แกะเส้นทางเงิน ‘วินมาร์ค-แอมเพิล ริช’ โยงหุ้นชินคอร์ปยึด7.6หมื่นล้าน พฤศจิกายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมือง, โกง
add a comment
โดย ณัฐพล หวังทรัพย์
หลักฐานต่างๆ ที่พยานฝ่ายโจทก์ทั้ง ก.ต.ล. และ คตส. ให้ปากคำต่อศาล ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์
ภายหลังที่ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นให้การต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ ในคดียึดทรัพย์ จำนวน 76,621 ล้านบาท ที่มีการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และได้ทรัพย์สินมาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทำให้ภาพการจัดการหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูล “ลับ” ที่ ก.ล.ต.ได้อาศัยความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ ที่นางวรัชญา ได้ให้ปากคำยืนยันต่อศาลว่า มีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เป็นเจ้าของบริษัท วินมาร์ค ที่มีบริษัท บลูไดมอนด์ ถือหุ้น 100% ขณะที่บริษัท บลูไดมอนด์ ก็ถือหุ้นโดย “ซิเนตรา ทรัสต์” 100% มีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และลูกๆ ทั้ง 3 คน
ก.ล.ต.ตรวจสอบพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ กองทุนบลูไดมอนด์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งบนเกาะบริติช เวอร์จิ้น เช่นเดียวกับวินมาร์ค โดยลงทุนและถือหุ้นในวินมาร์คผ่าน Trust company สิงคโปร์ จากนั้นในวันที่ 2 ส.ค. 2543 วินมาร์คได้เข้าไปซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 บริษัท จากพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน มูลค่า 1,500 ล้านบาท ผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 3 แห่ง
วินมาร์คได้โอนเงินชำระค่าหุ้นให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างวันที่ 4 ส.ค. ถึงวันที่ 15 ก.ย. 2543 เข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวัตร ชื่อบัญชีพ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนใหญ่เป็นการรับเงินโอนจากต่างประเทศ
ส่วนคุณหญิงพจมาน วินมาร์คได้โอนเงินชำระค่าหุ้นล่วงหน้าให้คุณหญิงพจมานก่อนรับโอนหุ้นถึง 3 เดือน โดยวินมาร์คได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ระหว่างวันที่ 11 พ.ค. ถึงวันที่ 2 ส.ค. 2543
จากการตรวจสอบข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 3 แห่งในต่างประเทศพบเอกสารหลักฐานที่เปิดบัญชี ทุกบัญชีจะระบุทั้ง 2 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณหรือคุณหญิงพจมานหรือคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และเงินที่วินมาร์คนำมาชำระค่าหุ้นให้กับคุณหญิงพจมานจำนวนประมาณ 307 ล้านบาท ก็เป็นเงินที่โอนมาจากบัญชีของคุณหญิงพจมาน ในธนาคารต่างประเทศ โดยรับโอนเงินจากธนาคารผู้รับโอนด้วยวิธี ONE OF OUR CLIENTS สั่ง CITIBANK N.A. Bankok ให้โอนเงิน อ้างชื่อวินมาร์ค
นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า วินมาร์ค ยังเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ป ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ อีก 54 ล้านหุ้น
ขณะที่นายแก้วสรร ให้ปากคำต่อศาลฎีกา กรณีตรวจสอบการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พบหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ป ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2544-2548 คือความเชื่อมโยงระหว่างวินมาร์ค กับ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ กรณีที่ธนาคาร ยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ ได้ทำรายงาน 246-2 แจ้งต่อ ก.ล.ต. ไทย เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2544 ว่าได้ดูแลหุ้นชินคอร์ป ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิน 5% ตามกฎหมายกำหนด
กล่าวคือ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของ ได้โอนหุ้นชินคอร์ปจำนวน 100 ล้านหุ้น จากหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 329 ล้านหุ้นมาให้ธนาคารยูบีเอสดูแล เมื่อรวมกับหุ้นเดิมที่อยู่ในบัญชีวินมาร์คอีก 54 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนการดูแลหุ้นชินคอร์ปของธนาคารอยู่ที่ 5.24% ยูบีเอสจึงรายงานให้ กลต.รับทราบ
เมื่อปี 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ เคยชี้แจงต่อ ก.ล.ต. ได้ขายว่าบริษัทแอมเพิลริช ให้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ตั้งแต่เดือนก.ย. 2543 แต่จากการตรวจสอบของ คตส.กลับไม่พบการชำระเงินค่าหุ้น มีเพียงการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานถือไว้ แต่การตรวจสอบของ คตส.พบความไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายพานทองแท้นำเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปที่ได้รับแทบทุกงวดให้กับคุณหญิงพจมาน รวมแล้วสูงกว่าจำนวนหนี้ที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินถึง 1,100 ล้านบาท
นอกจากนี้จากหลักฐานของธนาคารยูบีเอสเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของแอมเพิลริช ที่นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน มอบให้ คตส. ใบหนึ่ง เมื่อปี 2542 ได้ผู้มีอำนาจลงนามแทนแอมเพิลริช ชื่อ “T. Shinnavat”
นางกาญจนาภา ได้ยืนยันว่าใบระบุอำนาจลงนามระหว่างปี 2542-2548 มีเพียงใบเดียว คตส.จึงเชื่อว่าการสั่งการธุรกรรมหุ้นชินในยูบีเอสที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจาก 2542 ถึง 2548 จะต้องใช้หลักฐานใบนี้เท่านั้น ดังนั้นคนที่มีอำนาจลงนาม คือ “T. Shinnavat” มิใช่นายพานทองแท้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเป็นเจ้าของแอมเพิลริช
นายแก้วสรรยังให้ปากคำต่อศาลฎีกา เกี่ยวกับการตรวจสอบหุ้นชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขายให้คนในครอบครัวชินวัตร ทั้ง นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ในราคาหุ้นละ 10 บาท ด้วยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการจ่ายเงิน
กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ 20 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นชินคอร์ป จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในราคาหุ้นละ 1 บาท จากการตรวจสอบของ คตส.พบว่าเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปแล้วก็ส่งทยอยคืนจนท่วมมูลหนี้
ขณะที่ นายบรรณพจน์ เปิดบัญชีรับเงินปันผลสะสมไว้ทั้งหมด เมื่อนำเงินปันผลส่งคืนเท่าจำนวนเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ก็เก็บสั่งสมไว้ตลอด แต่ในที่สุดนั้น นายบรรณพจน์ก็นำเงินปันผลที่เหลือทั้งปวงแยกออกจากบัญชีส่วนตัวมาเก็บไว้ต่างหากในบัญชีใหม่เมื่อ ปี 2548 แล้วรวมกับเงินค่าขายหุ้นให้เทมาเส็กส่งออกไปให้บริษัทต่างๆ ของครอบครัวชินวัตรในที่สุด
ส่วนกรณีที่ นางสาวพินทองทา อ้างว่ามารดาให้เงินในวันเกิดมาแบ่งซื้อหุ้นจากพี่ชาย จากนั้นได้นำเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปโอนให้วินมาร์คในลักษณะของการซื้อหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 บริษัทจากวินมาร์ค
หลักฐานต่างๆ ที่พยานฝ่ายโจทก์ทั้ง ก.ต.ล. และ คตส. ให้ปากคำต่อศาล ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในเครือชินคอร์ป
หากศาลชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มาตรา 100 (3) ที่บัญญัติไว้เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน ของคนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ
นี้อาจจะเป็นข้อพิสูจน์ขั้นสุดท้าย ที่จะบอกความจริงอีกหลายอย่าง ในช่วงที่ผ่านมา
ปาฐกถาและเสวนาเรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน : ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์” พฤศจิกายน 11, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: การเมือง, ข้ามพรมแดน
add a comment
ปาฐกถาและเสวนาเรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน : ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์”
ปาฐกถา : ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ผู้ร่วมเสวนา : รศ.ดร.จุลชีพ ชิณวรรโณ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.30-16.30 น.
ห้อง ร.103 (ทวี แรงขำ) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
……………………………………………………………………………………………….
อย่าพลาดกันนะคร้าบ
ถวายฎีกาในการเมืองแบบมวลชน สิงหาคม 10, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, วิธีคิด
add a comment
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ผม ไม่ทราบว่าพวกเขาตั้งใจหรือไม่ แต่การที่พวกขุนทหาร (นอกราชการ) และนักวิชาการ (โดยเฉพาะทางกฎหมาย) ออกมาพูดว่าการล่ารายชื่อของกลุ่มเสื้อแดงเพื่อถวายฎีกา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ไม่เหมาะสมก็ตาม ก้าวล่วงพระราชอำนาจก็ตาม เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ตาม ล้วนมาจากความไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยทั้งนั้น
สิ่ง ที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนก็คือ พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีพระราชอำนาจ (ทางกฎหมาย) ที่จะพระราชทานอภัยโทษให้นักโทษคนหนึ่งคนใดได้ โดยตัวเขาเองหรือญาติ-ครอบครัวของเขาไม่ได้ร้องขอ และตัวเขาเองก็ยังไม่ได้รับ “โทษ” ตามคำพิพากษาแต่อย่างไร (ส่วนที่ต้องไปแห้งตายในทะเลทรายนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นทุกข์แน่ แต่ไม่ใช่โทษตามคำพิพากษา)
ปัญหาเรื่องพระราชอำนาจในการพระราช ทานอภัยโทษนั้น เคยเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและพระมหากษัตริย์มาแล้วหลังกบฏบวรเดช เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะใช้อำนาจนี้ได้โดยตรงกับนักโทษที่ร้องขอพระราชทานอภัยโทษ แต่คณะราษฎรไม่ยินดีจะถวายพระราชอำนาจนี้ กฎหมายที่มีอยู่เวลานี้เป็นการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลและสถาบันพระมหา กษัตริย์ (แม้อาจไม่ใช่ประนีประนอมกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในฐานะพระมหากษัตริย์) นั่นก็คือ มีอำนาจของรัฐบาลมาอยู่ตรงกลาง เพื่อพิจารณาว่าจะส่งฎีกาของนักโทษถวายหรือไม่ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์และมหาดไทย
ฉะนั้น พระราชอำนาจที่จะพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมายจึงมีการถ่วงดุล จู่ๆ ผู้ต้องคำพิพากษาหรือพรรคพวกจะถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหา กษัตริย์โดยตรง แต่พระมหากษัตริย์หาได้มีพระราชอำนาจ (ตามกฎหมาย) ที่จะพระราชทานให้ได้
หลักการถ่วงดุลเช่นนี้สำคัญต่อการปกครองใน ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพระมหากษัตริย์ในบางรัชกาลอาจใช้พระราชอำนาจส่วนนี้ไปในทางที่ก่อความ เรรวนของรัฐธรรมนูญได้ ดังกรณีกบฏบวรเดชนั้น คณะราษฎรไม่แน่ใจว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีส่วนรู้เห็นกับการกบฏมากน้อยเพียงไร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชกาลอันเป็นที่รักและเทิดทูนของประชาชน ย่อมมีพระราชอำนาจทางอื่นนอกจากทางกฎหมายด้วย นั่นคือพระราชอำนาจทางวัฒนธรรม ขึ้นชื่อว่าอำนาจทางวัฒนธรรมย่อมไม่มีกฎหมายใดมอบไว้ให้ ในขณะเดียวกันก็ยากที่จะมีกฎหมายใดกำกับควบคุมอำนาจนั้นด้วย
แม้ กระนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมถูกกำกับควบคุมด้วยความยินยอมพร้อมใจของประชาชนโดยตรง ตราบเท่าที่ประชาชนยังยินดีและเห็นชอบกับการใช้อำนาจนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ฉะนั้น ผู้มีอำนาจทางวัฒนธรรมย่อมใช้อำนาจนั้นอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่จะบ่อนทำลายความยินยอมพร้อมใจของประชาชน
การ ถวายฎีการ้องทุกข์-รวมทั้งการขอพระราชทานอภัยโทษ-เป็นส่วนหนึ่งของการขอพึ่ง พระราชอำนาจทางวัฒนธรรม นับจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ต้องถือว่าประเพณีการถวายฎีการ้องทุกข์ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายและการบริหาร อย่างเป็นทางการ แม้กระนั้นก็ใช่ว่าประชาชนจะหยุดการถวายฎีกา มีผู้ขอถวายฎีกาในเรื่องต่างๆ ตลอดมา ถวายผ่านหน้าต่างรถพระที่นั่งก็เคยมี, ถวายขณะเสด็จฯไปทรงพบปะประชาชนที่มารับเสด็จก็เกิดขึ้นเสมอ, แม้แต่ถวายผ่านสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯก็มี ส่วนเรื่องที่ขอรับพระราชทานพระกรุณานั้นมีได้นานาชนิด นับตั้งแต่ความเดือดร้อนจากความยากจน, ถูกรังแก ไปจนถึงขอนายกฯพระราชทาน
ระหว่าง ที่ผมเข้าเรียนที่จุฬาฯ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จำได้ว่าเคยมีนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ถวายฎีกาขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเสด็จฯมาที่จุฬาฯ นิสิตผู้นั้นต้องโทษทางวินัยของมหาวิทยาลัย แต่คงจะเห็นว่ารุนแรงเกินไป (หากจำไม่ผิด ดูเหมือนเป็นโทษพักการเรียน) จึงถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงรับฎีกาจากนิสิตผู้นั้น และหากผมจำไม่ผิด ดูเหมือนทางมหาวิทยาลัยก็ได้ลดโทษให้ในภายหลัง
แม้ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่การถวายและรับฎีกาก็ทำกันเป็นเรื่องปกติสืบมาอย่างต่อเนื่อง ปัญญาชนฝ่ายขวามักอธิบายประเพณีนี้ว่า สืบเนื่องมาจาก “กระดิ่ง” ที่ปากประตูวังในสมัยพระเจ้ารามคำแหง ซึ่งผู้ “เจ็บท้องข้องใจ” สามารถมาตีเพื่อถวายฎีการ้องทุกข์ (อาจด้วยวาจา) ได้ สืบมาถึงการตีกลองร้องทุกข์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ว่ากันว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างพระเจ้าแผ่น ดินไทยกับราษฎร
การที่ฝ่ายเสื้อแดงรณรงค์ขอลายเซ็นจากประชาชนเป็น ล้านชื่อนั้น ก็คงทราบอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้ แต่มีพระราชอำนาจในทางวัฒนธรรมซึ่งมีผลต่อการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายตน
ครับ การรณรงค์ครั้งนี้เป็นปฏิบัติการทางการเมืองอย่างแน่นอน
และ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง ขออนุญาตที่จะไม่ลำเลิกว่า นับตั้งแต่หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ได้มีนักการเมือง, ทหาร, ข้าราชการ, รัฐบาล, ฝ่ายค้าน, ผู้ประท้วง ฯลฯ ได้ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองมาหลายครั้งหลายหน
แม้เรา อาจเห็นว่าไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม แต่สถานะของสถาบันที่มีอำนาจทางการเมืองอย่างสูงเช่นนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง (และปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาบันกษัตริย์ทุกแห่งในโลกนี้ ไม่ว่าอยู่ภายใต้หรือเหนือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสถาบันทางการเมืองทั้งนั้น) แต่การใช้ประโยชน์สถาบันทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงแตกต่างจากที่เคยใช้กัน มา กล่าวคือ ไม่แต่เพียงอ้างเอาเฉยๆ หากระดมมวลชนจำนวนมากเข้ามาหนุนหลังด้วย และคงจบลงด้วยการถวายฎีกา ไม่ใช่การขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงมหาดไทย
นี่เป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ น่าสนใจ การเมืองไทยได้คลี่คลายมาสู่การเมืองของมวลชนมากขึ้น ข้อนี้ใครๆ ก็เห็นได้อยู่แล้ว การดำเนินการทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป และหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสถาบันพระมหา กษัตริย์ การถวายฎีกาด้วยคลื่นมหาชนเช่นนี้นับเป็นครั้งแรกของความสัมพันธ์ใหม่ ที่ปรากฏให้เห็นได้ในการเมืองแบบมวลชน
สถาบันพระมหากษัตริย์จะตอบ สนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่การเมืองแบบมวลชนนำมาอย่างไร จึงจะถือว่าสมควรและเหมาะสมแก่วัฒนธรรมไทย เป็นสิ่งที่เกินสติปัญญาของผมจะคิดไปได้
ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Queen คงจำได้ว่า คลื่นมหาชนที่พากันไปวางดอกไม้ไว้อาลัยเจ้าหญิงไดแอนนาที่หน้าพระราชวังบัค กิงแฮม ทำให้สำนักพระราชวังต้องเปลี่ยนนโยบายลดธงครึ่งเสาในเวลาต่อมา ยังมีฉากที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรกวางด้วยทรงเอ็นดูอย่างยิ่ง แต่ในวันรุ่งขึ้นกวางตัวนั้นก็ถูกชำแหละแขวนผึ่งอยู่ในห้องเก็บเนื้อสัตว์ ของเพื่อนบ้าน เขายืนยันแก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมว่า เขาล่ากวางตัวนั้นบนที่ดินของเขาอันเป็นสิทธิตามกฎหมาย สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จฯจากไปด้วยความเศร้าสลดพระทัย
ผมไม่ได้ หมายความว่า หนทางที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงสู่การเมืองแบบ มวลชน ไม่มีหนทางอื่นใดมากไปกว่าที่สถาบันกษัตริย์อังกฤษต้องดำเนินไปอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ อาจมีหนทางให้เลือกได้อีกหลายอย่าง ซึ่งดังที่กล่าวแล้วว่า เกินสติปัญญาของผมจะคิดออก
แต่ความสามารถที่จะเลือกนั้นต้องมาจาก ความเข้าใจว่า การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปสู่ลักษณะ “มวลชน” มากขึ้น การรณรงค์ตอบโต้ว่าผิดกฎหมายก็ตาม, “ดึงฟ้าต่ำ” ก็ตาม, “หินแตก” ก็ตาม หรือแม้แต่การตั้งโต๊ะให้ถอนชื่อก็ตาม นอกจากไม่ประสบความสำเร็จที่จะยับยั้งฎีกาได้แล้ว ยังมาจากความพยายามที่จะดึงการเมืองไทยให้จำกัดอยู่บนเวทีของชนชั้นนำตาม เดิม อันเป็นความพยายามที่ฝืนธรรมชาติของพัฒนาการทางการเมืองในเศรษฐกิจทุนนิยม
ผม คิดว่าเป็นภาระของปัญญาชนฝ่ายขวา ต้องทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ให้ดี แล้วนั่งลงหาหนทางที่เป็นไปได้ที่สุด ในการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจะสามารถยืดหยุ่นในสถานการณ์บีบคั้นทางการ เมืองนานาชนิด ซึ่งต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในการเมืองแบบมวลชน
คาถาเก่าๆ ของการเมืองแบบชนชั้นนำนั้นมีมนต์ขลังน้อยลงไปเรื่อยๆ ถึงนั่งท่องกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะไม่เกิดผลอันใด
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01100852§ionid=0130&day=2009-08-10
การเมืองเพื่อประชาชน กรกฎาคม 13, 2009
Posted by หมูอวบ in หนังสือ.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, วิธีคิด, การเมืองภาคพลเมือง, การเมือง, การเมืองภาคประชาชน
add a comment
ระหว่างที่กำลัง edit หนังสือเล่มนี้อยู่…ผมก็ได้รับ file คำนิยมของ อ.ประเวศ มาจากพี่ชัยวัฒน์ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ นำคำนิยมมาลง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือไปด้วยเลยนะครับ…..คาดว่าจะออกวางตลาดสิงหาคมนี่แหละครับ……อ้อ ทราบมาเล่าๆ ว่า นายกฯ รูปหล่อ ก็เขียนคำนิยม ให้ด้วยนะครับ….ผมมาเพิ่มเติม คำนิยมจาก คุณอานันท์ ปันยารชุน อีก 1 ท่านครับ
- – - – - – - – - – - - – - - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - - – - – - – - – -
คำนิยม
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และท่ามกลางความพิศวงกังขาว่า กระบวนการเสื้อเหลือง กระบวนการเสื้อแดง ใช่การเมืองภาคพลเมือง หรือไม่ บางทีหนังสือชื่อ Politics for People ของ เดวิด แมทธิวส์ จะให้แสงสว่างแก่เราได้
เดวิด แมทธิวส์ เป็นคนสุขุมลุ่มลึก และอุทิศตัว เขาเคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอลาบามา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการและสวัสดิการสังคมในรัฐบาลประธาณาธิบดีฟอร์ด และปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิเคตเตอริง ซึ่งทำงานส่งเสริมประชาสังคม และการเมืองภาคพลเมือง เดวิด แมทธิวส์ มีประสบการณ์และความรอบรู้สูง และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ของเขาออกมาเป็นบทความและหนังสือจำนวนมาก ด้วยความปรารถนาอยากเห็นโลกดีขึ้น
คนไทยที่น้อยเนื้อต่ำใจในระบบการเมืองของเรา อาจรู้สึกดีขึ้นที่เดวิดเล่าให้ฟังว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกอย่างไรต่อระบบการเมืองและนักการเมืองของเขา คนอเมริกันรู้สึกว่านักการเมืองกับประชาชนแยกกันไป เงินกับนักวิ่งเต้น (ลอบปียิสต์) ที่มีอยู่เต็มกรุงวอชิงตันมีอิทธิพลต่อนักการเมือง ความเบื่อหน่ายและไม่มีส่วนร่วมทำให้คนอเมริกันเลือกตั้งน้อย นี่อเมริกาไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประชาธิปไตยก่อนตั้งประเทศเสียอีก แต่ก็ประสบปัญหาประชาธิปไตย ที่คนอเมริกันรู้สึกแปลกแยกจากการเมืองของนักการเมือง อย่างไม่รู้จะทำอะไรกับมัน นอกจากการเมืองของพลเมือง
บ้านเราก็มีคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติให้มีสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง แต่ก็ยังหันรีหันขวางงงงงกันอยู่ ว่าจะทำอย่างไรการเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งและมีคุณภาพ
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้ เป็นประดุจตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุเรื่องการเมืองภาคพลเมืองไว้เต็มแปร้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความหมาย กรณีตัวอย่าง ความคิดความอ่านของผู้คนมากมาย ที่เราจะได้เรียนรู้ความลึกซึ้งของการเมืองภาคพลเมือง เราจะได้เรียนรู้ว่า “การรับฟังสาธารณะ” ก็ดี “ประชามติก็ดี” ไม่ได้ดีอย่างที่คิด
เพราะไม่ใช่ความเป็นสาธารณะที่มีวิจารณญาณ (Deliberative public)
หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะ (Public) และความมีวิจารณญาณ (Deliberation) มาก ความเป็นสาธารณะมีทั้งในแง่จิตใจที่เรียกว่าจิตสาธารณะ ในแง่การรวมตัว ในแง่การกระทำทางสาธารณะ (Public action) และในแง่การทำงานให้ได้ผล บ่อย ๆ ครั้งการชุมนุมเรียกร้องก็ไม่ได้ผล นอก เหนือไปจากอิทธิพลของเงินและลอบปียิสต์ดังกล่าวแล้ว บางทีนักการเมืองก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในความซับซ้อนและยากก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า เรื่องนั้น ๆ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล พลเมืองต้องรวมตัวกันลงมือทำงานในเรื่องนั้น ๆ เสียเอง เมื่อสาธารณะลงมือทำงานจนได้ผลก็จะเป็นการเรียนรู้ของทุกฝ่าย
สาธารณะที่ Deliberative หรือมีวิจารณญาณทำให้ประชาธิปไตยติดปีกด้วยปัญญา ทำให้ประชาธิปไตยเป็นสันติประชาธรรม ไม่ใช่เหะหะยกพวกเข้าตีกันหรือฆ่ากันตาย การจะมีวิจารณญาณต้องใช้ข้อมูล ความรู้ การไตร่ตรองด้วยเหตุผล สาธารณะที่วิจารณญาณเป็นกุญแจที่จะทำให้ประเทศดำเนินต่อไปได้โดยไม่ฆ่ากันตาย เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงมีความสำคัญยิ่ง และก็จะต้องหันกลับมาถามระบบการศึกษาว่า ว่าได้ทำอะไรหรือเปล่าในเรื่องของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองในท่าม กลางสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน
พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกได้ว่า ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ นี้ จะมีการประชุมใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ชื่อ “Educating World Citizen for The 21at Century” โดยหลายองค์กรร่วมจัดและเชิญท่านดาไล ลามะ มาเป็นประธานการประชุมด้วย ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง
หนังสือ “การเมืองเพื่อพลเมือง” โดย เดวิด แมทธิวส์ เล่มนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่สนใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าก็ดี สภาพัฒนาการเมืองก็ดี กองทุนพัฒนาการเมืองก็ดี คงจะได้ประโยชน์อย่างมากในการเห็นวิถีทางที่จะพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองต่อไป
ผมเองได้พูดเสมอ ๆ ว่า การเมืองภาคพลเมืองจะเข้มแข็งต้องการการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยในเชิงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และการมีวิจารณญาณ เพราะประชาธิปไตยต้องติดปีกด้วยปัญญา เรามีสถาบันอุดมศึกษากว่า ๑๐๐ แห่ง มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ถ้าชาวมหาวิทยาลัยจะอ่าน “การเมืองเพื่อพลเมือง” เล่มนี้กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง อาจจะเกิดการระเบิดพลังจิตสำนึก อันเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตแห่งยุคสมัย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอขอบคุณกลุ่มคนไทยที่ทำให้ “การเมืองเพื่อพลเมือง” พากย์ไทยเป็นสมบัติของคนชาติไทย มีอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แห่งมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมเป็นผู้นำ อาจารย์ชัยวัฒน์ และดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เคยไปร่วมประชุมและรู้จักมักคุ้นกับเดวิด แมทธิวส์ ดี ผมรู้ดีว่าการแปลหนังสือนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด จึงขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคณะผู้แปล ซึ่งประกอบ ด้วย พรรณิภา โสตถิพันธุ์ พิกุล สิทธิประเสริฐกุล ศุภกร รักใหม่ วีรบูรณ์ วิสารทสกุล โดยมีอาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการแปล ขอให้ความอุตสาหะวิริยะของท่านเหล่านี้ก่อให้เกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย และก่อให้เกิดความบันดาลใจแก่เพื่อนคนไทยทั้งหลายว่าการที่ประเทศของเราจะพ้นวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนแปลงจากสังคมอำนาจไปสู่สังคมเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของท่าน แต่เป็นอย่างหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือการเมืองของพลเมืองที่มีความเป็นสาธารณะอันมีวิจารณญาณ
ประเวศ วะสี
วันเข้าพรรษา ๒๕๕๒
——————————————————————————————–
คำนิยม
การที่คณะผู้จัดทำหนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” ซึ่งเป็นคำแปลของหนังสือ “Politics for People” เขียนโดยเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews) มาเสนอแก่สาธารณชนในครั้งนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยอย่างยิ่ง
คนในสังคมไทยและต่างประเทศจำนวนมากเคยเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมานาน โดยคิดว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศเป็นคำตอบเดียวของระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีก ปล่อยให้ผู้ได้รับเลือกตั้งกำหนดชะตากรรมของประเทศกันเอาเองเป็นเวลา 4 ปี หรือจนกว่าจะหมดวาระของผู้บริหารชุดนั้น
ในวันนี้ ประชาธิปไตยระบบตัวแทนมีปัญหาไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ปัญหาการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมได้ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในระยะ 7-8 ปีมานี้ จนมีผู้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของปรากฎการณ์ที่สอดคล้องกับวาทะของ ลอร์ด แอคตัน ที่ว่า “อำนาจทำให้เกิดการฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งฉ้อฉลเบ็ดเสร็จ”
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกวางน้ำหนักไปที่การเมืองภาคพลเมืองว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการมีกระบวนการที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถยกระดับขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานในนโยบายและประเด็นสาธารณะ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะเรียกว่าการสนทนา จะเรียกว่าวิจารณญาณสาธารณะ จะเรียกว่าสานเสวนา หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประชาชนหันหน้ามาพูดจากัน หาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ
ความจริงวิธีการเช่นนี้มีมานานแล้ว แม้ไทยเราเองในปัจจุบันได้ทราบว่าชุมชนเข้มแข็งหลายแห่งได้ใช้วิธีการนี้อย่างเป็นผล เช่นที่บ้านไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีคุณประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำชุมชน หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่ จ.ตราด ซึ่งมี พระสุบิน ปณีโต เป็นแกนนำ
ยิ่งในยุคที่ทุนของรัฐหรือทุนของเอกชน มีปัญหาขัดแย้งกับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรชุมชนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสาธารณะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด
หนังสือเรื่อง “การเมืองเพื่อประชาชน” เล่มนี้ มีแง่มุมซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของท้องถิ่นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ถอดบทเรียนมาจากกระบวนการวิจารณญาณสาธารณะ ที่มีเรื่องราวค่อนข้างจะครบถ้วนและน่าสนใจมาก ทั้งยังได้ให้แง่คิดสำคัญอันเป็นแก่นแท้ของกระบวนการนี้ไว้อย่างพึงตระหนัก
ผมเห็นว่ากระบวนการวิจารณญาณสาธารณะนอกเหนือจากผลได้สำคัญที่ทำให้นโยบายและกิจกรรมสาธารณะสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของส่วนรวมแล้ว ยังเป็นหนทางเปลี่ยนผ่านอย่างสันติโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงใดๆ และที่มีค่ายิ่งก็คือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ก่อเกิดความรู้และสติปัญญาของทั่วทั้งสังคม เป็นกระบวนการศึกษาที่มีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากได้อาศัยผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของชุมชนนั้นๆ เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดความผูกพันและรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง
ในกระบวนการที่ว่านี้ ใครก็ตามที่เป็นคนบริหารจัดการ ก่อนอื่นจะต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และต้องมีกติกาที่เหมาะสม จึงจะก่อเกิดผลภาคปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับได้จริง และนี่คือวิถีทางหนึ่งในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจที่มาจากระบบตัวแทน ในขณะเดียวกันทำให้การเมืองภาคพลเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน ทำให้การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนในรัฐสภาเพียงไม่ถึง 700 คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกท้องถิ่น ทั่วทั้งสังคมเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ
ผมขอชมเชยคณะผู้แปล ที่เลือกหนังสือได้ดี ใช้สำนวนแปลที่เข้าใจได้ไม่ยาก ผมหวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ให้คุณค่าต่อวิจารณญาณสาธารณะตามที่พึงปรารถนา
อานันท์ ปันยารชุน
กรกฎาคม 2552
ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง มิถุนายน 30, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, การเมืองภาคพลเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก, บทความ, วิธีคิด
add a comment
โดย ขวัญสรวง อติโพธิ
ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง
เสื้อแดงเหิมเกริมชง 24 มิ.ย.วันชาติ…เสนอ “กก.สมานฉันท์” 7 ปม เลิกยุบพรรค-ไม่ตัดสิทธิหน.-กก.บริหาร…สงครามศาสนา! ครม.ใต้ถกเครียดผวาลามหนัก “ป๊อก”ซัดส.ส.ป้ายสี…
ด่าคนกรุงโง่เง่า “ปลอด”ซัดพวกเลือก ปชป…ตีกลับตั้งสภาปฏิรูปการเมืองให้เพิ่มข้อเสนอ ปัญหาให้ชัด…อ้างชาวบ้านยังรัก”ทักษิณ” “พท.”ฮึกเหิม ชนะขาดเลือกตั้งสกลนคร…
ลองเรียบเรียงถ้อยคำทำนองพาดหัวข่าวเรื่องราวด้านสังคมและการเมืองในบ้านเมืองของเราให้ไหลออกมาเป็นฝูง แล้วถอยออกมาถอนหายใจมองห่างๆ ท่านผู้อ่านคงรู้สึกได้ว่าบ้านนี้เมืองนี้กำลังมีปัญหาเรื่องบรรทัดฐานการถือผิดถือถูกร่วมกัน มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมคุกคามด้วยสภาพการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เกาะกันไม่ติด แตกแยกกันไปหมด
บ้านเมืองเรากำลังพูดกันไม่รู้เรื่องเห็นพ้องกันไม่เป็น ดูท่าจะเดินเข้าไปหาความแตกแยกและความล้มเหลวของรัฐและการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย
ในแง่งานความคิดด้านสังคมและการเมือง ควรหรือไม่ที่จะมาร่วมกันคิดดูสักตั้งว่า ความถูกผิดในสังคมและการยึดโยงอยู่ร่วมกันได้ในสังคมใหญ่นั้นมันคืออะไร มีหลักมีแนวอะไรให้คิดให้ยึดถือ ได้หลักแล้วจึงเอามามองมาจับปัญหาของสังคมเราอีกทีหนึ่ง
ตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่เหล่า
MARTIN HUERLIMANN (มาร์ติน ฮัวร์ลิมานน์) ตากล้องชาวสวิสเก็บภาพในชีวิต
ประจำวันคนบางกอกไว้มากมายเมื่อห้าสิบกว่าปีมาแล้ว ภาพที่ยกมาเห็นเป็นชุมชนตลาดค้าขายริมคลองทางฝั่งธนฯ มีทางเดินกึ่งระเบียงวิ่งใต้ชายคาหน้าห้องแถวร้านค้า ขณะเดียวกันก็ลดหลั่นเป็นคั่นเป็นบันไดเพื่อเชื่อมโยงติดต่อกับการค้าขายในลำคลอง
ผ่านเลนส์ของฮัวร์ลิมานน์จะเห็นเรือหกเจ็ดลำและคนร่วมสิบสี่คนกำลังดำเนินชีวิตร่วมกัน มีทั้งบนฝั่งและในน้ำ มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ต่างค้าขายพูดจาเล็งแลซึ่งกันและกันอย่างมีชีวิตชีวา การสื่อสารและการใช้ภาษากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในบริบทของวิถีชีวิตไทยๆ ในกลุ่มสังคมชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้
จากมุมมองของ JUERGEN HABERMAS (ยัวร์กเก้น ฮาเบอร์มาส) บรมครูนักคิดชาวเยอรมันอาจระบุได้ว่า คนทั้งกลุ่มนี้กำลังช่วยกันสร้างการรับรู้โลกของสังคม ซึ่งต้องรับรู้ร่วมกันกับผู้อื่น เพราะต้องผ่านภาษาที่เป็นสมบัติร่วมกันของสังคม ต้องผ่านการเรียนรู้การใช้ภาษาในการสื่อสาร ความหมาย ความตั้งใจกับผู้อื่น ต้องการตกลงหรือกระทำร่วมกับผู้อื่น
ในภาพจะเห็นเด็กๆ สี่คนกำลังเข้ามาร่วมวงเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันตรงนี้ พวกเด็กๆ กำลังซึมซับและเรียนรู้ที่จะเป็นคนไทยและเป็นชาวชุมชนโดยไม่รู้ตัว
ฮาเบอร์มาสฟันธงว่า ชีวิตอย่างที่เห็นในภาพนั้นกำลังแอบสร้างอัตลักษณ์ขึ้นสองส่วน คือ อัตลักษณ์ความเป็นตัวเองซึ่งต่างไปจากคนอื่นกับอัตลักษณ์ร่วม (COLLECTIVE IDENTITY) ซึ่งเหมือนๆ กับคนอื่น กล่าวให้ลึกขึ้นไปอีกก็คือการก่อรูปของอัตลักษณ์บุคคลและอัตลักษณ์กลุ่มนั้นต้องทำโดยผ่านกระบวนการเข้าคลุกคลีจนยอมรับซึ่งกันและกัน (MUTUAL RECOGNITION) ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มพร้อมๆ กับยอมรับความเหมือนๆ กันภายในกลุ่ม
ขยายความตามฮาเบอร์มาส ชาวบ้านในย่านตลาดริมคลองนี้ สมัยนั้นคงจะมีตัวตนกันแตกต่างหลากหลายเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันต่างก็ถือตนว่าเป็นชาวคลองนี้ เป็นชาวคลองที่ถือว่ามีตัวตนแตกต่างจากคลองบางย่านอื่นๆ
สังคมที่มีภาวะการคล้องจองกันไปกันได้ทั้งตัวตนคนเดี่ยวอันแตกต่างหลากหลายกับตัวตนหมู่เหล่าอย่างนี้ถือเป็นคุณสมบัติทางสังคมอันประเสริฐ มีคุณภาพคือความสามัคคีและความสมานฉันท์อันไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าว ทั้งมีวุฒิภาวะในเชิงประชาธิปไตยที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตทั้งของตนเองและของบ้านเมืองร่วมกัน
ต้องเห็นพ้องร่วมกันทั้งตัวบุคคลและกลุ่มสังคม
อัตลักษณ์หรือตัวตนมิได้มีไว้เฉยๆ เพราะตัวตนนี้ในที่สุดก็ต้องเป็นนาย (SUBJECT) ตัวเอง ต้องทำการตัดสินใจหรือมีอัตวินิจฉัย (AUTONOMY) เป็นของตัวด้วย คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วการตัดสินใจของกลุ่มบุคคล ไล่ไปตั้งแต่ ชุมชน ท้องถิ่น หรือกระทั่งประเทศชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร
สังคมมีทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่ การเป็นนายเหนือการกระทำของตนเอง ด้วยการตัดสินใจใดๆ จึงต้องมีทั้งการตกลงเห็นพ้องกันได้ทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวหมู่เหล่าไปพร้อมๆ กัน สภาพเช่นนี้อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี เรียกเป็นคำไทยแกมคำบาลีว่าเป็นกระบวนการอธิการและอธิการภวะร่วม (SUBJECTIVITY-INTERSUBJECTIVITY) ของสมาชิกในสังคม
สภาพที่มีชื่อน่าเวียนหัวนี้แท้จริงมีความสำคัญเพราะจะเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ถึงความชอบธรรมและจริงแท้ต่างๆ ของการตัดสินใจใดๆ ในสังคม
ยกตัวอย่าง ที่เคยเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือระบอบตัวแทนซึ่งได้ความชอบธรรมมาจากการใช้สิทธิของบุคคล ซึ่งสิทธินี้คล้ายๆ ว่ามีอยู่จริงและมีมาก่อนแล้ว แต่ในสายตาของฮาเบอร์มาส สิทธิไม่ใช่มาจากกฎธรรมชาติหรืออยู่ดีๆ ก็อยู่ติดตัวเป็นของมนุษย์ แต่สิทธิมาจากความจำเป็นในการติดต่อสื่อสารและอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม เข้าลักษณะเป็นการปฏิบัติการร่วมและความสัมพันธ์ร่วมของบุคคลและกลุ่มสังคมที่ต้องร่วมกันบัญญัติขึ้นมาให้ปรากฏ
มองกันอย่างนี้ การต้องเกิดจากกระบวนการสื่อสารแลกเปลี่ยนหรือวาทกรรมของมนุษย์ บวกกับการต้องเข้าลักษณะเป็นการตกลงร่วมกันได้ทั้งบุคคลและกลุ่มสังคมไปพร้อมกัน คือข้อแม้สำคัญของสภาพการตกลงเห็นพ้องต้องกันในสังคมที่แท้จริง
ข้อแม้ทั้งคู่จะเปลี่ยนภาพประชาธิปไตยที่ถูกยึดตรึงขึงแน่นในระบบตัวแทนในรัฐสภาไปเป็นระบอบการเมืองของการสื่อสาร (DISCURSIVE DEMOCRACY) ที่มีชีวิตชีวาไม่หยุดนิ่ง ความชอบธรรมต่างๆ ก็จะได้มาจากกระบวนการสนทนาสื่อสารแลกเปลี่ยน สิทธิต่างๆ อยู่ดีๆ จะมาเกิดก็ไม่ได้เพราะต้องมีพื้นฐานจากกระบวนการสนทนาสื่อสารและเคลื่อนไหวเห็นพ้องร่วมกันทั้งบุคคลและกลุ่มสังคม แม้กระทั่งกระบวนการทางกฎหมายก็เป็นกระบวนการสื่อสารสนทนา ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิของบุคคลในฐานะเป็นผู้ตรากฎหมายอีกต่อไป
จากหลักการเรื่องอัตลักษณ์และหลักการการเห็นพ้องต้องกันของสังคมที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อนี้ไปจะขอนำมาใช้วิเคราะห์สภาพบ้านเมืองของเราในปัจจุบัน
การสร้างสมานฉันท์ที่เลื่อนลอย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าความสมานฉันท์เป็นคุณภาพที่จะออกมาเองจากสังคมที่มีคุณสมบัติของการมีตัวตนหรืออัตลักษณ์ในสองลักษณะพร้อมๆ กัน คือ การเข้าใจและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันของตัวตนของบรรดาสมาชิกในสังคม ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันและตระหนักยอมรับร่วมกันถึงความเหมือนกันภายในกลุ่มด้วย
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นการมีทั้งอัตลักษณ์เดี่ยวและอัตลักษณ์ร่วมนั้นจะแกล้งมี แกล้งเป็น หรือจงใจจะสร้างขึ้นก็ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะต้องเกิดจากโอกาสการมีและใช้ชีวิตคลุกคลีร่วมกันอย่างเป็นธรรมดา เกิดการสื่อสารและรับรู้โลกของสังคมร่วมกันอย่างแท้จริง จนเกิดกระบวนการสร้างปั้นแต่งและยอมรับอัตลักษณ์นั้นขึ้นมาเองในใจ
มองในแง่นี้ปัญหาของการมีตัวตนชาติของเราที่อ่อนแอและแตกแยกอยู่ในทุกวันนี้ จนเกิดความแตกต่างขัดแย้งทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนเชิงการเมืองและผลประโยชน์นั้น ล้วนมีปัญหารากโคนอยู่ที่บรรดาความแตกต่างหลากหลายของชุมชน และของท้องถิ่นไทยของเรานั้นไม่เคยมีวิถีชีวิตธรรมดาที่เปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารพบปะคบหาจนเกิดการรู้จักและยอมรับซึ่งกันและกันว่ามีความแตกต่างระหว่างกันและพบว่ามีความเหมือนร่วมกันในการอยู่ร่วมกันเป็นชาติเป็นประเทศกันเลย
การรวมศูนย์ของรัฐและชาติไทยที่กรุงเทพฯกับทรรศนะและวิธีคิดอำนาจนิยมโดยมองเห็นว่าเป็นบ่อเกิดของความมั่นคงนั้น ในที่สุดกลับจะต้องพบว่าในระยะยาวกลับเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงไปเสียแล้ว
นี่ยังไม่ได้พูดถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งทำมาหากินบนความได้เปรียบกับโลกภายนอก และละเลยการสร้างภูมิภาคเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลายและมีความสามารถในการแข่งขันภายในประเทศ ละเลยการสร้างโอกาสชีวิตที่คนท้องถิ่นจะมีโอกาสเป็นนายของตัวเองได้
ความยากจนทางเศรษฐกิจและความจนยากของโอกาสชีวิตเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือโอกาสและอาหารของระบบอุปถัมภ์ที่เข้าครอบงำซ้ำเติมให้สำนึกตัวตนความเป็นชาติไทยร่วมกันย่ำแย่หนักเข้าไปอีก
คณะกรรมการสมานฉันท์ระดับชาติที่กำลังร่วมกันค้นหาประดิษฐ์กลยุทธ์การสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนมา จึงเป็นคณะบุคคลที่จะน่าสงสารและหลงทางสะเปะสะปะเป็นอย่างมากถ้าไม่ตั้งหลักคิดให้ลึกซึ้งตรงเป้า และรู้กระจ่างในปัญหาสาเหตุรากโคน
ล่าสุดมานี้ทราบข่าวว่ามีสมาชิกบางกลุ่มคิดอ่านให้หาทางเขียนกฎหมายบังคับให้เกิดความสมานฉันท์กันเสียแล้ว เรียกว่าจะเอาตัวหนังสือบังคับให้มีคุณภาพกันเสียเลยแทนที่จะไปใส่ใจแก้ไขกันที่คุณสมบัติสังคมที่กำลังเป็นปัญหา
นิสัยมุ่งแต่จะเขียนกฎหมายและตั้งองค์กร
ฮาเบอร์มาสเป็นนักคิดนักวิชาการที่เชื่อมั่นในการเดินทางของปัญญาและเหตุผลของมนุษยชาติ เขาเชื่อและเขาเห็นว่าถูกผิด จริยธรรม คุณธรรมนั้นมนุษย์ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาเองจากความจำเป็นที่ต้องดำเนินชีวิตร่วมกัน สื่อสารสร้างความเข้าใจกัน แล้วจึงนำมาบัญญัติสถาปนาตั้งมั่น (INSTITUTIONALIZATION) ให้เป็นกฎหมายของสังคม การมีกฎหมายจึงเกิดภายหลังที่สังคมมีความเป็นสังคมที่ถือถูกเห็นผิดขึ้นมาเสียก่อน
หนักขึ้นไปกว่านั้น ฮาเบอร์มาสยังลงรายละเอียดระบุว่า การจะตกลงใจอะไรร่วมกันนั้นต้องเป็นกระบวนการเห็นพ้องต้องกันของทั้งบุคคลและกลุ่มบุคคล จะเป็นอื่นไปไม่ได้
มองอย่างนี้ฟันธงกันได้เลยว่าประเทศไทยเรามีรัฐมีองค์กรและสถาบันที่เที่ยวยกร่างรัฐธรรมนูญและเขียนกฎหมายโดยหลุดลอยห่างไกลจากการสื่อสารแลกเปลี่ยนของประชาชนในชีวิตปกติ ไม่มีบรรทัดฐานความถูกผิดในสังคมที่รองรับอยู่ก่อนแล้วมากมายเต็มไปหมด เป็นการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอย่างน่าเศร้า
ขณะเดียวกันก็เมื่อเห็นปัญหาเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขอะไรก็ชอบก่อตั้งองค์กรตั้งสถาบัน เพื่อทำหน้าที่สร้างคุณภาพความดีต่างๆ ตามที่คิดหวังไปเอง โดยที่ตัวสังคมเองยังไม่มีคุณสมบัติซึ่งต้องเกิดจากการเรียนรู้และเห็นพ้องต้องกันอย่างลึกซึ้งและครอบคลุมเสียก่อน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทีวีไทยทีวีสาธารณะ ฯลฯ ใช่ทั้งนั้น เขียนไล่ได้อีกเป็นกะตั้ก
การตั้งให้มีโดยสังคมยังไม่เป็นจึงเที่ยวเกิดซ้ำรอยกับการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงว่าการใช้กฎหมายและการตั้งสถาบันองค์กรเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้ผลไม่เข้าเป้าเพราะผิดวิสัยสังคมแล้ว ยังกลายเป็นเครื่องมือของการแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ
รวมทั้งเล่นพรรคเล่นพวกกัดขาเลื่อยเก้าอี้กันอย่างน่าสังเวชใจ
ส่งท้าย
บทความนี้ชื่อว่า “ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง” เรียบเรียงขึ้นมาเพราะต้องการจะชวนท่านผู้อ่านคิดไปให้ลึกที่สุดว่า ชะรอยสังคมเราคงมีปัญหาที่สั่งสมมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวในอดีตของเราเอง เป็นปัญหาทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ที่ทำให้เราไม่อาจสร้างความเป็นตัวตนของท้องถิ่นและประเทศชาติที่ผูกพันกันเข้มแข็ง ไม่อาจสร้างหรือเป็นนิติรัฐที่มีกฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณค่าในใจในอุปนิสัยของประชาชน
ผลของมันสั่งสมและกำลังปะทุให้เห็นเป็นความแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่องของสังคมในทุกวันนี้
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01300652§ionid=0130&day=2009-06-30
เปิดผลศึกษาจำนำข้าว ชาวนายากจนไม่ได้ประโยชน์ มิถุนายน 29, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, บทความ
add a comment
เปิดผลศึกษา ทีดีอาร์ไอ ระบุโครงการรับจำนำข้าว ผลประโยชน์ตกกับชาวนาเพียง 40.2% หน่ำซ้ำชาวนาในส่วนที่ยากจนที่สุดในภาคอีสานยังเข้าไม่ถึง
มติครม.ที่กำหนดให้วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันข้าวและวันชาวนาแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับชาวนา กระบอกเสียงใหญ่ของนักการเมือง ต้องไม่ลืมว่า ไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวหัวแถวของโลก
ด้วยความสำคัญที่ว่านี้ ทำให้ข้าวถูกนำมาใช้เป็น “สินค้าการเมือง” ผ่านโครงการรับจำนำ ที่มักจะกำหนดราคารับจำนำข้าวไว้สูงกว่าราคาตลาด นอกจากจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดแล้ว ยังทำให้รัฐบาลขาดทุนซ้ำซากเป็นหนี้ธกส.กว่าแสนล้านบาทในปัจจุบัน จากภาวะซื้อแพง-ขายถูก กลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปปัตย์ตัดสินใจล้มประมูลข้าว 2.6 ล้านตันในช่วงที่ผ่านมา สุ่มเสี่ยงต่อการนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล
การเปลี่ยนรูปแบบจากการจำนำข้าว เป็นการ “ประกันราคา” ที่คาดหวังกันว่าจะเป็นทางเลือก-ทางรอดของการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อทำเข้าจริงๆแล้ว จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่าโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งชาวนาน่าจะได้รับผลประโยชน์ไปแบบเต็มๆนั้น แท้ที่จริงผลประโยชน์จากโครงการนี้ตกอยู่กับชาวนาเพียง 40.2%
ที่สำคัญยังเป็นชาวนาในเขตชลประทานภาคกลาง/เหนือตอนล่างที่มีฐานะดี ที่ได้รับประโยชน์มากถึง 35% ยังถือเป็นกลุ่มคนรวยที่สุด 20% แรกของครัวเรือนไทย
ขณะที่ชาวนาที่จนที่สุดได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพียง 4.6% เท่านั้น เนื่องจากเป็นชาวนาที่อยู่ในภาคอีสาน ซึ่งไม่มีข้าวส่วนเกินเหลือขาย ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อบริโภคเอง
ผลประโยชน์ส่วนที่เหลือตกแก่โรงสี 13.5% โกดังเก็บข้าว 4.4% ผู้ส่งออก มากถึง 23.7% หน่วยราชการ 14.5% และเงินรั่วไหลสูญเปล่าไป 3.6%
เมื่อข้าวส่วนใหญ่อยู่ในมือรัฐบาล สถานะของรัฐจึงไม่ต่างกับการเป็น “ผู้ค้าข้าวรายใหญ่” เช่น ปริมาณข้าวนาปรังปี 2552 เข้าโครงการภาครัฐถึง 6 ล้านตัน จากผลผลิตทั้งประเทศที่ 7.7 ล้านตัน
ผลศึกษายังพบว่า รายรับ-รายจ่ายตัวเงินของโครงการ ณ 31 มีนาคม 2552 พบว่า รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายในโครงการรับจำนำกว่า 50,000 ล้านบาท แต่กลับมีรายได้จากการขายข้าวเพียง 32,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นรายได้จากการขายข้าวเปลือก 72,000 ล้านบาท และข้าวสารมูลค่า 25,420 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐขาดทุนจากการดำเนินการมากถึง 18,000 ล้านบาท จากการประกันราคาข้าวที่สูงกว่าตลาด แต่กลับนำมาประมูลขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
เฉลี่ยแล้วรัฐขาดทุนจากการดำเนินการ ตันละ 3,093 บาทต่อตัน จากการรับจำนำที่ต้นทุนตันละ 9,393 บาท ส่งผลให้มีเงินคืนกลับเข้ารัฐเหลือเพียงตันละ 6,200 บาท เท่านั้น
ในจำนวนนี้ ยังไม่รวมเงินกู้ที่กู้มาจากธกส.ที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อนำมาใช้ดำเนินการต่างๆ ที่ไม่นำมาคิดมูลค่าในปัจจุบัน ประกอบด้วย เงินให้กู้จำนำยุ้งฉาง 11.62 ล้านบาท เงินให้กู้จำนำใบประทวน 33.17 ล้านบาท การดำเนินงานธกส. 2.35 ล้านบาท การดำเนินงานองค์การคลังสินค้า(อคส.) 1.23 ล้านบาท ค่าจ้างสีข้าว/ขนส่ง 2.32 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น จดทะเบียนประชาสัมพันธ์ 0.059 ล้านบาท
ดร.นิพนธ์ ยังระบุว่า นโยบายจำนำข้าวยังกระทบไปถึงความสามารถในการ “ส่งออก” ของไทย เพราะราคารับจำนำที่บิดเบือนทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตจึงต้องปล่อยให้เวียดนามส่งออกข้าวไปให้หมดก่อน ค่อยถึงคิวข้าวไทย
ขณะเดียวกัน คุณภาพข้าวของไทยก็ลดต่ำลง เพราะชาวนาปลูกข้าวโดยเน้นเพียงปริมาณ มากกว่าคุณภาพ เพราะหวังขายข้าวให้กับโครงการรับจำนำ
ดังนั้น โครงการรับจำนำข้าว จึงถือเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยคุณภาพต่ำลง
การจำนำยังเป็นวิธีสิ้นเปลืองที่สุดในการช่วยเหลือชาวนา และชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ และยังทำให้เอกชนถลุงทรัพยากรเพื่อใช้วิ่งเต้นให้เข้ามาแบ่งค่าเช่าจากโครงการ
กลายเป็นบ่อเกิดของช่องทางการทุจริตอย่างเป็นกระบวนการ แถมยังเป็นเรื่องยากที่รัฐจะเข้าไปดำเนินการ เริ่มจากการที่ชาวนาจดทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกเกินจริง มีการสวมสิทธินำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำ ขณะที่โรงสีก็เห็นช่องทางสวมสิทธิเป็นชาวนาก่อนจะลักลอบขายข้าวให้รัฐ
นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายที่เกิดจากการที่โรงสีแสวงหากำไรจากการโกงส่วนต่างความชื้นและน้ำหนัก รวมถึงการวิ่งเต้นไปจำนำข้าวข้ามเขต ขณะที่กลุ่มโกดังรับฝากข้าวก็สามารถเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับเซอร์เวย์เยอร์ (ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว) และนำข้าวมาลักลอบขาย
ผู้ส่งออกยังเห็นช่องทางซื้อข้าวราคาต่ำ โดยรวมตัวกันฮั้วประมูลเพื่อกดราคาซื้อข้าวจากภาครัฐ รวมไปถึงการวิ่งเต้นเปลี่ยนเงื่อนไขการประมูล หรือ ทิ้งสัญญาประมูล
ขณะที่นักการเมือง ก็รู้เห็นเป็นใจเปิดช่องให้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข หรือถอนรายชื่อผู้ส่งออกออกจากบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) รวมถึงอนุมัติให้จำนำข้ามเขต โดยการตกลงขายข้าวราคาถูกก่อนหน้านั้น รวมไปถึงข้าราชการก็รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะยินดีหรือฝืนใจ ก็ตามที
กลายเป็น Political Corruption บ่มเพาะการทุจริตในทุกระดับของการผลิตและค้าข้าว
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการรับจำนำจะมีผลเสียนานัปการ แต่รัฐบาลทุกยุคกลับยังใช้นโยบายนี้พยุงราคาสินค้าเกษตร เพราะสามารถเป็นเครื่องมือในการ “หาเสียง” จากเกษตรกรและยังเป็นแหล่งหาเงินแหล่งใหญ่เพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลายเป็นวงจรอุบาทก์
ประกันราคา ใช้เงินต่ำกว่า
ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงผลศึกษาโครงการประกันความเสี่ยงราคาข้าวว่า จะมีหลักการเพียงประกันราคา ไม่ใช่การยกระดับราคา เพราะต้องการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน และชาวนาถูกกดราคารับซื้อ โดยไม่ต้องกังวลว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีราคาต่ำ
วิธีการดังกล่าว ยังถือเป็นการตัดปัญหาของรัฐที่จะต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการดำเนินการ เพราะระบบการประกันราคา จะเป็นการทำสัญญาระหว่าง ธกส.กับ ชาวนา โดยรัฐมีหน้าที่เพียงจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาประกัน กับราคาตลาด นอกจากนี้ยังจะช่วยลดการสวมสิทธินำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการรับจำนำ เพราะจะมีการลงทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกไว้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานยังจะ “จำกัดวงเงิน” ให้เกษตกรเข้าร่วมโครงการในวงเงินไม่เกิน 3.5 แสนบาท โดยมีสมมติฐานในการใช้งบประมาณสูงสุดที่ 36,703 ล้านบาท (ต่ำกว่าการใช้งบประมาณจากโครงการรับจำนำข้าว) บนสมมติฐานที่ราคาประกัน ตันละ 8,500 บาท และบนสมมติฐานที่รัฐจะจ่ายค่าเบี้ยประกัน 1,951 บาทต่อตัน
อย่างไรก็ตาม แนวทางการประกันราคา ยังมีปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงหากเกิดกรณีขายสัญญา และมีการสวมสิทธิลงทะเบียนเป็นเกษตรกร ขณะที่การจัดเก็บข้อมูลค่าตลาดกลางค่อนข้างหายาก เพราะได้ถูกทำลายไปแล้วจากโครงการรับจำนำที่ผ่านมา ทำให้การประเมินราคารับประกันค่อนข้างยาก
ขณะที่ ดร.สมพร อิศวิลานนท์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นว่าหากรัฐยังคงดำเนินนโยบายจำนำราคาข้าวต่อไป จะทำให้รัฐบาลขาดทุนจากการดำเนินการมากขึ้นกว่าปัจจุบันที่ขาดทุนไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้มาจากธกส.กลายเป็นสาเหตุทำให้ธกส.ไม่เคยปิดบัญชีโครงการรับจำนำได้ แต่กลับยิ่งพอกพูนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐยังไม่มีเงินมาชดเชยธกส.หากปล่อยให้ธกส.คอยเติมเงินมาใช้เป็นเครื่องมือรับจำนำให้กับรัฐบาลก็จะทำให้ธกส.เดินสู่ภาวะขาดทุนสะสมอย่างหนัก จนอาจจะต้องปิดกิจการภายใน 2 ปีจากนี้ ดร.สมพร คาดการณ์และว่า
โครงการรับจำนำที่ผ่านมา ถือว่าเป็นกุศโลบายของนักการเมืองซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง โดยมี “โรงสี” ที่สนิทกับนักการเมืองเข้ามาช่วยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูง และขายในราคาต่ำ แต่เมื่อนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารโรงสีจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตั้งแต่การรับจำนำเพื่อกินส่วนต่าง
นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้นำข้าวเก่ามาเวียนเทียนจำนำใหม่ หรือ นำข้าวใหม่ไปขายในช่วงที่ราคาข้าวสูง และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการที่รัฐนำข้าวที่จำนำไปประมูลแล้ว ก็จะได้รับค่าฝากเก็บ และค่าแปรสภาพ
พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม มิถุนายน 25, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, การเมืองภาคประชาชน, ชีวิตนี้สั้นนัก, บทความ
add a comment
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถาเนื่องในวัน 24 มิ.ย. เปลี่ยนแปลงการปกครอง ชี้รัฐไทยวิธีคิดล้าหลัง ตามไม่ทันโลกยุคใหม่-ต้นตอความขัดแย้ง
ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาทางวิชาการ “70ปีสยามเป็นไทย” เรื่อง “พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม” ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเห็นว่าความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบันเกิดจากการพัฒนาการของรัฐไทยในอดีต ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลางและการสร้างชาติสมัยใหม่ ที่บีบบังคับให้กลุ่มคนที่อยู่ภายในอาณาเขตรัฐไทย มีวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกันและมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาติเหมือนกัน ซึ่งต่างจากรัฐไทยโบราณที่ยอมรับความแตกต่างเหล่านี้ ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งปรากฏให้เห็นในอดีตเมื่อไม่นานมานี้จนถึงปัจจุบัน เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีข้อเสนอทางออกที่น่าสนใจดังนี้
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลังก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนดจึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์
พูดอีกแบบหนึ่ง คือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น
เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์ (Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมีการยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ทุกหนแห่ง
การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัดให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัดกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดอาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก
ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัดจึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น”คนนอก”ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่างจากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย”ซ้าย” ซึ่งสถานะดังกล่าวทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว
ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว” ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรหมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะมาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน
อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้านตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเองก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก
ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก
ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเองก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว
และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ สภาพดังกล่าวหมายความว่าการสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอยๆเกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคมมาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเองจึงจะแก้ปัญหาได้
เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่าๆอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง
อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่าการใช้อำนาจของรัฐชาติขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง วิบากกรรมดังกล่าวส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมืองที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ
ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมจะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐและชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีต คือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้
ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าวยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่น และปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน
ผลประโยชน์ทับซ้อน? ศึกษากรณี “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” มกราคม 24, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, บทความ, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ยกข้อกล่าวหา นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ให้ความช่วยเหลือ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ให้ได้รับการผ่อนในการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสี ท้องที่ อแม่สอด จ.ตากก็ตาม
แต่ในแง่ของการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวมแล้ว กรณีของนายโฆสิตน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
สาเหตุที่นายโฆสิตถูกกล่าวหาในเรื่องนี้เนื่องจากก่อนเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโฆสิตเป็นประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพฯซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผาแดง จำนวน 7,301,070 หุ้น หรือกว่าร้อยละ 3
นอกจากนั้นนายโฆสิตยังเป็นกรรมการบริษัทผาแดงฯในฐานะตัวแทนธนาคารด้วยโดยนายโฆสิตได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทผาแดงฯกว่า 1.2 ล้านบาท
ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ในหมวดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวมคือ ต้องการวางระบบป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์กับธุรกิจและบริษัทที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นมีส่วนได้ส่วนเสียในรูปแบบต่างๆ(มาตรา 100,101)
ดังนั้น จึงห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้าง ในธุรกิจและบริษัทที่มีสัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ตนกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดีรวมทั้งสัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่มีลักษณะผูกขาดตัดตอน
การห้ามในลักษณะดังกล่าว นอกจากห้ามเจ้าหน้าที่รัฐและคู่สมรสในขณะที่ดำรงตำแหน่งแล้ว ยังห้ามเมื่อพ้นตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีด้วย(การกำหนดช่วงเวลา 2 ปีเพราะเชื่อว่า หลังจากพ้นตำแหน่งใหม่ๆ อาจยังมีอิทธิพลในหน่วยงานที่ตนกำกับดูแลอยู่)
การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้นายโฆสิตพ้นข้อกล่าวหา เพราะการเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมติให้บริษัทผาแดงฯทำเหมืองแร่สังกะสีในพื้นที่ป่าลุมน้ำ มีการกลั่นกรองตามขั้นตอนจากผู้เชี่ยวชาญหลายครั้งก่อนที่นายโฆสิตจะเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯโดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า นายโฆสิตใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบในขณะที่คณะกรรมกรารสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีนายโฆสิต เป็นประธานพิจารณาเรื่องนี้
ขณะเดียวกันนายโฆสิตได้ลาออกจากธนาคารกรุงเทพ และกรรมการบริษัทผาแดงฯแล้ว การกระทำของนายโฆสิตไม่เป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ
อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าพิจารณาคือ หลังจากที่นายโฆสิตพ้นจากตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ก็กลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมกรรบริหารธนาคารกรุงเทพฯทันทีโดยยังไม่พ้นกำหนดเวลา 2 ปี(คณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกาศให้คณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 100)เป็นการเข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่
ประเด็นนี้ต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงเป็นรองนายกฯนายโฆสิตได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จึงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจอนุมัติ อนุญาตให้บริษัทผาแดงฯรับสัมปทานทำเหมืองแร่สังกะสี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วย
ดังนั้น ถ้านายโฆสิตกลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและ/หรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผาแดงฯย่อมมีการกระทำต้องห้ามตามกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า การที่นายโฆสิตกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทผาแดงฯอีกชั้นหนึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามหรือไม่
ถ้าพิจารณาจากตัวบทมาตรา 101 ตามตัวอักษรแล้ว ย่อมไม่เข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามกฎหมาย
แต่การที่นายโฆสิตเป็นประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพฯ เป็นมีอำนาจทำการแทนธนาคารกรุงเทพฯหรือไม่ ?
ถ้าใช่ เข้าข่ายการกระทำต้องห้ามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
เพราะถ้าตอบว่า ไม่เข้าข่าย ต่อไปจะมีนักการเมืองใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงด้วยการตั้งบริษัทซ้อนขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่งเพื่อถือหุ้นในบริษัทที่มีสัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ตนกำกับดูแลในลักษณะดังกล่าวข้างต้น
อย่างไรก็ตาม นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกและกรรมการ ป.ป.ช.ยอมรับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมิได้พิจารณาประเด็นนี้ จึงน่าสนใจว่า คณะกรรมการป ป.ป.ช.จะวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไร
มิเช่นนั้นแล้ว หมวดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวมในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อาจมีค่าเพียงกระดาษเช็ดปากของนักการเมืองเท่านั้น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1232715189&grpid=01&catid=01
เว็บหมิ่น มกราคม 19, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมือง, บทความ
add a comment
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
รัฐบาล 4 ชุดหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2549 ล้วนตั้งภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งให้แก่ตนเองเหมือนกัน คือปิดเว็บไซต์ที่ถูกถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญา ม.112 หรือที่เรียกกันว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แสดงให้เห็นปริมาณที่มากมายของเว็บไซต์ซึ่งตกอยู่ในข่าย และแสดงให้เห็นความล้มเหลวในการทำภารกิจอย่างต่อเนื่อง
เว็บที่ถูกถือว่าเป็นเว็บหมิ่นเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นอย่างมากหลังรัฐประหาร หรือเกิดขึ้นมาก่อนแล้วก็ตาม แต่ความตื่นตัวที่จะจัดการกับเว็บเหล่านี้เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ดูเหมือนเป็นคำเตือนของท่านประธานองคมนตรีก่อน และได้รับการขานรับจากกองทัพ, รัฐบาล และผู้หลักผู้ใหญ่บางคนตลอดมา
อันที่จริงจะถือว่าข้อความในทุกเว็บดังกล่าวล้วนผิดกฎหมายอาญา ม.112 ทั้งสิ้นเห็นจะไม่ได้ เพราะข้อความในหลายเว็บมิใช่การ “หมิ่นประมาท, ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” แต่อย่างใด แต่เป็นการวิเคราะห์พระราชดำรัสหรือการกระทำเท่านั้น การวิเคราะห์นั้นอาจผิดหรือถูกก็ได้
ตัวเลขจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ระบุว่า กว่า 80% ของเว็บไซต์เหล่านี้ส่งในต่างประเทศ ที่ส่งในประเทศไทยมีไม่ถึง 20% จนถึงทุกวันนี้รัฐบาลหลายชุดได้ปิดเว็บประเภทนี้ไปร่วมร้อยแล้ว แต่หากใครยังต้องการอ่าน ก็สามารถค้นหาอ่านได้ไม่ยากด้วยระบบค้นหาข้อมูลปกติธรรมดา (เช่น Google, Yahoo) ผู้รับผิดชอบเคยกล่าวว่า ปิดเว็บไซต์ใดลงวันนี้ วันรุ่งขึ้นเขาก็เปิดใหม่ในชื่ออื่นได้ทันที
ผมไม่คิดว่า รัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่จริงใจในการจัดการกับเว็บหมิ่น เพราะผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ก็จะประสบความล้มเหลวอย่างเดียวกัน และไม่ว่าจะใช้ความพยายามอย่างเข้มข้นอย่างไรก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จ เพราะหากพูดกันโดยทางเทคโนโลยีแล้ว การปิดเว็บไซต์ที่มีมากขนาดนี้ทำไม่ได้
จีนลงทุนกับเครื่องไม้เครื่องมือและผู้คนมหาศาล ในการควบคุมการไหลของข่าวสารข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต แม้กระนั้นก็ยังมีผู้วิเคราะห์ว่า ยังมีอีก 20% ที่เล็ดลอดเข้าไปสู่สายตาคนจีนจนได้ กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่มีใครสามารถสร้างกำแพงเบอร์ลินบนพื้นที่ไซเบอร์ได้ ไม่ว่าจะลงทุนสักเท่าไร และไม่ว่าจะต้องฆ่าล้างผลาญกันสักเท่าไร
ความจริงข้อนี้ใครๆ ก็รู้ และผมเชื่อว่ารัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาก็รู้ รัฐบาลนี้ก็รู้ เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องขานรับคำเตือนของผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะเป็นการแสดงความจงรักภักดีที่ง่ายที่สุด แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผลอะไรมากนักก็ตาม เป็นแต่เพียงท่าทีทางการเมืองที่ “ถูกต้อง” เท่านั้น
(สมาชิกพรรค ปชป.ในขณะเป็นฝ่ายค้าน ก็เลือกแสดงท่าที “ถูกต้อง” ทางการเมืองในลักษณะเดียวกัน คือเสนอให้เพิ่มโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในขณะที่โทษในปัจจุบันก็สูงมากอยู่แล้ว คือจำคุก 3-15 ปี)
ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ด้วยวิธีอื่นใด นอกจากการใช้อำนาจเชิงกายภาพ (กฎหมาย, การลงโทษ, การปิดเว็บไซต์หรือปิดกั้นข่าวสารข้อมูล, ยุให้เกิดจลาจลจนถึงบ้อมผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อดังเหตุการณ์ 6 ตุลา, ฯลฯ) สะท้อนความอับจนของสังคมไทยเองในการปกป้องสิ่งที่ตนเห็นว่ามีคุณค่า กล่าวคือไม่มีวิธีอื่นใดมากไปกว่าอำนาจเชิงกายภาพ (เช่น การปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยการบัญญัติอย่างโต้งๆ ลงไปในรัฐธรรมนูญว่าเป็นศาสนาประจำชาติ)
การใช้อำนาจเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียวยังทำให้เกิดสถานการณ์ที่น่าเย้ยหยันตามมาด้วย ดังเช่นความพยายามปิดเว็บหมิ่นและข้อความที่สื่อนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในเมืองไทย ทำให้เกิดสถานการณ์ที่คนนอกสามารถรู้ข้อมูลหรือความเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้ทุกอย่าง ในขณะที่คนไทยไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้อย่างเดียวกัน
อำนาจเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียวใช้ปกป้องอะไรไม่ได้ ไม่ว่าจะมองย้อนกลับไปในอดีต หรือมองเลยขึ้นไปจากปัจจุบันถึงอนาคต ทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในเมืองไทยมานานได้ ก็เพราะได้รับการปกป้องด้วยสติปัญญา อำนาจที่ใช้ในการปกป้องมีความหลากหลายกว่าเชิงอำนาจเพียงอย่างเดียว ทั้งอำนาจในเชิงวัฒนธรรม, เศรษฐกิจ และสังคม ตอบสนองต่อการท้าทายใหม่ๆ ซึ่งต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในความเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยการปรับตัวเอง และนิยามสถานะกับคุณค่าของตนในสังคมใหม่เสมอมา
ในท่ามกลางเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลที่เราเผชิญอยู่ ถึงอย่างไรสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศาสนา, รัฐธรรมนูญ, รัฐสภา, ศาล, กองทัพ, ฯลฯ) ก็จะถูกท้าทายโดยเปิดเผย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากทำในสื่อทั่วไปไม่ได้ ก็จะทำในพื้นที่ไซเบอร์ซึ่งนับวันก็จะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเสมอ ยิ่งกว่านั้น โลกที่ไร้พรมแดนย่อมทำให้การท้าทายไม่จำเป็นต้องเกิดในขอบเขตอำนาจรัฐไทยเสมอไป แม้การท้าทายอาจทำในออสโล, ปารีส, ลอนดอน หรือดีทรอยต์ แต่ในแง่ของการเข้าถึงก็ไม่ต่างจากการทำที่บางลำพู
สังคมไทยจะตอบสนองต่อการท้าทายนี้อย่างไร ในเมื่ออำนาจในเชิงกายภาพไม่อาจช่วยปกป้องสถาบันเหล่านี้ได้อีกแล้ว ผมคิดว่ามีหนทางอยู่สามประการที่ต้องทำ
1) สถาบันสำคัญๆ ของชาติต้องปรับตัวเอง ไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างว่าสถาบันต่างๆ ของไทยนั้นมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร (uniqueness) เพราะในขณะที่อ้างเช่นนั้น เราก็ต้องการความเป็น “สากล” ของสถาบันเหล่านั้นไปพร้อมกัน แม้แต่การเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็ต้องยอมรับ “มาตรฐาน” สากลบางอย่าง หรือการจัดงานเฉลิมวัชราภิเษกครองราชสมบัติครบ 60 ปี และทูลเชิญกษัตริย์จากทั่วโลกมาร่วมงาน ก็คือการประกาศความเป็น “สากล” ของสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง
ผมไม่ได้ปฏิเสธลักษณะเฉพาะ (uniqueness) ของสถาบันสำคัญของชาติต่างๆ เสียทีเดียว ลักษณะเช่นนี้ย่อมมีเป็นธรรมดา แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะมีความเฉพาะอย่างไร ก็ต้องสามารถอธิบายได้ด้วยมาตรฐานคุณค่าสากลอยู่นั่นเอง เช่น ประชาธิปไตย, ความยุติธรรม, สิทธิมนุษยชน, ความรับผิดหากทำอะไรที่กระทบถึงผู้อื่น (accountability) เป็นต้น (อย่างเดียวกับที่ฝ่ายกษัตริยนิยมในประเทศไทยอธิบายระบบปกครองโบราณของไทยตั้งแต่จารึกพ่อขุนรามฯ ว่าเป็นประชาธิปไตย)
ดังนั้น ในการปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องอธิบายหรือชี้ให้เห็นว่า คำพิพากษา, หรือพระราชกรณียกิจ, หรือวัตรปฏิบัติของสงฆ์ไทย สอดคล้องกับหลักการของระบบคุณค่าอันเป็นสากลอย่างไร และพร้อมจะเผชิญกับการทักท้วงของคนอื่นนอกประเทศไทย ด้วยข้อถกเถียงที่มีพลังอธิบายมากขึ้น ไม่ใช่ด้วยการขจัดให้พ้นหน้า (dismiss) ด้วยอำนาจเชิงกายภาพ, หรือเพราะไม่ใช่คนไทยจึงไม่มีทางเข้าใจ
2) เปลี่ยนจากการปกป้องด้วยอำนาจเชิงกายภาพมาสู่อำนาจเชิงเหตุผลและวิชาการ และต้องทำอย่างฉลาด คำว่าฉลาดในที่นี้หมายถึงไม่ตอบโต้ในกรณีที่ไม่ควรตอบโต้ เช่น การประณามหยามเหยียดที่ไร้เหตุผล เช่นการนำพระบรมฉายาลักษณ์ไปแปลงให้น่าเย้ยหยันและกระจายอยู่ในยู-ทิวบ์ แทนที่จะปิดยู-ทิวบ์ก็ควรปล่อยให้ภาพนั้นปรากฏตามปกติ เพราะผู้มีใจเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีความคิดเชิงกษัตริยนิยมหรือไม่ก็ตาม ย่อมรังเกียจการกระทำเช่นนั้น การทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น คือการโจมตีบุคคลที่ทำให้บุคคลนั้นได้รับความเคารพนับถือจากคนทั่วไปมากขึ้น ฉะนั้น การปล่อยภาพเช่นนั้นไว้เสียอีก ที่เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างได้ผลกว่า
ไม่นานมานี้มีบทความในนิตยสาร The Economist วิพากษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย แม้ตัวแทนจำหน่ายตัดสินใจไม่จัดจำหน่ายในประเทศไทย (คงเพื่อไม่ต้องเป็นปัญหาในคดีอาญา) แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับมีผู้อ่านมากกว่าปกติ เพราะสามารถเข้าไปอ่านในอินเตอร์เน็ตได้สะดวก แม้แต่คนที่ไม่เคยอ่าน The Economist เลยก็ได้อ่าน
มีบทความที่เขียนตอบโต้คำวิพากษ์นี้สองบทความที่ผมเห็นว่าเป็นการตอบโต้ในเชิงของเหตุผลและข้อเท็จจริง คือบทความของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร (ในมติชน) และของท่านรองนายกฯนอกตำแหน่ง สุรเกียรติ์ เสถียรไทย (ใน Bkk Post) ไม่ว่าคุณภาพของการตอบโต้เชิงเหตุผลและข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ยังนับว่าเป็นความพยายามจะเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างคน (และสังคม) ที่มีวุฒิภาวะ
นี่คือตัวอย่างของการปกป้องสถาบันสำคัญของชาติที่เหมาะสมสำหรับโลกยุคปัจจุบัน และถ้าสังคมไทยคิดจะปกป้องสถาบันสำคัญของตนต่อไป ต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตอบโต้ในลักษณะนี้ อันประกอบด้วยการไม่ปิดกั้นข่าวสารข้อมูลเป็นเบื้องต้น
3) ควรทบทวนกฎหมายที่มีทางเลือกแต่เพียงการใช้อำนาจเชิงกายภาพอย่างเดียว ในการปกป้องสถาบันสำคัญๆ ของชาติเสียที เช่น กฎหมายอาญามาตรา 112 ควรให้อำนาจการฟ้องร้องไว้กับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น หรือจะสร้างกระบวนการกลั่นกรองการฟ้องร้องอย่างไรก็ตามขึ้นก็ได้ เพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง (ระดับชาติและระดับส่วนบุคคล) หรือถูกนำไปใช้พร่ำเพรื่อเสียจนเป็นที่เยาะเย้ยเหยียดหยันของคนอื่นในโลก
เช่นเดียวกับกฎหมายอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ก็ควรนำมาทบทวนให้เกิดความเข้าใจตรงกันในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน ตัวอย่างเช่นกฎหมายหมิ่นศาล ควรตีความให้แคบและกระชับเพียง การกระทำใดๆ ก็ตามที่ขัดขวางบิดเบือนกระบวนการไต่สวนพิจารณาคดีเท่านั้น ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา หรือการแต่งกายและนั่งไม่เรียบร้อยในศาล (ถ้าการแต่งกายและการนั่งขัดขวางบิดเบือนการไต่สวนพิจารณาคดี ก็เป็นความผิด)
สถาบันสำคัญของชาติต่างๆ ดำรงอยู่สืบมาและสืบไปได้ ก็ด้วยปัจจัยสามประการนี้คือ ปรับตัวเป็น ตอบสนองการท้าทายใหม่ๆ เป็น และได้รับการปกป้องเป็น
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01190152§ionid=0130&day=2009-01-19
ทำไมต้องเลือก “แก้วสรร” สำหรับ กรุงเทพฯ มกราคม 10, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก, เมือง
1 comment so far
ใกล้วันเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. เข้ามาทุกที ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ผมได้เขียนบทความ บริหารกรุงเทพฯ…. เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมืองอย่างกรุงเทพฯ ควรมองและทำอะไรบ้าง (ซึ่งก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น) ภายใต้เงื่อนที่ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเห็นว่า
อ.แก้วสรร อติโพธิ คือ ทางเลือกใหม่ ที่มีคุณภาพและมีคุณสมบัติ (เท่าที่เป็นตัวเลือกสำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ) ที่จะมาจัดการกับ เมือง กทม. อย่างแท้จริง หากถามผมว่า แล้ว อ.แก้วสรร ที่ ผมเชียร์ มีอะไรดี ผมจะขอ อธิบาย อ.แก้วสรร ในมุมมของผมสักเล็กน้อย
มือบริหารในภาครัฐกิจ : อ.แก้วสรร ผ่านงานบริหารองค์กรรัฐและโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านมาหลายโครงการ นับตั้งแต่ เอเชี่ยนเกมส์ของธรรมศาสตร์ หรือ SME ในระยะแรกๆ
มุมมองต่อการพัฒนา : อ.แก้ว น่าจะเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว ที่ชัดเจนที่มองและระบุ ถึงองค์ประกอบของการพัฒนา ได้แก่ ภาพในหัวคิด / กลไกที่จะมาขับเคลื่อน กลไกที่จะมาดำเนินการ /สาธารณะที่สนใจงานส่วนร่วม และ เครื่องมือในการทำงานกับประชาชน
อีกทั้ง น่าจะเป็นเพียงผู้สมัครเพียงไม่กี่คนที่จะทำอะไร จะปรับปรุงอะไร หากบริเวณนั้น มีผู้คนอยู่ ต้องถามเขา ต้องคุยกับเขา ต้องดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วม อ.แก้ว ไม่เคยขายฝัน ที่อยากทำให้เขตทรงวาด เป็นมรดกโลก โดยไม่รู้ว่า แล้วคนทรงวาดคิดเห็นอย่างไร อ.แก้ว น่าจะเป็น
น่าจะยังเป็นเพียงผู้สมัครคนเดียว ที่ เคารพสิทธิการตัดสินใจของปัจเจกและชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมเป็นสังคมใหญ่
พ้นไปจากมิติในการมองมนุย์ มุมมองการพัฒนา พื้นที่ / โครงสร้างสาธารณูปโภค – สาธารณูปการ ก็โดดเด่นไม่น้อย เพราะสิ่งที่ อ.แก้ว มอง ไม่ได้มอง เรื่องเหล่านี้เป็นชิ้นๆ เป็นอันๆ แต่ มองมันเป็น ส่วนประกอบของเมืองใหญ่ โดยมองที่ภาพใหญ่ มองที่เนื้อเมืองของ กทม. ก่อน ซึ่งเมือมองเมืองจากมุมสูง ก็ย่อมเห็นความพร่อง และล้นเกิน ของงานพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่
มุมมองต่องานบริการสังคม : อ.แก้ว เป็นผู้สมัครเพียง 1-2 คน ที่ไม่เคยขาย การ “บริการฟรี” ของภาครัฐ โดยไม่คำนึงถึงที่มาของงบประมาณ และผลกระทบที่จะเกิดจากการบริการฟรี อีกทั้งยังชัดเจนที่ทำให้เห็นถึงมุมมองของการร่วมทำงานบริการระหว่างรัฐท้องถิ่นกับชุมชน ผ่านการมีกลไกการจัดการทั้งในรูป คณะกรรมการ มูลนิธิ กองทุน รวมถึง การมี public space ขนาดพอเหมาะกับการเข้าถึงและการจัดการของกลไก
มุมมองต่อการบริหารท้องถิ่น : ด้วยความเป็น ผู้สมัครอิสระ จึงรอดพ้นจากการต้องอ้างอิงการเมืองใหญ่ นั่นทำให้ ความเป็นอิสระในการบริหารเมืองศูนย์กลางของโลกอย่าง กทม. มีความ SMART และเด็ดขาดมากพอ อีกทั้งความเป็น นักกฎหมายที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างมากมายในการจัดการการคอร์รัปชั่น ทำให้ อ.แก้ว เป็นเพียงคนเดียวที่ชัดเจนที่จะปรับการบริหารจัดการท้องถิ่นเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดึงการมีส่วนร่วมจากชุมชน หรือการใช้กฎหมายจัดการ….นั่นทำให้ผู้สมัครคนนี้ เอ่ยปากว่า หากจัดการได้ จะมีงบอีกหลายพันล้านที่จะเอามาใช้พัฒนากรุงเทพฯ ให้ลูกหลาน
ในฐานะมนุษย์ที่มีอายุเดินเข้าใกล้เลข 40 เมื่อฟัง ผู้สมัครหลายคนตอบคำถามว่า วันเด็ก ในฐานะ ผู้ว่าฯ ท่านจะทำอะไรให้กับ เด็กและเยาวชน บ้าง
อ.แก้วสรร ก็เป็น ผู้สมัครเพียงคนเดียวที่กล้าบอกว่า ผมจะมองเขาไปในดวงตาของคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ของเด็กและเยาวชน เป็นผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ แล้วถามพวกเขาว่า พวกคุณจะทำอะไรให้ ลูกหลาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะปล่อยให้ลูกหลาน เติบโตอย่างทุกข์ยากในเมืองที่เสี่ยงภัยแห่งนี้
ผมฟังแล้วอึ้งครับ…..นี่ละครับ เบอร์ 12 แก้วสรร อติโพธิ
