jump to navigation

ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” หัวใจอยู่ที่คน (ตอน 3) พฤศจิกายน 13, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091113/86290/ปรัชญาเศรษฐกิจ-เงินปากผี-หัวใจอยู่ที่คน.html

แนวคิดใหม่หันมาลดรายจ่ายวันละบาท แทนการออมวันละบาท เป็นปรัชญาการออมที่มีความชัดเจนในเชิงลึก

“การลดรายจ่ายคือการออม” ที่ผ่านมากลุ่มออมทรัพย์ช่วยคนได้จริงบางจุด แต่ถ้าคนไม่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นหนี้เป็นสิน

เงิน 1 บาท ตอนนี้ไม่มีใครเห็นค่า ให้เด็กเด็กไม่เอา แต่คนรวยตายแล้วไม่หายใจใช่หรือไม่ คนจนตายแล้วไม่หายใจใช่ไหม ก็ตายไม่หายใจเหมือนกัน เวลาคนตายเขาใส่เหรียญปากผี ก็คงเป็นเหรียญเหมือนกันไม่ว่ารวยจน แล้วถ้าเผาศพ เหรียญก็คงตกอยู่ตรงนั้นเอาไปไม่ได้

กองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เนื้อแท้เป็นการทำบุญ เพื่อจะช่วยตัวเอง สังคม ประเทศชาติ

พอทำตำบลน้ำขาวสำเร็จ ผมจึงมีโอกาสนำเสนอแนวคิดดังกล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาสมัยนั้น คือ นายสมพร ใช้บางยาง ทำให้ราชการเข้ามาหนุนเสริมอำนวยความสะดวกขยายแนวคิดนี้ไปทั่วจังหวัดสงขลา จนมีคำพูดกันทั่วไปในวันนี้ ว่า “สงขลาเป็นเมืองหลวงของสวัสดิการ”

ครูชบมักสอนชาวบ้านว่า การบริหารจัดการที่ดี ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน จึงได้บอกกลุ่มออมทรัพย์ที่มาปรึกษาเสมอว่า “ต้องไปคิดเอง หากระบวนการแก้ปัญหาเอง ต้องพึ่งกันเอง ต้องช่วยกัน” กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การที่กลุ่มได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกัน ถึงแม้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางจัดระบบบัญชีอาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารจัดการที่สอนอยู่ในระบบการศึกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงที่สมาชิกมีจิตสำนึกร่วมกันในการพัฒนา

ในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือคนทำงานพัฒนาต่างๆ แนวทาง วิธีทำงานไม่เหมือนกัน ทำไปคนละเรื่อง ต่างคนต่างทำ เพียงแต่เป้าหมายสูงสุดตรงกัน คือ พัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ดี มีความสุข

ความคิดนี้กว้างออก มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ดี จะล้มในอนาคต  เงินไม่พอ ผมจึงเสนอแนวคิดการสมทบผมคิดว่ากองทุนจะอยู่ได้ นอกจากประชาชนแล้วต้องมีการสมทบจากรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนละ 1 บาท ผมเชิญนักวิชาการระดับดอกเตอร์มาทำวิจัย ผมบอกว่าจากนี้ไป 15 ปีไม่มีปัญหา แต่หลัง 15 ปี ใช้บาทเดียว จะมีปัญหา ผมจึงวางแผนใช้เวลา 15 ปี ต่อรอง ต่อสู้ กับรัฐบาลให้มาสมทบ

งานวิจัยต่อการดำเนินงานกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่นำเสนอเมื่อ 25 ธันวาคม 2551 มีผลระบุว่า การสมทบ 3 ส่วน คือ ชาวบ้าน รัฐบาล กลาง และ อปท. ส่วนละ 1 บาท สามารถทำให้กองทุนดำเนินการต่อไปได้ในระยะยาว

จากผลดังกล่าวรุ่งเช้า 26 ธันวาคม 2551 ผมจึงได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ซึ่งนายกฯ ตอบเห็นด้วย และพร้อมสนับสนุน

การดำเนินงานเชิงรูปธรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเรื่องนี้อีกครั้งในการเดินทางลงมาพบปะพี่น้องประชาชน จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 สิงหาคม 2552

วันนั้นผมได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ 4 ประเด็น กล่าวคือ 1. ให้ประกาศเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นวาระแห่งชาติ 2. ให้รัฐบาลส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ทุกตำบล ทุกเทศบาล ภายในปี 2555 3. เพื่อความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการ ให้รัฐบาลสมทบกับประชาชน 1/1/1 และ 4. ให้รัฐบาลไปแก้ระเบียบ กฎหมายที่ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมทบสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ช่วยอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีได้รับปากและอนุมัติ แปรญัตติงบประมาณ 727 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเดือนธันวาคม 2552 โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ตั้งโครงการคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน

ถือเป็นความสำเร็จที่เร็วเกินคาด เพราะคิดว่าต้องต่อสู้กับรัฐบาล 15 ปี แต่เอาเข้าจริง สามารถผลักดันเป็นนโยบายได้ภายใน 5 ปีเท่านั้น

สิ่งที่ได้ทำมาว่าไม่เกิดปัญหามาก เพราะเน้นพัฒนาคน โดยเฉพาะการก้าวมาสู่แนวคิดสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทอย่างทุกวันนี้ ปัญหายิ่งน้อยลง เพราะไม่ต้องมีการกู้เงิน

ห้ามเอาเงินรายได้มาส่งต้องลดรายจ่าย เพราะเราต้องการฝึกคน เอาคนเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาเงิน ถ้าสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจะเป็นสังคมดี อยู่แบบพอเพียง ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน เอื้ออาทร สังคมมีความสุขไม่ทุกข์

ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” (ตอน 2) พฤศจิกายน 13, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091112/86122/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88-%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E2%80%9D.html
เมื่อวานได้พูดถึงปฐมบทว่าด้วย “สัจจะออมทรัพย์” สัจจะที่เริ่มต้นจาก “ออมวันละบาท”
ซึ่งแม้ว่ากลุ่มสัจจะออมทรัพย์จะประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อเดินทางไปทั่วประเทศขยายแนวความคิดดังกล่าว จนหลายจังหวัดสามารถนำต้นแบบจากน้ำขาว ไปทำสำเร็จอย่างที่จังหวัดจันทบุรี ตราด เป็นต้น และพัฒนามาเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล 
แต่วันหนึ่ง ! เริ่มมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของสิ่งที่คิดและทำมากับมือ
การออมก็คือออม “ไม่ใช่การกู้หากไม่จำเป็น” แต่ความจริงชาวบ้านยังไม่เข้าใจเนื้อแท้กลุ่มสัจจะออมทรัพย์จึงมาเป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อกู้เงิน ทำให้ติดหนี้แทนกลายเป็นปัญหาใหม่
เรื่องราวเหล่านี้เองที่ต้องคิดวิธีแก้ปัญหาให้ประชาชนไปเรื่อยๆ โดยมานั่งเทียบเคียงกับระบบการจัดสวัสดิการแบบบริษัทประกันภัย ในที่สุดได้เปลี่ยนแนวคิดจากสัจจะออมทรัพย์ หันมา “ลดรายจ่ายวันละบาท” เพื่อจัดกองทุนสวัสดิการ โดยกลับมาตั้งต้นทำที่บ้านน้ำขาวอีกครั้ง
นี้คือที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี”!
เมื่อเกิดความคิดใหม่ผมถึงกับประกาศในเวทีสัมมนาแห่งหนึ่งว่าจะหยุดเดินสายเรื่องพูดเรื่องกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชั่วคราว เพื่อกลับไปทำการลดรายจ่ายที่บ้านผมก่อนตามแนวคิดใหม่แล้วค่อยมาพูดกัน
โดยเสนอให้ชาวบ้าน ฝึกลดรายจ่ายส่วนตัววันละบาท พอสิ้นเดือนเทเงินนี้ออกมา เอาเงินมารวมกับกลุ่มเล็กๆ ราว 50 คน
ในกลุ่มเล็ก เลือกตัวแทนคนที่เชื่อใจเอาเงินฝากไว้กับเขา แล้วให้แต่ละกลุ่มมารวมกันในระดับตำบลหรือเทศบาล เลือกตัวแทนเป็นกรรมการระดับตำบล 3 คน ที่เชื่อว่า เก่ง ดี ซื่อสัตย์ ที่สุดไปเปิดบัญชี ธนาคาร
ด้วยสูตรที่คิดขึ้นมาเองทั้งหมดนี้ เมื่อฝากครบ 180 วันหรือ 6 เดือน กลุ่มระดับตำบลที่มีโครงสร้างจากกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่มในตำบล สามารถจัดสวัสดิการได้
แนวคิดกองทุนสัจจะ ลดรายจ่ายวันละ 1 บาท ทำสวัสดิการชุมชน เมื่อสัจจะลดรายจ่ายครบ 180 วันได้รับสวัสดิการ 9 เรื่อง
1.เกิด จ่ายให้ลูก 500 บาท แม่นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท ไม่เกิน 5 คืน/ครั้ง ปีละไม่เกิน 2,000 บาท
2.แก่ สัจจะครบ 15 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 300 บาท
สัจจะครบ 20 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 400 บาท
สัจจะครบ 25 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 500 บาท
อัตราสูงสุด สัจจะครบ 60 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 1,200 บาท
 
3.เจ็บ นอนโรงพยาบาล ได้รับค่าเสียโอกาสคืนละ 100 บาท ปีละไม่เกิน 10 คืน/ราย
 
4.ตาย
สัจจะ 180 วัน ตายได้ค่าทำศพ 2,500 บาท
สัจจะ 365 วัน ตายได้ค่าทำศพ 5,000 บาท
อัตราสูงสุด สัจจะ 5,840 วัน ตายได้ค่าทำศพ 30,000 บาท
 
5.ทุนการศึกษา ยืมกองทุน 30%
6.คนด้อยโอกาส สำรวจนำชื่อฝากกองทุนเพื่อรับสวัสดิการ
7.สวัสดิการคนทำงาน จ่ายให้คนละ 130 บาท/วัน/เดือน ฝากออม 100 บาท 30 บาทฝากสัจจะ
8.สวัสดิการเงินกู้ ตายกองทุนจ่ายในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท และกู้มาแล้วไม่น้อยกว่า 365 วัน มีการผ่อนส่งสม่ำเสมอ
9.สวัสดิการเงินฝาก ตายจ่ายให้ 50% ของเงินฝาก แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และมีการฝากสม่ำเสมอ
 
กติกาของกองทุนสวัสดิการชุมชน
- ต้องสมัครใจที่จะทำสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เพื่อทำกองทุนสวัสดิการชุมชน
- กำหนดภูมิลำเนาของผู้สมัคร
- ต้องเป็นผู้ไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน และต้องเสียค่าสมัครสมาชิก คนละ 20 บาท
- กำหนดการนำเงินสัจจะ โดยรวบรวมเองที่บ้าน แล้วมาส่งให้คณะกรรมการเดือนละครั้ง
- การบริหารจัดการในรูปแบบของกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 50 คน เลือกกรรมการ 1 คนให้อยู่ครบเกษียณ หรือลาออก หรือมีความผิดให้ออก กรรมการที่ทำงานติดต่อกันเกิน 15 ปี ขึ้นไป อายุครบ 60 ปีเกษียณรับบำนาญเพิ่มอีก 1 เท่าของสมาชิก
- การบริหารการเงิน 20% ตั้งเป็นกองทุนสำรอง 30% ตั้งเป็นกองทุนให้ยืม ทำวิสาหกิจชุมชน ที่ไม่เอาเปรียบสังคม หรืออาชีพไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายคุณภาพชีวิต ผลผลิตที่เกิดจากการยืมเงินนี้เอาไปลงทุนค้าขายให้สมาชิก ต้องมีส่วนลดต่ำกว่าท้องตลาด ยืมเพื่อการศึกษาให้ตามหลักฐานการจ่าย การยืมเงินกองทุนสวัสดิการนี้ไม่มีดอกเบี้ย ส่วน 50% ที่เหลือ จ่ายสวัสดิการ 9 เรื่อง
- สมาชิกจะได้รับสวัสดิการทุกเรื่องที่กองทุนจัดขึ้น ผู้รับผลประโยชน์ควรเป็นสมาชิกด้วย
- สมาชิกขาดสัจจะเมื่อใด หมดสภาพเป็นสมาชิกแต่จะได้รับเงินสัจจะคืนหลังหักค่าใช้จ่ายก่อนเฉพาะคนที่ไม่เคยได้รับสวัสดิการเลย
- หากมีปัญหาอื่นๆ คณะกรรมการสามารถออกกติกาเพิ่ม โดยไม่ขัดกับของเดิม

ปฐมบท “สัจจะออมทรัพย์” (ตอน 1) พฤศจิกายน 13, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091111/85893/%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C.html

กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนน้ำขาว ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา อันเป็นถิ่นเกิด

โดยให้เด็กนักเรียน ซึ่งต่างก็มาจากครอบครัวยากจน หันมาออมวันละบาท ผลจากการออม นอกจากจะทำให้นักเรียนมีเงินออม ยังได้รับเงินปันผลกันถ้วนหน้า จัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนักเรียน ยังช่วยปลดหนี้ครู จัดสวัสดิการครู มีเงินพัฒนาโรงเรียนอีกด้วย

หลังจากประสบความสำเร็จในโรงเรียน วันหนึ่งชุมชนน้ำขาวแห่งนี้ จึงขอให้ผมไปทำกลุ่มออมทรัพย์ให้ชาวบ้านบ้าง จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์น้ำขาว” จนกลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ

การดำเนินการของกลุ่มออมทรัพย์เป้าหมายหวังพัฒนาคน โดยยึดตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชดำรัส ในพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบุรพกษัตริยาธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2525) เรื่องคุณธรรม 4 ประการ คือ

1. การรักษาความสัจจะ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

2. ความรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจจะ ความดีนั้น

3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

4. การรู้จักละวาง ความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

แม้จะเป็นผู้พลิกแนวคิดทางสังคมด้วยเงิน แต่ผมมองว่าเงินเป็นเรื่องเล็ก

ทุนทางสังคมไม่ว่า ทุนคน ทุนทางปัญญา ทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนแรงงาน ทุนเวลา และทุนเงินตรา ผมให้เงินอยู่อันดับสุดท้าย แต่โลกวันนี้ เงินตรามาแรงเหลือเกิน ทำให้ทุนอื่นล้มหรืออ่อนแอ ทุกคนอยากมุ่งหน้าเข้าไปหาเงิน ผิด ถูก ดีชั่ว ไม่เกี่ยว

ผมจึงตั้งโจทย์ว่าถ้าเงินเป็นพระเจ้าจริง ทำไมคนรวยล้นฟ้าถึงตาย

เมื่อคนรวยยังตายอยู่ แสดงว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมา มนุษย์คิดเงินตราขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้ เงินกลับมาเป็นนายเรา

การพัฒนาคนในทางกาย ประกอบด้วย การพัฒนาสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด เน้นอนามัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อม พัฒนาคนให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เน้นการงาน พื้นฐานอาชีพ และพัฒนาคนให้เป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

การพัฒนาคนในทางจิตใจ หวังสร้างคนที่มีคุณลักษณะ 7 ประการ

1. พึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

2. วินัยในตนเอง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ

3. ขยัน หมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน

4. รู้จักคิด วิจารณ์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

5. มีขันติธรรมต่อคำวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

6. มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น

7. พัฒนาคนให้ทำงานร่วมกันได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ เป็นผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี

ปลูกพืชจะต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมประชาชน จะพัฒนาคนต้องพัฒนาจิตใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเองก่อน

การเอาเงินตรามาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ที่ตำบลน้ำขาวตั้งแต่ปลายปี 2525

“ผมถามว่า…พี่น้องครับทำไมท่านส่งลูกเรียนหนังสือ

เขาบอกว่า อยากให้ลูกรับราชการ เพราะมีสวัสดิการ เจ็บไข้ได้ป่วย รัฐบาลจ่ายให้หมด พ่อแม่ ลูกเมีย รัฐบาลจ่ายให้ ผมถามต่อว่าเงินที่รัฐบาลเอามาจ่ายให้พวกนี้ เอามาจากไหน ทุกคนก็ตอบว่าเอามาจากภาษีของประชาชน”

เมื่อรัฐเอาเงินไปจากประชาชน ทำไมประชาชนไม่จัดสวัสดิการเอง …คนในชนบทควรมีสวัสดิการคล้ายข้าราชการ กองทุนสวัสดิการชุมชน จึงมีความจำเป็นและสำคัญ

แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เห็นว่าทำไม่ได้แน่เพราะเป็นเรื่องยาก

ผมบอกว่าจะทดลองความคิดสัก 4 ปี นับต่อไปนี้ พี่น้องต้องสัจจะตัวเองว่าจะเหลือเงินเดือนละ 10 บาท ถ้าทำได้ต้อง 10 บาททุกเดือนจนครบ 12 เดือน ถ้าใครสัจจะว่า 20 บาท ก็ต้อง 20 บาท หรือ 30 บาท ก็แล้วแต่กำลัง ปรากฏว่า 11 หมู่บ้านในตำบลน้ำขาวทำเหมือนกันหมดพอเอาเงินมารวมกันเราบริหารจัดการเอง เพราะเราเป็นคนจน ถ้าเอาเงินคนจนไปให้ธนาคาร คนที่กู้เงินธนาคารได้คือคนรวย

พอสิ้นปีทางกลุ่มมีเงินให้สมาชิกกู้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแต่ต้องเสียค่าบำรุงให้กลุ่ม เวลาต่อมาใช้หลักการสหกรณ์ คือ คนออมมากกู้ได้มาก ออมน้อยได้ แต่จุดสำคัญต้องนำเงินครึ่งหนึ่งมาตั้งเป็นสวัสดิการชุมชน กระบวนการอย่างหลังไม่ได้ดูเงิน แต่เน้น “สัจจะ” คือ คุณลักษณะของคนเกี่ยวกับวินัยตนเอง ความประพฤติ ครองตน ที่แน่นอนสม่ำเสมอ ใครบกพร่องเรื่องสัจจะไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการโปะเงินชดเชย แต่ต้องกลับไปฝึกสัจจะเริ่มตั้งต้นฝากเงินใหม่ อธิบายด้วยหลักคิดที่กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เป็นสถาบันพัฒนาคน เงินเป็นแค่เครื่องมือ

“เอลินอร์ ออสทรอม นักรัฐศาสตร์หญิงผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์” ตุลาคม 23, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
add a comment

ผมขอนำบทความเกี่ยวกับ ออสตอม มาลงเพิ่มนะครับ …….ครั้งนี้เขียนโดย อ.เกษียร ครับ แต่บทสัมภาษณ์อ่านแล้วก็ ได้ใจอย่างมาก

………………………………………….

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03231052&sectionid=0130&day=2009-10-23

จู่ๆ ต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้อี-เมลจากครูพักลักจำทางเศรษฐศาสตร์ของผม (ผู้มักยั่วให้ผมเถียงด้วย ซึ่งผมในฐานะนักรัฐศาสตร์ก็พยายามสนองพระเดชพระคุณสุดสติปัญญาความสามารถ เพราะแม้เถียงไม่ค่อยชนะ แต่ทะเลาะกับท่านแล้วฉลาดขึ้น และรู้สึกเป็นมิตรกันมากขึ้นทั้งที่เห็นต่างกัน) เพื่อแจ้งข่าวด่วนว่า : -

“รางวัลโนเบล สำหรับนักรัฐศาสตร์ (ไอ้หยา!)…

“อ.เกษียรที่รัก

“ดูเหมือนรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้จะมอบให้กับสมาชิกสาขาวิชาชีพรัฐศาสตร์ตัวจริงเสียงจริงผู้มีบัตรประจำตัวยืนยันความเป็นสมาชิก-ในฐานที่เธอเป็นอดีตประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกันนั่นเทียว ลางทีท้ายที่สุดแล้วสาขาวิชาชีพเศรษฐศาสตร์ของผมจะไม่ได้เป็นโรคออทิซึมถึงขนาดนั้นละมัง (autism เป็น อาการพัฒนาไม่ปกติทางจิตทำให้วิปริตผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่มักคำนวณเลขเก่งอย่างน่ามหัศจรรย์ เหมือนบทที่ดัสติน ฮอฟแมน เล่นในหนังเรื่อง Rain Man ปี ค.ศ.1988-ผู้เขียน)

“ขอพูดจริงจังขึ้นอีกหน่อยว่าผมเองก็คงนึกไปไม่ถึงหรอกว่าเอลินอร์ ออสทรอม จะได้รางวัลนี้ แต่พอประกาศผลออกมาแล้ว มันก็ดูเข้าทีเสียนี่กระไร งานของเธอช่วยเปิดหูเปิดตาผม มันทั้งเคร่งครัด (ลักษณะอันถูกใจนักเศรษฐศาสตร์) และเป็นเชิงประจักษ์ (ลักษณะอันถูกใจผมเอง)…”

ก็น่าฮือฮาจริงอย่างที่ครูว่าแหละครับ เพราะเอลินอร์ ออสทรอม ไม่เพียงแต่เป็นนักรัฐศาสตร์ที่ข้ามฟากมาคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น (แบ่งครึ่งรางวัลกับนักเศรษฐศาสตร์แท้ๆ อีกคนชื่อโอลิเวอร์ อี. วิลเลียมสัน)

แต่เธอยังเป็นผู้หญิง (ยังไม่เคยมีเพศแม่/เมียได้รางวัลโนเบลสาขานี้มาก่อน)

และเชี่ยวชาญการศึกษาวิเคราะห์เรื่องเศรษฐาภิบาล (economic governance) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสมบัติส่วนรวม (the commons) อีกต่างหาก-อันเป็นเรื่องที่อยู่นอกกระแสหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์แบบทุน-นิยมตลาดเสรี (อนึ่ง นักวิชาการไทยผู้เชี่ยวชาญและสนใจศึกษาเรื่องทำนองเดียวกันนี้ได้แก่ศาสตราจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น)

พูดไปก็ไลฟ์บอย สู้ให้อาจารย์ออสทรอมพูดถึงงานของแกเองดีกว่าครับ ในบทสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับอดัม สมิธ (ชื่อพ้องโดยบังเอิญกับปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมคลาสสิคชาวอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18) หัวหน้าบรรณาธิการเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลทันทีที่เธอทราบผลรางวัลเมื่อ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา :-

ออสทรอม : ฮัลโหล

สมิธ : อ้อ อรุณสวัสดิ์ครับ ขอพูดกับคุณเอลินอร์ ออสทรอม ได้ไหมครับ?

ออสทรอม : ได้เลยค่ะ

สมิธ : ฮัลโหล ผมชื่ออดัม สมิธ ครับ ผมโทร.มาจากเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลในสตอกโฮล์ม

ออสทรอม : ค่ะ อดัม สมิธ แหมชื่อชอบกลอะไรอย่างนี้! ขอโทษด้วยค่ะ คุณคงถูกล้อบ่อยอยู่ซีนะคะ

สมิธ : แม่นแล้วครับและผมคิดว่าบางทีคนได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ ก็มักจะคิดว่าผมเป็นพวกโทร.มาหลอกเล่นเวลาผมติดต่อมาแบบนี้ คือเรามีธรรมเนียมที่จะบันทึกคำสัมภาษณ์สั้นๆ ทางโทรศัพท์กับผู้ได้รางวัลโนเบลรายใหม่ไว้บนเว็บไซต์มูลนิธิโนเบลของเราน่ะครับ คงไม่ว่าอะไรนะครับที่จะคุยกัน สักสองสามนาที?

ออสทรอม : ยินดีค่ะ

สมิธ : ขอบคุณมากจริงๆ ครับ แน่นอน ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ได้รางวัล

ออสทรอม : ค่ะ เป็นเกียรติที่เหลือเชื่อจริงๆ

สมิธ : อย่างที่เขาเพิ่งแถลงข่าวกันไปนะครับว่าคุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลนี้ในประวัติ 40 ปีของรางวัลเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งชาติสวีเดน (ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นรางวัลโนเบลสาขาที่ 6 ในชั้นหลังเมื่อปี ค.ศ.1968 นี้เอง-ผู้เขียน) นั่นทำให้คุณรู้สึกได้รับเกียรติยิ่งขึ้นไหมครับ?

ออสทรอม : ใช่ค่ะ ในฐานะคนที่เคยผ่านยุคที่พอดิฉันคิดจะเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาก็ถูกปรามใหญ่ว่าอย่าเลย เพราะดิฉันไม่มีวันจะได้ทำอย่างอื่นนอกจากสอนหนังสือในวิทยาลัยเล็กๆ ประจำเมืองแค่นั้น…(หัวเราะ) ก็นับว่าชีวิตเปลี่ยนไปมากทีเดียว!

สมิธ : คุณคิดว่าอัตราส่วนทางเพศของผู้ได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์มันเป็นตัวแทนสะท้อนภาพอัตราส่วนทางเพศของคนที่กำลังทำงานในสาขาวิชานี้หรือเปล่าครับ, รึว่าเอาเข้าจริงมันเปลี่ยนไปแล้ว?

ออสทรอม : มันเปลี่ยนไปช้าๆ ค่ะ ดิฉันเคยไปร่วมประชุมเศรษฐศาสตร์หลายครั้งโดยที่ดิฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องประชุม แต่นั่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ นะคะ และดิฉันคิดว่าตอนนี้ก็เป็นที่ยอมรับนับถือมากขึ้นว่าผู้หญิงสามารถอุทิศคุณูปการสำคัญให้สาขาวิชานี้ได้ และดิฉันหวังว่าการแสดงความตระหนักเรื่องดังกล่าวผ่านการให้รางวัลครั้งนี้จะช่วยให้ความเปลี่ยนแปลงคลี่คลายขยายตัวต่อไป

สมิธ : ครับ ผมคิดว่ามันส่งสัญญาณที่แรงมากเลยทีเดียว ทีนี้เท่าที่ผมทราบคุณศึกษาเรื่องการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ (common property) ผ่านการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกัน (common ownership) โดยเปรียบเทียบมันกับผลของ…

ออสทรอม : ใช่ค่ะ นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องต่างๆ ที่ดิฉันศึกษา

สมิธ : จะพูดได้ไหมครับว่ากล่าวโดยกว้างๆ แล้วคุณพบว่ากรรมสิทธิ์ร่วมอาจมีประสิทธิผลมากกว่าที่คนเขาคิดกัน?

ออสทรอม : ถูกต้องค่ะ! มันไม่ใช่ยาสารพัดนึกหรอกนะคะ แต่ก็มีประสิทธิผลกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไปมาก

สมิธ : แล้วพอจะยกตัวอย่างสักกรณีที่เป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ?

ออสทรอม : งั้นดิฉันขอยกตัวอย่างชาวประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนก็แล้วกัน สมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1920 พวกเขาแทบจะทำลายการประมงกุ้งทะเลใหญ่พังไปเลยทีเดียว แล้วพวกเขาก็มาจับกลุ่มกันใหม่และขบคิดอย่างหนักว่าจะทำยังไงดี ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง พวกเขาก็ค่อยๆ พัฒนากฎเกณฑ์แนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งชุดหนึ่งในการติดตามตรวจตราการจับกุ้งทะเลใหญ่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้การประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งหนึ่งในโลก ตอนนี้ภัยคุกคามใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คืออุตสาหกรรมประมงรอบบริเวณนั้นพากันจับปลามากมายเกินขนาดเสียจนกระทั่งกุ้งทะเลเลยกลายเป็นตัวอย่างสุดขั้วของ… ถ้ามีโรคหรืออะไรบางอย่างเกิดขึ้น เช่นแมลงที่นำเชื้อโรคมาแพร่ กุ้งทะเลพวกนี้ก็จะล่อแหลมต่อภยันตรายมาก แต่ชาวประมงกลุ่มนี้ก็นับว่ามีประสิทธิภาพเหลือเชื่อในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ยังมีกลุ่มขนาดกลางและเล็กอื่นๆ อีกมากที่เข้าแบกรับภาระรับผิดชอบในการจัดตั้งการอภิบาลทรัพยากรไว้ เราได้ศึกษาระบบชลประทานหลายร้อยแห่งในเนปาล และปรากฏว่าระบบชลประทานที่ชาวนาจัดการกันเองมีประสิทธิผลกว่าระบบชลประทานวิลิศมาหราที่สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย, ธนาคารโลก, หรือองค์การยูเสด ฯลฯ เสียอีกในเชิงของการจัดส่งน้ำไปให้ถึงปลายท่อ, ผลิตภาพที่สูงกว่า, ต้นทุนต่ำกว่า เป็นต้น ดังนั้นที่เราพบก็คือกลุ่มท้องถิ่นจำนวนมากมีประสิทธิผลสูง แต่มันไม่จริงครอบจักรวาลนะคะ ดังนั้นมาถึงตอนนี้เราจะทำไร้เดียงสาแล้วคิดง่ายๆ ว่า “เอาล่ะ งั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของประชาชนก็แล้วกัน พวกเขาจะจัดตั้งกันเองอยู่ตลอดไปนั่นแหละ” ไม่ได้, มีภาวการณ์หลายแบบทีเดียวที่ยับยั้งผู้คนไม่ให้จัดตั้งกันเองขึ้นมา

สมิธ : ใช่ครับ

ออสทรอม : และดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจทั้งสภาพเงื่อนไขที่พวกเขาสามารถจัดตั้งกันเองได้ รวมไปถึงสภาพเงื่อนไขที่พวกเขายินดีจะจัดตั้งกันขึ้นด้วย

สมิธ : ผมว่าจะถามคุณอยู่ทีเดียวล่ะครับว่า งานวิจัยของคุณช่วยให้ความกระจ่างเรื่องสภาพเงื่อนไขที่นำไปสู่การจัดตั้งกันเองที่ดีด้วยไหม, มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ต้องดำรงอยู่ด้วยหรือเปล่าเพื่อที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เช่น ผู้เข้าร่วมต้องมีเวลามากพอที่จะมาช่วยกันคิดอ่านจนทะลุปรุโปร่งว่าชุดระเบียบข้อบังคับของพวกเขาควรจะออกมาอย่างไร?

ออสทรอม : ใช่ค่ะ ดิฉันมีบทความลงพิมพ์ในนิตยสาร Science เดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่แจกแจงกรอบการวินิจฉัยกว้างๆ และระบุตัวแปรจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการจัดตั้งกันเองขึ้นมา (ดู Elinor Ostrom, “A General Framework for Analyzing Sustainability of Social-Ecological Systems”, Science, 325 : 5939 (24 July 2009), 419-422)

สมิธ : แต่ถึงอย่างนั้นคุณจะพูดอย่างกว้างๆ ไหมครับว่า เราควรจะใช้และไว้วางใจการจัดตั้งกันเองมากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้? ว่าสังคมควรมุ่งไปสู่การพยายามติดตั้งโครงสร้างของการจัดตั้งกันเองขึ้นมา?

ออสทรอม : ค่ะ แต่ต้องไม่เป็นสูตรสำเร็จนะคะ อย่างตอนนี้นี่มีความพยายามเยอะแยะมากมายที่จะกระจายอำนาจและพวกเขาก็สร้างสูตรสำเร็จตายตัวขึ้นมาแล้วประทานกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ประชาชนจากเบื้องบนพลางบอกว่า “เอ้าเอาไป มันเป็นของพวกเอ็งแล้วตอนนี้” แบบนั้นมันก็ไม่ค่อยได้เรื่องเหมือนกัน

สมิธ : มันก็เป็นเรื่องประณีตแนบเนียนมากอีกตามเคยซีนะครับ…

ออสทรอม : นี่มันก็…ใช่ค่ะ และคุณต้องคิดถึงความหลากหลายของมันด้วย ถ้าคุณดูชนบท ลองคิดถึงความหลากหลายที่นั่นในเชิงนิเวศวิทยาสิคะ คราวนี้ถ้าคนเราคิดจะจัดการความหลากหลายทางนิเวศวิทยาละก็ ไม่มีกฎเกณฑ์ชุดใดชุดเดียวจะใช้ได้ทั้งในเขตกึ่งแห้งแล้งเทียบกับเขตร้อนชื้นหรอกค่ะ มันต้องใช้กฎเกณฑ์ ต่างกัน

สมิธ : จริงทีเดียวครับ อีกอย่างที่คุณทำก็คือดำเนินการทดลองในห้องทดลอง…

ออสทรอม : อ๋อ, ใช่ค่ะ!

สมิธ : ซึ่งผมเชื่อว่ามันแสดงให้เห็นว่าผู้คนดูจะยินดีบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงร่วมกันมามากกว่าที่เคยคาดคิดกันเอาไว้อีกนั่นแหละ

ออสทรอม : ใช่ค่ะ การทดลองของเราแสดงผลที่ว่านั้น แต่เรายังแสดงให้เห็นด้วยว่าการติดต่อสื่อสารแบบซึ่งหน้าหรือกระทั่งด้วยตัวเขียนมีบทบาทสำคัญมาก เดิมทีที่คาดกันไว้ก็คือจะไม่มีใครติดตามตรวจตราตัวเองเลย เพราะมันเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคมระดับที่สองถ้าว่ากันตามทฤษฎีเกม แต่ที่เราค้นพบคือคนเรายอมที่จะติดตามตรวจตราตัวเองอยู่ ทว่ามันก็อาจ…คนเราอาจไต่ระดับลุกลามกลายเป็นเรื่อง “ฉันจะลงโทษเธอ, เธอไปลงโทษเขาต่อ, ว่ากันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ” แล้วมันก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ แต่ถ้ามีการติดต่อสื่อสารเข้ามา มีข้อตกลงกันว่าอะไรจะเป็น…เราจะทำอะไรกัน โดยนิยามคำว่า “เรา” ให้รัดกุมชัดเจนแล้ว คนเราก็จะสามารถทำตามกฎ, ร่วมไม้ร่วมมือกัน และในบางครั้งบางคราวก็ลง โทษกันและกันเพื่อช่วยให้กิจกรรมนั้นดำเนินต่อไปได้

สมิธ : คุณเอ่ยถึงทฤษฎีเกม เอาเข้าจริงที่เราเห็นอยู่นี่มันใช่เป็นการขยายทฤษฎีเกมออกไปมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วอะไรบ้างเป็นเกมที่ผู้คนเล่นกันซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อพัฒนาโครงสร้างเหล่านี้ขึ้นมา?

ออสทรอม : ทฤษฎีเกมสำคัญเอามากๆ ทีเดียวในงานของเราตรงที่เราสามารถนำแบบจำลองต่างๆ ของทฤษฎีเกมไปไว้ในห้องทดลองแล้วทดสอบมันดูได้ ดังนั้นการที่ดิฉันได้เริ่มรู้จักงานของไรน์ฮาร์ด เซลเต็น ซึ่งได้รางวัลโนเบลเหมือนกัน (นักคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เยอรมันผู้ร่วมรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ.1994 ในฐานะที่ได้พัฒนาทฤษฎีเกม-ผู้เขียน) ในสมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญมากๆ เลยในกระบวนการฝึกฝนของดิฉัน เรายัง… ทฤษฎีเกมคลาสสิคนั้น ช่วยให้คาดการณ์ได้มากในสภาพแวดล้อมบางอย่าง แต่ไม่อาจคาดการณ์ได้เต็มร้อยไม่ว่า ในลักษณะ หรือวิถีทางใดในสภาพแวดล้อมที่เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคม แต่กระนั้นมันก็ช่วยเราวิเคราะห์ได้มาก และพอเราพัฒนาทฤษฎีพฤติกรรมของมนุษย์และกลไกแบบแผนอื่นๆ เราก็สามารถ อธิบายได้ว่าทำไมผู้คนจึงร่วมมือกันในบางภาวการณ์และไม่ร่วมมือกันในภาวการณ์อื่นๆ

สมิธ : ครับ ใช่เลย ผมอยากจะจบโดยถามว่า คุณถือว่างานของคุณเป็นเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ หรือบางทีมันอาจไม่สำคัญว่างานของคุณเป็นอะไร, ติดยี่ห้อใด?

ออสทรอม : ดิฉันถือว่ามันเป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือการศึกษาภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่างๆ ทางสังคม ดิฉันถูกฝึกหนักมาทางเศรษฐศาสตร์สมัยปริญญาตรี ดิฉันเรียนกับอาร์เมน อัลเชียน (ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์กิตติคุณชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส-ผู้เขียน) และคนอื่นๆ แล้วก็ทำงานกับไรน์ฮาร์ด เซลเต็น ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ตอนนี้ดิฉันก็ทำงานกับเพื่อนร่วมงานสองคนที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ในเมืองบลูมิงตันนี่ซึ่งพวกเขาสำคัญต่องานของดิฉันมากๆ เลยทีเดียว สามีของดิฉันก็เคยทำงานกับชาร์ลี ไทเบาท์ (นักเศรษฐศาสตร์และภูมิศาสตร์อเมริกัน-ผู้แปล) และพวกเขาก็ช่วยกันพัฒนาทฤษฎีองค์การมหานครขึ้นมาซึ่งให้ภาพรวมทางเศรษฐ/รัฐศาสตร์ ดังนั้น… ก็เรียกว่าดิฉันข้ามพรมแดนวิชาการสาขาต่างๆ แหละค่ะ ไม่ต้องสงสัยเลยเรื่องนั้นน่ะ!

สมิธ : ผมคาดว่าการให้รางวัลหนนี้มีศักยภาพที่จะจับจินตนาการของสาธารณชนนะครับ เพราะคำประกาศกิตติคุณติดยี่ห้อมันว่าเศรษฐาภิบาล และคุณเองก็กำลังพูดถึงการที่ผู้คนจะไปเข้าร่วมกับกระบวนการอภิบาลของพวกเขาเอง?

ออสทรอม : ค่ะ!

สมิธ : มันน่าจะเป็น…มันน่าจะจุดประกายจินตนาการของผู้คนและพวกเขาก็จะ…

ออสทรอม : ดิฉันหวังเช่นนั้นค่ะ! (หัวเราะ) นั่นเป็นสิ่งที่ดิฉันพยายามทำมาชั่วชีวิต! มนุษย์เรามีสมรรถนะอันใหญ่หลวง แต่ยังไงไม่ทราบเรามักรู้สึกว่าพวกเจ้าหน้าที่ราชการมีสมรรถนะทางพันธุกรรมบางอย่างซึ่งพวกเราที่เหลือไม่มี

สมิธ : อื้มหืม…

ออสทรอม : ดิฉันหวังว่าเราจะเปลี่ยนสิ่งนั้นได้

สมิธ : เยี่ยมเลยครับ น่ารักมากที่จบทำนองนั้น ขอบคุณครับ เมื่อคุณมาสตอกโฮล์มเดือนธันวาคมเพื่อรับรางวัล เราคงมีโอกาสคุยกันยาวกว่านี้นะครับ เอาล่ะ…

ออสทรอม : วิเศษมาก ดิฉันจะตั้งตารอค่ะ

สมิธ : ผมก็เช่นกันครับ ผมหวังว่าคุณจะใช้เวลาวันนี้ที่เหลืออย่างวิเศษสุดและขอแสดงความยินดีอีกครั้งครับ

ออสทรอม : ขอบคุณมากๆ ค่ะ

สมิธ : ขอบคุณครับ บ๊ายบาย

รางวัลโนเบิลเศรษฐศาสตร์หญิงคนแรก…common property ตุลาคม 22, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: ,
add a comment

บอกกันตามตรงครับ ว่าผมก็เป็นสานุศิษย์นอกกุฎิของ Ostrom ผ่านทางงานของ อ.อานันท์ กาฯจนพันธ์…ขอร่วมดีใจกับป้าแกด้วยนะคร้าบ..และขอนำบทความ อ.วรากรณ์ ที่เขียนถึงงาน Ostrom มาลงในที่นี่ด้วยครับ

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03221052&sectionid=0130&day=2009-10-22

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2009 ผู้ได้รับรางวัลคือ Elinor Ostrom แห่ง Indiana University และ Oliver E. Williamson แห่ง Berkeley การประกาศรางวัลครั้งนี้มีความแปลกกว่าที่เคยเป็นมาพอควรเพราะ Ostrom เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขานี้ และเป็นนักรัฐศาสตร์การเมือง (Political Scientist) มิใช่นักเศรษฐศาสตร์โดยตรง

ผู้เขียนขอเขียนถึง Ostrom ผู้รับรางวัลโนเบิลหญิงก่อนและจักกล่าวถึง Williamson ในโอกาสต่อไป

การให้รางวัลแก่นาง Ostrom เรียกได้ว่าสร้างความแปลกใจพอควรแก่หมู่มวล นักเศรษฐศาสตร์ (อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่งที่ไม่รู้จักชื่อของเธอมาก่อน แม้แต่ Paul Krugman ผู้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปีที่แล้วก็ยอมรับว่าไม่คุ้นกับงานของเธอเลยเช่นกัน) เนื่องจากงานศึกษาของเธออยู่ในสาขาอื่นที่ก้ำกึ่งกับเศรษฐศาสตร์

วงการพนันซึ่งให้แต้มต่อรอง (รางวัลโนเบิลก็มีการพนันกันโดยผ่าน Ladbrokes ของอังกฤษ) ให้ Ostrom และ Williamson เท่ากันที่ 50 ต่อ 1 (แทง 1 ปอนด์จะได้ 50 ปอนด์) ซึ่งเป็นแต้มต่อรองสูงสุดที่มีให้ (แต้มต่อรองมีตั้งแต่ 2 ต่อ 1 ถึง 50 ต่อ 1 รวมจำนวน 42 คน)

ตัวเก็งที่แต้มต่อรองเป็น 2 ต่อ 1 ก็คือ Eugene Fama วัย 70 ปี เจ้าพ่อ Efficient Market Hypothesis ซึ่งกล่าวโดยย่อว่าราคาของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันในตลาดนั้นสะท้อนซึ่งสารสนเทศทั้งหมดเกี่ยวกับตัวของมันและจะเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลใหม่เสมอ

Elinor Ostrom อายุ 76 ปี เป็นหนึ่งใน 64 คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ (เป็น 1 ในผู้หญิง 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลทั้งหมด) นับตั้งแต่มีการให้รางวัลสาขานี้ใน ค.ศ.1969

คณะกรรมการผู้คัดเลือกระบุว่าทั้งสองได้รับรางวัลร่วมกันเนื่องจากได้ริเริ่มงานวิจัยในเรื่องที่แต่ละบุคคลสามารถร่วมมือกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และทำงานด้วยกันในชุมชนและองค์กรเอกชนเพื่อให้มนุษยชาติมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสมกับเจตนารมณ์ของการให้รางวัลโนเบิลและทั้งสองได้ทำงานในเรื่อง “Economic Governance”

สำหรับ Ostrom นั้นงานสำคัญของเธอคือการศึกษาวิจัยอย่างท้าทายแนวคิดเดิมในเรื่องปัญหาทรัพยากรที่มีเจ้าของร่วมกันใช้หลายรายโดยเธอเสนอว่าสามารถแก้ไขได้อย่างประสบความสำเร็จด้วยการร่วมมือกันของผู้ใช้ โดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐออกกฎเกณฑ์หรือใช้กลไกของเอกชน

หากจะเข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงได้รับรางวัลโนเบิลเพราะการท้าทายนี้คงต้องกลับไปที่แนวคิดหรือความเข้าใจดั้งเดิมในเรื่องการจัดการทรัพยากรที่มีเจ้าของร่วมกันหลายราย (common property) ซึ่งสิ่งที่เป็นคลาสสิคในเศรษฐศาสตร์ก็คือเรื่อง Tragedy of The Commons (โศกนาฏกรรมของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน)

แนวคิดดั้งเดิมในเศรษฐศาสตร์ก็คือสำหรับสิ่งที่เป็น commons อันได้แก่ ทุ่งหญ้า บ่อน้ำ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชุมชน ทะเล ป่าไม้ พื้นที่ป่า ฯลฯ ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนมีปัญหาในการจัดการทั้งสิ้น กล่าวคือโดยธรรมชาติจะเกิดการใช้อย่างขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการออกกฎระเบียบโดยภาครัฐ และ/หรือใช้กลไกการทำงานของภาคเอกชน (privatization) เป็นเครื่องมือเข้าไปช่วยแก้ไข

เศรษฐศาสตร์มีคำกล่าวกันมานานว่า “everybody”s property is no one”s property” (“ทรัพย์สมบัติที่เป็นของทุกคน จะไม่เป็นของใครเลย”) ซึ่งหมายความว่าเมื่อความเป็นเจ้าของไม่ชัดเจนเพราะมีเจ้าของหลายเจ้า ปัญหาก็เกิดขึ้นจนต้องใช้ภาครัฐหรือมือเอกชนเข้าไปช่วย

ตัวอย่างได้แก่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเมืองต่างๆ ในยุโรป ตลอดเวลาหลายร้อยปีถูกใช้งานมากเกินไปจนถูกทำลายทิ้งร้างไม่มีหญ้าขึ้น เพราะเมื่อมันเป็นสมบัติกลาง ทุกคนก็นำสัตว์ เช่น แกะมาเลี้ยงกันเต็มไปหมด ยิ่งเลี้ยงมากก็ได้ผลประโยชน์มากโดยขาดการคำนึงถึงการบั่นทอนประโยชน์ของคนอื่น เมื่อทุกคนทำเช่นนี้สัตว์ที่เลี้ยงก็มีจำนวนมากเกินกว่าหญ้าที่มีพอให้สัตว์บริโภคเสมอ ในที่สุดทุ่งเลี้ยงสัตว์ก็เหี้ยนเตียนหมดสภาพจนถูกละทิ้งไป เมื่อหญ้าขึ้นใหม่ปัญหาเดิมก็แก้ไม่ตกเป็นโศกนาฏกรรมที่วนเวียนอยู่เสมอ

ทรัพยากรทางทะเลก็เหมือนกัน ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ทุกคนต้องการจับปลาให้ได้มาก ต่างคนต่างแย่งกันจับจนปลาร่อยหรอหรือใกล้สูญพันธุ์ เป็นโศกนาฏกรรมอีกเช่นกัน หากจะหลีกเลี่ยงปัญหาของ common property เช่นนี้ได้ รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงวางกฎระเบียบ เช่น ห้ามจับปลาตามฤดูกาล กำหนดขนาดตาข่าย หรือใช้กลไกตลาดเช่นประมูลสัมปทาน หรือให้เช่าพื้นที่เพื่อให้ความเป็นเจ้าของปรากฏชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้มากกว่าเดิม ถึงแม้จะเกิดปัญหาตามมาอีกมากเช่นกันก็ตาม (เช่น สัมปทานตัดป่าของไทยตัดเกินที่ได้รับ ปัญหาคอร์รัปชั่น เกิดต้นทุนสูงขึ้น)

Ostrom ท้าทายแนวคิดนี้โดยบอกว่าไม่ต้องใช้มือของรัฐและเอกชนหรอก ผู้ใช้ทรัพยากรเหล่านี้แหละสามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโศกนาฏกรรมนี้ได้ เธอได้ศึกษากรณีต่างๆ ในเรื่องปลา ทุ่งหญ้า ป่า ทะเลสาบ น้ำใต้ดิน ฯลฯ ที่เกิดขึ้นจริงอย่างกว้างขวางทั่วโลกและสรุปว่าความร่วมมือของประชาชนและ/หรือชุมชนสามารถนำไปสู่ข้อสรุปซึ่งแตกต่างจากที่ทฤษฎีดั้งเดิมพยากรณ์ไว้ว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมเสมอ

การให้รางวัลครั้งนี้มีนัยยะสำคัญในการกระตุ้นให้ชาวโลกตระหนักในเรื่องความร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกันโดยไม่ต้องรอคอยการแทรกแซงจากภาครัฐหรือการใช้กลไกตลาด เรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องโลกร้อน งานวิจัยของเธอแนะว่าป่วยการจะไปรอคอยข้อตกลงต่างๆ ของภาครัฐ ชาวโลกสามารถร่วมมือแก้ไขเองได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งกฎเกณฑ์ของภาครัฐ

ผู้เขียนเข้าใจว่าคณะกรรมการโนเบิลฯชุดนี้กระทำสิ่งที่ท้าทายหลายเรื่องเพราะต้องการให้รางวัลสร้างผลกระทบต่อชะตาชีวิตของชาวโลก เริ่มตั้งแต่ “ผูกมือ” ประธานาธิบดีโอบามาให้ใช้มาตรการสันติภาพ (ลดอาวุธนิวเคลียร์ แก้ไขปัญหาโลกร้อน สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง แก้ไขปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเกาหลีเหนือ) ตามที่ได้ประกาศไว้โดยการให้รางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพก่อนที่จะได้ทำอะไรมากมาย และในเรื่องนี้ก็ให้รางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์แก่ นักรัฐศาสตร์การเมือง (ในปี 2002 นักจิตวิทยา Daniel Kahneman ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์) และเป็นผู้หญิงคนแรกด้วย เพื่อสร้างการเป็นที่สนใจและสร้างจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรร่วมกันซึ่งเป็นปัญหาสำคัญยิ่งของโลก

หลังจากนี้คงจะมีนักเศรษฐศาสตร์ศึกษาและโต้เถียงการพยายามหักล้างความเชื่ออันเนิ่นนานของนักเศรษฐศาสตร์ในเรื่อง Tragedy of The Common อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแก่วงวิชาการเพราะจะได้ทำให้เข้าใจเรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจะมีคนตระหนักในปัญหามากขึ้น

คำหนึ่งที่ออกมาจากการให้รางวัลครั้งนี้ก็คือ Economic Governance การให้รางวัลในปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลกมีนัยยะว่าโลกต้องให้ความสำคัญแก่ปัญหา Governance (การดูแล กำกับ ควบคุม และจัดการ) ซึ่งเคยใช้เศรษฐศาสตร์เป็นอาวุธสำคัญมาเนิ่นนาน โดยในปัจจุบันมิควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะแต่สาขานี้เท่านั้น วิกฤตโลกที่เกิดขึ้นครั้งนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างอันเกิดจากการใช้ศาสตร์เดียวอย่างชัดเจน

ภาพบรรยากาศ อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา ตุลาคม 19, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

DSC02808

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02812

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02806

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02814

งานเสวนา “วันวาน วันนี้ วันพรุ่งนี้ ของอาคารโรงพิมพ์คุรุสภา” ตุลาคม 15, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา หรือ โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๖๘ เป็นอาคารแบบบาวเฮาส์ หรือ International Style ทรงตัว L ที่เป็นฝีมือคนไทยหลังแรกๆ ของโลก เป็นสถานที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการศึกษาในประเทศไทย เพราะตำรา หนังสือเรียน และหนังสือวรรณคดีสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ ฯลฯ ล้วนเคยผ่านการพิมพ์จากโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้

เมื่อกระทรวงศึกษาธิการหมดสัญญาเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ และได้ย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว อาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้างในปี พ.ศ.๒๕๓๘ กรมธนารักษ์จึงมีแผนรื้ออาคาร ทว่าชาวชุมชนบางลำพูได้เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ จึงร่วมกันต่อสู้เพื่อคัดค้านการรื้ออาคาร ประกอบกับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนทั้งกลไกเด็กเยาวชน และกลไกชุมชนให้มีความเข็มแข็ง มีจิตสำนึกในการรักษ์และหวงแหนชุมชน จนกระทั่งเกิดการรวมตัวเป็นประชาคมบางลำพู และสามารถผลักดันจนสามารถขึ้นทะเบียนอาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้เป็นโบราณสถาน จากกรมศิลปากร ในปี พ.ศ.๒๕๔๔

ปัจจุบัน ประชาคมบางลำพูได้ผลักดันให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์อาคารแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ กรมธนารักษ์จึงได้ยุติโครงการรื้ออาคารเป็นที่เรียบร้อย และหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมได้เล็งเห็นความสำคัญของการปรับปรุงอาคารดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม เช่น การพัฒนาเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพระสุเมรุ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่อาคาร และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ประชาคมบางลำพูจึงได้ร่วมกับเครือข่ายชุมชนเมืองเก่า เขตพระนคร และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูเมืองเก่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาเพื่อกระตุ้นให้ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะชุมชน เยาวชน ที่อยู่ในบางลำพูเข้ามามีส่วนร่วมในการวางทิศทางการใช้ประโยชน์อย่างเห็นคุณค่าในฐ่านะที่โรงพิมพ์คุรุสภา ถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ

วัน เวลา สถานที่จัดเสวนา

อาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕.๓๐ -๑๘ .๐๐ น.
ณ สวนสาธารณะสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ผู้ร่วมเสวนา

๑. อาจารย์กมล สุวุฒิโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
๒. คุณเสือชนะ สุดเจริญ ผู้อำนวยการเขตพระนคร
๓. คุณครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
๔. อาจารย์จุฬา สุดบรรทัด นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม
๕. คุณอรศรี ศิลปี ประธานประชาคมบางลำพู
๖. คุณปานทิพย์ ลิกขะไชย ชมรมเกสรลำพู
ดำเนินรายการโดย อาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนใจติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่ คุณปานทิพย์ ลิกขะไชย โทร. ๐๘๙-๖๖๖-๔๙๗๐

เกิดอะไรขึ้นที่มาบตาพุด สิงหาคม 24, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
add a comment
โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์

เป็น คำถามที่หลายฝ่ายได้ถามกับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดขึ้นเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ จากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2523

คำถามข้างต้นถี่ขึ้นและมี เสียงดังมากขึ้นตามลำดับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาครัฐตกอยู่ในภาวะที่ตั้งรับแบบกระท่อนกระแท่น ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ

ที่พูดเช่นนี้ได้ก็เพราะมีกรณีที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด ฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นคดีต่อศาลปกครองในกรณีอนุญาตให้มีการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำ น้ำโดยการอนุมัติของ กนอ. โดยศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้ กนอ.ชำระค่าตอบแทนต่อเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นเงินจำนวนมากถึง 400 ล้านบาท เป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันที่ไม่ไปด้วยกัน หรือไปไม่พร้อมกันขององคาพยพของรัฐระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น

ปี 2549 (25 ปีหลังจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 3 ของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก

และต่อมาก็ได้มีการยื่นฟ้องเป็นคดี ต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ให้ภาครัฐประกาศให้พื้นที่ของมาบตาพุดและเมืองระยองบางส่วน เป็นเขตควบคุมมลพิษตามแนวทางของกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ในเรื่องนี้ศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ให้ท้องที่ของเทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535

กรณีนี้ก็เป็นการสะท้อนการ ไม่ไปด้วยกันของภาครัฐ/ภาคนอกรัฐ ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มีการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนแล้ว (ผ่านอีไอเอแล้ว/มีการดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ของอีไอเอแล้ว)

อีกฝ่ายหนึ่งมีคำถามว่า ทำไมจึงมีการเจ็บป่วยและความเดือดร้อนของชุมชนโดยรอบอยู่เนืองๆ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสะท้อนการไม่เชื่อมั่นในมาตรการหรือกลไกที่รัฐกำกับดูแล

เป็น การแสดงออกถึงความต้องการที่จะขอเข้ามามีส่วนร่วม (Part-Taking) ในการจัดการในเรื่องนี้ เป็นการแสดงออกโดยทางตรง โดยผู้แทนของชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นๆ โดยไม่อาศัยบทบาทหรือสถานะของผู้แทนในระบบการเมืองที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ส.ท. ส.อบต. หรือตัวแทนประเภทใดก็แล้วแต่ที่มีอยู่แต่เดิม

เป็นลักษณะการแสดงออก ทางการเมืองแบบทางตรง (Direct Democracy) โดยใช้ช่องทางหรือกลไกอื่นของรัฐที่มีอยู่ในที่นี้คือศาลปกครอง ที่ตนเองสามารถใช้การได้โดยตนเอง

ในขณะที่ก่อนหน้านี้มีการดำเนินการ ตามวิถีการเรียกร้องให้นับรวมเอาปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการบริหารจัดการประเทศ ตามครรลองของการเมืองภาคพลเมืองโดยการชุมนุม โดยการขัดขวาง โดยการล้อเลียน ฯลฯ

ล่าสุด 19 มิถุนายน 2552 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ฟ้องคดีต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรี 5 กระทรวง ประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง กนอ. เพื่อเรียกร้องให้การพิจารณาอนุมัติอีไอเอเป็นไปตามความในมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้องค์กรอิสระที่มีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มาให้ความเห็นรองรับก่อนจะมีการดำเนินการความก้าวหน้า

ในเรื่องนี้ ศาลปกครองมีคำสั่งให้คู่กรณีไปจัดทำแผนที่ตั้งโรงงานทั้ง 76 โรงงาน ว่ามีที่ตั้งอยู่ที่ใดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนที่ศาลจะมีดุลพินิจสั่งการ

ประเด็นปัญหาทั้ง 3 กรณีข้างต้นนั้นห้อมล้อมอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุมัติการจัดทำมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันโดยย่อว่าอีไอเอ ซึ่งเป็นมาตรการที่ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในปี 2535 (ปีที่ประกาศใช้บังคับกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535) แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล

และกำลังถูกแทนที่ ด้วยมาตรการที่ใหม่กว่าตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือ บทบาทขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ทรัพยากรธรรมชาติหรือสุขภาพ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพิ่มเติม/ตรวจสอบ/สอบทาน/คานความเห็นกับความคิดเห็น ของผู้ชำนาญการ และกระบวนการพิจารณาอนุมัติของอีไอเอ

เท่ากับว่า สังคมไทยได้พากันเคลื่อนออกไปจากตำแหน่งที่เคยยืนอยู่ตามกติกาที่เคยยึดอยู่ แต่เดิม เป็นการขยับตัวทางสังคมตามกรอบความคิดของ Gilles Deleuze และ Felix Guattari ที่พูดถึงเรื่องเส้นแบ่ง/เขตแดนกำลังเปลี่ยนแปลงของสังคมที่แต่เดิมเคยยอม รับ

ซึ่งในที่นี้ก็คือเรื่องของการพิจารณาอนุมัติอีไอเอ ในประเด็นความคิดเห็นของผู้ชำนาญการ ที่กำลังถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การกำหนดกติกากันขึ้นใหม่ โดยเป็นความคิดเห็นขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษา

หรือพูดได้ว่า สังคมกำลังลบเส้นแบ่ง/เขตแดนเดิมทิ้งไป (Deterritorialization) และกำลังลากเส้นแบ่งและเขตแดนกันขึ้นใหม่ (Reterritoralization) ขึ้นมาแทน

สภาวะ ทางสังคมเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาว่า จะนับว่าตรงไหนเป็นจุดสิ้นสุดของกฎเกณฑ์เดิม และตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้นของกติกาที่สร้างขึ้นใหม่ และกระบวนการแทนที่ของกติกาใหม่ย่อมไม่เป็นไปแบบราบเรียบอย่างแน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับฝ่ายใดเป็นผู้ได้รับหรือเสียประโยชน์จากกติกาเดิม/ใหม่

อย่างไรก็ตาม กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดจะต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

(1) ภาครัฐที่เป็นหน่วยงานด้านกำกับดูแลที่จะต้องเร่งรัดการสร้างกติกาใหม่แทนกติกาเก่า

(2) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุมัติอีไอเอไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่ควรได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ/เงื่อนไขเดิม

ความ เห็นในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีการนำ เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่มีความเห็นว่า การดำเนินตามมาตรา 67 นั้น รัฐจะต้องกำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในภาคปฏิบัติเสียก่อนโดย อิงความตามมาตรา 303 ประกอบกัน ดังนั้น ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายก็ย่อมต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเดิม (กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535) ไปก่อน

แต่ในขณะเดียวกัน การจะปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น (ในระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลปกครอง) นั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ไม่ควรจะละทิ้งประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนโดยรอบ ไม่ควรจะต้องรอจนกระทั่งมีการปรับปรุงข้อกฎหมายจนเป็นที่แล้วเสร็จแบบแป๊ะๆ และจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบและนำพาต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง หากจะมีการริเริ่มดำเนินการโดยคำแนะนำ ตรวจทาน ตรวจสอบมาตรการการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยสถาบันที่ทำหน้าที่ใน ทำนองเดียวกับมาตรา 67 ไปพลางก่อน

ย่อมจะเป็นการสร้างภาคปฏิบัติการ ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขใหม่ เส้นแบ่งใหม่/เขตแดนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างแท้ จริง เป็นการสร้างสังคมที่ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมสร้างอย่างแท้จริง

การเมืองเพื่อประชาชน กรกฎาคม 13, 2009

Posted by หมูอวบ in หนังสือ.
Tags: , , , ,
add a comment

cover-politicsระหว่างที่กำลัง edit หนังสือเล่มนี้อยู่…ผมก็ได้รับ file คำนิยมของ อ.ประเวศ มาจากพี่ชัยวัฒน์ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ นำคำนิยมมาลง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือไปด้วยเลยนะครับ…..คาดว่าจะออกวางตลาดสิงหาคมนี่แหละครับ……อ้อ ทราบมาเล่าๆ ว่า นายกฯ รูปหล่อ ก็เขียนคำนิยม ให้ด้วยนะครับ….ผมมาเพิ่มเติม คำนิยมจาก คุณอานันท์ ปันยารชุน อีก 1 ท่านครับ 

 

- – - – - – - – - – - -  – - -  – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -  – - – - – - -  – - – - – - – -

คำนิยม

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และท่ามกลางความพิศวงกังขาว่า กระบวนการเสื้อเหลือง กระบวนการเสื้อแดง ใช่การเมืองภาคพลเมือง  หรือไม่ บางทีหนังสือชื่อ Politics for People ของ เดวิด แมทธิวส์ จะให้แสงสว่างแก่เราได้

เดวิด แมทธิวส์ เป็นคนสุขุมลุ่มลึก และอุทิศตัว เขาเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอลาบามา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการและสวัสดิการสังคมในรัฐบาลประธาณาธิบดีฟอร์ด และปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิเคตเตอริง ซึ่งทำงานส่งเสริมประชาสังคม และการเมืองภาคพลเมือง  เดวิด แมทธิวส์ มีประสบการณ์และความรอบรู้สูง  และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ของเขาออกมาเป็นบทความและหนังสือจำนวนมาก ด้วยความปรารถนาอยากเห็นโลกดีขึ้น

คนไทยที่น้อยเนื้อต่ำใจในระบบการเมืองของเรา อาจรู้สึกดีขึ้นที่เดวิดเล่าให้ฟังว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการเมืองและนักการเมืองของเขา คนอเมริกันรู้สึกว่านักการเมืองกับประชาชนแยกกันไป เงินกับนักวิ่งเต้น (ลอบปียิสต์) ที่มีอยู่เต็มกรุงวอชิงตันมีอิทธิพลต่อนักการเมือง ความเบื่อหน่ายและไม่มีส่วนร่วมทำให้คนอเมริกันเลือกตั้งน้อย นี่อเมริกาไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยก่อนตั้งประเทศเสียอีก แต่ก็ประสบปัญหาประชาธิปไตย ที่คนอเมริกันรู้สึกแปลกแยกจากการเมืองของนักการเมือง อย่างไม่รู้จะทำอะไรกับมัน นอกจากการเมืองของพลเมือง

บ้านเราก็มีคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติให้มีสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ก็ยังหันรีหันขวางงงงงกันอยู่ ว่าจะทำอย่างไรการเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งและมีคุณภาพ

หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้ เป็นประดุจตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุเรื่องการเมืองภาคพลเมืองไว้เต็มแปร้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความหมาย กรณีตัวอย่าง ความคิดความอ่านของผู้คนมากมาย ที่เราจะได้เรียนรู้ความลึกซึ้งของการเมืองภาคพลเมือง เราจะได้เรียนรู้ว่า “การรับฟังสาธารณะ” ก็ดี “ประชามติก็ดี” ไม่ได้ดีอย่างที่คิด

เพราะไม่ใช่ความเป็นสาธารณะที่มีวิจารณญาณ (Deliberative public)

หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะ (Public) และความมีวิจารณญาณ (Deliberation) มาก ความเป็นสาธารณะมีทั้งในแง่จิตใจที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ในแง่การรวมตัว ในแง่การกระทำทางสาธารณะ (Public action) และในแง่การทำงานให้ได้ผล บ่อย ๆ ครั้งการชุมนุมเรียกร้องก็ไม่ได้ผล นอก เหนือไปจากอิทธิพลของเงินและลอบปียิสต์ดังกล่าวแล้ว บางทีนักการเมืองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในความซับซ้อนและยากก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า เรื่องนั้น ๆ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล พลเมืองต้องรวมตัวกันลงมือทำงานในเรื่องนั้น ๆ เสียเอง เมื่อสาธารณะลงมือทำงานจนได้ผลก็จะเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย

สาธารณะที่ Deliberative หรือมีวิจารณญาณทำให้ประชาธิปไตยติดปีกด้วยปัญญา ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสันติประชาธรรม ไม่ใช่เหะหะยกพวกเข้าตีกันหรือฆ่ากันตาย การจะมีวิจารณญาณต้องใช้ข้อมูล  ความรู้  การไตร่ตรองด้วยเหตุผล สาธารณะที่วิจารณญาณเป็นกุญแจที่จะทำให้ประเทศดำเนินต่อไปได้โดยไม่ฆ่ากันตาย เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง และก็จะต้องหันกลับมาถามระบบการศึกษาว่า ว่าได้ทำอะไรหรือเปล่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองในท่าม กลางสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกได้ว่า ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ จะมีการประชุมใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ชื่อ “Educating World Citizen for The 21at Century” โดยหลายองค์กรร่วมจัดและเชิญท่านดาไล ลามะ มาเป็นประธานการประชุมด้วย ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง

หนังสือ “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่สนใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าก็ดี สภาพัฒนาการเมืองก็ดี กองทุนพัฒนาการเมืองก็ดี คงจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเห็นวิถีทางที่จะพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองต่อไป

ผมเองได้พูดเสมอ ๆ ว่า การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งต้องการการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในเชิงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการมีวิจารณญาณ เพราะประชาธิปไตยต้องติดปีกด้วยปัญญา เรามีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ถ้าชาวมหาวิทยาลัยจะอ่าน “การเมืองเพื่อพลเมือง” เล่มนี้กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อาจจะเกิดการระเบิดพลังจิตสำนึก อันเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มคนไทยที่ทำให้ “การเมืองเพื่อพลเมือง” พากย์ไทยเป็นสมบัติของคนชาติไทย มีอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมเป็นผู้นำ อาจารย์ชัยวัฒน์ และดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เคยไปร่วมประชุมและรู้จักมักคุ้นกับเดวิด แมทธิวส์ ดี ผมรู้ดีว่าการแปลหนังสือนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคณะผู้แปล ซึ่งประกอบ ด้วย พรรณิภา โสตถิพันธุ์   พิกุล สิทธิประเสริฐกุล   ศุภกร รักใหม่   วีรบูรณ์  วิสารทสกุล โดยมีอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล ขอให้ความอุตสาหะวิริยะของท่านเหล่านี้ก่อให้เกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย และก่อให้เกิดความบันดาลใจแก่เพื่อนคนไทยทั้งหลายว่าการที่ประเทศของเราจะพ้นวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสังคมอำนาจไปสู่สังคมเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของท่าน แต่เป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่ง  คือการเมืองของพลเมืองที่มีความเป็นสาธารณะอันมีวิจารณญาณ

ประเวศ  วะสี

วันเข้าพรรษา ๒๕๕๒

——————————————————————————————–

คำนิยม

 การที่คณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน”  ซึ่งเป็นคำแปลของหนังสือ “Politics for People”  เขียนโดยเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews) มาเสนอแก่สาธารณชนในครั้งนี้  น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยอย่างยิ่ง

คนในสังคมไทยและต่างประเทศจำนวนมากเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมานาน โดยคิดว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศเป็นคำตอบเดียวของระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว  ประชาชนก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีก  ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งกำหนดชะตากรรมของประเทศกันเอาเองเป็นเวลา 4 ปี หรือจนกว่าจะหมดวาระของผู้บริหารชุดนั้น

ในวันนี้ ประชาธิปไตยระบบตัวแทนมีปัญหาไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมได้ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในระยะ 7-8 ปีมานี้ จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์ที่สอดคล้องกับวาทะของ ลอร์ด แอคตัน ที่ว่า “อำนาจทำให้เกิดการฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ”

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกวางน้ำหนักไปที่การเมืองภาคพลเมืองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานในนโยบายและประเด็นสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเรียกว่าการสนทนา จะเรียกว่าวิจารณญาณสาธารณะ จะเรียกว่าสานเสวนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาชนหันหน้ามาพูดจากัน หาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ

ความจริงวิธีการเช่นนี้มีมานานแล้ว แม้ไทยเราเองในปัจจุบันได้ทราบว่าชุมชนเข้มแข็งหลายแห่งได้ใช้วิธีการนี้อย่างเป็นผล เช่นที่บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง   จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีคุณประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำชุมชน หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่ จ.ตราด ซึ่งมี พระสุบิน ปณีโต เป็นแกนนำ

ยิ่งในยุคที่ทุนของรัฐหรือทุนของเอกชน มีปัญหาขัดแย้งกับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชุมชนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสาธารณะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด

หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” เล่มนี้ มีแง่มุมซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ถอดบทเรียนมาจากกระบวนการวิจารณญาณสาธารณะ ที่มีเรื่องราวค่อนข้างจะครบถ้วนและน่าสนใจมาก ทั้งยังได้ให้แง่คิดสำคัญอันเป็นแก่นแท้ของกระบวนการนี้ไว้อย่างพึงตระหนัก

ผมเห็นว่ากระบวนการวิจารณญาณสาธารณะนอกเหนือจากผลได้สำคัญที่ทำให้นโยบายและกิจกรรมสาธารณะสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของส่วนรวมแล้ว ยังเป็นหนทางเปลี่ยนผ่านอย่างสันติโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงใดๆ และที่มีค่ายิ่งก็คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ก่อเกิดความรู้และสติปัญญาของทั่วทั้งสังคม เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากได้อาศัยผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของชุมชนนั้นๆ เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง 

ในกระบวนการที่ว่านี้   ใครก็ตามที่เป็นคนบริหารจัดการ ก่อนอื่นจะต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และต้องมีกติกาที่เหมาะสม จึงจะก่อเกิดผลภาคปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับได้จริง และนี่คือวิถีทางหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากระบบตัวแทน  ในขณะเดียวกันทำให้การเมืองภาคพลเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน ทำให้การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนในรัฐสภาเพียงไม่ถึง 700 คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกท้องถิ่น ทั่วทั้งสังคมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ

ผมขอชมเชยคณะผู้แปล ที่เลือกหนังสือได้ดี ใช้สำนวนแปลที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผมหวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ให้คุณค่าต่อวิจารณญาณสาธารณะตามที่พึงปรารถนา

อานันท์   ปันยารชุน

กรกฎาคม 2552

พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม มิถุนายน 25, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , , ,
add a comment

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถาเนื่องในวัน 24 มิ.ย. เปลี่ยนแปลงการปกครอง ชี้รัฐไทยวิธีคิดล้าหลัง ตามไม่ทันโลกยุคใหม่-ต้นตอความขัดแย้ง

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาทางวิชาการ “70ปีสยามเป็นไทย” เรื่อง “พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม” ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเห็นว่าความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบันเกิดจากการพัฒนาการของรัฐไทยในอดีต ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลางและการสร้างชาติสมัยใหม่ ที่บีบบังคับให้กลุ่มคนที่อยู่ภายในอาณาเขตรัฐไทย มีวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกันและมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาติเหมือนกัน ซึ่งต่างจากรัฐไทยโบราณที่ยอมรับความแตกต่างเหล่านี้ ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งปรากฏให้เห็นในอดีตเมื่อไม่นานมานี้จนถึงปัจจุบัน เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีข้อเสนอทางออกที่น่าสนใจดังนี้

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลังก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนดจึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์

พูดอีกแบบหนึ่ง คือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์ (Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมีการยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ทุกหนแห่ง

การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัดให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัดกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดอาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก

ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัดจึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น”คนนอก”ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่างจากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย”ซ้าย” ซึ่งสถานะดังกล่าวทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว

ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว” ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรหมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะมาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน

อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้านตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเองก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก

ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก

ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเองก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว

และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ สภาพดังกล่าวหมายความว่าการสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอยๆเกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคมมาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเองจึงจะแก้ปัญหาได้

เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่าๆอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง

อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่าการใช้อำนาจของรัฐชาติขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง วิบากกรรมดังกล่าวส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมืองที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ

ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมจะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐและชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีต คือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้

ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าวยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่น และปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน