การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น กันยายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ชุมชน, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
โดย พิรอบ แต้มประสิทธิ์
กระบวนการอำนาจรัฐและตลาดเป็นบริบทสำคัญของ”เสรีนิยมใหม่”ที่ เข้าไปปรับโครงสร้างชนบทไทย ผู้คนอยู่อย่างไร้ตัวตน เสี่ยงและไร้อำนาจควบคุมชีวิต
ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวปาฐกถา 60 ปีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น“ โดยเกริ่นนำงานวิทยานิพนธ์ของเขาปี 2524ว่า การเปลี่ยนแปลงชนบทในกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม สังคมชนบทมีการเปลี่ยนแปลงในขณะนั้น โดยชาวนาที่ทำนาเช่า เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ภาพที่เห็นเจ้าของนามีการตวงข้าวกัน มีการแชร์ครึ่งกัน ชาวนาได้ผนวกเข้ากับระบบการผลิตแบบทุนนิยม และต่อมาหลังการทำนามีการปลุกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ ถั่วเหลืองครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งปลูกหอมหัวใหญ่ ระบบการผลิตไม่ได้เป็นแบบทุนนิยมเสียทั้งหมด เช่นกันกรณีใช้น้ำทำนาด้านหนึ่งชาวนาใช้น้ำจากการทำหมืองฝายและด้านหนึ่งตอก น้ำบาดาลใส่น้ำทำนา
ดร.อานันท์ กล่าวว่าเมื่อไปศึกษาชนบท พบว่ามีการเชื่อมโยงกับอำนาจภายนอกมาก ที่มีทั้งรัฐและระบบตลาด เช่นมีการนำวัว ควายไปขายในตลาด การทำเหมืองฝาย มีการใช้น้ำในนาถึง 3 หมื่นไร่ มีความแตกต่าง การกระจายตัวและเหลื่อมล้ำในชุมชนอย่างมหาศาล โดยบางคนไม่มีข้าวในนาจนต้องรับจ้าง มีความขัดแย้งกันมาก คนจำนวนมากไม่มีพื้นที่ทำนา คนที่มีนาก็ให้เช่าจำนวนมาก และมีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น
โดยสรุปในปี2523-2524 กระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคพัฒนาแบบทุนนิยม มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนบท(Agrarian Tranformation) เน้นมุมมองเฉพาะด้านการผลิต ที่ดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยม เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความขัดแย้งและความรุนแรงในท้องถิ่น และมีความสัมพันธ์กับรัฐและทุน มีการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมต่างๆระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถ ในการเข้าถึงทุนแตกต่างกัน จนนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.อานันท์ กล่าวว่า แต่เมื่อมีพลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างชนบทในปัจจุบัน เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือเสรีนิยมใหม่ จะเห็นการทำงานของกลไกตลาดเสรีที่ไร้พรมแดน ในยุคหลังการพัฒนา( post-Development) หากไม่นำการรื้อปรับโครงสร้างชนบท(Rural restructuring) ก็จะไม่เข้าใจการปรับตัวของโครงสร้างชนบท ดูเสมือนว่ามีกลไกทำงานได้ด้วยตัวเองของระบบทุนนิยม แต่เมื่อมองการทำงานตามกลไกตลาด มองเฉพาะการผลิต”อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมอง”การบริโภค”ที่มีหลายอย่าง ซึ่งในวิชาสังคมวิทยา ต้องเข้าใจถึงกระบวนการ การบริโภค ความหมาย ความรู้ อุดมการณ์ เข้าไว้ด้วยกัน จึงทำให้ได้ภาพกระจ่างชัด
“มองชนบทว่ามีการโดดเดียวไม่ได้ เพราะมีความเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เป็น Community chain มีการค้าชายแดน ข้ามพรมแดน เป็นภาพปรากฏที่มองเห็นกัน ทำเขื่อนประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีการซื้อน้ำกลับมา”
ในงานวิทยานิพนธ์ วาทกรรมการพัฒนา:กรณีศึกษาปลาบึก เมื่อเปิดเสรีทางการค้ากับจีนเข้ามามีการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ฝ่ายกระแสกลุ่มอนุรักษ์ ได้ใช้วาทกรรมต่อสู้ให้หยุดล่าปลาบึกที่ว่ากระบวนการพัฒนาให้คนในท้องถิ่น ที่จับปลาบึกมาก่อนให้หยุดจับปลาบึก โดยพยายามกีดกันคนท้องถิ่นออกจาก ทรัพยากรธรรมชาติ โดยกระแสอนุรักษ์ได้ใช้ความรู้ วาทกรรมในการครอบงำคนท้องถิ่น ต้องยึดความรู้การพัฒนาจากภายนอก
แต่ชาวบ้านได้ดำเนินการต่อรองช่วงชิงในการร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ความรู้ วาทกรรม ตอบโต้สู้กับอำนาจกระแสพัฒนาที่มาจากภายนอก ที่กระแสอนุรักษ์พยายามกีดกันไม่ให้จับปลาปึก เพื่อคนท้องถิ่นต้องการเข้าไปจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้
ความหมายตรงนี้ ดร.อานันท์ ตั้งคำถามว่า ตลาดเสรีทำงานได้เองจริงหรือ? จึงต้องมองด้านภาพที่ปรากฏและด้านที่มองไม่เห็น ทั้งบทบาทของภาครัฐ และวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการเชิงซ้อน ทั้งการขายสินค้า และการบริโภค และความหมาย ทำงานผ่านวาทกรรมการพัฒนา และการครอบงำความรู้ทั้งสิ้น
รวมไปถึงบริบทสำคัญของ“เสรีนิยมใหม่”ที่มาจากธนาคารโลก เป็นปัจจัยหลัก ในการจัดสรรทรัพยากร ที่ดิน และสภาพแวดล้อม ว่ามีการพลิกผันเปลี่ยนแปลง อาทิการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นปัจเจกชน การออกเอกสารสิทธิ การเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า โดยการส่งเสริมการขยายตัวของพืชพาณิชย์ เช่น การปลูกยาง ปาล์มน้ำมัน เมื่อมีการปลูกพืชพาณิชย์ ก็เป็นการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า หมายความว่าทำให้มูลค่าที่ดินมีค่ามากขึ้น อย่างกรณีน้ำก็เช่นกัน ถ้ามีการสร้างเขื่อน เมื่อเกิดพลังงาน น้ำก็มีมูลค่าเปลี่ยนไป
ในพื้นที่ชายขอบชนบทภาคเหนือได้มีการขยายตัวปลูกยางพาราขนาดใหญ่ โดยการเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น รัฐขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจาก พื้นที่ (De-Territorialization) โดยให้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งเสริมให้มีการ ปลูกยาง ขยายเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน
ดร.อานันท์ กล่าวว่ารัฐได้ขยายพื้นที่เข้าไปในอนุรักษ์ และออกกฎหมายมาบังคับ มีการครอบงำทางความรู้ และบอกชาวบ้านว่าการทำไร่เกษตรมันล้าหลังทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการปลูกยางพาราจะดีกว่าการปลูกพืชไร่ ตรงนี้ได้ถามชาวบ้าน เขาตอบว่าถ้าปลูกข้าวจะถูกจับในป่าอุทยานแห่งชาติ ถ้าปลูกยาง สามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งการปลูกยางพารามีความซับซ้อนแฝงอยู่ โดยถ้าปลูกยางนั่นหมายความว่าทันสมัย แต่ถ้าปลูกข้าว หมายถึงล้าหลัง ชาวบ้านได้ต่อรองหันไปปลูกยาง เพื่อให้ได้ใช้พื้นที่ป่าทำไร่ข้าว ซึ่งถูกรัฐห้ามไว้ โดยการปลูกยางพารา เพื่อไม่ให้ถูกจับ
เช่นเดียวกับการปลูกยางในภาคอีสาน ที่บ้านกุดชุม รัฐมีนโยบายให้ปลูกยางพารา แต่ต่อมามีการลดการปลูกยาง หันกลับไปส่งเสริมการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชทดแทนพลังงาน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด
และกรณีเขื่อนปากมูล รัฐได้เข้าไปสร้างเขื่อนได้มีการเปลี่ยนทรัพยากรทุน จนมีการแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมกันขึ้น จนรัฐขยายอำนาจเข้าไปควบคุมทรัพยากร แล้วเข้ามาเปลี่ยนเป็นทุนของตัวเอง
“กระบวนการขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)ได้ยอก ย้อน จากการปลูกยางที่ภาคเหนือ และอีสานได้มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา โดยรัฐมีนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รองรับการขยายตัวของตลาด”ดร.อานันท์ กล่าว
ดร.อานันท์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างในการเข้าถึงทรัพยากร ซับซ้อนและยอกย้อน ที่เป็นปัญหามองไม่เห็น ที่บทบาทของรัฐในเชิงนโยบาย โดยการครอบงำความรู้ กระบวนการยอกย้อนไปมาของการขยายอำนาจรัฐ เหนือทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด การกีดกันและการช่วงชิงทรัพยากรอย่างเข้มข้นและรุนแรง จนทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ความไม่มั่นคงและความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์
การปรับโครงสร้างชนบทมีคำถามว่า ชาวนาถูกผลักออกจากภาคเกษตรหมดแล้วจริงหรือ ? โดยที่การช่วงชิง และการกีดกันการเข้าถึงที่ดินเกษตร มีกระบวนการเบียดขับออกจากการเป็นชาวนา เพราะจากปรากฏการณ์ขายที่นากันจำนวนมาก ที่นากลายเป็นของนายทุนต่างชาติ การใช้พื้นที่เกษตรกรรมซับซ้อนมากขึ้น พื้นที่อยู่ภายใต้การกำกับของตลาดหรือ”กลไกเชิงสถาบัน” อำนาจการตัดสินใจ อยู่ที่อำนาจภายนอก เชื่อมโยงอยู่กับรัฐ และการตลาดโลก
ดร.อานันท์ กล่าวหลายพื้นที่ในชนบท มีการจ้างงานคนชนบทถูกผนวกเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดโลก อุตสาหกรรมขนาดเล็กขยายตัวเข้ามาในชนบท แรงงานออกไปรับจ้างนอกภาคเกษตร มีการรับงานมาทำที่บ้านมีการเหมาช่วง การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการเกษตร บางหมู่บ้านมีแรงงานออกจากภาคเกษตร ชุมชนชนบทกลายเป็นหอพักไปแล้ว
“ภาพปรากฏ การปรับโครงสร้างชนบทไม่ได้มองอย่างกรอบคิดคู่ตรงข้ามที่ชาวนาต้องล้มละลาย จากภาคเกษตร เพราะในชนบทมีการระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ที่ชาวนาทำการผลิตมีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์อยู่ แต่เป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ดินเป็นสถานที่ปลูกพืชอุตสากรรมการเกษตรอินทรีย์ของบริษัทต่างชาติ แต่คนชนบทต้องทำงานในโรงงาน แรงงานได้กลายเป็นสินค้า คนงานที่อยู่ในโรงงาน ถูกครอบงำความคิด กลายเป็นค่าจ้างในโรงงาน เมื่อให้ทำงานเพิ่มแล้วบอกว่ามีค่าจ้างเงินขยัน แรงงานคนชนบทได้กลายเป็นทาสของค่าจ้าง”
ดร.อานันท์ กล่าวว่า เป็นปัญหาที่มองไม่เห็น ที่มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา มองแบบเหมารวมไม่ได้ โดยแรงงานเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นชาวนาใหม่ (Re-Peasantization)ได้ หรือมีความสัมพันธ์อยู่กับโลกาภิวัตน์ หรือหันกลับมาปลูกพืชตามบงการของตลาด โลก ทำอุตสาหกรรมอาหาร แต่ชีวิตคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่าง“ไร้ตัวตน” ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ที่ไร้กำกับการควบคุม มีชีวิตเสี่ยง ที่เป็นคนงานอยู่บนที่ดินของตน
“โครงสร้างชีวิตในชนบท แฝงค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) จากการถูกกีดกันเข้าถึงทรัพยากร ไร้กลไกควบคุมตลาด การครอบงำอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)มีการสูญเสียสูง(High Lost)ไร้ตัวตน ไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ดร.อานันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้สอนที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ถือเป็นโชคดีที่ได้มองทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีความสัมพันธ์กัน ได้เห็นชาวบ้านมีการเรียกร้องซึ่งเป็น“จุดตัด”สำคัญ พยายามกดดันให้เกิดกลไกสถาบันใหม่ๆเคลื่อนไหวต่อรองกับอำนาจรัฐและไม่ให้ ตลาดทำงานฝ่ายเดียว เช่นให้มีป่าชุมชน โฉนดชุมขน เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงทุน มีการต่อรองที่มี”ตัวตนและอัตลักษณ์”ในการจัดสรรทรัพยากรเอง นอกจากรัฐและตลาด ที่เป็นตัวกำกับและผู้กระทำฝ่ายเดียว
ประเวศ ชวนพ้นมิจฉาทิฏฐิ-ชูประชาธิปไตยชุมชน มีนาคม 25, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมืองภาคประชาชน, ชุมชน, บทความ
add a comment
นพ.ประเวศ ชวนออกจากมิจฉาทิฏฐิพัฒนา สร้างฐานประชาธิปไตยชุมชน เสนอจิตนากรรม 8ข้อ”ท้องถิ่นเป็นธรรม-พอเพียง-ไม่ทิ้งกัน-สันติภาพ-เป็นประชาสังคม”
และงดงามสิ่งแวดล้อม งามวัฒนธรรม งามศิลปะ-ใฝ่รู้-มีสุขภาวะ” พร้อมเสนอ 10 เป้า “จิตสำนึกใหม่-ศก.ชุมชนเข้มแข็ง-สัมมาชีพ” ระบุอเมริกามีวิทยาลัยชุมชนกว่า 3พันแห่ง
“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการแก้มหาวิกฤตการณ์สยาม”
ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมวิชาการเรื่อง “ทางออกจากวิกฤตสยามด้วยยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถ.วิภาวดี จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กระทรวงมหาดไทย มูลนิธิซิเมนต์ไทย และ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
บ้านเมืองของเรากำลังเผชิญวิกฤต เราต้องผนึกกำลังทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติ ทั้งฝ่ายการเมือง นักวิชาการ ฝ่ายราชการ ผู้นำองค์กรส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นกลุ่มที่เรียกว่า ‘เบญจภาคี’ หรือมากกว่าเพื่อแก้วิกฤตที่มีทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงวิกฤติทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโลก อันเกิดมาจากวิถีการพัฒนาแบบเดิม
ประเทศไทยมีทรัพยากรที่จะใช้สร้างสุขภาวะแก่ประชาชนได้หลายรอบ หลายเที่ยว แต่ที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะมิจฉาทิฏฐิของการพัฒนา ซึ่งหากมองการออกแบบการพัฒนาเป็นการสร้างพระเจดีย์ จะเห็นว่าการพัฒนาไม่สามารถทำได้จากยอดเหมือนแบบเดิมที่เคยทำ แต่ต้องสร้างจากฐาน ซึ่งก็คือประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local democracy) และฐานที่แข็งแรงก็จะทำให้เกิดความมั่นคงสามารถรองรับโครงสร้างได้ ชุมชนท้องถิ่นจึงเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนา
50 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาจากด้านบน และนำทรัพยากรต่างๆ จากด้านล่างมาเปลี่ยนเป็นเงินของคนส่วนน้อยบางกลุ่ม เช่นป่าไม้ 50 ปีที่ผ่านมาจำนวนป่าไม้ลดลงไปกว่าครึ่ง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของ ดิน ฟ้า อากาศ และส่งผลในการทำลายเศรษฐกิจของคนจน เพราะป่าไม้ถูกทำลายเหลือแต่ดินแตกระแหง จากเดิมคนจนแม้ไม่มีเงินก็อาศัยอยู่กับป่าได้แต่วันนี้อยู่ไม่ได้ คนจนยิ่งจึงยิ่งยากจนมากขึ้น
ช่องว่างที่ใหญ่กว้างขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมิจฉาทิฐิจากการพัฒนานี้ ยังส่งผลทำให้เกิดปัญหาทางการเมือง การแก้ไขจะต้องเริ่มจากทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง โดยมิติด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม วัฒนธรรม สุขภาพ รวมทั้งการเมืองต้องเชื่อมโยงกันไม่หลุดลอย
ในขณะที่ด้านบนเป็นเรื่องของอำนาจ มายาคติ และความฉ้อฉล แต่ด้านล่างเป็นเรื่องชีวิตจริง สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม แม้จะอยู่ในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกที่กระทบกระเทือนถ้วนหน้า ทำให้คนด้านบนต้องวิตกกังวล แต่ชุมชนท้องถิ่นยังสามารถอยู่ได้
สังคมจะต้องมีความดีงาม ซึ่งก็คือยอดพระเจเดีย์ และความดีงามที่สำคัญที่สุดคือ “ความเป็นธรรมของสังคม” ในทุกๆ เรื่อง ความเป็นธรรมจะทำให้คนรักกัน รักประเทศชาติ หากขาดความเป็นธรรมจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เกิดความรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความเป็นธรรมในสังคมเป็นเรื่องซับซ้อน ดังนั้นมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะต้องทำวิจัยเรื่องความเป็นธรรมขึ้นมา ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีวันมีความสงบหากสังคมขาดความเป็นธรรม
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ปัจจัยสำคัญคือ ชุมชนท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ระบบต่างๆ ต้องเชื่อมกับท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชนต้องเป็นเศรษฐกิจบูรณาการ ถ้าระบบเศรษฐกิจมหภาคเชื่อมกับชุมชนอย่างเกื้อกูลก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ ท ขณะนี้รัฐบาลสนใจเรื่องนี้จนมีการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งแห่งชาติขึ้นมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงหน้าต่างแห่งโอกาสที่ได้เปิดออกมา ซึ่งทุกฝ่ายต้องพยายามทำให้มีแรงเหวี่ยงหรือผลสะเทือนออกไปให้ไกล โดยเชื่อมโยงกันระหว่างการเมือง รัฐบาล ธุรกิจ เอ็นจีโอ
สำหรับการสร้างชุมชนเข้มแข็งนั้น อาจเริ่มด้วยการทำความเข้าใจวิสัยทัศน์เมืองไทยน่าอยู่ ซึ่งมีโจทย์ว่า ทำอย่างไรให้ประเทศไทยน่าอยู่ที่สุดในโลก ให้ทุกท้องถิ่นเป็นท้องถิ่นน่าอยู่ที่สุดในโลก เรื่องนี้ทุกส่วนต้องร่วมกันสร้างจินตนาการ เพราะจินตนากรรมต้องมาก่อนความรู้ เบื้องต้นจึงขอเสนอปัจจัยพื้นฐาน 8 ประการ คือ
1.เป็นท้องถิ่นแห่งความเป็นธรรม 2.ท้องถิ่นแห่งความพอเพียง 3.ท้องถิ่นแห่งความไม่ทอดทิ้งกัน 4.ท้องถิ่นแห่งความปลอดภัยและสันติภาพ 5.ท้องถิ่นแห่งความเป็นประชาสังคม ต้องให้คนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเรื่องต่างๆ ความเป็นประชาสังคมจะทำให้การเมืองดี สังคมดี เศรษฐกิจดี และศีลธรรมดี 6.เป็นท้องถิ่นแห่งความงาม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ศิลปะ 7.ท้องถิ่นแห่งการเรียนรู้ ผู้คนกระตือรือร้นที่จะขวนขวายหาความรู้ เพราะสังคมซับซ้อน อำนาจอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ของผู้คนเต็มสังคม โดยการเปิดพื้นที่ทางสังคม ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อท้ายที่สุดจะปรับวัฒนธรรมอำนาจไปสู่วัฒนธรรมเรียนรู้ 8.ท้องถิ่นแห่งสุขภาวะ ไม่เฉพาะเรื่องสุขภาพแต่กินความไปถึงทุกๆ เรื่อง
สำหรับเป้าหมายของท้องถิ่นเพื่อให้การทำงานมีพลังนั้น เบื้องต้นขอเสนอ 10 ประการ ได้แก่ 1.สร้างจิตสำนึกใหม่ สำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเพื่อจะไม่ให้เป็นสังคมที่ดูถูกตัวเอง 2.สร้างสังคมเข้มแข็ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว 3.สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ที่ผ่านมา จีดีพี เป็นเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้งแล้วสุดท้ายก็พินาศทั้งโลก เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นมายาคติ เศรษฐกิจที่แท้จริงคือการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ โดย “คน” จะเป็นทั้งเป้าหมายและดัชนีวัดการพัฒนา การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข เพราะเป็นเศรษฐกิจศีลธรรม
4.สร้างระบบสวัสดิการสังคม ต้องมีการสำรวจในทุกตำบลว่าประชาชนต้องการอะไรบ้าง และสร้างสวัสดิการนั้น 5.อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม 6. พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและพลังงานชุมชน ต้องมีการวิจัยพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น เมื่อเป็น clean energy ในอนาคตก็จะ clean economy 7.ความปลอดภัย ความยุติธรรม สันติภาพ 8. ระบบการสื่อสาร ต้องมีการพัฒนาการสื่อสารของชุมชนทุกช่องทาง โดยเฉพาะน่าจะมีหนังสือพิมพ์ชุมชนทุกชุมชน เพราะแต่เดิมชุมชนและประชาชนเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งที่ทุกคนต่างก็มีสารที่จะสื่อ 9. ระบบสุขภาพชุมชน 10. ระบบการศึกษาของท้องถิ่น
สำหรับหลักการของการศึกษาท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญมาก การศึกษารวมศูนย์ส่วนกลางมากว่า 100 ปีทำความเสียหายให้กับสังคมมากเพราะดำเนินไปในทางที่ผิด ท้องถิ่นต้องคิดระบบการศึกษา โดยท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่น ซึ่งน่าจะเป็นทิศทางการปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้อง โดยมีหลักการเบื้องต้น 4 ประการ คือ (1) เป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวล(Education for all) (2) ทั้งมวลเพื่อการศึกษา(All for education) (3) ปฏิรูปการเรียนรู้ที่เอาชีวิตจริง ปฏิบัติจริงเป็นตัวตั้ง (4) เกิดผลดีกับท้องถิ่น (ปฏิเวธ)
เป้าหมายของท้องถิ่นเข้มแข็ง 10 ประการ ได้แก่ 1.ชมรมรักการอ่านทุกหมู่บ้าน 2.ศูนย์เด็กเล็กในทุกท้องถิ่น เด็กเล็กต้องได้เรียนฟรีทุกคน 3.ศูนย์การเรียนรู้ของตำบล ซึ่งต้องมีบริการอินเตอร์เน็ต ห้องสมุดตำบล พิพิธภัณฑ์ตำบล ศูนย์ศิลปะ ศูนย์กีฬา ศูนย์การเรียนรู้พิเศษที่ชุมชนสนใจ รวมไปถึงตลาดชุมชน 4.วัด 5. โรงเรียน 6.ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ 7.คนทั้งหมดในชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ 8.การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร 9.อาชีวศึกษาและวิทยาลัยชุมชน อันที่จริงอาชีวศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสัมมาชีพสังคมจึงต้องให้เกียรติไม่ดูถูกสิ่งเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกามีวิทยาลัยชุมชนกว่า 3,000 แห่ง 10. มหาวิทยาลัยชีวิต ให้ท้องถิ่นมีอำนาจต่อรองกับมหาวิทยาลัยโดยเป็นผู้สนับสนุนทุนหลักให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อให้เขาปรับตัว ปรับทิศทางมาสนใจท้องถิ่น รับใช้ท้องถิ่นมากขึ้น
เรื่องสำคัญที่จะเป็นกลไกรากฐานสำหรับสิ่งต่างๆ คือ ประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ มากมาย ไม่ว่า ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. อบจ. นายกเทศมนตรี ที่ได้รับเลือกตั้งมา รวมไปถึง สภาผู้นำชุมชนระดับหมู่บ้าน สภาชุมชน สภาผู้นำชุมชนระดับตำบล สภาองค์กรชุมชน เหล่านี้คือโครงสร้างประชาธิปไตยที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก
พลังขับเคลื่อนท้องถิ่นเข้มแข็ง อาจมีได้ดังต่อไปนี้ 1.คณะทำงานท้องถิ่นเข้มแข็ง ซึ่งได้แก่กลุ่มคนที่เข้าใจเรื่องนี้และจะเป็นตัวการประสานทุกอย่าง 2.ภาคีเพื่อท้องถิ่น 3.เครือข่ายผู้นำท้องถิ่น 4. โรงเรียนผู้นำชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมผู้นำท้องถิ่นให้มีศักยภาพมากขึ้น 5.เชื่อมโยงกับนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียง มีนาคม 9, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การจัดการความรู้, ชุมชน
add a comment
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
หลังการรัฐประหารกันยายน 2549 รัฐบาลทุกชุดได้ทุ่มงบประมาณลงไปให้แก่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เสมอมา รัฐบาลชุดปัจจุบันถึงกับเปลี่ยนชื่อของโครงการพัฒนาชนบทให้เป็น “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปเลย
แน่นอนคำนี้ให้ประโยชน์ทางการเมือง นอกจากแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ทำอะไรกับเงินก้อนนี้ก็ได้ เพราะปลอดพ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์
เคยมีการถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์สมัยรัฐบาลหุ่นของ คมช. ว่า แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญา อุดมการณ์ หรือเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจกันแน่
ผมไม่สู้จะเข้าใจจากการถกเถียงนักว่า เป็นอะไรแล้วจะทำให้แตกต่างอย่างไร แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ส่วนสำคัญของแนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับการผลิตด้านเกษตรกรรม การผลิตอาหาร และการจัดการเศรษฐกิจระดับมหภาคให้สิ้นเปลืองน้อย (เมื่อย้อนกลับไปดูพระราชดำรัส – เช่น ไม่นำข้าวจากเชียงรายมารวมไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วส่งย้อนกลับไปขายให้คนเชียงรายใหม่)
อย่างไรก็ตาม จะพัฒนาแนวคิดนี้ไปสู่การผลิตด้านอื่น เช่น ในภาคบริการ ภาคการเงิน หรือภาคอุตสาหกรรมได้หรือไม่ ผมไม่ทราบ จนถึงนาทีนี้ผมยังไม่เคยเห็นการประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในภาคอื่นๆ
ส่วนที่นักเศรษฐศาสตร์บางคนเสนอว่า การประยุกต์ใช้ในภาคอื่นๆ หมายถึงการลงทุนอย่างรอบคอบไม่สุ่มเสี่ยง ธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ความซื่อตรงจริงใจต่อคู่ค้า ฯลฯ นั้น จะว่าเป็นหลักการพื้นฐานของการทำธุรกิจที่ดีอยู่แล้วก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนำมาจากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และความจริงก็มีอยู่ในตำราด้านธุรกิจอยู่แล้ว
หากประยุกต์ใช้ในภาคอื่นไม่ได้เลย
“เศรษฐกิจพอเพียง” ย่อมเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐไม่ได้ (ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอย่างไรก็ตาม) เพราะเศรษฐกิจไทย – ไม่ว่าจะมองจากแง่ของเงิน หรือของแรงงาน – ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตรกรรม
ผมจำได้ว่า เคยมีพระราชดำรัสด้วยว่า ไม่ได้ทรงมุ่งหวังว่าเศรษฐกิจไทยทั้งระบบจะกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียง มีเพียง 25% ของประชากรที่อยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง เราก็จะมีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจแล้ว ก็พอจะมองเห็นได้นะครับว่า
25% ดังกล่าวคือ ประชากรในภาคเกษตรกรรม หรือแม้แต่ในภาคเกษตรกรรมเองก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด การทำเกษตรเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้นก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะคนที่ทำแล้วได้กำไร อยู่ได้ สบายดี ก็คงน่าจะทำต่อไป และแน่นอนว่าต้องเผชิญความเสี่ยงของตลาด แต่เพราะได้กำไรดีอยู่แล้ว ก็ต้องบริหารจัดการด้านการเงินของตัวให้ดี เพื่อเผชิญความเสี่ยงนั้นเอง
ในแง่นี้ “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นคำตอบของเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่สามารถเข้าไปต่อรองกับตลาดได้อย่างมีพลัง แต่ถูกบังคับหรือล่อหลอกให้เข้าไปผลิตป้อนตลาด จึงประสบความขาดทุนตลอดมา
“เศรษฐกิจพอเพียง” ให้คำตอบว่า ลดการพึ่งพาตลาดลง มีหลักประกันด้านอาหารให้แก่ตนเองและครอบครัว เอาทรัพยากรและเวลาส่วนที่เหลือไปผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนในตลาด แต่แลกเปลี่ยนโดยมีอำนาจต่อรอง เพราะอย่างน้อยก็ไม่อดตายแน่ ซ้ำยังเพิ่มอำนาจต่อรองนั้นได้อีกมาก หากวางแผนการผลิตให้ดี เช่น เลือกผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการในระยะยาวได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งผลิตมันสำปะหลังหรืออ้อยไว้ยาไส้เป็นปีๆ ไป
คำตอบให้แก่ปัญหาของเกษตรกรรายย่อยเช่นนี้ มีผู้เสนอและทำสำเร็จให้เห็นมานานแล้ว เราคงนึกถึงท่านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม, พ่อคำผาย สร้อยสระกลาง, พ่อคำเดื่อง ภาษี, ฯลฯ และคนอื่นๆ ได้อีกมากมาย แต่ละคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ความสามารถที่จะพึ่งตนเองได้ และพึ่งตลาดน้อยลง หากแต่ละคนย่อมมีเทคนิควิธีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยซึ่งไม่เหมือนกัน
“เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นคำตอบแก่เกษตรกรรายย่อย แน่นอนว่านัยยะของแนวคิดนี้ย่อมกว้างกว่านั้นในบางเรื่อง เช่น ส่วนหนึ่งเป็นการต่อต้านวัฒนธรรมบริโภคนิยม (อันเป็นสิ่งที่ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านั้นได้พูดถึงเหมือนกัน) อันที่จริงหากพิจารณาแนวคิดของปราชญ์ชาวบ้านซึ่งประสบความสำเร็จในเรื่องเช่นนี้มาก่อน ยังมีนัยยะที่กว้างกว่านั้นเสียอีก เช่น การทำเกษตรแบบพึ่งตนเองของท่านให้ยั่งยืนไปถึงลูกหลานได้ ย่อมหมายรวมถึงการจัดระบบการศึกษาที่แตกต่างจากที่จัดกันอยู่ หมายรวมถึงการสร้างความรู้ใหม่บางด้าน หมายรวมถึงระบบความสัมพันธ์ทางสังคมอีกอย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างจากระบบความสัมพันธ์ของทุนนิยม ฯลฯ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ระหว่างพระราชดำรัสกับแนวคิดของปราชญ์ชาวบ้าน อย่างไหนมาก่อนกัน อย่างไหนกว้างกว่ากัน แต่ทั้งสองอย่างเกื้อหนุนกันและกัน พระราชดำรัสให้พลังแก่แนวคิดนี้อย่างสำคัญ เป็นพลังที่ทำให้สังคมควรคิดถึงกลุ่มคนซึ่งถูกละเลยในกระบวนการพัฒนาของประเทศมานาน นั่นก็คือเกษตรกรรายย่อย ซึ่งหากกลุ่มนี้สามารถเอาตัวรอดได้อย่างดี ก็จะเป็นฐานที่แข็งแกร่งส่วนหนึ่งให้แก่เศรษฐกิจไทย ให้สามารถเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น
ตรงกันข้าม การไปขยายแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้กลายเป็นอุดมการณ์ของชาติ โดยไม่จับประเด็นสำคัญคือการสร้างอำนาจต่อรองในตลาด กลับทำให้พลังของแนวคิดนี้ในการปกป้องเกษตรกรรายย่อยอ่อนลง เพราะแทนที่จะไปทำให้เกิดเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นไปได้ สำหรับการทำ
“เศรษฐกิจพอเพียง” กลับไปทุ่มโฆษณานโยบายเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อสถาบันของรัฐบาล
ยกตัวอย่างเงื่อนไขที่เห็นๆ กันอยู่สักเรื่องหนึ่งก็ได้ การทำเกษตรแบบพึ่งตนเองหรือ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นไปได้ หรือเป็นไปได้ง่ายขึ้น ในเงื่อนไขที่ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นยังอุดมสมบูรณ์ แต่รัฐไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกษตรกรไร้ที่ทำกินยังมีจำนวนกว่า
3 ล้านคน (หรืออาจจะมากกว่านั้น หากนับรวมเกษตรกรที่สูญเสียที่ดินจนต้องเปลี่ยนอาชีพไปแล้วด้วย) การปล่อยให้ภาคการผลิตอื่นทำลายคุณภาพของสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ, อากาศ, ป่า หรือทรัพยากรชายฝั่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นประจำวัน โดยรัฐไม่สามารถจัดการแก้ไขอะไรได้เลย (หรือตั้งใจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ด้วยซ้ำ)
จะมีประโยชน์อะไรที่ลงเงินเป็นพันล้านเพื่อส่งเสริม
“เศรษฐกิจพอเพียง” โดยไม่พยายามอนุรักษ์เงื่อนไขพื้นฐานของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ไว้
และหากจับประเด็นสำคัญของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้ คือการเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด จะทำให้ภาคบริการ การเงิน และอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่
“เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยก็ได้ นั่นคือการทำให้ภาคการผลิตเหล่านี้มีอำนาจต่อรองในตลาดโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างจริงจัง การกระจายรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น เพื่อทำให้ตลาดภายในเข้มแข็งพอจะรองรับการผลิตได้ในสัดส่วนสูงขึ้น การชักนำและกดดันให้ผู้ผลิตลดต้นทุนที่เป็นสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม พลังงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
“เศรษฐกิจพอเพียง” ต้องการรัฐนะครับ ไม่ใช่การกลับไปสู่เศรษฐกิจสมัยอยุธยา รัฐมีอะไรที่ต้องทำอีกมากเพื่อทำให้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นและเป็นไปได้ หลายอย่างที่ทำก็อาจขัดแย้งกับผลประโยชน์ของทุนซึ่งครอบงำ ทั้งพรรคการเมืองและคณะรัฐประหารอยู่ ข้อโจมตี “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งดูจะมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือ?
“เศรษฐกิจพอเพียง” คือการปล่อยให้คนเล็กๆ ต่อสู้เอาชีวิตรอดไปเอง โดยรัฐไม่ต้องแบ่งทรัพยากรไปช่วยใช่หรือไม่
ข้อโจมตีนี้มีน้ำหนักก็เพราะว่า รัฐบาลทุกชุดที่ยกย่องเชิดชู “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ายกย่องเชิดชู และปล่อยชะตากรรมของเกษตรกรรายย่อยไปตามยถากรรม ประหนึ่งว่ารัฐไม่สามารถมีบทบาทหน้าที่อะไรใน “เศรษฐกิจพอเพียง” มากไปกว่า การย้ำโฆษณา
ในระหว่างวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเข้าไปช่วยก่อตั้งพรรค ทรท. คุยกับผมถึงแนวทางการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ สรุปก็คือไปเสริมพลังการผลิตของภาคประชาชน ทั้งเพื่อทำให้ฐานะเศรษฐกิจของคนระดับล่างดีขึ้น และเพื่อส่งออกนำเงินตราเข้าสู่ประเทศแทนธุรกิจระดับใหญ่ ซึ่งขณะนั้นง่อยเปลี้ยเสียขาไปมาก และนั่นคือที่มาของนโยบาย ทรท.หลายอย่าง เช่น โอท็อป การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การผ่อนปรนภาระหนี้สิน ฯลฯ
นโยบายที่เรียกว่า “ประชานิยม” เหล่านี้ของ ทรท. เป็นตรงกันข้ามกับ
“เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นคือแทนที่จะถอยออกมาจากตลาด กลับมุ่งเข้าสู่ตลาดโดยตรง เพียงแต่มุ่งเข้าไปโดยมีรัฐคอยหนุนช่วย (ส่วนจะช่วยจริงหรือไม่เป็นคนละเรื่อง) ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาพากันนิยมรัฐแบบ ทรท.ตรงกันข้าม รัฐแบบ
“เศรษฐกิจพอเพียง” หลังการรัฐประหารเป็นต้นมา คือรัฐที่พร่ำบอกเพียงว่า “อย่าไปเลย ตลาดมันหลอก จะบอกให้” แต่รัฐกลับไม่มีบทบาทอย่างไรในการเกื้อกูลให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปได้ แก่คนจำนวนมากในเมืองไทย (เช่น แรงงานซึ่งต้องทำงานสองกะ จะพอเพียงได้ก็เพียงแค่เลิกเหล้า เลิกยา ประหยัด รัฐช่วยอะไรเขาไม่ได้สักอย่าง)
นโยบายประชานิยมทำใน “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้หรือไม่?
ผมคิดว่าได้ แต่ทำยาก เพราะชนชั้นนำไทยนั้นได้ผลประโยชน์จากการเข้าสู่ตลาดโดยไม่พร้อมของคนไทยระดับล่างอยู่มาก ซ้ำผูกพันผลประโยชน์กันเป็นเครือข่ายที่ใหญ่โตและซับซ้อน (แค่สมุนไพรยังกลายเป็นสารอันตราย – แก่กระเป๋าของพ่อค้ายาฆ่าแมลง – ได้) ประชานิยมในเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องการความเด็ดเดี่ยวเชิงนโยบาย ไปพร้อมกับความสุขุมคัมภีรภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ
มิฉะนั้นแล้ว ประชานิยมก็เหลือแค่การแจกเงิน
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01090352§ionid=0130&day=2009-03-09
“สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น (จบ)” กุมภาพันธ์ 21, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ชุมชน, บทความ, วิธีคิด
add a comment
3) นิยาย, หนังสือพิมพ์, ทุนนิยมการพิมพ์, ตลาดผู้อ่าน, ภาษาท้องถิ่น ฯลฯ เหตุปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการกำเนิดจิตสำนึกเรื่องชาติอย่างไร? เป็นคำถามคลุมท้ายบทที่ 2 Cultural Roots ต่อตลอดบทที่ 3 The Origins of National Consciousness (กำเนิดของสำนึกแห่งความเป็นชาติ) ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้าใจ และน่าอัศจรรย์ที่ครูคิดได้ยังไง – ที่เชื่อมโยงสิ่งของปรากฏการณ์เล็กใหญ่แตกต่างหลากหลายเหล่านี้ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นเรื่องเป็นราวได้
ผมเห็นว่าปมสำคัญคือ ควรเข้าใจว่าที่ครูเบ็นทำคือพยายามเล่าประวัติเชิงวัตถุนิยมวัฒนธรรมของเงื่อนไขความเป็นไปได้ในการคิดชาติได้ (a cultural materialist historical account of the conditions and possibility of the perception of nation)
มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เดียวกันนั้น นิยายหลายเรื่องของ Charles Dickens เล่าฉากกรุงลอนดอนจาก bird”s-eye view หรือวิวตานก หรือบรรยายฉากครอบ คลุมทั่วโรงงานเหมือนมองจากหลังคาลงมา ประหนึ่งผู้เขียนมีหูทิพย์ตาทิพย์ติดปีกเหาะขึ้นไปได้แล้วจินตกรรม “เห็น” หน่วยสังคมทั้งหมดในคราวเดียว
อีกทั้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เครื่องมือสำรวจสถิติและสำมะโนครัวประชากรพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้อนข้อมูลดิบช่วยให้ผู้ปกครองสามารถหลับตาวาดภาพ “เห็น” หน่วยการเมืองทั้งหมดใต้อำนาจปกครองของตนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
4) อาการร่วมอย่างหนึ่งของนักศึกษาหลายรายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา “ไม่เห็น” ชาติเรียบร้อยแล้วก็คือ ตื่นเต้นในความรู้ความเข้าใจใหม่ เกิดความภาคภูมิทะนงตน พาลเกลียดชาติ มองชาติไม่ขึ้น และยิ้มหยันเยาะเย้ยพวกที่ยังเชื่อชาติและรักชาติว่าช่างโง่เขลาเบาปัญญาดวงตาไม่เห็นธรรมเสียนี่กระไร
ผมคิดว่านี่เป็นอาการคล้าย “สาวแรกรุ่นตื่นนมต้ม” ของตัวเอง แล้วหันไปเยาะเย้ยเพื่อนร่วมรุ่นที่หน้าอกยังไม่อวบขึ้นว่าไม่สมหญิง…..
การเข้าใจสิ่งใหม่ไม่มีอะไรผิด แต่ถ้ามันกระจ่างจ้าเสียจนตาลายพาลไม่เห็นความจริงอย่างอื่นด้านอื่น ดูถูกดูเบาความจริงเหล่านั้น อหังการมมังการ ก็เลยจะพลอยเป็นอุปสรรคขัดขวางความเข้าใจสืบต่อไปของตัวเอง
เพราะเราไม่ควรลืมว่า คำถามนำอย่างหนึ่งของครูเบ็นใน “ชุมชนจินตกรรม” คือทำไมคนนับร้อยๆ ล้านทั่วโลกจึงรักของที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ใช่วัตถุสิ่งของกายภาพจริงๆ หากจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น ถึงแก่ยอมฆ่าและยอมตาย ยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงกระทั่งพลีเลือดเนื้อชีวิตตัวเองเพื่อจินตกรรมอันนี้ตลอดประวัติศาสตร์สองศตวรรษที่ผ่านมา? พลังของมันอยู่ตรงไหน? มันทำงานอย่างไร? และในทางกลับกัน มันมีคุณมีด้านบวกอย่างไรบ้างต่อการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่รังแกที่ผ่านมา?
ผมเห็นว่าตัวแทนเด่นชัดที่สุดของอาการเกลียดชาตินิยมจนสุดโต่งดังกล่าวในวงวิชาการไทยศึกษาคือเพื่อนเกลอผมเอง ศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ดังเขาได้เขียนไว้ในบทความหลากชิ้นระยะหลังนี้ รวมทั้งบทวิจารณ์ที่เขาขยายความจากบทสรุปของงานวิจัยเรื่อง “๖ ตุลาฯในความทรงจำของฝ่ายขวา” (๒๕๕๑) ที่เขาบ่นว่า “อดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา” จนเป็นที่ตื่นเต้นฮือฮาในหมู่ผู้สนใจการก่อตัวประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย
เมื่อผมได้อ่านบทวิจารณ์ของธงชัยชิ้นนี้ ผมเขียนอี-เมลตอบเขาไปตอนหนึ่งว่า: -
Kasian: “Someone may be tempted in a not too distant future to summarize this debate among the old left as follows: Somsak blames it on PAD-ism; Thongchai blames it on nationalism; Kasian blames it on capitalism.”
(“ในอนาคตอันไม่ไกลนัก ใครสักคนอาจนึกใคร่จะสรุปข้อถกเถียงในหมู่ซ้ายเก่าดังนี้: สมศักดิ์โทษลัทธิ พธม., ธงชัยโทษลัทธิชาตินิยม, เกษียรโทษลัทธิทุนนิยม”)
ซึ่งธงชัยก็ตอบมาว่า
Thongchai: “This summary is fantastic. I think it captures lots of questions, differences, problems, strength and weakness of one another.”
(“ข้อสรุปนี้วิเศษมาก ผมคิดว่ามันจับประเด็นคำถาม, ความแตกต่าง, ปัญหา, จุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกันได้มากมายทีเดียว”)
ผมอยากเรียนว่าการที่พวกชาตินิยมที่เป็นอดีตซ้าย-อดีตขวาหันมาจับมือกันต่อต้านสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นภัยทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้น
มันก็ไม่ต่างจากการที่พวกต่อต้านชาตินิยมที่เป็นอดีตซ้ายหันมาขานรับสนับสนุนพวกเสรีนิยมใหม่ฝ่ายขวาตะวันตก เพื่อต่อต้านกลุ่มทุนเก่าผูกขาดที่อ้างราชาชาตินิยมในไทยตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
และมันก็ไม่ต่างจากการที่พวกต่อต้านฝ่ายนิยมเจ้าที่เป็นอดีตซ้ายหันมาปกป้องแก้ต่างร้องเชียร์กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทางธุรกิจการเมืองของไทยและด่ากราดผู้ที่บังอาจวิจารณ์กลุ่มทุนใหญ่นั้นโดยไม่ฟังเสียงใครสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อต่อต้านพันธมิตรศักดินา-อำมาตยาธิปไตยในปัจจุบันพวกเราพวกเขาต่างก็เลือกข้างเลือกฝ่ายตามอคติทางอุดมการณ์ของตนในสถานการณ์เฉพาะที่เปลี่ยนไปกันทั้งนั้น – เป็นธรรมดา
ขอแต่อย่าสุดโต่งจนไม่เห็นปัญหาด้านอื่น ไม่เห็นจุดบอด จุดอ่อน ลักษณะเฉพาะด้านเฉพาะส่วนของทรรศนะอคติของตน จนดูถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่มองต่างไปหมดเท่านั้นเอง
“สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น (2)” กุมภาพันธ์ 21, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ชุมชน, บทความ, วิธีคิด
add a comment
เวลาผมสอนหนังสือ “Imagined Communities” ให้นักศึกษาที่ผ่านมา ก็มีประสบการณ์ความรู้สึกสนุกสุขใจสะใจที่ได้สอนเรื่องชาติไทย-ชาตินิยมไทย-ความเป็นไทย คล้ายอาจารย์ Fred Halliday เช่นกัน จึงใคร่ขอยกบางฉากบางตอนมาเป็นตัวอย่างเล่าสู่กันฟังดังนี้ : -
1) เมื่อสอนเรื่อง “Concepts and Definitions” (แนวความคิดและคำจำกัดความ) ของชาติในบทที่ 1 Introduction ของหนังสือ ปัญหาแรกที่เจอคือนักศึกษาไทยคุ้นชินอยู่ใต้มนต์สะกดของ Reification ของชาติ คือยึดมั่นถือมั่นว่าชาติเป็นวัตถุสิ่งของก้อนกายภาพจริงๆ เป็นตัวเป็นตนอย่างไม่ค่อยเคยนึกสงสัย ฉะนั้น ภารกิจอันแรกคือต้องร้องทักให้พวกเขารู้สึกตัวและสลัดมายาคติอันนี้ไปเสียก่อน ทำยังไงให้เกิด the shock of recognition หรืออาการตื่นตระหนักรู้ได้ว่าชาติเป็นของจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น?
ปกติผมจะถามนักศึกษาว่า เคยเห็นชาติไทยไหม? แบบเห็นด้วยตาเปล่าของตัวเองน่ะ?
นักศึกษาส่วนใหญ่จะงง แต่บ้างจะหลุดปากว่าเคย ทว่าพอซักไซ้ไล่เลียงเข้าก็จะพบว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นเพียงบางส่วนบางเสี้ยว (ตรอกซอย, ถนน, เมือง, หมู่บ้าน, ตำบล ฯลฯ) หรือสัญลักษณ์ของชาติ (เช่น ธงชาติ) เท่านั้น ไม่ใช่ชาติไทยทั้งหมดจริงๆ
ดูเหมือนทางเดียวที่จะเห็นชาติไทยทั้งหมดได้คือเหาะออกไปในอวกาศแล้วมองลงมาบนพื้นโลกส่วนนี้ แต่แน่นอน ต่อให้ขี่ยานอวกาศหรือดาวเทียมออกไปนอกโลกได้ มองลงมาก็ไม่เห็นชาติไทยอยู่ดี จะเห็นแต่พื้นที่หลากสีสันเขียวๆ ฟ้าๆ ติดเป็นพืดไปหมด แยกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าตรงไหนไทย/พม่า/ลาว/เขมร/มาเลเซีย ฯลฯ อย่างเป็นเอกเทศชัดเจน
ตกลงชาติจึงเป็นสิ่งที่เราลืมตาแล้วไม่เห็น แต่ถ้าลองหลับตาล่ะ จะเห็นชาติไทยไหม?
ปรากฏว่าเมื่อพวกเขาลองหลับตาดูก็พลันเกิดนิมิตหมายเห็นชาติไทยสว่างวาบขึ้นมาทันที เห็นเป็นรูปขวานหรือกระบวยตักน้ำ
ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีอยู่แต่ในแผนที่เท่านั้น ไม่มีให้เห็นได้ข้างนอก!
ชาติจึงเป็นความจริงชนิดที่คุณต้อง (หลับหู?) หลับตาแล้วจึงเห็น เป็นสิ่งที่สร้างด้วยจินตกรรม
2) เรื่องที่ทำความเข้าใจยากที่สุดเรื่องหนึ่งในหนังสือ “ชุมชนจินตกรรม” ของครูเบ็นคือเรื่อง “Apprehensions of Time” (ความเข้าใจเรื่องกาลเวลา) ในบทที่ 2 Cultural Roots (รากฐานทางวัฒนธรรม) และประเด็นสำคัญที่สุดในเรื่องนั้นคือการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการคิดเข้าใจเรื่องเวลาแบบ Messianic time (กาลเวลาแบบเมสไซอาห์) ในยุคกลางก่อนมีชาติ กับแบบ homogeneous, empty time (สุญกาลสหมิติ) ในยุคสมัยใหม่ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้สามารถจินตกรรมชาติได้
-อะไรคือ Messianic time ซึ่งเอื้อให้เกิดการเข้าใจเวลาแบบ simultaneity-along-time (อดีต-ปัจจุบัน-อนาคตเกิดพร้อมกัน)? อะไรคือ homogeneous, empty time ซึ่งเอื้อให้เกิดการเข้าใจเวลาแบบ simultaneity-across-time (เหตุเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน)? อันหลังเข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะเป็นคติเวลาแบบที่เราคุ้นชินอยู่ในนิยายและหนังสือพิมพ์ แต่อันแรกไม่ง่าย…
วิธีของผมคือยกตัวอย่างบทสนทนาระหว่างผมกับภริยานานมาแล้ว กล่าวคือจู่ๆ วันหนึ่งระหว่างให้นมลูก เธอก็ถามผมว่า : -
“เกษียร รู้ไหมทำไมตัวถึงเข้าป่า?”
ผมก็วิเคราะห์บรรยายเป็นคุ้งเป็นแควตามประสานักรัฐศาสตร์ว่าเป็นเหตุผลการเมืองผสมศรัทธาอุดมการณ์บวกความคับแค้นส่วนตัว ฯลฯ
เมียผมส่ายหน้าแล้วบอกว่า : -
“ม่ายช่าย…ที่ตัวเข้าป่าก็เพราะถ้าตัวไม่เข้าป่า เราก็ไม่ได้เจอกันน่ะซี”
ผมฟังแล้วถึงกับอึ้ง…แต่คิดๆ ดูก็เอ้อจริงนะครับ เพราะถ้าไม่เข้าป่า ผมก็คงเรียนจบไปตั้งแต่ปี 2521 และคลาดกับภริยาซึ่งเพิ่งเข้าธรรมศาสตร์ภายหลัง-แต่เพราะผมเข้าป่าไปหลายปีและออกจากป่ามาคืนสภาพ ก็เลยได้เจอภริยา รักชอบกันและแต่งงานอยู่กินมีลูกด้วยกัน
ภาษาไทยเรียกเรื่องทำนองนี้ว่า “พรหมลิขิต” วิธีคิดแบบ “พรหมลิขิต” (Messianic time) ซึ่งผลเกิดก่อนเหตุ (เหตุ : พรหมลิขิตไว้ให้ได้เจอเมียปี 2525; ผล : จึงเข้าป่าตั้งแต่ปี 2519) กลับตาลปัตรกับวิธีคิดปัจจุบันของเราที่เหตุเกิดก่อนผล (เหตุ : ถูกฆ่าหมู่และรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519; ผล : จึงเข้าป่าเมื่อ 5 ธันวาคม 2519)
นั่นหมายความว่ามีใครคนหนึ่งอยู่เบื้องบนลิบๆ นู่นคอยกำกับการแสดงที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต-และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต-อยู่ในปัจจุบันนี้พร้อมเพรียงกันไป ท่านมีทิพยเนตรที่เล็งแลเห็นถ้วนตลอดกระบวนเวลา (simultaneity-along-time) นั่นเทียว
“สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น (1)” กุมภาพันธ์ 21, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ชุมชน, บทความ, วิธีคิด
add a comment
ผมดีใจ 3 ต่อที่หนังสือ “ชุมชนจินตกรรม” พากย์ไทยของศาสตราจารย์เบเนดิก แอนเดอร์สัน หรือที่ประดาลูกศิษย์ลูกหาเราเรียกขานว่า “ครูเบ็น” ได้แปลและจัดพิมพ์สำเร็จเป็นรูปเล่ม
1) ต่อแรก ก่อนอื่นผมดีใจเพราะผมเคารพรักครูเบ็นมาก ทั้งในแง่ส่วนตัวที่ท่านมีพระคุณต่อผม สนับสนุนให้คนออกจากป่าอย่างผมได้ไปเรียนต่อเมืองนอกและช่วยเหลือด้านต่างๆ จนเรียนจบ อีกทั้งในแง่ปัญญาความรู้ที่ท่านเป็นครูหนึ่งในสี่คนที่ช่วยเปลี่ยนวิธีมองโลกของผม – ได้แก่ครูชาญวิทย์, ครูชัยวัฒน์, ครูเบ็น และครูนิธิ
ฉะนั้น เมื่อผลงานชิ้นเอกของครูที่เป็นเพชรน้ำหนึ่งในวงวิชาการสังคมศาสตร์ของโลกได้จุติในเมืองไทย ทันให้ครูเบ็นได้เห็นและชื่นชมลูกสัญชาติไทยของครูเล่มนี้ในวาระอายุครูครบ 6 รอบพอดี ผมจึงยินดีมาก
2) ผมดีใจต่อที่สองเพราะผมเป็นอดีตสมาชิกทีมแปลที่ล้มเหลว ได้เคยพยายามร่วมทีมแปลงานชิ้นนี้ แต่ด้วยเหตุนานัปการ ผมแปลล่าช้าเกินกำหนด ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง จนต้องบอกศาลาและรู้สึกผิดในใจเสมอมา เมื่อเห็นงานชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงในที่สุดด้วยความเพียรพยายาม มานะอุตสาหะของทีมแปลและอาจารย์ชาญวิทย์บรรณาธิการ ก็ดีใจเป็นธรรมดา
3) สุดท้าย ผมดีใจเพราะผมใช้หนังสือเล่มนี้ของครูเบ็นเป็นตำราสอนวิชาว่าด้วยความเป็นชาติ-ชาตินิยมและการเมืองเปรียบเทียบในระดับปริญญาโท-เอกที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และที่อื่นๆ ในเมืองไทยมาหลายปี
จากประสบการณ์ ผมพบว่าความที่นอกจากเนื้อหาตำราลึกซึ้งกว้างขวางมากแล้ว การที่มันเป็นภาษาอังกฤษ นักศึกษาไทยจึงมีปัญหาทับซ้อนทวีคูณในการเข้าถึงเนื้อหาเพราะอุปสรรคด้านภาษา ต้องมัวเสียเวลาฝ่าด่านภาษาเพื่อทำความเข้าใจว่าหนังสือเขียนว่าอะไรกันแน่เป็นหลัก ทำให้ไม่มีโอกาสเวลาและพลังงานไปครุ่นคิดถกเถียงอภิปรายเจาะลึกเนื้อหาของมันในชั้นเรียนเท่าที่ควร บัดนี้เมื่อมีฉบับพากย์ไทยก็จะทำให้การสอนเรื่องนี้ของผมต่อไปข้างหน้าง่ายดายขึ้นมาก ผมขอขอบคุณทีมแปลและบรรณาธิการแทนนักศึกษาของผมไว้ในที่นี้ด้วย
ผมอยากอภิปรายเปิดตัวหนังสือ “ชุมชนจินตกรรม” ของครูเบ็นวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะผู้ใช้มันไปเข้าใจและวิเคราะห์วิจารณ์ชาติไทย-ชาตินิยมไทย-ความเป็นไทยดังที่เคยทำมา เพราะนึกอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่ออก
ปรากฏการณ์ชาตินิยมในการเมืองไทยระยะหลังมานี้ทำให้ผมรู้สึกคล้ายที่ Michael Palin ตลกปัญญาชนชื่อดังของอังกฤษซึ่งระยะหลังหันมาเอาดีด้านถ่ายทำและเขียนสารคดีท่องเที่ยวทั่วโลก แกรำพึงซ้ำแล้วซ้ำอีกในฉากจบซ้ำแล้วซ้ำอีกของรายการตลกทีวี Monty Python”s Flying Circus ตอนที่ 16 ซึ่งแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ BBC เมื่อ 29 กันยายน ค.ศ.1970 ว่า : -
“I have this terrible feeling of d?j? vu…” (“ผมรู้สึกแย่มากคล้ายกับว่าเคยเห็นเรื่องแบบนี้มาก่อนแล้ว…”)
นอกจากนี้ ผมเชื่อว่าผู้อภิปรายท่านอื่นคงจะพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็เลยอยากลองหันมาพูดถึง “ชุมชนจินตกรรม” ในฐานะคนสอนหนังสือเล่มนี้บ้างว่าเท่าที่ทำมาได้ประสบการณ์แง่คิดอะไรพอมาเล่าสู่กันฟัง
หนังสือ “Imagined Communities” ในสายตาอาจารย์ฝรั่ง
Fred Halliday
แรงบันดาลใจให้ผมอยากหันมาอภิปรายในฐานะคนสอนหนังสือเล่มนี้มาจากบทความชิ้นหนึ่งของศาสตราจารย์ Fred Halliday ชื่อ “The revenge of ideas : Karl Polanyi and Susan Strange”, openDemocracy, 24 September 2008, www.opendemcoracy.net
Fred Halliday เป็นอดีตอาจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชื่อดังที่ London School of Economics and Political Science แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน, อดีตสมาชิกกองบรรณาธิการ New Left Review อันขึ้นชื่อว่าเป็นวารสารวิชาการฝ่ายซ้ายชั้นนำของโลกที่ยืนนานมาร่วมกึ่งศตวรรษ, เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติชาวไอริชของครูเบ็นและปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ทำงานวิจัยอยู่ที่ The Barcelona Institute for International Relations ในสเปน
อันที่จริงบทความของ Halliday ชิ้นนี้มุ่งอภิปรายความคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชั้นนำผู้ล่วงลับไปแล้ว 2 ท่านได้แก่ Karl Polanyi (ค.ศ.1886-1964) กับ Susan Strange (ค.ศ.1923-1998) ซึ่งต่างก็บุกเบิกการวิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจทุนนิยมตลาดเสรีโดยเฉพาะภาคการเงินทั้งในระดับประเทศและโลกอย่างสำคัญ ซึ่งความคิดดังกล่าวกลับมาสอดรับกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างเหมาะเจาะสาสมยิ่ง ทว่าบังเอิญตอนต้นบทความนั้น Halliday ได้เล่าประสบการณ์สอนหนังสือ 20 กว่าปีของเขาประกอบอย่างน่าสนใจด้วยว่า : -
“มีหนังสืออยู่ 3 เล่มที่ผมสอนแล้วอิ่มเอมใจยิ่งเพราะแต่ละเล่มทำสิ่งที่การศึกษาทั้งหลายทั้งปวงควรทำในแบบของมันเอง นั่นคือท้าทายบรรดาสมมติฐานที่มาจากสามัญสำนึก…
“เล่มแรกคืองานคลาสสิคของ E.H. Carr เรื่อง The Twenty Years” Crisis (ค.ศ.1939)?
“งานยิ่งใหญ่ที่ปลุกกระตุ้นความคิดเล่มสามคือ The Great Transformation : The Political and Economic Origins of Our Time (ค.ศ.1944) ของ Karl Polanyi…
“ส่วนหนังสือสำคัญเล่มสองนั้นได้แก่ Imagined Communities (ค.ศ.1983) ของเบเนดิก แอนเดอร์สัน อันเป็นงานศึกษาว่าอารมณ์ความรู้สึกและความเกี่ยวดองเชื่อมโยงของบรรดาผู้คนที่เอาเข้าจริงไม่เคยประสบพบพานหรือติดต่อกันโดยตรงเลยนั้นมันรวมกันก่อตัวเป็นเอกลักษณ์ร่วมที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นเอกลักษณ์แห่งชาติได้อย่างไร, และยังศึกษาเนื้อแท้ที่มีลักษณะพลการและประดิดประดอยขึ้น (แม้บ่อยครั้งจะเหลือวิสัยจะไปยับยั้งทัดทานได้) ของการนับเนื่องสังกัดที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้…
“การได้เอ่ยบอกคนหนุ่มสาวเรือนร้อยจากทั่วโลกว่านี่รู้ไหมชาติต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขานั้นอันที่จริงมันเป็นของสมัยใหม่ ไม่ใช่โบร่ำโบราณ, มันมีฐานความเป็นจริงทางภาววิสัยรองรับมากกว่าความภักดีของแฟนสโมสรฟุตบอลทั้งหลายแหล่แค่นิดเดียว, และแนวคิด “ชาติ” เองเป็นสิ่งต้องสงสัยซักถามได้ทั้งในทางการวิเคราะห์และศีลธรรมนั้น นับเป็นความสุขใจแบบไม่ถือชาติที่หาได้ยากของอาจารย์ผู้สอนเลยทีเดียว
“ถ้าพวกเขาจำอะไรอื่นที่ผมสอนไม่ได้เลยละก็ ผมหวังว่าพวกเขาจะจำสิ่งนั้นได้”