Archive for the ‘Uncategorized’ Category
คู่มือสงสัยเรื่องโลกร้อน เล่ม 1-2 (skeptic’s handbook)
พอดีไปเจอมาครับ มีทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ลอง load ไปอ่านกันนะครับ (อยากแปลอยู่เหมือนกันครับ)
“รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน”
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259318530&grpid=01&catid=
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจดังต่อไปนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เราต้องมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
ผมเรียกร้องให้มีการปรับแนวคิดและแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจเรื่องรัฐชาติพรมแดน โดยเราควรมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” ในยุคหลังรัฐชาติ มากกว่าจะมีเพียงแค่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ก่อนอื่น ผมขอท้าทายอคติที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เราไม่เคยตรวจสอบตนเองว่าเราอยู่กับมันได้อย่างไร ซึ่งจะขอเรียกว่า “พหุลักษณ์เพื่อการบริโภค” คือ เรานำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาฉวยใช้เพื่อความบันเทิง ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องอยู่กับความเจ็บปวด ความลำบาก และการมีชีวิตที่เราไม่เคยเหลียวแล เช่น การนำอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งอาจจะดูดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไหน หรือ การที่คณะแสดงตลกชื่อดังมักเล่นตลกกับอคติที่พวกเรามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เราบริโภคความแตกต่าง ผมจะขอยกตัวอย่างร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งจากชื่อร้านจะแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทำการเพาะปลูกกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว คนในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากการปลูกกาแฟมากน้อยแค่ไหน? พวกเขามีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่พวกตนปลูกขึ้นในร้านกาแฟที่นำเอาอัตลักษณ์ของพวกเขามาขายหรือเปล่า?
ในความเห็นของผม “อคติ” นำมาซึ่งความรู้ชุดปัจจุบันของพวกเรา ความรู้ดังกล่าวเป็น “ความรู้ในแบบเจ้าอาณานิคม” ที่สอดคล้องลงรอยกับ “ความรู้ของรัฐชาติ” เนื่องจากเจ้าอาณานิคมจะมีอคติชาตินิยมที่แบ่งแยกคนออกตามประเทศ เช่น คนในประเทศนั้นคือคนเขมร คนในประเทศนั้นคือคนเวียดนาม หรือคนในประเทศนั้นคือคนพม่า โดยไม่เคยสนใจว่าในประเทศต่าง ๆ ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อประเทศ
อคติอีกแบบหนึ่งในความรู้ของเราก็คือ การแบ่งแยกทวีป การแบ่งแยกตะวันตกออกจากตะวันออก การแบ่งแยกระหว่างความรู้แบบตะวันตกและความรู้แบบตะวันออก ทั้ง ๆ ที่การแบ่งโลกในลักษณะนี้เป็นวิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม ดังนั้นการที่เราประกาศว่าจะรื้อฟื้นความรู้แบบตะวันออก ก็คือการใช้ความคิดแบบอาณานิคมกลับขั้วนั่นเอง เราจึงต้องไปให้พ้นจากความรู้แยกส่วนเหล่านี้
ความรู้อีกแบบหนึ่งที่เป็นความรู้แยกส่วนของเจ้าอาณานิคมก็คือ การแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่า กลุ่มชนชาติ ความรู้แบบนี้ เจ้าอาณานิคมได้นำมาใช้ในการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่รัฐไทยซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเจ้าอาณานิคม หรือไม่เคยถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรง กลับทำในสิ่งเดียวกัน คือ เราได้สร้าง “อาณานิคมภายใน” ขึ้น เราแบ่งแยกผู้คนเป็นกลุ่มต่าง ๆ ออกจากกัน
เราสร้างศูนย์วิจัยชาวเขาและแบ่งคนออกเป็นชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันที่พวกเขาจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะกลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านั้นมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ ความรู้แบบนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าเรายังสลัดไม่พ้นจากความคิดแบบอาณานิคม และอาศัยมรดกตกทอดจากอาณานิคมในการดูแลปกครองตนเอง ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังคิดแบบนี้อยู่
เราจึงต้องการ “ความรู้หลังรัฐชาติ” เพราะสังคมปัจจุบันเป็น “สังคมพหุลักษณ์” มีความหลากหลายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็น “สังคมข้ามรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงคิดอะไรในกรอบรัฐชาติไม่ได้ แต่เราต้องการความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างประเทศ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องรัฐชาติกับพรมแดน รัฐชาติเกิดขึ้นโดยการสร้างพรมแดนทางการเมืองทับลงบนพรมแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รัฐชาติจึงก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการตามมา คือ หนึ่ง ปัญหาคนข้ามชาติ สอง ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งภายใน และสาม ปัญหาขบวนการชนชาตินิยม เช่น กลุ่มที่อ้างความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่าง แล้วพยายามเชิดชูสิ่งดังกล่าวมาใช้ในการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ปัญหาข้อนี้มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่รัฐชาติสร้างขึ้น เนื่องจากรัฐชาติสร้างตัวเองและขีดเส้นพรมแดนขึ้นมาบนความหลากหลายที่ไม่มีพรมแดน
ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนยุคอาณานิคมและก่อนการเกิดรัฐชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงไม่เกิน 500 เมตร อำนาจรัฐในยุคโบราณจึงแผ่ไปไม่ถึงพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป แต่รัฐสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันมักตีเส้นพรมแดนไปบนพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่สูงเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่แบน ๆ เล็ก ๆ แต่เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่จึงเป็นการขีดเส้นเขตแดนทางการเมืองลงบนเขตแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ หรือ มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่สูงเหล่านั้นยังปลอดจากอำนาจรัฐ แม้รัฐจะพยายามกวาดต้อนผู้คนบนที่สูงมาเป็นทาส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มักอพยพหนีกลับขึ้นไปบนที่สูง นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ
และจากประวัติศาสตร์ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เป็นต้นมา ก็มักเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่มีอารยธรรม ซึ่งไปยึดเอาอารยธรรมดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นพื้นเมืองมาเป็นของรัฐ เช่น คนไทยยึดอารยธรรมของคนขมายและมอญ คนพม่ายึดอารยธรรมมอญ คนเวียดนามยึดอารยธรรมของไท จีน จาม รวมทั้งเขมร เป็นต้น ประเด็นการข้ามพรมแดน ข้ามรัฐ ข้ามชาติ จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาสำคัญก็คือ รัฐชาติได้สร้างพรมแดนขึ้นมาทับพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ดังกล่าว
ปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องศึกษาหาความรู้ใน 3 เรื่อง คือ “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
พหุลักษณ์ศึกษามีความจำเป็นเพราะในยุคปัจจุบัน เราได้พ้นยุคแห่งการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติมาแล้ว แม้รัฐปัจจุบันอยากจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กลับคืนมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะความหลากหลายต่าง ๆ เช่น สิทธิพลเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือสิทธิในเรื่องอัตลักษณ์ ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่วนผู้คนก็เดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เราจึงต้องการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตนเอง และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับเวลาและพื้นที่
นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของเราจะต้องเปลี่ยน เราจะจินตนาการว่าคนในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นญาติกับเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องลองถามตัวเองว่าคนในครอบครัวเรานับย้อนกลับขึ้นไปสามรุ่นมาจากไหนกันแน่? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอยุธยาหรือบางระจัน? เราจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์ครอบครัวขึ้นบนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เราต้องศึกษาเรื่องวัฒนธรรมข้ามพรมแดน เราต้องสร้างจินตนาการทางพื้นที่แบบใหม่ ที่ข้ามไปสู่การคิดในเชิงภูมิภาค อย่าคิดแต่เพียงประเทศไทยหรือประเทศนั้นประเทศนี้เพียงอย่างเดียว เราจะแบ่งแยกกันขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของความแตกต่างกัน
ส่วนหลังบุรพคดีศึกษามีความจำเป็นเพราะความรู้แบบ “บุรพคดีศึกษา” เป็นความรู้ของฝรั่งเจ้าอาณานิคมในอดีตที่ใช้ทำความเข้าใจคนเอเชีย คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนตะวันออก แบบเหมารวมว่าพวกนี้ก็เป็นคนตะวันออกเหมือนกันไปหมด เจ้าอาณานิคมรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและห่างไกลจากบรรดาคนตะวันออก แต่เราอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำการศึกษากันเองเราจึงต้องคิดใหม่ เราต้องคิดว่าความแตกต่างระหว่างรัฐชาติ/ชาติพันธุ์นั้นอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรามากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเชื่อได้ว่าบ้านคนชั้นกลางในกทม. เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะต้องมีคนงานชาวพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 1 คน ดังนั้น เราจึงต้องการความเข้าใจเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อปกครองควบคุม
ประเด็นสุดท้ายคือ เพื่อนบ้านศึกษา เราควรศึกษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งในแง่ความต่างและความเหมือนระหว่างเขากับเรา สำหรับชาติตะวันตกในอดีตและรัฐไทยที่ทำการศึกษาตนเองโดยเลียนแบบความรู้จากตะวันตก เวลาเราทำการศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่น เราจะศึกษาราวกับว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนที่เราศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งที่จริง ๆ ระหว่างเรากับเขามีทั้งความต่างและความเหมือน เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ก็ต่อเมื่อเราลดอคติและความต่าง รวมทั้งลดการหลงใหลในความต่างกระทั่งนำมาบริโภคในฐานะสิ่งแปลกหูแปลกตา ขณะเดียวกัน ความต่างมักนำมาสู่ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา เราควรลดความต่างดังกล่าวลง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนบ้านศึกษา” ขึ้นมา เพื่อทำให้เราเป็นทั้ง “คนใน” และ “คนนอก” ในการศึกษาเพื่อนบ้าน อันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบประสบการณ์ที่มีร่วมกันและต่างกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
———-
สุรชาติ บำรุงสุข
เมื่อภูมิศาสตร์หาย ประวัติศาสตร์รางเลือน ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนก็เป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย
ในฐานะคนสอนหนังสือ ผมพบว่าความรู้ที่หายไปจากคนรุ่นหลังก็คือความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เข้าใจว่าแม้แต่วิชาภูมิศาสตร์ทหารก็หายไปจากโรงเรียนทหาร กระทั่งวิชาที่นักเรียนสหรัฐฯสอบตกมากที่สุดก็คือวิชาภูมิศาสตร์ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่ “ภูมิศาสตร์หายไป”
ในฐานะคนทำงานด้านความมั่นคง รัฐและสังคมไทยคุ้นเคยกับสงครามคอมมิวนิสต์มานานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีรวมชาติกันในปี พ.ศ.2532 ระเบียบโลกก็เปลี่ยนไป คำถามก็คือ ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ให้กลัวเราจะกลัวอะไร? ถ้าไม่มีความต่างทางอุดมการณ์รัฐไทยจะเผชิญภัยความมั่นคงในบริบทของปัญหาอะไร? อะไรคือปัญหาใหญ่ของรัฐและสังคมไทย?
กลายเป็นว่าปัญหาของรัฐกลับถอยมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ปัญหาเรื่องเขตแดน” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในโลกที่เป็นจริง เราจะเชื่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐไม่มีเส้นเขตแดน แต่ในชีวิตจริงของรัฐ เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้หายไปไหน
ปัญหาเรื่องเขตแดนทับซ้อนอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่งคือ “ปัญหาความมั่นคงชายแดน” ดังจะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเยอะมาก เช่น ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาความยาว 798 กิโลเมตรนั้น มีข้อขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ถึง 15 จุด โดยปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น แม้หลายคนจะเชื่อว่าเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่จินตนาการดังกล่าวก็สามารถทำให้คนฆ่ากันได้ง่าย ๆ
จากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผมเสนอว่าคนในสังคมไทยกำลังมีอาการ “ภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็รางเลือนในความทรงจำของพวกเรา” คือพอจินตนาการทางภูมิศาสตร์ไม่มี ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็รางเลือนและหดหายไปอย่างน้อย 7 ประเด็นคือ
1. มีคนเชื่อว่ากษัตริย์สยามไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส ผมไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากจะบอกแค่ว่า กษัตริย์สยามไม่ได้เสด็จเยือนปารีสโดยไม่มีภารกิจทางการเมืองใด ๆ
2. มีคนไม่เชื่อว่ามีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส หรือถึงรู้ว่ามีก็ไม่เชื่อว่าการปักปันดังกล่าวจะผูกมัดสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ มีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส และสยามก็เป็นฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสทำการปักปันเพียงฝ่ายเดียว เพราะสยามในยุคนั้นมีความรู้เรื่องเทคนิคการทำแผนที่แล้ว
3. มีคนเชื่อว่าสนธิสัญญาโตเกียวในปี พ.ศ.2483 ที่เกิดขึ้นเมื่อไทยทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส แล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมทั้งยกดินแดนพระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ, จำปาศักดิ์ และหลวงพระบางฝั่งที่ติดกับไทย ให้แก่เรานั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่เคยถูกประกาศเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐบาลไทยประกาศให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะในสภาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เดินหน้าต่อไป
4. มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ที่ตัดสินว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ในปี พ.ศ.2551 มีคนบอกว่าถ้าจะรับคำตัดสินดังกล่าวก็จะรับเฉพาะในส่วนที่ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีนัยยะถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่
5. มีคนเชื่อว่าไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวและรีบดำเนินการปักปันแผนที่ตามคำตัดสิน เพื่อส่งรายงานกลับไปยังสหประชาชาติ
6. มีคนลืมไปว่าแม้การสงวนสิทธิ์ขอให้ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารใหม่ได้โดยรัฐบาลไทยนั้นจะมีอยู่จริง คือ ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมทางฝ่ายไทยก็สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ก็มีข้อถกเถียงตามมาคือ มีสิทธิทางกฎหมายข้อใดบ้างที่สามารถสงวนไว้ได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ในทางกฎหมายนั้นไม่มี เพราะการสงวนสิทธิ์มีอายุแค่ 10 ปี และในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการพิจารณาคดี รัฐบาลไทยก็ไม่เคยโต้แย้งคำตัดสินของศาลโลกอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่าการสงวนสิทธิ์ของรัฐบาลไทยในกรณีนี้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2515
7. ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เราทำบันทึกช่วยจำกับฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้ามีกรณีพิพาทกัน เราจะใช้เอกสาร 3 ชิ้นแก้ไขปัญหา ได้แก่ หนึ่ง สัญญาปี ค.ศ.1893 สอง อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และ สาม สัญญาปี ค.ศ.1907 ร่วมกับแผนที่ปักปัน ผู้ร่วมลงนามของฝ่ายไทยในบันทึกช่วยจำดังกล่าวก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศในยุคนั้น
ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็หาย แล้วถูกโหมทับด้วยฐานคติ “เกลียดพม่า ชังแขมร์ ดูแคลนลาว ไม่ชอบญวน” ที่เราถูกปลูกฝังมานาน คำประกาศที่นครนิวยอร์คและหัวหินที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนซึ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
ในวันนี้ถ้าเราต้องการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวใหม่ ผมขอเสนอหลักไตรสรณคมน์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ “สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ” เพราะอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับสหภาพยุโรปหรืออียูได้ก็ต่อเมื่อเรายอมสร้างมโนทัศน์หรือฐานคติชุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
แต่วันนี้อาเซียนยังทะเลาะเรื่องเส้นเขตแดนกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เส้นเขตแดนของรัฐในยุโรปนั้นหายไปหมดแล้ว เส้นเขตแดนของยุโรปกลายเป็นเส้นเขตแดนที่อยู่รอบตัวอียู แต่ภายในตัวอียูเอง เส้นเขตแดนถูกทอนจาก “พรมแดนแข็ง” ที่มีสิ่งกั้นขวางหรือความเข้มงวดบริเวณชายแดน มาเป็น “พรมแดนอ่อน” คือความแตกต่างระหว่างรหัสตัวอักษรบนป้ายทะเบียนรถยนต์ของแต่ละประเทศ จึงขอย้ำว่าตราบใดที่เส้นเขตแดนของอาเซียนยังเป็นพรมแดนแข็งอยู่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
———-
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
พรมแดนยังคงมีความสำคัญในทางกฎหมาย
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงก่อนที่สยามจะเป็นรัฐสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกนั้น ความคิดเรื่องเขตแดนยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เรายังไม่รู้จักเทคนิคในการปักปันเขตแดน
แต่ในทางกฎหมายสำหรับยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องพรมแดนเขตแดนถือว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะใช้อยู่ภายในขอบเขตของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรู้ขอบเขตว่าดินแดนของตนกินความมากน้อยแค่ไหน และการออกกฎหมายก็จะมีผลแค่เส้นเขตแดนตรงนั้น
อีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ประเทศไทยมีเกณฑ์การให้สัญชาติโดยอิงอยู่กับทั้งหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดน ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลคนนั้นย่อมได้สัญชาติไทย จึงจำเป็นต้องรู้ว่าดินแดนหรือเขตแดนของราชอาณาจักรไทยอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มอบสัญชาติไทยให้บุคคลนั้น ๆ ได้ถูก
ในแง่ความมั่นคง อำนาจอธิปไตยก็กินความตั้งแต่พื้นผิวดินไปจนถึงห้วงอากาศและอาณาเขตทางทะเล ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าเส้นขอบเขตของรัฐอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยในขอบเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้ามองในแง่กฎหมาย เส้นพรมแดนหรือเขตแดนจึงยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่
สำหรับสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนที่เป็นผลิตผลจากยุคอาณานิคมนั้น มีลักษณะพิเศษในตัวเอง คือ ทันทีที่มีการตกลงกันแล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะ หนึ่ง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความเป็นที่สุด” จะแก้ไขฝ่ายเดียวไม่ได้หากปราศจากความยินยอมของรัฐทั้ง 2 ฝ่าย สอง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความสืบเนื่อง” คือ แม้ว่ารัฐจะได้รับเอกราชแล้ว ก็ยังต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้
การมีหลักการเหล่านี้ได้ช่วยให้เขตแดนของรัฐมีเสถียรภาพ เพราะความไร้เสถียรภาพ ความไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอน จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งศาลโลกก็ยืนยันหลักการเหล่านี้ในการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร
แต่เมื่อรัฐสองรัฐมีปัญหาข้อพิพาทกันเรื่องเขตแดนแล้ว ก็ควรใช้วิธีการทางการทูตอย่างสันติวิธีแก้ปัญหา ถ้าล้มเหลวก็อาจต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย เช่น เสนอให้มีอนุญาโตตุลาการ หรือ เสนอเรื่องต่อศาลระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่อยากให้ความขัดแย้งไปถึงขั้นนั้น จึงอยากให้ใช้ช่องทางทางการทูตมากกว่า
ทั้งนี้ บางครั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย คือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี การรุกล้ำเขตแดนกันบ้างก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้น ๆ มีปัญหา การรุกล้ำเขตแดนกันก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อาศัยบริเวณเส้นพรมแดน
ในอนาคตเราอาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม มาช่วยกำหนดเขตแดนหรือทำแผนที่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นและมีความคลาดเคลื่อนน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้อาเซียนมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธีเพิ่มขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันหรือการเติบโตของอาเซียนจะได้ไม่สะดุดลงด้วยปัญหาเรื่องพรมแดน
ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงในสังคมไทย
พอจะเป็นที่รับทราบกันในขณะนี้ว่ามีความต่างกันถึงประมาณ 13 เท่า ความต่างด้านรายได้บ่งบอกว่าคนรวยและคนจนมีมาตรฐานการครองชีพต่างกันอย่างไร แต่ถ้าจะดูความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงแล้ว จะต้องดูที่ความมั่งคั่ง (wealth) หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ได้แก่ ที่ดิน เงินออม หุ้น ทอง เพชรนิลจินดา ของเก่ามีค่า เช่น พระเครื่อง เครื่องลายคราม และภาพเขียนราคาแพง ฯลฯ
ในประเทศพัฒนาแล้วนั้น จะมีการเก็บข้อมูลสถิติด้านความมั่งคั่งของคนในประเทศอย่างละเอียด เพื่อประโยชน์สำหรับการมีนโยบายสาธารณะด้านภาษีที่เหมาะสม ทั้งนี้ การเก็บภาษีมีหลักการอยู่ที่การจ่ายตามความมั่งคั่งด้วย และเพื่อสามารถที่จะใช้นโยบายภาษีทรัพย์สินเป็นเครื่องมือช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นภัยกับสังคม และป้องกันไม่ให้มีการสะสมทรัพย์สินเอาไว้เก็งกำไรแบบเสือนอนกิน เพราะว่าถ้าสามารถทำได้เช่นนั้นทรัพย์สินมีค่า เช่น ที่ดิน ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และเป็นที่ต้องการของนักอุตสาหกรรมเพื่อสร้างโรงงาน และเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปเพื่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ก็จะมีราคาแพงจนเกินเหตุ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และทำให้คนธรรมดาทั่วๆ ไปที่หาเช้ากินค่ำโชคไม่ดีที่ไม่มีมรดก ไม่อาจหาซื้อบ้านที่อยู่อาศัยในราคาที่จะซื้อหาได้จากการทำงานจากหยาดเหงื่อของตนเองได้ และค่าเช่าบ้านดีๆ ก็จะแพงจนเกินเหตุอีกเช่นกัน
การเก็บภาษีทรัพย์สิน ซึ่งภาษีมรดกก็เป็นภาษีทรัพย์สินประเภทหนึ่งนอกจากจะเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลสถานหนึ่งแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และเร่งให้มีการใช้ทรัพย์สินให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคค่อนข้างสูงนั้น ภาษีทรัพย์สินจากการรับมรดกที่มีมูลค่าสูงมากๆ (ส่วนใหญ่ก็คือที่ดินและคฤหาสน์ราคาแพง) มีอัตราที่ค่อนข้างสูง เพื่อผลักดันให้ผู้รับมรดกเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (เอาไปลงทุนต่างๆ) จะได้มีรายได้มาเสียภาษี และหากว่าผู้รับมรดกนั้นๆไม่ทำอะไรเลยติดต่อกัน 3 ชั่วอายุคน ก็จะต้องขายที่ดินนั้นไปเพื่อเอามาเสียภาษี เมื่อต้องขายก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาซื้อเอาไปทำประโยชน์ได้ เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เช่น เอาไปสร้างโรงงาน ทำโรงแรม ก่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจ ภาษีมรดกนี้ใช้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น
ผู้เขียนได้เคยอ่านบทความเกี่ยวกับจักรพรรดินีญี่ปุ่นองค์ปัจจุบัน แม้ว่าพระองค์จะเคยทรงเป็นสามัญชน แต่ก็ทรงมาจากครอบครัวร่ำรวยทีเดียว พระองค์ทรงได้รับมรดกจากครอบครัวเป็นคฤหาสน์ประจำตระกูลที่ใหญ่โตมาก และหากจะทรงรักษาคฤหาสน์นี้ไว้ในครอบครอง พระองค์จะต้องทรงจ่ายภาษีมรดกจำนวนมหาศาล ในขณะที่เกิดเหตุการณ์นี้มีการอภิปรายกันที่ญี่ปุ่นในเรื่องนี้ และมีการเสนอให้รัฐบาลยกเว้นภาษีมรดกกับองค์พระจักรพรรดินี แต่ทรงแสดงพระสปิริตโดยทรงปฏิเสธข้อเสนอนี้และทรงประกาศที่จะจ่ายภาษีมรดกเฉกเช่น พลเมืองคนอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงต้องยอมขายคฤหาสน์ของตระกูลนี้ไป เพื่อที่จะจ่ายภาษีมรดกดังกล่าว
ภาษีทรัพย์สินในรูปของภาษีมรดกที่ญี่ปุ่นนับว่าเป็นมาตรการทางการคลังที่สำคัญประการหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
สำหรับในเมืองไทยนั้นเรายังไม่ได้ให้ความสนใจกับการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้น ข้อมูลสถิติที่มีอยู่จึงบ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งที่สูง และสูงกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากที่เดียว ดังจะแสดงให้เห็นในข้อมูลข้างล่างนี้
ที่ดิน ข้อมูลการถือครองที่ดินนำร่องใน 8 จังหวัด ทำให้ได้ภาพของขนาดการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินโดยละเอียด พบว่าผู้ถือครองพื้นที่รวมมากที่สุด 50 อันดับแรก (ทั้งปัจเจกและนิติบุคคล) มีที่ดินรวมกันโดยเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 10 ของทั้งหมด ซึ่งนับว่าสูงมาก ถ้าหากดูจำนวนที่ดินที่ถือครองโดยเจ้าของรายใหญ่ที่สุดในบางจังหวัดก็จะพบ เช่น ที่ปทุมธานี รายใหญ่ที่สุดมีที่ดินรวมกัน 28,000 ไร่ ที่สมุทรปราการ 17,000 ไร่ ที่นครนายก 34,000 ไร่ นับเป็นที่ดินจำนวนมหาศาล แต่ขณะนี้อัตราภาษีบำรุงท้องที่ ยังมีลักษณะถดถอย คือคนมีที่ดินมากเสียภาษีเป็นสัดส่วนของมูลค่าที่ดินต่ำกว่าคนมีที่ดินน้อย
เงินออมในธนาคาร สถิติโดยธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2552 บอกเราว่า บัญชีที่มีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 70,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 0.1 ของจำนวนบัญชีทั้งหมดในประเทศและเจ้าของบัญชี 70,000 บัญชีนี้มีเงินฝากรวมกัน 3 ล้านล้านบาท (เท่ากับ 1/3 ของ GDP ของประเทศไทยในปี 2551) คิดเป็นร้อยละ 42 ของเงินฝากทั้งประเทศ โดยปกติคน คนหนึ่งจะมีมากกว่า 1 บัญชี สมมุติว่าโดยเฉลี่ยมีคนละ 2 บัญชีจะได้ว่า ร้อยละ 42 ของเงินฝากทั้งประเทศอยู่ในมือของคนเพียง 35,000 คน หรืออาจจะน้อยกว่านี้ ถ้าหลายคนมีมากกว่า 2 บัญชี
การที่เงินฝากกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ เช่นนี้มีนัยถึงการกระจุกตัวของรายได้ที่สูงมากด้วย เพราะว่าคนมีเงินออมมากๆ ก็มีโอกาสที่จะลงทุนและมีรายได้สูงกว่าคนมีเงินออมน้อย แต่ขณะนี้รัฐบาลเก็บภาษีรายได้จากดอกเบี้ย (หัก ณ ที่จ่าย) เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ที่ TDRI ท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า อัตรานี้ต่ำเกินไปสำหรับผู้มีเงินออมมากๆ รัฐบาลน่าจะเก็บภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่สูงกว่านี้
หุ้นในตลาดหลักทรัพย์งานศึกษาของเนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์ (กลุ่มทุน-ธุรกิจครอบครัวไทยก่อนและหลังวิกฤติ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว.) พบว่าระหว่างปี 2538 ถึงปี 2547 มีเพียง 11 ตระกูลผลัดกันเป็นเจ้าของหุ้นที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ตระกูลมาลีนนท์ ชินวัตร ดามาพงศ์ จิราธวัฒน์ เบญจรงค์กุล ดำรงชัยธรรม อัศวโภคิน เลี่ยวไพรัตน์ โพธารามิก กรรณสูต และจรณจิตต์ และรายได้จากการซื้อขายหุ้น มีการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเลย (ไม่มี capital gain tax) ขณะที่คนทำงาน (salary man และ wage-earner) ทั่วๆ ไป ต้องเสียภาษีในอัตราระหว่างร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 37
สำหรับในภาพรวมของความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งนั้นงานศึกษาโดยใช้ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สอบถามการมีทรัพย์สินประเภทต่างๆ ของครัวเรือนไทยจากครัวเรือนตัวอย่างเมื่อปี 2549 พบว่าครัวเรือนมั่งคั่งที่สุดร้อยละ 20 มีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าครัวเรือนจนสุดร้อยละ 20 อยู่ถึงประมาณ 70 เท่า (กลุ่มครัวเรือนรวยสุดมีทรัพย์สินร้อยละ 69 ของทั้งหมด ขณะที่กลุ่มครัวเรือนจนสุดมีสัดส่วนของทรัพย์สินเพียงร้อยละ 1ของทั้งหมด) หมายความว่าความมั่งคั่งต่างกัน 70 เท่า แต่ตัวเลขนี้น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในความเป็นจริงความต่างอาจจะสูงถึง 80 เท่า เพราะว่าคนรวยมักจะไม่บอกว่าตัวเองรวยจริงๆ เท่าไร และเจ้าพนักงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คงไม่มีโอกาสได้สอบถามข้อมูลจากครัวเรือนรวยจริงๆ เพราะเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย และมักจะไม่ตกอยู่ในกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ
โดยสรุปข้อมูลสถิติขั้นต้นนี้ บอกให้เห็นว่าความมั่งคั่งของสังคมเรากระจุกตัวสูงอยู่ในกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว โดยอาจจะกระจุกอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่ตระกูล เพราะว่าต่างโยงใยกันอยู่ โดยลูกหลานจะดองกัน เข้าทำนองคำพังเพย “เรือล่มในหนองทองจะไปไหนเสีย”
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เมืองไทยจะต้องมีมาตรการภาษีทรัพย์สินประเภทต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งและผลักดันให้มีการใช้ทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” หัวใจอยู่ที่คน (ตอน 3)
แนวคิดใหม่หันมาลดรายจ่ายวันละบาท แทนการออมวันละบาท เป็นปรัชญาการออมที่มีความชัดเจนในเชิงลึก
“การลดรายจ่ายคือการออม” ที่ผ่านมากลุ่มออมทรัพย์ช่วยคนได้จริงบางจุด แต่ถ้าคนไม่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นหนี้เป็นสิน
เงิน 1 บาท ตอนนี้ไม่มีใครเห็นค่า ให้เด็กเด็กไม่เอา แต่คนรวยตายแล้วไม่หายใจใช่หรือไม่ คนจนตายแล้วไม่หายใจใช่ไหม ก็ตายไม่หายใจเหมือนกัน เวลาคนตายเขาใส่เหรียญปากผี ก็คงเป็นเหรียญเหมือนกันไม่ว่ารวยจน แล้วถ้าเผาศพ เหรียญก็คงตกอยู่ตรงนั้นเอาไปไม่ได้
กองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เนื้อแท้เป็นการทำบุญ เพื่อจะช่วยตัวเอง สังคม ประเทศชาติ
พอทำตำบลน้ำขาวสำเร็จ ผมจึงมีโอกาสนำเสนอแนวคิดดังกล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาสมัยนั้น คือ นายสมพร ใช้บางยาง ทำให้ราชการเข้ามาหนุนเสริมอำนวยความสะดวกขยายแนวคิดนี้ไปทั่วจังหวัดสงขลา จนมีคำพูดกันทั่วไปในวันนี้ ว่า “สงขลาเป็นเมืองหลวงของสวัสดิการ”
ครูชบมักสอนชาวบ้านว่า การบริหารจัดการที่ดี ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน จึงได้บอกกลุ่มออมทรัพย์ที่มาปรึกษาเสมอว่า “ต้องไปคิดเอง หากระบวนการแก้ปัญหาเอง ต้องพึ่งกันเอง ต้องช่วยกัน” กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การที่กลุ่มได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกัน ถึงแม้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางจัดระบบบัญชีอาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารจัดการที่สอนอยู่ในระบบการศึกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงที่สมาชิกมีจิตสำนึกร่วมกันในการพัฒนา
ในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือคนทำงานพัฒนาต่างๆ แนวทาง วิธีทำงานไม่เหมือนกัน ทำไปคนละเรื่อง ต่างคนต่างทำ เพียงแต่เป้าหมายสูงสุดตรงกัน คือ พัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ดี มีความสุข
ความคิดนี้กว้างออก มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ดี จะล้มในอนาคต เงินไม่พอ ผมจึงเสนอแนวคิดการสมทบผมคิดว่ากองทุนจะอยู่ได้ นอกจากประชาชนแล้วต้องมีการสมทบจากรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนละ 1 บาท ผมเชิญนักวิชาการระดับดอกเตอร์มาทำวิจัย ผมบอกว่าจากนี้ไป 15 ปีไม่มีปัญหา แต่หลัง 15 ปี ใช้บาทเดียว จะมีปัญหา ผมจึงวางแผนใช้เวลา 15 ปี ต่อรอง ต่อสู้ กับรัฐบาลให้มาสมทบ
งานวิจัยต่อการดำเนินงานกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่นำเสนอเมื่อ 25 ธันวาคม 2551 มีผลระบุว่า การสมทบ 3 ส่วน คือ ชาวบ้าน รัฐบาล กลาง และ อปท. ส่วนละ 1 บาท สามารถทำให้กองทุนดำเนินการต่อไปได้ในระยะยาว
จากผลดังกล่าวรุ่งเช้า 26 ธันวาคม 2551 ผมจึงได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ตอบเห็นด้วย และพร้อมสนับสนุน
การดำเนินงานเชิงรูปธรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเรื่องนี้อีกครั้งในการเดินทางลงมาพบปะพี่น้องประชาชน จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 สิงหาคม 2552
วันนั้นผมได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ 4 ประเด็น กล่าวคือ 1. ให้ประกาศเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นวาระแห่งชาติ 2. ให้รัฐบาลส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ทุกตำบล ทุกเทศบาล ภายในปี 2555 3. เพื่อความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการ ให้รัฐบาลสมทบกับประชาชน 1/1/1 และ 4. ให้รัฐบาลไปแก้ระเบียบ กฎหมายที่ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมทบสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ช่วยอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีได้รับปากและอนุมัติ แปรญัตติงบประมาณ 727 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเดือนธันวาคม 2552 โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ตั้งโครงการคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน
ถือเป็นความสำเร็จที่เร็วเกินคาด เพราะคิดว่าต้องต่อสู้กับรัฐบาล 15 ปี แต่เอาเข้าจริง สามารถผลักดันเป็นนโยบายได้ภายใน 5 ปีเท่านั้น
สิ่งที่ได้ทำมาว่าไม่เกิดปัญหามาก เพราะเน้นพัฒนาคน โดยเฉพาะการก้าวมาสู่แนวคิดสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทอย่างทุกวันนี้ ปัญหายิ่งน้อยลง เพราะไม่ต้องมีการกู้เงิน
ห้ามเอาเงินรายได้มาส่งต้องลดรายจ่าย เพราะเราต้องการฝึกคน เอาคนเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาเงิน ถ้าสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจะเป็นสังคมดี อยู่แบบพอเพียง ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน เอื้ออาทร สังคมมีความสุขไม่ทุกข์
ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” (ตอน 2)
สัจจะครบ 25 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 500 บาท
อัตราสูงสุด สัจจะครบ 60 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 1,200 บาท
ปฐมบท “สัจจะออมทรัพย์” (ตอน 1)
กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนน้ำขาว ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา อันเป็นถิ่นเกิด
โดยให้เด็กนักเรียน ซึ่งต่างก็มาจากครอบครัวยากจน หันมาออมวันละบาท ผลจากการออม นอกจากจะทำให้นักเรียนมีเงินออม ยังได้รับเงินปันผลกันถ้วนหน้า จัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนักเรียน ยังช่วยปลดหนี้ครู จัดสวัสดิการครู มีเงินพัฒนาโรงเรียนอีกด้วย
หลังจากประสบความสำเร็จในโรงเรียน วันหนึ่งชุมชนน้ำขาวแห่งนี้ จึงขอให้ผมไปทำกลุ่มออมทรัพย์ให้ชาวบ้านบ้าง จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์น้ำขาว” จนกลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ
การดำเนินการของกลุ่มออมทรัพย์เป้าหมายหวังพัฒนาคน โดยยึดตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชดำรัส ในพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบุรพกษัตริยาธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2525) เรื่องคุณธรรม 4 ประการ คือ
1. การรักษาความสัจจะ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
2. ความรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจจะ ความดีนั้น
3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด
4. การรู้จักละวาง ความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
แม้จะเป็นผู้พลิกแนวคิดทางสังคมด้วยเงิน แต่ผมมองว่าเงินเป็นเรื่องเล็ก
ทุนทางสังคมไม่ว่า ทุนคน ทุนทางปัญญา ทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนแรงงาน ทุนเวลา และทุนเงินตรา ผมให้เงินอยู่อันดับสุดท้าย แต่โลกวันนี้ เงินตรามาแรงเหลือเกิน ทำให้ทุนอื่นล้มหรืออ่อนแอ ทุกคนอยากมุ่งหน้าเข้าไปหาเงิน ผิด ถูก ดีชั่ว ไม่เกี่ยว
ผมจึงตั้งโจทย์ว่าถ้าเงินเป็นพระเจ้าจริง ทำไมคนรวยล้นฟ้าถึงตาย
เมื่อคนรวยยังตายอยู่ แสดงว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมา มนุษย์คิดเงินตราขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้ เงินกลับมาเป็นนายเรา
การพัฒนาคนในทางกาย ประกอบด้วย การพัฒนาสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด เน้นอนามัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อม พัฒนาคนให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เน้นการงาน พื้นฐานอาชีพ และพัฒนาคนให้เป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
การพัฒนาคนในทางจิตใจ หวังสร้างคนที่มีคุณลักษณะ 7 ประการ
1. พึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
2. วินัยในตนเอง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ
3. ขยัน หมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน
4. รู้จักคิด วิจารณ์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
5. มีขันติธรรมต่อคำวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
6. มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น
7. พัฒนาคนให้ทำงานร่วมกันได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ เป็นผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี
ปลูกพืชจะต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมประชาชน จะพัฒนาคนต้องพัฒนาจิตใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเองก่อน
การเอาเงินตรามาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ที่ตำบลน้ำขาวตั้งแต่ปลายปี 2525
“ผมถามว่า…พี่น้องครับทำไมท่านส่งลูกเรียนหนังสือ
เขาบอกว่า อยากให้ลูกรับราชการ เพราะมีสวัสดิการ เจ็บไข้ได้ป่วย รัฐบาลจ่ายให้หมด พ่อแม่ ลูกเมีย รัฐบาลจ่ายให้ ผมถามต่อว่าเงินที่รัฐบาลเอามาจ่ายให้พวกนี้ เอามาจากไหน ทุกคนก็ตอบว่าเอามาจากภาษีของประชาชน”
เมื่อรัฐเอาเงินไปจากประชาชน ทำไมประชาชนไม่จัดสวัสดิการเอง …คนในชนบทควรมีสวัสดิการคล้ายข้าราชการ กองทุนสวัสดิการชุมชน จึงมีความจำเป็นและสำคัญ
แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เห็นว่าทำไม่ได้แน่เพราะเป็นเรื่องยาก
ผมบอกว่าจะทดลองความคิดสัก 4 ปี นับต่อไปนี้ พี่น้องต้องสัจจะตัวเองว่าจะเหลือเงินเดือนละ 10 บาท ถ้าทำได้ต้อง 10 บาททุกเดือนจนครบ 12 เดือน ถ้าใครสัจจะว่า 20 บาท ก็ต้อง 20 บาท หรือ 30 บาท ก็แล้วแต่กำลัง ปรากฏว่า 11 หมู่บ้านในตำบลน้ำขาวทำเหมือนกันหมดพอเอาเงินมารวมกันเราบริหารจัดการเอง เพราะเราเป็นคนจน ถ้าเอาเงินคนจนไปให้ธนาคาร คนที่กู้เงินธนาคารได้คือคนรวย
พอสิ้นปีทางกลุ่มมีเงินให้สมาชิกกู้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแต่ต้องเสียค่าบำรุงให้กลุ่ม เวลาต่อมาใช้หลักการสหกรณ์ คือ คนออมมากกู้ได้มาก ออมน้อยได้ แต่จุดสำคัญต้องนำเงินครึ่งหนึ่งมาตั้งเป็นสวัสดิการชุมชน กระบวนการอย่างหลังไม่ได้ดูเงิน แต่เน้น “สัจจะ” คือ คุณลักษณะของคนเกี่ยวกับวินัยตนเอง ความประพฤติ ครองตน ที่แน่นอนสม่ำเสมอ ใครบกพร่องเรื่องสัจจะไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการโปะเงินชดเชย แต่ต้องกลับไปฝึกสัจจะเริ่มตั้งต้นฝากเงินใหม่ อธิบายด้วยหลักคิดที่กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เป็นสถาบันพัฒนาคน เงินเป็นแค่เครื่องมือ
Creative Economy กับ Creative Classroom
ตอนนี้หันไปทางไหนก็จะเห็นแต่ข่าวและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องของ Creative Economy หรือ “เศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์” ใช่ไหมครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากแต่ก็จำเป็นที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมมากพอตัวเหมือนกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนแนวนโยบายนี้โดยจัดให้มีการเปิดตัวโครงการ เมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) รวมถึงมีความคิดที่จะจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงินถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาททีเดียวสำหรับวาระเรื่องนี้
John Howkins คือผู้ให้กำเนิดแนวคิด Creative Economy นี้ และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการดำเนินธุรกิจอย่างมากตั้งแต่ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า “บรรยากาศ” และ “สภาพแวดล้อม” ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบนี้ เพราะจะช่วยให้บุคคลได้มีความคิดสร้างสรรค์ และใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจสร้างผลงานต่างๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้
ในโลกของความเป็นจริงเราก็เห็นประจักษ์กันว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ เป็นความพยายามสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเกิด Creative Economy ในโลกของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสนับสนุนด้านต่างๆ งานสัมมนา หรือองค์กรที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องนี้เช่น TCDC เป็นต้น ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิด Creative Economy จะต้องใช้เวลาอีกนานในการจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามยังมีอีกด้านหนึ่งที่ผมอยากลองให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูก็คือ เรื่องของการสร้างบรรยากาศดังกล่าวในโลกของเด็กบ้าง
Howkins เคยบอกไว้ว่าหลักการที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ในเชิงเศรษฐศาสตร์มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้ 2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพในการแสดงออก และ 3. อิสรภาพในการแสดงออกนั้นย่อมต้องการตลาด
ทีนี้ผมลองเอาแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์คิดกับเรื่องของการเรียนการสอนและระบบการศึกษาของประเทศไทยดู ถ้าเราจะวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้โครงการ “เมืองไทย เมืองนักคิด” เราก็ควรที่จะต้องเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ไหมครับ
ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพียงแต่ผมอาศัยการสังเกตการณ์เอาเองก็พอจะทราบว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาไล่มาตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาที่เป็นทางเลือกมากมายที่มีหลักสูตรแตกต่างกันออกไป ซึ่งผมเชื่อครับว่ายังมีผู้ปกครองอีกหลายท่านที่ติดกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าจะต้องเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมให้ได้ โดยอาจจะไม่เคยสงสัยหรือทำความเข้าใจว่าหลักสูตรแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันอย่างไร
แต่ผมกลับคิดว่านั่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไปสำหรับบุตรหลานของเรา
Howkins เคยกล่าวไว้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวบุคคลในการกล้าที่จะฝัน กล้าเดินออกนอกกรอบ การท้าทาย การไม่เห็นด้วย และการประดิษฐ์” ส่วนนี้คือปัจจัยส่วนบุคคล แต่จากหลักการ 3 ข้อด้านบน ผมมองว่าสิ่งสำคัญอีกส่วนก็คือสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาและหลักสูตรที่ 1. มีการสนับสนุนให้เด็กเชื่อว่าเขามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวหรือไม่ 2. ควรสนับสนุนให้เขาได้คิดและทำสิ่งที่เขาคิด ซึ่งจะส่งเสริมให้เขาได้ฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง และจะส่งผลให้เขาเหล่านั้นมีพัฒนาการในศักยภาพด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ตามความถนัดและเหมาะสมของตัวเอง และ 3. มีเวทีหรือพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกถึงสิ่งที่คิด
เป็นเสมือนการสร้างความพึงพอใจและความเคารพต่อตัวเขาเอง และช่วยให้เขามีกำลังใจในการคิดและทำต่อ
ผมไม่ได้จะบอกว่าหลักสูตรการศึกษาแบบใดแบบหนึ่งจะดีกว่าอีกแบบแต่อย่างใด ผมเพียงอยากจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณากันดูว่า ถ้ารัฐบาลกำลังนำเอาแนวคิด Creative Economy มาเป็นวาระสำคัญของชาติในระยะยาวตามแผนที่วางไว้แล้ว การพัฒนาสังคมเราเพื่อไปในบริบทดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพคงไม่อาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ปลายทางได้เพียงอย่างเดียว
ทำไมเราไม่มองไปถึงทางเลือกในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการเตรียมคุณภาพของประชากรให้พร้อมเพื่อป้อนให้แนวคิดดังกล่าว
ท่านผู้อ่านอาจจำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับว่า ทำไมประเทศจีนถึงเต็มไปด้วยของที่ลอกเลียนแบบ ก็ด้วยสาเหตุที่ว่าวัฒนธรรมจีนแบบ ศิษย์กับปรมาจารย์ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์สู่ลูกศิษย์ ต้องรำมวยตามกระบวนท่าให้ถูกต้องตามที่ได้รับการสอนทุกท่า
แต่ปัจจุบันผมได้อ่านเจอว่า บรรดาผู้ปกครองและผู้ที่มีอาชีพในสายการศึกษาในจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการพยายามพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในตัวเยาวชนจีนให้มากขึ้นแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตเป็นเรื่องของการพัฒนาไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หาใช่การลอกเลียนแบบของเดิมในราคาที่ถูกกว่าอีกต่อไปแล้ว
และหากเยาวชนจีนยังได้รับการปลูกฝังด้วยระบบการศึกษาแบบเดิมอยู่ ในอนาคตก็ไม่มีทางที่จีนจะเป็นเจ้าของ Big Idea ได้
เป็นก็เพียงผู้ reproduce เท่านั้น แล้วเราล่ะครับ พร้อมที่จะเปิดใจรับทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาหรือยัง
ปาฐกถาและเสวนาเรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน : ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์”
ปาฐกถาและเสวนาเรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน : ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์”
ปาฐกถา : ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ผู้ร่วมเสวนา : รศ.ดร.จุลชีพ ชิณวรรโณ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.30-16.30 น.
ห้อง ร.103 (ทวี แรงขำ) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
……………………………………………………………………………………………….
อย่าพลาดกันนะคร้าบ
ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย ที่ใครก็ต้องดู
ชวนกันไปดูละครครับ ฝีมือพี่ตั้ว ผู้ที่ไม่เคยทำให้คนดู ผิดหวังครับ …..มีแต่คนดูทำให้พี่แกผิดหวังเท่านั้น เพราะดันมีคนไปดูไม่มากครับ
———————————————————————————————
เตรียมตัวพบกับ การกลับมาอีกครั้งของ akaoni ยักษ์ตัวแดง โปรดักชั่นที่เคยสั่นสะเทือนวงการละครไทย และสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมไม่รู้ลืมจากการแสดงมาแล้วทั่วโลก จากของผู้กำกับนักการละครแถวหน้าจากโตเกียว
ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย ที่ใครก็ต้องดู อย่าบอกใครว่าชอบดูละครเพลง ถ้ายังไม่รู้จักลิเกอย่าง “ยักษ์ตัวแดง” RED DEMON ผลงานเรื่องเยี่ยมชิ้นล่าสุดจากกลุ่มละครมะขามป้อม ที่ได้รับเชิญไปแสดงที่งานเปิดโรงละคร Tokyo Metropolitan Arts Space (TMAS) ประเทศญี่ปุ่น
จากละคร “Red Demon (AKAONI)” ของ Hideki Noda นักการละครเลื่องชื่อจากโตเกียว สู่ลิเกร่วมสมัย โดยประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาการแสดง ปี ๒๕๔๗ ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ซ.เกษมสันต์2 ใกล้ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ
วันแสดง อาทิตย์ 1 ถึง อาทิตย์ 8 พฤศจิกายน 2552 เสาร์ – อาทิตย์ รอบ 14.00 น. จันทร์ – ศุกร์ รอบ 19.30 น. บัตรราคา 500 , 300 บาท นร.นศ.และผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไปราคา 200 บาท จองบัตรด่วนที่ 087-221-3111
รางวัลโนเบิลเศรษฐศาสตร์หญิงคนแรก…common property
บอกกันตามตรงครับ ว่าผมก็เป็นสานุศิษย์นอกกุฎิของ Ostrom ผ่านทางงานของ อ.อานันท์ กาฯจนพันธ์…ขอร่วมดีใจกับป้าแกด้วยนะคร้าบ..และขอนำบทความ อ.วรากรณ์ ที่เขียนถึงงาน Ostrom มาลงในที่นี่ด้วยครับ
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03221052§ionid=0130&day=2009-10-22
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2009 ผู้ได้รับรางวัลคือ Elinor Ostrom แห่ง Indiana University และ Oliver E. Williamson แห่ง Berkeley การประกาศรางวัลครั้งนี้มีความแปลกกว่าที่เคยเป็นมาพอควรเพราะ Ostrom เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขานี้ และเป็นนักรัฐศาสตร์การเมือง (Political Scientist) มิใช่นักเศรษฐศาสตร์โดยตรง
ผู้เขียนขอเขียนถึง Ostrom ผู้รับรางวัลโนเบิลหญิงก่อนและจักกล่าวถึง Williamson ในโอกาสต่อไป
การให้รางวัลแก่นาง Ostrom เรียกได้ว่าสร้างความแปลกใจพอควรแก่หมู่มวล นักเศรษฐศาสตร์ (อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่งที่ไม่รู้จักชื่อของเธอมาก่อน แม้แต่ Paul Krugman ผู้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปีที่แล้วก็ยอมรับว่าไม่คุ้นกับงานของเธอเลยเช่นกัน) เนื่องจากงานศึกษาของเธออยู่ในสาขาอื่นที่ก้ำกึ่งกับเศรษฐศาสตร์
วงการพนันซึ่งให้แต้มต่อรอง (รางวัลโนเบิลก็มีการพนันกันโดยผ่าน Ladbrokes ของอังกฤษ) ให้ Ostrom และ Williamson เท่ากันที่ 50 ต่อ 1 (แทง 1 ปอนด์จะได้ 50 ปอนด์) ซึ่งเป็นแต้มต่อรองสูงสุดที่มีให้ (แต้มต่อรองมีตั้งแต่ 2 ต่อ 1 ถึง 50 ต่อ 1 รวมจำนวน 42 คน)
ตัวเก็งที่แต้มต่อรองเป็น 2 ต่อ 1 ก็คือ Eugene Fama วัย 70 ปี เจ้าพ่อ Efficient Market Hypothesis ซึ่งกล่าวโดยย่อว่าราคาของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันในตลาดนั้นสะท้อนซึ่งสารสนเทศทั้งหมดเกี่ยวกับตัวของมันและจะเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลใหม่เสมอ
Elinor Ostrom อายุ 76 ปี เป็นหนึ่งใน 64 คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ (เป็น 1 ในผู้หญิง 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลทั้งหมด) นับตั้งแต่มีการให้รางวัลสาขานี้ใน ค.ศ.1969
คณะกรรมการผู้คัดเลือกระบุว่าทั้งสองได้รับรางวัลร่วมกันเนื่องจากได้ริเริ่มงานวิจัยในเรื่องที่แต่ละบุคคลสามารถร่วมมือกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และทำงานด้วยกันในชุมชนและองค์กรเอกชนเพื่อให้มนุษยชาติมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสมกับเจตนารมณ์ของการให้รางวัลโนเบิลและทั้งสองได้ทำงานในเรื่อง “Economic Governance”
สำหรับ Ostrom นั้นงานสำคัญของเธอคือการศึกษาวิจัยอย่างท้าทายแนวคิดเดิมในเรื่องปัญหาทรัพยากรที่มีเจ้าของร่วมกันใช้หลายรายโดยเธอเสนอว่าสามารถแก้ไขได้อย่างประสบความสำเร็จด้วยการร่วมมือกันของผู้ใช้ โดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐออกกฎเกณฑ์หรือใช้กลไกของเอกชน
หากจะเข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงได้รับรางวัลโนเบิลเพราะการท้าทายนี้คงต้องกลับไปที่แนวคิดหรือความเข้าใจดั้งเดิมในเรื่องการจัดการทรัพยากรที่มีเจ้าของร่วมกันหลายราย (common property) ซึ่งสิ่งที่เป็นคลาสสิคในเศรษฐศาสตร์ก็คือเรื่อง Tragedy of The Commons (โศกนาฏกรรมของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน)
แนวคิดดั้งเดิมในเศรษฐศาสตร์ก็คือสำหรับสิ่งที่เป็น commons อันได้แก่ ทุ่งหญ้า บ่อน้ำ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชุมชน ทะเล ป่าไม้ พื้นที่ป่า ฯลฯ ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนมีปัญหาในการจัดการทั้งสิ้น กล่าวคือโดยธรรมชาติจะเกิดการใช้อย่างขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการออกกฎระเบียบโดยภาครัฐ และ/หรือใช้กลไกการทำงานของภาคเอกชน (privatization) เป็นเครื่องมือเข้าไปช่วยแก้ไข
เศรษฐศาสตร์มีคำกล่าวกันมานานว่า “everybody”s property is no one”s property” (“ทรัพย์สมบัติที่เป็นของทุกคน จะไม่เป็นของใครเลย”) ซึ่งหมายความว่าเมื่อความเป็นเจ้าของไม่ชัดเจนเพราะมีเจ้าของหลายเจ้า ปัญหาก็เกิดขึ้นจนต้องใช้ภาครัฐหรือมือเอกชนเข้าไปช่วย
ตัวอย่างได้แก่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเมืองต่างๆ ในยุโรป ตลอดเวลาหลายร้อยปีถูกใช้งานมากเกินไปจนถูกทำลายทิ้งร้างไม่มีหญ้าขึ้น เพราะเมื่อมันเป็นสมบัติกลาง ทุกคนก็นำสัตว์ เช่น แกะมาเลี้ยงกันเต็มไปหมด ยิ่งเลี้ยงมากก็ได้ผลประโยชน์มากโดยขาดการคำนึงถึงการบั่นทอนประโยชน์ของคนอื่น เมื่อทุกคนทำเช่นนี้สัตว์ที่เลี้ยงก็มีจำนวนมากเกินกว่าหญ้าที่มีพอให้สัตว์บริโภคเสมอ ในที่สุดทุ่งเลี้ยงสัตว์ก็เหี้ยนเตียนหมดสภาพจนถูกละทิ้งไป เมื่อหญ้าขึ้นใหม่ปัญหาเดิมก็แก้ไม่ตกเป็นโศกนาฏกรรมที่วนเวียนอยู่เสมอ
ทรัพยากรทางทะเลก็เหมือนกัน ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ทุกคนต้องการจับปลาให้ได้มาก ต่างคนต่างแย่งกันจับจนปลาร่อยหรอหรือใกล้สูญพันธุ์ เป็นโศกนาฏกรรมอีกเช่นกัน หากจะหลีกเลี่ยงปัญหาของ common property เช่นนี้ได้ รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงวางกฎระเบียบ เช่น ห้ามจับปลาตามฤดูกาล กำหนดขนาดตาข่าย หรือใช้กลไกตลาดเช่นประมูลสัมปทาน หรือให้เช่าพื้นที่เพื่อให้ความเป็นเจ้าของปรากฏชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้มากกว่าเดิม ถึงแม้จะเกิดปัญหาตามมาอีกมากเช่นกันก็ตาม (เช่น สัมปทานตัดป่าของไทยตัดเกินที่ได้รับ ปัญหาคอร์รัปชั่น เกิดต้นทุนสูงขึ้น)
Ostrom ท้าทายแนวคิดนี้โดยบอกว่าไม่ต้องใช้มือของรัฐและเอกชนหรอก ผู้ใช้ทรัพยากรเหล่านี้แหละสามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโศกนาฏกรรมนี้ได้ เธอได้ศึกษากรณีต่างๆ ในเรื่องปลา ทุ่งหญ้า ป่า ทะเลสาบ น้ำใต้ดิน ฯลฯ ที่เกิดขึ้นจริงอย่างกว้างขวางทั่วโลกและสรุปว่าความร่วมมือของประชาชนและ/หรือชุมชนสามารถนำไปสู่ข้อสรุปซึ่งแตกต่างจากที่ทฤษฎีดั้งเดิมพยากรณ์ไว้ว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมเสมอ
การให้รางวัลครั้งนี้มีนัยยะสำคัญในการกระตุ้นให้ชาวโลกตระหนักในเรื่องความร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกันโดยไม่ต้องรอคอยการแทรกแซงจากภาครัฐหรือการใช้กลไกตลาด เรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องโลกร้อน งานวิจัยของเธอแนะว่าป่วยการจะไปรอคอยข้อตกลงต่างๆ ของภาครัฐ ชาวโลกสามารถร่วมมือแก้ไขเองได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งกฎเกณฑ์ของภาครัฐ
ผู้เขียนเข้าใจว่าคณะกรรมการโนเบิลฯชุดนี้กระทำสิ่งที่ท้าทายหลายเรื่องเพราะต้องการให้รางวัลสร้างผลกระทบต่อชะตาชีวิตของชาวโลก เริ่มตั้งแต่ “ผูกมือ” ประธานาธิบดีโอบามาให้ใช้มาตรการสันติภาพ (ลดอาวุธนิวเคลียร์ แก้ไขปัญหาโลกร้อน สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง แก้ไขปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเกาหลีเหนือ) ตามที่ได้ประกาศไว้โดยการให้รางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพก่อนที่จะได้ทำอะไรมากมาย และในเรื่องนี้ก็ให้รางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์แก่ นักรัฐศาสตร์การเมือง (ในปี 2002 นักจิตวิทยา Daniel Kahneman ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์) และเป็นผู้หญิงคนแรกด้วย เพื่อสร้างการเป็นที่สนใจและสร้างจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรร่วมกันซึ่งเป็นปัญหาสำคัญยิ่งของโลก
หลังจากนี้คงจะมีนักเศรษฐศาสตร์ศึกษาและโต้เถียงการพยายามหักล้างความเชื่ออันเนิ่นนานของนักเศรษฐศาสตร์ในเรื่อง Tragedy of The Common อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแก่วงวิชาการเพราะจะได้ทำให้เข้าใจเรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจะมีคนตระหนักในปัญหามากขึ้น
คำหนึ่งที่ออกมาจากการให้รางวัลครั้งนี้ก็คือ Economic Governance การให้รางวัลในปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลกมีนัยยะว่าโลกต้องให้ความสำคัญแก่ปัญหา Governance (การดูแล กำกับ ควบคุม และจัดการ) ซึ่งเคยใช้เศรษฐศาสตร์เป็นอาวุธสำคัญมาเนิ่นนาน โดยในปัจจุบันมิควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะแต่สาขานี้เท่านั้น วิกฤตโลกที่เกิดขึ้นครั้งนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างอันเกิดจากการใช้ศาสตร์เดียวอย่างชัดเจน

