RSS

Category Archives: Uncategorized

′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย”กระเทือนซัพพลายเชน”ทั่วโลก” (ตอน 1)

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก:  จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า
มหันตภัยน้ำท่วมซึ่งร้ายแรงที่สุดใน รอบ 50 ปีคราวนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจ คนมากกว่า 400 คนเสียชีวิต คนอีกนับแสนต้องอพยพย้ายที่อยู่ พื้นที่ปลูกข้าว 1 ใน 4 ของประเทศซึ่งส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไทยถูกน้ำท่วมเสียหาย นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 7 แห่งจมน้ำ ซึ่งยังผลให้ประชากรกว่า 7 แสนคนต้องไร้งานทำ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นช่วยให้เห็นความสำคัญของบรรดาประเทศในเอเชีย ที่กำลังกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตโลก อันเนื่องมาจากปริมาณอุปสงค์ที่สูงขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการเป็นแหล่งผลิตราคาถูก

 

“โรงงานผลิตชิ้น ส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องจมอยู่ในน้ำซึ่งท่วมสูงประมาณ 2 เมตร ผู้ผลิตหลายรายต่างพยายามจ้างนักประดาน้ำเพื่อกู้เครื่องจักรที่มีราคาแพง และยากแก่การเปลี่ยน”

แม้ว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เรื่อยไปถึงโรงงานผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม ล้วนมีแผนรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อันเห็นได้จากการที่คำว่า “การบริหารความเสี่ยงของระบบห่วงโซ่อุปทาน” (“supply chain risk management”) ได้ถูกบรรจุลงในคลังคำศัพท์ของวิชาการบริหาร อย่างไรก็ดี โรงงานมากกว่า 1,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงถึงเพียงนี้

“ไม่มีใครเคยนึกถึงความเป็นไปได้ของการเกิดความเสียหายในกรณีที่ร้าย แรงที่สุด” สมบูรณ์ ประสิทธิ์จุตรากุล ประธานบริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด กล่าว

แหล่งผลิต 3 แห่งของดีเคเอสเอชในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทั้งโรงงานผลิตกางเกนยีนส์ยี่ห้อลีวายส์ โรงงานผลิตยา และศูนย์กระจายสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 3 สนาม ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งสินค้าให้ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศ “ในอนาคต เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องความเสี่ยงจากอุทกภัยเสียใหม่ เราต้องกลับมาพิจารณาว่า ควรจะยกพื้นที่ตั้งโรงงานให้สูงขึ้น หรือควรจะไปหาทำเลที่ตั้งโรงงานซึ่งมีการป้องกันภัยพิบัติที่ดีกว่านี้แทน” สมบูรณ์กล่าว

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆด้วย “ไม่กี่ปีที่แล้ว คนที่เป็นผู้จัดการซัพพลายเชนอาจจะแค่เดินเข้าไปหาหัวหน้า และอธิบายว่าวิกฤติน้ำท่วมในไทย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการได้ล่วงหน้า และเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่ทุกวันนี้ คุณไม่สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวได้อีกต่อไปแล้ว” เดเนียล คอร์สเตน ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนของสถาบันสอนธุรกิจไออีในมาดริดกล่าว

คอร์ส เตนกล่าวต่อว่า บริษัทจะถูกมองว่าเป็นจำเลยจากการกระทำที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” ในสายตาลูกค้าและผู้ถือหุ้นของบริษัทถ้าหากว่า “บริษัทเหล่านั้นไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด”

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งชิ้นส่วนประกอบรถ ยนต์ ที่ตั้งของโรงงานผลิตเหล่านั้นกระจุกอยู่รวมกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ที่ตอนนี้แลดูเหมือนทะเลสาบขนาดยักษ์
ไล่มาตั้งแต่ “ฮอนด้า” โรงงานผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจมอยู่ใต้บาดาลมาตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยมาถึง “เอเซอร์” บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโรงงานผลิตฮาร์ดดิสส์ไดรฟ์ในประเทศไทย และบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อื่นๆซึ่งได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายและผลกำไรของบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติในครั้งนี้ จากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนทำให้ฮอนด้าต้องลดจำนวนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไล่ไปถึงเมืองสวินดอนในสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ช่วงเวลาของการเกิดภัยพิบัติก็ช่วยซ้ำเติมความเสียหายให้สาหัสขึ้นไปอีก อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือน ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตใน ประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการลงทุนจำนวนมากในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องรับกับความเสียหายอีกครั้ง จากการที่โรงงานมากกว่า 450 โรงจากทั้งหมด 2,000 โรงถูกน้ำท่วม

และน้ำจะยังไม่หายไปไหนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากการคาดการณ์สถานการณ์น้ำที่มองใน “แง่บวก” ที่สุด ส่งผลทำให้ผู้บริหารยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขความเสียหายทั้งหมด รวมถึงเงินทุนที่จะต้องใช้สำหรับการฟื้นฟูโรงงานได้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประเมินไว้ว่า วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อจีดีพีมากกว่า 1.7 เปอร์เซ็น เทียบกับความเสียหาย 0.3 เปอร์เซ็นของจีดีพีเมื่อช่วงเหตุการณ์สึนามิของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 และมูลค่าความเสียหาย 0.1 เปอร์เซ็นของจีดีพีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติจะย้ายการลงทุนออกนอกประเทศไทยหรือไม่? บรรดาผู้ผลิตจะเปลี่ยนแผนธุรกิจจาก “โมเดลการผลิตที่เน้นต้นทุนต่ำ” ในปัจจุบัน ที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และลูกค้าอยู่บริเวณใกล้กันทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเปลี่ยนจากการผลิตแบบ “ทันเวลาพอดี” หรือ “just-in-time production” [หมาย เหตุ การผลิตแบบ "just-in-time" (JIT) โรงงานจะทำการผลิตสินค้าให้เสร็จและจัดส่งออกไปเมื่อมีการขายเกิดขึ้นเท่า นั้น และวัตถุดิบ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ก็จะถูกนำมาผลิตและประกอบตามจำนวนความต้องการของลูกค้า วัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ก็จะถูกสั่งซื้อเข้ามาก็ต่อเมื่อมีความต้องการเท่านั้น]  ไปยังแผนธุรกิจที่เน้นการกระจายความเสี่ยงกว่านี้หรือไม่? บริษัท ควรจะหันมาลงทุนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาล หรือจะเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับว่า ภัยพิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320394612&grpid=01&catid=&subcatid=

 
Leave a comment

Posted by บน พฤศจิกายน 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

เหตใด TQF จึงไม่ตอบโจทย์อุดมศึกษาไทย

เป็นบทความที่ ดร.อรัญญา ศิริผล เขียนนะครับ

น่าสนใจมากๆๆๆๆ

ดาว์นโหลดไปอ่านกันครับ..TQF…ขนาด file 257 KB

 
3 Comments

Posted by บน ตุลาคม 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

“ทำวิจัยในยาม(ยุ่ง)ยาก” …เกษียร เตชะพีระ

ทุกวันนี้นอกจากสอนวิชาระดับปริญญาเอกและช่วยงานบริหารในคณะ บ้างแล้ว ผมก็มี ภาระรับผิดชอบต้องเดินทางจากบ้านที่หนองแขมไปสอนหนังสือปริญญาตรีที่ธรรม ศาสตร์รังสิต ใช้เวลาไป-กลับอยู่บนถนนเบ็ดเสร็จราว 4 ชั่วโมง นานกว่าที่ไปสอนคาบละ 3 ชั่วโมงเสียอีก กว่าจะถึงบ้านก็คอแหบ ตัวเหนียว หน้าดำ หมดแรงพอดี

ด้วยเงื่อนไขเวลาทำนองนี้ ก็น่าคิดว่าคณาจารย์และนักวิจัยชาวธรรมศาสตร์จะสนองเป้าหมายนโยบายของผู้ บริหารที่ต้องการปรับเปลี่ยนธรรมศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย และเพิ่มยอดตำแหน่งวิชาการระดับศาสตราจารย์และอื่นๆ ด้วยการผลิตงานค้นคว้าวิจัยออกมาให้มากๆ อย่างไร?

นี่ยังมิพักต้อง พูดถึงหน้าที่บังคับให้อาจารย์ทุกคนกรอกเอกสารประเมินผลทีคิวเอฟของ สกอ. ทุกคาบการสอน รวมแล้วคนละเป็นร้อยหน้าต่อภาคการศึกษา ด้วยคำถามมหัศจรรย์พันลึกอย่าง

… อะแฮ่ม, ในแต่ละคาบการสอน ท่านได้ตั้งเป้าจะสั่งสอนคุณธรรมความดีอะไรให้นักศึกษามั่ง? ใช้วิธีการอบรมบ่มสอนอย่างไร? เสร็จแล้วมีการตรวจสอบชั่งวัดประเมินผลเชิงปริมาณว่านักศึกษาได้กลายเป็นคน ดีจริงตามที่ท่านตั้งเป้าหรือไม่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด?!?!?!?

จน ผมเคยคิดมุขว่า พอต้นชั่วโมงเข้าชั้น ผมจะโยนเหรียญบาทกำหนึ่งเข้าไปกลางห้อง เมื่อสอนเสร็จเลิกชั้น ก็จะให้นักศึกษาช่วยกันเก็บเหรียญบาทมาส่งคืน ถ้าได้เหรียญครบ แสดงว่าพวกเขามีคุณธรรมดีใช้ได้เต็มร้อย ถ้าไม่ครบ แสดงว่าคุณธรรมยังขาดพร่องไปเป็นตัวเลขปริมาณกี่บาท กี่สตางค์ กี่เปอร์เซนต์ คาบหน้าชั่วโมงถัดไป ก็ยกระดับการวัดคุณธรรมให้สูงขึ้นเป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท ฯลฯ ตามลำดับ

นอก จากตกเป็นเหยื่อหนูตะเภาของบรรดาผู้ปรารถนาดีที่มีอำนาจแต่ไม่รู้สภาพความ เป็นจริงแล้ว คนสอนหนังสืออย่างผมก็ยังต้องสู้รบปรบมือกับนักศึกษาประเภท…สอนไปหนึ่ง ชั่วโมง แม่เจ้าประคุณเพิ่งเปิดประตูห้องเรียนเดินนวยนาดเข้ามานั่งทำตาบ้องแบ๊วไม่ รู้ไม่ชี้

สักพักหนึ่งจู่ๆ คุณเธอก็ลุกขึ้นเยื้องยุรยาตรลับหายออกไปเข้าห้องคอมพิวเตอร์ข้างๆ เปิดเครื่องนั่งเคาะคอมพ์โดยไม่บอกกล่าวอาจารย์ผู้สอนเหมือนเป็นแค่หัวหลัก หัวตอตั้งโด่เด่อยู่หน้าห้องเรียน…

ในสถานการณ์ totally absurd แบบนี้ เราจะทำวิจัยอย่างไรดีครับท่านอธิการบดี, นายกสภามหาวิทยาลัย, และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ?

ที่ผ่านมา ผมดิ้นรนเอาตัวรอดโดยใช้วิธีพยายามประสานงานวิจัยเข้ากับการสอนประจำครับ

คือ ในวิชาหนึ่งๆ นอกจากเนื้อหาหลักประจำวิชานั้นๆ แล้ว ผมก็ลองเพิ่มประเด็นเนื้อหาที่สอดคล้องอยู่ในขอบข่ายของวิชา แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และตัวเองอยากรู้อยากวิจัยเข้าไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสสร้างเงื่อนไขให้สามารถผสานการอ่านค้นคว้า เตรียมสอนที่ทำอยู่เป็นประจำเข้ากับส่วนหนึ่งของงานวิจัย, เพิ่มขยายปรับปรุงเนื้อหาวิชานั้นๆ ให้มีประเด็นแปลกใหม่ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น, กระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเองในหัวข้อประเด็นนั้นๆ, แล้วผมเองก็พลอยได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยดังกล่าวจากการบ้านรายงานที่นักศึกษาค้นคว้าทำมาส่ง

เสมือนหนึ่งพวกเขาเป็น “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ โดยปริยายอะไรทำนองนั้น

เช่น ในวิชาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ นอกจากสอนเนื้อหาหลักเรื่องการเมืองโลก ยุคหลังสงครามเย็น, วิวัฒนาการของรัฐสมัยใหม่, เกณฑ์วัดประเภทและฐานคิดของประชาธิปไตย, ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ, ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ, ระบอบเผด็จการ ฯลฯ ตามปกติแล้ว

รอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2551-2553) ผมก็เพิ่มเนื้อหาประเด็น “วิกฤตซับไพรม์และวิวัฒนาการของระเบียบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” เข้าไปด้วย

และเพราะมันเป็นเรื่องที่ตัวผมเองก็อยากรู้ จึงค้นคว้าเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทั้งหนังสือ ตำรา บทความ การ์ตูน ข่าวสาร รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วนำไปสอนพลาง วิจัยพลางอย่างสนุกเพลิดเพลิน

หลังเก็บสะสมฐานข้อมูลและ แนวคิดข้อถกเถียงได้พอสมควร ผมก็เขียนเป็นรายงานวิจัยให้แก่ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์” เสร็จปลายปีก่อนและตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นตำราประกอบการสอนต่อไป

มา ปีนี้ จบประเด็นเก่าไป ผมจึงลองเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติมพิเศษใหม่ในเนื้อหาวิชาให้สอดรับกับ สถานการณ์บ้านเมืองและความสนใจทางวิชาการของตัวเอง ได้แก่เรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย : ข้อคิดและประสบการณ์จากบางประเทศ” โดยค้นคว้าเอกสารตำราบทความ รายงานข่าว รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ นอกประเทศไทย

สืบเนื่องจากที่ตัวเองได้ทำวิจัยเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข : ที่มาและที่ไป” ของไทยเสร็จสิ้นลงเมื่อปลายปีก่อน (รวมพิมพ์ใน เมืองไทยสองเสี่ยง?: สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤตการเมืองไทย, 2554, คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) เพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบขยายมุมมองพรมแดนเพดานความรู้เกี่ยวกับสถาบันอัน สำคัญยิ่งของสังคมไทยให้พิสดารกว้างขวางออกไป ทั้งสำหรับการเรียนการสอนและการวิจัย

นอกจากค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลความรู้เพื่อบรรยายหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน” (ประวัติศาสตร์ราชากับชาติในการเมืองโลกยุคใหม่ถึงปัจจุบัน, กรณีประเทศอังกฤษ, ยูกันดา, เนปาล, ตองกา), “สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” (เน้นอังกฤษ), “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมและความเห็นต่าง” (กรณีสวีเดนกับอเมริกา) แก่นักศึกษาในวิชาแล้ว

ผมก็ให้การบ้านนักศึกษาลองไปค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ด้วยตัวเองในประเด็นคำถามว่า:

“ให้ นักศึกษาเลือกประเทศในโลกปัจจุบันที่มีสถาบันกษัตริย์มาหนึ่งประเทศ (นอกจากประเทศไทย) ซึ่งอาจปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ/constitutional monarchy หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/absolute monarchy และบรรยายโดยสังเขปเกี่ยวกับฐานะ บทบาททางการเมืองการปกครองของสถาบันกษัตริย์ของประเทศนั้น ในความสัมพันธ์กับสถาบันการเมืองการปกครองอื่นๆ พร้อมทั้งปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดที่อาจมีจากอดีตถึงปัจจุบัน”

ผล จากการเรียนไป สอนไป วิจัยไปของผมและ “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ 60 กว่าคน ในขั้นต้นปรากฏว่าเราได้ค้นพบและเรียนรู้อะไรแปลกใหม่บางอย่างที่ไม่รู้มา ก่อนซึ่งจะขอคัดมาเล่าต่อ พอเป็นกระสายดังนี้: -

1) เกี่ยวกับงานเรื่อง The English Constitution (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ค.ศ.1867) ของ Walter Bagehot (ค.ศ.1826-1877) ที่ถูกถือเป็นตำราแม่บทต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของอังกฤษนั้น

แรก เริ่มเดิมทีงานชิ้นนี้ทยอยตีพิมพ์เป็นบทความ 9 ตอน ลงในนิตยสาร The Fortnightly Review จาก พ.ค.1865-ม.ค.1867, ตัว Walter Bagehot เองเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษผู้รับผิดชอบดูแลนิตยสาร The Economist อยู่นานถึง 17 ปี และปลุกปั้นมันจนกลายเป็นนิตยสารธุรกิจการเมืองชั้นนำของโลกตราบเท่าทุก วันนี้

แต่ไหนแต่ไรมานักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บ้านเราเวลาอภิปราย เรื่องสถาบันกษัตริย์ในระบอบการเมืองไทยมักอ้างอิงถึง The English Constitution เสมอ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้ รัฐธรรมนูญ 3 ประการ

ได้แก่ สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ/the right to be consulted, สิทธิที่จะทรงส่งเสริมกำลังใจ/the right to encourage, และสิทธิที่จะทรงตักเตือน/the right to warn

ปรากฏว่าเอา เข้าจริงประเด็นที่นักวิชาการไทยมักหยิบยกมาอ้างเป็นเพียงย่อหน้าเดียว (p.111) ในการอภิปรายเรื่องนี้ยาว 4 หน้าครึ่ง (pp.110-114) ของบทเดียว (Chapter II The Monarchy, pp.82-120) ในหนังสือ 8 บทที่ยาวราว 208 หน้า (ไม่นับบทนำ, อ้างจากฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ.1963 โดย The Fontana Library)

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ แนวเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมิได้มุ่งไปในทิศทางที่ข้อความ ซึ่งมักถูกยกมาอ้างชวนให้เข้าใจไปได้เลย

กล่าวคือ Bagehot ไม่ได้เขียนงานนี้จากจุดยืนนิยมชมชื่นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ไม่มีข้อแม้
หากแสดงท่าทีแบบนักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองสังกัดชนชั้นกระฎุมพีผู้ยึดความจริงเป็นที่ตั้งและเลือดเย็น

ดัง ที่เขาสรุปไว้ใน เชิงอรรถสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือว่า ระบอบดังกล่าวของอังกฤษเป็นเพียง “a disguised republic” เท่านั้นเอง (p.266n1)

2) อังกฤษก็มีคณะองคมนตรี (the Privy Council) เช่นกันแต่ไม่เหมือนของไทย

ใน ขณะที่ของไทยมีประธานและคณะองคมนตรีรวมกันไม่เกิน 19 คน, พระมหากษัตริย์ทรงเลือก, แต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย, โดยต้องไม่เป็น ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ, สมาชิกพรรคการเมือง ฯลฯ นั้น (มาตรา 12, 13, 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)

ปรากฏว่าตาม เอกสารราชการฉบับร่างชื่อ The Cabinet Manual-Draft: A guide to laws, conventions, and rules on the operation of government ที่สำนักคณะรัฐมนตรีอังกฤษตีพิมพ์ออกมา เมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ซึ่งสำหรับประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างอังกฤษ ต้องถือว่าเอกสารนี้ใกล้เคียงเสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่สุด เท่าที่เขาจะมีได้ (ดู http:// www.cabinetoffice.gov.uk/ sites/default/files/resources/cabinet-draft- manual.pdf) นั้นได้ระบุข้อกำหนดเรื่อง The Privy Council ของอังกฤษไว้ว่า (ข้อ 27-30 ของเอกสาร pp.17-18): -

ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะองคมนตรี ของอังกฤษส่วนมากแล้ว ประกอบด้วยรัฐมนตรี, สมาชิกรัฐสภาและตุลาการ, องค์อธิปัตย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

องคมนตรี เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ดังนั้น สมาชิกคณะองคมนตรีส่วนใหญ่ (ตามข้อมูลปี ค.ศ.1993 อังกฤษมีองคมนตรีถึง 400 คน! ซึ่งจะมาประชุมเต็มองค์คณะพร้อมกันเฉพาะเมื่อองค์อธิปัตย์เสด็จสวรรคต หรือในสถานการณ์พิเศษเรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น) จึงไม่ได้เข้าร่วมกิจการประจำวันของคณะองคมนตรี โดยมากแล้วกิจการดังกล่าวจะดำเนินการโดยบรรดารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ดำรง ตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นๆ

ประธานองคมนตรีโดยทั่วไปแล้วเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งมักได้แก่ผู้นำแห่งสภาสามัญหรือสภาขุนนาง

ปัจจุบันนี้ผู้เป็นประธานองคมนตรีคือรองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ, คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของคณะองคมนตรี

3) นักศึกษาได้ค้นคว้ามารายงานว่าในสวีเดนปัจจุบัน ไม่มีหลักปฏิบัติเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย และดังนั้นจึงไม่มีกรณีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในเรื่อง ดังกล่าว

กฎหมาย ปกครอง (The Instrument of Government) ที่ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1974 และ เป็นกฎหมายพื้นฐาน 1 ใน 4 ฉบับ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของสวีเดนนั้น ได้ขยายบทบาทรัฐสภา (The Riksdag) ออกไป โดยให้ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมติเห็นชอบของรัฐสภาแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมาย ได้โดยพระมหากษัตริย์มิต้องทรงลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบก่อน อันแตกต่างจากแบบแผนปฏิบัติในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญอื่นๆ ส่วนใหญ่ (ดูรัฐธรรมนูญสวีเดนจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสวีเดนที่ http://www.riksdagen.se/templates/R_Page____6307.aspx ; และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สวีเดนที่ http://www.royalinsight.net/content/swedish-monarchy-overview )

หากมีข้อมูลความรู้อื่นๆ ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าต่ออีกในโอกาสหน้า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316173391&grpid&catid=02&subcatid=0207

 
Leave a comment

Posted by บน กันยายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

This World, BBC Documentary – Thailand – Justice Under Fire

มีทั้งหมด 4 ตอน

ฝ่ายแดง ดูแล้วคงพอใจ อีกฝ่ายดูแล้ว ก็บอกว่าเอียง และเล่นแง่กับ ทหารและราชวงศ์ ซึ่งเป็นแกนกลางของความขัดแย้งอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ระบบยุติธรรมของไทย ที่ไม่สามารถผดุงความยุติธรรมได้…..หลังจากดูเรื่องนี้แล้ว ลองย้อนมองดู ความรุนแรงในอังกฤษและมีผู้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน..เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

 
Leave a comment

Posted by บน สิงหาคม 11, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน

โดย เกษียร เตชะพีระ



(เรียบเรียงเพิ่มเติมจากคำอภิปรายของผู้เขียนในวงสนทนาแบบเปิดข้างต้น)

เบื้องหน้าทิศทางการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ด้านของสังคมการเมืองไทยที่ได้นำไปสู่วิกฤต รุนแรงในระยะหลายปีที่ผ่านมา (ดังที่เขียนถึงในสัปดาห์ก่อน) พอจะมีทางออกอะไรจากวิกฤตดังกล่าวได้บ้าง ในอันที่จะนำสังคมการเมืองไทยผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่บอบช้ำเสียหาย ยิ่งไปกว่านี้?

ขณะแนวคิดที่โลกตะวันตกคุ้นเคยในการใช้รับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงคือ สัญญาทางสังคมใหม่ (The New Social Contract/Le nouveau contrat social/Der neue Sozialvertrag) ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันกว้างขวางในช่วงก่อตั้งและขยายสหภาพยุโรปหรือ ช่วงวิกฤตซับไพรม์ และเศรษฐกิจโลกถดถอยใหญ่ในอเมริการะยะหลัง ฯลฯ

แนวคิดที่ค่อนข้างเป็นที่คุ้นเคยกว่าในสังคมไทย และอาจเหมาะกับการปรับประยุกต์มารับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะที่เราเผชิญคือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย (The Thai Cultural Constitution) ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอไว้อย่างเฉียบแหลมเป็นระบบในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2534 และถูกนำไปอ้างอิงตีความวิเคราะห์ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายต่อมา (เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชนเล่ม 2, 2537 ; ยุกติ มุกดาวิจิตร, “คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย”, วิภาษา, 3: 2, 2552; รวมทั้งมีฉบับแปลเป็นอังกฤษโดย Chris Baker ที่ http://kyotoreview.cseas.kyoto-u.ac.jp/issue/issue2/article_243.html)

 

สรุปฟันธงคือ ผมคิดว่าเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมือง เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่สำหรับยุคการเมืองมวลชนปัจจุบัน ซึ่งมีแก่นสารสำคัญที่มุ่งทำให้รัฐและการเมืองมวลชนเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์

ใน แง่เหตุผลความจำเป็นของการทำให้รัฐศิวิไลซ์ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้เสนอไว้ อย่างพิสดารแล้วในปาฐกถารำลึกศาสตราจารย์ W.F. Wertheim ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เรื่อง Civilising the state: state, civil society and politics in Thailand (http://www.iias.nl/asia/wertheim/lectures/WL_Phongpaichit.pdf) ผมขอไม่เอ่ยซ้ำในที่นี้

ทว่า พฤติกรรมที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนของฝ่ายต่าง ๆ รอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประจักษ์ชัดว่าลำพังการเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจอย่างศิวิไลซ์ฝ่ายเดียว เท่านั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป จำต้องเรียกร้องให้ขบวนการการเมืองของมวลชนทุกสีทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่าง ศิวิไลซ์ด้วย

(ในประเด็นนี้ มุมมองของผมพ้องรับกับข้อเสนอต่างหากของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ ในบทความ “ประชาสังคม ความรุนแรง และการล่มสลายของประชาธิปไตย : ความสำคัญของแนวคิด เรื่องความมีอารยะและการเมืองแบบอารยะของเอ็ดเวิร์ด ชิลส์” ใน เมืองไทยสองเสี่ยง : สภาพปัญหา แนวโน้ม และทางออกวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์กำลังจะตีพิมพ์ออกมา)

ในทรรศนะของผม เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่จำต้องปรับปรุงใหม่ให้ ตอบรับกับยุคการเมืองมวลชนมีอย่างน้อย 4 ประการ ด้วยกันดังนี้: -

1) ถือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัยของสังคมไทย

ใน โฆษณาทีวีผลิตภัณฑ์รักษาสิวของ ดร.สมชายหลายปีก่อน ปรากฏฉากหนุ่มวัยรุ่นมายืนบนเกาะกลางถนนใต้เสาสัญญาณจราจรแล้วกางแขนสอง ข้างออกพร้อมร้องตะโกนว่า:

“สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ข้อเสนอของผมคือ อยากให้คนไทยตระหนักดังๆ ได้แล้วว่า :

“ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ความ ขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติพอๆ กับความรู้รักสามัคคี สนิทสนมกลมเกลียวนั่นแหละ ไม่มีอะไรผิดปกติวิสัยหรือไม่ธรรมชาติ หรือไม่ไทยไปกว่ากัน

การยึดมั่นถือมั่น (psycho-cultural fixation) ว่าความขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ธรรมชาติหรือไม่ไทย ทำให้มีท่าทีหวาดระแวงเกลียดชัง “สิว”, ไม่ค้นคว้าเข้าใจสมุฏฐาน หรือเหตุแห่ง “สิว”, แก้ไขรักษา “สิว” ผิดๆ ถูกๆ เช่น เอะอะก็อับอายที่เป็น “สิว”, เกิดปมด้อยที่ใบหน้ามี “สิว”, พยายามปิดงำอำพราง “สิว”, เก็บกดกำราบ “สิว”, สุดท้ายก็ไปเที่ยวไล่บี้ “สิว” จนออกอาการอักเสบแดงบวมปูดกระทั่งเกิดรอยแผลเป็นปรุพรุนไปทั้งหน้า เป็นต้น

นี่ เป็นผลของการยึดติดความคิดยุคก่อนมีโทรศัพท์มือถือ, ก่อนมีแล็บท็อป, ก่อนมีแอปเปิล-ไอพอด-ไอแพด, เป็นความคิดย้อนยุคสมัยสงครามเย็น เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน, แล้วใช้มันมาชี้นำการใช้อำนาจบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าย่อมแสดงอาการออกไปในเชิงขัดขืนฝืนทวนกระแส ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของบ้านเมือง แบบอวดกร่างกร้าวร้าวแต่ช่างเชยบรม

การอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ขาดปาก ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นเชยน้อยลงแต่อย่างใด

เอา คนที่มีความคิดเมื่อวานนี้มาใช้อำนาจบังคับบัญชาใหญ่โตมหาศาลในวันนี้ มันก็ย่อมบิดเบนเฉไฉไม่มีทางก้าวไปทันพรุ่งนี้อย่างถูกทิศทางได้

คน ไทยไม่เลิกทะเลาะกันหรอก และไม่มีวันจะเลิกทะเลาะกันด้วย ควรหัดยอมรับปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับโลกจริงนอกชุมชนหมู่บ้านในฝันหรือค่ายทหารเสีย เมื่อเห็นความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัย-ธรรมชาติ-และไทยๆ เหมือน “สิว” ก็จะได้ไม่ใช้กำลังบังคับหักห้ามชาวบ้านไม่ให้เขา แต่งหลากสี, เห็นต่างคัดค้านหรือขัดแย้งกัน แต่หาทางให้คนไทยทะเลาะกันต่อไปได้อย่างสันติ โดยไม่ต้องฆ่ากันกลางถนนทุกๆ บ่อยต่างหาก

(จะว่าไปการมองความขัดแย้งเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนไทย เพราะมันล่วงละเมิดทิฐิหยั่งลึกของความเป็นไทย แบบราชการที่ว่ารัฐกับสังคมเหมือนองคาพยพของร่างกาย : ทุกส่วนทุกคนเหมือนอวัยวะ ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะตามธรรมชาติของมัน ใครมีหน้าที่ตามธรรมชาติอะไรก็ทำๆ ไป แล้วบ้านเมืองส่วนรวมหรือร่างกายก็จะดีเอง

 

อย่าไปทะลึ่งทำนอกหน้าที่ หัวมีไว้คิด ตีนมีไว้เดิน ปากมีไว้สั่ง จะเอาตีนมาคิดชี้นำแทนหัวได้อย่างไร มันผิดหน้าที่ตามธรรมชาติ

 

นักศึกษาจึงมีหน้าที่เรียน ชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว กรรมกรมีหน้าที่เข้ากะโรงงาน ไม่ใช่ประท้วงเดินขบวนปิดถนนก่อม็อบวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างอวัยวะในร่างกายจึงไม่ควรมี หากต้องทำหน้าที่ประสานสอดคล้องกัน

 

ไม่อย่างนั้นเวลาก้าวเดิน ตีนข้างซ้ายดันมาเตะตัดตีนข้างขวาก็แย่ เดินไปไม่เป็นเท่านั้นเอง ฯลฯ ความคิดน่ารักเรียบร้อยแบบนี้ อยู่กับราชการไทยมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างช้าแล้ว)

2) ปฏิเสธเป้าหมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง

เป้า หมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง (เช่น สงครามครั้งสุดท้าย, กวาดล้างทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากแผ่นดินแบบม้วนเดียวจบ, ขอนายกฯพระราชทาน, ระบอบแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30, ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฯลฯ) แม้จะแหลมคมชัดเจน และสะใจมวลชนโดยเฉพาะ เวลาขึ้นไฮด์ปาร์กบนเวที (ซึ่งก็คือ การถือไมค์ประกาศความคิดเห็นของตัวดังสนั่นลั่นถนนอยู่ข้างเดียวโดยไม่มีใคร เถียงได้ นานๆ เข้าก็ชักเคลิ้มว่านั่นคือสัจธรรมนี่หว่า…..)

แต่ การเมืองสุดโต่งขัดฝืนโครงสร้างอำนาจ, โครงสร้างความรู้สึก, พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และดุลกำลังที่เป็นจริงของสังคมการเมืองเกินไป

 

ผลที่จะค่อยปรากฏก็คือ โดดเดี่ยวตัวเอง ไล่มิตร เพิ่มศัตรู เมื่อทำไม่ได้จริงเพราะเป้าไกลเกินไป มวลชนอกหักผิดหวังในราคาคุย ชักท้อแท้เสื่อมถอย แกนนำก็กลับยิ่งดื้อรั้นก้าวร้าวรุนแรงไปไกลสุดโต่งขึ้นกว่าเก่า ด้วยเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในความถูกต้องโดยปราศจากเงื่อนไขของตัว (และความผิดพลาดอันเลวร้ายต่ำทรามของผู้เห็นต่างจากตัว มองคนอื่นว่าเห็นต่างจากตัวเองเฉยๆ ไม่ได้ มึงต้องเลวด้วย เพราะถ้ามึงไม่เลว แล้วกูจะดีไปได้ยังไง วะ, แหะๆ)

การ เมืองแบบสุดโต่งกลายเป็นเรื่องของการทำลายล้างสิ่งดีงามอื่นๆ ทั้งหมดลงไปในนามของสิ่งดีงามอย่างเดียวที่ตัวเองเชื่อ โดยที่สุดท้ายสิ่งดีงามที่ตัวเองอวดอ้างก็ไม่ได้มาจริง, ชัยชนะใดที่ได้มาแม้ฮึกเหิม แต่ก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา เพราะคับแคบด้านเดียวขัดฝืนความเป็นจริง และก็ไม่ยั่งยืนอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แล้วก็หดฝ่อไป เปิดทางให้ชีวิตอันหลากหลายดำเนินสืบต่อ

3) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย

พึง ตระหนักว่าวิธีการก็คือ เป้าหมายที่กำลังอยู่ในกระบวนการคลี่คลายปรากฏเป็นจริง (The means is the end in the process of becoming.)

หากในนามของเป้าหมายที่ถูกต้องดี งาม (เช่น ประชาธิปไตย, ปราบคอร์รัปชั่น, ปราบยา เสพติด) แต่ใช้วิธีการที่ผิดหรือเลวทรามต่ำช้าอย่างไรก็ได้ไม่เลือก (เช่น รัฐประหาร, สองมาตรฐาน, ฆ่าตัดตอน) ผลลัพธ์บั้นปลายไม่มีทางจะออกมาดีงามตามเป้าหมายที่คาดหวังได้

ปลูก เมล็ดพันธุ์ใดก็ย่อมได้ผลตามนั้น พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วตั้งแต่ 2500 กว่าปีก่อน ถ้าไม่เชื่อก็เบิ่งตาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของวิธีการเฮงซวย สารพัดที่ใช้ๆ กันมาอย่างสิ้นคิดในหลายปีหลังนี้เถิดว่าได้อะไรมาบ้าง? เสียอะไรไปบ้าง? และเหลืออะไรอยู่บ้าง?

4) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

 

เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ถึงแม้อาจไม่เห็นด้วย ว่าทำไมบุคคลจึงมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างรุนแรงแบบหนึ่งๆ แต่มันเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะเข้าใจและไม่อาจเห็นด้วยได้ว่า ทำไมจึงต้องเกลียดชังเคียดแค้นดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่เห็นแตกต่างจากตัว ราวกับเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่ผู้ ใช่คน ไม่อาจมองเห็นและนับถือว่าเขาก็เป็นคนที่คิดเองเป็น และมีเหตุมีผลเช่นกัน

วัฒนธรรม การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่ในหมู่คนด้วยกันที่ถือเป็นสัตว์ประเสริฐ หรืออารยชนที่เสวนา และเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งกันและกันได้ด้วยเหตุผลน่าเสียดายที่หลายปีหลัง นี้วัฒนธรรมดังกล่าวเสื่อมถอยลงมาก และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมสร้างเสริมพอกพูนความเกลียดชังในหมู่มวลชน ความอนารยะป่าเถื่อนค่อยแพร่ลามจากเว็บบอร์ด เว็บไซต์ วิทยุทีวีไปสู่เวทีชุมนุมและจลาจลบนท้องถนน

อหิงสาและสันติวิธีจึงมี ไว้ใช้สำหรับมวลชนพวกเดียวกัน แต่ขีดเส้นแบ่งคั่นไม่เผื่อแผ่ไปถึง ฝ่ายตรงข้ามและคนนอกหากเป็นพวกนั้นถึงล้มหายตายจากไปบ้าง ก็ช่างหัวมัน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรด้วย

เท่ากับปล่อยให้เส้นแบ่งข้างแบ่งสี แบ่งฝ่ายกลายเป็นเส้นขีดคั่นความเป็นคนและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตน ไป ทั้งในระดับขบวนการและมวลชนแต่ละคน

ถ้าไม่ลบเส้นแบ่งนั้น ทิ้ง ทำใจให้กว้าง มองเห็นความเป็นคนและเคารพศักดิ์ศรีของฝ่ายตรงข้าม แล้วขอโทษ ก็คงยากที่การเมืองมวลชนจะเป็นแบบศิวิไลซ์

 
Leave a comment

Posted by บน มิถุนายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ตลาดอุดมศึกษา : จ่ายครบ-จบแน่…….ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

การจัดการศึกษา ของไทยมักสะท้อนความเสื่อมมากกว่าความเจริญ ตลาดอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ประสบความสำเร็จเพียงประการเดียวคือ การเพิ่มสัดส่วนผู้ที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณนี้มิได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของ ตลาด และไม่เป็นผลดีต่อผู้สำเร็จการศึกษาเอง

ความเสื่อมโทรมที่ปรากฏให้เห็นเป็นการสร้างกองทัพบัณฑิตผู้ว่างงาน ซึ่งแอบแฝงในรูปของการทำงานไม่ตรงสาขาที่เล่าเรียนมา การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ภาคเศรษฐกิจมีความยากลำบากในการจัดหาลูกจ้างที่มีคุณภาพ หรือไม่ก็ไม่สามารถให้อัตราเงินเดือนที่สูงเพียงพอสำหรับผู้สมัครงาน นักศึกษาจำนวนมากขาดความกระตือรือร้น ในขณะที่อาจารย์อึดอัดกับคุณภาพของนักศึกษา นักศึกษาระดับปริญญาตรีมีคุณภาพดีกว่านักศึกษาระดับปริญญาโทและบางแห่งนัก ศึกษาระดับปริญญาโทเก่งกว่านักศึกษาระดับปริญญาเอก

ทิศทางที่น่าเป็นห่วงในระยะยาว คือความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจที่อ่อนด้อยลงพร้อมๆ กับความเป็นสังคมเส้นสาย กำลังส่งเสริมให้แรงงานคุณภาพสูงบางส่วนถูกดึงดูดไปต่างประเทศ ส่วนแรงงานคุณภาพต่ำแต่มีการศึกษาสูงกลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด กองทัพผู้ว่างงานนี้อาจต้องอาศัยการว่าจ้างในภาครัฐ ซึ่งก็มีอัตราตำแหน่งที่จำกัดและมีปัญหาผู้ที่เกษียณอายุยังหาช่องทางให้ได้ รับการว่าจ้างต่อ ดังนั้นจึงต้องหันไปศึกษาต่อหรือไม่ก็ไปประกอบอาชีพส่วนตัว ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นภาระของสังคม

ถึงแม้ว่ากองทัพผู้มีการศึกษาเหล่านี้ ต้องการทำงานที่ไม่ใช้ความรู้ แต่ยากที่จะแข่งขันกับคนงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่อดทนกว่าและพร้อม รับค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาก (เช่นประมาณร้อยละ 40-60 ของแรงงานไทย)

ยิ่งถ้าในอนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับคนไทยในตลาดแรงงานฝีมือ ความกดดันนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขยายกว้างมากขึ้นนั่นคือประเทศไทยกำลัง เสี่ยงอย่างมากกับการลงทุนทางการศึกษาที่สูญเปล่าและขาดคุณภาพ กำลังคนจำนวนมากเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนทางการศึกษาแบบหวังน้ำ บ่อหน้านี้ได้ เนื่องจากงานระดับล่างไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ตนจะแข่งขันกับแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านได้

และนี่จะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ในปัจจุบันมีความต้องการทาง การศึกษาในระดับอุดมศึกษามากเกินจริง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาสถานศึกษาล้นเกินในระยะยาว

ความต้องการทางการศึกษาของกองทัพผู้ว่างงานได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก การจัดการศึกษาของรัฐ ด้วยการเปิดให้มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากมายถึงกว่าร้อยมหาวิทยาลัย และมีหลักสูตรมากมายที่ด้อยคุณภาพเพื่อทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมของผู้ว่าง งานเหล่านี้

การศึกษาประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” จึง สะท้อนความตกต่ำของการศึกษาไทยและที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ก็อาจเป็นผลมาจากการซื้อเวลาของผู้รับผิดชอบที่มิกล้าตัดสินใจใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

คำถามคือการจัดการศึกษาของรัฐได้แก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพของการศึกษา อย่างไร ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกมีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องข้าราชการระดับสูงคือผนวกทบวงมหาวิทยาลัยเข้าไว้ที่กระทรวง ศึกษาธิการ และแก้ไขปัญหาความเทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการด้วยการแบ่งโครงสร้างภายใน กระทรวงเป็นแท่งๆ ให้มีจำนวนตำแหน่งผู้ใหญ่มากขึ้น หรือไม่ให้มีใครมีอำนาจการตัดสินใจได้ แทนที่จะกระจายอำนาจการบริหารออกไปสู่ระดับล่างกลับกลายเป็นการแบ่งแยกอำนาจ ตามแนวนอน เฉพาะในระดับบนซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจแบบหนึ่ง

ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาหลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาในเชิงรูปแบบกระบวนการด้วยการออกระเบียบมาควบคุมสถาบัน การศึกษาและให้มีระบบมาตรฐานขั้นต่ำคล้ายโรงงาน มีการสร้างตัวชี้วัดมากมายและมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องจัดทำให้ได้ตัวเลขเพื่อใช้ในการประเมิน โดยผู้จัดทำระเบียบอาจหวังว่าความตั้งใจดีของสถาบันการศึกษาจะมากขึ้น และการทำงานที่ลำบากจะทำให้ความขยันในการจัดทำหลักสูตรเชิงพาณิชย์ลดลง

ทว่าการแก้ไขด้วยวิธีนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

1.ประสิทธิภาพทางการศึกษาถดถอยลง รัฐมีภาระด้านงบประมาณและกำลังคน สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานในขณะที่สถาบันการศึกษาเอง มีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำงานเอกสารและการประชุมให้หน่วยงานมาตรฐานเหล่านี้ ทุกปีๆ ละหลายมาตรฐาน จำต้องปรับภารกิจมาให้งานเอกสารเพื่อให้ส่วนกลางยังมีอำนาจและมีงานทำ มหาวิทยาลัยทุกแห่งได้รับผลกระทบคล้ายคลึงกับที่โรงเรียนต่างๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่อ่อนด้อยลงเพราะครูนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่อื่น ที่ตนไม่ถนัด และมิใช่ภารกิจหลักด้านการสอนหรือการดูแลอบรมนักเรียน

2.มาตรฐานที่กำหนดขึ้นเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณที่ไม่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ และเป็นการออกแบบให้ใช้กับสถาบันการศึกษาทุกแห่งเหมือนกันหมด มิได้แยกระหว่างหลักสูตรที่อาจมีปัญหาคุณภาพออกจากหลักสูตรที่มีความน่า เชื่อถืออยู่แล้ว ไม่มีการแยกหลักสูตรใหม่กับหลักสูตรเก่า ไม่มีการแยกหลักสูตรนานาชาติออกจากหลักสูตรภาษาไทย และมิใช่ตัวชี้วัดที่จะช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพด้วย รัฐได้เพิ่มความน่าเชื่อถือของการประเมินด้วยการเพิ่มรายละเอียดตัวชี้วัด จนกระทั่งต้องปรับจำนวนตัวชี้วัดลงบ้างในเวลาต่อมา ระบบตัวชี้วัดเป็นระบบค่าเฉลี่ยที่ในทางปฏิบัติจะไม่มีผลต่อการยุติหลักสูตร ที่มีคุณภาพต่ำแต่อย่างใด ความจริงแล้วคุณภาพจะอยู่ที่ระดับสาขาวิชา และถ้าหากจำเป็นก็ต้องมีเป้าหมายการประเมินที่มีประโยชน์จริงซึ่งต้องอาศัย ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสาขาวิชานั้นๆ

3.ระบบมาตรฐานส่วนกลางเป็นเพียงพิธีกรรมที่ขึ้นต้นด้วยความหวังว่าจะทำ ให้การศึกษามีมาตรฐาน แต่ในทางตรงข้ามกลับกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่หลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” หลักสูตรประเภทนี้ไม่มีปัญหาเลยในการจัดทำเอกสารและการจัดการให้ผ่าน เงื่อนไขของรัฐ และอาจรู้สึกคุ้มค่าเสียด้วยซ้ำที่งานเอกสารสามารถแลกกับการดำรงอยู่ตาม มาตรฐานขั้นต่ำมาก

เงื่อนไขที่ใช้ในการเป็นหลักสูตรเป็นเพียงเกณฑ์ทางปริมาณที่ใช้กับทุก สถาบันทั้งที่มีและไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด เช่นอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นได้เพียงหลักสูตรเดียว การมีจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร 5 คนต่อหลักสูตร และมีกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 3 คน

ข้อกำหนดสำหรับหลักสูตรพิเศษระดับปริญญาเอกเหมือนกับระดับปริญญาโทโดยไม่ มีเงื่อนไขคุณภาพของผู้บริหาร ผู้สอนและผู้เรียนที่แตกต่างออกไป การแก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องใช้นโยบายอื่น ระบบการประเมินคุณภาพจะต้องหวังผลได้ และมีความประหยัด จึงควรเป็นแบบของสหรัฐอเมริกาที่จะไม่ประเมินตลอดเวลาและจะประเมินแบบพิเศษ เพื่อให้การยอมรับหรือไม่ยอมรับหลักสูตร ไม่ควรดำเนินในลักษณะปัจจุบันตามแบบของอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีสถาบันการ ศึกษาเพียงไม่กี่แห่งและมิได้มีปัญหาเหมือนของไทย

การจัดการศึกษาแบบจ่ายครบ-จบแน่ สะท้อนว่ารัฐบาลนั้นขาดความเอาใจใส่ในการปฏิรูปทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ที่จะเป็นการให้โอกาสที่แท้จริงและถาวรแก่ประชาชน มหกรรมของการประเมินทั่วทุกส่วนงาน ทุกชั้นเรียน ทุกคนและตลอดปีเป็นเพียงการหลงทางและเป็นความเกินเลยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหา คุณภาพและการทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมได้

นโยบายเช่นนี้จะไม่ทำให้การ อุดมศึกษาของไทยดูดีกว่าวิธีการแม่แบบอย่างอังกฤษซึ่งร่ำรวยกว่ามาก หากแต่ได้บั่นทอนคุณภาพการศึกษาด้วยเหตุแห่งการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดนั่นเอง

 
Leave a comment

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ตำนานนางเงือกไซเรนบนโลโก้สตาร์บัคส์

หากคุณเป็นแฟน กาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็น ‘โลโก้นางเงือกสีเขียว’ ได้เปลียนไปแล้ว เรามีคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมความเป็นมาของโลโก้

This slideshow requires JavaScript.

ปีนี้แฟนกาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นก็คือการปรับเปลี่ยน ตราสัญลักษณ์ (Logo) นางเงือกสีเขียวยังอยู่ แต่สตาร์บัคส์ได้ตัดคำว่า Coffee ออกไปเรียบร้อยแล้ว

ความจริงการเปลี่ยนโลโก้ของสตาร์บัคส์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก สตาร์บัคส์ปรับเปลี่ยนโลโก้มาแล้วสองครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนใหม่เป็นครั้งที่สามในปีนี้

ในปีค.ศ.1971 ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตลาดไพค์ เพลส (Pike Place Market) เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะร้านขายกาแฟและชาขนาดเล็ก โดยหุ้นส่วน 3 คน คือ เจอร์รี่ บัลด์วิน ครูภาษาอังกฤษ, เซฟ ซีเกล ครูสอนประวัติศาสตร์ และ กอร์ดอน บาวเกอร์ นักเขียน ทั้งสามมีความชอบเหมือนกันสองอย่าง คือ กาแฟของพีท (Alfred Peet นักธุรกิจรุ่นใหม่ยุคนั้นที่ขายเมล็ดกาแฟคุณภาพดี) และนิยายล่าวาฬเรื่อง Moby Dick พวกเขาได้ตัดสินใจร่วมหุ้นกันเพื่อเปิดร้านกาแฟขึ้นมา ร้านกาแฟสตาร์บัคส์แห่ง แรกได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตั้งชื่อร้านจากตัวละครในเรื่อง Moby Dick นวนิยายคลาสสิกสมัยศตวรรษที่ 19 ของอเมริกา ประพันธ์โดย Herman Melvilles นั่นเอง

มีบันทึกไว้ด้วยว่า ก่อนเปิดร้านครั้งนั้น เทอร์รี่ เฮคเลอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับกอร์ดอน และเป็นช่างศิลป์ ได้ให้ความช่วยเหลือในการตั้งชื่อและออกแบบสัญลักษณ์ ในตอนแรกกอร์ดอนเสนอชื่อ พีโคด (Pequod) เป็นชื่อเรือตามนิยายโปรด แต่เทอร์รี่ไม่เห็นด้วย นักออกแบบอยากให้ได้ชื่อที่มีความรู้สึกถึงการผจญภัย แฝงไว้ด้วยปริศนาให้ขบคิดถึงที่มาและความหมาย สิ่งเหล่านี้ประกอบกันขึ้นมาจนได้รูปลักษณ์ที่เมื่อผู้คนมองเห็นแล้วเกิดคำ ถามต่างๆ มากมาย

สตาร์โบ (Starbo) คือชื่อแรกที่เทอร์รี่คิดออก ที่มาของคำนี้คือชื่อของเหมืองแร่ทางตอนเหนือ แต่หลังจากที่ระดมความคิดกันอยู่นาน ชื่อนั้นก็ผันออกมาเป็น สตาร์บัคส์ (Starbucks) ด้วยความบังเอิญ และด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือ  เจอร์รี่รู้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อของตัวละครที่อยู่ในหนังสือล่าวาฬเรื่อง Moby Dick ในที่สุดก็ได้ชื่อ ‘สตาร์บัคส์‘ ชื่อที่ทำให้หวนคิดถึงเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในมหาสมุทร การซื้อขายเมล็ดกาแฟของเหล่าพ่อค้านักเดินเรือ

ส่วนโลโก้นั้นได้มาจากการค้นพบรูปแกะสลักโบราณสมัยศตวรรษที่ 15 เทอร์รี่ได้ลงค้นหารูปจากหนังสือเกี่ยวกับสมุทรศาสตร์เล่มเก่าๆ จนไปเจอกับรูปของ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) เทพนิยายปรัมปรา และเข้ากันได้ดีกับคำว่าสตาร์บัคส์ ชวนให้นึกถึงการผจญภัยในทะเลเช่นเดียวกัน

เรื่องเล่าของ ‘นางเงือกไซเรนสองหาง’ มีหลายตำนาน ไซเรน (Siren) คือ นางเงือก (Mermaid) หรือไม่นั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด เพราะแต่ละตำนานไม่เหมือนกัน บางตำนานก็ใช้ตัวเดียวกัน บางตำนานก็เป็นคนละตัวกัน สำหรับนางเงือกนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ว่ามีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลา แต่ไซเรนในตำนานโบราณ หรือแม้แต่รูปภาพยุคเก่ามากๆ เป็นผู้หญิงครึ่งนกที่ไม่มีปีก ต่อมาตำนานระยะหลังกลับกลายมีรูปร่างในลักษณะเดียวกับนางเงือกไป

เรื่องของ ‘ไซเรน’ ในตำราปกรนัมบอกว่า พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเล มีเสียงทรงเสน่ห์ เสียงร้องเพลงของเหล่าไซเรนล่อใจให้นักเดินเรือเข้ามาสู่ความตาย ไม่เป็นที่ทราบกันว่าพวกนางมีหน้าตาอย่างไร เพราะไม่มีใครที่เคยเห็นพวกนางแล้วรอดกลับมาเลย

“มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดจากความตายของไซเรนมาได้ คือ โอดิสซิอุส ครั้งหนึ่งโอดิสซิอุสได้ล่องเรือออกเดินทาง เส้นทางนั้นต้องผ่านเกาะที่นางไซเรนอาศัยอยู่ นางพวกนี้เป็นนักร้องเสียงหวานไพเราะที่ใครได้ยินจะต้องลืมหมดทุกสิ่ง และในที่สุดแล้วเสียงเพลงของพวกนางจะคร่าชีวิตของเขาไป โครงกระดูกขึ้นราของบรรดาผู้ที่พวกนางล่อลวงมาสู่ความตาย กองสูงเรียงรายริมชายฝั่งรอบกายพวกนางซึ่งร้องเพลงอยู่ โอดิสซิอุสเตือนคนของเขาเรื่องนี้ และบอกวิธีเดียวที่จะแล่นเรือผ่านไปได้อย่างปลอดภัยคือ แต่ละคนต้องเอาขี้ผึ้งมาอุดหูไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเขาเองต้องการที่จะได้ยินเสียงของพวกนาง จึงขอให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรืออย่างแน่นหนาจนเขาไม่สามารถดิ้น หลุดไปได้ พวกลูกเรือทำตามและแล่นเรือเข้าไปใกล้เกาะ  ทุกคนนอกจากโอดิสซิอุสล้วนไม่ได้ยินเพลงชวนให้หลงใหลนั้น เขาได้ยินเสียงเพลงและเนื้อร้องนั้นยิ่งเย้ายวนใจกว่าทำนองเสียอีก เนื้อร้องกล่าวว่าพวกนางจะมอบภูมิรู้ให้กับชายแต่ละคนที่มาหาพวกนาง เป็นสติปัญญารอบรู้และจิตวิญญาณที่เฉียบแหลมว่องไว ‘เรารู้ทุกสิ่งที่จะเป็นอนาคตบนโลก’ เสียงเพลงของพวกนางมีท่วงทำนองแสนเสนาะอยู่อย่างนั้น และหัวใจของโอดิสซิอุสก็ปวดร้าวด้วยความโหยหา แต่เชือกรั้งตัวเขาไว้ และอันตรายนั้นก็ผ่านพ้นไป…”

ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1971 สตาร์บัคส์ได้ เปิดตัวพร้อมกับโลโก้รูปนางเงือกไซเรนสองหาง ผมยาว สวมมงกุฎ เปลือยอกและโชว์สะดือ อยู่ในวงกลมพื้นสีน้ำตาล มีแถบด้านข้าง ภายใต้วงกลมรูปไซเรนมีคำว่า Starbucks Coffee Tea Spices เพื่อแสดงว่า สตาร์บัคส์จำหน่ายเครื่องเทศและเมล็ดกาแฟ

ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ. 1987 สตาร์บัคส์ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้เป็นครั้งแรก โดยในปีนั้นเป็นปีที่สตาร์บัคส์เพิ่มเครื่องดื่ม เอสเพรสโซ่ เข้าไว้ในเมนูเครื่องดื่ม จึงปรับข้อความในวงกลมให้เหลือเพียง Starbucks และ Coffee ในพื้นสีเขียว ในตอนนั้นนักออกแบบได้นำเสนอพื้นสีของโลโก้ไว้สองสี คือสีเขียวและสีแดง มร.โฮวาร์ด ชูลท์ซ (เข้ามาร่วมงานกับสตาร์บัคส์ครั้ง แรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 80) ได้เลือกสีเขียวให้เข้ากับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น  ขณะที่นางเงือกไซเรนได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูขึงขังน้อยลง ยิ้มทักทายลูกค้าที่เข้ามาในร้านมากขึ้น เกล็ดปลาที่หางเปลี่ยนเป็นลายล่อนคลื่น แต่ยังคงไว้ซึ่งการโพสท่าแบบเดิม มีเรือนผมมาบังหน้าอก แต่ยังคงโชว์สะดือ

ปี ค.ศ. 1992 สตาร์บัคส์ได้เข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (Nasdaq National Market) โดยใช้ชื่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า SBUX และวางแผนขยายกิจการไปในต่างประเทศ (ค.ศ. 1996) จึงได้ปรับเปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนั้น เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดรับวัฒนธรรมและลูกค้าจากนานาประเทศ ตัวอักษรยังคงเดิม เพียงแต่ขยายรูปนางเงือกไซเรนให้ใกล้เข้ามา เพื่อให้เห็นแต่ช่วงบนและปลายหาง ส่วนสะดือได้หายไปในปีนั้น กล่าวได้ว่าเป็นโลโก้ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักสตาร์บัคส์เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ หลังจากสตาร์บัคส์เข้ามาทำตลาดจริงจังในไทยเมื่อปีพ.ศ.2543 และคุ้นเคยกับโลโก้นี้เรื่อยมาจนถึงวันนี้

และแล้วสตาร์บัคส์ก็เปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนี้ ค.ศ. 2011 เนื่องจากเป็นอีกก้าวสำคัญของสตาร์บัคส์ในวาระการเฉลิมฉลองครบ 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ ตราโลโก้ใหม่ของสตาร์บัคส์เป็นการนำเสนอธุรกิจในรูปแบบใหม่ สตาร์บัคส์จำหน่ายกาแฟที่มีคุณภาพพร้อมกับผลิตภัณฑ์อีกมากมายนอกเหนือจากกาแฟ โลโก้สตาร์บัคส์ล่าสุดได้ตัดคำว่า Starbucks และคำว่า Coffee ออกไปจนหมด เหลือเพียงรูปนางเงือกไซเรนสีขาวบนพื้นสีเขียว

สตาร์บัคส์บอก ว่า ตราสินค้าโฉมใหม่ยังคงสะท้อนถึงประวัติความเป็นมาและอนาคตที่สดใส ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่กาแฟ ไม่ว่าจะที่ร้านกาแฟหรือในร้านขายของทั่วไปอีกต่อไป การเน้นที่นางเงือกไซเรนและลบวงกลมออก เพื่อให้ไม่จำกัดกรอบอยู่เพียงแต่กาแฟอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สตาร์บัคส์ยังคงเป็นธุรกิจที่เน้นด้านกาแฟเป็นหลักเช่นเดิม

ปัจจุบัน ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน เปิดร้านไปทั่วโลกมากกว่า 16,000 สาขา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศอเมริกาเหนือ อังกฤษ ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศในเขตตะวันออกกลาง

สตาร์บัคส์ได้ รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางด้านการดำเนินธุรกิจกาแฟ การคั่วกาแฟ และถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟของโลก ใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักเป็นร้านที่ให้บริการขายกาแฟและผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับกาแฟภายใต้ชื่อ ‘ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่’ โดยยึดนโยบาย one cup at a time, one customer at a time ให้บริการแบบพิเศษเฉพาะบุคคลเพื่อมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ในการทำกาแฟทุกแก้วให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุด

ตัวอย่างการปรับโฉมตราสินค้าของสตาร์บัคส์ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวตนของสตาร์บัคส์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับพันธมิตร ลูกค้าและชุมชน

รวมทั้งทิศทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทของตนเอง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/living/20110413/386558/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B9%8C.html

 
Leave a comment

Posted by บน เมษายน 13, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

แลนด์ลอร์ดตัวจริง…สำนักงานทรัพย์สิน..คุณอานันท์ กล้าเสนอ ให้คายที่ดินไหม?

ข้อเสนอของ คณะกรรมการปฏิรูป ที่บอกว่าให้ แลนด์ลอร์ดปล่อยที่ดินออกมานั้น ดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่นักการเมือง.…..ลองดู แลนด์ลอร์ดอย่าง สนง.ทรัพย์สิน ดูครับว่า มากขนาดไหน

คุณอานันท์ จะกล้าเสนอให้ สนง. ทรัพย์สิน คืนที่ดินให้กับรัฐไหมเอ่ย

ข้อมูลจากสำนักงาน ทรัพย์สินฯระบุว่า ปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์อยู่ในความดูแลประมาณ 37,000 สัญญา ในจำนวนนี้มีการจัดประโยชน์หลายรูปแบบ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยหาประโยชน์พอยังชีพ ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานทั้งภาครัฐและสมาคม องค์กรที่ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ในเชิงธุรกิจ แยกเป็นที่ดินใน กทม.และปริมณฑล 25,000 สัญญา และในภูมิภาค อาทิ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร ลำปาง ราชบุรี เพชรบุรี สงขลา นครปฐม ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมประมาณ 12,000 สัญญา

@ พอร์ตที่ดินในมือ 3.2 หมื่นไร่

ก่อนหน้านี้บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร คือ บริษัท ซีบีริชาร์ด เอลลิส เคยประมาณการจำนวนที่ดินที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯว่า รวมแล้วน่าจะสูงถึง 32,500 ไร่ คิดเป็นมูลค่ารวมนับแสนล้านบาท โดยเฉพาะที่ดินแปลงใหญ่ในทำเลทองย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯซึ่งมีศักยภาพในการ พัฒนาค่อนข้างสูง นับวันก็ยิ่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งยังเป็นที่หมายตาของนักธุรกิจนักลงทุนทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ

ไม่แปลกที่แทบทุกครั้งที่สำนักงานทรัพย์สินฯเปิดประมูลให้เช่าที่ดิน จะมีผู้ประกอบการจากหลากหลายวงการให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก อย่างกรณีล่าสุดที่กำลังเปิดประมูลให้สิทธิเช่าที่ดิน 18 ไร่ บริเวณศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์เดิม ในทำเลถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กทม. ก็มีผู้สนใจติดต่อขอรับเงื่อนไขทีโออาร์มากถึง 28 ราย

และยังมีที่ดินในทำเลไข่แดงที่มีแผนทยอยนำออกประมูลให้สิทธิการเช่า วัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทิศทางในการพัฒนาเมืองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของ ชุมชน

@ 4 นโยบายหลักจัดประโยชน์มุ่งเน้นความยั่งยืน

มีที่ดินอีกจำนวนไม่น้อยที่สำนักงานทรัพย์สินฯบริหารจัดการโดยไม่ได้ หวังผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ แต่ดำเนินการโดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อชุมชนและผู้อยู่อาศัย ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายหลักในการบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดประโยชน์ อสังหาริมทรัพย์ของสำนักงานทรัพย์สินฯ  เห็นได้จากมีการจำแนกประเภทผู้เช่าที่ดินตามความหลากหลายของพื้นที่และความหลากหลายของผู้เช่าประกอบด้วย

1.ผู้ที่เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯเพื่อการอยู่อาศัยหรือหา ประโยชน์พอยังชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เช่ารายย่อยทั่วไป ไม่ได้แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจ จะกำหนดอัตราค่าเช่าในระดับที่ต่ำกว่าราคาตลาด

2.หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ

3.สมาคมหรือมูลนิธิ จะจัดเก็บอัตราค่าเช่าตามความเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำประโยชน์ต่อส่วนรวม

4.ผู้เช่าเอกชนรายย่อยที่ประกอบธุรกิจขนาดย่อมเพื่อหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ กำหนดอัตราค่าเช่าอิงกับราคาตลาด

5.ผู้เช่าเอกชนรายใหญ่ที่แสวงหาผลกำไรในทางธุรกิจ และเช่าที่ดินในพื้นที่ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ จะใช้วิธีเปิดประมูลโดยพิจารณากำหนดอัตราค่าเช่าในระดับที่ใกล้เคียงกับราคา ตลาด

ที่ดินจำนวนไม่น้อยจึงถูกนำไปจัดประโยชน์ในรูปของการให้ประชาชนทั่ว ไปเช่าอยู่อาศัยทำกินในราคาที่ไม่แพง การมอบที่ดินจัดสร้างสวนสาธารณะ ลานกีฬา การใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา การใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ เส้นทางสัญจรช่วยแก้ไขปัญหาด้านการจราจร ฯลฯ

@ เอกชนแข่งประมูลที่ดินกลางเมือง

นายสมบูรณ์ ชัยเดชสุริยะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กล่าว ว่า ในส่วนของที่ดิน 18 ไร่ ในทำเลซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์เดิมนั้น หลังจากเปิดให้เอกชนที่สนใจรับทีโออาร์เพื่อเปิดประมูลสิทธิเช่าที่ดิน บริเวณศูนย์การค้าบางกอกบาซาร์ช่วงก่อนหน้านี้แล้ว วันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้สำนักงานทรัพย์สินฯจะเปิดให้เอกชนทั้ง 28 รายยื่นข้อเสนอแผนการพัฒนาที่ดินบริเวณแปลงดังกล่าวซึ่งอยู่บริเวณถนนราช ดำริ ตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าเวิลด์เทรด เบื้องต้นพบว่าเอกชนที่สนใจมีทั้งรายใหญ่และรายเล็ก อย่างเช่น กลุ่มเซ็นทรัล, บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น จากนั้นจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน และจะทราบผลการคัดเลือกในเดือนมีนาคม

“รูปแบบการพัฒนาจะเปิดกว้าง ไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับแนวคิดของเอกชนว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาในรูปแบบไหน เช่น คอนโดมิเนียม โรงแรม ศูนย์การค้า เราไม่มีธงอยู่ในใจ แต่โดยศักยภาพของทำเลแล้วสามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ในการพิจารณาจะดูหลายปัจจัย รวมทั้งผลตอบแทนที่สำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับด้วย ขึ้นอยู่กับเอกชนจะเสนอให้เท่าไร”

อย่างไรก็ตามได้กำหนดเงื่อนไขในการพัฒนาให้เอกชนต้องดำเนินการ 4 เรื่องหลัก ๆ คือ 1.รูปแบบการพัฒนาต้องทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจร 2.ต้องให้คนอยู่คือผู้เช่าช่วงมีความสุข และได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 3.รูปแบบโครงการเมื่อพัฒนาแล้วต้องมีความเหมาะสม สอดคล้อง และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ และ 4.ผลตอบแทนค่าเช่าต้องเป็นธรรม

@ พลิกโมเดลพัฒนาแปลงใหม่ 19 ไร่ ซอยหลังสวน

นอกจากนี้สำนักงานทรัพย์สินฯยังมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งขนาดเนื้อที่ 19 ไร่ ที่จะนำมาพัฒนา ทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณซอยหลังสวนติดกับโรงเรียนมาแตร์ฯและเพลินจิต สามารถทะลุออกถนนสารสินได้

“สำหรับที่ดินแปลงนี้เฟสแรกกำลังจะเปิดให้บริษัทสถาปนิกและนักออกแบบ ประกวดแนวคิดในการพัฒนาโครงการในเร็ว ๆ นี้ แต่โครงการนี้สำนักงานทรัพย์สินฯจะลงทุนพัฒนาโครงการเอง โดยจะขอจัดสรรงบประมาณปี 2555 ดำเนินการ จากนั้นจะเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลพัฒนาที่ดินในเฟสต่อ ๆ ไป อาจจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือพาณิชยกรรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและออกแบบ”

@ รีโนเวตตึกย่านเยาวราชรับรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน

อีกโครงการหนึ่งที่สำนักงานทรัพย์สินฯจะดำเนินการคือ มีแผนที่จะพัฒนาโครงการใหม่บนที่ดินเดิมที่เคยจัดประโยชน์ อย่างที่ดินบริเวณเยาวราชและวัดมังกรกมลาวาส ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) ซึ่งมีอยู่หลายแปลง โดยแปลงที่อยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรฯจะปรับปรุงตึกใหม่เพื่อให้สอดรับ กับสถานีรถไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อออกแบบโครงการ

ส่วนที่ดินแปลงอื่น ๆ บางแปลงจะให้ กทม.เช่าระยะยาว 30 ปี เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์กีฬา สวนสาธารณะ และสำนักงานเขต อาทิ ที่ดินริมถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ เนื้อที่ 53 ไร่ ที่ดินบริเวณแสมดำ 70 ไร่ ทำเลรามคำแหง 39 จำนวน 3 ไร่ ซอยเอกชัย 101 ไร่ และแถบบางบอนอีก 100 ไร่ เป็นต้น

@ ขุมทรัพย์ที่ดินแปลงใหญ่กลางกรุง

สำหรับที่ดินแปลงใหญ่ ๆ ในทำเลทองแหล่งอื่น ๆ ที่สำนักงานทรัพย์สินฯเปิดให้เอกชนเช่าใช้ประโยชน์ในระยะยาวช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ ที่ดินบริเวณถนนพระรามที่ 4 ที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ที่ดิน 8 ไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งขององค์การสะพานปลา (อสป.) บริเวณถนนเจริญกรุง ที่ดิน 27 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนเจริญกรุง ที่ปล่อยเช่าระยะยาวให้กับบริษัท แลนด์มาร์ค จำกัด ของกลุ่มนายสดาวุธ เตชะอุบล ที่ดินติดถนนพระรามที่ 1 และถนนราชดำริ ที่กลุ่มเซ็นทรัลเช่าระยะยาวพัฒนาโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ดินบริเวณสีลม สี่พระยา ราชวงศ์ วงเวียนใหญ่ ท่าพระจันทร์ บางรัก ถนนราชดำเนิน ที่ดินบริเวณหัวลำโพง ประตูน้ำ นางเลิ้ง ซอยมหาดเล็กหลวง เป็นต้น.

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296990632&grpid=&catid=02&subcatid=0202

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 8, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“อานันท์”วอน”ยักษ์ใหญ่”คายที่ดิน เปิดหน้า “แลนด์ลอร์ด”แสนล้านผู้ใจดี???

7 กุมภาพันธ์   ณ   บ้านพิษณุโลก คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ออกแถลงการณ์คณะกรรมการว่าด้วยแนวทางปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร

 

ข้อเสนอของนายอานันท์และพวกคือ   ควรลดฐานะความเป็นสินค้าเสรีของที่ดินเกษตรกรรมลง และหาทางให้เกษตรกรที่เดือดร้อนได้เข้าถึงที่ดินที่ถูกกักตุนทิ้งร้างไว้โดย เอกชนที่ไม่ใช่เกษตรกร    ตลอดจนเข้าถึงที่ดินของรัฐที่ถูกกันไว้โดยไม่เป็นธรรมหรือโดยไม่เกิด ประโยชน์

เงื่อนไขใหม่  เพื่อป้องกันมิให้เกษตรกรต้องสูญเสียที่ดินทำกินอีกต่อไป ประกอบด้วย มาตรการ 5 ข้อ ดังนี้คือ

 

1.การจำกัดเพดานการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรไว้ไม่เกิน 50 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อลดการกระจุกตัวของที่ดิน

 

2.จัดระบบข้อมูลการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งประเทศเป็นข้อมูล สาธารณะเพื่อใช้ในการบริหารจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์และเกิดความเป็นธรรม

 

3.จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตรขึ้น เพื่อทำหน้าที่จัดซื้อที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือที่มีการถือครองล้น เกินมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน

 

4.ให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรมในอัตราก้าวหน้า เพื่อลดแรงจูงใจในการสะสมที่ดินไว้โดยไม่ทำประโยชน์

 

5.ให้มีการกำหนดเขตการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ถือครองที่ดินดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ทำการเกษตรด้วยตนเองเท่า นั้น

 

 

นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ หนึ่งในกรรมการปฏิรูป กล่าวว่า กลุ่มบุคคลที่จะต้องนำพื้นที่ดินนำมาจัดสรรนั้นมี 2 กลุ่ม คือ ส่วนเจ้าของที่ดินที่ถือครองขนาดใหญ่ อาจจะเป็นบริษัทเอกชนไม่ว่าจะเป็นรายย่อยรายเดี่ยว หรือบุคคลที่ถือครองที่ดินไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนที่สองคือส่วนราชการที่กันที่ดินเอาไว้แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเป็น จำนวนมาก ฉะนั้น 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จะต้องคายที่ดินออกมา

 

” กลุ่มที่ต้องคายที่ดินออกมานอกจากกลุ่มธุรกิจและราชการแล้ว คือ กลุ่มนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจใหญ่ข้ามชาติ ซึ่งมีเยอะพอสมควร โดยที่ดินเพื่อการเกษตรที่จะถือครองได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นจริงๆ “ นายเพิ่มศักดิ์กล่าว

ก่อน หน้านี้ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักเศรษฐศาสตร์การเมือง    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    อ้างข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า    ส.ส. และ ส.ว.เป็นกลุ่มคนที่มีการสะสมที่ดินมาก โดยปี 2553 ส.ส.ถือครองที่ดินเฉลี่ยคนละ 121 ไร่ ส่วน ส.ว. เฉลี่ย 133 ไร่

จากการตรวจสอบของ มติชนออนไลน์ พบว่า   สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกว่า 400 คน จากจำนวน  476 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 5.3 หมื่นไร่ มูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท

ส่วน สมาชิกวุฒิสภา ทั้งประเภทแต่งตั้งและเลือกตั้งพบว่าถือครองที่ดินในปริมาณมากเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ส.ว.ทั้งหมด 150 คน ในจำนวนนี้มีที่ดิน 145 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 19,311-2-42 ไร่ มูลค่ารวม 10,429.4 ล้านบาท

 

จากการตรวจสอบ  แลนด์ลอร์ด อันดับหนึ่ง คือ นักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าของที่ดิน 172 คน รวมเนื้อที่ 21,042-2-40 ไร่ มูลค่า 4,755.9 ล้านบาท

 

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ 160 คน ถือครองที่ดิน 1.5 หมื่นไร่

จากการตรวจสอบพบการถือครองที่ดินของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จำนวน 160 คนมีที่ดินรวม   15,181-0-25 ไร่ มูลค่า   5,829,647,600 บาท

 

กลุ่มที่ ถือครองตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปมีจำนวน  39 คน     เจ้าที่ดินที่ถือครองที่ดินมากสุดของ ปชป.  10 อันดับแรก  ประกอบด้วย

นายอนุชา บูรพชัยศรี ส.ส.กรุงเทพฯ (เจ้าของธุรกิจกลุ่มเครื่องจักรกล) และนางสุดารัตน์ คู่สมรส 60 แปลง เนื้อที่ 1,284-0-45 ไร่  มูลค่า 220 ล้านบาท

นายทศพร เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต และนางอัญชลี คู่สมรส 69 แปลง เนื้อที่ 1,095-0-17 ไร่  มูลค่า 240 ล้านบาท

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กรุงเทพฯ 113  แปลง เนื้อที่ 1,078-3-45 ไร่ มูลค่า 106.8 ล้านบาท

นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ ส.ส.กรุงเทพฯ 149 แปลง เนื้อที่ 526-3-05 ไร่ มูลค่า 78.7 ล้านบาท

นายปารเมศ โพธารากุล ส.ส.กาญจนบุรี และ นางสุมล คู่สมรส 10 แปลง เนื้อที่ 519-2-46  ไร่ มูลค่า 29.7 ล้าน

 

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล  ส.ส.กระบี่ และนางลิลิดา คู่สมรส 22  แปลง เนื้อที่ 508-1-89 ไร่ มูลค่า  66.1  ล้าน

 

นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น ส.ส.อำนาจเจริญ  62 แปลง เนื้อที่ 492-0-30 ไร่ มูลค่า 39 ล้านบาท

นายไพฑูรย์ แก้วทอง  ส.ส.สัดส่วน และนางอัจฉราภรณ์  50 แปลง เนื้อที่ 485-2-59 ไร่ มูลค่า 104.5 ล้านบาท (ไม่รวมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 123.1 ล้านบาท

นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่  72 แปลง เนื้อที่ 434-1-61 ไร่ มูลค่า 803.6 ล้านบาท (มีมูลค่ามากสุดในประชาธิปัตย์)

นายสกล ม่วงศิริ ส.ส.กรุงเทพฯ   30 แปลง เนื้อที่ 413-2-93 ไร่ มูลค่า 46 ล้านบาท

รองลงมา ได้แก่   นายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กรุงเทพฯ  นางสุนงค์ คู่สมรส  และบุตร 33 แปลง เนื้อที่  335-0-57 ไร่ มูลค่า 477 ล้านบาท

ส่วน พรรคชาติไทยพัฒนา   ส.ส. 21 คนจาก 25 คนถือครองที่ดินรวม 2541 ไร่
อย่างไรก็ตาม การถือครองที่ดินทั้ง 21 คนของ พรรคชาติไทยพัฒนารวมกัน ยังไม่เท่าครอบครัว นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย (หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาตัวจริง?)

 

ทั้งนี้ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. วันที่ 22 มกราคม 2551  นายบรรหาร แจ้งว่ามีที่ดิน 201 แปลง เนื้อที่ 1,657-3-30  ไร่ มูลค่า 1,707.4 ล้านบาท (ไม่รวม โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่า 73 ล้านบาท)  คุณหญิงแจ่มใส  ที่ดิน 42 แปลง เนื้อที่  257 -2-60 ไร่ มูลค่า 354.8 ล้านบาท

รวม 2 คน  243 แปลง เนื้อที่ 1,915-1-90 ไร่ มูลค่า 2,062.2 ล้าน

จากสภาล่าง เหลียวดูสภาสูง  จาก สมาชิกวุฒิสภา ทั้งประเภทแต่งตั้งและเลือกตั้งพบว่าถือครองที่ดินในปริมาณมากเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ส.ว.ทั้งหมด 150 คน ในจำนวนนี้มีที่ดิน 145 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 19,311-2-42 ไร่ มูลค่ารวม 10,429.4 ล้านบาท

ส.ว.ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1,000 ไร่ มี 2 คน   ได้แก่  นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล  ส.ว.กาฬสินธุ์ และนางนุชจิรัตน์ คู่สมรส รวม 209 แปลง เนื้อที่ 1,854-1-34 ไร่  มูลค่า 120.7 ล้านบาท   และนางกีระณา สุมาวงศ์ ส.ว.สรรหา  และ นายอัครวิทย์  รองประธานศาลปกครองสูงสูด คู่สมรส  รวม 85 แปลง เนื้อที่ 1,430-2-73 ไร่ มูลค่า 224.8 ล้านบาท  (ไม่รวมโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 37.7 ล้านบาท)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1297084639&grpid=01&catid=&subcatid=

 
2 Comments

Posted by บน กุมภาพันธ์ 8, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัวสปิริตแห่งการปฏิวัติของโลกอาหรับ?

สลาวอย ชิเชค

หมายเหตุ: แปลโดย “KK @ Iskra” จากบทความ “Why fear the Arab revolutionary spirit?”, Slavoj Zizek, the Guardian, Tuesday 1 February 2011 09 00 GMT


สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยสำหรับการลุกสู้ในตูนีเซียและอียิปต์ คือ การไม่ปรากฏตัวของแนวคิดมุสลิมเคร่งศาสนา ในวิถีแห่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบทางโลกที่ดีที่สุดนั้น คือ การที่ประชาชนเพียงลุกสู้เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่กดขี่ การคอร์รัปชั่นและความยากจน รวมถึงการเรียกร้องเสรีภาพและความคาดหวังว่าเศรษฐกิจของพวกเขาจะดีขึ้น ความคิดที่สิ้นหวังในมนุษย์ของพวกเสรีนิยมในโลกตะวันตกได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า ผิด ความคิดสิ้นหวังของพวกเสรีนิยมเชื่อว่า มีเพียงชนชั้นนำเสรีนิยมวงแคบๆ เท่านั้นที่เข้าใจประชาธิปไตย ส่วนมวลชนส่วนใหญ่นั้นจะออกมาต่อสู้ทางการเมืองได้ก็เพียงอาศัยการปลุกระดม ผ่านความคิดทางศาสนาและความคิดชาตินิยมเท่านั้น คำถามที่สำคัญคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในทางการเมือง?

เมื่อรัฐบาลชั่วคราวถูกตั้งขึ้นในตูนีเซีย มันได้กีดกันฝ่ายมุสลิมและพวกฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าออกไป ปฏิกิริยาของพวกเสรีนิยมอวดดีก็คือ “ดีแล้ว เพราะพวกนี้ [ทั้งพวกมุสลิมและพวกฝ่ายซ้าย - ผู้แปล] มีพื้นฐานที่เหมือนกัน นั่นคือ เป็นพวกเผด็จการรวมศูนย์แบบสุดโต่งทั้งคู่” – คำถามคือ เราสามารถสรุปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือไม่? จริงหรือที่ความเป็นปฏิปักษ์ในระยะยาวที่แท้จริงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มมุสลิมและฝ่ายซ้าย? แม้ว่าในบางช่วงเวลาทั้งสองพวกนี้อาจร่วมกันต่อต้านระบอบการเมืองใดระบอบ หนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับชัยชนะ เราก็จะพบว่า การร่วมมือกันก็จบสิ้นลง และทั้งสองกลุ่มก็หันมาสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย และออกจะดุเดือดยิ่งกว่าเมื่อครั้งร่วมกันโค่นล้มศัตรูตัวเดียวกันเสียอีก

พวกเราไม่ได้เป็นพยานต่อการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายแบบที่ว่าภาย หลังจากที่มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในอิหร่านหรอกหรือ? สิ่งที่ผู้สนับสนุน Mousavi หลายแสนคนสะท้อนออกมาก็คือ ความฝันของมวลมหาประชาชนว่าด้วยการปฏิวัติของโคไมนี นั่นคือ เสรีภาพ และความยุติธรรม แม้ว่าจะเป็นความเพ้อฝันแบบอุดมคติ แต่มันก็นำไปสู่การระเบิดขึ้นอย่างคาดเดาไม่ได้ของพลังแห่งการสร้างสรรค์ทาง การเมืองและสังคม การทดลองจัดองค์กรในหลายรูปแบบ และการถกเถียงอภิปรายทางการเมืองอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาและคนธรรมดา ภาพการเผยตัวอย่างแท้จริงนี้ได้เปิดให้เราเห็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมที่เราไม่เคยได้ยินเสียงมาก่อน พลังเหล่านี้ค่อยๆ กลั่นตัวขึ้นผ่านการยึดการควบคุมทางการเมืองคืนจากชนชั้นปกครองอิสลาม และนี่คือ ช่วงเวลาหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้

เราไม่ควรละเลยองค์ประกอบทางสังคมของขบวนการต่างๆ แม้แต่ในกรณีของขบวนการเคร่งศาสนาที่ชัดเจนที่สุด ในขณะที่ทาลีบันมักจะถูกนำเสนอว่าเป็นกลุ่มมุสลิมที่เคร่งศาสนาที่ปกครอง สังคมด้วยความชั่วร้ายรุนแรง แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2009 ที่พวกเขาสามารถยึดพื้นที่ Swat valley ในปากีสถาน นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า พวกเขากำลังสร้าง “การต่อสู้ทางชนชั้นที่ใช้โอกาสของรอยปริแตกระหว่างชนชั้นเจ้าที่ดินที่ร่ำ รวยกลุ่มเล็กๆกับชาวนาไร้ที่ดิน” หากนี่เป็นการ “หาประโยชน์” จากสภาพอันเลวร้ายของชาวนา ทาลีบันก็กำลังสร้างสรรค์อะไรบางอย่างที่ นิวยอร์กไทม์ส เรียกว่า “การส่งสัญญาณเตือนภัยต่อปากีสถาน ที่ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นสังคมแบบฟิวดัล (ศักดินา) อยู่” ปัญหาก็คือ อะไรล่ะที่ทำให้พวกเสรีนิยมประชาธิปไตยในปากีสถานและสหรัฐฯทำในสิ่งเดียวกัน คือ นั่นคือ การไม่ “หาประโยชน์” โดยการเข้าไปช่วยเหลือชาวนาไร้ที่ดินเหล่านั้น? หรือว่าฝ่ายเจ้าที่ดินในปากีสถานคือพันธมิตรโดยธรรมชาติกับพวกเสรีนิยม?

ข้อสรุปที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ กระแสการก่อตัวของความคิดอิสลามหัวรุนแรงมักจะเป็นด้านกลับของการเสื่อมถอย ไปของฝ่ายซ้ายที่ไม่ยึดศาสนาเป็นแนวในการต่อสู้ในประเทศมุสลิมทั้งหลาย ในขณะที่อัฟกานิสถานถูกวาดภาพให้เป็นประเทศคลั่งศาสนาอิสลามแบบสุดขั้ว จะมีใครระลึกได้บ้างหรือไม่ว่า เมื่อ 40 ปีก่อน ประเทศนี้เคยมีวิถีการต่อสู้ที่ไม่อ้างอิงความคิดทางศาสนาที่เข้มแข็งมาก แห่งหนึ่ง หรือแม้แต่การที่ประเทศนี้มีพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจ รัฐที่เป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต? แล้ววิถีทางที่ไม่อิงกับศาสนาเช่นว่านั้นมันหายไปไหน?

และนี่เป็นโอกาสสำคัญที่การทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นใน ตูนีเซียและอียิปต์ (รวมถึงเยเมน และ หรือแม้แต่ – หวังว่า – ซาอุดีอาระเบีย) จากพื้นฐานความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวไปแล้ว หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกแช่แข็งเพื่อให้ระบอบเก่ารอดชีวิตอยู่ได้ด้วยการ ปะแป้งแต่งหน้าใหม่ให้มีความเป็นเสรีนิยมเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงของกระแสคลั่งศาสนา หากต้องการปกป้องมรดกทางความคิดแบบเสรีนิยมให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเสรีนิยมต้องสนับสนุนฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าอย่างไม่มีเงื่อนไข กลับมาที่อียิปต์ ปฏิกิริยาแบบฉวยโอกาสที่ไร้ความละอายและอันตรายที่สุดก็คือ คำกล่าวของ โทนี่ แบลร์ ดังที่รายงานโดยซีเอ็นเอ็น ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันควรจะเป็นย่างก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพ [การพูดเช่นนี้หมายความว่า - ผู้แปล] การเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพในอียิปต์วันนี้มีความหมายอย่างเดียวก็คือ การประนีประนอมกับฝ่ายมูบารัคโดยการเปิดให้ชนชั้นปกครองหลายกลุ่มเข้ามาสู่ แวดวงของอำนาจได้เพิ่มขึ้น นี่คือสาเหตุที่เราต้องสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านแบบสันติในปัจจุบันซึ่งมีความหมายเท่ากับการกำจัดฝ่ายตรงกัน ข้ามกับรัฐบาลคือสิ่งที่น่าขยะแขยง และที่สำคัญ มูบารัคเองก็คือคนที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านอย่างสันติดังที่ว่าไม่สามารถจะ เกิดขึ้นได้จริง ทันทีที่มูบารัคส่งทหารไปปราบปรามผู้ประท้วง เราจะเห็นทางเลือกที่มีอยู่ชัดขึ้นมาทันที คือ เราจะเอาการเปลี่ยนแปลงแบบลูบหน้าปะแป้งเล็กๆ น้อยๆ โดยที่ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม หรือ เราจะสร้างการแตกหักอย่างแท้จริง

นี่คือ ช่วงเวลาของความจริง เราไม่สามารถอ้างได้อีกแล้ว ดังที่เราเคยอ้างมาก่อนในกรณีของแอลจีเรียว่า การปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบอิสระโดยแท้มีค่าเท่ากับการให้อำนาจแก่ฝ่าย มุสลิมเคร่งศาสนา ความกังวลอีกประการของพวกเสรีนิยมก็คือ การที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองในลักษณะที่เป็นองค์กรที่จะเข้าปกครองสังคมภาย หลังจากที่มูบารัคพ้นจากอำนาจ แน่นอน มันไม่มี (แต่) สาเหตุเกิดจากมูบารัคใช้ทุกวิถีทางที่จะลดทอนและผลักไสฝ่ายตรงข้ามทุกกลุ่ม ให้อยู่ชายขอบให้มากที่สุด เพื่อที่ผลของมันจะได้ออกแบบที่ อกาธา คริสตี ตั้งชื่อนิยายของเธอว่า ดังนั้น มันจึงไม่มีอะไรเลย การให้เหตุผลของพวกเสรีนิยมที่ปกป้องมูบารัคก็คือ การให้เหตุผลที่ย้อนกลับไปทำลายมูบารัคเอง นั่นคือ จะเอามูบารัค หรือจะเอาความวุ่นวาย

ความดัดจริตของพวกเสรีนิยมในโลกตะวันตกเด่นชัดจนไม่สามารถจะปกปิดได้ อีกต่อไป พวกเขาสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างออกนอกหน้าในที่สาธารณะ แต่ในขณะปัจจุบันที่ประชาชนกำลังลุกขึ้นต่อสู้กับทรราชในนามของเสรีภาพและ ความยุติธรรมแบบทางโลก ที่ไม่ใช่การอ้างอิงแนวคิดทางศาสนา พวกเขากลับหวาดกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คำถามคือ ทำไมถึงต้องหวาดระแวง ทำไมถึงไม่เข้าร่วมต่อสู้เพื่อเสรีภาพในเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว? ณ เวลานี้ คำขวัญเก่าของ เหมา เจ๋อตุง มีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “เมื่อความโกลาหลอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นภายใต้สรวงสวรรค์ – นี่ละคือสถานการณ์ที่ดีที่สุดของเรา”

ต่อคำถามที่ว่า มูบารัคควรจะไปไหน? ขณะนี้คำตอบแสนจะชัดเจน นั่นคือ ไปกรุงเฮก [ขึ้นศาลโลก – ผู้แปล] หากจะมีผู้นำคนใดควรไปนั่งที่นั่นในเวลานี้ คนนั้นก็คือ มูบารัค

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296900640&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
Leave a comment

Posted by บน กุมภาพันธ์ 6, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 562 other followers