนล้านเหรียญ
5) จำนวนบ้านที่ถูกที่จำนองพุ่งสูงขึ้นสุดขึดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 โดยเริ่มย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ไตรมาสแรก เชื่อหรือไม่ว่า มีบ้านทั้งหมด 937,840 หลังที่ถูกจำนอง ขณะที่บ้านอีก 3.4 ล้านหลังมีโอกาสสูงมากที่จะถูกจำนองในช่วงปลายปีนี้ แถมนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า สำหรับปี 2553 เรื่องบ้านถูกจำนองจะแย่ลงไปกว่านี้อีก
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐออกกฎหมายตั้งกองทุนสำหรับผู้เสียภาษี ในวงเงิน 75 พันล้านเหรียญ ซึ่งผลปรากฎออกมาว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง วัดได้จากจำนวนบ้านที่ถูกจำนอง ซึ่งพิสูจน์ชัดว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้ต้องเสียเงินภาษีของประชาชนกว่าเป็นพันๆ ล้านเหรียญไปฟรีๆ
6) ประชาชนอเมริกันกว่า 25 ล้านคนไม่มีงานทำหรือได้ทำงานแบบไม่เต็มเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีประชาชน 25 ล้านคนที่ต้องการเพิ่มรายได้ แต่กลับไม่มีทางเลือก อัตราการว่างงานคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคตและจะยังคงสูงต่อไปอีกหลายปี
7) ล่าสุดธนาคารสหรัฐถึง 123 แห่งล้มเหลวลงไปในปีนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา ธนาคาร 3 คนซึ่งทางการระบุว่ามีความเข็มแข้งต้องปิดกิจการลง
การล้มละลายพุ่งทะลุความคาดหมาย รัฐ 10 แห่งร่อแร่ใกล้ล้มละลาย บางรัฐถึงขั้นประกาศว่าเกิดวิกฤตการเงิน รัฐแคลิฟอร์เนีย, อาริโซน่า, ฟลอริดา, อิลลินอยส์, มิชิแกน, เนวาดา, นิว เจอร์ซีย์, โอเรกอน, โรด ไอส์แลนด์ และวิสคอนซิน กำลังตกอยู่ในวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งต่างก็พยายามแก้ด้วยวิธีง่ายๆ อย่าง การขึ้นอัตราภาษีและการลดจำนวนข้าราชการ
9) ทุกอย่างนี้อาจเกิดขึ้นจากใช้งบประมาณแบบขาดดุล จำนวน 1.4 แสนล้านเหรียญ ซึ่งนับกว่ามากกว่างบประมาณปีที่ผ่านมาหลายแสนเหรียญ สรุปแล้วสหรัฐมีหนี้สูงจำนวน 12 แสนล้านเหรียญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หนี้จำนวนนี้เริ่มเยอะใกล้ถึงจุดลิมิตตามกฎหมาย ที่กำหนดไว้ที่ 12.104 แสนล้านเหรียญ หมายความว่าสภาคงต้องออกกฎหมายปรับเพดานลิมิตให้สูงขึ้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้
10) แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับแต่งตัวเลขความยากจนให้ดูต่ำจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชน 47.4 ล้านคนต้องอยู่อย่างยากแค้น นอกจากนี้ จำนวนคนยากจนของสหรัฐยังมีอัตราสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมเหมือนกัน คาดการณ์ได้เลยว่า จำนวนคนไร้บ้านจะเพิ่มขึ้นอีกมาก อย่างเมื่อปีที่แล้วก็มีคนไร้บ้านมากถึง 3 ล้านคน
11) วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเด็กๆ ทั้งนี้ เฉลี่ยแล้วเด็กอเมริกันประมาณ 50 % ต้องใช้แสตมป์แลกอาหารประทังชีพ ความอดอยากเป็นสิ่งคุกคามสหรัฐตัวสำคัญ หนังสือพิมพ์นิว วอชิงตัน โพตส์ รายงานว่า “วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ทำให้จำนวนชาวอเมริกัน ที่มีอาการบริโภคไม่เพียงพอเพิ่มขึ้น คิดไม่ถึงเลยจริงๆ มันเหมือนกับว่า เรากำลังอาศัยอยู่ในประเทศโลกที่สาม”
12) ปี 2552 จำนวนประชาชนสหรัฐ ที่ยากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เพิ่มขึ้นเป็น 46.3 ล้านคน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการตกงานและไร้งานทำ
13) การที่ไม่มีเงินจ่ายประกันสุขภาพเป็นสาเหตุให้ประชาชนราว 45,000 คนต้องเสียชีวิตเมื่อปี 2551 มีรายงานข่าวระบุว่า 2 ใน 3 ของการล้มละลายเกิดจากค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ และแม้บางคนมีปัญญาจ่ายประกันสุขภาพ ก็ยังต้องเผชิญปัญหากับจำนวนเงินในกระเป๋า หากเจ็บป่วยจากโรคที่ร้ายแรง ขณะที่เด็กอีกกว่า 17,000 คนต้องเสียชีวิตลง เพราะขาดการดูแลทางการแพทย์ที่ดีพอ
14) อุตสาหกรรมผลิตปืนและลูกกระสุนในสหรัฐกลับโตขึ้นอย่างสวนทาง เห็นได้จากบริษัทขายสินค้าดังกล่าวกว่า 100 แห่ง ทำเงินได้หลายพันล้นเหรียญในเวลาเพียง 1 ปี สืบเนื่องจากความต้องการปืนและลูกกระสุนได้ทะยานขึ้นสูงมาก แต่บริษัทผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าตอบสนองตลาดได้ทัน
เห็นได้ชัดเลยว่า ชาวอเมริกันกำลังติดอาวุธตัวเองกันยกใหญ่
15) เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธหน้าใหม่ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดถึง 100 กลุ่ม ส่วนจำนวนสมาชิกในสังกัดนั้น มีมากกว่าอีกเป็น 2 เท่า ทางการเป็นกังวลกับปรากฎการณ์นี้มาก เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยว่า “การที่ทุกอย่างย่ำแย่ลงเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดกลุ่มติดอาวุธ อีกไม่นานหรอกเราจะได้เห็นความรุนแรงและการคุมคามไปทั่ว”
สรุปได้แล้วว่า ขณะนี้สหรัฐมีประชาชนกว่า 50 ล้านคนที่เงินขาดมือและต้องการเงิน มากไม่มีประกันสุขภาพและไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าหมอหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีคนรัก ที่เจ็บป่วยใกล้ตาย แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือไม่ก็ตายไปแล้วเรียบร้อย
ขณะที่ประชาชนอีก 1 % ซึ่งเป็นคนรวยกลับมีความสุขจากวิกฤตครั้งนี้ ทั้งที่คนอีกหลายล้านทั้งจน หมดตัว กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด อยู่อยากอดๆ อยากๆ และติดอาวุธ แน่ใจได้เลยว่าเรากำลังจะได้เป็นพยานรู้เห็นความแตกสลายของสังคมสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า !!
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259573920&grpid=01&catid=
สัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY
เชิญชวนร่วมงานสัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY ที่ห้องประชุมใหญ่ คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ชั้น 5 ท่าพระจันทร์ วันที่ 30 ธค. ภาคเช้า
08.30 Refreshment and Registration
09.00-09.20 Welcoming Remarks by Dean of Faculty of Economics,
Remarks by Rector of Thammasat University
Opening Remarks by H.E. Mohammad Hatta,
Ambassador of the Republic of Indonesia to the Kingdom of
Thailand
09.30-10.50 Presentations:
Indonesia-Thailand Bilateral Economic Relations
By Dr. Nana Yuliana, Head of Economic Affairs, Indonesian Embassy in Bangkok
Islamic Economy
By Prof.Dr. Iwan Triyuwono (Faculty of Economics, University of Brawijaya )
Sufficiency Economy, Concept and Philosophy in Thailand
By Prof. Dr.Apichai Puntasen (Director of Rural and Social Management Institute)
Sufficiency Economy in Thailand’s Policy
By Representative of National Economic and Social Development Board of Thailand
Moderator: Dr. Supruet Thavornyutikarn (Faculty of Economics, Thammasat University)
10.50-12.00 Questions and Answers
12.00 Lunch
แกะเส้นทางเงิน ‘วินมาร์ค-แอมเพิล ริช’ โยงหุ้นชินคอร์ปยึด7.6หมื่นล้าน
โดย ณัฐพล หวังทรัพย์
หลักฐานต่างๆ ที่พยานฝ่ายโจทก์ทั้ง ก.ต.ล. และ คตส. ให้ปากคำต่อศาล ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์
ภายหลังที่ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นให้การต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ ในคดียึดทรัพย์ จำนวน 76,621 ล้านบาท ที่มีการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และได้ทรัพย์สินมาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทำให้ภาพการจัดการหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูล “ลับ” ที่ ก.ล.ต.ได้อาศัยความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ ที่นางวรัชญา ได้ให้ปากคำยืนยันต่อศาลว่า มีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เป็นเจ้าของบริษัท วินมาร์ค ที่มีบริษัท บลูไดมอนด์ ถือหุ้น 100% ขณะที่บริษัท บลูไดมอนด์ ก็ถือหุ้นโดย “ซิเนตรา ทรัสต์” 100% มีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และลูกๆ ทั้ง 3 คน
ก.ล.ต.ตรวจสอบพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ กองทุนบลูไดมอนด์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งบนเกาะบริติช เวอร์จิ้น เช่นเดียวกับวินมาร์ค โดยลงทุนและถือหุ้นในวินมาร์คผ่าน Trust company สิงคโปร์ จากนั้นในวันที่ 2 ส.ค. 2543 วินมาร์คได้เข้าไปซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 บริษัท จากพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน มูลค่า 1,500 ล้านบาท ผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 3 แห่ง
วินมาร์คได้โอนเงินชำระค่าหุ้นให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างวันที่ 4 ส.ค. ถึงวันที่ 15 ก.ย. 2543 เข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร ชื่อบัญชีพ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนใหญ่เป็นการรับเงินโอนจากต่างประเทศ
ส่วนคุณหญิงพจมาน วินมาร์คได้โอนเงินชำระค่าหุ้นล่วงหน้าให้คุณหญิงพจมานก่อนรับโอนหุ้นถึง 3 เดือน โดยวินมาร์คได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ระหว่างวันที่ 11 พ.ค. ถึงวันที่ 2 ส.ค. 2543
จากการตรวจสอบข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 3 แห่งในต่างประเทศพบเอกสารหลักฐานที่เปิดบัญชี ทุกบัญชีจะระบุทั้ง 2 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณหรือคุณหญิงพจมานหรือคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และเงินที่วินมาร์คนำมาชำระค่าหุ้นให้กับคุณหญิงพจมานจำนวนประมาณ 307 ล้านบาท ก็เป็นเงินที่โอนมาจากบัญชีของคุณหญิงพจมาน ในธนาคารต่างประเทศ โดยรับโอนเงินจากธนาคารผู้รับโอนด้วยวิธี ONE OF OUR CLIENTS สั่ง CITIBANK N.A. Bankok ให้โอนเงิน อ้างชื่อวินมาร์ค
นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า วินมาร์ค ยังเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ป ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ อีก 54 ล้านหุ้น
ขณะที่นายแก้วสรร ให้ปากคำต่อศาลฎีกา กรณีตรวจสอบการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พบหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ป ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2544-2548 คือความเชื่อมโยงระหว่างวินมาร์ค กับ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ กรณีที่ธนาคาร ยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ ได้ทำรายงาน 246-2 แจ้งต่อ ก.ล.ต. ไทย เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2544 ว่าได้ดูแลหุ้นชินคอร์ป ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิน 5% ตามกฎหมายกำหนด
กล่าวคือ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ ได้โอนหุ้นชินคอร์ปจำนวน 100 ล้านหุ้น จากหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 329 ล้านหุ้นมาให้ธนาคารยูบีเอสดูแล เมื่อรวมกับหุ้นเดิมที่อยู่ในบัญชีวินมาร์คอีก 54 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนการดูแลหุ้นชินคอร์ปของธนาคารอยู่ที่ 5.24% ยูบีเอสจึงรายงานให้ กลต.รับทราบ
เมื่อปี 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ เคยชี้แจงต่อ ก.ล.ต. ได้ขายว่าบริษัทแอมเพิลริช ให้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ตั้งแต่เดือนก.ย. 2543 แต่จากการตรวจสอบของ คตส.กลับไม่พบการชำระเงินค่าหุ้น มีเพียงการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานถือไว้ แต่การตรวจสอบของ คตส.พบความไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายพานทองแท้นำเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปที่ได้รับแทบทุกงวดให้กับคุณหญิงพจมาน รวมแล้วสูงกว่าจำนวนหนี้ที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินถึง 1,100 ล้านบาท
นอกจากนี้จากหลักฐานของธนาคารยูบีเอสเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของแอมเพิลริช ที่นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน มอบให้ คตส. ใบหนึ่ง เมื่อปี 2542 ได้ผู้มีอำนาจลงนามแทนแอมเพิลริช ชื่อ “T. Shinnavat”
นางกาญจนาภา ได้ยืนยันว่าใบระบุอำนาจลงนามระหว่างปี 2542-2548 มีเพียงใบเดียว คตส.จึงเชื่อว่าการสั่งการธุรกรรมหุ้นชินในยูบีเอสที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจาก 2542 ถึง 2548 จะต้องใช้หลักฐานใบนี้เท่านั้น ดังนั้นคนที่มีอำนาจลงนาม คือ “T. Shinnavat” มิใช่นายพานทองแท้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเป็นเจ้าของแอมเพิลริช
นายแก้วสรรยังให้ปากคำต่อศาลฎีกา เกี่ยวกับการตรวจสอบหุ้นชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขายให้คนในครอบครัวชินวัตร ทั้ง นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ในราคาหุ้นละ 10 บาท ด้วยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการจ่ายเงิน
กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ 20 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในราคาหุ้นละ 1 บาท จากการตรวจสอบของ คตส.พบว่าเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปแล้วก็ส่งทยอยคืนจนท่วมมูลหนี้
ขณะที่ นายบรรณพจน์ เปิดบัญชีรับเงินปันผลสะสมไว้ทั้งหมด เมื่อนำเงินปันผลส่งคืนเท่าจำนวนเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ก็เก็บสั่งสมไว้ตลอด แต่ในที่สุดนั้น นายบรรณพจน์ก็นำเงินปันผลที่เหลือทั้งปวงแยกออกจากบัญชีส่วนตัวมาเก็บไว้ต่างหากในบัญชีใหม่เมื่อ ปี 2548 แล้วรวมกับเงินค่าขายหุ้นให้เทมาเส็กส่งออกไปให้บริษัทต่างๆ ของครอบครัวชินวัตรในที่สุด
ส่วนกรณีที่ นางสาวพินทองทา อ้างว่ามารดาให้เงินในวันเกิดมาแบ่งซื้อหุ้นจากพี่ชาย จากนั้นได้นำเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปโอนให้วินมาร์คในลักษณะของการซื้อหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 บริษัทจากวินมาร์ค
หลักฐานต่างๆ ที่พยานฝ่ายโจทก์ทั้ง ก.ต.ล. และ คตส. ให้ปากคำต่อศาล ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในเครือชินคอร์ป
หากศาลชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มาตรา 100 (3) ที่บัญญัติไว้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ของคนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ
นี้อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ขั้นสุดท้าย ที่จะบอกความจริงอีกหลายอย่าง ในช่วงที่ผ่านมา
เปลี่ยนโลกด้วยความสนุกครับ
ได้ e-mail จากพี่คนหนึ่งที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากในคิดกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ว่าด้วยทฤษฎีความสนุก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม แค่คิดว่าทำแล้ว “สนุก” คนส่วนใหญ่ก็เริ่มสนใจอยากจะลอง ยิ่งถ้าลงมือทำแล้ว มันเกิดสนุกขึ้นมาจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ยิ่งชวนให้ทำซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง…ทำซ้ำจนกลายความเคยชิน พฤติกรรม นิสัย หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก
เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ อาจต่างกันบ้างในรายละเอียดของการให้นิยามความสนุก เพราะเรื่องสนุกของเราอาจไม่สนุกสำหรับเขา และเรื่องสนุกของเขาก็อาจไม่สนุกสำหรับเรา…ก็เป็นได้
แต่รวมๆ แล้ว ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่าสนุก มันก็มักจะสนุกจริงๆ นั่นแหละ
แล้วอย่างการรณรงค์ให้ช่วยกันดูแลโลกล่ะ จะสามารถทำให้คึกคักสนุกสนานมากกว่าแค่พูดปาวๆ ว่า “ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า แอร์ 25 องศา ปลูกต้นไม้” ได้หรือไม่
แคมเปญล่าสุดของโฟล์กสวาเก็น สวีเดน คือหนึ่งในคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นไปได้จริง เพียงแต่ต้องเติมความคิดสร้างสรรค์และเหยาะไอเดียมันส์ๆ ลงไปด้วย
โฟล์กสวาเก็น เชื่อใน “ทฤษฎีแห่งความสนุก” (The Fun Theory’) ที่ว่า ความสนุกสามารถหลอกล่อให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายที่สุด …ไม่ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วทำเป็นแคมเปญโฆษณาที่เผยแพร่ผ่าน Viral Video (คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดในโลกออนไลน์ได้รวดเร็วเหมือนไวรัส)
ชิ้นแรกชื่อ “บันไดเปียโน” (Piano Staircase)
งานนี้ทีมงานใช้เวลาในช่วงดึกดื่นเพื่อแปลงโฉมบันไดหน้าตาธรรมดาๆ ของสถานีรถไฟแห่งหนึ่งกลางกรุงสต๊อกโฮม ให้กลายเป็นแป้นกดสีขาวดำบนคีย์ของเปียโน แถมยังติดตั้งเสียงแต่ละโน้ตของเปียโนลงไปในแต่ละขั้นบันไดด้วย บอกแค่นี้ก็พอจะจินตนาการภาพของความสนุกได้แล้วใช่ไหม
ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้คนที่มาใช้บริการรถไฟที่สถานีแห่งนั้นต่างสนุกสนานกับการเดินเหยียบคีย์เปียโนจำลองที่ส่งเสียงได้เหมือนเปียโนจริงๆ
จากที่เคยเงียบเหงาเพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้บันไดเลื่อน ก็กลายเป็นบันไดที่คึกคักขึ้นมาด้วยเสียงดีดเปียโน…
เชื่อหรือไม่ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทำให้จำนวนคนที่เดินขึ้นลงบันไดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66
คนที่คุ้นชินกับการขึ้นบันไดเลื่อนจะเดินตรงมายังบันไดเลื่อนตามปกติ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของขั้นบันได ไม่ว่าจะด้วยความประหลาดใจหรือความอยากรู้ อย่างน้อยมันก็ทำให้หลายคนหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนใจออกแรงก้าวซ้ายขวาแทน
เปิดตัว 8 กองทุนประหยัดภาษี ผลงานดี สม่ำเสมอ
สำรวจผลการดำเนินงานกองทุน พบ 8 กองทุนรวมฝาแฝดประหยัดภาษี “RMF” และ “LTF” ผลงานดี เสมอต้นเสมอปลายในทุกช่วงเวลา
ประเทศ ไทยมี “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” มาตั้งแต่ปี 2544 หรือประมาณ 8 ปี มาแล้ว และมี “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ขึ้นในปี 2547 หรือประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน (31 ส.ค. 52) กองทุนทั้ง 2 มีสินทรัพย์สุทธิรวมกันทั้งสิ้น 110,265.97 ล้านบาท “ทะลุ 1 แสนล้านบาท” เรียบร้อยแล้ว
โดยแบ่งเป็นกองทุน RMF 46,543.30 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 42.21% และกองทุน LTF ประมาณ 63,722.67 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57.79%
ในแง่ของผลตอบแทนเมื่อมองในมิติของ “การลงทุนระยะยาว” ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน ณ วันที่ 31 ส.ค.2552 ย้อนหลังไป 5 ปี “กองทุน RMF หุ้น” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 37.97% “กองทุน RMF ผสม” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29.31% “กองทุน rmf ตราสารหนี้” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.81% และ “กองทุน RMF ตราสารตลาดเงิน” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.66%
ในขณะที่ย้อนหลังไป 3 ปี “กองทุน LTF” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.66% ซึ่งหากนำไปรวมกับประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับตั้งแต่ “10-37%” ตามฐานภาษีของตัวเองแล้ว ตัวเลขผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นอีกมากทีเดียว ซึ่งคงจะไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีขนาดนี้ไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว
@ LTF ผลตอบแทนสูงสุด 34.3%
จากการสำรวจผลการดำเนินงานของกองทุน LTF ทั้งหมด 30 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 ปี พบว่า กองทุน LTF ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.66% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน -5.45% โดยกองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดให้ผลตอบแทน 34.3% และกองทุน LTFที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน -25.74% หรือต่างกันถึง 60.04%
“ในจำนวนนี้มีกองทุน LTF จำนวน 19 กองทุน คิดเป็น 63.33% ที่สามารถเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ ในขณะที่อีก 11 กองทุน คิดเป็น 36.67% ที่แพ้ดัชนี และในจำนวนนี้มีอยู่ 2 กองทุน ที่มีผลการดำเนินงานติดลบ”
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ในรอบ 3 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทย บรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (ing cg-ltf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ของ บลจ.ไอเอ็นจี ให้ผลตอบแทน 34.30% อันดับ 2) “กองทุนเปิดแมกซ์ปันผลหุ้นระยะยาว (max div lte)” ของ บลจ.นครหลวงไทย ผลตอบแทน 24.47% อันดับ 3) “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสหุ้นระยะยาว (asp-ltf)” ของ บลจ.แอสเซทพลัส ให้ผลตอบแทน 23.89% อันดับ 4) “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (mv-ltf)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ผลตอบแทน 23.63% และอันดับ 5) “กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว (ktlf)” ของ บลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 23.11%
อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาถึงกองทุน LTF ที่มีผลงานดีสม่ำเสมอติดอยู่ใน “ควอไทล์ที่ 1” หรือกองทุนที่มีผลงานดีติดกลุ่มแรกในทุกช่วงเวลาตั้งแต่ย้อนหลัง 3 ปี ย้อนหลัง 1 ปี และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ytd) นั้น มีเพียง 3 กองทุน ได้แก่ “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทย บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (ing cg-ltf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ย้อนหลัง 3 ปี ได้อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 34.30% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 10.74% และ ytd อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 56.23%
“กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มทรัพย์หุ้นระยะยาว (ma-ltf)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ย้อนหลัง 3 ปี ได้อันดับ 7 ด้วยผลตอบแทน 16.94% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 7 ด้วยผลตอบแทน 5.92% และ ytd อันดับ 8 ด้วยผลตอบแทน 47.98%
และ “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (mv-ltf)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 23.63% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 10 ด้วยผลตอบแทน 4.61% และ ytd อันดับ 9 ด้วยผลตอบแทน 47.72%
@ RMF หุ้น ผลตอบแทนสูงสุด 52.31%
สำหรับกองทุน RMF หุ้น ทั้งหมด 9 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค.2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุน RMF หุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 37.97% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 4.59% โดยกองทุน RMF หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดให้ผลตอบแทน 52.31% และกองทุน RMF หุ้นที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 27.66% หรือต่างกัน 24.65% โดยกองทุน RMF หุ้นทั้งหมด 100% มีผลงานเป็นบวกและชนะดัชนีหุ้นไทยทุกกองทุน
โดยกองทุนRMF หุ้นที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก ในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ingermf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) มีผลตอบแทน 52.31% อันดับ 2) “กองทุนเปิดบัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (bermf)” ของ บลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทน 46.49% อันดับ 3) “กองทุนเปิดอเบอร์ดีน สมาร์ท แคปปิตอล เพื่อการเลี้ยงชีพ (absc-rmf)” ของ บลจ.อเบอร์ดีน ให้ผลตอบแทน 45.77% อันดับ 4) “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (scbrm4)” ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน 38.69% และอันดับ 5) “กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (eq-rmf)” ของ บลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 34.98%
อย่างไรก็ตาม มีกองทุน RMF หุ้นเพียงกองทุนเดียว ที่มีผลงานติด “ควอไทล์ที่ 1” ในทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ingermf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ย้อนหลัง 5 ปี ได้อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 52.31% ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 29.73% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 9.69% และ ytd อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 55.02%
แต่ถ้ามองช่วงเวลาย้อนหลังตั้งแต่ 3 ปีลงมา จะมีกองทุน RMF หุ้นอีก 1 กองทุน ที่มีผลงานดีสม่ำเสมอติด “ควอไทล์ที่ 1” ในทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดแมกซ์หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (max eq rmf)” ของ บลจ.นครหลวงไทย ย้อนหลัง 3 ปี ได้อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 19.41% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 3 ด้วยผลตอบแทน 4.57% และ ytd อันดับ 6 ด้วยผลตอบแทน 47.72%
@ RMF ผสม ผลตอบแทนสูงสุด 42.41%
ส่วนกองทุน RMF ผสม ทั้งหมด 10 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุน rmf ผสม ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29.31% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 4.59% โดยกองทุน RMF ผสมที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 42.41% และกองทุน RMF ผสมที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 15.75% หรือต่างกัน 26.66% โดยกองทุน RMF ผสมทั้งหมด 100% มีผลงานเป็นบวกและชนะดัชนีหุ้นไทยทุกกองทุน
โดยกองทุน RMFผสมที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก ในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิด ทิสโก้พลทรัพย์เพื่อการเลี้ยงชีพ (flex-rmf)” ของ บลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 42.41% อันดับ 2) “กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (rmf1)” ของ บลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 41.10% อันดับ 3) “กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (bflrmf)” ของ บลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทน 40.57% อันดับ 4) “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเงินทุนสร้างค่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (m-value)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ผลตอบแทน 38.53% และอันดับ 5) “กองทุนเปิดเคหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (kflrmf)” ของ บลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 32.68%
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 5 ปีย้อนหลังมานี้ มีกองทุน RMF ผสมเพียงกองทุนเดียวเท่านั้น ที่มีผลงานติดในกลุ่ม “ควอไทล์ที่ 1” ในทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (rmf1)” ของ บลจ.กรุงไทย ย้อนหลัง 5 ปี ได้อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 41.10% ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ1 ด้วยผลตอบแทน 28.37% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 8.66% และ ytd อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 49.32%
และหากมองในช่วงย้อนหลัง 3 ปีจะมีกองทุน RMF ผสมอีก 1 กองทุนที่มีผลงานดีต่อเนื่องได้แก่ “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเงินทุนสร้างค่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (m-value)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 20.37% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 3 ด้วยผลตอบแทน 3.39% และ ytd อันดับ 3 ด้วยผลตอบแทน 47.55%
@RMF ตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูงสุด 4.15%
ด้านกองทุน RMF ตราสารหนี้ ทั้งหมด 20 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุนRMF ตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.81% ในขณะที่ดัชนีเทียบวัด (เงินฝากประจำ 1 ปี เฉลี่ยของ 3 ธนาคารใหญ่ที่มียอดเงินฝาก 1 ล้านบาท) ให้ผลตอบแทน 2.41% โดยกองทุนRMFตราสารหนี้ที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 4.15% และกองทุนRMF ตราสารหนี้ที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 1.79% หรือต่างกัน 2.36%
“ในจำนวนนี้มีกองทุนRMFตราสารหนี้ จำนวน 14 กองทุน คิดเป็น 70.00% ที่สามารถเอาชนะดัชนีเทียบวัดได้ ในขณะที่อีก 6 กองทุน คิดเป็น 30.00% ที่แพ้ดัชนี”
โดยกองทุนRMF ตราสารหนี้ที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรกในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดธนชาติตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (nfrmf)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 4.15% อันดับ 2) “กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (rmf2)” ของ บลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 4.09% อันดับ 3) “กองทุนเปิดธนชาติพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (ngrmf)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 3.84% อันดับ 4) “กองทุนเปิดอยุธยาพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (ayfgovrmf)” ของ บลจ.อยุธยา ให้ผลตอบแทน 3.53% และ 5) “กองทุนเปิดวรรณตราสารหนี้คุณค่า เพื่อการเลี้ยงชีพ (f-rmf)” ของ บลจ.วรรณ ให้ผลตอบแทน 3.38%
อย่างไรก็ตามในรอบ 5 ปีย้อนหลังมานี้ ไม่มีกองทุนRMFตราสารหนี้กองใดเลยที่มีผลงานติดอยู่ใน “ควอไทล์ที่ 1” ทุกช่วงเวลา แต่เมื่อมองในระยะ 3 ปีย้อนหลัง พบว่ามี 1 กองทุนที่มีผลงานติดในควอไทล์ที่ 1 ทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (asp-frf)” ของ บลจ.แอสเซท พลัส ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 5 ด้วยผลตอบแทน 4.36% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 4.78% และ ytd อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 3.23%
@RMF ตราสารตลาดเงิน ผลตอบแทนสูงสุด 2.91%
สำหรับกองทุน RMFตราสารตลาดเงิน ทั้งหมด 5 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุน RMF ตราสารตลาดเงิน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.66% ในขณะที่ดัชนีเทียบวัด (เงินฝากประจำ 1 ปี เฉลี่ยของ 3 ธนาคารใหญ่ที่มียอดเงินฝาก 1 ล้านบาท) ให้ผลตอบแทน 2.41% โดยกองทุน RMF ตราสารตลาดเงินที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 2.91% และกองทุนRMF ตราสารตลาดเงินที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 2.45% หรือต่างกัน 0.46% โดยกองทุน RMFตราสารตลาดเงินทั้ง 100% สามารถเอาชนะดัชนีเทียบวัดได้ทั้งหมด
โดยกองทุน RMFตราสารตลาดเงินที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก ในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดธนชาตตลาดเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ (nmrmf)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 2.91% อันดับ 2) “กองทุนเปิดตราสารการเงินคุณค่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (m-rmf)” ของ บลจ.วรรณ ให้ผลตอบแทน 2.80% อันดับ 3 “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (scbrm1)” ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน 2.64% อันดับ 4 “กองทุนเปิดทหารไทยธนบดีเพื่อการเลี้ยงชีพ (tmbmrmf)” ของ บลจ.ทหารไทย ให้ผลตอบแทน 2.51% และอันดับ 5 “กองทุนเปิดเคบริหารเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ (kmmrmf)” ของ บลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 2.45%
“อย่างไรก็ตามในรอบ 5 ปีย้อนหลัง และ 3 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา ไม่มีกองทุนRMF ตราสารตลาดเงินกองใดเลยที่มีผลงานติดในกลุ่มควอไทล์ที่ 1 ทุกช่วงเวลา แต่ผลการดำเนินงานของกองทุนRMF ตราสารตลาดเงินในทุกช่วงเวลาก็ไม่มีกองทุนใดเลยที่มีผลตอบแทนติดลบ ซึ่งหากไปรวมกับฐานภาษี 10-37% แล้วก็ยังคิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่ไม่น้อยอยู่นั่นเอง”
จากข้อมูลผลการดำเนินงานที่ปรากฏจะพบว่ากองทุน RMF-LTF มีความแตกต่างของผลตอบแทนอยู่พอสมควรการเลือกกองทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ละเลยไม่ได้ นั่นคือผลประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มเข้ามาหรือทำหายไปด้วย แต่ถ้าเลือกไม่ถูกการมองหากองทุนที่มีผลงานดีสม่ำเสมอ น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้การลงทุนของคุณง่ายขึ้นไม่มากก็น้อย ในช่วงส่งท้ายปีกับเทศกาลประหยัดภาษีเช่นนี้
ตอมแมลงวัน : ทำไมโลกจึงบิดเบี้ยวในสายตาคนอเมริกัน
พี่วิไล ตระกูลสิน ได้แปล เนื้อหาเรื่องนี้ จาก www.ted.com ซึ่งเป็น website ที่รวบรวม บทพูด ที่น่าสนใจไว้เป็นจำนวน มาก……
อลิซ่า มิลเลอร์ ซีอีโอของ Public Radio International ในอเมริกา ผู้ผลิตรายการวิทยุอิสระ เจ้าของคำขวัญ “ฟังสียงที่แตกต่าง – hear a different voice” กล่าวไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2008 ว่าขณะที่คนอเมริกันต้องการรู้เรื่องราวในโลกมากขึ้น สื่ออเมริกันส่วนใหญ่กลับไม่ได้ทำหน้าที่นั้น

เรื่องขำๆ ที่ น่าคิด
เอามาจาก http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D8311981/D8311981.html
Q: Doctor, I’ve heard that cardiovascular exercise can prolong life. Is this true?
คุณ หมอครับ ผมเคยได้ยินว่าการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ (ออกแบบเหือกๆ แบบหนักๆ ต่อเนื่องๆ เหงื่อซกๆๆๆ) สามารถทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้จริงไหมครับ
A: Your heart is only good for so many beats, and that’s it… don’t waste them on exercise. Everything wears out eventually. Speeding up your heart will not make you live longer; that’s like saying you can extend the life of your car by driving it faster. Want to live longer? Take a nap.
นี่คุณ หัวใจน่ะ มันใช้ได้ดีสำหรับเต้นตึ๊กๆๆ ไม่กี่ครั้งเองนะ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าไปเสียเวลาออกกำลังเลย ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งใช้ๆเข้า มันก็หมดเกลี้ยงนะ ฉะนั้น การทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นบ่อยๆ น่ะไม่ได้ช่วยให้อายุยืนหรอก ก็เหมือนๆ กับ ถ้าคุณจะพูดว่าขับรถเร็วๆ จะทำให้รถของคุณคงทนขึ้นอย่างนั้นน่ะเหรอ? ถ้าอยากอยู่นานๆ ก็งีบหลับซะเหอะ
Q: Should I cut down on meat and eat more fruits and vegetables?
ผมควรจะลดปริมาณการกินเนื้อ แล้วเพิ่มการกินผักผลไม้ไหมครับ?
A: You must grasp logistical efficiencies. What does a cow eat? Hay and corn. And what are these? Vegetables. So a steak is nothing more than an efficient mechanism of delivering vegetables to your system. Need grain? Eat chicken. Beef is also a good source of field grass (green leafy vegetable). And a pork chop can give you 100% of your recommended daily allowance of vegetable products.
ใช้วิจารณญาณเชิง ตรรกะเหตุผลเอาละกันคุณ วัวมันกินอะไรล่ะ? ก็หญ้าแห้งและก็ข้าวโพด ซึ่งไอ้สองอย่างนี่มันคืออะไรล่ะ? ก็ผักไง! ฉะนั้น การกินเนื้อสเต๊กเนี่ย มันคือหนทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งผักเข้าสู่ร่างกายเรา ถ้าต้องการธัญพืชเหรอ? ก็กินไก่สิ! ยิ่งกว่านั้นนะคุณ เนื้อวัวน่ะยังเป็นแหล่งผักใบเขียวที่ดีด้วย (ก็วัวมันกินหญ้าเขียวๆ) และพอร์คช็อปน่ะสามารถให้คุณค่าทางอาหารจากพืชที่เพียงพอต่อความต้องการของ คุณในวันนึงเลยทีเดียว
Q: Should I reduce my alcohol intake?
ผมควรจะลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงไหมครับ
A: No, not at all. Wine is made from fruit. Brandy is distilled wine, that means they take the water out of the fruity bit so you get even more of the goodness that way. Beer is also made out of grain. Bottoms up!
ไม่ ไม่จำเป็นเลย ไวน์น่ะทำมาจากผลไม้ บรั่นดีก็คือไวน์ที่กลั่นแล้ว นั่นหมายความว่าส่วนที่เป็นน้ำถูกเอาออกไปจากส่วนผลไม้ มันก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยน่ะสิ เบียร์ก็มาจากธัญพืช……เอ้า………..หมดแก้ว!!!!
Q: What are some of the advantages of participating in a regular exercise program?
ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอคืออะไรครับ?
A: Can’t think of a single one, sorry. My philosophy is: No Pain…Good!
หมอเองยังคิดไม่ออกสักข้อเลยคุณ เสียใจด้วยนะ ปรัชญาของหมอคืออะไรที่ไม่ทรมาน ก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ!
Q: Aren’t fried foods bad for you?
อาหารทอดๆ นี่มันไม่ดีสำหรับร่างกายใช่ไหมครับ?
A: YOU’RE NOT LISTENING!!! ….. Foods are fried these days in vegetable oil. In fact, they’re permeated in it. How could getting more vegetables be bad for you?
คุณนี่หูแตกรึไง!! ปัจจุบันนี้อาหารทอดก็ถูกทอดในน้ำมันพืชทั้งนั้นแหล่ะ และน้ำมันพืชก็อยู่ในอาหารพวกนั้นนี่นา แล้วการกินพืชมากขึ้นมันไม่ดีตรงไหนวะ?
Q: Will sit-ups help prevent me from getting a little soft around the middle?
การซิท-อัพช่วยป้องกันไขมันรอบหน้าท้องได้ไหมคะ?
A: Definitely not! When you exercise a muscle, it gets bigger. You should only be doing sit-ups if you want a bigger stomach.
ไม่มีทาง! เวลาคุณออกกำลังกล้ามเนื้อมันก็จะใหญ่ขึ้น ถ้าคุณอยากมีพุงใหญ่ๆ ก็ซิท-อัพไปเหอะ
Q: Is chocolate bad for me?
ช๊อกโกแล๊ตนี่ไม่ดีใช่มั๊ยคะ
A: Are you crazy? HELLO Cocoa beans! Another bean!!! Beans are good for you. It’s the best feel-good food around!
บ้ารึเปล่าคุณ? โว้ยยยยยยยย ก็เมล็ดโกโก้ไงเล่า!!!! แล้วธัญพืชมันก็ดีสำหรับคุณ ช๊อกโกแล๊ตน่ะมันเป็นอาหารที่เยี่ยมที่สุด!
Q: Is swimming good for your figure?
การว่ายน้ำดีต่อรูปร่างมั๊ยคะ?
A: If swimming is good for your figure, explain whales to me.
ก็ถ้ามันดีจริง ไหนอธิบายซิว่า ปลาวาฬหุ่นดีแค่ไหนกันเชียว
Q: Is getting in-shape important for my lifestyle?
การมีรูปร่างดีๆ สำคัญต่อชีวิตมั๊ยคะ?
A: Hey! ’Round’ is a shape!
โธ่เว้ย! แล้วทรงกลมๆ มันก็เป็น “รูปร่าง” ไม่ใช่เรอะ
Well, I hope this has cleared up any misconceptions you may have had about food and diets.
เอาล่ะ นี่คงแก้ปัญหาความเข้าใจที่ผิดๆ เรื่องโภชนาการที่ดีได้แล้วนะ
And remember: และก็จำไว้ด้วยว่า
‘Life should NOT be a journey to the grave with the intention of arriving safely in an attractive and well preserved body, but rather to skid in sideways – Chardonnay in one hand – chocolate in the other – body thoroughly used up, totally worn out and screaming ‘WOO HOO, What a Ride’
ชีวิตน่ะมันไม่ใช่การฝังจิตฝังใจเอาไว้กับการระมัดระวัง เพื่อรักษารูปร่างให้ดีๆ ไว้ แต่มันควรเป็นเหมือนการเล่นสไลเดอร์ มือข้างนึงไวน์ชาร์ดองเน่ไว้ และถือช๊อกโกแล๊ตไว้ในมืออีกข้าง ใช้ร่างกายทั้งหมดให้คุ้มๆ แหกปากกู่ก้อง เว้ยเฮ้ยยยยยย!!!! สนุกอะไรอย่างนี้!!
AND….แล้วก็นะ….
For those of you who watch what you eat, here’s the final word on nutrition and health. It’s a relief to know the truth after all those conflicting nutritional studies.
สำหรับพวกที่ต้องคอยดูแล้วดูอีกว่ากินอะไรเข้าไปยังไงบ้าง อ่านด้านล่างนี่ซะ นี่คือข้อสรุปเกี่ยวกับโภชนาการและสุขภาพ อ่านแล้วจะโล่งเอามากๆ เลยที่ได้รู้ความจริงหลังจากที่ผลวิจัยทางโภชนาการเขาถกเถียงกันมานาน
1. The Japanese eat very little fat and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนญี่ปุ่นบริโภคไขมันน้อย และก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน
2. The Mexicans eat a lot of fat and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนแม๊กซิกันบริโภคไขมันเยอะโคดๆ แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน
3. The Chinese drink very little red wine and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนจีนไม่ค่อยดื่มไวน์แดง และมีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน
4. The Italians drink a lot of red wine and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนอิตาเลี่ยนดื่มไวน์แดงเยอะมากๆ แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน
5. The Germans drink a lot of beers and eat lots of sausages and fats and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนเยอรมันตะบี้ตะบันดื่มเบียร์ แถมยังยัดทะนานกินไส้กรอกและก็พวกอาหารไขมัน แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน
CONCLUSION ข้อสรุปก็คือ……..
Eat and drink what you like. ชอบอะไรก็กินๆ ดื่มๆ มันเข้าไปเหอะ
กรณี ดช.หม่อง ไร้สัญชาติ แต่ไม่ไร้รัฐ
หมายเหตุ : “มติ ชนออนไลน์”-รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ คณะทำงานโครงการบางกอกคลินิกฯเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายโดยสถานะและสิทธิ บุคคล ได้ทำความเห็นทางกฎหมายกรณีในกรณีปัญหาสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศ ของเด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งเป็นคนไร้สัญชาติประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสำเนาถึงนายกรัฐมนตรี
————————————————
เนื่องจากจากดิฉันได้รัมอบหมายจากคุณศุภชัย ใจสมุทรให้ทำความเห็นทางกฎหมายในกรณีปัญหาสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศของ เด็กชายหม่อง ทองดี เพอื่ เสนอต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโดยขอ้ เท็จจริงตามบันทึกรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือทาง กฎหมายแก่เด็กชายหม่อง ทองดีลงวันท ี่ 1 กันยายน พ.ศ.2552 โดยนางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ ทนายความวิชาชีพประจำโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะ และสิทธิบุคคล กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดิฉันจึงขอ มีความเห็นทางกฎหมายดังต่อไปนี้
(1.) เด็กชายหม่องมีสิทธิเดินทางออกไปจากประเทศไทยเพอื่ ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ ?
หากฟังว่า เด็กชายหม่อง ทองดีเป็ นคนสัญชาติไทย สิทธิในการเดินทางเข้าออกจากประเทศไทย ย่อมเป็ นไปตามมาตรา 34 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่หากฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเดินทางเข้าออกจากประเทศไทย ย่อมเป็ นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่ง อาจจะเป็ น มาตรา 12 หรือ13 หรือ 15 หรือ 17 ทั้งนี้ ตามแต่สถานะบุคคลที่ด็กชายหม่องเป็นอยู่
ดังนั้น จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า เด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ? หากพบว่า เด็กชายหม่องเป็นคนต่างด้าวก็ต้องงพิจารณาต่อไปอีกว่า เด็กชายหม่องมีสถานะเป็ นคนต่างด้าวประเภทใด ?
(2.) สถานบุคคลตามกฎหมายไทยของเด็กชายหม่อง ทองดี
2.1. เด็กชายหม่องไม่มีสิทธิในสัญชาติในขณะที่กิด
เด็กชายหม่อง ทองดีไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด เพราะเกิดทบ้านต้นโชค หมูที่ 5 ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 จากบิดาและมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร (ปรากฏตามหนังสือรับรองสถานที่เกิด ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2551 ออกโดยอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่) ทั้งนี้เป็นไปภายใต ้ มาตรา 7 ทวิ วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ซงึ่ ถูกแกไข้ ขและเพิ่ม เติม โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2535
2.2 เด็กชายหม่องถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายในตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551
นอกจากนั้น เมื่อฟังว่า เด็กชายหม่องไม่มีสัญชาติไทย จึงถูกมาตรา7 ทวิ วรรค 3 ถือให้เป็น “ผู้ที่เข้ามาอยู่ใ นราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น”
แต่สถานะคนต่างด้าวเข้า เมืองผิดกฎหมายของเด็กชายหม่องสิ้น สุดลงโดยผลของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับท ี่ 4 ) พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551
2.3 ฐานะการอยู่ของเด็กชายหม่องตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นไปตามกฎกระทรวงตามมาตรา 7 ทวิ ววรค 3 ซึ่งยังร่างไม่เสร็จ
โดยหลักกฎหมายสัญชาติไทยปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2552 บัญญัติให้นำมาตรา7 ทวิ วรรค 3 ใหม่ มาใช้บังคับแทน มาตรา 7 ทวิ วรรค 3เก่า4อันหมายความว่า เด็กชายหม่องไม่อาจถูกถือว่า เป็นคนผิดกฎหมายคนเข้าเมืองอีกต่อไป
“ฐานะการอยู่” ของเด็กชายหม่องซึ่ง เกิดในประเทศไทยย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงซึ่งกำลังยกร่างในกระทรวง มหาดไทย แต่อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงนี้ไ ม่อาจบัญญัติกำหนดฐานะการอยุ่ข องเด็กชายหม่องให้ขัดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน
จึงสรุปได้ว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่องเกิดในประเทศไทย จึงไม่อาจตกเป็นคนเข้า เมืองผิดกฎหมาย เพราะโดยหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน บุคคลไม่อาจถูกลงโทษในความผิดกฎหมายอาญาในการกระทำที่บุคคลมิได้ ระทำ
2.4 เด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ (Nationality – less Person)
เมื่อไม่ปรากฏว่า นายยุ้น นางมอย และเด็กชายหม่อง ทองดี ได้รับการพิสูจน์สัญชาติพม่า แม้อำเภอสันทรายจะระบุใน ท.ร.38/1 ว่า บุคคลทั้งสามเป็ น “คนสัญชาติพม่า” ก็ไม่ทำให้บุคคล ทั้งสามมีสถานะเป็นคนสัญชาติพม่าและปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุพการีของเด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่จากรัฐฉาน ความเป็นไปได้ในการพิสูจน์สัญชาติพม่าก็อาจเป็นปัญหาสำหรับคนชาติพันธุ์นี้ เนื่องจากเป็นชาติพันธุ์ทยังมีการสู้ รับกับกองทหารของรัฐบาลพม่า
จึงสรุปได้ว่า เด็กชายหม่อง ตลอดจนบุพการี ยังประสบความไร้สัญชาติ หรือความไร้รัฐ เจ้าของสัญชาติ ไม่อาจกล่าวอ้างว่า เขาเป็นคนสัญชาติพม่า ตราบเท่าที่ยังไม่มีการพิสูจน์สัญชาติพม่า และไม่มีสัญชาติไทยของรัฐของดินแดนที่เกิดของเด็กชายหม่อง เขาจึงมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ
2.5 เด็กชายหม่องไม่ประสบปัญหาคนไร้รัฐ (Stateless Person)
แต่เด็กชายหม่องไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐหรือความไร้รัฐเจ้า ของทะเบียนราษฎร ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลไทยโดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้บันทึกชื่อ เด็กชายหม่องใน 2 ทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร กล่าวคือ
ทะเบียนประวัติแรก ก็คือ การที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่อง ในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว (ท.ร.38/1) ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการกระทำนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีว่า
ด้วย แรงงานต่างด้าวตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา และทะเบียนประวัติที่สอง ก็คือ การที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ราษฎร (ท.ร.38 ก) ในทะเบียนประวัติเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.2548 จนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ การกระทำนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 อันที่จะมุ่งให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทย ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษรหลายฉบับในเรื่องการขจัด ปัญหาความไร้รัฐให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยเฉพาะ (1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุยชน ค.ศ.1948 (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และ (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966
2.6 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอำนาจในการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี
ในส่วนประเด็นการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่เด็กชายหม่องโดยการให้ สัญชาติไทยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาจใช้อำนาจตาม มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ใหม่ เพื่ออนุญาตให้สัญชาติไทยแก่เด็กชายหม่อง ทั้งนี้ เพราะยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 กำหนดสำหรับ “กรณีบุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ” ว่า รัฐบาลมีนโยบาย “ให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต รวมทั้งได้ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาและมีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือเป็นบุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ”
จึงสรุปได้ต่อไปว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่องไร้สัญชาติ และเป็น “บุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ” ตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 รัฐมนตรีก็มีอำนาจอนุญาตให้สัญชาติไทยแก่เด็กชายหม่อง
(3.) เหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ผลักดันบุพการีของเด็กชายหม่อง ทองดีออกจากประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายยุ้นและนางมอย ทองดี ซึ่งเป็นบุพการีของเด็กชายหม่อง เป็นชาวไทยใหญ่ จากบ้านน้ำจ่าง รัฐฉาน ประเทศพม่า ได้หนีภัยความตายจากรัฐฉานซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบระหว่างทหารของ รัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า การผลักดันครอบครัวของเด็กชายหม่องออกไปจากประเทศไทยจะเป็นการเสี่ยงภัยความ ตาย และเป็นการขัดต่อหลักการเคารพสิทธิในชีวิตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ข้อ 3 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ และข้อ ๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมืองค.ศ.1966 ซึ่งผูกพันประเทศไทยในสถานะกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งบัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ดังนั้น จึงไม่มีการผลักดันครอบครัวทองดีออกไปจากประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน
ในช่วงแรกของการเข้ามาในประเทศไทย บุพการีของเด็กชายหม่องทำงานสวนในสวนลิ้นจี่ แถวบ้านเช่า หลังจากมารดาคลอดเด็กชายหม่องแล้ว จึงเห็นว่ารายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอ จึงย้ายครอบครัวไปรับจ้างก่อสร้างแถวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเช่า เลขที่ 36 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ส่วนเด็กชายหม่องก็ได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และปัจจุบัน ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4การให้ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดีออกไปจากประเทศไทย ย่อมทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต่อเมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ภัยต่อชีวิตนั้นไม่มีอยู่ในพื้นที่ที่ส่งออกไป
แต่อย่างไรก็ตาม ฟังได้ต่อไปว่า ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดีในปัจจุบันมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมืองในประเทศไทยตามนโยบายต่อมา ของรัฐบาลไทย
(4.) สถานะความเป็นแรงงานต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.38/1 ของเด็กชายหม่อง ทองดี และครอบครัว
เนื่องจากรัฐบาลไทยใน พ.ศ.2537 ได้มีนโยบายผ่อนผันให้คนไร้รัฐจากประเทศพม่ามา แสดงตนเพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานที่ชอบด้วยกฎหมาย นายุ้นและนางมอย ทองดี จึงมาแสดงตนเป็น “แรงงานสัญชาติพม่า” และต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวอย่างถูกต้อง ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้บุคคลทั้งสองถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งเรียกทั่วไปว่า “ท.ร.38/1″ และถือบัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งเรียกโดยทั่วไป “บัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” และมีเลขประจำตัว
ประชาชนตามกฎหมายทะเบียน ราษฎรไทยขึ้นต้นด้วยเลข 00 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และนโยบายของรัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวจาก ประเทศพม่าลาวกัมพูชา
ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ.2552 นายยุ้น นางมอย และเด็กชายหม่องจึงมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยตามกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งระยะเวลาการอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2550 เรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวได้กำหนดให้แรงงานต่างด้าวจากพม่าลาวกัมพูชา มีสิทธิอาศัยในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 และหากได้รับการพิสูจน์สัญชาติพม่าตาม MOU ระหว่างรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทย บุคคลทั้งสามจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยได้อีก 4 ปี
จะเห็นว่า เมื่อยังมิได้พิสูจน์สัญชาติพม่า เด็กชายหม่องและครอบครัวจึงไม่อาจมี “สถานะคนสัญชาติพม่าตามกฎหมายพม่า” การระบุในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จึงเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐบาลไทยโดยอำเภอสันทราย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล การกำหนดสิทธิในสัญชาติของรัฐใด ย่อมเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ดังนั้น การกำหนดให้สัญชาติพม่าโดยอำเภอสันทรายจึงไม่อาจมีผลในทางกฎหมายระหว่าง ประเทศ และกฎหมายพม่า คนในครอบครัวทองดีจึงยังคงไร้รัฐเจ้าของสัญชาติอยู่ต่อไป
การกระทำของอำเภอสันทรายจึงมีผลให้คนในครอบครัวทองดีมีสถานะเป็น “คนในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย” พวกเขาจึงไม่ไร้รัฐ และรัฐไทยก็ได้ทำหน้าที่ตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะขจัดปัญหาความไร้รัฐ ให้แก่มนุษย์ในประเทศไทย ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 6 แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 และ ข้อ 16 แห่ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 ซึ่งผูกพันประเทศในสถานะของกฎหมายระหว่างประเทศลายลักษณ์อักษร โดยผลของเรื่อง แม้จะยังกล่าวอ้างไม่ได้ว่า โดยกฎหมายระหว่างประเทศ เด็กชายหม่อง และครอบครัวเป็นคนสัญชาติพม่า เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติพม่าตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและ รัฐบาลพม่า แต่โดยกฎหมายระหว่างประเทศ ก็กล่าวอ้างได้ว่า รัฐไทยเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State) ของเด็กชายหม่องและครอบครัวทองดี เพราะรัฐไทยได้ยอมรับบันทึกรับรองสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายของเด็กชาย หม่องและครอบครัวในทะเบียนราษฎรของตน
ดังนั้น การออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) ของเด็กชายหม่อง ทองดี จึงเป็นหน้าที่ของรัฐไทย ซึ่งอำเภอสันทรายก็ได้ออกเอกสารพิสูจน์ตนเบื้องตนให้แก่เด็กชายหม่อง กล่าวคือ แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราช อาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ท.ร.38/1 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2547 โดยมีเลขประจำตัวประชาชน 00 – 5080 – 100480 – 2 โดยอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับเด็กชายหม่อง ทองดี แต่มิได้ออกบัตรประจำตัวบุคคลให้
(5.) สถานะความเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร
ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.38 ก ของเด็กชายหม่อง ทองดี เนื่องจากรัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 มีนโยบายให้บันทึกคนไร้สัญชาติประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษา ไทยของประเทศไทยในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภท “บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร” ซึ่งมักเรียกโดยทั่วไปว่า “ท.ร.38 ก” ดังนั้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ราษฎร (ท.ร.38 ก) ในทะเบียนประวัติเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2548
การกระทำ ดังกล่าวตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 มุ่งให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยภายใต้ กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษรหลายฉบับในเรื่องการขจัดปัญหาความ ไร้รัฐให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยเฉพาะ (1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนค.ศ.1948 (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และ (3) กติการะหว่าง
ประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) ที่แสดงว่า เด็กชายหม่องเป็นบุคคลประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยของ ประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 ก็คือ บัตรประจำ ตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยกำ หนดให้เด็กชายหม่องมีเลขประจำ ตัวประชาชน 0-5001-89000-94-1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ออกบัตรดังกล่าวให้แก่เด็กชายหม่องเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2550 และบัตรดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2560
(6.) เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) สำหรับเด็กชายหม่องเพื่อเข้าแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 ณ เมืองชิบะประเทศญี่ปุ่น
เมื่อเด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ซึ่งถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ทั้งประเภท ท.ร.38/1 และ ท.ร.38 ก รัฐไทยจึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของเด็กชายหม่อง ทองดี อันทำให้มีอำนาจหน้าที่ออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล(Identification Paper) ให้แก่เด็กชายหม่อง ทั้งในขณะที่อาศัยในประเทศไทยหรือเดินทางออกไปในต่างประเทศการทำเอกสาร พิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) สำหรับคนต่างด้าวในทะเบียน
ราษฎรของรัฐไทยเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “เอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens)” วิธีปฏิบัติการเพื่อทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ก็คือ (1) คนต่างด้าวไร้ สัญชาติทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความอนุเคราะห์ พิจารณาการอนุญาตเดินทางออกนอกประเทศและเดินทางกลับเข้าประเทศ (2) กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอทำเอกสารเดินทางสำหรับ คนต่างด้าวสำหรับคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย
โดยปกติประเพณีการประสานงานเพื่อทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าว หน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่ประสานงานกับคนต่างด้าวไร้สัญชาติผู้ร้องขอสิทธิ เดินทาง ก็คือ (1) ส่วนประสานราชการ สำนักงานกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง (2) กองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และ (3) กองตรวจลงตราและเอกสารเดินทางคนต่างด้าวกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
(7.) ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการอนุญาตให้สิทธิเดินทางออกนอกประเทศไทยแก่เด็กชายหม่อง
เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเข้าเมืองและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และเมื่อฟังได้ว่า เด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรไทยที่มีสิทธิอาศัยตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งรักษาการตามกฎหมายนี้ ย่อมมีอำนาจหน้าที่จะอนุญาตให้สิทธิเดินทางเข้าและออกประเทศไทยได้อย่างแน่นอน
(8.) สิทธิมนุษยชนของเด็กที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติในประเทศไทย
ดังที่มีข่าวว่า จะมีการปฏิเสธสิทธิเดินทางไปญี่ปุ่นแก่เด็กชายหม่อง ด้วยเหตุที่เป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวนั้น ย่อมจะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเด็กด้วยเหตุที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 ตลอดจนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1251883090&grpid=no&catid=02
ชวนคุย จิตสำนึกสาธารณะ
เมื่อวาร 26 สิงหาคม 2552 ผมได้มีโอกาสไปเสนองาน เรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ : ประสบการณ์จากต่างประเทศ ที่สถาบันพระปกเกล้า เนื่องในงานประชุมประจำปีของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น
แต่แท้จริงแล้ว ผมไม่ได้ไปเสนอเนื้อหาวิชาการอะไรเลยครับ ไปแบบชวนคุยมากกว่า โดยสรุปผมมีประเด็น 3 ประเด็นที่พยายามชี้ให้ ผู้บริหารท้องถิ่นเห็น คือ
1) จิตสำนึกสาธารณะ หรือ จิตสำนึกเพื่อส่วนร่วม เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ สังคมที่น่าอยู่ แข็งแรง ต้องมี give economy พอๆ กับ commodity economy ผมเอาภาพแผนที่โลกที่แสดง Gini_coefficient ปี 2006 เทียบกับ แผนที่โลก HDI ก็จะเห็นว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้แคบๆ นั้น คือประเทศที่มี HDI สูงๆ ทั้งนั้น ครับ


…… เราต่างทำกิจกรรมสาธารณะ แต่ตัวเองกับใหญ่ขึ้น…….
ต่างจาก คำอธิบายในสังคมอื่น ที่เขาทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมเพราะว่าจะทำให้ คนอื่น หรือส่วนรวม ได้ประโยชน์ เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ตัวเอง ก็จะได้ประโยชน์ด้วย = ผลประโยชน์ตัวเองระยะยาว ……ไม่ใช่ ผลประโยชน์ระยะสั้นแบบคนไทย
นั่น นำไปสู่ปัญหาที่สำคัญ เลยละครับ เพราะมันทำให้เราส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำไปเพราะ เอาหน้า เอาประโยชน์เข้าตัว เมื่อเชื่อกันแบบนี้ มันจึงมี สมมติฐานสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ
สมมติฐานทั้ง 2 นี้ สำหรับผมคิดว่ามันเป็นอุปสรรคอย่างมากในการพัฒนางานเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ
3) ผมตั้งคำถามสำคัญกับผู้บริหารท้องถิ่น ครับว่า เราจะจัดบริการสาธารณะอย่างไร ที่ไม่ทำให้ ผู้บริโภค (ที่หวังประโยชน์แต่ตัวเอง) กลายเป็นปัจเจก ที่ไม่สน ส่วนรวม แต่ทำให้ ผู้บริโภค หรือปัจเจก กับ ส่วนรวมเชื่อมโยงกัน
อย่างกรณี การทำโครงการขยะทองคำ เป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างเงื่อนไขให้ ผู้ที่นำเอาขยะรีไซเคิลมาขาย ต้องบริจาคส่วนหนึ่งเป็นกองทุนกลางสำหรับชุมชน หรือทำให้ Give economy โตพอๆ กับ Commodity economy นั่นเอง
อันนี้เป็น file ที่ผมใช้นำเสนอครับ
