jump to navigation

จิตสำนึกสาธารณะ เรื่องหมูๆ ที่ไม่หมู สิงหาคม 30, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
8 comments

สืบเนื่องจากที่ผมได้มีโอกาสไปชวนผู้บริหารท้องถิ่นพูดคุย และชวนให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ ในการสัมมนาวิชาการท้องถิ่นของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ผมเลยขอเอามาเขียนเป็นบทความเพื่อพูดคุยกับผู้อ่านดังนี้

 

ผมคิดว่าเวลาเราพูดเรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ เราเข้าใจไม่ต่างกันว่า เรากำลังเห็นภาพของการที่ผู้คนมีสำนึกต่อส่วนรวม  ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม มากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือ ให้ มากกว่า รับ ผมเรียกคนเหล่านี้ว่า เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจโตกว่าคนปกติโดยทั่วไป

 

กิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือกิจกรรมเพื่อสาธารณะมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน กลุ่มที่ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน กลุ่มอาสาสมัครของบริษัทที่ออกไปปลูกป่า ออกไปพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพให้ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครปอเต็กตึ้ง …..รวมไปถึง การทำบุญ ทำทาน อันเป็นรากฐานใหญ่ของพุทธศาสนิกชนคนไทย

 

อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เคยเขียนบทความที่ผมจำชื่อไม่ได้ แต่ที่ผมจำได้แม่น คือ อาจารย์บอกว่า สังคมหรือชุมชนที่น่าอยู่ คือ สังคม ชุมชนที่มี Give Economy พอๆ กับ Commodity Economy  ผมไม่แน่ใจทำไมอาจารย์จึงฟันธงเช่นนั้น แต่ผมก็เชื่อและจำติดกระบาลมา และเมื่อผมลองเอา แผนที่โลกที่แสดงค่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ของประเทศต่างๆ (gini coefficient map) มาทาบกับแผนที่โลกที่แสดง human development index ก็ดูจะสัมพันธ์กันพอจะบอกได้ว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้ไม่แตกต่างกัน มักเป็นประเทศที่มีดัชนีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่สูงด้วย

 

หันกลับมาดูบ้านเรา ผมคิดว่าการงานเพื่อสาธารณะ เพื่อส่วนรวม การทำบุญสุนทาน บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า แต่ดูเหมือนมันยังขาดๆ อะไรบางอย่าง ซึ่งผมมีข้อสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานเพื่อสาธารณะ ก็เพื่อผลประโยชน์ตัวเองในระยะสั้นกัน (วิธีคิด)

 

ผมสังเกตว่า  เราพร้อมที่จะทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างวิหาร และมหาเจดีย์ มูลค่าหลายร้อยล้าน หลายพันล้านบาท มากกว่าจะยินดีทำบุญกับวัดพระบาทน้ำพุ ที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ใช่หรือไม่ว่า เราหวังว่าเราจะได้อะไรบางอย่างจากการทำบุญในครั้งนั้นเพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น

 

ผมสังเกตว่า เราพร้อมที่จะลงมือเก็บขยะกันอย่างแข็งขัน  ก็เพราะขยะมีมูลค่า ขายเป็นเงินได้ แต่ไม่ใช่ ตัดสินใจลงมือเก็บขยะหรือแยกขยะ เพราะหวังจะให้ คนเก็บขยะกลับบ้านได้เร็วขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ….ใช่หรือไม่ว่า เราทำกิจกรรมสาธารณะอย่างการเก็บขยะ ก็เพื่อตัวเราอีกเช่นกัน….ผมได้ข่าวว่าในหลายชุมชนถึงกับมีการขโมยขยะกันทีเดียว นี่มิต้องบอกใช่ไหมครับว่า เราโลภมากกันขนาดไหน

 

ผมสังเกตเห็นว่า เราพร้อมที่จะใส่หมวกกันน๊อค ก็เพราะกลัวถูกตำรวจจับ หรือไม่ก็กลัวว่าเราจะได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้ มีสำนึกของการใส่หมวกกันน๊อค เพราะเป็นห่วงว่า การบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการไม่สวมหมวกกันน๊อค จะไปแย่งเตียงคนไข้ของคนอื่นหรือไปแย่งงบประมาณการรักษาพยาบาลที่มีอย่างจำกัด…ใช่หรือไม่ว่า พฤติกรรมการสวมหมวกกันน๊อคของคนไทยเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนอีกเช่นกัน

 

กล่าวอย่างรวบรัด ผมเห็นว่า วิธีคิดและคำอธิบายของการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมของคนไทยนั้น มักจบลงที่ผลประโยชน์ส่วนตนระยะสั้น ซึ่งต่างกันอย่างมากกับ วิธีคิดและคำอธิบายของคนญีปุ่น ที่บอกเราว่า เขาสวมหน้ากากอนามัย เพราะเกรงว่า คนอื่นๆ จะติดเชื้อหวัดจากเขา  เขาแยกขยะ หรือ ล้างถุงพลาสติกที่ใส่ของก่อนทิ้งลงถังขยะทุกครั้ง เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานลำบาก และขยะจะได้ถูกกำจัดโดยง่าย  เขาสวมหมวกกันน๊อค เพราะมันเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่เขาทำได้ เพื่อจะได้ไม่ไปแย่งเตียงคนไข้คนอื่นๆ ที่อาจบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ป้องกันไม่ได้……..นี่คือคำอธิบายที่สะท้อนว่า เขาคิดถึงประโยชน์คนอื่นก่อน บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวในระยะยาว

 

วิธีคิดของคนไทยข้างต้น ผมเข้าใจว่ามันได้ขัดเกลาให้เชื่อฝังหัวกันว่า ใครก็ตามที่กำลังทำความดีเพื่อส่วนรวม เขากำลังทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ทำดีเพื่อเอาหน้า วิธีคิดที่ฝังหัวเช่นนี้ นำมาซึ่งปัญหาที่ผมเผชิญกับตัวเอง 2 ประการ กล่าวคือ  ประการแรก เมื่อเราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม หรือทำดี ต่อหน้าคนอื่นๆ เรามักจะ ไม่กล้า กระดากอาย กรณีของผม ผมจะรู้สึกอายที่จะบอกใครบนเรือข้ามฝาก ว่าอย่าทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ที่อาย ก็เพราะกลัวคนอื่นคิดว่า ไอ้นี่มันทำเอาหน้า…ผมไม่แน่ใจว่า หลายๆ ท่านเป็นแบบนี้ไหม

 

ประการที่สอง เมื่อจะส่งเสริมให้ใครทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือส่งเสริมอาสาสมัคร คนส่วนใหญ่จะบอกว่า คนที่เป็นอาสาสมัคร ทำงานเพื่อส่วนรวม ต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตัว ต้องเป็นคนดีมากๆ  กรณีที่ผมเจอ คือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมไปช่วยงานขบวนการอาสาสมัครให้กับ สสส.  ครั้นเมื่อองค์กรพัฒนาเอกชนสนใจเขียนโครงการเข้ามาและมีค่าตอบแทน ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาโครงการให้ความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า เมื่อมาทำงานอาสาสมัครต้องไม่มีค่าตอบแทน….ผมคิดไปว่าถ้าไม่มีค่าตอบแทนแล้วลูกเมียเขาจะเอาที่ไหนกินละครับ เจอแบบนี้บ่อยๆ ผมเลยลาออกมาพร้อมกับความไม่เข้าใจ ผมยังคิดต่อไปอีกว่า ถ้า สสส.ไม่มีค่าตอบแทนในการอ่านโครงการ จะยังมีใครทำงานให้ สสส. อยู่ไหม??????

 

ผมคิดว่านี่เป็นด่านวัฒนธรรมของงานพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะที่ต้องก้าวข้าม ต้องสร้างคำอธิบายใหม่ ให้ความหมายใหม่แก่การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือแม้แต่การทำบุญ  ต้องสร้างคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อประโยชน์ท่าน ประโยชน์ต่อส่วนรวมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย หรือประโยชน์ต่อคนอื่นที่มีความสัมพันธ์กับเราในฐานะสมาชิกของสังคม

 

สุดท้ายสำหรับคนหนุ่มสาว….ผมอยากท้าให้พวกเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าการงานเพื่อส่วนรวม การเป็นอาสาสมัครที่เราฮิตทำกันอยู่นั้น เรากำลังทำเพื่อใคร เพื่อประโยชน์ใด..ว่ากันว่า หากเพียงงานเพื่อส่วนรวมระดับครอบครัวอย่างกวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน ยังไม่ทำ แต่กลับเสนอตัวไปเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องโลกร้อน การงานส่วนรวมแบบนี้น่าจะเป็นมายาภาพของอาสาสมัครและหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ หรือเปล่าครับ

 

บุญรักษาครับ

หมูอวบ

ชวนคุย จิตสำนึกสาธารณะ สิงหาคม 27, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: , ,
add a comment

เมื่อวาร 26 สิงหาคม 2552 ผมได้มีโอกาสไปเสนองาน เรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ : ประสบการณ์จากต่างประเทศ ที่สถาบันพระปกเกล้า เนื่องในงานประชุมประจำปีของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น

แต่แท้จริงแล้ว ผมไม่ได้ไปเสนอเนื้อหาวิชาการอะไรเลยครับ ไปแบบชวนคุยมากกว่า โดยสรุปผมมีประเด็น 3 ประเด็นที่พยายามชี้ให้ ผู้บริหารท้องถิ่นเห็น คือ

1) จิตสำนึกสาธารณะ หรือ จิตสำนึกเพื่อส่วนร่วม เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ สังคมที่น่าอยู่ แข็งแรง ต้องมี give economy พอๆ กับ commodity economy ผมเอาภาพแผนที่โลกที่แสดง Gini_coefficient ปี 2006 เทียบกับ แผนที่โลก HDI ก็จะเห็นว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้แคบๆ นั้น คือประเทศที่มี HDI สูงๆ ทั้งนั้น ครับ

gini_HDI2006

2) กิจกรรมเพื่อสาธารณะ ที่เราเห็นนั้น แม้จะ เหมือนกัน หรือคล้ายกัน แต่ mental model หรือตัววิธีคิดนั้น อาจแตกต่างกันมาก…และนั้นสำหรับผม คือ สาระสำคัญ
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ…เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองระยะสั้น ไม่ว่าเป็น
…….การทำบุญ คนจำนวนไม่น้อย ยินดีบริจาคเงินสร้าง มหาเจดีย์มูลค่านับพันล้าน มากกว่า จะให้เงินเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ของวัดพระบาทน้ำพุ
……เรา สวมหมวกกันน๊อค เพราะว่า เรากลัวตำรวจจะจับเรา หรือกลัวว่าศรีษะเราจะได้รับอุบัติเหตุ มากกว่า กลัวว่าเราจะต้องไปแย่งที่คนไข้ หรือผู้บาดเจ็บคนอื่น จากอุบัติเหตุที่ป้องกันไม่ได้ หรือไปแย่งใช้งบประมาณส่วนกลาง
…… เราเก็บขยะที่ขายได้ เพราะ เราเอาไปขายแล้วได้เงิน เข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ใช่ เพราะว่าจะช่วยทำให้คนเก็บขยะ กลับบ้านเร็วขึ้น หรือได้อยู่กับครอบครัวนานขึ้น
บุญ

…… เราต่างทำกิจกรรมสาธารณะ แต่ตัวเองกับใหญ่ขึ้น…….

ต่างจาก คำอธิบายในสังคมอื่น ที่เขาทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมเพราะว่าจะทำให้ คนอื่น หรือส่วนรวม ได้ประโยชน์ เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ตัวเอง ก็จะได้ประโยชน์ด้วย = ผลประโยชน์ตัวเองระยะยาว ……ไม่ใช่ ผลประโยชน์ระยะสั้นแบบคนไทย

นั่น นำไปสู่ปัญหาที่สำคัญ เลยละครับ เพราะมันทำให้เราส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำไปเพราะ เอาหน้า เอาประโยชน์เข้าตัว เมื่อเชื่อกันแบบนี้ มันจึงมี สมมติฐานสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ

1. หลายคนไม่กล้าทำดี หรือทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม เพราะ อาย ……เกรงว่าคนอื่นจะบอกว่า ทำเอาหน้า….งั้นไม่ทำดีกว่า
2. หรือ ถ้าใครทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ใครเป็นอาสาสมัคร ก็จะเชื่อว่า ต้องไม่เอาประโยชน์ส่วนตัว ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวมจริงๆ

สมมติฐานทั้ง 2 นี้ สำหรับผมคิดว่ามันเป็นอุปสรรคอย่างมากในการพัฒนางานเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ

3) ผมตั้งคำถามสำคัญกับผู้บริหารท้องถิ่น ครับว่า เราจะจัดบริการสาธารณะอย่างไร ที่ไม่ทำให้ ผู้บริโภค (ที่หวังประโยชน์แต่ตัวเอง) กลายเป็นปัจเจก ที่ไม่สน ส่วนรวม แต่ทำให้ ผู้บริโภค หรือปัจเจก กับ ส่วนรวมเชื่อมโยงกัน


อย่างกรณี การทำโครงการขยะทองคำ
เป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างเงื่อนไขให้ ผู้ที่นำเอาขยะรีไซเคิลมาขาย ต้องบริจาคส่วนหนึ่งเป็นกองทุนกลางสำหรับชุมชน หรือทำให้ Give economy โตพอๆ กับ Commodity economy นั่นเอง

อันนี้เป็น file  ที่ผมใช้นำเสนอครับ

http://www.uploadtoday.com/download/?490479&A=557237