ทัวร์ชุมชน ย่าน ๓ แพร่ง : แพร่งนรา แพร่งภูธร และแพร่งสรรพศาสตร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สิงหาคม 3, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมืองภาคพลเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก
add a comment
ท่องเที่ยวชุมชนย่าน ๓ แพร่ง ย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจทั้งสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า วิถีชีวิตชุมชนอันแสนอบอุ่น อาหารอันเลื่องชื่อที่สืบต่อสืบทอดกันมาหลายสิบปี แต่ยังคงเอกลักษณ์ และความเอร็ดอร่อย จนทำให้เป็นที่รู้จักของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมาก
ทัวร์ ชุมชน ย่าน ๓ แพร่ง เป็นการเดินเที่ยวชมพร้อมรับฟังประวัติศาสตร์ที่ฟังแล้ว จะทำให้คุณได้ดื่มด่ำกับความงดงามของชุมชน และเรื่องราวที่จะทำให้คุณประหลาดใจกับความยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ในอดีต พร้อมกันนี้คุณจะได้รับลิ้มรสมื้อกลางวันจากฝีมือผู้สืบทอดการทำอาหารของต้น ครัว ในกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ณ ร้านโภชน์สภาคาร
วันจัดกิจกรรม
ครั้งที่ ๑ วันเสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา๐๙.๓๐ – ๑๓.๐๐ น.
ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๓.๐๐ น.
ค่าธรรมเนียม
ค่าใช้จ่ายท่านละ ๒๙๙ บาท (รวมอาหารกลางวัน)
จำนวนรับสมัคร
๒๐ ท่าน
วิทยากร
ครรชิต จูประพัทธศรี (บางกอกฟอรั่ม) ธีรพล คชาชีวะ (ประธานชุมชนแพร่งภูธร)
สนใจติดต่อ คุณณีรนุช บูรณนลิน โทร. ๐๒-๖๒๒-๒๓๑๖, ๐๘๓-๑๓๐-๕๗๖๐,
อันนี้ใบสมัครครับ
http://www.bangkokforum.net/activities/application_tour_samphraeng.doc
การเมืองเพื่อประชาชน กรกฎาคม 13, 2009
Posted by หมูอวบ in หนังสือ.Tags: การเมือง, การเมืองภาคประชาชน, การเมืองภาคพลเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก, วิธีคิด
add a comment
ระหว่างที่กำลัง edit หนังสือเล่มนี้อยู่…ผมก็ได้รับ file คำนิยมของ อ.ประเวศ มาจากพี่ชัยวัฒน์ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ นำคำนิยมมาลง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือไปด้วยเลยนะครับ…..คาดว่าจะออกวางตลาดสิงหาคมนี่แหละครับ……อ้อ ทราบมาเล่าๆ ว่า นายกฯ รูปหล่อ ก็เขียนคำนิยม ให้ด้วยนะครับ….ผมมาเพิ่มเติม คำนิยมจาก คุณอานันท์ ปันยารชุน อีก 1 ท่านครับ
- – - – - – - – - – - - – - - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - - – - – - – - – -
คำนิยม
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และท่ามกลางความพิศวงกังขาว่า กระบวนการเสื้อเหลือง กระบวนการเสื้อแดง ใช่การเมืองภาคพลเมือง หรือไม่ บางทีหนังสือชื่อ Politics for People ของ เดวิด แมทธิวส์ จะให้แสงสว่างแก่เราได้
เดวิด แมทธิวส์ เป็นคนสุขุมลุ่มลึก และอุทิศตัว เขาเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอลาบามา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการและสวัสดิการสังคมในรัฐบาลประธาณาธิบดีฟอร์ด และปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิเคตเตอริง ซึ่งทำงานส่งเสริมประชาสังคม และการเมืองภาคพลเมือง เดวิด แมทธิวส์ มีประสบการณ์และความรอบรู้สูง และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ของเขาออกมาเป็นบทความและหนังสือจำนวนมาก ด้วยความปรารถนาอยากเห็นโลกดีขึ้น
คนไทยที่น้อยเนื้อต่ำใจในระบบการเมืองของเรา อาจรู้สึกดีขึ้นที่เดวิดเล่าให้ฟังว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการเมืองและนักการเมืองของเขา คนอเมริกันรู้สึกว่านักการเมืองกับประชาชนแยกกันไป เงินกับนักวิ่งเต้น (ลอบปียิสต์) ที่มีอยู่เต็มกรุงวอชิงตันมีอิทธิพลต่อนักการเมือง ความเบื่อหน่ายและไม่มีส่วนร่วมทำให้คนอเมริกันเลือกตั้งน้อย นี่อเมริกาไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยก่อนตั้งประเทศเสียอีก แต่ก็ประสบปัญหาประชาธิปไตย ที่คนอเมริกันรู้สึกแปลกแยกจากการเมืองของนักการเมือง อย่างไม่รู้จะทำอะไรกับมัน นอกจากการเมืองของพลเมือง
บ้านเราก็มีคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติให้มีสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ก็ยังหันรีหันขวางงงงงกันอยู่ ว่าจะทำอย่างไรการเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งและมีคุณภาพ
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้ เป็นประดุจตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุเรื่องการเมืองภาคพลเมืองไว้เต็มแปร้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความหมาย กรณีตัวอย่าง ความคิดความอ่านของผู้คนมากมาย ที่เราจะได้เรียนรู้ความลึกซึ้งของการเมืองภาคพลเมือง เราจะได้เรียนรู้ว่า “การรับฟังสาธารณะ” ก็ดี “ประชามติก็ดี” ไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เพราะไม่ใช่ความเป็นสาธารณะที่มีวิจารณญาณ (Deliberative public)
หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะ (Public) และความมีวิจารณญาณ (Deliberation) มาก ความเป็นสาธารณะมีทั้งในแง่จิตใจที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ในแง่การรวมตัว ในแง่การกระทำทางสาธารณะ (Public action) และในแง่การทำงานให้ได้ผล บ่อย ๆ ครั้งการชุมนุมเรียกร้องก็ไม่ได้ผล นอก เหนือไปจากอิทธิพลของเงินและลอบปียิสต์ดังกล่าวแล้ว บางทีนักการเมืองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในความซับซ้อนและยากก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า เรื่องนั้น ๆ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล พลเมืองต้องรวมตัวกันลงมือทำงานในเรื่องนั้น ๆ เสียเอง เมื่อสาธารณะลงมือทำงานจนได้ผลก็จะเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย
สาธารณะที่ Deliberative หรือมีวิจารณญาณทำให้ประชาธิปไตยติดปีกด้วยปัญญา ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสันติประชาธรรม ไม่ใช่เหะหะยกพวกเข้าตีกันหรือฆ่ากันตาย การจะมีวิจารณญาณต้องใช้ข้อมูล ความรู้ การไตร่ตรองด้วยเหตุผล สาธารณะที่วิจารณญาณเป็นกุญแจที่จะทำให้ประเทศดำเนินต่อไปได้โดยไม่ฆ่ากันตาย เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง และก็จะต้องหันกลับมาถามระบบการศึกษาว่า ว่าได้ทำอะไรหรือเปล่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองในท่าม กลางสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกได้ว่า ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ จะมีการประชุมใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ชื่อ “Educating World Citizen for The 21at Century” โดยหลายองค์กรร่วมจัดและเชิญท่านดาไล ลามะ มาเป็นประธานการประชุมด้วย ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง
หนังสือ “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่สนใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าก็ดี สภาพัฒนาการเมืองก็ดี กองทุนพัฒนาการเมืองก็ดี คงจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเห็นวิถีทางที่จะพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองต่อไป
ผมเองได้พูดเสมอ ๆ ว่า การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งต้องการการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในเชิงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการมีวิจารณญาณ เพราะประชาธิปไตยต้องติดปีกด้วยปัญญา เรามีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ถ้าชาวมหาวิทยาลัยจะอ่าน “การเมืองเพื่อพลเมือง” เล่มนี้กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อาจจะเกิดการระเบิดพลังจิตสำนึก อันเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มคนไทยที่ทำให้ “การเมืองเพื่อพลเมือง” พากย์ไทยเป็นสมบัติของคนชาติไทย มีอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมเป็นผู้นำ อาจารย์ชัยวัฒน์ และดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เคยไปร่วมประชุมและรู้จักมักคุ้นกับเดวิด แมทธิวส์ ดี ผมรู้ดีว่าการแปลหนังสือนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคณะผู้แปล ซึ่งประกอบ ด้วย พรรณิภา โสตถิพันธุ์ พิกุล สิทธิประเสริฐกุล ศุภกร รักใหม่ วีรบูรณ์ วิสารทสกุล โดยมีอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล ขอให้ความอุตสาหะวิริยะของท่านเหล่านี้ก่อให้เกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย และก่อให้เกิดความบันดาลใจแก่เพื่อนคนไทยทั้งหลายว่าการที่ประเทศของเราจะพ้นวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสังคมอำนาจไปสู่สังคมเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของท่าน แต่เป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือการเมืองของพลเมืองที่มีความเป็นสาธารณะอันมีวิจารณญาณ
ประเวศ วะสี
วันเข้าพรรษา ๒๕๕๒
——————————————————————————————–
คำนิยม
การที่คณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นคำแปลของหนังสือ “Politics for People” เขียนโดยเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews) มาเสนอแก่สาธารณชนในครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยอย่างยิ่ง
คนในสังคมไทยและต่างประเทศจำนวนมากเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมานาน โดยคิดว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศเป็นคำตอบเดียวของระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งกำหนดชะตากรรมของประเทศกันเอาเองเป็นเวลา 4 ปี หรือจนกว่าจะหมดวาระของผู้บริหารชุดนั้น
ในวันนี้ ประชาธิปไตยระบบตัวแทนมีปัญหาไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมได้ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในระยะ 7-8 ปีมานี้ จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์ที่สอดคล้องกับวาทะของ ลอร์ด แอคตัน ที่ว่า “อำนาจทำให้เกิดการฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ”
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกวางน้ำหนักไปที่การเมืองภาคพลเมืองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานในนโยบายและประเด็นสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเรียกว่าการสนทนา จะเรียกว่าวิจารณญาณสาธารณะ จะเรียกว่าสานเสวนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาชนหันหน้ามาพูดจากัน หาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ
ความจริงวิธีการเช่นนี้มีมานานแล้ว แม้ไทยเราเองในปัจจุบันได้ทราบว่าชุมชนเข้มแข็งหลายแห่งได้ใช้วิธีการนี้อย่างเป็นผล เช่นที่บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีคุณประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำชุมชน หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่ จ.ตราด ซึ่งมี พระสุบิน ปณีโต เป็นแกนนำ
ยิ่งในยุคที่ทุนของรัฐหรือทุนของเอกชน มีปัญหาขัดแย้งกับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชุมชนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสาธารณะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” เล่มนี้ มีแง่มุมซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ถอดบทเรียนมาจากกระบวนการวิจารณญาณสาธารณะ ที่มีเรื่องราวค่อนข้างจะครบถ้วนและน่าสนใจมาก ทั้งยังได้ให้แง่คิดสำคัญอันเป็นแก่นแท้ของกระบวนการนี้ไว้อย่างพึงตระหนัก
ผมเห็นว่ากระบวนการวิจารณญาณสาธารณะนอกเหนือจากผลได้สำคัญที่ทำให้นโยบายและกิจกรรมสาธารณะสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของส่วนรวมแล้ว ยังเป็นหนทางเปลี่ยนผ่านอย่างสันติโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงใดๆ และที่มีค่ายิ่งก็คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ก่อเกิดความรู้และสติปัญญาของทั่วทั้งสังคม เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากได้อาศัยผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของชุมชนนั้นๆ เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง
ในกระบวนการที่ว่านี้ ใครก็ตามที่เป็นคนบริหารจัดการ ก่อนอื่นจะต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และต้องมีกติกาที่เหมาะสม จึงจะก่อเกิดผลภาคปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับได้จริง และนี่คือวิถีทางหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากระบบตัวแทน ในขณะเดียวกันทำให้การเมืองภาคพลเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน ทำให้การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนในรัฐสภาเพียงไม่ถึง 700 คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกท้องถิ่น ทั่วทั้งสังคมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ
ผมขอชมเชยคณะผู้แปล ที่เลือกหนังสือได้ดี ใช้สำนวนแปลที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผมหวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ให้คุณค่าต่อวิจารณญาณสาธารณะตามที่พึงปรารถนา
อานันท์ ปันยารชุน
กรกฎาคม 2552
ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง มิถุนายน 30, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, การเมืองภาคพลเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก, บทความ, วิธีคิด
add a comment
โดย ขวัญสรวง อติโพธิ
ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง
เสื้อแดงเหิมเกริมชง 24 มิ.ย.วันชาติ…เสนอ “กก.สมานฉันท์” 7 ปม เลิกยุบพรรค-ไม่ตัดสิทธิหน.-กก.บริหาร…สงครามศาสนา! ครม.ใต้ถกเครียดผวาลามหนัก “ป๊อก”ซัดส.ส.ป้ายสี…
ด่าคนกรุงโง่เง่า “ปลอด”ซัดพวกเลือก ปชป…ตีกลับตั้งสภาปฏิรูปการเมืองให้เพิ่มข้อเสนอ ปัญหาให้ชัด…อ้างชาวบ้านยังรัก”ทักษิณ” “พท.”ฮึกเหิม ชนะขาดเลือกตั้งสกลนคร…
ลองเรียบเรียงถ้อยคำทำนองพาดหัวข่าวเรื่องราวด้านสังคมและการเมืองในบ้านเมืองของเราให้ไหลออกมาเป็นฝูง แล้วถอยออกมาถอนหายใจมองห่างๆ ท่านผู้อ่านคงรู้สึกได้ว่าบ้านนี้เมืองนี้กำลังมีปัญหาเรื่องบรรทัดฐานการถือผิดถือถูกร่วมกัน มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมคุกคามด้วยสภาพการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เกาะกันไม่ติด แตกแยกกันไปหมด
บ้านเมืองเรากำลังพูดกันไม่รู้เรื่องเห็นพ้องกันไม่เป็น ดูท่าจะเดินเข้าไปหาความแตกแยกและความล้มเหลวของรัฐและการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย
ในแง่งานความคิดด้านสังคมและการเมือง ควรหรือไม่ที่จะมาร่วมกันคิดดูสักตั้งว่า ความถูกผิดในสังคมและการยึดโยงอยู่ร่วมกันได้ในสังคมใหญ่นั้นมันคืออะไร มีหลักมีแนวอะไรให้คิดให้ยึดถือ ได้หลักแล้วจึงเอามามองมาจับปัญหาของสังคมเราอีกทีหนึ่ง
ตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่เหล่า
MARTIN HUERLIMANN (มาร์ติน ฮัวร์ลิมานน์) ตากล้องชาวสวิสเก็บภาพในชีวิต
ประจำวันคนบางกอกไว้มากมายเมื่อห้าสิบกว่าปีมาแล้ว ภาพที่ยกมาเห็นเป็นชุมชนตลาดค้าขายริมคลองทางฝั่งธนฯ มีทางเดินกึ่งระเบียงวิ่งใต้ชายคาหน้าห้องแถวร้านค้า ขณะเดียวกันก็ลดหลั่นเป็นคั่นเป็นบันไดเพื่อเชื่อมโยงติดต่อกับการค้าขายในลำคลอง
ผ่านเลนส์ของฮัวร์ลิมานน์จะเห็นเรือหกเจ็ดลำและคนร่วมสิบสี่คนกำลังดำเนินชีวิตร่วมกัน มีทั้งบนฝั่งและในน้ำ มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ต่างค้าขายพูดจาเล็งแลซึ่งกันและกันอย่างมีชีวิตชีวา การสื่อสารและการใช้ภาษากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในบริบทของวิถีชีวิตไทยๆ ในกลุ่มสังคมชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้
จากมุมมองของ JUERGEN HABERMAS (ยัวร์กเก้น ฮาเบอร์มาส) บรมครูนักคิดชาวเยอรมันอาจระบุได้ว่า คนทั้งกลุ่มนี้กำลังช่วยกันสร้างการรับรู้โลกของสังคม ซึ่งต้องรับรู้ร่วมกันกับผู้อื่น เพราะต้องผ่านภาษาที่เป็นสมบัติร่วมกันของสังคม ต้องผ่านการเรียนรู้การใช้ภาษาในการสื่อสาร ความหมาย ความตั้งใจกับผู้อื่น ต้องการตกลงหรือกระทำร่วมกับผู้อื่น
ในภาพจะเห็นเด็กๆ สี่คนกำลังเข้ามาร่วมวงเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันตรงนี้ พวกเด็กๆ กำลังซึมซับและเรียนรู้ที่จะเป็นคนไทยและเป็นชาวชุมชนโดยไม่รู้ตัว
ฮาเบอร์มาสฟันธงว่า ชีวิตอย่างที่เห็นในภาพนั้นกำลังแอบสร้างอัตลักษณ์ขึ้นสองส่วน คือ อัตลักษณ์ความเป็นตัวเองซึ่งต่างไปจากคนอื่นกับอัตลักษณ์ร่วม (COLLECTIVE IDENTITY) ซึ่งเหมือนๆ กับคนอื่น กล่าวให้ลึกขึ้นไปอีกก็คือการก่อรูปของอัตลักษณ์บุคคลและอัตลักษณ์กลุ่มนั้นต้องทำโดยผ่านกระบวนการเข้าคลุกคลีจนยอมรับซึ่งกันและกัน (MUTUAL RECOGNITION) ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มพร้อมๆ กับยอมรับความเหมือนๆ กันภายในกลุ่ม
ขยายความตามฮาเบอร์มาส ชาวบ้านในย่านตลาดริมคลองนี้ สมัยนั้นคงจะมีตัวตนกันแตกต่างหลากหลายเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันต่างก็ถือตนว่าเป็นชาวคลองนี้ เป็นชาวคลองที่ถือว่ามีตัวตนแตกต่างจากคลองบางย่านอื่นๆ
สังคมที่มีภาวะการคล้องจองกันไปกันได้ทั้งตัวตนคนเดี่ยวอันแตกต่างหลากหลายกับตัวตนหมู่เหล่าอย่างนี้ถือเป็นคุณสมบัติทางสังคมอันประเสริฐ มีคุณภาพคือความสามัคคีและความสมานฉันท์อันไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าว ทั้งมีวุฒิภาวะในเชิงประชาธิปไตยที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตทั้งของตนเองและของบ้านเมืองร่วมกัน
ต้องเห็นพ้องร่วมกันทั้งตัวบุคคลและกลุ่มสังคม
อัตลักษณ์หรือตัวตนมิได้มีไว้เฉยๆ เพราะตัวตนนี้ในที่สุดก็ต้องเป็นนาย (SUBJECT) ตัวเอง ต้องทำการตัดสินใจหรือมีอัตวินิจฉัย (AUTONOMY) เป็นของตัวด้วย คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วการตัดสินใจของกลุ่มบุคคล ไล่ไปตั้งแต่ ชุมชน ท้องถิ่น หรือกระทั่งประเทศชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร
สังคมมีทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่ การเป็นนายเหนือการกระทำของตนเอง ด้วยการตัดสินใจใดๆ จึงต้องมีทั้งการตกลงเห็นพ้องกันได้ทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวหมู่เหล่าไปพร้อมๆ กัน สภาพเช่นนี้อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี เรียกเป็นคำไทยแกมคำบาลีว่าเป็นกระบวนการอธิการและอธิการภวะร่วม (SUBJECTIVITY-INTERSUBJECTIVITY) ของสมาชิกในสังคม
สภาพที่มีชื่อน่าเวียนหัวนี้แท้จริงมีความสำคัญเพราะจะเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ถึงความชอบธรรมและจริงแท้ต่างๆ ของการตัดสินใจใดๆ ในสังคม
ยกตัวอย่าง ที่เคยเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือระบอบตัวแทนซึ่งได้ความชอบธรรมมาจากการใช้สิทธิของบุคคล ซึ่งสิทธินี้คล้ายๆ ว่ามีอยู่จริงและมีมาก่อนแล้ว แต่ในสายตาของฮาเบอร์มาส สิทธิไม่ใช่มาจากกฎธรรมชาติหรืออยู่ดีๆ ก็อยู่ติดตัวเป็นของมนุษย์ แต่สิทธิมาจากความจำเป็นในการติดต่อสื่อสารและอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม เข้าลักษณะเป็นการปฏิบัติการร่วมและความสัมพันธ์ร่วมของบุคคลและกลุ่มสังคมที่ต้องร่วมกันบัญญัติขึ้นมาให้ปรากฏ
มองกันอย่างนี้ การต้องเกิดจากกระบวนการสื่อสารแลกเปลี่ยนหรือวาทกรรมของมนุษย์ บวกกับการต้องเข้าลักษณะเป็นการตกลงร่วมกันได้ทั้งบุคคลและกลุ่มสังคมไปพร้อมกัน คือข้อแม้สำคัญของสภาพการตกลงเห็นพ้องต้องกันในสังคมที่แท้จริง
ข้อแม้ทั้งคู่จะเปลี่ยนภาพประชาธิปไตยที่ถูกยึดตรึงขึงแน่นในระบบตัวแทนในรัฐสภาไปเป็นระบอบการเมืองของการสื่อสาร (DISCURSIVE DEMOCRACY) ที่มีชีวิตชีวาไม่หยุดนิ่ง ความชอบธรรมต่างๆ ก็จะได้มาจากกระบวนการสนทนาสื่อสารแลกเปลี่ยน สิทธิต่างๆ อยู่ดีๆ จะมาเกิดก็ไม่ได้เพราะต้องมีพื้นฐานจากกระบวนการสนทนาสื่อสารและเคลื่อนไหวเห็นพ้องร่วมกันทั้งบุคคลและกลุ่มสังคม แม้กระทั่งกระบวนการทางกฎหมายก็เป็นกระบวนการสื่อสารสนทนา ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิของบุคคลในฐานะเป็นผู้ตรากฎหมายอีกต่อไป
จากหลักการเรื่องอัตลักษณ์และหลักการการเห็นพ้องต้องกันของสังคมที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อนี้ไปจะขอนำมาใช้วิเคราะห์สภาพบ้านเมืองของเราในปัจจุบัน
การสร้างสมานฉันท์ที่เลื่อนลอย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าความสมานฉันท์เป็นคุณภาพที่จะออกมาเองจากสังคมที่มีคุณสมบัติของการมีตัวตนหรืออัตลักษณ์ในสองลักษณะพร้อมๆ กัน คือ การเข้าใจและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันของตัวตนของบรรดาสมาชิกในสังคม ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันและตระหนักยอมรับร่วมกันถึงความเหมือนกันภายในกลุ่มด้วย
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นการมีทั้งอัตลักษณ์เดี่ยวและอัตลักษณ์ร่วมนั้นจะแกล้งมี แกล้งเป็น หรือจงใจจะสร้างขึ้นก็ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะต้องเกิดจากโอกาสการมีและใช้ชีวิตคลุกคลีร่วมกันอย่างเป็นธรรมดา เกิดการสื่อสารและรับรู้โลกของสังคมร่วมกันอย่างแท้จริง จนเกิดกระบวนการสร้างปั้นแต่งและยอมรับอัตลักษณ์นั้นขึ้นมาเองในใจ
มองในแง่นี้ปัญหาของการมีตัวตนชาติของเราที่อ่อนแอและแตกแยกอยู่ในทุกวันนี้ จนเกิดความแตกต่างขัดแย้งทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนเชิงการเมืองและผลประโยชน์นั้น ล้วนมีปัญหารากโคนอยู่ที่บรรดาความแตกต่างหลากหลายของชุมชน และของท้องถิ่นไทยของเรานั้นไม่เคยมีวิถีชีวิตธรรมดาที่เปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารพบปะคบหาจนเกิดการรู้จักและยอมรับซึ่งกันและกันว่ามีความแตกต่างระหว่างกันและพบว่ามีความเหมือนร่วมกันในการอยู่ร่วมกันเป็นชาติเป็นประเทศกันเลย
การรวมศูนย์ของรัฐและชาติไทยที่กรุงเทพฯกับทรรศนะและวิธีคิดอำนาจนิยมโดยมองเห็นว่าเป็นบ่อเกิดของความมั่นคงนั้น ในที่สุดกลับจะต้องพบว่าในระยะยาวกลับเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงไปเสียแล้ว
นี่ยังไม่ได้พูดถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งทำมาหากินบนความได้เปรียบกับโลกภายนอก และละเลยการสร้างภูมิภาคเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลายและมีความสามารถในการแข่งขันภายในประเทศ ละเลยการสร้างโอกาสชีวิตที่คนท้องถิ่นจะมีโอกาสเป็นนายของตัวเองได้
ความยากจนทางเศรษฐกิจและความจนยากของโอกาสชีวิตเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือโอกาสและอาหารของระบบอุปถัมภ์ที่เข้าครอบงำซ้ำเติมให้สำนึกตัวตนความเป็นชาติไทยร่วมกันย่ำแย่หนักเข้าไปอีก
คณะกรรมการสมานฉันท์ระดับชาติที่กำลังร่วมกันค้นหาประดิษฐ์กลยุทธ์การสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนมา จึงเป็นคณะบุคคลที่จะน่าสงสารและหลงทางสะเปะสะปะเป็นอย่างมากถ้าไม่ตั้งหลักคิดให้ลึกซึ้งตรงเป้า และรู้กระจ่างในปัญหาสาเหตุรากโคน
ล่าสุดมานี้ทราบข่าวว่ามีสมาชิกบางกลุ่มคิดอ่านให้หาทางเขียนกฎหมายบังคับให้เกิดความสมานฉันท์กันเสียแล้ว เรียกว่าจะเอาตัวหนังสือบังคับให้มีคุณภาพกันเสียเลยแทนที่จะไปใส่ใจแก้ไขกันที่คุณสมบัติสังคมที่กำลังเป็นปัญหา
นิสัยมุ่งแต่จะเขียนกฎหมายและตั้งองค์กร
ฮาเบอร์มาสเป็นนักคิดนักวิชาการที่เชื่อมั่นในการเดินทางของปัญญาและเหตุผลของมนุษยชาติ เขาเชื่อและเขาเห็นว่าถูกผิด จริยธรรม คุณธรรมนั้นมนุษย์ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาเองจากความจำเป็นที่ต้องดำเนินชีวิตร่วมกัน สื่อสารสร้างความเข้าใจกัน แล้วจึงนำมาบัญญัติสถาปนาตั้งมั่น (INSTITUTIONALIZATION) ให้เป็นกฎหมายของสังคม การมีกฎหมายจึงเกิดภายหลังที่สังคมมีความเป็นสังคมที่ถือถูกเห็นผิดขึ้นมาเสียก่อน
หนักขึ้นไปกว่านั้น ฮาเบอร์มาสยังลงรายละเอียดระบุว่า การจะตกลงใจอะไรร่วมกันนั้นต้องเป็นกระบวนการเห็นพ้องต้องกันของทั้งบุคคลและกลุ่มบุคคล จะเป็นอื่นไปไม่ได้
มองอย่างนี้ฟันธงกันได้เลยว่าประเทศไทยเรามีรัฐมีองค์กรและสถาบันที่เที่ยวยกร่างรัฐธรรมนูญและเขียนกฎหมายโดยหลุดลอยห่างไกลจากการสื่อสารแลกเปลี่ยนของประชาชนในชีวิตปกติ ไม่มีบรรทัดฐานความถูกผิดในสังคมที่รองรับอยู่ก่อนแล้วมากมายเต็มไปหมด เป็นการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอย่างน่าเศร้า
ขณะเดียวกันก็เมื่อเห็นปัญหาเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขอะไรก็ชอบก่อตั้งองค์กรตั้งสถาบัน เพื่อทำหน้าที่สร้างคุณภาพความดีต่างๆ ตามที่คิดหวังไปเอง โดยที่ตัวสังคมเองยังไม่มีคุณสมบัติซึ่งต้องเกิดจากการเรียนรู้และเห็นพ้องต้องกันอย่างลึกซึ้งและครอบคลุมเสียก่อน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทีวีไทยทีวีสาธารณะ ฯลฯ ใช่ทั้งนั้น เขียนไล่ได้อีกเป็นกะตั้ก
การตั้งให้มีโดยสังคมยังไม่เป็นจึงเที่ยวเกิดซ้ำรอยกับการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงว่าการใช้กฎหมายและการตั้งสถาบันองค์กรเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้ผลไม่เข้าเป้าเพราะผิดวิสัยสังคมแล้ว ยังกลายเป็นเครื่องมือของการแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ
รวมทั้งเล่นพรรคเล่นพวกกัดขาเลื่อยเก้าอี้กันอย่างน่าสังเวชใจ
ส่งท้าย
บทความนี้ชื่อว่า “ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง” เรียบเรียงขึ้นมาเพราะต้องการจะชวนท่านผู้อ่านคิดไปให้ลึกที่สุดว่า ชะรอยสังคมเราคงมีปัญหาที่สั่งสมมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวในอดีตของเราเอง เป็นปัญหาทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ที่ทำให้เราไม่อาจสร้างความเป็นตัวตนของท้องถิ่นและประเทศชาติที่ผูกพันกันเข้มแข็ง ไม่อาจสร้างหรือเป็นนิติรัฐที่มีกฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณค่าในใจในอุปนิสัยของประชาชน
ผลของมันสั่งสมและกำลังปะทุให้เห็นเป็นความแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่องของสังคมในทุกวันนี้
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01300652§ionid=0130&day=2009-06-30
ปฎิญญาประชาชน “ไม่ทำร้ายประเทศไทย ไม่ใช้ความรุนแรง” เมษายน 29, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมืองภาคประชาชน, การเมืองภาคพลเมือง
add a comment
เราประชาชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของชาติมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ความขัดแย้งแบ่งฝ่าย แบ่งสีที่เกิดขึ้นอันนำไปสู่ความรุนแรงที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ภาพลักษณ์ของชาติในทางระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นเหตุสำคัญที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจซึ่งมีปัญหาจากเศรษฐกิจโลกอยู่แล้วให้ทรุดหนักลงไปอีก นอกจากนั้น ความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองนี้ก็ยังสร้างรอยร้าวทางสังคมลึกลงไปยังภูมิภาคต่างๆ จนถึงในครอบครัว
เราเห็นว่าหากปล่อยให้การณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ สังคมไทยก็จะแตกเป็นเสี่ยง ทั้งยังอาจเกิดสงครามกลางเมืองที่คนไทยลงมือเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักรและชาติไทยก็จะสูญสลาย นำความพ่ายแพ้ สูญเสียยับเยินมาสู่คนไทยทุกคนทั้งชาติ
เราทั้งหลายจึงไม่อาจนิ่งดูดาย ปล่อยให้สยามรัฐนาวาที่รุ่งเรืองมาได้นับพันปี ต้องมาล่มสลายลงในชั่วอายุของเรา เราทั้งหลายจึงร่วมกันประกาศปฏิญญาประชาชน “ไม่ทำร้ายประเทศไทย ไม่ใช้ความรุนแรง” ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย ทางวาจา ความเห็นแตกต่างกันทางการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง
ข้อ ๒ เราขอยืนยันว่า การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่กระทำได้ เราขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายเคารพเสรีภาพของผู้อื่นและกฎหมาย ไม่อ้างเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยของตน มาละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นและไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมือง
ข้อ ๓ เราขอเรียกร้องให้คู่กรณีที่ขัดแย้งกันหาทางออกให้ความขัดแย้งนี้โดยสันติวิธี เราขอให้ผู้นำทางการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบัน พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลทั้งหลายที่กำลังทำตนเป็นผู้ปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนและกลุ่ม หยุดการกระทำนอกวิถีประชาธิปไตยที่จะนำชาติไทยไปสู่หายนะ
ข้อ ๔ เราขอเรียกร้องให้ยุติการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ และยุติการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนหรือส่วนกลุ่ม เพราะพระมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวง
ข้อ ๕ เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย ไม่นิ่งดูดาย ไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตน และการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ มีมาตรฐานเดียวในการใช้กฎหมายกับทุกฝ่าย ทุกผู้ ให้สมกับที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้เงินเดือนเลี้ยงชีพจากภาษีอากรของประชาชนทุกคนในประเทศนี้
ข้อ ๖ เราขอวิงวอนให้สื่อมวลชนรักษาจรรยาบรรณ โดยไม่ใช้สื่อซึ่งเป็นพาหะนำข่าวสารที่ถูกต้องไปยังประชาชน ไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจของตนเองหรือของกลุ่ม และละเว้นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง
ข้อ ๗ เราขอเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนทางการเงินหรือประโยชน์อื่นให้เกิดการปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย ยุติการให้การสนับสนุนทางการเงินหรือประโยชน์อื่นแก่ผู้ปลุกปั่นประชาชนให้เกิดการแบ่งขั้ว
ข้อ ๘ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสในวิถีทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ มีมาตรฐานเดียวในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของนิติธรรม และต้องเปิดโอกาสให้สังคมสามารถตรวจสอบการ กระทำทุกอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือถูกตั้งข้อสงสัยได้อย่างเต็มที่
ข้อ ๙ เราขอให้ประชาชนทุกคน ทุกผู้ซึ่งมีความรักชาติที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เผยแพร่ปฏิญญาฉบับนี้ไปยังเครือข่ายและผู้ที่รู้จักมักคุ้นและร่วมกันลงชื่อในปฏิญญาประชาชนฉบับนี้ในบัญชีแนบท้าย เพื่อนำปฏิญญาประชาชน และรายชื่อผู้สนับสนุนส่งไปยังบุคคลทุกฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกัน
เราเชื่อว่าเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมที่ไม่นิ่งดูดายเท่านั้นที่จะระงับยับยั้งเภทภัย และหายนะของบ้านเมืองที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ ในทางตรงข้าม ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมยังเพิกเฉย เมื่อหายนะและความรุนแรงที่นำมาซึ่งการหลั่งเลือดและน้ำตาเกิดขึ้น ผู้ที่รับผลร้ายก็คือประชาชนทั้งประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ผู้เดียว!
กรุณาส่งรายชื่อผู้ร่วมสนับสนุนปฏิญญาประชาชน กลับมาที่
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
๕๓๘/๑ ถนนสามเสน
เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
บัญชีรายชื่อผู้ร่วมลงนามสนับสนุนปฏิญญาประชาชน
๑. ชื่อ…………………………………………………………….ลายเซ็น………………………
ที่อยู่……………………………………………………………………………………………
๒. ชื่อ…………………………………………………………….ลายเซ็น………………………
ที่อยู่……………………………………………………………………………………………
๓. ชื่อ…………………………………………………………….ลายเซ็น………………………
ที่อยู่……………………………………………………………………………………………
๔. ชื่อ…………………………………………………………….ลายเซ็น………………………
ที่อยู่……………………………………………………………………………………………
ปฏิรูปการเมือง + วิจัยปฏิบัติการ = เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วม มีนาคม 12, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมืองภาคประชาชน, การเมืองภาคพลเมือง, บทความ, วิธีคิด
add a comment
วันนี้ผมได้เขียนบทความลง นสพ.กรุงเทพฯ ธุรกิจ ครับ เลยเอามาเผยแพร่ในที่นี้ด้วย
และแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ก็ตอบตกลงรับ ข้อเสนอจากรัฐบาลอภสิทธิ์ ที่จะดำเนินการศึกษาการปฏิรูปทางการเมือง หรือเรียกในชื่อใหม่ว่า “การพัฒนาประชาธิปไตย”
ตามข่าวที่ผมได้ยิน สถาบันฯ เสนอกรอบคร่าวๆ 2 กรอบใหญ่ 1) กรอบเรื่องคณะกรรมการอิสระ เน้นว่าเอามาจากหลากหลายฝ่ายในสังคม และ 2) กรอบวิธีทำงาน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ขั้นแรก คือ ทบทวนเอกสารงานศึกษาต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปทางการเมืองของกลุ่ม องค์กรต่างๆ รวมถึง การออกไปรับฟังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาข้อเสนอเบื้องต้น ขั้นที่สอง ส่งข้อเสนอเบื้องต้น ออกไปยังหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม และนำความเห็นดังกล่าวมาทำเป็นข้อเสนอฉบับสมบูรณ์ และ ขั้นที่สาม นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อ รัฐบาล รัฐสภา และสื่อสารกับสังคมวงกว้าง
ผมเข้าใจเอาเองว่า เกจิอาจารย์ที่เคี่ยวกรำในแวดวงการเมืองคงฟันธงได้ว่างานชิ้นสุดท้ายที่จะออกมาเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปหรือพัฒนาประชาธิปไตยในกรอบประเด็นต่างๆ หน้าตาจะเป็นอย่างไร และคงฟันธงต่อไปว่า มันคงไม่นำไปสู่การปฏิบัติการใดๆ
สำหรับผมในฐานะอาจารย์เล็กๆ ผมเห็นว่า โจทย์งานศึกษาที่ท้าทายในครั้งนี้ ควรต้องก้าวไปให้ไกลกว่าคำตอบที่เกจิอาจารย์จะฟันธงล่วงหน้าได้ แต่ควรก้าวไปสู่การหาคำตอบประเภท How to ที่ว่าจะปฏิรูปการเมืองหรือพัฒนาประชาธิปไตย ในกรอบประเด็นนั้นประเด็นนี้อย่างไร
พ้นไปจากนี้ ผมมีข้อสังเกตเล็กๆ สัก 2 ประเด็น ประเด็นแรก การตั้ง คณะกรรมการอิสระ ที่มีสัดส่วน “ผู้แทน” มาจากหลากหลายหน่วยงาน หลากหลายองค์กร ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็น มายาคติเรื่องการมีส่วนรวมที่หลอกหลอนนักวิชาการอยู่หรือเปล่านะครับ หรือ มันจะถูกนำมาใช้ในฐานะข้ออ้างว่า ผลการศึกษานี้ “มีส่วนร่วมมาแล้วนะคร้าบ” คล้ายๆ กับรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ที่มักหยิบเอาคำๆ นี้ มาใช้เป็นไม้กันผีอยู่เสมอ
และ ผมคิดว่า เมื่อฝ่ายแดงประกาศชัดแล้วว่า จะไม่ร่วมเป็น “คณะกรรมการอิสระ” ….อันนี้จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ทันทีเลยนะครับ เพราะหาก ความหลากหลายของกรรมการ อยู่บนสมมติฐานข้างต้น งานศึกษานี้ ก็ไม่น่าจะได้รับความไว้วางใจเสียแล้ว อย่างน้อยก็จากฝ่ายคนเสื้อแดงที่มีอยู่ไม่น้อยในประเทศนี้
นอกจากนี้ คำว่า “ผู้แทน” ประเภทของหน่วยงานที่ถูกระบุให้เข้ามาเป็น คณะกรรมการอิสระ ผมคิดว่าเป็นคำที่มีปัญหาอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่า เขาจะเป็นผู้แทนประเภทของหน่วยงานนั้นๆ ได้จริงๆ อาทิ ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ผมนั่งนึกอยู่เป็นนานว่า พี่ๆ เพื่อนๆ ในองค์กร NGO ที่มีอยู่อย่างหลากหลายนับพันองค์กร เขาจะหา “ผู้แทน” ได้อย่างไร แม้ว่าเขาจะอยู่ในสังกัดหน่วยงานประเภทเดียวกัน คือ NGO แต่อยู่ต่างองค์กร ต่างพื้นที่ ต่างความสัมพันธ์ จนถึงขั้นขัดแย้งทางความคิดก็ยังมี ไม่ได้มีความเป็น “หนึ่งเดียว” ตามการจัดประเภทหน่วยงาน
มิพัก ต้องเอ่ยถึง สภาองค์กรชุมชน ผมยังนั่งงงอยู่ว่า เราจะหา “ผู้แทน” สภาองค์กรชุมชน จากสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ไม่ได้อินทรีย์เดียวกันได้อย่างไร ในความหมายนี้ ผมคิดว่า มันจึงเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะได้ “ผู้แทน” ในมิติที่เรากำลังต้องการ อย่างดีก็เป็นเพียง “ภาพแทน” ประเภทหน่วยงาน หาได้เป็น “ผู้แทน” ที่มีความสัมพันธ์ สามารถรับรู้ชีพจรของเพื่อนพ้องน้องพี่ในหน่วยงานประเภทเดียวกันได้
ถัดมาประเด็นที่สอง ที่เป็นกรอบการศึกษา เมื่อผมเห็นว่าโจทย์ที่ท้าทายควรต้องถามว่าจะปฏิรูปการเมือง หรือพัฒนาประชาธิปไตยในกรอบประเด็นนั่นประเด็นนี้อย่างไร ผมจึงคิดว่า งานระยะที่สอง จึงควรเป็นการลงมือทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกันทั้งประเทศเลยครับ เป็นการหาความรู้ร่วมกันของคนทั้งประเทศครั้งใหญ่ว่าเราจะอยู่ร่วมกันในนามประเทศไทยได้อย่างไร
ผมนึกไปถึงตอนที่ อ.เสน่ห์ อ.ประเวศ อ.บวรศักด์ อ.ยศ อ.อานันท์ อ.ฉลาดชาย และอาจารย์อีกหลายต่อหลายท่าน คิดออกแบบงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่องป่าชุมชน ผมคิดว่า ลำพังแค่กระบวนการวิจัยที่แทรกเข้าไปตามมหาวิทยาลัยในภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ มีนักพัฒนาเอกชน มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีชาวบ้านจำนวนมากได้เข้าร่วมกระบวนการิจัยด้วย แค่ได้ทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกันของคนนับพัน ก็มีนัยยะอย่างมากแล้ว แม้ผลลัพธ์เรื่องกฎหมายจะยังไม่บรรลุ แต่ในทางการยอมรับ “ปฏิบัติการเรื่องป่าชุมชน” ของชาวบ้าน ณ วันนี้ ก็ได้ดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยเรียบร้อยแล้ว
เช่นเดียวกัน หากในข้อเสนอเบื้องต้นของสถาบันฯ มีกรอบปฏิรูปการเมืองเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างสี ผมคิดว่า เวลานี่คือสุดยอดของโอกาสเลยครับ จะมีช่วงใดที่จะได้ทดลองใช้เครื่องมือการสมานฉันท์ ไม่ว่าจะเป็น dialogue ไม่ว่าจะเป็น deliberation ที่จะเชิญทั้ง ข้าราชการ อาจารย์ ประชาชนทั่วไป หทาร ตำรวจ นักการเมือง ที่อยู่ต่างสี เข้าร่วมในกระบวนการวิจัยเพื่อหาความจริงได้ดีเท่าตอนนี้
ความรู้จากการปฏิบัติการเช่นนี้ ไม่ว่าจะทำให้เกิดสมานฉันท์ได้มาก / น้อย หรือไม่ได้เลย จะบอกเราได้ว่า สังคมไทยเรามีความกล้าพอที่จะคุยกันอย่างเปิดเผยบนความแตกต่างได้หรือยัง มากน้อยขนาดไหน ด้วยกระบวนการอย่างไร และ เราพร้อมที่ช่วยกันหา หรือ ตกลงใจที่จะ “เห็นพ้อง” (common ground) ในเรื่องที่ “เรา” จะทำร่วมกันเพื่อส่วนรวม ได้ไหม
หากมีกรอบปฏิรูปการเมืองเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ผมคิดว่า เราก็สามารถออกแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติได้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ยันระดับประเทศ ตั้งแต่เรื่องสาธารณสุข ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การศึกษา การค้าขาย ผังเมือง เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ สามารถพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมีกลไกรัฐระดับต่างๆ มีนักการเมือง มีพลเมืองในทุกระดับเข้าร่วมทำงานด้วยกันอย่างเปิดเผยได้ ความรู้จากงานวิจัยในลักษณะเช่นนี้ หากทำให้ปรากฏขึ้นมาได้ สังคมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมชิมในระหว่างกระบวนการวิจัยที่ทำกันทั่วประเทศ จะเป็นกลไกที่จะผลักดันเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน และก็คงไม่ต่างจากเรื่องป่าชุมชนที่ผมได้กล่าวถึง
เพราะหากเชื่อกันว่า การพัฒนาประชาธปไตย คือ งานทางวัฒนธรรม ผมคิดว่าเราก็เลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องทำให้คนในสังคมไทยได้ผ่านการลงมือปฏิบัติการร่วมกันสักครั้ง เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ปรากฏให้ได้ ไม่ว่าผลมันจะได้มาก ได้น้อย หรือไม่ได้เลยก็ตาม ก็คงไม่สำคัญไปกว่าการที่เราได้ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อหาโอกาส หาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตยที่แท้ครับ
คำถามแก่นักเศรษฐศาสตร์ กุมภาพันธ์ 9, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมืองภาคพลเมือง, บทความ
add a comment
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คนสองจำพวกจะออกมาให้ความเห็นถึงทางออก ซึ่งในที่สุดก็จะถูกประกอบกันขึ้นเป็นนโยบายสาธารณะ หนึ่งคือนักเศรษฐศาสตร์ และสองคือนักธุรกิจ
ผมคาดหวังว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มอง “กำไรสูงสุด” ไว้กว้างกว่าเป้าหมายทางธุรกิจอย่างมาก เช่น ประโยชน์สุขของสังคมหรือแม้แต่มนุษยชาติโดยรวม ก็น่าจะเป็น “กำไรสูงสุด” ด้วย
โดยไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์เลย ในท่ามกลางความเห็นถึงทางออกทางเศรษฐกิจช่วงนี้ ผมจึงมีคำถามโง่ๆ แก่นักเศรษฐศาสตร์ ดังนี้
1/ ในประเทศที่ประชากรคงที่มานาน เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เหตุใดเมื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือศูนย์ จึงทำให้คนตกงาน?
ก็คนแก่คนหนึ่งถูกปลดเกษียณ ก็มีคนหนุ่ม/สาวอีกคนหนึ่งเข้ามาทำงานแทน เพราะมีคนแก่น้อยหน่อยถูกเลื่อนขึ้นไปรับตำแหน่งของคนที่ถูกปลดเกษียณ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ถ้าเคยมีคนไม่มีงานทำอยู่ 0.1% ตัวเลขคนตกงานก็ยังน่าจะเท่าเดิม ไม่ใช่หรือครับ
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐก็น่าจะเก็บภาษีได้เท่าเดิม เคยใช้เงิน 5% ของงบประมาณในการซ่อมถนน ก็ยังใช้ซ่อมถนนได้เท่าเดิม, ซ่อมประปา, ซ่อมไฟฟ้า, จัดการศึกษา, โฆษณาความดีของรัฐบาล ฯลฯ ได้เหมือนปีที่ผ่านมา
ถ้าใช่ เหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือ 0% จึงทำให้ไร้เสถียรภาพ
ด้วยความไร้เดียงสาทางเศรษฐศาสตร์ ผมพยายามหาคำตอบเอง และพบว่าแม้ตำแหน่งงานและแรงงานคงที่ แต่สิ่งที่ไม่เคยคงที่เลยคือ “ความต้องการ” ของมนุษย์ปัจจุบัน มันไม่เคยเป็น 0% สักที มีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น 0% ก็ทำให้ “ความต้องการ” ซึ่งมีเพิ่มขึ้นไม่ได้รับการบำบัด ต้องติดลบไปทุกปี ผลก็คือ ทำให้เกิดความไม่พอใจสะสมมากขึ้นในหมู่ประชาชนไปเรื่อยๆ
ถ้าอย่างนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่เป็นหลักประกันว่า “ความต้องการ” จะถูกบำบัด อันที่จริงความเติบโตทางเศรษฐกิจของเรานั้น มาจากการกระพือ “ความต้องการ” ของมนุษย์ให้มากขึ้นไม่ใช่หรือ มี “ความต้องการ” ที่ยังไม่ถูกบำบัดรออยู่ข้างหน้าในใจของทุกคน ต่างจึงต้องขวนขวายหาทางบำบัดให้ได้ เพื่อจะไปรอ “ความต้องการ” อันใหม่ในใจ
ตกลงที่เราเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็เพื่อตอบสนอง “ความต้องการ” ที่ไม่มีการควบคุม แล้วมันจะสิ้นสุดที่ไหนหรือครับ จะถึงกับ “โลกแตก” มั้ยครับ
2/ ในกรณีของประเทศไทยซึ่งประชาชนจำนวนมาก ยังมี “ความต้องการ” อันสมเหตุสมผลและบำบัดไม่ได้มานานแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือ 0% คงทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพแน่ ผมได้ยินนักเศรษฐศาสตร์หลายคนพูดว่า รัฐต้องผลักเงินเข้าสู่ระบบ ด้วยโครงการต่างๆ ของรัฐ ทั้งด้านสวัสดิการและด้านอื่นๆ
ทางด้านสวัสดิการ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเสนอว่า ให้ช่วยคนตกงานหรือคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อน ก็ฟังดูมีเหตุผลดีนะครับ เพราะถึงไปช่วยโรงงานให้ผลิตได้เท่าเดิม ก็ไม่รู้จะเอาของไปขายใคร
ผมเข้าใจเอาเองว่า คือต้องยอมให้เขาปลดคนงาน แล้วรัฐไปช่วยคนตกงานอีกทีหนึ่ง
วิธีผลักเงินเข้าตลาดอย่างหนึ่งของรัฐก็คือ แจกเงิน 2,000 บาท แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่ก็แจกได้เฉพาะคนที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจและผู้ประกันตนเท่านั้น รัฐเชื่อว่าคนที่มีรายได้ขนาดนี้ ยากที่จะเอาเงินที่ได้นี้ไปออม ฉะนั้น อย่างไรเสียก็ต้องนำมาใช้จ่ายบริโภค ซึ่งเท่ากับหมุนกลับเข้าสู่ตลาดนั่นเอง
ผมก็เห็นด้วยครับว่า พวกเขาคงนำเงินไปบริโภคจริง
แต่น่าประหลาดที่ว่า ดูเหมือนไม่มีใครสามารถประมาณการอะไรได้มากไปกว่านั้นเลยว่า เขาจะเอาไปบริโภคอะไรเพิ่มขึ้น 2,000 บาทนี้จะถูกใช้ทำอะไร
เพราะขาดสถิติที่ใครจะคาดเดาอะไรได้ ผมจึงขอคาดเดาอย่างมั่วๆ ว่า เมื่อไม่นับส่วนที่เอาไปใช้หนี้และออมซึ่งถึงมีก็จำนวนน้อยออกไปแล้ว สัดส่วนของการใช้จ่ายเพื่ออาหารจะสูงสุด โดยเฉพาะอาหารโปรตีนอันมีราคาแพงสุด และไม่ได้บริโภคบ่อยหรือมากเท่าที่ต้องการ ส่วนที่เอาไปใช้กับเสื้อผ้าอาภรณ์คงมีบ้าง แต่ไม่สูงนัก ส่วนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยคงแทบไม่มีเลย เพราะแพงเกินไป
2,000 บาทนี้ จะใช้เพื่อการลงทุนบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขภาพ แต่ไม่น่าจะมากไปกว่าซื้อรองเท้าใหม่ให้ลูก ส่วนด้านสุขภาพนั้น นอกจากกินโปรตีนมากขึ้นแล้ว คงไม่ได้นำไปใช้ด้านนี้สักเท่าไร เพราะราคาแพงเกินไป ทำให้น่าคิดว่าเหตุใดรัฐจึงไม่ทำให้ถูกลง เช่น เพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับออกกำลังกาย, มีหน่วยบำบัดยาเสพติด นับตั้งแต่บุหรี่, เหล้า ไปจนถึงยาบ้า ตามชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้น
อันที่จริงคนกลุ่มที่จะได้ 2,000 บาทนี้ไม่ใช่กลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุด อย่างน้อยก็ยังมีงานทำพอจะประกันตนได้ หากเป้าหมายเพียงแต่จะผลักเงินสู่ตลาดให้มากและเร็ว ก็ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้รวดเร็วไม่แพ้กันอยู่อีกมาก เพียงแต่อาจได้คะแนนนิยมทางการเมืองไม่มากและเป็นกลุ่มก้อนเหมือนวิธีนี้เท่านั้น
รวมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งยังค้างอยู่อีกจำนวนหลายแสนล้านบาทด้วย
เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์พูดกันมามากแล้ว ผมเพียงแต่สงสัยว่า ประเทศเราไม่ค่อยมีคนทำงานเก็บรวบรวมสถิติระดับครัวเรือน, ที่เกี่ยวกับแรงงาน, ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ “นอกระบบ”, ฯลฯ ทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการวางแผนเศรษฐกิจ หรือริเริ่มมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างชนิดที่ขาดไม่ได้ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่ไปร่ำเรียนกันมาสูงๆ นั้น นำมาใช้ในประเทศไทยโดยไม่มีฐานข้อมูลที่เพียงพอได้อย่างไร หรือวิชาเศรษฐศาสตร์กับศีลธรรมนั้นเหมือนกัน คือ เอามาประยุกต์ใช้ได้ในทุกเงื่อนไข โดยไม่ต้องดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมเลย
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพราะเป็นอย่างนี้ จึงทำให้กลุ่มคนที่เสียงดังสุดในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ และไม่ได้วางบนฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ด้วย หากเป็นนักธุรกิจซึ่งมีผลประโยชน์ปลูกฝังในนโยบายอย่างชัดเจน ดูเหมือนทั้งรัฐบาลและสังคมก็เชื่อถือคนกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ
3/ การผลักเงินลงไปให้ได้หมุนเวียนในตลาดนั้น แทนที่จะแจกฟรี ผลักลงไปให้คนที่ควรได้เงินได้รับเงิน แต่ก็มีผลงอกเงยในระยะยาวด้วยไม่ดีกว่าหรือ ผมคิดว่าไม่ว่าจะผลักลงไปด้วยวิธีอะไร ความเร็วช้าก็ไม่สู้จะต่างกันมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเงินของรัฐ ย่อมต้องผ่านกระบวนการที่งุ่มง่ามบ้างเป็นธรรมดา
อย่างโครงการถนนปลอดฝุ่น (ซึ่งสังคมไม่ค่อยไว้ใจนักว่าจะไม่รั่วไหล) ก็น่าจะทำให้เกิดการจ้างงานกระจายไปกว้างขวาง ถ้ากำหนดทีโออาร์ให้ต้องใช้แรงงานชาวบ้านมากๆ และวางมาตรการป้องกันการรั่วไหลให้รัดกุม ก็น่าจะดีกว่าการเอาเงินไปยัดใส่กระเป๋าคนเฉยๆ
ยังมีอะไรอื่นๆ ที่น่าทำอีกมากนะครับ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์บางท่านเสนอว่า สร้างห้องสมุดแห่งชาติออนไลน์ด้วยการจ้างนักศึกษาสแกนข้อมูลลงคอมพ์ อันนี้ก็น่าสนใจ หรือพัฒนาการศึกษาด้วยการสร้างห้องสมุดจริงๆ กระจายไปให้ทั่ว ก็สามารถจ้างชาวบ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด โดยมีการหนุนช่วยด้านวิชาความรู้และเทคนิคอย่างทั่วถึง (ซึ่งก็ต้องจ้างงานอีกนั่นแหละ)
ทำทีวีทางด้านการศึกษาสักช่องหนึ่ง ทำให้น่าชมนะครับ ก็ต้องอาศัยฝีมือของคนจำนวนมาก ต้องเก็บข้อมูลหลายชนิด บางส่วนก็ต้องอาศัยคนท้องถิ่นช่วยเก็บ ฯลฯ เกิดการจ้างงานได้อีกไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งต้องคิดอะไรให้มากกว่าโรงเรียน
ขยายโอกาสทางการศึกษาผ่านสื่อก็น่าทำ
ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ก็ได้ อย่าคิดแต่เพียงไซโลเก็บพืชผลเท่านั้น แต่ควรคิดถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย เช่น การรวมกลุ่มในลักษณะต่างๆ ที่จะทำให้เกิดอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจได้ แต่อย่าจ้างเฉพาะเอ็นจีโอมาทำ ต้องเป็นโครงการที่ทำให้เกิดการจ้างงานในหมู่ชาวบ้านเอง เกิดกระบวนการหรือถาวรวัตถุที่ชาวบ้านบริหารเอง และดูแลรักษาได้เอง
คิดไปได้อีกมากมายหลายเรื่อง และหากตั้งใจจริงอย่างแข็งขัน การผลักเงินด้วยวิธีที่ให้ผลงอกเงยเช่นนี้ ก็ไม่ได้ช้าไปกว่าการแจกเงินสักเท่าไรนัก ถึงอย่างไรก็ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาเหมือนกัน
เรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์ก็พูดถึงมาแล้วเหมือนกัน แต่ดูจะไม่มีแรงพอไปกำหนดนโยบายสาธารณะได้ นักการเมืองยังคงทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาต่อไป เหตุใดความเห็นทางเศรษฐศาสตร์จึงไม่มีน้ำหนักในทางการเมืองกรณีนี้ มีกรณีไหนบ้างที่ความเห็นทางเศรษฐศาสตร์มีน้ำหนักทางการเมือง ปัจจัยที่ทำให้มีหรือไม่มีน้ำหนักอยู่ตรงไหน
“ความพินาศ ? ของพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาจ่าทวี …วิกฤตของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” มกราคม 20, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมืองภาคพลเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก, ผู้ประกอบการทางสังคม
2 comments
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดเวทีเสวนาเล็กๆ ในหัวข้อ “ความพินาศ ? ของพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาจ่าทวี …วิกฤตของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” โดยเชิญ รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี และ พรศิริ บูรณเขตต์ ผู้ดูแลบ้านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ดำเนินรายการโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้านักวิชาการจากมูลนิธิเล็ก-ประไพฯ
พรศิริ บูรณเขตต์ เปิดเผยถึงความยากลำบากในการดูแลพิพิธภัณฑ์ว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ต้องประสบความยากลำบากหลายประการ กระทั่งเกิดความท้อถอย คิดว่าไม่สามารถที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อได้อีกต่อไปแล้ว
“เขียนจดหมายจดหมายขอโทษทุกคนที่นับถือ คนที่เคยเป็นกำลังใจให้เรายืนหยัดมา เพราะรู้สึกว่าเสียใจที่ไม่สามารถทำในสิ่งที่ทุกคนหวังไว้ได้ ได้พูดคุยกับพ่อ ว่าหนูไม่ไหวแล้วนะ พอเถอะนะ เหนื่อยเหลือเกิน ขอไปเขียนรูปไปทำสิ่งที่อยากทำบ้าง เพราะสิ่งที่เราทำมาดูมันเปล่าประโยชน์เหลือเกิน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ ใช้ไปกับบ้านพิพิธภัณฑ์หลังนี้หมด แล้วยังถูกคิดว่า เราเข้ามาหาผลประโยชน์จากบ้านพิพิธภัณฑ์หลังนี้
“ตอนรุ่นพ่อไม่เก็บสตางค์เข้าชมสักบาท มารุ่นลูกเริ่มเก็บ แต่อยากจะบอกทุกคนว่า การทำพิพิธภัณฑ์นั้นมีค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณ 2,000 บาท แต่เราไม่เคยเก็บได้ถึงเลย บางคนเคยเข้าฟรีอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น บางทีคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตก็อยากเข้าแบบฟรีๆ เมื่อสมัยคุณพ่อทำ ท่านมีอาชีพหล่อพระขายสังฆภัณฑ์ แต่ตอนนี้ท่านป่วยแล้วทำไม่ไหวแล้ว ส่วนเราไม่มีอาชีพอื่นนอกจากดูแลพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว เพราะเรามันเป็นลูกสาวบ้านพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่ลูกสาวพ่อ ทั้งชีวิตนี้โตมาก็เห็นมันแล้ว ต้องตามพ่อไปตามหมู่บ้านไปพูดคุยกับชาวบ้าน เก็บของที่เขาจะทิ้งที่คนอื่นไม่เห็นคุณค่า คนในบ้านต้องมาทะเลาะกัน เพราะเรื่องที่เก็บแต่ของเก่า เงินบ้านเราหมดไปกับสิ่งพวกนี้ ครอบครัวเราขาดทุนทุกวัน บ้านเรามีหกหลัง เราก็คิดว่าพ่อต้องให้เราสักหลังหนึ่ง แต่พ่อบอกว่า นี่ไม่ใช่บ้านของเราแต่เป็นบ้านของคนไทยทั้งประเทศ”
พรศิริ กล่าวด้วยความรู้สึกน้อยใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“จากการที่ได้เขียนจดหมายระบายความทุกข์ใจออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อบอกกล่าวคนที่นับถือและคนที่เคารพ ก็ได้รับกำลังใจและยับยั้งความคิดในการที่จะเลิกทำ จนกระทั่งได้พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ ‘ลูกสาวพิพิธภัณฑ์‘ เมื่อหนังสือพิมพ์ออกมาก็ได้รับแรงใจจากทั่วสารทิศ ว่าให้ทำต่อๆ อย่าเลิกนะ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่มีเงินเข้ามา แต่มีกำลังใจหลั่งไหลเข้ามาเยอะที่สุด ทำให้มีกำลังใจที่จะทำต่อไป”
ดังนั้น เพื่อการแก้ปัญหาที่เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอ จึงมีการร่วมประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิพิพิธภัณฑ์จ่าทวีขึ้นมา โดยสรุปว่าจะจัดทำพระพุทธชินราช รุ่น ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์จ่าทวี‘ ขึ้นมา มีหน้าตัก 9 นิ้ว เพื่อเป็นวัตถุบูชาไม่ใช่เป็นเครื่องรางของขลังแต่อย่างใด
ด้าน รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวว่า “พระพุทธรูปที่จะจัดทำขึ้นนี้ ไม่ใช่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง หรืออิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ แต่เพื่อเป็นพุทธบูชาตามแนวความเชื่อของ จ่าทวีที่ยึดมั่นมาตลอด พิพิธภัณฑ์นี้จำเป็นต้องมีการบูรณะ เพราะได้เปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว มันเป็นสถานที่สำคัญมากสำหรับประเทศเรา ไม่สามารถให้สูญหายไปได้
“พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้หน่วยงานของรัฐได้เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วย อยากให้เข้ามาดูแลพิพิธภัณฑ์อย่างนี้ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ให้สาบสูญเพราะมันคือสมบัติของชาติ และนี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เราภูมิใจกัน ภูมิใจกับสิ่งที่เราเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน”
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จังหวัดพิษณุโลก เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของเอกชนซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เปิดดำเนินการเป็นพิพิธภัณฑ์มาได้ 26 ปีแล้ว ในเบื้องต้นมี จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยมีการเก็บรักษารวบรวมอุปกรณ์ต่างๆ ที่กำลังจะสูญหายไปจากความทรงจำของคนไทย
ปัจจุบันมีของที่รวบรวมได้ประมาณ 30,000 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผ่านการคิดดัดแปลงออกมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของใช้พื้นถิ่นภาคเหนือ
http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/lifestyle/2009/01/19/news_8027.php
ประชาธิปไตยแบบใช้วิจารณญาณและการใช้วิจารณญาณสาธารณะ ธันวาคม 28, 2008
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมืองภาคพลเมือง
add a comment
วันนี้ ผมได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ นศ. ปริญญาโท ในวิชา กระบวนการนโยบายฯ โดยประเด็นที่ผมได้รับมอบหมายคือ กระบวนการนโยบายจากภาคประชาชนโดยกระบวนการใช้วิจารณญาณสาธารณะ ผมเลยทำ slide ที่ใช้ประกอบในการพูดคุยในชื่อตามนี้เลยครับ

โดยประเด็นการพูดคุย ครอบคลุมในเรื่อง 1) พัฒนาการประชาธิปไตยแบบใช้วิจารณญาณ 2) หลักการและกระบวนการใช้วิจารณญาณสาธารณะ และ 3) เครื่องมือ issue book และตัวอย่างต่างๆ
ทั้งนี้ ผมได้สรุปหลังการพูดคุยไว้ 3 ประเด็น คือ หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก technocratic decision making ไปสู่ democratic decisionmaking การเปลี่ยนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ อีกทั้งเป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง Expert กับ Public สอง กระบวนการใช้วิจารณญาณสาธารณะ (ต่อประเด็นสาธารณะ) นั้น เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เข้าร่วมต้องพิจารณาอย่างใคร่ครวญ ถ้วนถี่ ทั้งข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบที่จะเกิดกับคนอื่นๆ ข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องเสีย และ สาม ผลจากการเข้าร่วมกระบวนการใช้วิจารณญาณสาธารณะ จะช่วย (1) พัฒนาคุณภาพของปัจเจกในฐานะของพลเมือง (ซึ่งตระหนักเรื่องส่วนร่วมมากกว่าเรื่องตัวเอง (2) พัฒนาปัจเจกในฐานะกลุ่มที่ต้องลงมือกระทำร่วมกันในนามสาธารณะ (collective action) ในเรื่องบางเรื่องที่เห็นพ้องต้องกัน (common ground ไม่จำเป็นต้องเป็น consensus ตามทฤษฎี) และ (3) พัฒนา ความเห็นของประชาชนต่อนโยบายของรัฐในทุกระดับ
powerpoint ที่ผมใช้ในการพูดคุย ก็ตาม link ข้างล่าง เลยครับ (7.25 mb)
deliberative file
สิ่งที่ ผู้ไม่เข้าร่วมชุมชน ควรทำ คือ ธันวาคม 1, 2008
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมืองภาคพลเมือง
add a comment
ต้องการอาสาช่วยเหลือเพื่อนต่างชาติ ที่ กทม. และอู่ตะเภา ธันวาคม 1, 2008
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมืองภาคพลเมือง
add a comment
ต้องการอาสาช่วยที่อู่ตะเภา และที่กรุงเทพฯ เรากำลังประสานเชื่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ
พี่น้องท่านใด ที่สนใจ แจ้งความจำนงที่ คุณ อารีย์ (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) โดย ลงชื่ออาสาได้ที่ thaivolunteer@yahoo.com
และ ปัจจุบัน มีเพื่อนๆ ช่วยทำ web แล้ว
ก็บอกบุญ มายังทุกท่านครับ