jump to navigation

การให้การศึกษาพลเมืองโลก (Educating the World Citizens) ตุลาคม 31, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
add a comment

โดย อนุชาติ พวงสำลี www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเรื่อง “การให้การศึกษาพลเมืองโลกสำหรับศตวรรษที่ 21 (Educating the World Citizens for the 21st Century)” ที่ DAR Constitution Hall ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประชุมครั้งนี้จัดโดย Mind & Life Institute และมีองค์กรร่วมจัดเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงในสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด เพนซิลวาเนีย วิสเคาซิล-แมดิสัน จอร์จ วอชิงตัน มิชิแกน และสมาคมจิตวิทยาอเมริกา เป็นต้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 2 พันคน

การจัดประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย แบ่งเป็นการสนทนาในภาคเช้าและภาคบ่าย รวมเป็น 4 ช่วง

แต่ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจาก องค์ดาไล ลามะ ซึ่งเข้าร่วมประชุมและเป็นผู้ร่วมสนทนาตลอดการประชุมแล้ว ผู้เข้าร่วมสนทนาในแต่ละช่วง ยังประกอบด้วย แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักบวช นักพัฒนา และครูอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานระดับโลก ซึ่งมีความร่วมมือกันในทางวิชาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน

คำถามสำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือ ข้อท้าทายที่ว่าระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันจะสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร?

เราจะสามารถจัดการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความเมตตากรุณา (Compassion) มีสมรรถนะ (Competent) มีจริยธรรม (Ethic) และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม (Engaged Citizens) ในท่ามกลางพัฒนาการของโลกและสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงไร้พรมแดนกันได้อย่างไร?

ฐานคิดและความเชื่อของการประชุมนี้ เล็งเห็นว่าการสร้างพลเมืองแห่งอนาคตนั้น มิสามารถวัดได้ด้วยความรู้และทักษะ (Cognitive Skills and Knowledge) เพียงเท่านั้น แต่เราต้องสร้างเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งกาย ใจ และสมอง ให้เพียบพร้อมด้วยทักษะเชิงอารมณ์ สังคม และความมีคุณธรรม

ซึ่งโดยรวมๆ เรียกว่า กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญศึกษา (Contemplative Practices)

การสนทนาในช่วงแรก เริ่มจากวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อการพัฒนาพลเมืองของโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมสนทนาต่างเห็นพ้องกันว่า เยาวชนพลเมืองของโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ปัญหาความรุนแรง สงคราม ความขัดแย้ง ระบบการแข่งขันที่เร่งเร้าความแตกแยกทั้งในด้านเชื้อชาติ สีผิว และฐานะทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาเอง พบว่าความรุนแรงต่อเยาวชนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า

เยาวชนในสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 60 กำลังตกอยู่ในสถานะล่อแหลมต่อความรุนแรง ปัญหาดังกล่าวจึงนับเป็นความน่าห่วงใยในอนาคตของสังคมโลกเป็นอย่างมาก

องค์ดาไล ลามะ แสดงทรรศนะในเรื่องนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความรับผิดชอบต่อสังคม

เราต้องสร้างระบบการศึกษาที่เติมเต็มด้วยความเมตตากรุณา (Education with Compassion) การศึกษาต้องสร้างให้คนมีความสุขด้านในอย่างแท้จริง (Truly Inner Happiness)

ดังนั้น ในการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ ครู-อาจารย์จึงมีบทบาทที่สำคัญมาก ครู-อาจารย์ต้องมีสติ (Mindfulness) มีความเมตตากรุณา (Compassion) ในการพัฒนาปัญญา ในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ครูและนักเรียนต้องสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

โดยนัยนี้ การเตรียมความพร้อมของครู-อาจารย์ จึงนับเป็นหัวใจของการจัดการศึกษาเพื่ออนาคต

ในช่วงที่สอง ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) การควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) และการเรียนรู้ (Learning)

วิทยากรซึ่งเป็นจิตแพทย์ชี้ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและการควบคุมอารมณ์มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

หากเด็กมีภาวะอารมณ์ที่เป็นเชิงลบ มีอารมณ์โกรธที่มากเกินไป จะทำลายศักยภาพและความเมตตากรุณาในตน การสอนเยาวชนให้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์จึงมีความสำคัญมาก

ซึ่งในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาถึงพัฒนาการของมนุษย์ ที่จะทำให้เข้าใจว่าพัฒนาการของร่างกายและสมองในช่วงใด ควรใส่การเรียนรู้ด้านจิตตปัญญาอย่างไรที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเยาวชน

นอกจากในเรื่องพัฒนาการของร่างกายและสมองของเด็กแล้ว นักการศึกษาอีกท่านยังชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคง (Security) และความสัมพันธ์ในกระบวนการเรียนรู้ (Relationship in Learning) ก็นับว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หน้าที่ของครู คือการสร้างสำนึกของความรับผิดชอบ ความครุ่นคำนึง การเปิดใจ ความอดทน อุดมคติ เป้าหมายเชิงบวก และแรงจูงใจ เด็กจึงเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการการบ่มเพาะ รดน้ำพรวนดินอย่างดี

ความรู้ว่าด้วยพัฒนาการของเด็ก (Child Development) จึงมีความสำคัญในการออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ (มิใช่เพียงคำนึงถึงแต่เนื้อหาทางวิชาการ – ผู้เขียน)

เช่นเดียวกับความร่วมมือและทำงานร่วมกับชุมชน มีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมากมายของการจัดการศึกษาในแนวใหม่นี้

เช่น การนำโยคะ ห้องเงียบ สมาธิภาวนา มุมส่วนตัว การฝึกสติ การฝึกความเมตตากรุณา เข้าไปสอดแทรกในกระบวนการเรียนการสอนในสถานศึกษาต่างๆ เป็นต้น

ในช่วงที่สาม ลงลึกในส่วนของความเมตตากรุณา (Compassion) และความเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy)

วิทยากรในช่วงนี้อธิบายว่า แนวทางจิตตปัญญา (Contemplative Practices) มีความสำคัญต่อการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของพลเมืองและสังคม กระบวนการศึกษาต้องสร้างความเอาใจเขามาใส่ใจเราให้เกิดขึ้นในหัวใจของคน ซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) ในเพื่อนมนุษย์

การทำงานในเรื่องนี้จำต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบถึงปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคน (Personal Environment) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) พันธุกรรม (Genetics) ตลอดจนอารมณ์ทางสังคม (Social Emotion)

นอกจากนี้ วิทยากรยังได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาครู-อาจารย์อย่างมาก

ปัจจุบัน ครู-อาจารย์อยู่ในภาวะที่เครียดเกินไปที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เรียกร้องได้

ครู-อาจารย์ไม่สามารถจัดการสมดุลต่างๆ ได้อย่างดี

ครู-อาจารย์ต้องได้รับการพัฒนาชีวิตด้านใน (Inner Life) ให้เข้มแข็งทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ การปฏิบัติภาวนาและการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Practices) จึงมีบทบาทที่สำคัญมากในการเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งของครู-อาจารย์

อย่างไรก็ตาม ท่านมาติเยอ ริการ์ นักบวชสายทิเบตชาวฝรั่งเศส ซึ่งร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย ก็ได้ตอกย้ำไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเราสนใจเรื่องความเมตตากรุณาและความรัก (Compassion and Love) ที่อยู่ในระดับชีววิทยาหรือร่างกายเท่านั้น คงจะไม่เพียงพอและยั่งยืน

แต่เราต้องสนใจในการสร้างความเมตตากรุณาและความรักที่มาและเกิดขึ้นจากด้านในของมนุษย์อย่างแท้จริงด้วย

ในช่วงสุดท้าย เป็นบทบูรณาการและการมองทิศทางในอนาคต ศาสตราจารย์ลินดา คณบดีวิทยาลัยศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กล่าวว่า เราคงไม่สามรถทำเพียงแค่นำเรื่องปฏิบัติภาวนาหรือการนั่งสมาธิเข้าไปในระบบการศึกษาเฉยๆ เพราะระบบอาจจะยังไม่เอื้ออำนวย

แต่เราต้องเน้นความสำคัญในเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เราต้องสร้างเรื่องความสุขหรือสุขภาวะทั้งระบบโรงเรียน (Whole School Happiness) ซึ่งกินความรวมถึงความสุขส่วนบุคคล ความรับผิดชอบต่อสังคม กระบวนการเรียนรู้เติบโตและพัฒนาร่วมกัน และการทำงานเป็นทีมของครู-อาจารย์ในสถานศึกษานั้นๆ

ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องมีความหลากหลาย ระบบการเรียนรู้ใหม่ต้องเข้าใจพัฒนาการมนุษย์ มีทรัพยากรที่พอเพียง และต้องไม่ทอดทิ้งให้เยาวชนคนใดตกขบวน (No Child Left Behind) ซึ่งในประเด็นนี้

ศาสตราจารย์ทากาโอะ เฮนซ์ แพทย์ทางสมองแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็ยังย้ำว่า ประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิต (Early Life Experiences) นับว่ามีความสำคัญมากต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และเราจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจกลไกการทำงานของสมองว่า ช่วงที่เป็นวิกฤต (Critical Period) นั้นมีความสำคัญมากสำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเมตตากรุณา

ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิด แห่งมหาวิทยาลัยวิสเคาซิล-แมดิสัน ซึ่งทำงานวิจัยระยะยาวในเรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่ายินดีว่า สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Contemplative Science และ Basic Science คือต่างเห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ (Change is Possible) และยังเน้นย้ำถึงทิศทางการวิจัยที่มีความสำคัญในอนาคตว่า

1) การศึกษาว่าด้วยความเมตตากรุณานั้น ไม่ควรจำกัดอยู่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ควรศึกษาว่า ความเมตตากรุณามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรอบข้างหรือสังคมอย่างไร (Social Impacts)

2) เราควรก้าวข้ามการทดสอบทางการศึกษาแบบปรนัย (Choice Test) เพราะไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้เลย ดังนั้น เราควรเร่งศึกษาถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์ที่มีความหลากหลาย

3) ความสุขคือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์และสังคม ความสุขของมนุษย์จึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อสุขภาวะของสังคมโดยรวม

4) นักวิทยาศาสตร์ต้องใส่ใจศึกษาเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) เพราะความเข้าใจในเรื่องนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในพฤติกรรมของเยาวชนและกระบวนการเรียนรู้ของเขา เด็กติดเกม เพราะเกมสร้างให้เกิดความจดจ่อในเด็ก เราไม่ควรเพียงแค่ปฏิเสธเกม แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้เกมเป็นเกมที่สร้างสรรค์และสร้างให้เกิดความรักความเมตตา อนึ่ง เราต้องการกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย วิธีการหนึ่งจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน

และ 5) สุดท้าย ทีมวิจัยแบบบูรณาการ (Transdisciplinary Team) และการเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานสู่ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ (Translational Research to the Field) นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องนี้

ในตอนท้าย องค์ดาไล ลามะ ได้กลับมาสรุปเพื่อตอกย้ำอีกครั้งว่า การสร้างแรงจูงใจและความตระหนัก ต่อการสร้างการเรียนรู้เพื่อการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีความสำคัญมาก การสร้างทรรศนะในเชิงบวก เราต้องสร้างสติทุกนาที เราต้องมีทั้ง วจีกรรม (Verbal Action) กายกรรม (Physical Action) และมโนกรรม (Mind Action)

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ อดสะท้อนย้อนนึกมาถึงกระบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาของเราไม่ได้ว่า ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ เราดูเหมือนจะละเลยนำสิ่งที่ดีมีคุณค่ายิ่งในแผ่นดินมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์และเยาวชนคนรุ่นหลัง

การจัดการศึกษาที่เดินรอยตามฝรั่งรังแต่จะสร้างสมปัญหาอย่างมากมายมหาศาล

การศึกษาไทยเร่งสร้างให้เกิดการแข่งขันและเอาชนะ

ในวันนี้การจัดการศึกษาในโลกตะวันตกกำลังเปลี่ยนไปเพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ของมวลมนุษยชาติ แต่การศึกษาของไทยและวงการวิชาการไทยกำลังติดกับอยู่กับการแข่งขันจนละเลยการพัฒนาความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง

หากครู-อาจารย์ของเรายังอยู่ในภาวะเครียดและสับสน มุ่งถ่ายทอดความรู้จากเพียงตำราและเนื้อหาโดยไม่สนใจชีวิตของผู้เรียน แล้วเราจะสร้างเยาวชนในอนาคตที่มีความสุข มีความรักความเมตตา เป็นเยาวชนที่รู้จักการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติสุขได้อย่างไร

หากการปฏิรูปการศึกษารอบสองของเราไม่สามารถก้าวข้ามหลุมดำที่ยิ่งใหญ่นี้ไปได้ อนาคตของสังคมไทยคงอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงยิ่ง

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01311052&sectionid=0130&day=2009-10-31

พรมแดนแห่งความรู้: การวิจัยเชิงพื้นที่ด้านกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร สิงหาคม 15, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

อันเนื่องจากงาน Thailand Research Expo 2009 ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลดดดดดดดดดดดดดด์ ระหว่าง 26-30 สิงหาคม 2552

ผมได้มีโอกาสไปช่วยอาจารย์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ในเรื่อง “พรมแดนแห่งความรู้ : การวิจัยเชิงพื้นที่ด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” ในวันที่ 29 สิงหาคม ระหว่างเวลา 13.30 – 16.30 น.

ใครว่างก็เรียนเชิญ นะคร้าบ

กำหนดการตามนี้เลยครับ

กำหนดการ

“ขึ้นหิ้ง หรือ ขึ้นห้าง”….งานวิจัย สิงหาคม 15, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: ,
add a comment
ดร.วรภัทร โตธนะเกษม
มีบุคลากรอาชีพ หนึ่ง ซึ่งสร้างผลงานที่ทำให้เกิดการพัฒนา และความก้าวหน้าแก่สังคมมนุษย์ แต่คนทั่วไปกลับไม่มีโอกาสได้รู้จักพวกเขาเท่าใดนัก เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ค่อยได้ปรากฏตัวในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ และชีวิตของพวกเขามักจะอยู่กับตำรับตำรา ห้องทดลอง หรือปฏิบัติงานภาคสนาม เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยในรูปแบบต่างๆ และเราเรียกบุคคลในอาชีพนี้ว่า นักวิจัย ครับ

ในวงการวิจัย มีคำพูดที่ใช้เปรียบเปรยกันบ่อยครั้งว่า งานวิจัยนั้นทำขึ้นมาเพื่อ ขึ้นหิ้ง หรือ ขึ้นห้าง โดยมักมีการเปรียบงานวิจัยที่เน้นหนักทาง แนวคิด หรือทฤษฎี ว่า เป็นงานวิจัยประเภท ขึ้นหิ้ง (นัยว่าผลของการวิจัยยังไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าหรือบริการ ให้ผู้บริโภคนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่เป็นงานที่ทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และนักวิจัยคนอื่นๆ สามารถนำไปวิจัยต่อยอดได้ในภายภาคหน้า) ส่วนงานวิจัยอีกประเภทหนึ่ง เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อวางจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปได้ จึงเรียกว่าเป็นงานวิจัยประเภท ขึ้นห้าง

งานวิจัย เป็นงานที่ต้องทำด้วยใจรักมากๆ และต้องใช้เวลานานหลายปี กว่าจะได้รับความสำเร็จและการยอมรับ อย่างไรก็ตาม งานวิจัย ยังใช้เป็นตัวชี้วัดศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปตัวชี้วัดที่สำคัญ ก็คือ “จำนวนเงินที่ประเทศนั้นๆ นำไปใช้ในการวิจัย เมื่อเทียบกับมูลค่าจีดีพีของประเทศ” ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ฯลฯ ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายในการวิจัยจะเกินกว่าร้อยละ 3 ของจีดีพี ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามักจะต่ำกว่าร้อยละ 1 หรือไม่ถึง 0.5 ด้วยซ้ำไป

คุณเชื่อไหมว่า ประเทศไทยเรานั้น ค่าใช้จ่ายในการวิจัยภาครัฐต่อจีดีพีนั้น มีเพียงประมาณร้อยละ 0.26 เท่านั้นเอง (ไม่ได้พิมพ์ผิด นะครับ) และด้วยเงินเพียงจำนวนน้อยนิดนี้ ผมเคยสอบถามผู้ที่อยู่ในแวดวงวิจัย ก็ทราบว่า ในทางปฏิบัติบางครั้งก็จำเป็นต้องจัดสรรเงินแบบกระจัดกระจายพอสมควร

กล่าวคือ เมื่อส่งงบประมาณผ่านไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว ก็ปรากฏว่าบางแห่งต้องจัดสรรงบประมาณให้เป็น โครงการวิจัยขนาดเล็ก หลายโครงการ เพื่อเป็นการ เกลี่ย ให้อาจารย์หลายๆ คน เพราะอาจารย์ (ซึ่งมักจะมีรายได้ไม่มากนัก) จะได้มีเงินวิจัยช่วยสนับสนุนให้สามารถทำหน้าที่อาจารย์ต่อไปได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ก็อาจจะพอมีความจริงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม บุคคลที่อยู่ในวงการวิจัยบางท่าน ก็บอกว่า เมื่อก่อนนี้อาจจะมีปัญหาลักษณะนี้จริง แต่เดี๋ยวนี้ลดน้อยลงไปมากแล้ว

ถึงแม้ว่าคนทั่วไปอาจจะมีความคิดว่า งานวิจัยเพื่อ ขึ้นห้าง น่าจะมีประโยชน์มากกว่างานวิจัยเพื่อ ขึ้นหิ้ง ก็ตาม แต่โลกนี้เจริญได้ก็เพราะต้องพัฒนามาจากงานวิจัยประเภท ขึ้นหิ้ง เสียก่อน และเมื่อมีการวิจัย ต่อยอด กันมา ถึงจุดหนึ่งก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้
คิดไปแล้วก็เห็นใจ นักวิจัยไทย ที่ทำงานโดยมีเงินสนับสนุนค่อนข้างจำกัดจำเขี่ยมาโดยตลอด แต่เราก็ได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของนักวิจัยไทยเป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น หลายเดือนมาแล้วผมได้ฟังรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุจุฬาฯ ได้ยินทันตแพทย์ นักวิจัยของจุฬาฯ ท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์เรื่องการสกัดสารจากเปลือกทุเรียนมาทำน้ำยาบ้วนปาก และยาสีฟัน เพื่อกำจัดกลิ่นปาก ซึ่งจะมีความปลอดภัยกว่าน้ำยาบ้วนปากที่ทำด้วยสารเคมี

ผมฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ทำให้ทราบว่าขณะนี้ได้พัฒนางานวิจัยมาจนถึงขั้นที่สามารถผลิตออกจำหน่ายได้ แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจารายละเอียดต่างๆ กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายในทางการค้า แต่เมื่อมีมุมมองทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทันตแพทย์นักวิจัยท่านนี้ ก็บอกว่าตนเองยังงงๆ อยู่ เพราะไม่มีความรู้ทางธุรกิจ เช่น บริษัทอยากได้ สูตรยาบ้วนปาก ที่ “แรง” กว่านี้ เพราะผู้บริโภคใช้แล้วจะได้เห็นผลเร็วๆ แต่นักวิจัยกลับไม่อยากทำเช่นนั้น เพราะเขามีความเชื่อว่า สูตร “อ่อนๆ” ขนาดนี้ ปลอดภัยกว่า อย่างนี้เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ผู้วิจัยบอกว่ายังไม่พอใจกับคุณภาพยาสีฟันเท่าใดนัก และจะขอพัฒนาต่ออีกระยะหนึ่ง จึงจะพร้อมพูดคุยเรื่องการผลิตเพื่อจำหน่าย เพราะจากการทดลองนั้น หลังจากเก็บยาสีฟันไว้ประมาณสองปีแล้ว ลักษณะของเนื้อยาสีฟันจะเปลี่ยนไป ซึ่งเรื่องนี้ทางภาคธุรกิจก็บอกว่าไม่เห็นจะต้องกังวลอะไร เพราะในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีใครเก็บยาสีฟันไว้เกินสองปีอยู่แล้ว แต่นักวิจัยก็เป็นนักวิจัยมืออาชีพ และยังยืนยันว่าจะขอพัฒนาต่ออีกระยะหนึ่งก่อน

ผมฟังแล้ว รู้สึกชื่นใจที่เรายังมีนักวิจัยที่อยู่ในกรอบของความเป็นนักวิชาการที่เข้ม แข็งเช่นนี้ ถ้าหากจะใช้ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายก็คงจะพูดได้ว่า การผลิตน้ำยาบ้วนปากให้ “แรง” เพื่อให้เห็นผลโดยเร็ว ก็น่าจะหมายถึง “Maximum” ในขณะที่นักวิจัยกำลังพูดถึง สูตรที่อ่อนลงมาหน่อย แต่ “กำลังดี” ซึ่งหมายถึง “Optimum” นั่นเอง

ฟังการให้สัมภาษณ์วันนั้นแล้ว ทำให้คิดว่าถ้าหากอาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งเก่งด้านธุรกิจอยู่แล้ว ได้เข้ามามีส่วนในการเจรจาและผลักดันให้ผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัย ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกวางตลาด โดยร่วมกำหนดรูปแบบของการพัฒนา ไปสู่การค้าให้ได้ในระดับที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ก็จะดีอย่างยิ่ง

ฟังเรื่องการผลิต น้ำยาล้างปากจากเปลือกทุเรียน ไปเพียงสองวันเท่านั้น ก็เห็นข่าวว่า นักวิจัยไทยจากไบโอเทค สามารถค้นคว้าการผลิต สเปรย์ป้องกันการแพ้ไรฝุ่นบนเตียงนอน โดยตามข่าวระบุว่า สามารถป้องกันไรฝุ่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และกำลังจะเจรจาให้บริษัทเอกชนรับไปผลิตเพื่อจำหน่ายเช่นกัน อันว่าอาการแพ้ไรฝุ่นนั้น คนไทยเป็นกันมาก และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูงถึงปีละ 35,000 ล้านบาททีเดียว ดังนั้น ถ้าทำสเปรย์นี้ได้สำเร็จจริง นอกจากเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว ยังจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของชาติจำนวนมหาศาลอีกด้วย

ได้ยินเรื่องอย่างนี้แล้วก็ดีใจ แต่ในขณะที่ดีใจก็อดสงสัยลึกๆ ไม่ได้เหมือนกันว่า ของจริงจะมีคุณภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ตามที่เป็นข่าวหรือไม่ เพราะถ้าได้ผลชะงัดขนาดนั้นจริงๆ แล้ว อย่าว่าแต่คนไทยเราเลย ผมเชื่อว่าฝรั่งมังค่าก็จะรีบวิ่งมาซื้อสินค้านี้จากเรา ชนิดผลิตไม่ทันขายเลยทีเดียว เหตุที่ยังไม่ค่อยจะมั่นใจมากนัก ก็เพราะได้อ่านข่าวเรื่องความสำเร็จทำนองนี้ในเมืองไทยอยู่บ่อยๆ แต่แล้วเรื่องก็มักจะหายเข้ากลีบเมฆไปเฉยๆ

ผมก็ได้แต่ลุ้นมานานว่า คนไทยจะมีนักวิจัยดีๆ เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเอาการเลยทีเดียว เพราะงบประมาณมีอย่างจำกัดจำเขี่ย และกว่าจะเพิ่มได้เพียงแค่ร้อยละ 0.1 หรือ 0.2 ของจีดีพี ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ผมจึงรู้สึกชุ่มฉ่ำใจขึ้นมาอีกนิด เมื่อเห็น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปพูดที่การประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยให้สัญญาว่า จะพยายามเพิ่มงบประมาณวิจัยจากร้อยละ 0.26 ในปัจจุบัน ให้เป็นร้อยละ 1 ของจีดีพี

ผมเอาใจช่วย และขอให้ทำได้จริงๆ นะครับ

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7238&user=warapatr

“สิ่งที่เปลี่ยนไป ในโลกที่เปลี่ยนแปลง” กรกฎาคม 25, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , , ,
add a comment

โดย ดร กุลเดช สินธวณรงค์

หลาย ปีมานี้นักสังคมศาสตร์ได้พยายามแบ่งลักษณะประชากรตามช่วงยุคการเกิด ซึงนักการตลาดได้นำมาศึกษาเพื่อต่อยอดหาบุคลิกและพฤติกรรมที่คาบเกี่ยวกับ กับการแบ่งประเภทนั้นๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับงานการตลาดหลายๆชิ้นจนประสบความสำเร็จ หลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า เจนเนอเรชัน เอ็กซ์ วาย ซีส์

เจนเนอเรชัน เอ็กซ์ (Gen X) คือกลุ่นคนที่ขณะนี้อายุประมาณ 35 ไม่น่าจะเกิน 45 เจนเนอเรชัน วาย (Gen Y) ตอนนี้เริ่มจาก 20กว่าๆ ไปจนคาบเกี่ยวกับกลุ่มแรก และสุดท้าย เจนเนอเรชัน ซีส์ (Gen Z) กลุ่มวัยใสวัยโจ๋ใจมัน

นักการตลาดทราบมานานแล้วว่า ลูกเล่นทางการตลาดรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะงัดออกมาแล้วตื่นตาตื่นใจขนาดไหน ก็มีผลน้อยมากต่อการตัดสินใจของ GEN X ซึงฉลาด(โดยภาคบังคับ)ด้วยประสบการณ์และจากความรับผิดชอบ ฉลาดเลือกแบบช่างสงสัย(คุณนายละเอียด) หาข้อมูลทุกครั้งก่อนการตัดสินใจ และเชื่อการแนะนำจากเพื่อนฝูงหรือครอบครัว แตกต่างจาก GEN Y ซึงร้อนรุ่ม อยากมี อยากเป็น อยากได้ กล้าแสดงออก อยากแต่งตัวสบายๆไปที่ทำงาน ส่ง SMS หาเพื่อนตั้งแต่ตื่นนอน ฟังไอพอด เอ็มพีสาม ถึงที่ทำงานยังเล่นเอ็ม เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ และเชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งในชิวิต มาถึง GEN Z ที่ทุกคนกำลังมองกันตาเป็นมัน เพราะกลุ่มนี้กำลังโตไปกับเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่กำลังผสมผสาน “คอนเวอร์เจนซ์” (convergence) ลองคิดดูสิครับพ่อค้าที่ไหนจะไม่ชอบ ก็ “ซื้อ” โดยไม่ต้อง “สอน”  “โฆษณา” โดยไม่ต้อง“ชวนเชื่อ” เพราะรู้เองทำเองเป็น มีกำลังซื้อแบบกล้าลองผิดลองถูก (อยากได้อะไร พ่อแม่จ่าย!)

เมื่อ การมองโลกธุรกิจในมิติแบบองค์รวมได้เปลี่ยนแปลงไป มิติในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการฟาดฟันทางการค้า มิติที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับต่อสู้ทางความคิดเพื่อมองหาสิ่งที่สร้างสรรค์ มิติที่มีหลากปัญหาให้แก้แต่ไม่มีโซลูชั่นหรือคำตอบแบบชัดเจนคำตอบเดียว

ทั้งหลายทั้งปวงคือสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรกำลังประสบกับการท้าทาย “ซ่อนรูป” แบบ ต่างๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สำหรับโลกขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่เราเรียนรู้ได้จากแต่ละเจนเนอเรชัน คงไม่ใช่มุมแคบๆของพฤติกรรมทางการตลาดที่คนจากแต่ละกลุ่มพึงมี แต่คือ “ลักษณะผู้นำ” ที่องค์กรต้องการ

GEN X น่าจะเป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่สัมผัสโลกปัจจุบันด้วย “ความเป็นจริง” ผ่านชีวิตในช่วงที่มีรายละเอียดเยอะ คนกลุ่มนี้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและเศรษฐกิจมาไม่ต่ำกว่า สองถึงสามครั้ง (ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย) ทั้งความโหดร้ายของการลดค่าเงินบาท การล่มสลายและฟื้นคืนของระบบทุนนิยมเลียนแบบ นวัตกรรมการปฏิวัติควบคู่กับการปกครองแบบไทยๆที่คนไทยภูมิใจกันนักหนา คนกลุ่มนี้มีสัญชาติญาณในการแก้ปัญหาและการเอาตัวรอดสูง มีเหตุมีผล รู้จักการแก้ปัญหาเชิงระบบ เนื่องจากเติบโตมาในช่วงคาบเกี่ยวกับช่วงเริ่มต้นของพัฒนาเทคโนโลยี จึงให้โอกาสและพยายามทำความเข้าใจในสิ่งใหม่ แต่บางครั้งด้วยความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานที่ตัวเองมีระดับหนึ่ง แล้ว ทำให้เป็น “กับดัก” เป็นอุปสรรรคและเป็นข้อจำกัดถ้าโอกาสมันไม่อยู่ในกรอบที่ตัวเองวาดไว้

GEN Y น่า สนใจตรงที่มีความหลากหลาย น่าจะเป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่กล้าเปิดรับรูปแบบต่างๆของความสร้างสรรค์ ยอบรับความเป็นจริงของรูปแบบสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ผสมผสาน เป็นกลุ่มที่ฉลาด การศึกษาสูงมากจากการฝึกฝน จากความพยายามในการเรียนรู้ ทะเยอทะยาน กล้าลอง มั่นใจไม่ยึกยัก มีความสนใจที่จะสร้างและมีส่วนร่วมกับสังคมทุกรูปแบบไม่ว่าตัวเองจะคุ้นเคย กับสังคมแบบนั้นหรือไม่

GEN Z น่าจะสามารถก้าวเป็นผู้นำที่แก้ปัญหาแบบหลายระนาบ (non-linear) ไม่มีจำกัดตัวเองกับกรอบกับดักความคิดที่ตัวเองหรือใครวางไว้อีกต่อไป

เราทราบกันดีว่าชีพจรโลกถูกกำหนดด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตร

ประเทศสหราชอาณาจักรที่ “เย่อหยิ่ง” ภูมิใจเหลือเกินในเผ่าพันธ์ เคย “ฝัน” ถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ หลายปีที่แล้วยังต้องศึกษาตัวเองอย่างจริงจังเพื่อหาความเข้มแข็งเชิงวัฒนธรรม หาแก่นของ “ฝัน” ที่เคยมี

และประเทศเค้าก็ได้ออกมาเป็นแนวคิดประเทศนิยมแบบ New Britain ที่น่าเกรงขาม ได้ออกมาเป็นการส่งออกทางวัฒธรรมแบบ Cool Britania ที่แสนจะมีสเน่ห์ และผันตัวเองเข้าสู่สังคมสร้างสรรค์ Creative Economy ที่กำลังอินเทรนด์อย่างเต็มรูปแบบ

เทคโนโลยีบางอย่างใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี เปลี่ยนแปลงจากการ “เสียง” กลายเป็นการสื่อสาร การส่งข้อมูล และจากนี้ไม่นานกำลังจะกลายเป็น “สังคมและความรู้สึก” แถมราคาถูกลงเรื่อยๆ

อุสหกรรมบางอย่าง ร้อยปี พันปีที่แล้ว “คิด” ว่าก่อสร้างมันแค่เรื่องของ ฐาน ราก เสา คาน หลังคา เดี๋ยวนี้ถ้า “คิด” ได้แค่นั้น มันคงไปไหนไกลซักเท่าไหร่ อาจจะสร้างได้เร็วขึ้น สวยขึ้นหน่อย แต่ก็แพงขึ้น

สงสัยต้องลองถามตัวเองว่ามีอะไรที่ประเทศเขาเหมือนประเทศเรา ต้องลองเดาดูว่ามีอะไรที่องค์กรเขาคิดได้ไกลกว่าเรา

เมื่อโลกคือ “การเปลี่ยนแปลง”

“เจอเนอเรชัน” ไหนที่อยากให้มาเปลี่ยนคุณ

“บทเรียนจากการทำธุรกิจไปรษณีย์ไทย” พฤษภาคม 16, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , , ,
add a comment

By kobkarn

หลายคนคิดว่าธุรกิจที่เกิดขึ้นมานาน การทำงานในระบบราชการ การค้าขายสินค้าที่มีความต้องการน้อยลง จะต้องเป็นธุรกิจที่พัฒนาต่อไปไม่ได้ เพราะจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้ยาก น่าจะเป็นธุรกิจที่ต้องล้มหายตายจากไป

ธุรกิจไปรษณีย์ไทยดูจะเข้าข่ายเรื่องพวกนี้ น่าจะเป็นธุรกิจขาลง Sunset Industry เพราะเกิดขึ้นมา 120 ปีแล้ว ดำเนินธุรกิจโดยหน่วยงานราชการ ความต้องการส่งจดหมายโดยไปรษณีย์ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัย ทั้งการส่ง E-Mail การ Chat online การใช้โทรศัพท์มือถือ การส่ง SMS การส่ง MSN การ Skype ฯลฯ มากขึ้นอย่างรวดเร็ว

แล้วทำไมในวันนี้ธุรกิจไปรษณีย์ไทยยังสามารถอยู่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่อยู่รอด แต่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แม้ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปีนี้   สามารถสร้างการตลาดยุคใหม่ของธุรกิจไปรษณีย์ไทย  ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ สร้างความหวังใหม่ว่า การทำงานของหน่วยงานราชการก็สามารถสร้างผลงานที่สร้างสรรค์ สร้างจุดขายที่แตกต่าง ด้วยคนที่เป็นกลุ่มเดิมแต่กล้าเปลี่ยนแปลงได้

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตอนเช้าเวลาดิฉันนั่งรถไปส่งลูกสาวที่โรงเรียน จะได้ยินโฆษณาการให้บริการใหม่ๆ ของไปรษณีย์ไทยเสมอ ด้วยความทึ่งและประทับใจ ดิฉันไม่ได้รู้จักผู้บริหารท่านใดของไปรษณีย์ไทย ไม่รู้จักองค์กรอย่างใกล้ชิด แต่ในมุมมองของผู้บริโภค และคนทำธุรกิจที่ได้สัมผัสจากสื่อโฆษณา การทำงานในที่ต่างๆ การได้พบกับหน่วยทำงานของไปรษณีย์ไทยเวลาไปทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน ทำให้ดิฉันประทับใจในทีมงานและได้ติดตามผลงานมาตลอดด้วยความชื่นชม และนำสิ่งที่ไปรษณีย์ไทยทำหลายเรื่องมาเป็นข้อคิดเวลาดิฉันพูด Morning Speech ให้พนักงานฟังอยู่หลายครั้ง

ผลงานที่ประสบความสำเร็จของไปรษณีย์ไทยที่ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นบทเรียน และข้อคิดที่เป็นประโยชน์กับคนทำธุรกิจทั่วไป  และคนทำงานราชการ   จากการทำงานของไปรษณีย์ไทยได้ มีดังนี้

1.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเก่าแก่ “แสตมป์” เป็นสินค้าที่อยู่มานานมากแต่ไม่เคยตาย ถ้ารู้จักสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ โดยสร้างความต้องการใหม่ สร้างผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ทำให้ขยายตลาดเพิ่มขึ้นได้ ถึงแม้ในปัจจุบันคนเขียนจดหมายน้อยลงมาก จดหมายของหน่วยงานจะใช้การประทับตราแทนแสตมป์ แต่แสตมป์ก็ยังอยู่และมีการสร้างคุณค่า เปลี่ยนจากการเป็นเพียงแสตมป์มาติดจดหมาย กลายเป็นแสตมป์มาเก็บสะสม เพราะการออกแบบสวยงาม สร้างสรรค์ มีความหมาย ตามวาระสำคัญของหน่วยงาน บริษัทต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปเพื่อจับตลาดทุกเพศทุกวัย หน่วยงานที่ทำแสตมป์ของไปรษณีย์ไทย สามารถปรับการทำงานให้คล่องตัว และเข้าใจในการหาตลาดใหม่ ทั้งกับหน่วยงานราชการด้วยกันและภาคเอกชนได้อย่างดี  เป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลงพัฒนา  ทั้งตัวสินค้าและคนทำงานจนประสบความสำเร็จ

2.การสร้างสินค้าใหม่บนเครือข่ายเดิม โครงการ “อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์” เป็นการเอาจุดแข็งของไปรษณีย์ไทยมาขาย คือเครือข่าย Logistic ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด มาเป็นจุดได้เปรียบในการทำธุรกิจ ให้คนสั่งซื้อสินค้าของกินของฝากที่มีชื่อเสียงจากที่ไกลมาส่งถึงประตูบ้าน ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ได้ของสด ไม่มีคู่แข่งไหนที่จะมาลงทุนสร้างเครือข่ายที่มีอยู่แล้วเช่นนี้ได้ง่ายๆ เป็นตัวอย่างการทำการตลาดที่ดีที่แม้กระทั่งในวิกฤตเศรษฐกิจยังสามารถสร้างการเติบโต  โดยสร้างความต้องการใหม่ให้ผู้บริโภคด้วยการให้ความสะดวก  คนไทยชอบของกินของฝาก ถ้ามีความพึงพอใจเพื่อความสุขส่วนตัวก็จะยอมลงทุน

3.การเข้าถึงตลาด สร้างโอกาส สร้างภาพพจน์ การที่ไปรษณีย์ไทยเข้าไปรับส่งหนังสือในงาน  Book  Fair  ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  โดยถ้าผู้บริโภคนำหนังสือมาถึงบูธไปรษณีย์ไทยภายในบ่าย 2 โมง  ของจะจัดส่งถึงบ้านภายในวันรุ่งขึ้น การให้บริการความสะดวกถึงที่นี่ แสดงให้เห็นถึงการใช้โอกาสที่ Book  Fair  สามารถเรียกคนมาซื้อของมากมายเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว และตอบปัญหาผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่กล้าซื้อหนังสือจำนวนมาก เพราะขนกลับลำบาก

เมื่อไปรษณีย์ไทยไปตั้งบูธและออกโฆษณาทางวิทยุทุกเช้า ทำให้ผู้บริโภคกล้าซื้อหนังสือมากขึ้น  ผู้ซื้อเมื่อซื้อของมาแล้วก็ไม่ลังเลที่จะใช้บริการไปรษณีย์ไทยที่มีให้บริการถึงจุดที่ขาย นอกจากน่าจะสร้างการขายที่ดี  win win situation ให้ทั้งเจ้าของงานและไปรษณีย์ไทยแล้ว  ยังสร้างความประทับใจกับผู้บริโภค เป็นภาพพจน์ที่ดี ทำให้คนอีกหลายส่วนยังไม่ลืมไปรษณีย์ไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ เป็นการโฆษณาและสร้างภาพพจน์ที่ดีของจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย ทั้งการให้บริการเป็นเลิศ  ความทันสมัยทันต่อเหตุการณ์

4.การขยายบริการเพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ การทำ “Pay  At  Post”  จ่ายค่าบริการต่างๆ ที่ไปรษณีย์ไทย  365  วัน ในหลายๆ จุดทั่วประเทศ  มีการเปิดสาขาตามห้างสรรพสินค้า มีขยายเวลาทำงานถึง 18.00 – 19.00 น. เพื่อสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภคที่ต้องไปทำงานสามารถมาทำธุรกรรมได้ในตอนเย็นหลังเลิกงานหรือในวันหยุด เป็นการขยายธุรกิจเข้ามาประชิด เซเว่นอีเลฟเว่นและธนาคารต่างๆ  ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนทั้งหมด ถือว่าเป็นตัวอย่างการสร้างสินค้าการให้บริการใหม่ที่ประสบความสำเร็จในสายตาดิฉัน เพราะไปรษณีย์ไทยมีเครือข่ายเดิมอยู่แล้วมาลงทุนที่ใหม่อยู่บ้าง แต่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนวันเวลาวิธีการทำงานให้แข่งขันได้กับตลาด สามารถสร้างกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้คนสามารถใช้บริการในส่วนอื่นๆ ของไปรษณีย์ไทยได้มากขึ้น เพิ่มการขายและสร้างการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้

ทั้ง 4 ตัวอย่างที่ยกมาเป็นข้อคิดในครั้งนี้ ดิฉันหวังว่าจะช่วยจุดประกายให้คนทำธุรกิจ คนทำราชการ คนที่ยังลังเลว่าจะทำธุรกิจโบราณต่อจากรุ่นปู่รุ่นพ่อนั้น ธุรกิจจะขาขึ้นหรือขาลง ขึ้นอยู่กับตัวเราจะบริหารมันอย่างไร ถ้าการทำงานทุกธุรกิจมีโอกาสเปลี่ยนโฉมหน้า สร้างโอกาสในการทำงาน ถ้าเรากล้าคิดกล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าพัฒนา

ถ้าไปรษณีย์ไทยซึ่งอยู่มานานมาก เป็นหน่วยงานราชการยังทำได้ดีเช่นนี้ ทำไมคนอื่นๆ เช่นเราจะทำไม่ได้ วันนี้ถ้ามีการให้ Rating หน่วย

งานราชการที่ทันสมัยดิฉันมั่นใจว่า ไปรษณีย์ไทยน่าจะติดอันดับ Top 5, Top 10 ด้วยอย่างแน่นอน

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=6696&user=kobk

การทำต้นฉบับ,ช่องทางในการนำเสนอผลงานและการเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ มีนาคม 27, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ, เรื่องควรรู้.
Tags: , ,
add a comment

โดย ขจรฤทธิ์ รักษา

สวัสดี ว่าที่นักเขียนทุกท่าน ผมได้รับหัวข้อค่อนข้างยาว เรื่อง การทำต้นฉบับ ช่องทางในการนำเสนอผลงาน และการเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์

ผมจะพูดเรื่องการทำต้นฉบับก่อน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทุกคน ซึ่งอยู่ ณ.ที่ประชุมแห่งนี้ คงจะรู้ด้วยตัวเองแล้วว่า การทำต้นฉบับให้เรียบร้อยนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น หนึ่ง ต้องพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์และพรินท์ออกมาให้สะอาดเรียบร้อย สอง ต้องตรวจคำผิดและแก้ไขให้ถูกต้อง โดยยึดพจนานุกรมเป็นหลัก สาม ต้องเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง เพื่อสะดวกในการอ่านของบรรณาธิการ สี่ ต้องใส่เลขหน้าให้ชัดเจน อย่างนี้เป็นต้น

สมัยก่อนที่พิมพ์ดีดยังไม่แพร่หลายและคอมพิวเตอร์ยังไม่เกิดขึ้น นักเขียนรุ่นเก่าหลายคน ต้องเขียนต้นฉบับด้วยลายมือ เท่าที่ผมรู้ บางคนนั้นต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะเขียนออกมาได้สักเรื่องหนึ่ง เช่นต้องเตรียมกระดาษสีชมพูไว้ให้พอ ต้องเหลาดินสอไว้เป็นจำนวนมาก บางคนนอกจากกระดาษสีม่วงแล้วไม่อาจเขียนด้วยกระดาษสีอื่นได้เลย บางคนเขียนแล้วแก้ เขียนแล้วฉีกอยู่เป็นกอง ๆ กว่าจะได้เรื่องสั้นออกมาสักหน้าหนึ่ง

ผมเคยเห็นต้นฉบับของนักเขียนใหญ่สองท่าน หนึ่ง คือรงค์ วงษ์สวรรค์ ท่านใช้พิมพ์ดีด และทำต้นฉบับอย่างพิถีพิถันมาก คั่นหน้าไว้ประมาณสองนิ้ว และไม่มีคั่นหลัง จะพิมพ์ไปจนสุดกระดาษแล้วจึงค่อยปัดแคร่ขึ้นบรรทัดใหม่ ตรงไหนที่ผิดก็จะใช้ลิควิดเปเปอร์ลบคำออก เป่าให้แห้ง ก่อนที่จะพิมพ์ตัวอักษรใหม่ทับลงไป หากตรงไหนต้องการเน้นก็จะขีดเส้นใต้ด้วยหมึกแดงหรือน้ำเงิน ตรงไหนที่ต้องการบอกย้ำว่า อย่าไปแก้ต้นฉบับของท่านก็จะโยงไว้ให้เห็นชัดเจน เช่นคำว่านาฑี ท่านห้ามบรรณาธิการแก้เป็น ท.ทหาร โดยเด็ดขาด หรือคอนกรีท ท่านใช้ ท.ทหารสะกดแทน ต.เต่า

อีกท่านหนึ่งคือลาว คำหอม ท่านมักเขียนต้นฉบับด้วยลายมือ ซึ่งกว่าจะคัดลอกออกมาเป็นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะส่งไปลงพิมพ์นั้น ท่านต้องแก้แล้วแก้อีกไม่รู้กี่ครั้ง บางครั้งท่านก็สารภาพว่า แก้อยู่เป็นสิบ ๆ หนในที่สุดก็กลับมาอยู่ที่จุดเดิม แต่ถ้าเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว ท่านจะลงมือพิมพ์ดีดทำต้นฉบับอย่างช้า ๆ ด้วยความตั้งอกตั้งใจ เพราะท่านพิมพ์ดีดไม่คล่องนัก กว่าจะจิ้มดีดได้ครบทุกหน้านั้นท่านต้องใช้เวลามากกว่านักเขียนคนอื่น ๆ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหรอกครับ ที่ผลงานของท่านจึงน้อยกว่าเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ทุกเรื่องของท่านได้รับการยกย่องจากนักอ่านทั้งไทยและต่างชาติว่า เป็นงานเขียนที่สะท้อนภาพชนบทภาคอีสานได้ดีที่สุด

ส่วนกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนหนุ่มซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เขาเป็นคนพิมพ์ดีดได้เร็วและคล่องมาก เขามักจะเขียนร่างแรกด้วยพิมพ์ดีด เสร็จแล้วก็เอามานั่งอ่านและแก้ไขอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะลงมือพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อีกที เขาเคยบอกว่าเสียงข้าวตอกแตกของพิมพ์ดีดนั้นดังไพเราะ ทำให้เขาเกิดความฮึกเหิมและมีความสุขที่จะเขียนหนังสือ

ร่างแรกของเขานั้นก็แสนจะละเอียด คั่นหน้าคั่นหลังเท่ากัน จากนั้นก็เขียนชื่อเรื่องบนหัวกระดาษ ขีดเส้นหนึ่งคั่นไว้ แล้วก็เขียนคำว่าโดย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

ก่อนที่จะปัดแคร่ห้าครั้ง แล้วจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วยประโยคแรกของเขา

นักเขียนแต่ละคนที่ผมยกตัวอย่าง มีวิธีการทำต้นฉบับแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันก็คือความพิถีพิถันในการทำงานเขียนอย่างหาตัวจับยาก
เรื่องการทำต้นฉบับนี้ แคน สังคีตเคยสอนว่า เมื่อเขียนเรื่องจบ ควรอ่านออกเสียงดัง ๆ โดยเฉพาะบทสนทนา เพื่อจะดูว่า คนจริง ๆ เขาสามารถพูดอย่างนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ตัดออกไปหรือไม่ก็ออกเสียงตอนที่บรรยายเหตุการณ์สำคัญ เพื่อดูความสละสลวย น้ำหนักคำและความสมจริง วิธีนี้จะช่วยตัดตอนถ้อยคำหรือคำที่คล้าย ๆ กันออกไป เพราะในระหว่างการเขียนเรื่องเรามักจะไม่รู้ตัวว่าใช้คำซ้ำ ๆ กัน ถ้ามีปัญหาก็ให้พึ่งพจนานุกรมให้มาก โดยเฉพาะการสะกดคำที่ไม่แน่ใจ

เขียนร่างแรกจบลงแล้ว ควรปล่อยทิ้งไว้สักสองสามวัน เพื่อให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า แล้วจึงค่อยกลับมานั่งอ่านตรวจทานและแก้ไขใหม่ ตัดสิ่งที่ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นออกไป จากนั้นก็ทำต้นฉบับให้เรียบร้อย แล้วค่อยใส่ซองไปรษณีย์ส่งไปให้บรรณาธิการ ซึ่งผมคิดว่า สมัยนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นแล้วก็ได้ หาเบอร์อีเมล์ของนิตยสารให้เจอ แล้วจึงค่อยส่งไป
ในหนังสือโรงเรียนนักเขียน ของอาจารย์เพลินตา ได้บอกไว้ตอนหนึ่งว่า “นักเขียนต้องศึกษาตลาดหนังสือว่า แนวที่เราเขียนนั้นตรงกับแนวนิตยสารหรือไม่” ไม่อย่างนั้นเราจะเสียเวลาเปล่า ถ้าเราส่งเรื่องผีไปลงในหนังสือแนววิทยาศาสตร์ หรือส่งแนววิทยาศาสตร์ไปลงในหนังสือพระเครื่องอย่างนี้เป็นต้น เราต้องรู้ว่า ถ้าเราต้องการจะลงในนิตยสารสกุลไทย เราควรจะต้องส่งเรื่องแบบไหน หรือส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เราก็ควรจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร

ส่วนนักเขียนนวนิยายก็ต้องรู้ว่าแนวที่ตัวเองเขียนนั้นควรจะส่งไปหาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ไหน ถ้าไม่รู้ก็ควรจะศึกษา ดูผลงานของสำนักพิมพ์นั้น ๆ ให้ละเอียด แล้วจึงค่อยตัดสินใจส่งไปให้บรรณาธิการพิจารณา

ในส่วนของนวนิยายนั้น ผมมีความเห็นว่าควรจะส่งต้นฉบับที่เข้าเล่มเรียบร้อยเพื่อความสะดวกในการพิจารณาของบรรณาธิการ ถ้าเราส่งต้นฉบับทางอีเมล์ กว่าบรรณาธิการจะทดลองอ่าน กว่าจะสั่งให้เลขาฯพรินท์มาวางไว้บนโต๊ะนั้นต้องเสียเวลามาก บางทีบรรณาธิการอาจไม่สนใจอ่านไปเลยก็ได้ ซึ่งจะทำให้งานดี ๆ ของเราพลาดโอกาสในการถูกพิจารณา

อีกปัญหาหนึ่งซึ่งมักจะเป็นที่ข้องใจในหมู่นักเขียนใหม่อยู่เสมอ ว่าเมื่อส่งต้นฉบับไปแล้วบรรณาธิการอ่านต้นฉบับของเราหรือเปล่า ผมคิดว่า อ่านครับ เพราะปกติของนิตยสารหรือสำนักพิมพ์นั้นต้องการเฟ้นหานักเขียนใหม่ ๆ เพื่อเป็นเกียรติ เป็นชื่อเสียง เป็นความยินดีปรีดาที่ได้ค้นพบเพชรเม็ดใหม่ นักเขียนใหม่ใจร้อน ขอให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ สร้างความน่าเชื่อถือให้ปรากฏ แม้ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าก็อย่าได้ขมขื่นใจ ขอให้จำไว้ว่า ไม่มีนักเขียนคนไหนที่ไม่เคยถูกปฏิเสธผลงาน

เท่าที่ผมรู้ กว่าแฮรี่ พอตเตอร์ผลงานของเจเค โรว์ลิ่งจะได้รับการพิมพ์เป็นเล่มนั้น เธอได้ถูกปฏิเสธมาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่ง เพราะบรรณาธิการคนนั้นบอกว่าหนังสือแนวนี้ไม่มีทางขายได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ นำไปเสนอสำนักพิมพ์แห่งใหม่ จนได้รับการพิมพ์เป็นเล่ม อีก ๖ ปีต่อมา จากแม่ม่ายลูกติดที่ถูกสามีทอดทิ้ง คนที่รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ คนที่เคยพักอยู่ในบ้านโกโรโกโส หลังจากศิลาอาถรรพณ์ ภาคแรกของแฮรี่ พอตเตอร์พิมพ์ออกไป เธอก็กลายเป็นเศรษฐีทันที มีเงินถึง ๖๕ ล้านปอนด์ หรือประมาณ ๔,๒๐๐ ล้านบาท และเธอก็เขียนต่ออีกหกเล่ม ถึงตอนนี้ ใครก็คำนวณไม่ถูกว่าเธอมีเงินทั้งหมดเท่าไร ข่าวที่ออกมาก็คือว่า เธอมีทรัพย์สินมากกว่าควีนของประเทศอังกฤษ

ส่วนจอห์น สไตน์เบ็ค ผู้เขียนเรื่องเพื่อนยาก ตอนที่เป็นนักเขียนใหม่ ๆ เขาใช้เวลารวบรวมเรื่องสั้นได้จำนวนหนึ่งไปส่งให้สำนักพิมพ์ แต่บรรณาธิการของสำนักพิมพ์แม็คบริดจ์กลับปฏิเสธทำให้ปีนั้นทั้งปีเขาต้องเสียเวลาไปเปล่า ๆ ในที่สุดเขาต้องกลับบ้านที่แคลิฟอร์เนีย ไปทำงานรับจ้างสารพัด เพื่อยังชีพไปวัน ๆ แล้วเขาก็ลงมือเขียนนิยายเรื่องแรก พร้อมกับรับเงินช่วยเหลือจากพ่อเดือนละ ๒๕ ดอลล่าร์ ที่พ่อให้เขา ก็เพราะเชื่อว่าวันหนึ่งลูกชายของเขาจะมีชื่อเสียง และเขาก็ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง เมื่อผลงานของเขาได้รับการพิมพ์รวมเล่ม เขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังทันที นิยายที่สร้างชื่อและทำเงินให้เขามากที่สุดในยุคแรก ๆ ก่อนที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบลคือตอติญาแฟลต ที่เขานำเสนอภาพของผู้คนที่ต่ำต้อยในย่านเสื่อมโทรมในถิ่นมอนเตอร์เร่อย่างสมจริง และยุคต่อมาเขาโด่งดังสุดขีดจากเรื่อง “เพื่อนยาก” หรือ “ออฟไมแอนเมน” ก่อนที่จะเขียนเรื่อง ผลพวงแห่งความคับแค้น และได้รับรางวัลโนเบลในปี ๒๕๐๕ หลังจากนั้นเงินทองก็ไหลมาเทมา ทำให้เขาสามารถเดินทางไปไหนก็ได้ในโลกนี้
ที่ผมพูดถึงตรงนี้ก็ไม่ได้มุ่งหวังให้พวกเราคิดถึงแต่เรื่องการเงินหรือตัวเลข สำหรับนักเขียนแล้ว ผมคิดว่า ความสุขที่เกิดจากการเขียนนั้นก็มีความสำคัญไม่น้อย และเราก็ไม่อาจวัดคุณค่าของความสุขที่เกิดขึ้นจากงานเขียนเป็นตัวเลขได้
ผมแค่อยากอธิบายให้เห็นว่า ถ้าเราท้อถอยหรือท้อแท้เสียก่อน เราก็ไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
เมื่อหลายวันก่อน ผมไปร่วมงานของค่ายเยาวชนนักเขียนที่จังหวัดสระบุรี ทางผู้จัดงานได้คัดเลือกนักเขียนรุ่นใหม่ที่เป็นหัวกะทิของประเทศมาชุมนุมอยู่ในสถานที่เดียวกันจำนวนร้อยกว่าคน ผมตื่นเต้นมากกับความเป็นหนอนหนังสือของพวกเขาเหล่านั้น พวกเขาอ่านงานเขียนนักเขียนไทยดัง ๆ หลายคน เช่น รงค์ วงษ์สวรรค์ ลาว คำหอม อาจินต์ ปัญจพรรค์ ปราบดาหยุ่น ทมยันตี หรือแม้แต่นักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังสร้างชื่อเสียงอยู่ในขณะปัจจุบัน นอกจากนี้พวกเขายังเอ่ยถึงหนังสือวิชาการ หนังสือแนววิทยาศาสตร์ หนังสือแนววิเคราะห์เศรษฐกิจของโลกด้วยชื่อหนังสือและชื่อนักเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ผมซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ด้วยความรู้สึกทึ่ง ยิ่งได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงนักเขียนคนนั้นคนนี้ที่ผมไม่เคยอ่าน ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน และไม่เคยได้รับการแปลเป็นภาษาไทยมาก่อน ผมยิ่งรู้สึกถึงความล้าหลัง ความไม่ทันสมัยและความโง่เขลาของตัวเอง ผมตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วผมจะมาสอนอะไรพวกเขาได้
ตอนที่คณะวิทยากรเปิดโอกาสให้พวกเขาโต้เถียงกันถึงหนังสือขยะว่ามีประโยชน์หรือไม่ พวกเขาส่วนใหญ่ เชื่อว่ามีประโยชน์ อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นอ่านของเยาวชน หลังจากนั้นก็จะขยับขยายไปอ่านแนวหนัก ๆ เช่นงานของนักเขียนก้องโลกอย่างเฮอร์มาน เฮสเส มูราคามิ มิลาน คุนเดอราหรือการ์เซีย มาเกซต่อไป ผมเห็นพวกเขาโต้กันอย่างมีระบบ หักล้างคำพูดกันอย่างมีเหตุมีผล และไม่ลืมที่จะยกตัวอย่างให้เห็นว่าตนเองเป็นคนฉลาดแค่ไหน ร่ำเรียนมาอย่างไร และอ่านอะไรกันมาบ้าง
ยิ่งผมอยู่ในห้องประชุมนั้นนานเข้า ผมก็ยิ่งเชื่อว่า พวกเขาจะเขียนหนังสือได้ดี เพราะหนึ่งพวกเขาเรียนสูง อ่านมาก และดูเหมือนจะเป็นคนมีเหตุมีผล บางคนกำลังเรียนหมอ บางคนจบปริญญาตรีวิศวะ บางคนกำลังเรียนปริญญาโท บางคนเป็นวิศวกร บางคนเป็นทนายความ บางคนก็เป็นศิลปินทำงานด้านละครและจิตรกรรม และมีบางคนที่เคยส่งผลงานเข้าประกวด เคยได้รับรางวัลมาแล้ว

เมื่อผมเห็นพวกเขาแสดงความสามารถในการพูด ในการออกความเห็น ผมคิดว่า พวกเขาเหล่านั้นน่าจะเป็นความหวังใหม่ของวงการวรรณกรรมไทย

แต่ นั่นแหละครับ สุดท้ายผมก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา เมื่อพวกเขาส่งผลงานให้วิทยากรอ่านและช่วยวิจารณ์จุดเด่นจุดด้อย สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อถูกวิทยากรพูดอย่างเกรงใจว่างานของเขามีสำนวนฟุ่มเฟือย เขียนเยิ่นเย้อ ถ้าตัดถ้อยคำที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง น่าจะดีขึ้น เขากลับประกาศเสียงดังอย่างไม่พอใจว่า เขาไม่สนว่าใครจะว่าอย่างไร เมื่อเขาเขียนจบแล้ว เขาจะไม่ยอมกลับไปแก้แม้แต่บรรทัดเดียว เขาถือว่า ถ้าใครอ่านไม่เข้าใจก็ช่วยไม่ได้

ผมได้ยินแล้วไม่สบายใจ เพราะนี่ไม่ใช่คุณลักษณะที่ดีของนักเขียน

และผมก็รู้ว่า ผมควรจะแนะนำอะไรเขา

ผมบอกว่า นักเขียนต้องไม่ทำตัวเองเหมือนชาล้นถ้วย ยิ่งเป็นนักเขียนใหม่ต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับคำวิจารณ์ เพื่อจะได้นำไปครุ่นคิดพิจารณาแล้วนำจุดอ่อนทั้งหลายมาดัดแปลงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามีพระอาจารย์ท่านไหนพูดว่า เรามีสองหู แต่มีหนึ่งปาก เพราะฉะนั้นจึงควรให้โอกาสหูได้ทำงานมากกว่าปากสักนิดหนึ่ง
นักเขียนต้องเป็นตัวของตัวเองแต่ต้องไม่โอหัง ยกเว้นว่าเรามีชื่อเสียงอยู่ในระดับเดียวกับเฮมิงเวย์ หรือจอห์น สไตน์เบ็ค เราจึงจะโต้ตอบนักวิจารณ์ได้อย่างเผ็ดร้อน เช่น ครั้งหนึ่งสไตน์เบ็คซึ่งไม่ค่อยกินเส้นกับนักวิจารณ์ เนื่องจากว่าตอนเป็นนักเขียนใหม่เคยถูกนักวิจารณ์โขกสับไว้มาก เมื่อถูกถามว่า คิดอย่างไรกับนักวิจารณ์ เขาตอบว่า นักวิจารณ์ไม่ต่างอะไรกับเจ้าปลาพิสดารที่เกาะดูดอาหารจากปลาอื่น อาศัยเลี้ยงชีพจากงานคนอื่นอย่างชุบมือเปิบแล้วยังใช้ถ้อยคำน่าเหม็นเบื่อ เขาบอกว่า เขาไม่แยแสกับคำพูดของนักวิจารณ์ ส่วนใหญ่เมื่อเขียนเสร็จ เขาจะอ่านให้หมาของเขาฟังก่อน ถ้ามันนิ่งฟังเงียบ ๆ แสดงว่าผลงานของเขาใช้ได้

ส่วนเฮมิงเวย์ บุรุษผู้นี้เป็นนักเขียนปากร้าย เขาพูดว่า “นักวิจารณ์คือพวกขันทีแห่งวรรณคดี”

ฟังแล้วไม่ต้องตีความ พวกนักเขียนที่ไม่ชอบหน้านักวิจารณ์จะพลอยรู้สึกสะใจไปด้วย ส่วนนักวิจารณ์ฟังแล้วเจ็บ และไม่อยากตอแยยุ่งเกี่ยวกับนักเขียนแบบนี้อีก

แต่ถ้าเรายังไม่อยู่ในขั้นนั้น จงรับฟังเสียงวิจารณ์อย่างอ่อนน้อม และจงรับฟังเสียงชื่มชมด้วยความสำรวม

กล่าวกันว่า นักเขียนใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น รับไม่ได้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพราะจะสร้างความกังวลและปวดร้าวใจ อีกทั้งยังทำลายความเชื่อมั่น หลาย ๆ คนต้องเลิกล้มความตั้งใจไปก็มี ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น เราต้องรับฟังเสียงวิจารณ์ให้ได้ เมื่อเขียนงานจบลงก็จงให้เพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันอ่าน ขอให้เขาช่วยวิจารณ์ ชี้แนะข้อดีและข้อด้อย แล้วเราก็ค่อยเอามาไตร่ตรองอีกทีหนึ่งว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อแค่ไหนอย่างไร จากนั้นก็ส่งเรื่องไปให้บรรณาธิการพิจารณา หากไม่ผ่านการพิจารณาเราควรจะขอคำวิจารณ์จากบรรณาธิการด้วย และควรจะเปิดใจให้กว้างที่สุดเพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงในการเขียนงานชิ้นอื่นๆ ต่อไป

เฮมิงเวย์นักเขียนผู้อหังการ์ก็ยังเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีความผิดอันใดร้ายแรงไปกว่าการอวดตัวต่อสาธารณชน”
เราต้องรับฟังการวิจารณ์อย่างเปิดกว้าง จดประเด็นที่น่าสนใจไว้ แม้การวิจารณ์ผิด ๆ จะทำให้เราหัวเสีย หรือการชมอย่างโง่ ๆ ก็ทำให้เราหงุดหงิดได้เหมือนกัน ขอให้เราสงบสติอารมณ์อย่าไปตอบโต้กับนักวิจารณ์

ตำราเขาบอกว่า นักวิจารณ์ไม่ใช่ศัตรูที่แท้ของนักเขียน สงครามที่นักเขียนจะต้องเผชิญนั้นอยู่ในจิตใจของเราเอง
ครั้งหนึ่งผมเคยลอกบทความชื่อว่า “คำแนะนำจากนักเขียน” จากนิตยสารถนนหนังสือ ส่งไปให้เพื่อน ๆ อ่านกันหลายคน และผมอยากจะนำมาเสนอ ณ ห้องประชุมแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง เขาบอกไว้ว่า

นักเขียนส่วนใหญ่ติดกังวลอยู่กับเรื่องชื่อเสียง คิดแต่ว่าอีกร้อยปีข้างหน้า พวกเขาจะได้รับการรำลึกถึงอย่างไร แล้วพวกเขาก็เหี่ยวเฉา แต่บางครั้งก็แทบคลั่ง พวกเขารบเร้านักวิจารณ์ให้เขียนถึงผลงานของพวกเขาบ้าง พวกเขาปลื้มกับคำชม และเศร้ากับคำติ แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำเล็ก ๆน้อย ๆ จากคอลัมน์แนะนำหนังสือ

ทั้งนี้เป็นผลจากการที่นักเขียนให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไป หรือเคร่งเครียดเกินไป
นักเขียนต้องจริงจัง แต่อย่าจับจด

การทำงานเขียนไม่ใช่การลงบัญชีตัวเลขทางธุรกิจ งานเขียนต้องการความอดทน นักเขียนไม่ได้เกิดขึ้นได้ในวันเดียว ดาวรุ่งอาจจะพุ่งขึ้นมาเมื่ออายุสิบแปด แต่ไม่ช้าไม่นานก็ตก เว้นแต่บางคนซึ่งเป็นส่วนน้อย

อาชีพนักเขียนกว่าจะลงหลักปักฐานได้มั่นคง ก็ต้องใช้เวลากว่าค่อนชีวิต
เหนือสิ่งอื่นใด ต้องเป็นอย่างที่เราเป็น งานทุกชิ้น ประโยคแต่ละประโยค จงเขียนอย่างที่เราเชื่อ และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ
ใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วยการหุบปาก แต่จงเปิดหูเปิดตาไว้
อย่าอยากเป็นคนเด่นเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น
จงจมอยู่ในฝูงชนอย่างคนธรรมดาคนหนึ่ง

ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ทุกท่านจงประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียน
ขอบคุณและสวัสดีครับ
*********
พูดในงาน การอบรม “การเรียนรู้สู่โลกเรื่องสั้นและนวนิยาย”โดย บจม.ซีพี.ออลล์ ณ ห้องประชุม ธาราพาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ /๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒

http://www.oknation.net/blog/nonglakspace/2009/03/27/entry-1

ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียง มีนาคม 9, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: ,
add a comment

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

 

 

หลังการรัฐประหารกันยายน 2549 รัฐบาลทุกชุดได้ทุ่มงบประมาณลงไปให้แก่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เสมอมา รัฐบาลชุดปัจจุบันถึงกับเปลี่ยนชื่อของโครงการพัฒนาชนบทให้เป็น “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปเลย

 


แน่นอนคำนี้ให้ประโยชน์ทางการเมือง นอกจากแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ทำอะไรกับเงินก้อนนี้ก็ได้ เพราะปลอดพ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์

 


เคยมีการถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์สมัยรัฐบาลหุ่นของ คมช. ว่า แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญา อุดมการณ์ หรือเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจกันแน่

 


ผมไม่สู้จะเข้าใจจากการถกเถียงนักว่า เป็นอะไรแล้วจะทำให้แตกต่างอย่างไร แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ส่วนสำคัญของแนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับการผลิตด้านเกษตรกรรม การผลิตอาหาร และการจัดการเศรษฐกิจระดับมหภาคให้สิ้นเปลืองน้อย (เมื่อย้อนกลับไปดูพระราชดำรัส – เช่น ไม่นำข้าวจากเชียงรายมารวมไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วส่งย้อนกลับไปขายให้คนเชียงรายใหม่)

 


อย่างไรก็ตาม จะพัฒนาแนวคิดนี้ไปสู่การผลิตด้านอื่น เช่น ในภาคบริการ ภาคการเงิน หรือภาคอุตสาหกรรมได้หรือไม่ ผมไม่ทราบ จนถึงนาทีนี้ผมยังไม่เคยเห็นการประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในภาคอื่นๆ

 


ส่วนที่นัก
เศรษฐศาสตร์บางคนเสนอว่า การประยุกต์ใช้ในภาคอื่นๆ หมายถึงการลงทุนอย่างรอบคอบไม่สุ่มเสี่ยง ธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ความซื่อตรงจริงใจต่อคู่ค้า ฯลฯ นั้น จะว่าเป็นหลักการพื้นฐานของการทำธุรกิจที่ดีอยู่แล้วก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนำมาจากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และความจริงก็มีอยู่ในตำราด้านธุรกิจอยู่แล้ว

 


หากประยุกต์ใช้ในภาคอื่นไม่ได้เลย

 


เศรษฐกิจพอเพียง” ย่อมเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐไม่ได้ (ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไรก็ตาม) เพราะเศรษฐกิจไทย – ไม่ว่าจะมองจากแง่ของเงิน หรือของแรงงาน – ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตรกรรม

 


ผมจำได้ว่า เคยมีพระราชดำรัสด้วยว่า ไม่ได้ทรงมุ่งหวังว่าเศรษฐกิจไทยทั้งระบบจะกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียง มีเพียง 
25% ของประชากรที่อยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง เราก็จะมีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจแล้ว ก็พอจะมองเห็นได้นะครับว่า

 


25% ดังกล่าวคือ ประชากรในภาคเกษตรกรรม หรือแม้แต่ในภาคเกษตรกรรมเองก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด การทำเกษตรเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้นก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะคนที่ทำแล้วได้กำไร อยู่ได้ สบายดี ก็คงน่าจะทำต่อไป และแน่นอนว่าต้องเผชิญความเสี่ยงของตลาด แต่เพราะได้กำไรดีอยู่แล้ว ก็ต้องบริหารจัดการด้านการเงินของตัวให้ดี เพื่อเผชิญความเสี่ยงนั้นเอง

 


ในแง่นี้ “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นคำตอบของเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่สามารถเข้าไปต่อรองกับตลาดได้อย่างมีพลัง แต่ถูกบังคับหรือล่อหลอกให้เข้าไปผลิตป้อนตลาด จึงประสบความขาดทุนตลอดมา

 


เศรษฐกิจพอเพียง” ให้คำตอบว่า ลดการพึ่งพาตลาดลง มีหลักประกันด้านอาหารให้แก่ตนเองและครอบครัว เอาทรัพยากรและเวลาส่วนที่เหลือไปผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนในตลาด แต่แลกเปลี่ยนโดยมีอำนาจต่อรอง เพราะอย่างน้อยก็ไม่อดตายแน่ ซ้ำยังเพิ่มอำนาจต่อรองนั้นได้อีกมาก หากวางแผนการผลิตให้ดี เช่น เลือกผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการในระยะยาวได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งผลิตมันสำปะหลังหรืออ้อยไว้ยาไส้เป็นปีๆ ไป

 


คำตอบให้แก่ปัญหาของเกษตรกรรายย่อยเช่นนี้ มีผู้เสนอและทำสำเร็จให้เห็นมานานแล้ว เราคงนึกถึงท่านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม
, พ่อคำผาย สร้อยสระกลาง, พ่อคำเดื่อง ภาษี, ฯลฯ และคนอื่นๆ ได้อีกมากมาย แต่ละคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ความสามารถที่จะพึ่งตนเองได้ และพึ่งตลาดน้อยลง หากแต่ละคนย่อมมีเทคนิควิธีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยซึ่งไม่เหมือนกัน

 


เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นคำตอบแก่เกษตรกรรายย่อย แน่นอนว่านัยยะของแนวคิดนี้ย่อมกว้างกว่านั้นในบางเรื่อง เช่น ส่วนหนึ่งเป็นการต่อต้านวัฒนธรรมบริโภคนิยม (อันเป็นสิ่งที่ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านั้นได้พูดถึงเหมือนกัน) อันที่จริงหากพิจารณาแนวคิดของปราชญ์ชาวบ้านซึ่งประสบความสำเร็จในเรื่องเช่นนี้มาก่อน ยังมีนัยยะที่กว้างกว่านั้นเสียอีก เช่น การทำเกษตรแบบพึ่งตนเองของท่านให้ยั่งยืนไปถึงลูกหลานได้ ย่อมหมายรวมถึงการจัดระบบการศึกษาที่แตกต่างจากที่จัดกันอยู่ หมายรวมถึงการสร้างความรู้ใหม่บางด้าน หมายรวมถึงระบบความสัมพันธ์ทางสังคมอีกอย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างจากระบบความสัมพันธ์ของทุนนิยม ฯลฯ

 


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ระหว่างพระราชดำรัสกับแนวคิดของปราชญ์ชาวบ้าน อย่างไหนมาก่อนกัน อย่างไหนกว้างกว่ากัน แต่ทั้งสองอย่างเกื้อหนุนกันและกัน พระราชดำรัสให้พลังแก่แนวคิดนี้อย่างสำคัญ เป็นพลังที่ทำให้สังคมควรคิดถึงกลุ่มคนซึ่งถูกละเลยในกระบวนการพัฒนาของประเทศมานาน นั่นก็คือเกษตรกรรายย่อย ซึ่งหากกลุ่มนี้สามารถเอาตัวรอดได้อย่างดี ก็จะเป็นฐานที่แข็งแกร่งส่วนหนึ่งให้แก่เศรษฐกิจไทย ให้สามารถเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น

 


ตรงกันข้าม การไปขยายแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้กลายเป็นอุดมการณ์ของชาติ โดยไม่จับประเด็นสำคัญคือการสร้างอำนาจต่อรองในตลาด กลับทำให้พลังของแนวคิดนี้ในการปกป้องเกษตรกรรายย่อยอ่อนลง เพราะแทนที่จะไปทำให้เกิดเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นไปได้ สำหรับการทำ

 


เศรษฐกิจพอเพียง” กลับไปทุ่มโฆษณานโยบายเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อสถาบันของรัฐบาล

ยกตัวอย่างเงื่อนไขที่เห็นๆ กันอยู่สักเรื่องหนึ่งก็ได้ การทำเกษตรแบบพึ่งตนเองหรือ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นไปได้ หรือเป็นไปได้ง่ายขึ้น ในเงื่อนไขที่ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นยังอุดมสมบูรณ์ แต่รัฐไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกษตรกรไร้ที่ทำกินยังมีจำนวนกว่า

 


3 ล้านคน (หรืออาจจะมากกว่านั้น หากนับรวมเกษตรกรที่สูญเสียที่ดินจนต้องเปลี่ยนอาชีพไปแล้วด้วย) การปล่อยให้ภาคการผลิตอื่นทำลายคุณภาพของสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ, อากาศ, ป่า หรือทรัพยากรชายฝั่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นประจำวัน โดยรัฐไม่สามารถจัดการแก้ไขอะไรได้เลย (หรือตั้งใจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ด้วยซ้ำ)

 


จะมีประโยชน์อะไรที่ลงเงินเป็นพันล้านเพื่อส่งเสริม

 


เศรษฐกิจพอเพียง” โดยไม่พยายามอนุรักษ์เงื่อนไขพื้นฐานของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ไว้

และหากจับประเด็นสำคัญของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้ คือการเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด จะทำให้ภาคบริการ การเงิน และอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่

 


เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยก็ได้ นั่นคือการทำให้ภาคการผลิตเหล่านี้มีอำนาจต่อรองในตลาดโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างจริงจัง การกระจายรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น เพื่อทำให้ตลาดภายในเข้มแข็งพอจะรองรับการผลิตได้ในสัดส่วนสูงขึ้น การชักนำและกดดันให้ผู้ผลิตลดต้นทุนที่เป็นสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

 


เศรษฐกิจพอเพียง” ต้องการรัฐนะครับ ไม่ใช่การกลับไปสู่เศรษฐกิจสมัยอยุธยา รัฐมีอะไรที่ต้องทำอีกมากเพื่อทำให้เศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นและเป็นไปได้ หลายอย่างที่ทำก็อาจขัดแย้งกับผลประโยชน์ของทุนซึ่งครอบงำ ทั้งพรรคการเมืองและคณะรัฐประหารอยู่ ข้อโจมตี “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งดูจะมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือ?

“เศรษฐกิจพอเพียง” คือการปล่อยให้คนเล็กๆ ต่อสู้เอาชีวิตรอดไปเอง โดยรัฐไม่ต้องแบ่งทรัพยากรไปช่วยใช่หรือไม่

 


ข้อโจมตีนี้มีน้ำหนักก็เพราะว่า รัฐบาลทุกชุดที่ยกย่องเชิดชู “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ายกย่องเชิดชู และปล่อยชะตากรรมของเกษตรกรรายย่อยไปตามยถากรรม ประหนึ่งว่ารัฐไม่สามารถมีบทบาทหน้าที่อะไรใน “เศรษฐกิจพอเพียง” มากไปกว่า การย้ำโฆษณา

 


ในระหว่างวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเข้าไปช่วยก่อตั้งพรรค ทรท. คุยกับผมถึงแนวทางการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ สรุปก็คือไปเสริมพลังการผลิตของภาคประชาชน ทั้งเพื่อทำให้ฐานะเศรษฐกิจของคนระดับล่างดีขึ้น และเพื่อส่งออกนำเงินตราเข้าสู่ประเทศแทนธุรกิจระดับใหญ่ ซึ่งขณะนั้นง่อยเปลี้ยเสียขาไปมาก และนั่นคือที่มาของนโยบาย ทรท.หลายอย่าง เช่น โอท็อป การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การผ่อนปรนภาระหนี้สิน ฯลฯ

 


นโยบายที่เรียกว่า “ประชานิยม” เหล่านี้ของ ทรท. เป็นตรงกันข้ามกับ

 


เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นคือแทนที่จะถอยออกมาจากตลาด กลับมุ่งเข้าสู่ตลาดโดยตรง เพียงแต่มุ่งเข้าไปโดยมีรัฐคอยหนุนช่วย (ส่วนจะช่วยจริงหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาพากันนิยมรัฐแบบ ทรท.ตรงกันข้าม รัฐแบบ

 


เศรษฐกิจพอเพียง” หลังการรัฐประหารเป็นต้นมา คือรัฐที่พร่ำบอกเพียงว่า “อย่าไปเลย ตลาดมันหลอก จะบอกให้” แต่รัฐกลับไม่มีบทบาทอย่างไรในการเกื้อกูลให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปได้ แก่คนจำนวนมากในเมืองไทย (เช่น แรงงานซึ่งต้องทำงานสองกะ จะพอเพียงได้ก็เพียงแค่เลิกเหล้า เลิกยา ประหยัด รัฐช่วยอะไรเขาไม่ได้สักอย่าง)


นโยบายประชานิยมทำใน “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้หรือไม่
?

 


ผมคิดว่าได้ แต่ทำยาก เพราะชนชั้นนำไทยนั้นได้ผลประโยชน์จากการเข้าสู่ตลาดโดยไม่พร้อมของคนไทยระดับล่างอยู่มาก ซ้ำผูกพันผลประโยชน์กันเป็นเครือข่ายที่ใหญ่โตและซับซ้อน
(แค่สมุนไพรยังกลายเป็นสารอันตราย – แก่กระเป๋าของพ่อค้ายาฆ่าแมลง – ได้) ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องการความเด็ดเดี่ยวเชิงนโยบาย ไปพร้อมกับความสุขุมคัมภีรภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ

 


มิฉะนั้นแล้ว ประชานิยมก็เหลือแค่การแจกเงิน

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01090352&sectionid=0130&day=2009-03-09

 

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติ ธันวาคม 5, 2008

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags:
add a comment

เขียนโดย ปรีดา เรืองวิชาธร

บทคัดย่อ

การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนหลากด้านหลายมิติที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จุดใหญ่ใจความมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ผ่านการอบรมเรียนรู้ในหลายหลักสูตรจากหลายสถาบันหลายองค์กรในฐานะผู้เรียนและเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองจัดการเรียนรู้ในนามของเสมสิกขาลัย โดยเฉพาะในหลักสูตรต่อเนื่องชุดการอบรมสำหรับการเป็นกระบวนกร (Training of Trainer) นอกจากประสบการณ์โดยตรงแล้ว ผู้เขียนยังได้ข้อคิดหลายแง่มุมจากตำราหลายเล่มดังได้อ้างอิงในบรรณานุกรมแล้ว

ความเห็นทั้งหมดในบทความนี้ผู้เขียนถือเป็นบททดลองที่มาจากการทดลองทำแบบคลำไปปรับปรุงไปและบททดลองส่วนใหญ่ก็มาจากการทดลองที่อาจจะยังไม่หลากหลายหรือครอบคลุมไปถึงหลักสูตรอื่นที่กว้างไกลกว่าหลักสูตรของเสมสิกขาลัย ดังนั้นหลักการหรือข้อเสนอในที่นี้จึงอาจจะไม่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทอื่น ทั้งยังอาจมีจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดอยู่หลายแง่มุม จึงอยากเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้ท้วงติงและนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้

บทนำ : กระบวนกรสำคัญไฉนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงได้หลายด้านหลายมิติและเปลี่ยนแปลงอย่างลงลึกนั้น คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องไม้เครื่องมืออันวิเศษมหัศจรรย์หรือเทคโนโลยีทางการศึกษาชั้นสูง ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนที่รอบรู้ชำนาญแล้วพร่ำสอนในแบบที่หยิบยื่นความรู้ให้ทางเดียว และอาจไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมบังคับให้ผู้เรียนต้องแสวงหาเติมเต็มความรู้ด้วยความรู้สึกขาดพร่องอยู่ตลอดเวลา ทำเหมือนผู้เรียนเป็นถังขนาดมหึมาเพื่อรองรับข้อมูลความรู้อันมากมายมหาศาลในโลกสมัยใหม่นี้ แต่แล้วผู้เรียนก็ไม่สามารถย่อยสังเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้บทคัดย่อ

การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนหลากด้านหลายมิติที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จุดใหญ่ใจความมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ผ่านการอบรมเรียนรู้ในหลายหลักสูตรจากหลายสถาบันหลายองค์กรในฐานะผู้เรียนและเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองจัดการเรียนรู้ในนามของเสมสิกขาลัย โดยเฉพาะในหลักสูตรต่อเนื่องชุดการอบรมสำหรับการเป็นกระบวนกร (Training of Trainer) นอกจากประสบการณ์โดยตรงแล้ว ผู้เขียนยังได้ข้อคิดหลายแง่มุมจากตำราหลายเล่มดังได้อ้างอิงในบรรณานุกรมแล้ว

ความเห็นทั้งหมดในบทความนี้ผู้เขียนถือเป็นบททดลองที่มาจากการทดลองทำแบบคลำไปปรับปรุงไปและบททดลองส่วนใหญ่ก็มาจากการทดลองที่อาจจะยังไม่หลากหลายหรือครอบคลุมไปถึงหลักสูตรอื่นที่กว้างไกลกว่าหลักสูตรของเสมสิกขาลัย ดังนั้นหลักการหรือข้อเสนอในที่นี้จึงอาจจะไม่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทอื่น ทั้งยังอาจมีจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดอยู่หลายแง่มุม จึงอยากเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้ท้วงติงและนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้

บทนำ : กระบวนกรสำคัญไฉนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงได้หลายด้านหลายมิติและเปลี่ยนแปลงอย่างลงลึกนั้น คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องไม้เครื่องมืออันวิเศษมหัศจรรย์หรือเทคโนโลยีทางการศึกษาชั้นสูง ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนที่รอบรู้ชำนาญแล้วพร่ำสอนในแบบที่หยิบยื่นความรู้ให้ทางเดียว และอาจไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมบังคับให้ผู้เรียนต้องแสวงหาเติมเต็มความรู้ด้วยความรู้สึกขาดพร่องอยู่ตลอดเวลา ทำเหมือนผู้เรียนเป็นถังขนาดมหึมาเพื่อรองรับข้อมูลความรู้อันมากมายมหาศาลในโลกสมัยใหม่นี้ แต่แล้วผู้เรียนก็ไม่สามารถย่อยสังเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้เข้าสู่วิถีชีวิตที่เป็นจริง และไม่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันในระดับสังคมได้

การเรียนรู้ที่ดีนั้นนอกจากจะทำให้เกิดความรู้ความสามารถหรือทักษะที่ใช้ประกอบกิจการงานแล้ว ควรทำให้ผู้เรียนมีสติปัญญามากพอที่จะสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ของชีวิต ทำให้ผู้เรียนมีความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง เข้าใจตนเองได้อย่างลึกซึ้ง สามารถดำรงอยู่และทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วยดีแม้จะมีความแตกต่างขัดแย้งกันก็ตาม ทั้งยังรู้เท่าทันโครงสร้างสังคมและธรรมชาติแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่วิกฤตการณ์หลายด้านในขณะนี้

ดังนั้นหากจะจัดการเรียนรู้ไปสู่ผลดังกล่าวนี้เราจำต้องสร้างสรรค์วิธีการเรียนรู้หรือกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ซึ่งมีลักษณะพื้นฐานสำคัญก็คือ การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้จากกันและกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากผู้สอนเป็นหลักอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันผู้สอนเองก็ควรรับฟังและเรียนรู้จากผู้เรียนด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้สอนจึงไม่ได้ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลความรู้แต่ถ่ายเดียว แต่ทำหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้อันหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนเรียนผ่านประสบการณ์ตรงและตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเสริมเติมความรู้ประสบการณ์ของตนบ้างเพื่อทำให้บทเรียนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้นในที่นี้จึงขอเรียกผู้สอนว่า “กระบวนกร”แทน

การเรียนรู้ที่เอากลุ่มเป็นตัวตั้งนั้นกระบวนกรจำต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายแห่งการเรียนรู้ เนื้อหา และความหลากหลายของผู้เรียน ดังนั้นกระบวนการหนึ่งๆนั้นอาจจะไม่สามารถใช้ได้ดีในทุกบริบท กระบวรกรเองจึงไม่ควรหยุดนิ่งที่จะแสวงหาและทดลองใช้กระบวนการใหม่ๆ กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้เรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งนั้นมักให้ผู้เรียนเรียนผ่านประสบการณ์โดยตรง โดยยังไม่เน้นการให้ข้อมูลความรู้ ดังเช่น หากจะเรียนรู้เรื่องธรรมชาติแวดล้อมเพื่อให้เกิดสำนึกอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเราก็จะพาผู้เรียนไปเดินรอนแรมในป่าพร้อมกับพูดคุยกับชาวบ้านชาวเขาที่เขามีวิถีชีวิตเรียบง่าย หรือหากจะเรียนรู้เรื่องความยากจนในสังคมไทยก็จะจัดให้ผู้เรียนเข้าไปชุบตัวอยู่กับชาวบ้านที่เดือดร้อนพร้อมกับจัดกระบวนการพูดคุยวิเคราะห์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเชื่อมโยงไปสู่ภาพรวมโครงสร้างสังคมไทยที่ไม่เป็นธรรม แต่ถ้าจะเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นกลุ่มก็ให้ผู้เรียนได้ลองทำงานหรือกิจกรรมจำลองร่วมกันแล้วถอดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นและเชื่อมโยงเข้าสู่การทำงานในชีวิตจริง เป็นต้น

กระบวนการเรียนรู้แบบผ่านประสบการณ์ตรงจะทำให้เกิดประสบการณ์ที่สดใหม่ ทำให้กระแทกความรู้สึกนึกคิดเข้าไปข้างในจิตใจคนได้ง่าย และยังทำให้เกิดปัญญาที่ผุดพรายขณะผ่านประสบการณ์ได้ไม่ยาก

กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้คนเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งมักจะมีจุดเด่นตรงที่สามารถทำให้ผู้เรียนกล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง ดังนั้นเมื่อผ่านประสบการณ์ตรงแล้วกระบวนกรจึงต้องสังเกตหรือเฝ้ามองอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นบทเรียนโดยเฉพาะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนได้ว่าเขากำลังเผชิญกับความสั่นไหวภายใน แล้วอาศัยทักษะการตั้งคำถามอย่างลงลึกและเชื่อมโยงเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนถ่ายทอดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพร้อมกับแลกเปลี่ยนแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น จากนั้นจึงใช้ทักษะการรับฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อจับประเด็นต่างๆและเชื่อมโยงประเด็นให้เห็นการโยงใยของสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น พร้อมกับเชื่อมโยงบทเรียนไปสู่ชีวิตจริงว่าจะนำไปประยุกต์ใช้จริงได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างกระบวนการเรียนรู้ที่ดีอีกแบบหนึ่งก็คือ การใช้งานศิลปะเป็นกระบวนการผ่านประสบการณ์เพราะงานศิลปะทำให้ได้ใช้ทั้งร่างกาย พลังจิตนาการ รวมถึงความรู้สึกที่อยู่ลึกของจิตใจมาผสมผสานจนเราสามารถปลดปล่อยศักยภาพอันเร้นลับภายในออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีจึงควรเปิดโอกาสให้เราใช้ทวารแห่งการรับรู้หลากหลายทางเอื้ออำนวยให้เราผสมผสานพลังจินตนาการ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ อารมณ์ความรู้สึก ตลอดจนทักษะทางกายเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนและลงตัว


อย่างไรก็ตามผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ลึกซึ้งจากกระบวนการผ่านประสบการณ์ตรงนั้นกระบวนกรอาจจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้หรือกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการรับฟังอย่างลึกซึ้ง รวมถึงจัดปรับบรรยากาศให้เรียนรู้ด้วยความรู้สึกไว้วางใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลทางความคิด กำลังใจและทางจิตวิญญาณ แทนการเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะที่ยอดเยี่ยมเก่งกาจ การรับฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งและความรู้สึกไว้วางใจกันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้มีพลังเพราะมันทำให้เกิดการถ่ายเทไหลเวียนบทเรียนจากแต่ละคนไปสู่กลุ่มทั้งหมดที่เรียนรู้ร่วมกัน กิจกรรมหรือกระบวนการที่ทำให้ทุกคนรับฟังอย่างลึกซึ้งและไว้วางใจกันมักจะเป็นด่านแรกๆก่อนพาเข้าสู่เนื้อหาการเรียนหลัก ตัวอย่างกิจกรรมประเภทนี้ได้แก่ การฝึกรับฟังเรื่องเล่าภูมิหลังของชีวิตของกันและกัน(สายธารชีวิต) เป็นต้น


เมื่อทุกคนเกิดความไว้วางใจขึ้นบ้างแล้วหากกระบวนกรที่ต้องการจะทำให้บทเรียนเป็นไปอย่างลึกซึ้งขึ้นอีก จำเป็นต้องใช้ความสามารถภายในของตนหรือจัดกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความกล้าหาญในการเผชิญกับสถานการณ์ที่เขารู้สึกเสี่ยง โดยเฉพาะการเผชิญกับความจริงภายในบางอย่างที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด เช่น การมองเห็นมุมที่น่าเกลียดของตน เป็นต้น ในแง่นี้กระบวนกรไม่เพียงทำให้ผู้เรียนเกิดความกล้าที่จะเผชิญความจริงเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้เขายอมรับและคลี่คลายปมภายในได้ด้วยตัวเขาเองในที่สุด

ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนกรต้องตระหนักอยู่เสมอว่าในแต่ละขณะของการเรียนรู้ทำอย่างไรจึงจะทำให้ทุกคนเรียนรู้อย่างรู้สึกตัว แต่ละขณะของบทเรียนทุกคนรู้สึกตัวแจ่มชัดถึงรายละเอียดของสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบสัมผัสกับประสาทสัมผัส รู้ชัดว่าคืออะไร เป็นอย่างไร รู้สึกตัวได้ชัดว่า เมื่อกระทบสัมผัสแล้วแต่ละคนรู้สึกนึกคิดภายในอย่างไร รู้สึกตัวชัดว่าสภาพจิตที่กำลังรู้สึกนึกคิดปรุงแต่งนั้นเป็นอย่างไร ไปจนถึงรู้สึกตัวแจ่มชัดจนสามารถมองเห็นความจริงที่อยู่ลึกๆของปรากฏการณ์และสรรพสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น การเรียนรู้อย่างรู้สึกตัวหรืออย่างมีสติถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ทุกชนิดที่จะทำให้เราเข้าถึงบทเรียนได้อย่างตามที่มันเป็น ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงหลักการที่มาจากบททดลองของการแสวงหากระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้ง แม้จะไม่ใช่ข้อสรุปที่ตายตัวแต่หลายกลุ่มหลายอาชีพได้ทดลองประยุกต์ใช้ต่างรู้สึกได้ว่า การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนนั้นทำได้จริง

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติ

โดยทั่วไปหากจะจัดการเรียนรู้ขึ้นมาสักชุดหนึ่งหรือหลักสูตรหนึ่งนั้น เป้าหมายสำคัญมักมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนหรือองค์ความรู้เฉพาะด้านที่อยู่ในเนื้อหาหลักสูตรนั้น และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประกอบอาชีพและอาจรวมถึงนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตบ้างบางบริบท เช่น การแพทย์พยาบาล การบริหารจัดการ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง สื่อสารมวลชน เป็นต้น นี่เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่เหลือเกือบเพียงประการเดียวของการเรียนรู้ ดังนั้นหากมุ่งเพียงเป้าหมายด้านนี้เท่านั้นก็จะทำให้การเรียนรู้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้เรียนได้หลากด้านหลายมิติตามที่พึงจะเป็น เพราะการที่ผู้เรียนพัฒนาเฉพาะเพียงบางด้านมักจะทำให้การดำเนินชีวิตและการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมที่เต็มไปด้วยวิกฤติการณ์อันสลับซับซ้อนติดขัดมีปัญหาอุปสรรคได้ง่ายและหาทางออกเองได้ยาก

ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ที่ดีจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเติบโตของคนหลากด้านหลายมิติเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมของการพัฒนาคน ทั้งนี้ในที่นี้เชื่อว่า ไม่ว่าเราจะจัดการเรียนรู้เรื่องใดก็ตามที่สัมพันธ์กับมนุษย์ เราควรขยายเป้าหมายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกด้านทุกมิติของความเป็นมนุษย์เท่าที่จะทำได้ โดยไม่ควรจำกัดให้เหลือเพียงความรอบรู้และทักษะในเนื้อหาหลักสูตรที่มุ่งเอาไปประกอบอาชีพเท่านั้น ดังนั้นในที่นี้จึงขอแบ่งเป้าหมายการเรียนรู้ออกเป็น 6 ด้านที่โยงใยสัมพันธ์กัน ดังนี้

1. ด้านความรู้ความเห็นหรือทัศนคติ เป้าหมายในด้านนี้พื้นฐานที่สุดก็คือ หากกระบวนกรมุ่งหมายจัดการเรียนรู้เรื่องอะไร ผู้เรียนก็ควรจะรู้และเข้าถึงองค์ความรู้ในเรื่องนี้เพิ่มพูนจากเดิมที่ยังไม่ได้รับการเรียนรู้ แต่นอกเหนือจากในแง่นี้แล้วยังหมายรวมถึงผู้เรียน ได้รู้และเข้าถึงองค์ความรู้ในเรื่องที่เรียนอย่างสัมพันธ์กับศาสตร์หรือความรู้ด้านอื่น โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับสภาวะภายในของมนุษย์ ซึ่งองค์ความรู้จากแต่ละศาสตร์สาขามักจะโยงใยสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ดังเช่น เรียนรู้เรื่องบริหารจัดการองค์กรก็สัมพันธ์เชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ในเรื่องของอำนาจ จิตวิทยาบุคคลิกภาพ หรือสัมพันธ์ไปถึงที่ว่าด้วยองค์ประกอบภายในของความเป็นมนุษย์และการทำงานขององค์ประกอบต่างๆอย่างโยงใยสัมพันธ์กันตามคติของพุทธศาสนา หรือตามคติความเชื่อของชนเผ่าและศาสนาอื่นที่ว่าด้วยความจริงของมนุษย์ ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นการรอบรู้เข้าถึงองค์ความรู้ในเรื่องหรือหลักสูตรหนึ่งๆจึงควรเป็นลักษณะปลายเปิดไปสู่การเชื่อมโยงกับศาสตร์หรือความรู้อื่นๆ เพื่อจะสามารถร่วมอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งระดับชีวิต สังคมและธรรมชาติได้อย่างเข้าใกล้ความจริงตามที่มันเป็นมากที่สุด รวมถึงสามารถเชื่อมโยงความรู้ในด้านต่างๆเพื่อเข้าไปแก้ไขเยียวยาปัญหาทั้งในระดับชีวิต สังคมและธรรมชาติได้อย่างสอดคล้องกับวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดกระบวนกรที่จัดการเรียนรู้ในเรื่องใดๆนั้นควรจะทำให้บทเรียนที่ตนจัดนั้นมุ่งไปสู่ความจริงและความถูกต้องความดีงาม หรืออย่างน้อยเป็นความรู้ที่ใช้แก้ปัญหาในระดับต่างๆ หรือใช้ประกอบอาชีพอย่างสุจริต ไม่ควรจัดการเรียนรู้หรือค้นคว้าแสวงหาความรู้เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์เกิดความโลภ โกรธ หลงเป็นเจ้าเรือนดังเช่น มนุษย์กำลังจะใช้ความรู้ทางวิศวพันธุกรรมไปดัดแปลงโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติกำลังวิปริตแปรปรวนยิ่งขึ้นทุกที เป็นต้น

2.ด้านทักษะหรือความชำนาญการด้านต่างๆ ในด้านนี้หมายถึงการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดทักษะหรือความชำนาญในด้านหนึ่งหรือหลายด้านตามความมุ่งหมายของหลักสูตรที่วางไว้ เช่น ทักษะในการฟัง อ่าน เขียน แปลทางภาษา ทักษะการทำบัญชี ทักษะการออกแบบ ทักษะการทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นต้น ในที่นี้ยังหมายรวมถึงทักษะพื้นฐานสำคัญที่มนุษย์ใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพท่ามกลางความสลับซับซ้อนของปัญหาซึ่งได้แก่ ทักษะด้านวิธีคิดอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ทักษะด้านการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ทักษะสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการตั้งคำถามอย่างใคร่ครวญและทำให้เกิดปัญญา และทักษะการจับประเด็น ฯลฯ เป็นต้น

3. ด้านพฤติกรรม ในด้านนี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงร่องพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาเป็นพฤติกรรมใหม่ที่สร้างสรรค์ เป็นพฤติกรรมใหม่ที่ทั้งพูดและทำมีสุจริตธรรมเป็นที่ตั้งไม่เอาเปรียบให้ร้ายทำลายผู้อื่น ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพที่มุ่งเพื่อประโยชน์สุขโดยรวมของทุกคนและสังคม ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ไม่ว่าศาสตร์ใดสาขาใดควรถือเอาการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมเป็นเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยด้านหนึ่ง

4.ด้านความสัมพันธ์ ในด้านนี้หมายถึงการทำให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนเพื่อสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยดี ตั้งแต่คนใกล้ตัวในครอบครัว องค์กร ชุมชนหรือระดับสังคม แม้ว่าแต่ละคนจะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างหลากหลาย แต่ก็สามารถเรียนรู้และสนับสนุนเกื้อกูลกันได้ และหากมีความขัดแย้งกัน ก็สามารถคลี่คลายสลายความขัดแย้งได้หรือแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ได้ ถึงแม้ความขัดแย้งจะยังคงดำรงอยู่แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับต้องใช้ความรุนแรงในทุกมิติเข้าจัดการ ในมิตินี้ยังหมายรวมถึงการที่ผู้เรียนสามารถใช้ศักยภาพอันแท้จริงเท่าที่ตนมีเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ต่างๆทั้งระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและธรรมชาติแวดล้อม เกิดวัฒนธรรมความสัมพันธ์ใหม่ที่เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลแทนการเอาเปรียบแข่งขัน เน้นความโยงใยสัมพันธ์ระหว่างตัวปัจเจกบุคคลกับคนอื่นในสังคม เพื่อผสานพลังของปัจเจกบุคคลให้เป็นพลังของกลุ่มชน หรือสูงขึ้นไปเป็นประชาสังคมที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การแสวงหาความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมให้ชุมชนสังคมดำรงอยู่อย่างเป็นสุขและเป็นธรรม  

5. ด้านจิตใจ ในด้านนี้หมายเน้นถึงผู้เรียนสามารถระลึกรู้เท่าทันสภาวะภายในในแต่ละย่างก้าวของชีวิตที่รายล้อมไปด้วยความผันผวนปรวนแปรของสรรพสิ่งรอบตัวรวมถึง ปัญหาที่สลับซับซ้อนทั้งระดับบุคคล สังคมและธรรมชาติ รวมทั้งผู้เรียนมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงภายใน  นิ่งสงัดมากพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถรู้เห็นชัดภายในว่าเขามีจุดอ่อนจุดแข็งด้านใด รู้ชัดถึงกระบวนการที่จะพัฒนาจุดแข็งและคลี่คลายจุดอ่อนภายในของตนได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงมโนธรรมสำนึกพื้นฐานของมนุษย์ เช่น จิตใจที่ซื่อตรง ความเมตตากรุณา ความกล้าหาญที่จะยืนอยู่ข้างความถูกต้องดีงาม ความใจกว้าง สำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม เป็นต้น

6.ด้านปัญญา ในที่นี้หมายถึงความสามารถในการหยั่งรู้ความจริงของกายกับสภาวะของจิตจนสามารถคลี่คลายความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นภายในได้ทีละเล็กทีละน้อย และนำไปสู่การคลี่คลายทุกข์ภายในได้ในที่สุด ในอีกนัยหนึ่งก็หมายถึง ผู้เรียนมีความสามารถหยั่งรู้สภาวะตามที่เป็นจริงของสรรพสิ่งภายนอกจนเข้าใจและยอมตามที่มันเป็น ปรับตัวดำรงอยู่ร่วมกับสิ่งอื่น คนอื่นได้อย่างสอดคล้องกับความจริงตามที่มันเป็น จนทำให้การดำรงอยู่นั้นเป็นสุขแท้ๆที่เกิดจากปัญญา ซึ่งเป้าหมายในมิตินี้จะเป็นแกนกลาง โดยทำงานควบคู่กับเป้าหมายด้านจิตใจเพื่อเป็นเข็มทิศในการดำรงชีวิตอย่างเข้าถึงความจริง ความดีงามได้ในที่สุด

กล่าวโดยสรุปแล้วหากมองในมุมกว้างการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งนั้นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงใน
6 ด้าน ซึ่งแต่ละด้านล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงหนุนเสริมกันอย่างแยกไม่ออก อย่างไรก็ตาม เราจำต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งคือ เป็นเรื่องยากมากที่จะจัดชุดหลักสูตรการเรียนรู้ใดๆให้ครอบคลุมเชื่อมโยงทั้ง 6 ด้านอย่างสมบูรณ์ เนื่องเพราะการทำให้เนื้อหาหลักสูตรแต่ละเรื่องแต่ละชุดมาเชื่อมโยงสัมพันธ์กันยังมีข้อจำกัดมาก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคอีกหลายประการ เช่น ขาดประสบการณ์และการทดลองที่จะพัฒนาเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ เรายังมีกระบวนกรจำนวนน้อยที่มุ่งใส่ใจแสวงหาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในแนวนี้ รวมถึงขาดการสนับสนุนให้การเรียนรู้แนวทางนี้พัฒนาและเติบโตไปอย่างที่ควรจะเป็น เป็นต้น ดังนั้นข้อจำกัดหรืออุปสรรคดังกล่าวนี้ผู้ที่จะอยู่ในแวดวงนี้จึงควรที่จะช่วยกันแสวงหาทางออกร่วมกันโดยต้องพยายามก้าวข้ามกำแพงอุปสรรคต่างๆโดยเฉพาะการติดยึดในเรื่องความเห็น ความเชื่อ ความเป็นสาขาวิชาชีพและความเป็นสถาบัน เป็นต้น

จุดเริ่มต้นของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเป้าหมาย 6 ด้าน ภายใต้ข้อจำกัดนานัปการ

แม้จะมีอุปสรรคข้อจำกัดมากมายในการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงทั้ง 6 ด้าน แต่ในจุดเริ่มต้นเราก็สามารถริเริ่มลงมือทำแบบคลำไปลองผิดลองถูกไปแล้วร่วมกันสรุปบทเรียนและปรับให้เหมาะสมสอดคล้องกับจังหวะโอกาสที่เปิด ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถทำได้หลากหลายแนวทาง ในที่นี้ขอเสนอไว้เป็น 3 แนวทาง ดังนี้

1. เพิ่มเติมหรือผสมผสานเป้าหมายที่ขาดหายไปเข้าไปในชุดหลักสูตรเดิมที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือ หากสถาบันการศึกษาใดก็ตามมีหลักสูตรการเรียนรู้เดิมอยู่แล้วหากแต่ถูกจำกัดด้วยเนื้อหาที่มุ่งเป้าหมายจำกัดเพียงบางด้าน แต่ขาดเป้าหมายบางด้านที่สำคัญ ดังเช่น ด้านความสัมพันธ์ จิตใจ หรือปัญญา ก็สามารถปรับเนื้อหาหลักสูตรและจัดกระบวนการเรียนรู้ขยายหรือผสมผสานให้ครอบคลุมไปจากเดิม ดังเช่น เดิมเรียนรู้เรื่องการแพทย์ที่เน้นรักษาไปที่โรคโดยเฉพาะ ก็ขยายเป็นการแพทย์ที่เอาความเป็นมนุษย์เพิ่มเติมเข้าไปด้วย  การบริหารจัดการที่เดิมมักจะเน้นการแข่งขันและคาดเค้นประสิทธิผล  ก็ปรับปรุงเป็นการบริหารจัดการที่เน้นความเป็นมนุษย์มากขึ้น เศรษฐศาสตร์ที่เน้นว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจปากท้องหรือมองเฉพาะเรื่องทางวัตถุเป็นตัวตั้งก็ขยายมุมมองทางด้านวัฒนธรรม จิตใจและธรรมชาติผสมผสานเข้าไป เป็นเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ เป็นต้น หรือจากวิทยาศาสตร์กระแสหลักที่เดิมเน้นการเข้าถึงความจริงเฉพาะปรากฎการณ์ทางวัตถุหรือกายภาพก็เชื่อมโยงไปสู่มิติทางจิตใจและปัญญา เป็นวิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้นมา หรือจากนิเวศวิทยาแนวตื้นเป็นนิเวศวิทยาแนวลึก เป็นต้น ทั้งนี้ในแต่ละศาสตร์สาขาต่างๆจำต้องเปิดพรมแดนขององค์ความรู้จากศาสตร์สาขาของตนด้วยใจที่เปิดกว้างเพื่อปะทะสังสรรค์เชื่อมโยงกับศาสตร์สาขาอื่นเป็นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อร่วมอธิบายความจริงหรือปรากฏการณ์ทั้งระดับชีวติ สังคมและธรรมชาติ รวมถึงเป็นองค์ความรู้ที่ใช้แสวงหาทางออกจากวิกฤติการณ์ทุกด้านทุกระดับที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ผู้รับผิดชอบการเรียนรู้เองก็จำต้องปรับปรุงทั้งเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย

2. หากชุดหลักสูตรใดสาขาใดมีข้อจำกัดมากในการขยายหรือผสมผสานเข้าไปในเนื้อหาเดิมก็จัดหลักสูตรจำเพาะเจาะจงเพิ่มเติมเข้าไปเป็นหมวดหนึ่งหรือหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในโครงสร้างหลักสูตรเดิมทั้งหมด ดังเช่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดหลักสูตรเรื่องรู้เท่าทันชีวิตและสังคมสำหรับนักกฎหมาย เป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรปริญญาตรีของคณะ เป็นต้น ในกรณีนี้ทางคณะเห็นว่าโครงสร้างหลักสูตรเดิมยังขาดเป้าหมายการเรียนรู้ทางด้านอื่นโดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ จิตใจและปัญญา แต่ขณะเดียวกันก็ยากที่จะปรับผสมผสานเป้าหมายด้านนี้เข้าไปในแต่ละรายวิชา จึงจัดหลักสูตรเรื่องนี้เพิ่มเติม โดยออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากวิธีการเรียนรู้วิชากฎหมาย

3. จัดหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่อย่างเป็นอิสระที่มุ่งเป้าหมายครอบคลุมเป้าหมายทั้ง 6 ด้านขึ้น หรืออย่างน้อยก็ควรครอบคลุมด้านในของความเป็นมนุษย์ เช่น ด้านความสัมพันธ์ ด้านพฤติกรรม ด้านจิตใจและด้านปัญญา  ซึ่งมักจะเป็นเป้าหมายที่ขาดหายไปในระบบการเรียนรู้เดิม  ในกรณีนี้ผู้รับผิดชอบการเรียนรู้สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้อย่างมีเสรีภาพเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการจัดทำชุดการเรียนรู้ขึ้นมา  ในลักษณะนี้มักทำให้ผู้จัดสามารถกำหนดและออกแบบการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนโดยเฉพาะความต้องการด้านการเติบโตงอกงามภายในของคนที่มักจะหาเรียนได้ยากในระบบการศึกษากระแสหลัก  นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับปัญหาหรือวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งในระดับชีวิต สังคมและธรรมชาติ  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ชนิดที่ผู้เรียนเรียนแล้วสามารถประยุกต์องค์ความรู้ไปใช้ได้จริงในทุกระดับ  ไม่ใช่แค่เพียงนำไปประกอบอาชีพเท่านั้น ตัวอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นในบ้านเราก็ดังเช่น สถาบันอาศรมศิลป์ สถาบันขวัญเมือง ศูนย์จิตตปัญญาศึกษารวมถึงสถาบันการศึกษาเรียนรู้ทางเลือกที่กำลังเกิดขึ้นมากมายทั้งในเมืองและในชนบททั้งนี้ในความเป็นจริงเราสามารถจัดการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลงลึกได้หลากหลายวิธีมากกว่าที่นำเสนอใน 3 แนวทาง ซึ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาเรียนรู้ควรจะได้ร่วมกันแสวงหารูปธรรมใหม่ๆที่หลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

องค์ประกอบที่ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงคนได้หลากด้านหลายมิติ

ที่จะกล่าวต่อไปนี้หมายเน้นถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะที่ 3 ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งหมายถึง การจัดชุดการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่โดยมีเสรีภาพเต็มที่ในการจัดและที่สำคัญเป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในระดับลึกทั้งด้านพฤติกรรม ความสัมพันธ์ ด้านจิตใจและปัญญา เป็นจุดใหญ่ใจความของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ซึ่งเป้าหมายทั้ง 4 ด้านก็ล้วนเชื่อมโยงสนับสนุนกันอย่างแยกไม่ออกดังกล่าวในข้างต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในที่นี้จะขอกล่าวถึงการจัดองค์ประกอบต่างๆเพื่อการเรียนรู้ที่ลงลึกถึงด้านในของคน โดยจะขอเสนอไว้ในรูปของบทบาทหน้าที่ของกระบวนกรเพื่อจะได้นำไปใคร่ครวญพิจารณาเพื่อความเหมาะสมสอดคล้องตามบริบทของกระบวนกรแต่ละคนต่อไป

1. การจัดวางเนื้อหาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงถึงความจริงอันเกี่ยวกับสภาวะภายในของคน
การจะทำบทเรียนให้ลงลึกถึงความจริงและการเปลี่ยนแปลงระดับจิตใจและปัญญาของคนนั้น กระบวนกรจำต้องเชื่อมโยงบทเรียนให้โยงใยสัมพันธ์ไปถึงความเป็นจริงด้านต่างๆของมนุษย์ ดังเช่น ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับการเกิดขึ้นและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือทัศนคติ ความคิดและวิธีคิดของมนุษย์ ความจริงที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกภายในทั้งฝ่ายบวกและลบ ร่องพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างคุ้นเคย ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับความสามารถในการรู้เท่าทันสภาวะภายในตนจนเกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงของสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ตลอดจนการผสมผสานเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมของความสามารถด้านต่างๆในตัวมนุษย์ เป็นต้น  เพราะการเรียนรู้ในกระแสหลักมักมุ่งเน้นให้บทเรียนครอบคลุมเฉพาะระดับของความรู้ ความเข้าใจ ความทรงจำในเรื่องที่เรียน  ซึ่งมักแยกเรื่องที่เรียนออกจากความจริงด้านต่างๆของมนุษย์ที่มีมากกว่าความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ยกตัวอย่างบทเรียนเกี่ยวกับการทำงานเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง (Teamwork) มักจะพูดถึงการเปลี่ยนมุมมองเพื่อนร่วมงานจากแง่ลบมาเป็นการมองในเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง

ซึ่งถ้ากล่าวถึงเพียงแค่นี้ก็เชื่อได้ว่าผู้เรียนจะรู้ได้ไม่ยากแต่ก็จะเป็นเพียงรู้ว่ามันดีเฉยๆ หรือรู้แล้วจะทำได้จริงมากน้อยเพียงใดในสถานการณ์จริง ดังนั้นกระบวนกรจึงอาจต้องทำบทเรียนให้ลงลึกถึงว่าในความเป็นจริงอะไรเป็นปัจจัยทำให้คนเรามักมองคนในแง่ลบ การเปลี่ยนแปลงการมองจากลบมาเป็นบวกหรือมองตามที่เป็นจริงจะเกิดขึ้นจากภายในได้จริงอย่างไรหรือจะหล่อเลี้ยงสภาวะการมองแบบนี้ได้อย่างไร มันสัมพันธ์อย่างไรกับร่องพฤติกรรมเดิมและความสัมพันธ์กับผู้อื่น จะปรับใช้ได้จริงในสถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างไร หรือกระบวนกรอาจต้องทำให้ผู้เรียนสัมผัสโดยตรงกับสภาวะที่เขากำลังมองเชิงบวกจนผู้เรียนเข้าถึงผลอันน่าทึ่งของการมองเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปกระบวนกรควรทำเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงเข้าใกล้ตัวผู้เรียนให้มากที่สุดโดยเฉพาะด้านในของมนุษย์ ทำบทเรียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับบริบทรอบตัวผู้เรียนที่เป็นสถานการณ์ในชีวิตจริง  นอกจากนี้เนื้อหาของบทเรียนจะต้องเป็นปลายเปิดไม่หยุดนิ่งตายตัวและต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบถูกตั้งคำถามจากผู้เรียนได้เสมอ  อีกทั้งควรเป็นบทเรียนที่เป็นปลายเปิดเพื่อโยงใยสัมพันธ์กับองค์ความรู้ด้านอื่นศาสตร์สาขาอื่น

2. การใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลัง
นอกจากกระบวนกรจะจัดวางเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงถึงมิติด้านจิตใจและปัญญาแล้ว กระบวนกรจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลังเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ระดับที่เขาจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกภายใน สัมผัสถึงตัวสภาวะของสิ่งต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะไม่เพียงทำให้ผู้เรียน รู้หรือเข้าใจเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ผู้เรียนสัมผัสลึกถึงภายในที่กำลังสั่นไหว เปลี่ยนแปลง เรียนรู้อย่างใคร่ครวญได้ กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงซึ่งเป็นการสัมผัสสภาวะโดยตรง  ไม่ได้ใช้แค่เพียงความคิดหรือเหตุผลในการเข้าถึงตัวสภาวะ

ด้วยเหตุนี้ตัวกระบวนกรจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษถึงการออกแบบและใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลงลึกได้  ลักษณะสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่ทรงพลังมีดังนี้

  • การให้ผู้เรียนได้เรียนผ่านประสบการณ์ตรง เช่น การเรียนรู้นิเวศวิทยาแนวลึก เราจะพาผู้เรียนเข้าไปเดินรอนแรมในป่า อดอาหาร หรืออยู่คนเดียวเพื่อเผชิญกับความกลัวภายใน ซึ่งมักจะทำให้ผู้เรียนได้สัมผัสถึงความจริงรอบตัวที่เกิดขึ้นรวมถึงสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน กิจกรรมหรือกระบวนการผ่านประสบการณ์ตรงมักทำให้ผู้เรียนได้เปิดประตูการรับรู้ทุกทางหรือเกือบทุกทาง ซึ่งจะทำให้เกิดพลังการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งดื่มด่ำกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ทั้งนี้ก็เพราะสภาวะความเป็นจริงระดับลึกซึ้งจะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่านประสบการณ์ตรงไม่ใช่เพียงแค่คิดวิเคราะห์หรือสนทนากันเท่านั้น กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างได้แก่ การพาเดินรอนแรมในป่า ทดลองอดอาหารและอยู่คนเดียว  การพาผู้เรียนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านชาวเขาที่กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆ การฝึกฝนทำสมาธิภาวนาอย่างเข้มข้น การทำงานศิลปะ  การแสดงละคร การสวมบทบาทสมมติ การออกไปฝึกฝนคลี่คลายความขัดแย้งในพื้นที่จริง การใช้เกมหรือสถานการณ์จำลองที่คล้ายคลึงกับสภาพในชีวิตจริง เป็นต้น
  • กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ ควรสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้ ตัวผู้เรียนและข้อจำกัดเรื่องเวลา กล่าวคือกระบวนการหรือกิจกรรมที่ใช้ควรทำให้เข้าถึงบทเรียนที่ชัดเจนลงลึกได้ง่าย ไม่ยากไม่ง่ายเกินไปสำหรับกลุ่มผู้เรียน และไปกันได้กับข้อจำกัดของเวลา
  • เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการกระทบสัมผัสกับความรู้สึกภายในได้ง่าย หรือเป็นกับดักหรือหลุมพรางที่เมื่อผู้เรียนได้ทำหรือได้ผ่านแล้วทำให้เกิดการฉุกคิดใคร่ครวญ เกิดปัญญาได้ง่าย  ทำให้มองเห็นความจริงภายในที่มักมองข้ามหรือไม่เคยใส่ใจมอง รวมถึงทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงภายในได้ง่าย
  • เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่บางครั้งบางขณะทำให้ผู้เรียนเกิดความนิ่งสงัดเกิดสภาวะที่ใคร่ครวญหรือตระหนักรู้ได้อย่างแจ่มชัด
  • เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเชื่อมั่นไว้วางใจในระดับที่จะยอมเปิดตัวลงมาเรียนรู้อย่างเต็มที่ แต่บางครั้งกระบวนกรอาจจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเสี่ยง หวั่นไหว หมิ่นเหม่ต่อการเปิดเผยตัวตน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่เสี่ยงระดับหนึ่งมักจะทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง ซึ่งผู้เรียนบางคนถึงกับเปลี่ยนแปลงภายในอย่างชนิดถอนรากถอนโคนเลยทีเดียว  ทั้งนี้กระบวนกรจำต้องประเมินตัวกระบวนกรเอง ผู้เรียน จังหวะและสถานการณ์ในขณะเรียนรู้เป็นสำคัญ

3. การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์
นอกจากจะต้องใส่ใจการจัดวางเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายในที่ลุ่มลึกแล้ว กระบวนกรควรใส่ใจในการปรับบรรยากาศที่โน้มนำให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้สูงจนเข้าสู่บทเรียนได้ง่ายรวมถึงเข้าถึงประสบการณ์ภายในอย่างลึกซึ้ง การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์แบ่งเป็น 2 นัย

ประการแรก บรรยากาศในด้านกายภาพ ในที่นี้หมายถึงสถานที่เรียนรู้ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ ดังเช่น หากจะเรียนรู้เรื่องนิเวศวิทยาเราก็ควรเลือกใช้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาที่อยู่ลึกในป่าเป็นสถานที่เรียนรู้  หากจะเรียนรู้เรื่องความยากจนของคนชั้นล่างในสังคมก็ควรเลือกที่ชุมชนรากหญ้าหรือสลัมในเมือง เป็นต้น แต่หากเป็นเนื้อหาการเรียนรู้ทั่วๆไป กระบวนกรควรใช้ห้องเรียนรู้ที่โปร่งโล่งและเงียบสงัด ที่สำคัญควรจัดห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ว่างพอที่จะนั่งล้อมเป็นวงกลมได้ เพราะการนั่งล้อมเป็นวงกลมจะเอื้ออำนวยให้การเรียนรู้ออกมาในลักษณะถ่ายเทไหลเวียน สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ นั่นย่อมหมายถึงไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้หรือรับความรู้อย่างผูกขาด ประสบการณ์และองค์ความรู้เกิดขึ้นได้จากทุกๆคน ไม่เฉพาะแต่จากกระบวนกรเท่านั้น ดังได้กล่าวถึงไว้แล้วในบทนำ
ประการที่สอง บรรยากาศด้านความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้เรียนรวมถึงกระบวนกร ในที่นี้มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มผู้เรียนรวมถึงกระบวนกรให้เกิดความเป็นเพื่อนอันลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึงรู้สึกไว้วางใจกันมากพอจนทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ สามารถเปิดเผยตัวตนด้านในไม่ว่าดีหรือร้ายเพื่อหยิบยื่นบทเรียนแห่งการเติบโตให้แก่กันและกันได้ และเมื่อถึงคราวที่บทเรียนนำไปสู่ความเจ็บปวดภายในก็ยังสามารถช่วยเหลือเยียวยาภายในให้กันได้ นอกจากนี้ความเป็นเพื่อนที่แน่นแฟ้นมักจะนำไปสู่การแสวงหาความรู้ความจริงร่วมกันมากกว่าที่จะแข่งขันเพื่อเพียงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เหนือผู้อื่นและยังทำให้ประจักษ์ชัดได้ว่า การเข้าถึงความลุ่มลึกและกว้างไกลของบทเรียนเกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยมจากพลังกลุ่มที่แนบแน่น เนื่องเพราะพลังกลุ่มจะช่วยทำให้กลุ่มร่วมแสวงหาและผสมผสานประสานความรู้ความสามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงบทเรียนที่กว้างไกลลุ่มลึกด้วยกัน นอกจากนี้ความเป็นเพื่อนในกระบวนการเรียนรู้ยังลดทอนกำแพงอัตตา ลดทอนความรู้สึกเปรียบเทียบว่าใครเด่นใครด้อย ใครเก่งใครโง่กว่า รวมถึงยังป้องกันการชี้นำบังคับหรือครอบงำทางความคิดอย่างตายตัว เพราะความเป็นเพื่อนที่แท้จริงมักจะให้เสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นตามกระบวนกร หรือไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือคิดเหมือนกันทุกครั้งไป ดังนั้นการสร้างบรรยากาศที่เป็นเพื่อนอันลึกซึ้งระหว่างผู้เรียนรวมถึงกระบวนกรจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่เราต้องการ

ส่วนรูปธรรมการสร้างความเป็นเพื่อนที่สนิทใจกันนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ดังนี้

  • การร่วมกันกำหนดข้อตกลงหรือกติกาการเรียนรู้ที่จะต้องถือปฏิบัติร่วมกัน เช่น เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแบ่งปันให้กันและกันอย่างเพียงพอ รับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ด่วนสรุปด่วนตัดสิน เชิญชวนให้ทุกคนถอดหัวโขนหรือสถานภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นต้น
  • ใช้กิจกรรมผ่านประสบการณ์ที่สร้างพลังกลุ่มให้เกิดร่วมกัน ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนต้องร่วมกันทำและร่วมกันรับผิดชอบ
  • ใช้เกมหรือสันทนาการที่เล่นหัวด้วยกันได้เพราะสันทนาการที่สร้างสรรค์มักนำทุกคนไปประสบกับภาวะความเป็นเด็กที่ห่างหายมานานในขณะเดียวกันก็ละลายหรือลดทอนความเป็นทางการที่มาในคราบของความเป็นผู้ใหญ่ลงบ้างใช้กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้เปิดเผยภูมิหลังหรือเปิดเผยตัวตนด้านดีหรือร้าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ตัดสินหรือโจมตีเพื่อนที่เป็นเจ้าของเรื่อง การเปิดเผยที่กว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ โดยต่างฝ่ายต่างยอมรับและเข้าใจเพื่อนตามที่เป็นจะเป็นบันไดสำคัญทำให้ความเป็นเพื่อนลึกซึ้งแน่นเหนียว เชื่อมั่นไว้วางใจกันอย่างสนิทใจ ทั้งนี้การทำกิจกรรมลักษณะนี้มักจะทำทีละขั้นและประเมินกลุ่ม แล้วค่อยๆเพิ่มประเด็นลึกซึ้งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
  • การใช้กลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันสลับการเรียนรู้ในกลุ่มใหญ่ เพราะการพูดคุยในกลุ่มย่อยมักจะทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ง่ายและพูดคุยกันได้อย่างลึกซึ้งซึ่งง่ายกว่ากลุ่มใหญ่

กล่าวโดยสรุปการจัดปรับบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดความเป็นเพื่อนนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะเหนี่ยวนำบทเรียนให้ถ่ายเทไหลเวียนได้ง่าย ทำให้พลังการเรียนรู้ตื่นตัวอยู่เสมอและลงลึกได้ง่าย ดังนั้นกระบวนกรจำต้องตระหนักถึงปัจจัยข้อนี้เสมอ

4. การสรุปหรือถอดบทเรียน
ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะผู้ที่มีอุปนิสัยจับสังเกตเป็นมักจะสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ได้ลงมือทำกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรงโดยไม่จำเป็นต้องมีคนมาชี้แนะและชวนพูดคุยเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้หนึ่งๆ ผู้เรียนแต่ละคนก็อาจมองเห็นบทเรียนต่างจุดต่างมุมกัน เน้นหรือสนใจต่างกัน เชื่อมโยงกับความคิดและประสบการณ์เก่าได้แตกต่างกันหรือมองเห็นเรื่องเดียวกันแต่ให้คุณค่าความหมายต่างกัน ที่สำคัญผู้เรียนบางคนอาจจะยังไม่ทันได้จับสังเกตบทเรียนที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันทันที ดังนั้นกระบวนกรจึงจำเป็นต้องทำการสรุปหรือถอดบทเรียนร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการทำให้บทเรียนที่แฝงฝังในตัวผู้เรียน และจากกระบวนการเรียนรู้โผล่ปรากฏเป็นบทเรียนที่ผลิบานงอกงามและเห็นเป็นประจักษ์ร่วมกัน ทั้งนี้การสรุปหรือถอดบทเรียนมีมากมายหลายวิธี ดังเช่น

  • การใช้สุนทรียสนทนา โดยกระบวนกรไม่จำเป็นต้องดำเนินรายการมากคงปล่อยให้กลุ่มแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันไปตามจังหวะของความสดในแต่ละขณะ
  • การใช้กลุ่มย่อยสรุปการเรียนรู้ โดยตั้งประเด็นกว้างๆให้แลกเปลี่ยนกัน
  • การใช้พลังคำถามที่เชื่อมโยงลงลึก เพื่อดึงบทเรียนให้โผล่ปรากฏ การตั้งคำถามเพื่อสรุปบทเรียนที่เห็นบ่อยแบบหนึ่งในหลายแบบก็คือ กระบวนกรมักจะเริ่มต้นถามถึงประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นสดๆก่อนว่าเป็นอย่างไร ที่ควรถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นลำดับแรกก็เพราะความรู้สึกภายในของคนมักเป็นด่านแรกที่ทำให้เกิดความหมายบางอย่างภายในและมักจะนำไปสู่การนึกคิดปรุงแต่งเป็นความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติ หลังจากนั้นกระบวนกรอาจตั้งคำถามต่อโดยถามจากประสบการณ์ตรงแล้วพลิกแพลงไปสู่การเรียนรู้ แล้วอาจถามเชื่อมโยงจากบทเรียนที่เกิดขึ้นนั้นไปสู่การประยุกต์บทเรียนไปใช้ในชีวิตจริงเป็นการปิดท้าย ดังนี้เป็นต้น  อย่างไรก็ตามกระบวนการตั้งคำถามเพื่อสรุปหรือถอดบทเรียนสามารถพลิกแพลงไปได้อย่างไม่ตายตัว ทั้งนี้ประสบการณ์ที่เกิดจากการทำบ่อยๆย่อมช่วยให้กระบวนกรตั้งคำถามได้ทรงพลังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
  • การสรุปบทเรียนโดยการเขียนบันทึกอย่างใคร่ครวญ หรือผ่านกิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากการพูดคุย เช่น การวาดรูปเพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ เป็นต้น
  • การสรุปหรือการถอดบทเรียนด้วยการสนทนาแบบตัวต่อตัวเป็นการเฉพาะระหว่างกระบวนกรกับผู้เรียน ซึ่งมักจะเป็นบทเรียนที่เป็นการเติบโตภายในและผู้เรียนต้องการความเป็นส่วนตัวและความไว้วางใจสูงที่จะเปิดเผยตัวตนที่อยู่ลึกข้างใน แต่บางครั้งผู้เรียนคนนั้นก็อาจไว้วางใจผู้เรียนคนอื่นจึงให้กระบวนกรสนทนากับตนอย่างเปิดเผยต่อกลุ่มใหญ่ก็เป็นไปได้เช่นกัน
  • การให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านการเล่าเรื่องอย่างเดียวหรือสลับกับการตั้งคำถามเพื่อลงลึก

ยังมีการสรุปหรือถอดบทเรียนอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้อีกมากมายหลายวิธี ดังนั้นกระบวนกรจึงควรแสวงหาวิธีการสรุปบทเรียนไว้ให้หลากหลายและพร้อมที่จะพลิกแพลงใช้มันได้อย่างมีศิลปะ

กระบวนกรควรมีคุณสมบัติและทักษะอะไรบ้าง

จากองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากกระบวนกรจะทำให้ได้ผลดีเยี่ยมขึ้นเป็นลำดับนั้นกระบวนกรจำต้องสั่งสมคุณสมบัติภายในตลอดจนทักษะพื้นฐานของการเป็นกระบวนกร ดังต่อไปนี้

·         รู้ทัน มั่นคง ปล่อยวาง : แก่นแกนภายในของการเป็นกระบวนกร

ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคสิ่งที่ไม่คาดฝันมากมายทั้งที่เกิดจากความเหนื่อยหนักจากการสรุปบทเรียนร่วมกับผู้เรียนซึ่งอาจจะมีทั้งความยากของบทเรียนและความฝืดฝืนของผู้เรียน เกิดจากบทเรียนที่ดำดิ่งสู่สภาวะภายในซึ่งมองเห็นได้ยาก บางคราวก็เกิดอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายจากการกระแทกความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นทั้งผู้เรียนและตัวกระบวนกรเอง บางครั้งก็ต้องใช้พลังสูงในการเผชิญกับความแตกต่างหลากหลายรวมถึงความท้าทายนานาชนิดของผู้เรียน หรือบางครั้งบทเรียนก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่คาดหวังไว้ และอื่นๆอีกมากมาย  ดังนั้นกระบวนกรจึงต้องฝึกฝนพลังแห่งสติหรือความระลึกรู้ทันความรู้สึกนึกคิดภายในเวลากระทบสัมผัสกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ฝึกฝนสติจนจิตใจมีความตั้งมั่นมีความนิ่งภายในพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้จะออกมาดีหรือไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม นอกจากนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนการเฝ้ามองสรรพสิ่งต่างๆทั้งภายในภายนอกของเราจนมองเห็นความจริงว่าสรรพสิ่งล้วนผันผวนปรวนแปรไปตามเหตุปัจจัย พึงปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายทั้งปวง หากฝึกฝนจิตใจให้รู้ทัน มั่นคงและปล่อยวางได้ ก็ย่อมทำให้กระบวนกรมีสภาวะภายในที่เข้มแข็งปลอดโปร่ง สามารถทำกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างไม่ทุกข์กังวล แต่กลับมีพลังมีชีวิตชีวา และสามารถทำบทเรียนได้อย่างสร้างสรรค์งอกงามไปได้อย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้สภาวะภายในที่เข้มแข็งมั่นคงมักจะเป็นแก่นแกนสำคัญทำให้ทักษะพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ที่จะกล่าวถึงต่อไปมีความแหลมคมและเต็มไปด้วยพลัง

·         รู้กว้าง รู้ลึก รู้ไกล กล้าหาญและใส่ใจ : คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ศรัทธาต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้

หากกระบวนกรจะสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดบทเรียนที่ลงลึกและนำไปใช้ได้จริง กระบวนกรจำต้องหมั่นแสวงหาและเรียนรู้ในเรื่องที่ตนจัดการเรียนรู้อยู่เสมอ จนสามารถรู้ในเรื่องนั้นลึกและกว้างรวมทั้งต้องแสวงหาเรียนรู้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นที่สัมพันธ์กับเรื่องที่เราทำซึ่งถือเป็นการรู้ไกล

ดังนั้นยิ่งกระบวนกรรู้กว้าง รู้ลึก และรู้ไกลได้มากเท่าใดก็ย่อมทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งกระบวนกรจำต้องฝึกฝนความกล้าหาญในมิติต่างๆ ได้แก่ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติเดิมที่ตนยึดถือ หากมันถูกตรวจสอบชัดเจนแล้วว่ามีข้อจำกัดในการอธิบายความจริง หรือมีความเห็นหรือทฤษฎีซึ่งอธิบายได้ดีกว่า กระบวนกรจำต้องกล้าที่จะไม่ยึดในความเห็นความเชื่อเดิม และใจกว้างที่จะเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว พร้อมที่จะยืดหยุ่นพลิกแพลงทั้งความคิดเห็นและการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องไปตามบริบทที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ กระบวนกรควรฝึกฝนความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความเห็นที่ต่างไปจากตนรวมถึงกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายในทุกรูปแบบของผู้อื่นรวมถึงผู้เรียนด้วย ที่สำคัญที่สุดในเรื่องความกล้าก็คือ กล้าที่เรียนจากผู้เรียนที่สถานภาพต่ำหรือด้อยกว่า รวมทั้งถ้าตัวเองไม่รู้สิ่งใดก็กล้าที่จะบอกหรือยอมรับกับผู้เรียนได้ว่าไม่รู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างซื่อตรงต่อการจัดการเรียนรู้ประการสุดท้ายกระบวนกรควรมีสำนึกแห่งการใส่ใจผู้เรียนทั้งหมด พยายามเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดซึ่งจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อจิตใจภายในกระบวนกรต้องนิ่งพอที่จะดำรงอยู่กับเขาอย่างแท้จริงจึงจะทำให้สามารถรับฟังหรือได้ยินความรู้สึกนึกคิดภายในที่ผู้เรียนแสดงออกมา หากกระบวนกรไม่นิ่งและไม่ได้ดำรงอยู่ร่วมกับผู้เรียนก็ย่อมไม่สามารถได้ยินได้ฟังบทเรียนที่เกิดขึ้นจากผู้เรียน กระบวนกรก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์บทเรียนที่เกิดขึ้นจากตัวผู้เรียนได้อย่างแท้จริง แต่จะทำได้แค่เพียงนำเสนอความเห็นตนเองออกไปข้างเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้การใส่ใจผู้เรียนอย่างลึกซึ้งยังทำให้กระบวนกรสามารถเห็นช่องทางหรือกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งจะทำให้กระบวนกรสามารถจัดวางเงื่อนไขการเรียนรู้หรือช่วยเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จนสามารถเติบโตงอกงามได้ด้วยตัวเองในที่สุด

·         ทักษะที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้

3.1 การรับฟังด้วยใจอย่างลึกซึ้ง กระบวนกรจำต้องฝึกรับฟังผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยสติจนสามารถจับประเด็นหรือเข้าถึงเรื่องราวต่างๆของผู้เรียนที่กำลังแลกเปลี่ยนแบ่งปัน การฟังอย่างลึกซึ้งยังช่วยทำให้กระบวนกรเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งการเข้าถึงทั้งประเด็นและอารมณ์ความรู้สึกจะเป็นประตูสำคัญของการทำให้บทเรียนลุ่มลึกโผล่ปรากฏขึ้นมา ทำให้กระบวนกรสามารถเชื่อมโยง วิเคราะห์ สังเคราะห์ประสบการณ์ของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำและแหลมคม
3.2 วิธีคิดหรือกระบวนการคิดเพื่อใช้เป็นเข็มทิศนำทางในการวางแผนและการสรุปบทเรียน ในการจัดการเรียนรู้ที่เอากลุ่มผู้เรียนเป็นตัวตั้ง และจะต้องสกัดความเห็นและประสบการณ์ออกจากผู้เรียนแล้วทำให้ปะทะสังสรรค์จนเกิดบทเรียนที่ลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจำต้องมีวิธีคิดหรือกระบวนการคิดเพื่อใช้เป็นเข็มทิศบ่งบอกทางในการวางเนื้อหาและการสรุปบทเรียน เข็มทิศของกระบวนการคิดที่ว่านั้นจะช่วยทำให้กระบวนกรรู้ชัดได้ว่าบทเรียนกำลังอยู่จุดใด กำลังเคลื่อนไปอย่างไร ประเด็นกำลังเชื่อมโยงสัมพันธ์หรือย้อนแย้งกันอย่างไร ซึ่งถ้ากระบวนกรรู้ตำแหน่งแห่งที่ของบทเรียนชัดเจนก็จะช่วยกลุ่มผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่าย       
ด้วยเหตุนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนกระบวนการคิดหรือวิธีคิดที่หลากหลายไว้ใช้งานอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายและเนื้อหาการเรียนรู้
3.3 การจับประเด็น นอกจากการรับฟังอย่างลึกซึ้งแล้วกระบวนกรจำต้องหมั่นฝึกฝนการจับประเด็นหรือจับแก่นของเรื่องได้ เพราะหากกระบวนกรจับประเด็นได้แม่นยำไม่หลุดมือก็ย่อมช่วยทำให้ทุกคนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความหมายที่ผู้เรียนต้องการสื่อ ซึ่งนั่นก็จะเป็นประตูสำคัญของการทำให้บทเรียนอันลึกซึ้งซึ่งโผล่ปรากฏขึ้นมา และเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า การรับฟังอย่างลึกซึ้งและการจับประเด็นต้องทำงานควบคู่กัน
3.4 การสื่อสารที่เข้าใจง่ายและทรงพลังทักษะด้านนี้ถือเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายและมีพลังตื่นตัวต่อการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ดังเช่น การเล่าเรื่องสั้นๆ หรือการพูดให้ข้อคิด หรือเสนอมุมมองใหม่ๆของกระบวนกร ดังเรามักจะประทับใจกระบวนกรบางท่านที่สามารถพูดได้อย่างคมคายและทรงพลังจนทำให้ผู้เรียนเกิดมโนธรรมสำนึกหรือเกิดการฉุกคิดอย่างใคร่ครวญได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะทำให้เราเห็นเรื่องภายในหรือเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามเสมอ เป็นต้น
3.5 การตั้งคำถามที่ลงลึกและเชื่อมโยง ทักษะด้านนี้จัดเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากภายในและทำให้เกิดปะทะสังสรรค์บทเรียนภายในกลุ่มซึ่งช่วยทำให้องค์ความรู้ชัดเจนลุ่มลึก และขยายเชื่อมโยงไปสู่บริบทอื่นได้อย่างทรงพลัง

บทสรุป

แม้ว่าเส้นทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนหลากด้านหลายมิติในสังคมจะยังคงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่บางสถาบัน องค์กร หรือในชุมชนรากหญ้าก็ได้เริ่มทดลองจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้ แม้ว่าแต่ละสถาบันจะมีความแตกต่างหลากหลายทั้งในแง่การเน้นเป้าหมายการเรียนรู้ เนื้อหาที่เรียนรู้ กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ แต่เส้นทางอันหลากหลายนี้ก็มุ่งสู่ความอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าการศึกษาเรียนรู้ในกระแสหลัก  สิ่งที่อยากจะฝากไว้ในท้ายสุดนี้ก็คือ แต่ละสถาบันควรทดลองจัดการเรียนรู้ตามแนวทางที่ตนเชื่อ ทำไปพร้อมกับหมั่นสรุปหรือถอดบทเรียนให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทด้านต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วนำเสนอสู่สาธารณชนที่สนใจการเรียนรู้แนวนี้
ประการที่สอง เหล่ากระบวนกรทั้งหลายควรจัดเวทีสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันและถือเป็นการสร้างชุมชนหรือเครือข่ายของแวดวงการเรียนรู้แนวทางนี้ หากเป็นไปได้ควรจะมีการข้ามไปเรียนรู้หรือช่วยเหลืองานด้านการเรียนรู้จากกันและกัน
ประการสุดท้าย เหล่ากระบวนกรหรือหากมีชุมชนเครือข่ายเกิดขึ้นแล้วก็ควรหาทางปะทะสังสรรค์ประสบการณ์การจัดการเรียนรู้กับแวดวงการศึกษาในสถาบันการศึกษาหลักทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมาเป็นสมบัติของสังคมไทยต่อไป  

บรรณานุกรม

ประเวศ วะสี, เสน่ห์  จามริก, สุลักษณ์  ศิวรักษ์, พระไพศาล  วิสาโล. ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อความเป็นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์, 2547
ประเวศ  วะสี. บนเส้นทางชีวิตภายใน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : หมอชาวบ้าน, 2547
ปรีดา  เรืองวิชาธร. งานพลังกลุ่มและความสุข. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : สวนเงินมีมา, 2551
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ จำกัด, 2532
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า. พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, 2530
วิศิษฏ์  วังวิญญู, นพ.วิธาน  ฐานะวุฑฒ์, ณัฐฬส  วังวิญญู. คู่มือกระบวนกรศาสตร์และศิลป์แห่งการหันหน้าเข้าหากัน. พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร : วงน้ำชา, 2550
วิจักขณ์  พานิช. เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : สวนเงินมีมา, 2550 
วีระ  สมบูรณ์, “พรมแดนแห่งความไม่รู้ : อารัมภบทสู่ทิศทางที่พร่ามัวของวิชาการ”. ความไม่รู้ไร้พรมแดน. 65-108. กรุงเทพมหานคร : โกมลคีมทอง, 2541
วีระ  สมบูรณ์, “อริยวินัยกับศาสตร์ร่วมสมัย”. พุทธธรรมกับอุดมการณ์สำหรับศตวรรษที่ 21. 123-147. กรุงเทพมหานคร : โกมลคีมทอง, 2542
อวยพร  เขื่อนแก้ว. การฝึกอบรมผู้อำนวยการเรียนรู้.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด(มหาชน),2551
 

เปิดพื้นที่ เปิดสมอง แบบ Corporation of Design ตุลาคม 11, 2008

Posted by หมูอวบ in บทความ, เรื่องควรรู้.
Tags:
1 comment so far

เขียนโดย รศ.วิทยา  ด่านธำรงกูล

คัดลอกจาก http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/11/news_301460.php

จะดีไหมถ้าเบื่อๆ เซ็งๆ จากงานบนโต๊ะ แล้วสามารถลุกออกไปกระโจนลงสระว่ายน้ำ หรือออกไปเล่นวอลเล่ย์บอลบนสนามแบบชายหาดที่อยู่นอกอาคารห่างจากโต๊ะทำงานแค่ไม่กี่ก้าว หรือไปสนุกกับโต๊ะพูลที่อยู่ในห้องติดกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เกิดหิวขึ้นมาก็เดินไปคาเฟ่หาอะไรกิน เพราะบริษัทเขาเลี้ยงอาหารชั้นดีกับพนักงานฟรีอยู่แล้ววันละ 3 มื้อ นั่งทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดิจิตอลอยู่ถึงตีสอง เครื่องเกิดเสียเอาดื้อๆ

แต่ไม่เป็นไรเพราะแผนกบริการโดยช่างที่ช่ำชองเปิดให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง นี่ยังไม่นับว่าพรุ่งนี้สายๆ จะมีช่างแต่งผมมือดีที่บริษัทหามาตัดผมให้ถึงที่ทำงาน จะเอาลูกๆ มาปล่อยให้เพลินกับของเล่นมากมาย

ใครๆ คงฝันถึงที่ทำงานแบบนี้ และคงยินดีจะทุ่มเททำงานแบบลืมเวลาไปเลย

ที่ทำงานอันเป็นสุดยอดปรารถนาแบบนี้มีจริงที่ Googleplex หรือสำนักงานใหญ่ของ Google ที่เมาเท่นวิว ซานตาคลาร่า แคลิฟอร์เนีย

ที่ๆ พนักงานจะใช้เวลาคิด เล่น ทำ สนุก สื่อสาร และคลิ๊กไอเดียใหม่ๆ เหมือนกับใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน

การดีไซน์สถานที่ทำงานให้เป็นที่น่ารื่นรมย์สำหรับพนักงาน เป็นที่ๆ ให้คนได้คิดได้ทำโดยปราศจากกรอบคือหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของ Google บริษัทที่เต็มไปด้วยไอเดียที่ตอบโจทย์นักท่องอินแทอร์เน็ตแบบโดนๆ ได้ตลอดเวลา

และเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Corporation of Design ระดับโลก ซึ่งบรรยากาศและพื้นที่ทำงานเป็นเรื่องหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสะท้อนให้เห็นถึงการยึดเอาพนักงานเป็นศูนย์กลาง

สร้างบรรยากาศแบบไร้ผนัง  เลิกเสียทีกับการเอาผนังทึบๆ มากั้นเป็นคอกๆ ให้พนักงานอยู่แบบไม่เห็นหน้าเห็นตากัน ยกผนังทึบออกเสียให้หมด หากจำเป็นก็เอาน้อยๆ สักแค่เอวหรือใสพอให้มองหน้าตะโกนหากันได้ จะได้เพิ่มการสื่อสาร สร้างการเรียนรู้ระหว่างกัน

ลองให้พนักงานสร้างสรรค์ไอเดียมันๆ กับการออกแบบมุมทำงานบ้างก็ได้ อาจทำให้ที่ทำงานแบบกล่องหรือแบบเขาวงกตหายไป ห้องประชุมแบบโต๊ะกลางยาวเหยียดจนมองไม่เห็นหน้าคนนั่งปลายสุดเป็นเรื่องล้าสมัย ห้องประชุมที่ไม่เป็นห้องประชุมคือมุมไหนก็ได้ที่เป็นส่วนตัว ยกเก้าอี้มาล้อมวงก็ประชุมได้แล้ว

คิดและทำแบบสนุก แต่ได้งาน Google กระตุ้นให้พนักงานโดยเฉพาะวิศวกรใช้เวลา 20% หรือหนึ่งวันของสัปดาห์ไปทำอะไรก็ตามที่นอกเหนืองานประจำปกติ งานที่เป็นความใฝ่ฝันของแต่ละคน พนักงานอาจจะรวมตัวกันพูดคุยแบ่งประสบการณ์หรือข้อสังเกตของแต่ละคนแบบเฮฮาๆ ซึ่งบ่อยครั้งก็มักจะพาไปสู่การสปาร์คไอเดียอะไรสักอย่างแบบคาดไม่ถึง

บริการหลายอย่างของ Google เช่น Google Page Creator ที่ให้ผู้ใช้สามารถดีไซน์เว็บเพจด้วยตัวเองแบบแสนง่าย หรือโปรแกรมแอนนิเมชั่นอย่าง Lively ก็ได้ไอเดียมาจากวิธีการแบบนี้ ซึ่งรู้จักกันในหมู่ Googlers ว่าเป็น “20 Percent Project” เรียกว่าคิดและทำเหมือนเล่นแต่เป็นจริงได้

คลิกเมื่อไรได้ทันที บ่อยครั้งที่ไอเดียคลิกขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่จดเดี๋ยวนั้นอาจจะหายไปในเสี้ยวนาที ตามทางเดิน ในห้องอาหาร มุมจิบกาแฟใน Google จึงมักจะเห็นกระดานบานโตหรือไอเดีย บอร์ด เอาไว้ให้พนักงานได้ขีดได้เขียนไอเดียที่ปิ๊งปั๋งอยู่ในหัว

ได้เขียนออกมาก็จะยิ่งพรั่งพรู ไม่ต้องแปลกใจที่ Google Graffiti จะมีให้เห็นเปรอะไปบนกระดานหลายจุดหลายมุม

บ่อยครั้งกระดานนี่แหละคือสนามประลองไอเดียของพนักงาน ยิ่งเขียนยิ่งมัน ยิ่งพูดยิ่งกระจายบานปลายเป็นไอเดียที่หนักแน่น เห็นเปรอะๆ อย่างนี้ไอเดียดีๆ ทั้งนั้น

รกหน่อยไม่เห็นเป็นไร  บ่อยครั้งที่ไอเดียมาจากการจับโน่นผสมนี่ หรือคิดอะไรออกเดี๋ยวนั้นก็จะจับเอามาตัดแปะรวมกัน เหมือนการสร้างแบบจำลองที่มีกรรไกรกับกาวเป็นอาวุธแปะเข้าหรือตัดออกจนกว่าจะดูดีเป็นที่พอใจ

แบบที่เรียกว่า rapid prototype รายรอบตัวของพนักงานจึงอาจจะรกไปสักหน่อย แต่ความรกก็สะท้อนถึงการคิดและทดลองแบบปัจจุบันทันด่วน (spontaneous) ที่บ่อยครั้งเวิร์คเสียด้วย

สำหรับ Corporation of Design สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามได้ พื้นที่และกิจกรรมที่ถูกออกแบบเพื่อสร้างแรงผลักดันให้เกิดการคิดและสร้างสรรค์งานใหม่ๆ เป็นโจทย์ที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

จะมีอะไรดีไปกว่าการได้เห็นพนักงานทุ่มเทกับงานแบบลืมเวลา แถมสนุกคึกคัก สปาร์คไอเดียใส่กันแบบไม่ต้องออมสมอง

นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นสุดยอดปรารถนาขององค์การวันนี้และวันข้างหน้าทุกๆ วัน

การจัดการความ (ไม่) รู้ กันยายน 14, 2008

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags:
add a comment

พอดี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสอน นศ.ป.โท ภาคพิเศษ ในหัวข้อ การจัดการความรู้ …..โดยสัตย์จริง ผมคิดว่า เป้าหมายของงานนี้ คือ เรากำลังจะจัดการความไม่รู้ของพวกเรา มากกว่า จัดการ ความรู้ ใช่หรือไม่ครับ

ผมเลยบอก นศ. ว่า วันนี้ ผมจะคุย เรื่องการจัดการความ (ไม่) รู้ แทน…. คงมีหลาย คน งงๆ กันบ้างละ งานนี้

ปัจจุบัน องค์กรจำนวนไม่น้อย ต่างหลงไหลไปกับ การจัดการความรู้ อย่างเป็นแฟชั่น เอาเป็นว่า เมื่อเขามี KM ฉันก็ต้องมี KM ด้วย เขามี CKO ฉันก็มี CKO ด้วย เขามีระบบสารสนเทศ ฉันก็ขนขวาย ที่จะต้องมีด้วย …..เหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญครับที่เอื้อให้ การจัดการความรู้ในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ ว่าในองค์กร ควรจะต้องมี….และเป็นเรื่องไม่ยากนักในปัจจุบันที่จะมีได้

แต่สิ่งที่องค์กรมักจะลืม…และเป็นเรื่องยากที่จะมี ก็คือ การสร้างสภาพแวดล้อมในองค์กร ให้ ตัวคนในองค์กร ซึ่งเป็นทั้ง ผู้ผลิต และผู้ใช้ความรู้ (เพื่อขจัดความไม่รู้) สามารถ ผลิต สร้างสรรค์ และประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างเต็มที่..จนเกิดความรู้จากการปฏิบัติการ…ความรู้ในทำนองนี้ หล่นหายไปในทางสังคมศาสตร์ นานมากแล้ว

พูดแบบอริสโตเติ้ล สิ่งนี้ คือ  phronesis หรือ คือ practical understanding ซึ่งต่างจากความรู้แบบ epistemology

หากสนใจเรื่องความรู้ประเภทนี้ โปรดหา หนังสือเล่มเขื่องชื่อ “ฟื้นสังคมศาสตร์ : ทำไมการวิจัยทางสังคมจึงล้มเหลว และจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร” ซึ่งแปลโดย อ.อรทัย อาจอ่ำ (ที่นับถือของผม) มาอ่านนะครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Making_Social_Science_Matter 

คำถาม คือ องค์กรปัจจุบัน เขาให้ความสำคัญกับ การจัดการความรู้ หรือ การจัดการมนุษย์ผู้เป็นผู้ปฏิบัติการในองค์กร มากกว่ากัน

สภาพแวดล้อม การจัดวางผัง-พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรม โครงสร้างการบริหารจัดการ เวลาว่าง การมีชีวิตการทำงานที่ไม่เคร่งเครียด (แต่รับผิดชอบ) การมีกลุ่มกิจกรรม…….เหล่านี้ คือ สภาพแวดล้อมที่จะสนับสนุนให้ มนุษย์ในองค์กร ได้มีโอกาสคิด สร้างสรรค์ และ ประยุกต์ ใช้ความรู้ได้อย่างเบิกบาน สำราญใจ 

แล้ว องค์กรของท่าน ให้ความสำคัญ กับ เรื่องนี้ มากน้อยเพียงไรครับ

 

 

 

อันนี้เป็นไฟล์ครับ ที่ผมใช้ พูดคุยครับ (2.66mb)

ผมมาเพิ่มเติมครับ เรื่องการจัดผังพื้นที่การทำงานที่มีผลต่อ การสร้างความคิด ความรู้ครับ

http://wwisartsakul.wordpress.com/2008/10/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/