เปิดตัว 8 กองทุนประหยัดภาษี ผลงานดี สม่ำเสมอ ตุลาคม 4, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเงินส่วนบุคคล
add a comment
สำรวจผลการดำเนินงานกองทุน พบ 8 กองทุนรวมฝาแฝดประหยัดภาษี “RMF” และ “LTF” ผลงานดี เสมอต้นเสมอปลายในทุกช่วงเวลา
ประเทศ ไทยมี “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” มาตั้งแต่ปี 2544 หรือประมาณ 8 ปี มาแล้ว และมี “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ขึ้นในปี 2547 หรือประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน (31 ส.ค. 52) กองทุนทั้ง 2 มีสินทรัพย์สุทธิรวมกันทั้งสิ้น 110,265.97 ล้านบาท “ทะลุ 1 แสนล้านบาท” เรียบร้อยแล้ว
โดยแบ่งเป็นกองทุน RMF 46,543.30 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 42.21% และกองทุน LTF ประมาณ 63,722.67 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57.79%
ในแง่ของผลตอบแทนเมื่อมองในมิติของ “การลงทุนระยะยาว” ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน ณ วันที่ 31 ส.ค.2552 ย้อนหลังไป 5 ปี “กองทุน RMF หุ้น” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 37.97% “กองทุน RMF ผสม” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29.31% “กองทุน rmf ตราสารหนี้” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.81% และ “กองทุน RMF ตราสารตลาดเงิน” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.66%
ในขณะที่ย้อนหลังไป 3 ปี “กองทุน LTF” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.66% ซึ่งหากนำไปรวมกับประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับตั้งแต่ “10-37%” ตามฐานภาษีของตัวเองแล้ว ตัวเลขผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นอีกมากทีเดียว ซึ่งคงจะไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีขนาดนี้ไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว
@ LTF ผลตอบแทนสูงสุด 34.3%
จากการสำรวจผลการดำเนินงานของกองทุน LTF ทั้งหมด 30 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 3 ปี พบว่า กองทุน LTF ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.66% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน -5.45% โดยกองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดให้ผลตอบแทน 34.3% และกองทุน LTFที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน -25.74% หรือต่างกันถึง 60.04%
“ในจำนวนนี้มีกองทุน LTF จำนวน 19 กองทุน คิดเป็น 63.33% ที่สามารถเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ ในขณะที่อีก 11 กองทุน คิดเป็น 36.67% ที่แพ้ดัชนี และในจำนวนนี้มีอยู่ 2 กองทุน ที่มีผลการดำเนินงานติดลบ”
โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก ในรอบ 3 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทย บรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (ing cg-ltf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ของ บลจ.ไอเอ็นจี ให้ผลตอบแทน 34.30% อันดับ 2) “กองทุนเปิดแมกซ์ปันผลหุ้นระยะยาว (max div lte)” ของ บลจ.นครหลวงไทย ผลตอบแทน 24.47% อันดับ 3) “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสหุ้นระยะยาว (asp-ltf)” ของ บลจ.แอสเซทพลัส ให้ผลตอบแทน 23.89% อันดับ 4) “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (mv-ltf)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ผลตอบแทน 23.63% และอันดับ 5) “กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว (ktlf)” ของ บลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 23.11%
อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาถึงกองทุน LTF ที่มีผลงานดีสม่ำเสมอติดอยู่ใน “ควอไทล์ที่ 1” หรือกองทุนที่มีผลงานดีติดกลุ่มแรกในทุกช่วงเวลาตั้งแต่ย้อนหลัง 3 ปี ย้อนหลัง 1 ปี และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ytd) นั้น มีเพียง 3 กองทุน ได้แก่ “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทย บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (ing cg-ltf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ย้อนหลัง 3 ปี ได้อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 34.30% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 10.74% และ ytd อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 56.23%
“กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มทรัพย์หุ้นระยะยาว (ma-ltf)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ย้อนหลัง 3 ปี ได้อันดับ 7 ด้วยผลตอบแทน 16.94% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 7 ด้วยผลตอบแทน 5.92% และ ytd อันดับ 8 ด้วยผลตอบแทน 47.98%
และ “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว (mv-ltf)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 23.63% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 10 ด้วยผลตอบแทน 4.61% และ ytd อันดับ 9 ด้วยผลตอบแทน 47.72%
@ RMF หุ้น ผลตอบแทนสูงสุด 52.31%
สำหรับกองทุน RMF หุ้น ทั้งหมด 9 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค.2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุน RMF หุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 37.97% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 4.59% โดยกองทุน RMF หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดให้ผลตอบแทน 52.31% และกองทุน RMF หุ้นที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 27.66% หรือต่างกัน 24.65% โดยกองทุน RMF หุ้นทั้งหมด 100% มีผลงานเป็นบวกและชนะดัชนีหุ้นไทยทุกกองทุน
โดยกองทุนRMF หุ้นที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก ในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ingermf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) มีผลตอบแทน 52.31% อันดับ 2) “กองทุนเปิดบัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (bermf)” ของ บลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทน 46.49% อันดับ 3) “กองทุนเปิดอเบอร์ดีน สมาร์ท แคปปิตอล เพื่อการเลี้ยงชีพ (absc-rmf)” ของ บลจ.อเบอร์ดีน ให้ผลตอบแทน 45.77% อันดับ 4) “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (scbrm4)” ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน 38.69% และอันดับ 5) “กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (eq-rmf)” ของ บลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 34.98%
อย่างไรก็ตาม มีกองทุน RMF หุ้นเพียงกองทุนเดียว ที่มีผลงานติด “ควอไทล์ที่ 1” ในทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ingermf)” ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ย้อนหลัง 5 ปี ได้อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 52.31% ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 29.73% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 9.69% และ ytd อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 55.02%
แต่ถ้ามองช่วงเวลาย้อนหลังตั้งแต่ 3 ปีลงมา จะมีกองทุน RMF หุ้นอีก 1 กองทุน ที่มีผลงานดีสม่ำเสมอติด “ควอไทล์ที่ 1” ในทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดแมกซ์หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (max eq rmf)” ของ บลจ.นครหลวงไทย ย้อนหลัง 3 ปี ได้อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 19.41% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 3 ด้วยผลตอบแทน 4.57% และ ytd อันดับ 6 ด้วยผลตอบแทน 47.72%
@ RMF ผสม ผลตอบแทนสูงสุด 42.41%
ส่วนกองทุน RMF ผสม ทั้งหมด 10 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุน rmf ผสม ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 29.31% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 4.59% โดยกองทุน RMF ผสมที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 42.41% และกองทุน RMF ผสมที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 15.75% หรือต่างกัน 26.66% โดยกองทุน RMF ผสมทั้งหมด 100% มีผลงานเป็นบวกและชนะดัชนีหุ้นไทยทุกกองทุน
โดยกองทุน RMFผสมที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก ในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิด ทิสโก้พลทรัพย์เพื่อการเลี้ยงชีพ (flex-rmf)” ของ บลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 42.41% อันดับ 2) “กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (rmf1)” ของ บลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 41.10% อันดับ 3) “กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ (bflrmf)” ของ บลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทน 40.57% อันดับ 4) “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเงินทุนสร้างค่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (m-value)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ผลตอบแทน 38.53% และอันดับ 5) “กองทุนเปิดเคหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (kflrmf)” ของ บลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 32.68%
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 5 ปีย้อนหลังมานี้ มีกองทุน RMF ผสมเพียงกองทุนเดียวเท่านั้น ที่มีผลงานติดในกลุ่ม “ควอไทล์ที่ 1” ในทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (rmf1)” ของ บลจ.กรุงไทย ย้อนหลัง 5 ปี ได้อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 41.10% ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ1 ด้วยผลตอบแทน 28.37% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 8.66% และ ytd อันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน 49.32%
และหากมองในช่วงย้อนหลัง 3 ปีจะมีกองทุน RMF ผสมอีก 1 กองทุนที่มีผลงานดีต่อเนื่องได้แก่ “กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเงินทุนสร้างค่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (m-value)” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 20.37% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 3 ด้วยผลตอบแทน 3.39% และ ytd อันดับ 3 ด้วยผลตอบแทน 47.55%
@RMF ตราสารหนี้ ผลตอบแทนสูงสุด 4.15%
ด้านกองทุน RMF ตราสารหนี้ ทั้งหมด 20 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุนRMF ตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.81% ในขณะที่ดัชนีเทียบวัด (เงินฝากประจำ 1 ปี เฉลี่ยของ 3 ธนาคารใหญ่ที่มียอดเงินฝาก 1 ล้านบาท) ให้ผลตอบแทน 2.41% โดยกองทุนRMFตราสารหนี้ที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 4.15% และกองทุนRMF ตราสารหนี้ที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 1.79% หรือต่างกัน 2.36%
“ในจำนวนนี้มีกองทุนRMFตราสารหนี้ จำนวน 14 กองทุน คิดเป็น 70.00% ที่สามารถเอาชนะดัชนีเทียบวัดได้ ในขณะที่อีก 6 กองทุน คิดเป็น 30.00% ที่แพ้ดัชนี”
โดยกองทุนRMF ตราสารหนี้ที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรกในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดธนชาติตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (nfrmf)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 4.15% อันดับ 2) “กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (rmf2)” ของ บลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 4.09% อันดับ 3) “กองทุนเปิดธนชาติพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (ngrmf)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 3.84% อันดับ 4) “กองทุนเปิดอยุธยาพันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ (ayfgovrmf)” ของ บลจ.อยุธยา ให้ผลตอบแทน 3.53% และ 5) “กองทุนเปิดวรรณตราสารหนี้คุณค่า เพื่อการเลี้ยงชีพ (f-rmf)” ของ บลจ.วรรณ ให้ผลตอบแทน 3.38%
อย่างไรก็ตามในรอบ 5 ปีย้อนหลังมานี้ ไม่มีกองทุนRMFตราสารหนี้กองใดเลยที่มีผลงานติดอยู่ใน “ควอไทล์ที่ 1” ทุกช่วงเวลา แต่เมื่อมองในระยะ 3 ปีย้อนหลัง พบว่ามี 1 กองทุนที่มีผลงานติดในควอไทล์ที่ 1 ทุกช่วงเวลา ได้แก่ “กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (asp-frf)” ของ บลจ.แอสเซท พลัส ย้อนหลัง 3 ปี อันดับ 5 ด้วยผลตอบแทน 4.36% ย้อนหลัง 1 ปี อันดับ 4 ด้วยผลตอบแทน 4.78% และ ytd อันดับ 1 ด้วยผลตอบแทน 3.23%
@RMF ตราสารตลาดเงิน ผลตอบแทนสูงสุด 2.91%
สำหรับกองทุน RMFตราสารตลาดเงิน ทั้งหมด 5 กองทุน ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 ย้อนหลัง 5 ปี พบว่า กองทุน RMF ตราสารตลาดเงิน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.66% ในขณะที่ดัชนีเทียบวัด (เงินฝากประจำ 1 ปี เฉลี่ยของ 3 ธนาคารใหญ่ที่มียอดเงินฝาก 1 ล้านบาท) ให้ผลตอบแทน 2.41% โดยกองทุน RMF ตราสารตลาดเงินที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 2.91% และกองทุนRMF ตราสารตลาดเงินที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นให้ผลตอบแทน 2.45% หรือต่างกัน 0.46% โดยกองทุน RMFตราสารตลาดเงินทั้ง 100% สามารถเอาชนะดัชนีเทียบวัดได้ทั้งหมด
โดยกองทุน RMFตราสารตลาดเงินที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก ในรอบ 5 ปี ได้แก่ อันดับ 1) “กองทุนเปิดธนชาตตลาดเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ (nmrmf)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 2.91% อันดับ 2) “กองทุนเปิดตราสารการเงินคุณค่าเพื่อการเลี้ยงชีพ (m-rmf)” ของ บลจ.วรรณ ให้ผลตอบแทน 2.80% อันดับ 3 “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (scbrm1)” ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน 2.64% อันดับ 4 “กองทุนเปิดทหารไทยธนบดีเพื่อการเลี้ยงชีพ (tmbmrmf)” ของ บลจ.ทหารไทย ให้ผลตอบแทน 2.51% และอันดับ 5 “กองทุนเปิดเคบริหารเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ (kmmrmf)” ของ บลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 2.45%
“อย่างไรก็ตามในรอบ 5 ปีย้อนหลัง และ 3 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา ไม่มีกองทุนRMF ตราสารตลาดเงินกองใดเลยที่มีผลงานติดในกลุ่มควอไทล์ที่ 1 ทุกช่วงเวลา แต่ผลการดำเนินงานของกองทุนRMF ตราสารตลาดเงินในทุกช่วงเวลาก็ไม่มีกองทุนใดเลยที่มีผลตอบแทนติดลบ ซึ่งหากไปรวมกับฐานภาษี 10-37% แล้วก็ยังคิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่ไม่น้อยอยู่นั่นเอง”
จากข้อมูลผลการดำเนินงานที่ปรากฏจะพบว่ากองทุน RMF-LTF มีความแตกต่างของผลตอบแทนอยู่พอสมควรการเลือกกองทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ละเลยไม่ได้ นั่นคือผลประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มเข้ามาหรือทำหายไปด้วย แต่ถ้าเลือกไม่ถูกการมองหากองทุนที่มีผลงานดีสม่ำเสมอ น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้การลงทุนของคุณง่ายขึ้นไม่มากก็น้อย ในช่วงส่งท้ายปีกับเทศกาลประหยัดภาษีเช่นนี้
“ทฤษฎี VI (1)” กันยายน 22, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเงินส่วนบุคคล, วิธีคิด
add a comment
By nives
Value Investment คืออะไร? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “Value Investor” แต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด “แบบ VI” ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว VI นั้นเป็น “ปรัชญา” ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่ม เติมหลากหลาย
บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มีภาพรวมแล้ว พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI และแนวไหนไม่ใช่ และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร ผมอยากเรียกมันว่า “ทฤษฎี VI”
ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก “โครงร่าง” ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI ดังต่อไปนี้คือ ข้อแรก VI มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ พูดง่าย ๆ ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร ข้อสอง ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ
นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เรา ได้ ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา ข้อสาม ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ หรือเรียกว่ามี Margin Of Safety ข้อสี่ VI นั้นจะต้องมี EQ หรืออารมณ์ที่มั่นคง ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ ข้อห้า ต้องควบคุมความเสี่ยง หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม สุดท้ายก็คือ ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI
ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้ อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น
การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่” กับกลุ่มหุ้น “Super Company” โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่ง ขัน ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ ในขณะที่หุ้น Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน หุ้นแบบหลังนี้ ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน
VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการ ได้แม่นยำขึ้น เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรก หุ้นโตช้า ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน” กลุ่มสอง หุ้นแข็งแกร่ง นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น หุ้น “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน
กลุ่มที่สาม คือหุ้นโตเร็ว นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับ ตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน
กลุ่มที่สี่ คือหุ้นวัฏจักร นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้ กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้ เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว สุดท้าย หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สิน นั้นมีค่าจริง การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง
การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น VI คนหนึ่ง แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเทคมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นไฮเทคนั้น สำหรับ VI ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ
บิล มิลเลอร์ เถียงว่า หุ้นที่เขาลงทุนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่า นั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่า จะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเทคที่เขาซื้อเหล่า นั้น
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น “หากิน” อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะ ยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ VI และก่อนที่จะลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ “Story” ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง “น่าลงทุน”
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7429&user=nives
ประชากรโลกที่แก่ตัวลง กรกฎาคม 16, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเงินส่วนบุคคล, ชีวิตนี้สั้นนัก, สวัสดิการ
add a comment
โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ผมขอนำเอาบทวิเคราะห์ของนิตยสาร Economist เกี่ยวกับการแก่ตัวลงของประชากรโลก และผลกระทบทางเศรษฐกิจมาแปรรูปให้อ่านกันในครั้งนี้
เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งนักการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว ยังไม่ยอมรับและหาทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ เพราะความเป็นจริงจะบีบบังคับให้มีทางออก 2 ทาง คือ
1. ชะลอการเกษียณอายุทำให้คนวัยสูงอายุต้องทำงานนานขึ้นอีกหลายปี และ/หรือ
2. ลดผลประโยชน์ด้านประกันสุขภาพและสวัสดิการต่างๆ ของผู้สูงอายุลง
แต่ทางออกดังกล่าวย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของผู้สูงอายุ ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองสูง เพราะสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มทางการเมืองที่มีอานุภาพ (ในสหรัฐนั้นนักการเมืองกลัวสมาคมผู้สูงอายุและสมาคมแพทย์พอกับสหภาพแรงงาน)
Economist เริ่มต้นว่ากองทุนบำนาญถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกโดยนายกรัฐมนตรี Bismarck แห่งประเทศเยอรมนีในปี 1889 ซึ่งเป็นช่วงที่ Bismarck สามารถรวมเยอรมนีเป็นประเทศเกิดใหม่ ขณะนั้นรัฐบาลเยอรมนีจ่ายเงินบำนาญให้กับคนทำงานตั้งแต่อายุ 70 ปีขึ้นไป ในขณะที่ชาว Prussia (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเยอรมนี) มีอายุยืนเฉลี่ยเพียง 45 ปี จึงหมายความว่ากองทุนบำนาญมีภาระทางการเงินน้อยมาก เพราะมีน้อยคนที่จะอายุยืนเกิน 70 ปี ต่อมาในปี 1908 อังกฤษก็ได้จัดตั้งกองทุนบำนาญขึ้นในลักษณะเดียวกัน คือ จ่าย 1 ปอนด์ต่อเดือนให้กับผู้ชายที่อายุเกิน 70 ปี ในขณะที่ประชาชนอังกฤษมีอายุยืนเฉลี่ย 50 ปี แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่จัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้กับคนสหรัฐตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไปในขณะที่ประชาชนสหรัฐมีอายุยืนเฉลี่ย 62 ปี
แต่ในขณะนี้ ประชาชนโดยเฉลี่ยอายุยืนขึ้นมาก คือ ประมาณ 75-80 ปี ในสหรัฐคนอเมริกันเกษียณอายุเฉลี่ยที่อายุ 64 ปีและมีอายุยืนถึง 80 ปี ดังนั้น จึงจะมีชีวิตอยู่เพื่อใช้เงินสวัสดิการสังคมและเงินช่วยเหลือด้านสาธารณสุข ยาวนานถึง 16 ปีต่อคน ประเทศยุโรปก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาระทางการเงินของภาครัฐในการจ่ายบำนาญให้กับ ประชาชนกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) จึงสูงถึง 7% ของจีดีพี ในขณะนี้ เมื่อเทียบกับ 0.2% ขอจีดีพีสำหรับสหรัฐเมื่อ ปี 1935 ทั้งนี้ Economist ประเมินว่าภาระดังกล่าวสำหรับบางประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 14% ของจีดีพีตั้งแต่ปี 2050 (อีก 40 ปี) เป็นต้นไป ทั้งนี้ ไม่รวมภาระด้านการรักษาพยาบาลและภาระของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน กล่าวคือ หากไม่มีการแก้ไขอะไรเลยในขณะนี้รัฐบาลก็จะเผชิญกับปัญหาภาระของเงินบำนาญ และการรักษาพยาบาลที่มีสัดส่วนสูงมากเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จึงจะเป็นภาระอันใหญ่หลวงสำหรับชนรุ่นหลังที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น
Economist สรุปว่ารัฐบาลควรเตรียมตัวประชาชนให้ยอมรับสภาวะความเป็นจริงในอนาคตว่า ประชาชนจะต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเมื่อ 100 ปีก่อนหน้า คือ การทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปีหรือมากกว่านั้น เพราะวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ทำให้คนอายุยืนมากขึ้น 2-3 ปี ในทุกๆ 10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นไปได้ว่าในปลายศตวรรษนี้การมีอายุยืนถึง 100 ปี อาจเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การเกษียณอายุจึงอาจต้องปรับเพิ่มตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาคนสูงอายุนั้นยังมีปัจจัยอีก 2 ปัจจัยที่ทำให้ปัญหามีความรุนแรงขึ้นไปอีก คือ
1. สตรีในประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันไม่ยอมมีลูกมาก ทำให้มีคนทำงานในอนาคตน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เช่นในปี 1970 ผู้หญิงมีลูกเฉลี่ย 4.3 คน แต่ในขณะนี้ ลดลงเหลือเพียง 2.6 คน และในประเทศพัฒนาแล้วลดลงเหลือ 1.6 คน
2. การที่กลุ่มประชากรโลกที่ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (กลุ่ม baby boom ซึ่งเกิดระหว่างปี 1947-1962) กำลังเข้าวัยเกษียณอายุและกำลังจะเกษียณอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งปี 2050
ดังนั้น สัดส่วนของผู้สูงอายุต่อคนทำงานจึงจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย เช่นในปี 1950 ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะมีคนอายุ 20-64 ปี จำนวน 7 คนต่อคนอายุ 65 ปีหรือมากกว่านั้น 1 คน กล่าวคือ 7 คนทำงานต่อ 1 คนสูงอายุ แต่ปัจจุบันสัดส่วนนี้ลดลงเหลือ 4 : 1 และจะลดลงเป็น 2 : 1 ในปี 2050 ดังนั้น โครงสร้างกองทุนบำนาญของประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่ซึ่งลักษณะ “จ่ายไปใช้ไป” (pay-as-you-go) (ซึ่งทำได้ง่ายในต้นศตวรรษที่แล้ว) กำลังจะสร้างปัญหาอย่างมากในอนาคต ทั้งนี้เพราะปัจจุบันจากประชากรโลกทั้ง สิ้น 6,900 ล้านคนนั้นมีเพียง 11% ที่อายุเกิน 60 ปี (759 ล้านคน) แต่สัดส่วนคนอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 22% ในปี 2050 ที่คาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากร 9,000 ล้านคน หรือจะมีผู้สูงอายุมากถึง 2,000 ล้านคน ทั้งนี้ แนวโน้มที่กล่าวข้างต้นนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเว้นแต่จะมีสงครามหรือโรค ภัยที่ทำลายชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก เพราะคนสูงอายุ 2,000 ล้านคน ที่กล่าวถึงข้างต้นได้เกิดมามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
ตัวเลขที่ไอเอ็มเอฟประเมินในเชิงของงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้จ่ายในการ เลี้ยงดูผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วจนถึงปี 2050 เป็นตัวเลขที่สูงจนไม่น่าเชื่อ เช่นสำหรับประเทศสหรัฐนั้นประมาณ 5 เท่าของจีดีพี (ปัจจุบันจีดีพีเท่ากับ 13 ล้านล้านดอลลาร์) และประมาณ 3 เท่าของจีดีพีสำหรับประเทศอังกฤษ สำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาระต่ำที่สุด คือ อิตาลีและญี่ปุ่น (ในกรณีของญี่ปุ่นก็เพราะว่าได้รับภาระมากมานานหลายปีก่อนหน้าแล้ว) แต่ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2 เท่าของจีดีพี อย่างไรก็ดี ในยุโรปนั้นประชาชนกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วในประเทศเยอรมนี อิตาลีและสเปน (เพราะมีลูกลดลงมาก) แต่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษและกลุ่มนอรดิคนั้นครอบครัวยังมีลูกลดลงไม่มาก เช่นเดียวกับสหรัฐซึ่งมีการเสริมประชากรโดยการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้า มาตั้งถิ่นฐานในประเทศอีกด้วย
แต่อย่าเข้าใจว่าปัญหาผู้สูงอายุเป็นปัญหาของประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศ ตะวันตกเท่านั้น เพราะประชากรของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวันและจีนก็กำลังแก่ตัวอย่างรวดเร็ว ในกรณีของจีนนั้นได้มีนโยบายควบคุมจำนวนประชากรอย่างต่อเนื่องมา 30 ปี ทำให้ประเมินได้ว่าประชากรของจีนจะถึงจุดสูงสุดประมาณ 1,460 ล้านคนในปี 2030 ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าจากจำนวนผู้สูงอายุเกือบ 2,000 ล้านคนในปี 2050 ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็นผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 400 ล้านคน และเป็นผู้สูงอายุในประเทศกำลังพัฒนาเกือบ 1,600 ล้านคนครับ
หลากวิธีฟื้นฟูความมั่งคั่งให้กลับคืน กรกฎาคม 5, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: การเงินส่วนบุคคล, ชีวิตนี้สั้นนัก, สวัสดิการ
add a comment
“ความมั่งคั่ง” ที่หลายคนสู้อุตส่าห์สะสมมา อันต้องพังทลายหายไปกับคลื่นสึนามิเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบนี้
พอเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้ หลายคนจึงค่อยๆ ส่งเสียงถามไถ่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เราๆ ท่านๆ จะมีวิธีที่จะ “Rebuild Wealth” ด้วยวิธีไหนได้บ้าง
พูดง่ายๆ คือ เราจะมีวิธีซ่อมแซมและฟื้นฟูความมั่งคั่งให้กลับคืนมาได้อย่างไรบ้าง เช่น ต้องมาปัดฝุ่นแผนการลงทุนใหม่หรือไม่ ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ โดยเฉพาะเงินที่ลงทุนไว้เพื่อใช้ตอนเกษียณต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร หรือในแง่มุมของหนี้สินต้องทำอะไรหรือไม่
วิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ พรากความมั่งคั่งไปจากอ้อมอกของใครหลายคน ยิ่งเป็นคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นซะเป็นส่วนใหญ่ คุณอาจจะรู้สึกใจหาย ที่จู่ๆ ความมั่งคั่งก็หายวับไปในพริบตา
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่ทวงความมั่งคั่งให้กลับคืนมา ถ้ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าจะทวงความมั่งคั่งคืนจากวิธีใดบ้าง ลองมาฟังผู้รู้ทางการเงินเหล่านี้ดู
เรียกคืนจากตลาดหุ้น
“บุญชัย เกียรติธนาวิทย์“ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต บอกว่า ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นขาดทุนอย่างหนักจากการลงทุนในตลาดทุนทั้งไทยและเทศ ส่วนตลาดประเภทอื่น เช่น ตราสารหนี้ ดูเหมือนจะเสียหายไม่มาก ซึ่งเกี่ยวกับหลักการลงทุนและการ Rebuild wealth ให้กลับมาใหม่นั้น บุญชัยเชื่อว่า ในระยะยาว ตลาดทุนน่าจะมีผลประกอบการที่ดีกว่าตลาดเงิน รวมการลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตร และหุ้นกู้ เพราะฉะนั้น เมื่อเสียหายในช่วงที่ผ่านมา วิธีทวงความมั่งคั่งให้กลับคืนมา ก็น่าจะต้องกลับไปลงทุนในตลาดทุนนั้น
แต่คอนเซปต์หนึ่งที่เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังวิกฤติก็คือ เราไม่สามารถซื้อหรือขายในราคาที่ดีที่สุดได้เสมอไป ซึ่งถ้าเราไม่ต้องรีบใช้เงินที่ลงทุน มีเงินเย็นเอาไว้ลงทุนแบบสม่ำเสมอ นั่นจะเป็นทางออกในการ Rebuild wealth ที่ดีที่สุดทางหนึ่ง
“ผมขอยกตัวอย่าง จากการที่ผมลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) แบบสม่ำเสมอทุกเดือน มาหลายปีแล้ว แน่นอนผมย่อมถูกผลกระทบจากวิกฤติและตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระหว่างทางผมก็ไม่ได้เลิกการลงทุนแบบสม่ำเสมอนี้ไปเลย ซึ่งทำให้ผมมีหุ้นในต้นทุนที่ถูกถัวเฉลี่ยมาตลอดทาง เชื่อไหมครับ ปัจจุบันกองทุน LTF และ RMF ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นที่ผมถืออยู่ไม่ขาดทุนแล้ว ทั้งๆ ที่ SET index ยังกลับไปไม่ถึง peak ในอดีตเลย”
“วนา พูนผล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี เสริมว่าเราผ่านจุดต่ำสุดของวงจรเศรษฐกิจมาแล้ว ซึ่งสภาพทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ ฉะนั้นช่วงนี้น่าจะลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเรียกคืนความมั่งคั่งให้หายไปจากการลงทุนในหุ้น ส่วนจะลงทุนมากน้อยแค่ไหนก็เป็นเรื่องของแต่ละคน เพราะแต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน
“อีกอย่างหนึ่ง ที่เราจะเรียกคืนได้คือการลงทุนในพวกตราสารหนี้ ที่บางช่วง บางอายุ ผลตอบก็ถูกปรับขึ้นมาจนสูง แถมยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยด้วย”
ลงทุนสม่ำเสมอช่วยทวงคืนอัตโนมัติ
บุญชัยบอกอีกว่า เรื่องของหลักการลงทุนแบบสม่ำเสมอนั้น มีการพูดถึงหลายครั้ง และพูดกันมานานหลายปีแล้ว แต่เชื่อไหมว่า มีผู้ลงทุนเพียงน้อยรายเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้น บางคนเห็นว่า ลงทุนไปเยอะ จะซื้อถัวทำไม เดี๋ยวก็ลงต่อไปอีกยิ่งขาดทุน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ซื้อเสียทีเพราะไม่รู้ว่า จะเริ่มซื้อตอนไหนจึงจะดี พอตลาดกลับขึ้นมาใหม่ก็ไม่ได้ลงทุนซื้ออะไรเลย เพราะมัวแต่รอ
“ผมเคยอ่านเจอข้อมูลหนึ่งของต่างประเทศ ได้ข้อสังเกตโดยอาศัยสถิติในอดีตจากตลาดหุ้นอเมริกาว่า จากข้อมูลในอดีตที่รวบรวมจากการดำเนินงานของตลาดหุ้น ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา พบว่าช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมีไม่มากนัก (small package) จากข้อมูลในอดีตที่เก็บรวบรวมกว่า 450 เดือน มีเพียง 48 เดือน ที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ ซึ่งจากภาพประกอบ เป็นการแสดงผลตอบแทนของ MSCI World Index สำหรับระยะเวลาประมาณ 38 ปี คือ ตั้งแต่ 1970-2007
จะพบว่า ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยหากพิจารณาสำหรับระยะเวลาทั้งหมด 456 เดือน อยู่ที่เดือนละเพียง 0.90% แต่หากพิจารณาเฉพาะช่วงที่ MSCI World Index ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดจำนวน 48 เดือน ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยจะเท่ากับ 7.63% ส่วนที่เหลืออีก 408 เดือน ให้ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยเพียง 0.08% เท่านั้น”
จากข้อมูลในอดีตเหล่านี้ เนื่องจากจำนวนช่วงเวลาที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีมากๆ มีไม่มากนัก เช่นในตัวอย่างมีเพียง 48 เดือน จาก 456 เดือน ดังนั้น หากไม่ลงทุนต่อเนื่องไป (stay invested) จึงมีโอกาสที่เราจะพลาดจังหวะที่จะได้ลงทุนในช่วงที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีๆ
“เห็นไหมว่า ถ้าเรามัวแต่รอและคิดว่า เราจะซื้อหุ้นในราคาที่ถูกที่สุด และขายในราคาที่แพงที่สุด เราอาจจะไม่สามารถ Rebuild wealth ของเรากลับมาได้เร็วอย่างที่คิด”
บุญชัยยังบอกว่า ตลาดการเงินในปัจจุบัน ทั้งตลาดเงินและตลาดทุนค่อนข้างเห็นภาพชัดเจนว่า ผลตอบแทนในสินทรัพย์ไม่เสี่ยง ต่ำติดดินเหลือเกิน ในขณะที่ผลตอบแทนในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามากบ้างน้อยบ้างตามแต่ประเภทสินทรัพย์นั้นๆ ถ้าผู้ลงทุนยังไม่รีบต้องใช้เงินภายในปีสองปีนี้ ก็ยังคงแนะนำตามมุมมองแรก คือ
ลงทุนต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ
แต่ถ้าคุณต้องมีความจำเป็นต้องใช้เงิน โอกาส Rebuild wealth กลับมาในระยะสั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร หรือถ้าคุณจะลงทุนก็ต้องมั่นใจว่า มีความเร็วและมีความพอ ในการลงทุนนั้น
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวหรือไม่ และอย่างไร ยังคงเป็นคำถามที่ยังต้องหาคำตอบอีกมาก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดทุนจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตเยอะว่า ฟื้นแบบของแท้หรือของเทียม ดังนั้น หากผู้ลงทุนผลีผลามโดยไม่พิจารณาอย่างละเอียด หรือลงทุนโดยไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะเจ็บตัวซ้ำสอง ได้ เมื่อคิดจะลงทุนเพื่อหวังจะ Rebuild wealth อย่างรวดเร็วในสภาพตลาดเช่นปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องทบทวนในหลายๆ ปัจจัย และระมัดระวัง หรืออาจจะใช้วิธีการลงทุนแบบทยอยๆ ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบหาก จังหวะการลงทุนไม่ถูกต้องไปทุกครั้ง
สร้างความมั่นคงจากภายในก่อน
“ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ ให้แง่คิดถึงการฟื้นฟูความมั่งคั่ง ว่าเวลาที่ทรัพย์สินของเราด้อยค่าลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ คือ ความอึดอัดหนักใจ ท้อแท้ใจ ขาดกำลังใจ เขากำลังจะบอกว่า สำหรับหลายๆ คน การสูญเสียความมั่งคั่งภายนอกทำให้เราพลอยสูญเสียความมั่นคงภายในไปด้วย
ในความเห็นของ ดร.สมจินต์ ก่อนที่จะสร้างความมั่งคั่งกลับมาใหม่ เราต้องรักษาความมั่นคงจากภายในให้ได้เสียก่อน เขาชอบหลักคิดที่สำคัญของอาจารย์เปาโล ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดมีอยู่สามอย่าง คือ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก
“เราต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ถูกต้องว่า การก้าวไปของชีวิต อาจไม่แตกต่างจากการปีนเขา หากเราจะปีนเทือกเขาสูงซึ่งประกอบด้วยภูเขาหลายๆ ลูกต่อเนื่องกัน ลองนึกภาพดู เวลาเราต้องไต่ขึ้นยอดเขาลูกแรก แล้วก็ต้องลงมาสู่ช่วงหุบเหวเพื่อที่จะไต่ขึ้นเขาลูกต่อไปที่สูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เราได้มาจากการปีนเขาลูกก่อน ก็คือ ประสบการณ์ที่มากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น พร้อมขึ้นในการปีนเขาลูกต่อไปที่ท้าทายขึ้นตรงหน้า นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่เราจะพบว่า ในช่วงหุบเหวนี้เองที่เราจะได้พบกับแหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่เราจะได้ใช้ต่อไปในการเดินทางสูงขึ้นต่อไป”
สำหรับเศรษฐกิจก็เช่นกัน ซึ่งมีช่วงเศรษฐกิจที่ขยายตัวเหมือนดังช่วงขาขึ้นสู่ยอดเขา และก็มีเศรษฐกิจขาลงที่ให้ความรู้สึกตกต่ำเหมือนปีนลงเขา ท่าทีที่เราควรจะมีต่อความตกต่ำของเศรษฐกิจ รวมถึงมูลค่าหุ้นที่ตกต่ำไปด้วย คือ การมองหาโอกาสที่มาพร้อมวิกฤตินั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอหลังช่วงวิกฤติผ่านไป ก็คือ มีกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น เพราะพวกเขาได้โอกาสอันดีในการซื้อของถูกในช่วงเวลาดังกล่าว
โดยสรุป ความเชื่อหรือความคิดเห็นที่สำคัญก็คือ การมองการขึ้นลงของเศรษฐกิจเป็นเรื่องธรรมชาติ เปิดใจมองข้อเท็จจริง แล้วเล็งหาโอกาสที่แฝงมาด้วย
เรื่องต่อไปก็คือ ความหวัง เมื่อเรามีความเชื่อที่ถูกต้องแล้ว พยายามมองดูสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์ ดร.สมจินต์มั่นใจว่าเราจะเกิดความหวังเกิดกำลังใจ ถ้ายังไม่เกิดกำลังใจ ลองเงยหน้ามองนกในอากาศ พวกมันไม่มียุ้งฉาง ไม่มีตู้เย็น แต่พระเจ้าก็ยังเลี้ยงดูนกเหล่านั้นไว้ได้อย่างดี สำหรับคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย เขาเชื่อว่าพวกเราโชคดี ที่เรามีค่าครองชีพที่ไม่สูงเกินไป พวกเราอยู่ได้อย่างดี โดยไม่ต้องใช้เงินมากนัก เรามีอาหารไทยแสนอร่อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวไข่เจียว แกงเขียวหวาน ข้าวเหนียวหมูปิ้งและอีกสารพัดอาหารไทยที่แสนจะมีเสน่ห์ให้เราทานได้ในราคาไม่แพง
อีกสิ่งหนึ่งที่เราอาจนึกถึงได้ในเชิงโอกาสยามวิกฤติ คือ การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม การลงเรียนหรือสัมมนาในวิชาความรู้ใหม่ๆ การเข้าห้องสมุดเพื่อหาหนังสือดีๆ อ่าน ซึ่งสถาบัน TSI และห้องสมุดมารวยของตลาดหลักทรัพย์ก็น่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่น่าสนใจในเวลานี้ การสร้างความมั่งคั่งรอบใหม่ด้วยความรู้ที่แน่นขึ้นย่อมจะมีความมั่นคงกว่า
มาถึงเรื่องสุดท้ายก็ คือ ความรัก เวลาที่ภาพลบทางเศรษฐกิจรุมเร้าเรานั้น บ่อยครั้งที่ความเครียด ความกดดันทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวสูญเสียไปด้วย ท่าทีที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุด คือ การโทษความผิดไปยังคนอื่น เพราะจะทำให้เกิดความร้าวฉาน ความท้อแท้ใจมากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน การมองกันด้วยสายตาแห่งรัก เห็นอกเห็นใจกัน ให้กำลังใจกันและกัน พร้อมร่วมแรงร่วมใจกันก่อร่างสร้างสมบัติขึ้นใหม่ จะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในเวลาอย่างนี้
“ผมมีความเชื่อว่าพลังแห่งความรัก คือหลังที่สำคัญที่สุด หากเมื่อภรรยาเห็นใจสามีที่มีความกดดันในเรื่องการงาน แสดงความเข้าใจในภาวะที่ยากลำบาก สามารถมองตาสามีและบอกได้ว่า ไม่เป็นไร ข้าวไข่เจียวร้อนๆ ที่ทานกันพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวนำพาสันติสุขมาให้ได้ไม่น้อยไปกว่าการทานข้าวในภัตตาคารแพงๆ สามีก็จะลดความกดดัน และพร้อมขึ้นที่จะสื่อสารถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และครอบครัวย่อมจะสามารถปรึกษาหารือเพื่อสร้างความพยายาม ความหวังที่ยังคงมีต่อไปได้ ครอบครัวควรยินดีที่จะต้องเสียสมบัติบางอย่างเพื่อจัดการกับภาระหนี้สิน การมีความเชื่อตรงกันว่า สมบัติที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่รถ ไม่ใช่หุ้น
แต่คือความรักความผูกพันกันของทุกคนในครอบครัว ผมเชื่อว่า ภาพแห่งความรักความเข้าใจ ความทุ่มเทพยายามร่วมกันในยามยากมักจะเป็นยาวิเศษ และจะเป็นสิ่งที่ครอบครัวได้พูดถึงด้วยความตื้นตันใจในอนาคต และพลังแห่งความรักนี้แหละจะนำพาทั้งโอกาส ทั้งพละกำลังที่จะก่อร่างสร้างสมบัติขึ้นมาใหม่อย่างเป็นอัศจรรย์”
อีกมุมหนึ่งในเรื่องความรัก คือมุมทางด้านธุรกิจ ในเวลาที่ความยากลำบากมาเยือนเช่นนี้ ลูกค้า ลูกน้อง ตลอดจนซัพพลายเออร์ต่างๆ ก็มักจะต้องเผชิญกับปัญหาอันยากลำบากนี้เช่นกัน การมองเขาเหล่านั้นด้วยสายตาแห่งรักที่เข้าอกเข้าใจ การรับฟังปัญหา การพยายามช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้กันได้ จะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างรากฐานแห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อไปในอนาคต เขาเชื่อว่า คำถามทำนองว่า ลูกค้ากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ เราจะช่วยลูกค้าเหล่านั้นแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร จะเป็นคำถามที่นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการสร้างความมั่งคั่งกลับมาใหม่ได้เสมอ
“เมื่อคุณมีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความหวังที่ดี และมีความตั้งใจในการทำหน้าที่ในการงานและในครอบครัวด้วยความรัก คุณย่อมได้สร้างความมั่นคงภายในให้เกิดขึ้น มีสันติสุขตามมา รวมทั้งโอกาสแห่งการสร้างความมั่งคั่งด้วย ส่วนเรื่องการลงทุนภายนอกนั้น ก็ขอให้ยึดหลักจัดทัพลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ส่วนในการตัดสินใจลงทุนนั้นให้ยึดหลักของการมองไกลและมีความรอบคอบ อย่าปล่อยให้ความโลภและความกลัวเป็นผู้นำการตัดสินใจของเราอีกต่อไป”
ความมั่งคั่งของแต่ละคน หายไปไม่เท่ากัน เพราะความมั่งคั่งของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนมีแค่หยิบมือเดียว บางคนมีกองโต วิธีการจะทวงคืนย่อมแตกต่างกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะลงมือฟื้นฟูความมั่งคั่งของตัวเองอย่างไรดี