jump to navigation

ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย ที่ใครก็ต้องดู พฤศจิกายน 3, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: ,
add a comment

ชวนกันไปดูละครครับ ฝีมือพี่ตั้ว ผู้ที่ไม่เคยทำให้คนดู ผิดหวังครับ …..มีแต่คนดูทำให้พี่แกผิดหวังเท่านั้น เพราะดันมีคนไปดูไม่มากครับ

———————————————————————————————

เตรียมตัวพบกับ การกลับมาอีกครั้งของ akaoni ยักษ์ตัวแดง โปรดักชั่นที่เคยสั่นสะเทือนวงการละครไทย และสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมไม่รู้ลืมจากการแสดงมาแล้วทั่วโลก จากของผู้กำกับนักการละครแถวหน้าจากโตเกียว

ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย ที่ใครก็ต้องดู อย่าบอกใครว่าชอบดูละครเพลง ถ้ายังไม่รู้จักลิเกอย่าง “ยักษ์ตัวแดง” RED DEMON ผลงานเรื่องเยี่ยมชิ้นล่าสุดจากกลุ่มละครมะขามป้อม ที่ได้รับเชิญไปแสดงที่งานเปิดโรงละคร Tokyo Metropolitan Arts Space (TMAS) ประเทศญี่ปุ่น

จากละคร “Red Demon (AKAONI)” ของ Hideki Noda นักการละครเลื่องชื่อจากโตเกียว สู่ลิเกร่วมสมัย โดยประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาการแสดง ปี ๒๕๔๗ ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ซ.เกษมสันต์2 ใกล้ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ

วันแสดง อาทิตย์ 1 ถึง อาทิตย์ 8 พฤศจิกายน 2552 เสาร์ – อาทิตย์ รอบ 14.00 น. จันทร์ – ศุกร์ รอบ 19.30 น. บัตรราคา 500 , 300 บาท นร.นศ.และผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไปราคา 200 บาท จองบัตรด่วนที่ 087-221-3111

เปลี่ยนโลกด้วยความสนุกครับ ตุลาคม 26, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: , ,
add a comment

ได้ e-mail จากพี่คนหนึ่งที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากในคิดกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

ว่าด้วยทฤษฎีความสนุก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม แค่คิดว่าทำแล้ว “สนุก” คนส่วนใหญ่ก็เริ่มสนใจอยากจะลอง ยิ่งถ้าลงมือทำแล้ว มันเกิดสนุกขึ้นมาจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ยิ่งชวนให้ทำซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง…ทำซ้ำจนกลายความเคยชิน พฤติกรรม นิสัย หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก

เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ อาจต่างกันบ้างในรายละเอียดของการให้นิยามความสนุก เพราะเรื่องสนุกของเราอาจไม่สนุกสำหรับเขา และเรื่องสนุกของเขาก็อาจไม่สนุกสำหรับเรา…ก็เป็นได้

แต่รวมๆ แล้ว ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่าสนุก มันก็มักจะสนุกจริงๆ นั่นแหละ

แล้วอย่างการรณรงค์ให้ช่วยกันดูแลโลกล่ะ จะสามารถทำให้คึกคักสนุกสนานมากกว่าแค่พูดปาวๆ ว่า “ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า แอร์ 25 องศา ปลูกต้นไม้” ได้หรือไม่

แคมเปญล่าสุดของโฟล์กสวาเก็น สวีเดน คือหนึ่งในคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นไปได้จริง เพียงแต่ต้องเติมความคิดสร้างสรรค์และเหยาะไอเดียมันส์ๆ ลงไปด้วย

โฟล์กสวาเก็น เชื่อใน “ทฤษฎีแห่งความสนุก” (The Fun Theory’) ที่ว่า ความสนุกสามารถหลอกล่อให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายที่สุด …ไม่ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วทำเป็นแคมเปญโฆษณาที่เผยแพร่ผ่าน Viral Video (คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดในโลกออนไลน์ได้รวดเร็วเหมือนไวรัส)

ชิ้นแรกชื่อ “บันไดเปียโน” (Piano Staircase)

งานนี้ทีมงานใช้เวลาในช่วงดึกดื่นเพื่อแปลงโฉมบันไดหน้าตาธรรมดาๆ ของสถานีรถไฟแห่งหนึ่งกลางกรุงสต๊อกโฮม ให้กลายเป็นแป้นกดสีขาวดำบนคีย์ของเปียโน แถมยังติดตั้งเสียงแต่ละโน้ตของเปียโนลงไปในแต่ละขั้นบันไดด้วย บอกแค่นี้ก็พอจะจินตนาการภาพของความสนุกได้แล้วใช่ไหม

ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้คนที่มาใช้บริการรถไฟที่สถานีแห่งนั้นต่างสนุกสนานกับการเดินเหยียบคีย์เปียโนจำลองที่ส่งเสียงได้เหมือนเปียโนจริงๆ

จากที่เคยเงียบเหงาเพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้บันไดเลื่อน ก็กลายเป็นบันไดที่คึกคักขึ้นมาด้วยเสียงดีดเปียโน…

เชื่อหรือไม่ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทำให้จำนวนคนที่เดินขึ้นลงบันไดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66

คนที่คุ้นชินกับการขึ้นบันไดเลื่อนจะเดินตรงมายังบันไดเลื่อนตามปกติ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของขั้นบันได ไม่ว่าจะด้วยความประหลาดใจหรือความอยากรู้ อย่างน้อยมันก็ทำให้หลายคนหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนใจออกแรงก้าวซ้ายขวาแทน

http://www.onopen.com/thitinants/09-10-25/5097

ตอมแมลงวัน : ทำไมโลกจึงบิดเบี้ยวในสายตาคนอเมริกัน กันยายน 18, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: ,
add a comment

พี่วิไล ตระกูลสิน ได้แปล เนื้อหาเรื่องนี้ จาก www.ted.com  ซึ่งเป็น website ที่รวบรวม บทพูด ที่น่าสนใจไว้เป็นจำนวน มาก……

อลิซ่า มิลเลอร์ ซีอีโอของ Public Radio International ในอเมริกา ผู้ผลิตรายการวิทยุอิสระ เจ้าของคำขวัญ “ฟังสียงที่แตกต่าง – hear a different voice” กล่าวไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2008 ว่าขณะที่คนอเมริกันต้องการรู้เรื่องราวในโลกมากขึ้น สื่ออเมริกันส่วนใหญ่กลับไม่ได้ทำหน้าที่นั้น 

เพื่อแสดงให้เห็นว่าข่าวมีอิทธิพลต่อการมองโลกอย่างไร เธอแสดงภาพแผนที่โลกที่แต่ละประเทศจะมีขนาดใหญ่เล็กตามจำนวนเวลาที่สื่อ อเมริกันเสนอข่าว ในแผนที่นั้นทั้งสหรัฐ และอิรักมีขนาดพองโตมาก ขณะที่ประเทศอื่นๆ แทบจะลีบหายไป
 
รูป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เป็นตัวเลขจากปริมาณข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2007 เดือนที่เกาหลีเหนือยอมรื้อถอนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เกิดน้ำท่วมใหญ่ในอินโดเนเซีย และ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Changeหรือคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) แถลงผลการศึกษาที่กรุงปารีสยืนยันว่าภาวะโลกร้อนเป็นผลจากน้ำมือมนุษย์ แต่เนื้อข่าว 79% เกี่ยวกับอเมริกา ถ้าเอาข่าวอเมริกาออก ที่เหลืออีก 21% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอิรัก แทบไม่มีข่าวอื่นเลย มีข่าวเกี่ยวกับรัสเซีย จีนและอินเดียรวมกันเพียง 1%
 
เมื่อวิเคราะห์เนื้อข่าวทั้งหมด พบว่ามีข่าวหนึ่งที่กลบข่าวประเทศอื่นๆ หมดยกเว้นอิรัก คือข่าวการตายของแอนนา นิโคล สมิธ  (อดีตนางแบบเพลย์บอยที่เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย) และข่าวนี้กินเนื้อที่ข่าวมากกว่ารายงานของ IPCC ถึงสิบเท่า วงจรเช่นนี้ยังเกิดขึ้นต่อไป เพราะบริตนีย์ สเปียรส์ กำลังมาแรง
 
ทำไมเราจึงไม่รู้ข่าวของโลกมากขึ้น เหตุผลหนึ่งคือ สำนักข่าวลดเจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศลงครึ่งหนึ่ง นอกจากสำนักข่าว ABC ที่มีสำนักงานเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวในไนโรบี นิวเดลี และมุมไบแล้ว ไม่มีสำนักข่าวต่างประเทศของอเมริกาในอาฟริกา อินเดียและอเมริกาใต้ ทั้งๆ ที่มีประชากรรวมกันกว่าสองพันล้านคน
 
ที่แย่กว่านั้นคือทีวีอเมริกันเสนอข่าวต่างประเทศเพียง 12%
 
ลองพิจารณาเว็บไซต์บ้าง ในปี 2007 ศูนย์วิจัย Pew ร่วมกับวิทยาลัยวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย วิเคราะห์ข่าวที่ปรากฏบนหน้าแรกของกูเกิ้ลจำนวน 14,000 ข่าว พบว่าพูดถึงเหตุการณ์เพียง 24 เหตุการณ์ และข่าวต่างประเทศที่เสนอผ่านสื่อคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นการนำข่าวจากสำนัก ข่าวเอพีและรอยเตอร์มาเสนอใหม่ และไม่ได้ให้บริบทที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความเชื่อมโยงมากขึ้น
 
ทั้งหมดนี้จึงอธิบายว่าทำไมคนอเมริกันทั้งกลุ่มที่จบปริญญาและกลุ่มที่ ไม่ค่อยมีการศึกษาจึงรู้เรื่องราวของโลกน้อยกว่าคนกลุ่มเดียวกันเมื่อ 20 ปีก่อน และถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะคนอเมริกันไม่สนใจก็ไม่จริง ในช่วงสองสามปีมานี้ คนอเมริกันที่กล่าวว่าติดตามข่าวต่างประเทศอย่างใกล้ชิดมีเพิ่มขึ้นกว่า 50%
 
คำถามคือ เราอยากให้คนอเมริกันเห็นโลกแบบบิดเบี้ยวเช่นนี้หรือ เธอเชื่อว่าเราทำได้ดีกว่านี้ และเราต้องทำ

ปัญหาวิทยานิพนธ์ ข้อบังคับว่าด้วย “ฟอนต์” และ “ไฟล์” กันยายน 14, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
2 comments
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com


เมื่อ ไม่กี่วันมานี้ มีกระทู้ร้อนๆ บนเว็บบอร์ดของ พันทิพ ซึ่งปกติผมไม่ได้เข้าอยู่แล้ว แต่ข่าวนี้เป็นที่สนอกสนใจของคนจำนวนมาก ก็เลยมีการบอกต่อๆ กันในหมู่คนที่ใช้อินเตอร์เน็ต กระจายไปตามเว็บต่างๆ นับว่าเป็นกระทู้ร้อนๆ กระทู้หนึ่งเลยทีเดียว ก็ต้องเข้าไปอ่านกับเขาหน่อย

กระทู้ ที่ว่านั้นเป็นเรื่องว่าด้วยข้อบังคับในการพิมพ์วิทยานิพนธ์ส่งของบัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งบังคับให้นิสิตส่งวิทยานิพนธ์เล่มเต็มเป็นไฟล์ Office 2003 บังคับฟอนต์เป็น Angsana ซึ่งเจ้าของกระทู้เห็นว่าไม่ยุติธรรมหรือเป็นการจำกัดสิทธิในการที่จะใช้ ทั้งโปรแกรมและตัวระบบปฏิบัติการ เนื่อง จากรูปแบบที่มหาวิทยาลัยกำหนดนั้นไปลงล็อคที่บริษัทเอกชนเจ้าเดียวคือ ไมโครซอฟท์ที่เป็นเจ้าของทั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และตัวโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชั่นดังกล่าวที่ไม่สามารถใช้บนระบบปฏิบัติการอื่น ได้

ในขณะที่ฟอนต์ Angsana ก็เป็นฟอนต์ที่มีทั้งสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์คุมอยู่ ซึ่งระบบปฏิบัติการวินโดวส์เท่านั้นซื้อมาไว้ให้ชาววินโดวส์ใช้

ถ้า มองจากมุมมองของมหาวิทยาลัย อาจจะพอเข้าใจได้ว่าต้องการรูปแบบที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์กำหนดไว้ มีความเป็นมาที่พอเข้าใจได้ เพียงแต่ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยน ไปมากแล้ว แต่มหาวิทยาลัยไม่เปิดตาออกมาดูโลกภายนอก

ว่ากันแค่เรื่องฟอนต์ ปัจจุบันเรามีฟอนต์ที่สวยงามเป็นระเบียบให้เลือกใช้ทดแทนมากมายที่เป็นฟอนต์ เสรี หน่วยงานอย่างเช่น SIPA ก็ลงทุนลงรอนในเรื่องนี้มานาน แต่เหมือนกับจะไม่ค่อยมีใครรับรู้ แม้แต่หน่วยงานราชการด้วยกันเองก็ยังคงบังคับฟอนต์ในลักษณะเดียวกันอยู่

เรื่องฟอนต์นี่ยังไม่เท่าไรเพราะแม้แต่ฟอนต์ทดแทน Angsana ที่ชาวลีนุกซ์ใช้กันอยู่ก็มี อย่างที่คนออกระเบียบก็ดูไม่ออกด้วยซ้ำ

เมื่อ ตอนที่แฟนผมทำซี 8 ก็เจอปัญหาแบบ เดียวกันนี้ แต่ที่เจอยิ่งกว่าก็คือ ฟอนต์ภาคบังคับ นั้นพิมพ์ลงบนกระดาษแล้วขนาดมันจะไม่มาตรฐาน เล็กลงกว่าปกติ ถูกกรรมการติงมา สุดท้ายต้องแก้ด้วยการใช้โปรแกรมโอเพ่นออฟฟิศ ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์ แล้วใช้ฟอนต์ Angsima ที่เป็นฟอนต์เสรีทดแทน Angsana พิมพ์งานออกมาส่ง ทุกอย่างถึง ได้ราบรื่น

การบังคับรูปแบบไฟล์ที่เข้าล็อคระบบปฏิบัติการเอกชนรายเดียวนี่ ผมว่ามหาวิทยาลัยต้องเก็บเอาไปคิดมากๆ หน่อย

คนที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯไม่ได้ใช้แต่วินโดวส์ ยังมีบางคนใช้แมคอินทอช ใช้ลีนุกซ์ด้วย

ถ้า เพียงแต่มหาวิทยาลัยจะเปิดใจสักนิด อย่างเรื่องฟอนต์ก็น่าจะสามารถยืดหยุ่นได้ เช่น ระบุว่าใช้ฟอนต์ Angsana หรือฟอนต์ทดแทนที่ใกล้เคียง ถ้ากลัวจะใช้ฟอนต์พิสดารก็ระบุไปได้อีก ห้ามใช้ฟอนต์ตัวเขียนหรืออะไรอื่นๆ ก็ว่าไป

เว้นแต่มหาวิทยาลัยยังติดอยู่ในโลกสมัยจอมพล ป.

ส่วน เรื่องรูปแบบเอกสาร แทนที่จะบังคับเป็นออฟฟิศ 2003 ก็ให้เป็นมาตรฐานเอกสาร กลางๆ แทน หากเอาอย่างที่เขาใช้กันเป็นสากลอยู่ ก็คือ เอกสารพีดีเอฟครับ มันจะหมดปัญหาพวกนี้ไป เลย ยังไม่ต้องก้าวไปถึงมาตรฐานเอกสารแบบเปิด หรือโอเพ่น ดอคคิวเมนต์ ฟอร์แมต (ODF) ด้วยซ้ำ

แม้พีดีเอฟจะเป็น รูปแบบเอกสารของเอกชนเจ้าเดียว แต่มันเปิดกว้างสำหรับทุกระบบปฏิบัติการ เขียนด้วยอะไรก็แปลงไปเป็นพีดีเอฟ โดยผู้รับก็ไม่มีปัญหาเรื่องรูปแบบเพี้ยน หรือเปิดไม่ได้

จะว่าไป แล้วข้อบังคับของบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผมว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆอีกหลายแห่งก็อาจจะมีเหมือนกัน) สะท้อนอะไรบางอย่างของสังคมไทยได้ไม่น้อย แต่ก็ยังพอกล้อมแกล้มหาคำอธิบายให้เข้าใจได้อยู่เหมือนกัน

ไม่เหมือนเรื่องข้อบังคับเรื่องเครื่องแบบนักศึกษา นั่นหาคำอธิบายให้เห็นเหตุเห็นผลที่เป็นรูปธรรมไม่ได้เลย

เรื่องขำๆ ที่ น่าคิด กันยายน 14, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: ,
add a comment

เอามาจาก  http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D8311981/D8311981.html

Q: Doctor, I’ve heard that cardiovascular exercise can prolong life. Is this true?
คุณ หมอครับ ผมเคยได้ยินว่าการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ (ออกแบบเหือกๆ แบบหนักๆ ต่อเนื่องๆ เหงื่อซกๆๆๆ) สามารถทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้จริงไหมครับ
A: Your heart is only good for so many beats, and that’s it…  don’t waste them on exercise. Everything wears out eventually.  Speeding up your heart will not make you live longer; that’s like saying you can extend the life of your car by driving it faster.  Want to live longer?  Take a nap.  
นี่คุณ หัวใจน่ะ มันใช้ได้ดีสำหรับเต้นตึ๊กๆๆ ไม่กี่ครั้งเองนะ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าไปเสียเวลาออกกำลังเลย ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งใช้ๆเข้า มันก็หมดเกลี้ยงนะ ฉะนั้น การทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นบ่อยๆ น่ะไม่ได้ช่วยให้อายุยืนหรอก ก็เหมือนๆ กับ ถ้าคุณจะพูดว่าขับรถเร็วๆ จะทำให้รถของคุณคงทนขึ้นอย่างนั้นน่ะเหรอ? ถ้าอยากอยู่นานๆ ก็งีบหลับซะเหอะ

Q: Should I cut down on meat and eat more fruits and vegetables?
ผมควรจะลดปริมาณการกินเนื้อ แล้วเพิ่มการกินผักผลไม้ไหมครับ?
A: You must grasp logistical efficiencies.  What does a cow eat?   Hay and corn.   And what are these?  Vegetables.  So a steak is nothing more than an efficient mechanism of delivering vegetables to your system.   Need grain?   Eat chicken.   Beef is also a good source of field grass (green leafy vegetable).   And a pork chop can give you 100% of your recommended daily allowance of vegetable products.
ใช้วิจารณญาณเชิง ตรรกะเหตุผลเอาละกันคุณ วัวมันกินอะไรล่ะ? ก็หญ้าแห้งและก็ข้าวโพด ซึ่งไอ้สองอย่างนี่มันคืออะไรล่ะ? ก็ผักไง! ฉะนั้น การกินเนื้อสเต๊กเนี่ย มันคือหนทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งผักเข้าสู่ร่างกายเรา ถ้าต้องการธัญพืชเหรอ? ก็กินไก่สิ! ยิ่งกว่านั้นนะคุณ เนื้อวัวน่ะยังเป็นแหล่งผักใบเขียวที่ดีด้วย (ก็วัวมันกินหญ้าเขียวๆ) และพอร์คช็อปน่ะสามารถให้คุณค่าทางอาหารจากพืชที่เพียงพอต่อความต้องการของ คุณในวันนึงเลยทีเดียว

Q: Should I reduce my alcohol intake?  
ผมควรจะลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงไหมครับ
A:  No, not at all.  Wine is made from fruit.  Brandy is distilled wine, that means they take the water out of the fruity bit so you get even more of the goodness that way.   Beer is also made out of grain.  Bottoms up!
ไม่ ไม่จำเป็นเลย ไวน์น่ะทำมาจากผลไม้ บรั่นดีก็คือไวน์ที่กลั่นแล้ว นั่นหมายความว่าส่วนที่เป็นน้ำถูกเอาออกไปจากส่วนผลไม้ มันก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยน่ะสิ เบียร์ก็มาจากธัญพืช……เอ้า………..หมดแก้ว!!!!

Q: What are some of the advantages of participating in a regular exercise program?
ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอคืออะไรครับ?
A: Can’t think of a single one, sorry.  My philosophy is: No Pain…Good!
หมอเองยังคิดไม่ออกสักข้อเลยคุณ เสียใจด้วยนะ ปรัชญาของหมอคืออะไรที่ไม่ทรมาน ก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ!

Q:  Aren’t fried foods bad for you?  
อาหารทอดๆ นี่มันไม่ดีสำหรับร่างกายใช่ไหมครับ?
A:  YOU’RE NOT LISTENING!!! …..  Foods are fried these days in vegetable oil.  In fact, they’re permeated in it.  How could getting more vegetables be bad for you?  
คุณนี่หูแตกรึไง!! ปัจจุบันนี้อาหารทอดก็ถูกทอดในน้ำมันพืชทั้งนั้นแหล่ะ และน้ำมันพืชก็อยู่ในอาหารพวกนั้นนี่นา แล้วการกินพืชมากขึ้นมันไม่ดีตรงไหนวะ?

Q:  Will sit-ups help prevent me from getting a little soft around the middle?
การซิท-อัพช่วยป้องกันไขมันรอบหน้าท้องได้ไหมคะ?
A: Definitely not! When you exercise a muscle, it gets bigger. You should only be doing sit-ups if you want a bigger stomach.  
ไม่มีทาง! เวลาคุณออกกำลังกล้ามเนื้อมันก็จะใหญ่ขึ้น ถ้าคุณอยากมีพุงใหญ่ๆ ก็ซิท-อัพไปเหอะ

Q:  Is chocolate bad for me?  
ช๊อกโกแล๊ตนี่ไม่ดีใช่มั๊ยคะ
A:  Are you crazy? HELLO Cocoa beans! Another bean!!! Beans are good for you. It’s the best feel-good food around!
บ้ารึเปล่าคุณ? โว้ยยยยยยยย ก็เมล็ดโกโก้ไงเล่า!!!! แล้วธัญพืชมันก็ดีสำหรับคุณ ช๊อกโกแล๊ตน่ะมันเป็นอาหารที่เยี่ยมที่สุด!

Q:  Is swimming good for your figure?  
การว่ายน้ำดีต่อรูปร่างมั๊ยคะ?
A:  If swimming is good for your figure, explain whales to me.
ก็ถ้ามันดีจริง ไหนอธิบายซิว่า ปลาวาฬหุ่นดีแค่ไหนกันเชียว

Q:  Is getting in-shape important for my lifestyle?  
การมีรูปร่างดีๆ สำคัญต่อชีวิตมั๊ยคะ?
A:  Hey!  ’Round’ is a shape!  
โธ่เว้ย! แล้วทรงกลมๆ มันก็เป็น “รูปร่าง” ไม่ใช่เรอะ

Well, I hope this has cleared up any misconceptions you may have had about food and diets.
เอาล่ะ นี่คงแก้ปัญหาความเข้าใจที่ผิดๆ เรื่องโภชนาการที่ดีได้แล้วนะ

And  remember: และก็จำไว้ด้วยว่า
‘Life should NOT be a journey to the grave with the intention of arriving safely in an attractive and well preserved body, but rather to skid in sideways – Chardonnay in one hand – chocolate in the other – body thoroughly used up, totally worn out and screaming ‘WOO HOO, What a Ride’    
ชีวิตน่ะมันไม่ใช่การฝังจิตฝังใจเอาไว้กับการระมัดระวัง เพื่อรักษารูปร่างให้ดีๆ ไว้ แต่มันควรเป็นเหมือนการเล่นสไลเดอร์ มือข้างนึงไวน์ชาร์ดองเน่ไว้ และถือช๊อกโกแล๊ตไว้ในมืออีกข้าง ใช้ร่างกายทั้งหมดให้คุ้มๆ แหกปากกู่ก้อง เว้ยเฮ้ยยยยยย!!!! สนุกอะไรอย่างนี้!!
AND….แล้วก็นะ….

For those of you who watch what you eat, here’s the final word on nutrition and health. It’s a relief to know the truth after all those conflicting nutritional studies.  
สำหรับพวกที่ต้องคอยดูแล้วดูอีกว่ากินอะไรเข้าไปยังไงบ้าง อ่านด้านล่างนี่ซะ นี่คือข้อสรุปเกี่ยวกับโภชนาการและสุขภาพ อ่านแล้วจะโล่งเอามากๆ เลยที่ได้รู้ความจริงหลังจากที่ผลวิจัยทางโภชนาการเขาถกเถียงกันมานาน

1. The Japanese eat very little fat and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนญี่ปุ่นบริโภคไขมันน้อย และก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน

2. The Mexicans eat a lot of fat and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนแม๊กซิกันบริโภคไขมันเยอะโคดๆ  แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน
3. The Chinese drink very little red wine and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนจีนไม่ค่อยดื่มไวน์แดง และมีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน

4. The Italians drink a lot of red wine and suffer fewer heart attacks than Americans.  
คนอิตาเลี่ยนดื่มไวน์แดงเยอะมากๆ แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน

5. The Germans drink a lot of beers and eat lots of sausages and fats and suffer fewer heart attacks than Americans.
คนเยอรมันตะบี้ตะบันดื่มเบียร์ แถมยังยัดทะนานกินไส้กรอกและก็พวกอาหารไขมัน แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน

CONCLUSION ข้อสรุปก็คือ……..

Eat and drink what you like. ชอบอะไรก็กินๆ ดื่มๆ มันเข้าไปเหอะ

เคล็ดวิชา ไข่เจียว กันยายน 6, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: ,
add a comment

สุดยอดเคล็ดวิชาการทำไข่เจียว แนะนำโดย Calamity แห่ง pantip.com

http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D8212169/D8212169.html

ผมมิได้กล่าวเกินเลย แต่มีหลายท่านนำไปทดลองทำแล้ว ก็ออกปากเช่นนั้น

ตอบโจทย์ได้ทุกข้อเลย : ง่ายๆ …..ได้ไข่เจียวฟู่หนา ไม่แฟบ….ไม่อมน้ำมัน…..กรอบนอกนุ่มใน จริงๆ

ลองดูละกันครับ……รูปนี้ ผมทำเมื่อเช้าไข่เจียว

กรณี ดช.หม่อง ไร้สัญชาติ แต่ไม่ไร้รัฐ กันยายน 4, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ, เรื่องควรรู้.
Tags: ,
1 comment so far

หมายเหตุ : “มติ ชนออนไลน์”-รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ คณะทำงานโครงการบางกอกคลินิกฯเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายโดยสถานะและสิทธิ บุคคล ได้ทำความเห็นทางกฎหมายกรณีในกรณีปัญหาสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศ ของเด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งเป็นคนไร้สัญชาติประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสำเนาถึงนายกรัฐมนตรี

 

————————————————

เนื่องจากจากดิฉันได้รัมอบหมายจากคุณศุภชัย ใจสมุทรให้ทำความเห็นทางกฎหมายในกรณีปัญหาสิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศของ เด็กชายหม่อง ทองดี เพอื่ เสนอต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโดยขอ้ เท็จจริงตามบันทึกรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือทาง กฎหมายแก่เด็กชายหม่อง ทองดีลงวันท ี่ 1  กันยายน พ.ศ.2552 โดยนางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ ทนายความวิชาชีพประจำโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะ และสิทธิบุคคล กองทุนศาสตราจารย์คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดิฉันจึงขอ มีความเห็นทางกฎหมายดังต่อไปนี้
(1.) เด็กชายหม่องมีสิทธิเดินทางออกไปจากประเทศไทยเพอื่ ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ ?

 

 

หากฟังว่า เด็กชายหม่อง ทองดีเป็ นคนสัญชาติไทย สิทธิในการเดินทางเข้าออกจากประเทศไทย ย่อมเป็ นไปตามมาตรา 34 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่หากฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเดินทางเข้าออกจากประเทศไทย ย่อมเป็ นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่ง อาจจะเป็ น มาตรา 12  หรือ13  หรือ 15 หรือ 17  ทั้งนี้ ตามแต่สถานะบุคคลที่ด็กชายหม่องเป็นอยู่
ดังนั้น จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า เด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ? หากพบว่า เด็กชายหม่องเป็นคนต่างด้าวก็ต้องงพิจารณาต่อไปอีกว่า เด็กชายหม่องมีสถานะเป็ นคนต่างด้าวประเภทใด ?
(2.) สถานบุคคลตามกฎหมายไทยของเด็กชายหม่อง ทองดี
2.1. เด็กชายหม่องไม่มีสิทธิในสัญชาติในขณะที่กิด

 

เด็กชายหม่อง ทองดีไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด เพราะเกิดทบ้านต้นโชค หมูที่  5  ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2  พฤษภาคม 2540 จากบิดาและมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร (ปรากฏตามหนังสือรับรองสถานที่เกิด ลงวันที่ 15  ตุลาคม พ.ศ.2551  ออกโดยอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่) ทั้งนี้เป็นไปภายใต ้ มาตรา 7  ทวิ วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508  ซงึ่ ถูกแกไข้ ขและเพิ่ม เติม โดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2535
2.2 เด็กชายหม่องถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายในตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 
นอกจากนั้น เมื่อฟังว่า เด็กชายหม่องไม่มีสัญชาติไทย จึงถูกมาตรา7 ทวิ วรรค 3 ถือให้เป็น “ผู้ที่เข้ามาอยู่ใ นราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น”
แต่สถานะคนต่างด้าวเข้า เมืองผิดกฎหมายของเด็กชายหม่องสิ้น สุดลงโดยผลของมาตรา 7  แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับท ี่ 4 ) พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551
2.3  ฐานะการอยู่ของเด็กชายหม่องตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่  28  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นไปตามกฎกระทรวงตามมาตรา 7 ทวิ ววรค 3 ซึ่งยังร่างไม่เสร็จ
โดยหลักกฎหมายสัญชาติไทยปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2552  บัญญัติให้นำมาตรา7  ทวิ วรรค 3  ใหม่ มาใช้บังคับแทน มาตรา 7 ทวิ วรรค 3เก่า4อันหมายความว่า เด็กชายหม่องไม่อาจถูกถือว่า เป็นคนผิดกฎหมายคนเข้าเมืองอีกต่อไป
“ฐานะการอยู่” ของเด็กชายหม่องซึ่ง เกิดในประเทศไทยย่อมจะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงซึ่งกำลังยกร่างในกระทรวง มหาดไทย แต่อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงนี้ไ ม่อาจบัญญัติกำหนดฐานะการอยุ่ข องเด็กชายหม่องให้ขัดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน
จึงสรุปได้ว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่องเกิดในประเทศไทย จึงไม่อาจตกเป็นคนเข้า เมืองผิดกฎหมาย เพราะโดยหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน บุคคลไม่อาจถูกลงโทษในความผิดกฎหมายอาญาในการกระทำที่บุคคลมิได้ ระทำ

 

2.4 เด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ (Nationality – less Person)
เมื่อไม่ปรากฏว่า นายยุ้น นางมอย และเด็กชายหม่อง ทองดี ได้รับการพิสูจน์สัญชาติพม่า แม้อำเภอสันทรายจะระบุใน ท.ร.38/1 ว่า บุคคลทั้งสามเป็ น “คนสัญชาติพม่า” ก็ไม่ทำให้บุคคล ทั้งสามมีสถานะเป็นคนสัญชาติพม่าและปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุพการีของเด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่จากรัฐฉาน ความเป็นไปได้ในการพิสูจน์สัญชาติพม่าก็อาจเป็นปัญหาสำหรับคนชาติพันธุ์นี้ เนื่องจากเป็นชาติพันธุ์ทยังมีการสู้ รับกับกองทหารของรัฐบาลพม่า
จึงสรุปได้ว่า เด็กชายหม่อง ตลอดจนบุพการี ยังประสบความไร้สัญชาติ หรือความไร้รัฐ  เจ้าของสัญชาติ ไม่อาจกล่าวอ้างว่า เขาเป็นคนสัญชาติพม่า ตราบเท่าที่ยังไม่มีการพิสูจน์สัญชาติพม่า และไม่มีสัญชาติไทยของรัฐของดินแดนที่เกิดของเด็กชายหม่อง เขาจึงมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ
2.5  เด็กชายหม่องไม่ประสบปัญหาคนไร้รัฐ (Stateless Person)

 

 แต่เด็กชายหม่องไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐหรือความไร้รัฐเจ้า ของทะเบียนราษฎร ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลไทยโดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้บันทึกชื่อ เด็กชายหม่องใน 2  ทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร กล่าวคือ
ทะเบียนประวัติแรก ก็คือ การที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่อง ในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว (ท.ร.38/1) ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการกระทำนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีว่า
ด้วย แรงงานต่างด้าวตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา และทะเบียนประวัติที่สอง ก็คือ การที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ราษฎร (ท.ร.38 ก) ในทะเบียนประวัติเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ.2548 จนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ การกระทำนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 อันที่จะมุ่งให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทย ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษรหลายฉบับในเรื่องการขจัด ปัญหาความไร้รัฐให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยเฉพาะ (1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุยชน ค.ศ.1948 (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และ (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966
2.6  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอำนาจในการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่เด็กชายหม่อง ทองดี

 

ในส่วนประเด็นการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่เด็กชายหม่องโดยการให้ สัญชาติไทยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาจใช้อำนาจตาม มาตรา 7 ทวิ วรรค 2  ใหม่ เพื่ออนุญาตให้สัญชาติไทยแก่เด็กชายหม่อง ทั้งนี้ เพราะยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548  กำหนดสำหรับ “กรณีบุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ” ว่า รัฐบาลมีนโยบาย “ให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต รวมทั้งได้ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาและมีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือเป็นบุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ”
จึงสรุปได้ต่อไปว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่องไร้สัญชาติ และเป็น “บุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ” ตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 รัฐมนตรีก็มีอำนาจอนุญาตให้สัญชาติไทยแก่เด็กชายหม่อง

 

(3.) เหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ผลักดันบุพการีของเด็กชายหม่อง ทองดีออกจากประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายยุ้นและนางมอย ทองดี ซึ่งเป็นบุพการีของเด็กชายหม่อง เป็นชาวไทยใหญ่ จากบ้านน้ำจ่าง รัฐฉาน ประเทศพม่า ได้หนีภัยความตายจากรัฐฉานซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบระหว่างทหารของ รัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า การผลักดันครอบครัวของเด็กชายหม่องออกไปจากประเทศไทยจะเป็นการเสี่ยงภัยความ ตาย และเป็นการขัดต่อหลักการเคารพสิทธิในชีวิตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ข้อ 3 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ และข้อ ๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมืองค.ศ.1966 ซึ่งผูกพันประเทศไทยในสถานะกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งบัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ดังนั้น จึงไม่มีการผลักดันครอบครัวทองดีออกไปจากประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2538  จนถึงปัจจุบัน
ในช่วงแรกของการเข้ามาในประเทศไทย บุพการีของเด็กชายหม่องทำงานสวนในสวนลิ้นจี่ แถวบ้านเช่า หลังจากมารดาคลอดเด็กชายหม่องแล้ว จึงเห็นว่ารายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอ จึงย้ายครอบครัวไปรับจ้างก่อสร้างแถวมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเช่า เลขที่ 36 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ส่วนเด็กชายหม่องก็ได้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนบ้านห้วยทราย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และปัจจุบัน ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4การให้ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดีออกไปจากประเทศไทย ย่อมทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต่อเมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ภัยต่อชีวิตนั้นไม่มีอยู่ในพื้นที่ที่ส่งออกไป
แต่อย่างไรก็ตาม ฟังได้ต่อไปว่า ครอบครัวของเด็กชายหม่อง ทองดีในปัจจุบันมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมืองในประเทศไทยตามนโยบายต่อมา ของรัฐบาลไทย
(4.) สถานะความเป็นแรงงานต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.38/1 ของเด็กชายหม่อง ทองดี และครอบครัว
เนื่องจากรัฐบาลไทยใน พ.ศ.2537 ได้มีนโยบายผ่อนผันให้คนไร้รัฐจากประเทศพม่ามา แสดงตนเพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานที่ชอบด้วยกฎหมาย นายุ้นและนางมอย ทองดี จึงมาแสดงตนเป็น “แรงงานสัญชาติพม่า” และต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวอย่างถูกต้อง ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้บุคคลทั้งสองถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งเรียกทั่วไปว่า “ท.ร.38/1″ และถือบัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งเรียกโดยทั่วไป “บัตรคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” และมีเลขประจำตัว
ประชาชนตามกฎหมายทะเบียน ราษฎรไทยขึ้นต้นด้วยเลข 00 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  และนโยบายของรัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวจาก ประเทศพม่าลาวกัมพูชา
ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ.2552 นายยุ้น นางมอย และเด็กชายหม่องจึงมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยตามกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งระยะเวลาการอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรีล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2550 เรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวได้กำหนดให้แรงงานต่างด้าวจากพม่าลาวกัมพูชา มีสิทธิอาศัยในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553  และหากได้รับการพิสูจน์สัญชาติพม่าตาม MOU ระหว่างรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทย บุคคลทั้งสามจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยได้อีก 4 ปี
จะเห็นว่า เมื่อยังมิได้พิสูจน์สัญชาติพม่า เด็กชายหม่องและครอบครัวจึงไม่อาจมี “สถานะคนสัญชาติพม่าตามกฎหมายพม่า” การระบุในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จึงเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐบาลไทยโดยอำเภอสันทราย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล การกำหนดสิทธิในสัญชาติของรัฐใด ย่อมเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ดังนั้น การกำหนดให้สัญชาติพม่าโดยอำเภอสันทรายจึงไม่อาจมีผลในทางกฎหมายระหว่าง ประเทศ และกฎหมายพม่า คนในครอบครัวทองดีจึงยังคงไร้รัฐเจ้าของสัญชาติอยู่ต่อไป
การกระทำของอำเภอสันทรายจึงมีผลให้คนในครอบครัวทองดีมีสถานะเป็น “คนในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย” พวกเขาจึงไม่ไร้รัฐ และรัฐไทยก็ได้ทำหน้าที่ตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะขจัดปัญหาความไร้รัฐ ให้แก่มนุษย์ในประเทศไทย ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 6 แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 และ ข้อ 16 แห่ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966  ซึ่งผูกพันประเทศในสถานะของกฎหมายระหว่างประเทศลายลักษณ์อักษร  โดยผลของเรื่อง แม้จะยังกล่าวอ้างไม่ได้ว่า โดยกฎหมายระหว่างประเทศ เด็กชายหม่อง และครอบครัวเป็นคนสัญชาติพม่า เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติพม่าตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและ รัฐบาลพม่า แต่โดยกฎหมายระหว่างประเทศ ก็กล่าวอ้างได้ว่า รัฐไทยเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State) ของเด็กชายหม่องและครอบครัวทองดี เพราะรัฐไทยได้ยอมรับบันทึกรับรองสิทธิในความเป็นบุคคลตามกฎหมายของเด็กชาย หม่องและครอบครัวในทะเบียนราษฎรของตน
ดังนั้น การออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) ของเด็กชายหม่อง ทองดี จึงเป็นหน้าที่ของรัฐไทย ซึ่งอำเภอสันทรายก็ได้ออกเอกสารพิสูจน์ตนเบื้องตนให้แก่เด็กชายหม่อง กล่าวคือ แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราช อาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ท.ร.38/1 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2547 โดยมีเลขประจำตัวประชาชน 00 – 5080 – 100480 – 2  โดยอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับเด็กชายหม่อง ทองดี แต่มิได้ออกบัตรประจำตัวบุคคลให้
(5.) สถานะความเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร
ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยประเภท ท.ร.38 ก ของเด็กชายหม่อง ทองดี เนื่องจากรัฐบาลไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 มีนโยบายให้บันทึกคนไร้สัญชาติประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษา ไทยของประเทศไทยในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภท “บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร” ซึ่งมักเรียกโดยทั่วไปว่า “ท.ร.38 ก” ดังนั้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บันทึกชื่อเด็กชายหม่องในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ประเภทบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ราษฎร (ท.ร.38 ก) ในทะเบียนประวัติเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2548
การกระทำ ดังกล่าวตามยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 มุ่งให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยภายใต้ กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษรหลายฉบับในเรื่องการขจัดปัญหาความ ไร้รัฐให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยเฉพาะ (1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนค.ศ.1948 (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และ (3) กติการะหว่าง

 

ประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) ที่แสดงว่า เด็กชายหม่องเป็นบุคคลประเภทเด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถาบันศึกษาไทยของ ประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 ก็คือ บัตรประจำ ตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยกำ หนดให้เด็กชายหม่องมีเลขประจำ ตัวประชาชน 0-5001-89000-94-1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ออกบัตรดังกล่าวให้แก่เด็กชายหม่องเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2550 และบัตรดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2560
(6.) เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) สำหรับเด็กชายหม่องเพื่อเข้าแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 ณ เมืองชิบะประเทศญี่ปุ่น
เมื่อเด็กชายหม่องมีสถานะเป็นคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ซึ่งถูกบันทึกในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ทั้งประเภท ท.ร.38/1 และ ท.ร.38 ก รัฐไทยจึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของเด็กชายหม่อง ทองดี อันทำให้มีอำนาจหน้าที่ออกเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล(Identification Paper) ให้แก่เด็กชายหม่อง ทั้งในขณะที่อาศัยในประเทศไทยหรือเดินทางออกไปในต่างประเทศการทำเอกสาร พิสูจน์ทราบตัวบุคคล (Identification Paper) สำหรับคนต่างด้าวในทะเบียน
ราษฎรของรัฐไทยเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “เอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าว (Travel Document for Aliens)” วิธีปฏิบัติการเพื่อทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ก็คือ (1) คนต่างด้าวไร้ สัญชาติทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความอนุเคราะห์ พิจารณาการอนุญาตเดินทางออกนอกประเทศและเดินทางกลับเข้าประเทศ (2) กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอทำเอกสารเดินทางสำหรับ คนต่างด้าวสำหรับคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย
โดยปกติประเพณีการประสานงานเพื่อทำเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าว หน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่ประสานงานกับคนต่างด้าวไร้สัญชาติผู้ร้องขอสิทธิ เดินทาง ก็คือ (1) ส่วนประสานราชการ สำนักงานกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง (2) กองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และ (3) กองตรวจลงตราและเอกสารเดินทางคนต่างด้าวกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
(7.) ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการอนุญาตให้สิทธิเดินทางออกนอกประเทศไทยแก่เด็กชายหม่อง
เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเข้าเมืองและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  และเมื่อฟังได้ว่า เด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรไทยที่มีสิทธิอาศัยตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งรักษาการตามกฎหมายนี้ ย่อมมีอำนาจหน้าที่จะอนุญาตให้สิทธิเดินทางเข้าและออกประเทศไทยได้อย่างแน่นอน
(8.) สิทธิมนุษยชนของเด็กที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติในประเทศไทย
ดังที่มีข่าวว่า จะมีการปฏิเสธสิทธิเดินทางไปญี่ปุ่นแก่เด็กชายหม่อง ด้วยเหตุที่เป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวนั้น ย่อมจะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเด็กด้วยเหตุที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989  และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและการเมือง ค.ศ.1966 ตลอดจนมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1251883090&grpid=no&catid=02

Thinkpad…..notebook ของผม กันยายน 1, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: ,
add a comment

ผมได้สัมผัส thinkpad ตัวแรกก็คือ x61 ครับ เครื่องที่ซื้อเป็นเครื่องที่เขาซื้อมาเป็นล็อตใหญ่ แล้วเอามาขายต่อ เราติดต่อซื้อขายและส่งของกันที่ปั้มน้ำมันเอสโซ่ แถวๆ ตลิ่งชัน จะว่าไป คล้ายๆ กับ พวกส่งยาบ้า เลยครับ

ผมใช้อยู่ไม่นาน ก็ส่งต่อให้ผู้หญิงที่ผมรัก เพราะคิดว่ามันเบาดีกว่า ให้เธอหิ้ว Dell D630 ในขณะที่ผมหันไปหา x40 เดิมๆ เลย pentium M …ผมเพิ่งตระหนักว่า งานอาจารย์แบบผม spec ธรรมดาๆ นี่ก็เหลือเฝือคร้าบ ไม่ต้องวิ่งไล่ตาม CPU ใหม่ๆ ที่ออกมาเรื่อยๆ ….แต่ตอนหลังนี่พอ window 7 ออกมา ผมก็หวั่นไหวไม่น้อย

ผมใช้ x40 ตอนนี้ก็ตัวที่ 2 ครับ ตัวแรกได้มา ไม่มี bluetooth ทำให้ผมไม่สามารถใช้ wireless presenter ได้ จึงขายต่อให้น้องที่ชอบ notebook เครื่องเล็กไป ส่วนเครื่องที่ผมใช้อยู่ขณะนี้ ก็ spec ธรรมดาๆ แบบนี้ ครับ…

X40 : P(M) 1.4 GHz LV, 1.5 GB RAM, 60GB 4200rpm HDD, 12.1 XGA(1024×768) TFT LCD, Intel Extreme, Intel 802.11b/g wireless(MPCI), Bluetooth/Modem(CDC), 1Gb Ethernet(LOM), Secure Chip, 8 cell Li-Ion battery, WinX

ผมได้เข้าสู่แวดวงคนใช้ thinkpad เมื่อผมซื้อ x61 ผมค้นไปค้นมาไปเจอ www.thaithinkpad.com เข้าโดยบังเอิญ นับจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ติดบอร์ด TTP งอมแงมครับ….จนได้รับความไว้วางใจให้เป็น ทีม Mod ร่วมกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ อีก 4-5 คน

ผมเรียนรู้ Thinkpad เพิ่มเติมหลายอย่าง จนผมชอบใจในตัวมันมาก ไม่ว่าจะเป็น …keyboard ที่ผมคิดว่ามันดีมากต่อการพิมพ์งาน เพราะเด้ง แข็งแรง ตอบสนองนิ้วดีมากครับ …..trackpoint ปุ่มสีแดงมหัศจรรย์  ที่ผมสามารถใช้มันโดยไม่ต้องการเม้าส์อีกต่อไป ยี้ห้ออื่นอย่าง Dell ก็มีปุ่มนี้ แต่ใช้ได้ไม่ดีเท่า thinkpad …..thinklight ผมก็เพิ่งเคยเห็นนี่ละครับ ที่มี notebook ออกแบบติดไฟส่องสว่างมาให้เห็น keyboard เวลาอยู่ในที่ประชุมที่มืดๆ โดยไม่รบกวนใคร…system update คือ สุดยอดระบบการทำให้ software ทั้งหลายในเครื่องใหม่อยู่เสมอ…..และผมก็ชอบ x series มาก ด้วยความเบาและบาง และทำให้ไหล่ผมปวดน้อยลง

ล่าสุดเมื่อวารที่ผ่านมา มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งได้ไปประชุมกับ Matthew Kohut ตำแหน่งเป็น Lenovo WorldWide Competitive Analysis 

ซึ่งมีรายงานอยู่ใน blognone  http://www.blognone.com/node/12952

ผมขออนุญาต นำบางตอนมา post ต่อนะครับ………………………………..

ThinkPad ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊กพีซีที่กลายเป็นศาสนาไปแล้ว เช่นเดียวกับโน้ตบุ๊กของแอปเปิล คุณพี่ Matthew ก็เปรียบได้กับหนึ่งในศาสดาที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อพบปะกับผู้ใช้ ThinkPad และรับฟังความคิดเห็นกลับไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์อยู่เรื่อยๆ สิ่งที่ต่างออกไปจากโน้ตบุ๊กแอปเปิลคือ ThinkPad แต่ละเครื่องนั้นอัดแน่นด้วยแนวคิดเชิงวิศวกรรมอย่างมากจนไม่น่าเชื่อ (ไม่มีแนวคิดเชิงศิลปะแม้แต่น้อย ถ้ามี มันจะถูกตัดออกไป)

ผมไม่ได้ขอสไลด์ของ Matthew มาด้วย แต่เปิดสไลด์มาคำแรกก็เห็นภาพแล้ว

ThinkPad = Rock Solid

Matt เริ่มการนำเสนอโดยอ้างตัวเลขจากหนังสือพิมพ์ USA Today ซึ่งไปศึกษาร่วมกับ Dell ดูว่าส่วนมากโน้ตบุ๊กพังเพราะอะไรบ้าง คำตอบเป็นดังนี้

  • ทำอาหารหรือน้ำหกใส่ 34%
  • ทำตก 28%
  • Worker Anger เขาเขียนอย่างงี้จริงๆ ประมาณว่าคนใช้อารมณ์เสียเลยระบายกับเครื่อง 13%
  • ตอนพกพาไม่ได้ปกป้องอย่างดีพอ 25%

แน่นอนว่าจุดขายของ ThinkPad คือเรื่องความอึดและถึก ลองเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ToughBook จาก Panasonic

  • ToughBook ผ่านสเปกการทดสอบทางการทหาร 9 รายการ
  • ThinkPad ผ่าน 8 รายการ
  • ThinkPad ราคาถูกกว่า ToughBook ครึ่งหนึ่ง และบางกว่ามาก!!!

ปรัชญาการออกแบบของ ThinkPad มีอยู่ว่า

More Protection is Better

จากนั้น Matthew จึงเริ่มลงรายละเอียดว่า ThinkPad มีการปกป้องอะไรให้บ้าง

  • มีแผ่นโลหะครอบฮาร์ดดิสก์ทั้งด้านบนและด้านล่าง
  • Role Cage เป็นเส้นใยห่อหุ้มตัวเครื่อง ลดแรงกระแทก รุ่นสูงๆ มีบน-ล่าง รุ่นต่ำมีด้านล่างด้านเดียว
  • ยางรองเครื่องด้านล่าง ไม่เป็นยางแบนๆ เหมือนยี่ห้ออื่น แต่เป็นรูปคลื่น ลดแรงกระแทกได้ดีกว่าเวลาวาง พัฒนาเลียนแบบอุ้งเท้าของแมว ลึกซึ้งๆ
  • การป้องกันจอ รุ่นสูงๆ จะใช้กรอบจอทำด้วย carbon fiber ซ้อนทับกันหลายๆ ชั้นเพื่อความแกร่ง ด้านข้างทำด้วย glass fiber
    • ทดลองปล่อยบอลหนักครึ่งกิโลตกใส่เครื่องที่ปิดอยู่ ดูว่าจอจะพังเมื่อไร สมัยก่อนจะมี Role Cage ต้องโยนบอลสูง 110 cm ถึงพัง พอมี Role Cage ตัวเลขกลายเป็น 170 cm
  • โน้ตบุ๊กยี่ห้ออื่นที่ฝาเป็นโลหะ จะต้องมีจุดที่เป็นพลาสติกใกล้ๆ บานพับ เพื่อวางเสาอากาศของ Wi-Fi (โลหะมันกันสัญญาณ) แต่ของ ThinkPad ไม่ต้องใช้โลหะ เพราะมี Role Cage และ carbon fiber อยู่แล้ว ทำให้สัญญาณ Wi-Fi ดีขึ้น 25% และแบตอยู่ทนขึ้นอีก 15 นาที
  • เค้าบอกว่า SSD โยนลงจากตึก 20 ชั้นไม่เป็นไร อันนี้ Matthew ยืนยันว่าลองมาแล้วด้วยตัวเอง ทำเอาตื่นเต้นกันทั้งห้อง เขายังบอกด้วยว่าถ้าเคยใช้ SSD แล้วจะไม่อยากกลับไปใช้ฮาร์ดดิสก์อีกเลย
  • การระบายความร้อน จะไม่ระบายออกจุดที่สัมผัสกับผิวหนัง คือ ด้านล่างหรือที่วางมือ แต่จะให้ระบายออกด้านข้างแทน
  • โปรแกรม Power Manager ของ ThinkPad ทำงานที่ระดับฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่ระดับซอฟต์แวร์เหมือนกับ Power Manager ของวินโดวส์ ปิดด้วยคำพูดสุดเท่

“We know our hardware.”

  • เรื่องการจัดการพลังงาน ทำทุกอย่างเพื่อให้แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น ถ้าลองแจกแจงดูแล้ว จอ LCD กินไฟประมาณ 56% ของโน้ตบุ๊ก ตามมาห่างๆ ด้วยชิปเซ็ตและ CPU
    • การเปลี่ยนมาใช้จอแบบ LED Backlit ให้แบตเพิ่มอีก 40 นาทีถ้าเทียบกับจอแบบ CCFL
    • DDR2 กินไฟมากกว่า DDR3 อยู่ 15 นาทีแบตเตอรี่ อันนี้ความรู้ใหม่ของผมเหมือนกัน
  • ป้องกันของเหลวหกใส่
    • หลายยี่ห้อบอกว่ามีถาดรองรับของเหลวใต้คีย์บอร์ด แต่ของ ThinkPad เอียงทำมุมให้ของเหลวไหลลงได้เร็วขึ้น
    • ใต้เครื่องมีรูให้น้ำไหล ตอนแรกมีรูเดียว ตอนนี้เพิ่มเรื่อยๆ เป็น 3 รูแล้ว
    • เมื่อก่อนใช้รูกลม เกิดแรงตึงผิว น้ำไหลช้า ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้รูสี่เหลี่ยม ลดแรงตึงผิว
    • ยี่ห้ออื่นทดสอบน้ำหกใส่ ด้วยการใช้น้ำสะอาดปริมาตร 30cc
    • ThinkPad ใช้ของเหลว 120cc ประกอบด้วยน้ำธรรมดา โค้ก กาแฟที่เติมนมและน้ำตาล ที่เท่สุดมีวิศวกรคนญี่ปุ่นทดสอบด้วย Asahi ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี

จากนั้นเป็นเรื่องมองไปข้างหน้า ดูว่าโน้ตบุ๊กในปี 2020 จะหน้าตาเป็นยังไงบ้าง คุณ Matthew ก็แนะนำฟีเจอร์ที่คาดว่าจะมีให้ฟังหลายอย่าง เช่น

  • Hotswap Battery – ถอดแบตออกแล้วเครื่องยังอยู่ได้ระยะเวลาหนึ่ง เปลี่ยนแบตได้โดยไม่ต้องปิดเครื่อง
  • Wireless Docking – ชาร์จแบตไร้สาย แบบเดียวกับ Palm Pre
  • Virtualization – อยู่บ้านใช้ environment แบบหนึ่ง พอมาที่ทำงานก็เปลี่ยนเป็นของที่ทำงานเพื่อความปลอดภัย โดยใช้โน้ตบุ๊กตัวเดิม
  • ฟีเจอร์คล้ายๆ Find My iPhone สั่งปิดเครื่อง ThinkPad ได้จาก SMS เวลาถูกขโมย ฟีเจอร์นี้มีแล้วในสหรัฐ
  • ThinkPad มี Expansion Bay ต่อขยายอุปกรณ์ได้หลายอย่าง โดยส่วนตัวของ Matthew เขาอยากได้หูหิ้ว (แบบ OLPC) จะได้เดินหิ้วไปมาได้เหมือนกระเป๋า
ส่วน อื่นๆ เพื่อนใน thaithinkpad ได้สรุปไว้ให้แล้ว ใครที่ใช้ thinkpad / IBM ลองตามอ่านดูครับ
รายงานสรุป
http://www.thaithinkpad.com/forum/index.php/topic,5729.0.html
เก็บตกประเด็นกลุ่มเล็ก
http://www.thaithinkpad.com/forum/index.php/topic,5739.msg79014/topicseen.html#msg79014
ประเด็นอื่นๆ
http://rev.at1987.com/events/meet-the-man-behind-thinkpad/

จิตสำนึกสาธารณะ เรื่องหมูๆ ที่ไม่หมู สิงหาคม 30, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
8 comments

สืบเนื่องจากที่ผมได้มีโอกาสไปชวนผู้บริหารท้องถิ่นพูดคุย และชวนให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ ในการสัมมนาวิชาการท้องถิ่นของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ผมเลยขอเอามาเขียนเป็นบทความเพื่อพูดคุยกับผู้อ่านดังนี้

 

ผมคิดว่าเวลาเราพูดเรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ เราเข้าใจไม่ต่างกันว่า เรากำลังเห็นภาพของการที่ผู้คนมีสำนึกต่อส่วนรวม  ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม มากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือ ให้ มากกว่า รับ ผมเรียกคนเหล่านี้ว่า เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจโตกว่าคนปกติโดยทั่วไป

 

กิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือกิจกรรมเพื่อสาธารณะมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน กลุ่มที่ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน กลุ่มอาสาสมัครของบริษัทที่ออกไปปลูกป่า ออกไปพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพให้ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครปอเต็กตึ้ง …..รวมไปถึง การทำบุญ ทำทาน อันเป็นรากฐานใหญ่ของพุทธศาสนิกชนคนไทย

 

อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เคยเขียนบทความที่ผมจำชื่อไม่ได้ แต่ที่ผมจำได้แม่น คือ อาจารย์บอกว่า สังคมหรือชุมชนที่น่าอยู่ คือ สังคม ชุมชนที่มี Give Economy พอๆ กับ Commodity Economy  ผมไม่แน่ใจทำไมอาจารย์จึงฟันธงเช่นนั้น แต่ผมก็เชื่อและจำติดกระบาลมา และเมื่อผมลองเอา แผนที่โลกที่แสดงค่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ของประเทศต่างๆ (gini coefficient map) มาทาบกับแผนที่โลกที่แสดง human development index ก็ดูจะสัมพันธ์กันพอจะบอกได้ว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้ไม่แตกต่างกัน มักเป็นประเทศที่มีดัชนีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่สูงด้วย

 

หันกลับมาดูบ้านเรา ผมคิดว่าการงานเพื่อสาธารณะ เพื่อส่วนรวม การทำบุญสุนทาน บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า แต่ดูเหมือนมันยังขาดๆ อะไรบางอย่าง ซึ่งผมมีข้อสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานเพื่อสาธารณะ ก็เพื่อผลประโยชน์ตัวเองในระยะสั้นกัน (วิธีคิด)

 

ผมสังเกตว่า  เราพร้อมที่จะทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างวิหาร และมหาเจดีย์ มูลค่าหลายร้อยล้าน หลายพันล้านบาท มากกว่าจะยินดีทำบุญกับวัดพระบาทน้ำพุ ที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ใช่หรือไม่ว่า เราหวังว่าเราจะได้อะไรบางอย่างจากการทำบุญในครั้งนั้นเพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น

 

ผมสังเกตว่า เราพร้อมที่จะลงมือเก็บขยะกันอย่างแข็งขัน  ก็เพราะขยะมีมูลค่า ขายเป็นเงินได้ แต่ไม่ใช่ ตัดสินใจลงมือเก็บขยะหรือแยกขยะ เพราะหวังจะให้ คนเก็บขยะกลับบ้านได้เร็วขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ….ใช่หรือไม่ว่า เราทำกิจกรรมสาธารณะอย่างการเก็บขยะ ก็เพื่อตัวเราอีกเช่นกัน….ผมได้ข่าวว่าในหลายชุมชนถึงกับมีการขโมยขยะกันทีเดียว นี่มิต้องบอกใช่ไหมครับว่า เราโลภมากกันขนาดไหน

 

ผมสังเกตเห็นว่า เราพร้อมที่จะใส่หมวกกันน๊อค ก็เพราะกลัวถูกตำรวจจับ หรือไม่ก็กลัวว่าเราจะได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้ มีสำนึกของการใส่หมวกกันน๊อค เพราะเป็นห่วงว่า การบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการไม่สวมหมวกกันน๊อค จะไปแย่งเตียงคนไข้ของคนอื่นหรือไปแย่งงบประมาณการรักษาพยาบาลที่มีอย่างจำกัด…ใช่หรือไม่ว่า พฤติกรรมการสวมหมวกกันน๊อคของคนไทยเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนอีกเช่นกัน

 

กล่าวอย่างรวบรัด ผมเห็นว่า วิธีคิดและคำอธิบายของการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมของคนไทยนั้น มักจบลงที่ผลประโยชน์ส่วนตนระยะสั้น ซึ่งต่างกันอย่างมากกับ วิธีคิดและคำอธิบายของคนญีปุ่น ที่บอกเราว่า เขาสวมหน้ากากอนามัย เพราะเกรงว่า คนอื่นๆ จะติดเชื้อหวัดจากเขา  เขาแยกขยะ หรือ ล้างถุงพลาสติกที่ใส่ของก่อนทิ้งลงถังขยะทุกครั้ง เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานลำบาก และขยะจะได้ถูกกำจัดโดยง่าย  เขาสวมหมวกกันน๊อค เพราะมันเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่เขาทำได้ เพื่อจะได้ไม่ไปแย่งเตียงคนไข้คนอื่นๆ ที่อาจบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ป้องกันไม่ได้……..นี่คือคำอธิบายที่สะท้อนว่า เขาคิดถึงประโยชน์คนอื่นก่อน บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวในระยะยาว

 

วิธีคิดของคนไทยข้างต้น ผมเข้าใจว่ามันได้ขัดเกลาให้เชื่อฝังหัวกันว่า ใครก็ตามที่กำลังทำความดีเพื่อส่วนรวม เขากำลังทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ทำดีเพื่อเอาหน้า วิธีคิดที่ฝังหัวเช่นนี้ นำมาซึ่งปัญหาที่ผมเผชิญกับตัวเอง 2 ประการ กล่าวคือ  ประการแรก เมื่อเราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม หรือทำดี ต่อหน้าคนอื่นๆ เรามักจะ ไม่กล้า กระดากอาย กรณีของผม ผมจะรู้สึกอายที่จะบอกใครบนเรือข้ามฝาก ว่าอย่าทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ที่อาย ก็เพราะกลัวคนอื่นคิดว่า ไอ้นี่มันทำเอาหน้า…ผมไม่แน่ใจว่า หลายๆ ท่านเป็นแบบนี้ไหม

 

ประการที่สอง เมื่อจะส่งเสริมให้ใครทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือส่งเสริมอาสาสมัคร คนส่วนใหญ่จะบอกว่า คนที่เป็นอาสาสมัคร ทำงานเพื่อส่วนรวม ต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตัว ต้องเป็นคนดีมากๆ  กรณีที่ผมเจอ คือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมไปช่วยงานขบวนการอาสาสมัครให้กับ สสส.  ครั้นเมื่อองค์กรพัฒนาเอกชนสนใจเขียนโครงการเข้ามาและมีค่าตอบแทน ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาโครงการให้ความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า เมื่อมาทำงานอาสาสมัครต้องไม่มีค่าตอบแทน….ผมคิดไปว่าถ้าไม่มีค่าตอบแทนแล้วลูกเมียเขาจะเอาที่ไหนกินละครับ เจอแบบนี้บ่อยๆ ผมเลยลาออกมาพร้อมกับความไม่เข้าใจ ผมยังคิดต่อไปอีกว่า ถ้า สสส.ไม่มีค่าตอบแทนในการอ่านโครงการ จะยังมีใครทำงานให้ สสส. อยู่ไหม??????

 

ผมคิดว่านี่เป็นด่านวัฒนธรรมของงานพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะที่ต้องก้าวข้าม ต้องสร้างคำอธิบายใหม่ ให้ความหมายใหม่แก่การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือแม้แต่การทำบุญ  ต้องสร้างคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อประโยชน์ท่าน ประโยชน์ต่อส่วนรวมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย หรือประโยชน์ต่อคนอื่นที่มีความสัมพันธ์กับเราในฐานะสมาชิกของสังคม

 

สุดท้ายสำหรับคนหนุ่มสาว….ผมอยากท้าให้พวกเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าการงานเพื่อส่วนรวม การเป็นอาสาสมัครที่เราฮิตทำกันอยู่นั้น เรากำลังทำเพื่อใคร เพื่อประโยชน์ใด..ว่ากันว่า หากเพียงงานเพื่อส่วนรวมระดับครอบครัวอย่างกวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน ยังไม่ทำ แต่กลับเสนอตัวไปเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องโลกร้อน การงานส่วนรวมแบบนี้น่าจะเป็นมายาภาพของอาสาสมัครและหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ หรือเปล่าครับ

 

บุญรักษาครับ

หมูอวบ

ชวนคุย จิตสำนึกสาธารณะ สิงหาคม 27, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: , ,
add a comment

เมื่อวาร 26 สิงหาคม 2552 ผมได้มีโอกาสไปเสนองาน เรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ : ประสบการณ์จากต่างประเทศ ที่สถาบันพระปกเกล้า เนื่องในงานประชุมประจำปีของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น

แต่แท้จริงแล้ว ผมไม่ได้ไปเสนอเนื้อหาวิชาการอะไรเลยครับ ไปแบบชวนคุยมากกว่า โดยสรุปผมมีประเด็น 3 ประเด็นที่พยายามชี้ให้ ผู้บริหารท้องถิ่นเห็น คือ

1) จิตสำนึกสาธารณะ หรือ จิตสำนึกเพื่อส่วนร่วม เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ สังคมที่น่าอยู่ แข็งแรง ต้องมี give economy พอๆ กับ commodity economy ผมเอาภาพแผนที่โลกที่แสดง Gini_coefficient ปี 2006 เทียบกับ แผนที่โลก HDI ก็จะเห็นว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้แคบๆ นั้น คือประเทศที่มี HDI สูงๆ ทั้งนั้น ครับ

gini_HDI2006

2) กิจกรรมเพื่อสาธารณะ ที่เราเห็นนั้น แม้จะ เหมือนกัน หรือคล้ายกัน แต่ mental model หรือตัววิธีคิดนั้น อาจแตกต่างกันมาก…และนั้นสำหรับผม คือ สาระสำคัญ
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ…เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองระยะสั้น ไม่ว่าเป็น
…….การทำบุญ คนจำนวนไม่น้อย ยินดีบริจาคเงินสร้าง มหาเจดีย์มูลค่านับพันล้าน มากกว่า จะให้เงินเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ของวัดพระบาทน้ำพุ
……เรา สวมหมวกกันน๊อค เพราะว่า เรากลัวตำรวจจะจับเรา หรือกลัวว่าศรีษะเราจะได้รับอุบัติเหตุ มากกว่า กลัวว่าเราจะต้องไปแย่งที่คนไข้ หรือผู้บาดเจ็บคนอื่น จากอุบัติเหตุที่ป้องกันไม่ได้ หรือไปแย่งใช้งบประมาณส่วนกลาง
…… เราเก็บขยะที่ขายได้ เพราะ เราเอาไปขายแล้วได้เงิน เข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ใช่ เพราะว่าจะช่วยทำให้คนเก็บขยะ กลับบ้านเร็วขึ้น หรือได้อยู่กับครอบครัวนานขึ้น
บุญ

…… เราต่างทำกิจกรรมสาธารณะ แต่ตัวเองกับใหญ่ขึ้น…….

ต่างจาก คำอธิบายในสังคมอื่น ที่เขาทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมเพราะว่าจะทำให้ คนอื่น หรือส่วนรวม ได้ประโยชน์ เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ตัวเอง ก็จะได้ประโยชน์ด้วย = ผลประโยชน์ตัวเองระยะยาว ……ไม่ใช่ ผลประโยชน์ระยะสั้นแบบคนไทย

นั่น นำไปสู่ปัญหาที่สำคัญ เลยละครับ เพราะมันทำให้เราส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำไปเพราะ เอาหน้า เอาประโยชน์เข้าตัว เมื่อเชื่อกันแบบนี้ มันจึงมี สมมติฐานสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ

1. หลายคนไม่กล้าทำดี หรือทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม เพราะ อาย ……เกรงว่าคนอื่นจะบอกว่า ทำเอาหน้า….งั้นไม่ทำดีกว่า
2. หรือ ถ้าใครทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ใครเป็นอาสาสมัคร ก็จะเชื่อว่า ต้องไม่เอาประโยชน์ส่วนตัว ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวมจริงๆ

สมมติฐานทั้ง 2 นี้ สำหรับผมคิดว่ามันเป็นอุปสรรคอย่างมากในการพัฒนางานเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ

3) ผมตั้งคำถามสำคัญกับผู้บริหารท้องถิ่น ครับว่า เราจะจัดบริการสาธารณะอย่างไร ที่ไม่ทำให้ ผู้บริโภค (ที่หวังประโยชน์แต่ตัวเอง) กลายเป็นปัจเจก ที่ไม่สน ส่วนรวม แต่ทำให้ ผู้บริโภค หรือปัจเจก กับ ส่วนรวมเชื่อมโยงกัน


อย่างกรณี การทำโครงการขยะทองคำ
เป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างเงื่อนไขให้ ผู้ที่นำเอาขยะรีไซเคิลมาขาย ต้องบริจาคส่วนหนึ่งเป็นกองทุนกลางสำหรับชุมชน หรือทำให้ Give economy โตพอๆ กับ Commodity economy นั่นเอง

อันนี้เป็น file  ที่ผมใช้นำเสนอครับ

http://www.uploadtoday.com/download/?490479&A=557237