jump to navigation

สัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY พฤศจิกายน 26, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags:
add a comment

เชิญชวนร่วมงานสัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY ที่ห้องประชุมใหญ่  คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์  ชั้น 5 ท่าพระจันทร์   วันที่ 30 ธค. ภาคเช้า

08.30                      Refreshment and Registration

 09.00-09.20      Welcoming Remarks by Dean of Faculty of Economics, 

                                   Remarks by Rector of Thammasat University

                                  Opening Remarks by H.E. Mohammad Hatta,
                                  Ambassador of the Republic of Indonesia to the Kingdom of
                                  Thailand

 09.30-10.50             Presentations:

Indonesia-Thailand Bilateral Economic Relations

By Dr. Nana Yuliana, Head of Economic Affairs, Indonesian Embassy in Bangkok

Islamic Economy

By Prof.Dr. Iwan Triyuwono (Faculty of Economics, University of  Brawijaya )

Sufficiency Economy, Concept and Philosophy in Thailand

By Prof. Dr.Apichai Puntasen (Director of Rural and Social Management Institute)

Sufficiency Economy in Thailand’s Policy

By Representative of National Economic and Social Development Board of Thailand

Moderator: Dr. Supruet Thavornyutikarn (Faculty of Economics, Thammasat University)

10.50-12.00             Questions and Answers

 12.00                       Lunch

ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: เศรษฐศาสตร์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง ตุลาคม 20, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

“ความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์และลัทธิบูชาเศรษฐกิจ อยู่ที่ฝ่ายหลังมักจะของยืมทฤษฎีหรือจินตภาพของฝ่ายแรกไปใช้อย่างสามานย์ ทำให้เกิดชุดความคดที่คล้ายกันหรือเหมือนกันขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งหลุดออกจากความเป็นวิชาการ กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองบ้าง เป็นข้ออ้างทางสังคมบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะนำไปใช้ในบริบทใด”…….

ปาฐกถา 60 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนตุลาคม โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวข้อ เศรษฐศาสตร์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง (Economic Religion and the Production of Structural Ignorance) ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันจันทร์ที่ 19 ต.ค. 2552

ก่อนอื่นผมต้องของชี้แจงสักนิดว่าเรื่องที่จะคุยกันในวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ผมเพียงแต่พยายามรวบรวมแง่คิด มุมมองต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในสังคมมาเรียบเรียงให้ชัดขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อแสดงจุดยืนและทัศนะที่ผมเห็นด้วย
อย่างไรก็ดีพูดให้ถึงที่สุดแล้วเรื่องที่ผมตั้งใจจะพูดก็ไม่ได้ผิดไปจากหัวข้อ เพียงแต่ต้องการชี้แจงล่วงหน้าว่าผมไม่มีความรู้พอที่จะมาวิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งขอจำแนกความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์ในฐานะสาขาวิชา กับเศรษฐศาสตร์ที่ผมใช้เป็นชื่อหัวข้อในการปาฐกถา คำหลังนี้พูดอีกแบบหนึ่งใช้คำว่า ลัทธิบูชาเศรษฐกิจ หรือลัทธิบูชา จีดีพี
ความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์และลัทธิบูชาเศรษฐกิจ อยู่ที่ฝ่ายหลังมักจะของยืมทฤษฎีหรือจินตภาพของฝ่ายแรกไปใช้อย่างสามานย์ ทำให้เกิดชุดความคดที่คล้ายกันหรือเหมือนกันขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งหลุดออกจากความเป็นวิชาการ กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองบ้าง เป็นข้ออ้างทางสังคมบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะนำไปใช้ในบริบทใด
พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือว่า ลัทธิบูชาเศรษฐกิจหมายถึงลัทธิที่ยึดถือการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นจุดหมายสูงสุดในการขับเคลื่อนทางสังคมและกิจกรรมโดยกำหนดให้ด้านอื่นๆ เป็นเพียงด้านรองกระทั่งถูกหักลางได้อย่างสิ้นเชิงเพื่อสนองจุดหมายนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นในระดับนโยบายของรัฐ การลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติ มักจะมีลำดับความสำคัญสูงกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อม หรือการขยายตัวเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมมักถูกกำหนดคุณค่าไว้สูงกว่าการรักษาสภาพเดิมของชุมชนท้องถิ่น เช่นนี้เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน ในระดับปัจเจกบุคคล การยึดถือเศรษฐกิจเป็นศาสนา ก็มักนำไปสู่การหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์ทางวัตถุหรือรายได้ที่เป็นเงิน ในระดับที่ลดทอนหรือยกเลิกคุณค่าอื่นๆ ของชีวิต เช่นมิตรภาพ น้ำใจ ความเมตตา กรุณา ตลาดจนความสงบสันติ พูดโดยรวมแล้วลัทธิบูชาเศรษฐกิจ แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการมองโลกโดยภาวะวิสัย หรือ Objective Thinking เท่าใดนัก หรือไม่ได้มาจากกระบวนการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเชื่อทางอัตวิสัย เป็น Subjective Thinking แบบหนึ่ง ที่งอกมาจากความปรารถนาของคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง แต่เมื่อถูกยึดถือกันเป็นจำนวนมากก็กลายเป็นลัทธิความเชื่อที่ไม่ต่างอะไรกับศาสนาบางนิกาย อีกทั้งยังเป็นศาสนาที่ก้าวร้าวรุนแรงยิ่ง มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อตอกย้ำแนวคิดของตน มีการผลิตวาทกรรมี่เชิดชูจุดหมายของตน อีกทั้งมีขบวนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของตน ตลอดจนมีบทลงโทษลงทัณฑ์ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือขัดขวางแนวคิดของตน เช่นนี้แล้วลัทธิบูชาเศรษฐกิจจึงส่งผลต่อโลกทัศน์ ชีวทัศน์ของคนในสังคมอย่างหนักหน่วง ทำให้มีการมองโลกเพียงด้านเดียว คือด้านที่เป็นผลประโยชน์ทางวัตถุเท่านั้น
นี่ต่างกับวัตถุวิสัยทางปรัชญา ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง หากผลประโยชน์ในการทำความเข้าใจมิติของชีวิตและจักรวาล
ผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่าความหมกมุ่นถึงผลประโยชน์ทางวัตถุนั้น ได้ลดทอนความสงบทาจิตใจลงไปขนาดไหน ความอยากมีอยากเป็นอย่างไร้ขอบเขตทำให้บุคคลต้องทะเลาะกับตัวเองกับผู้อื่น และทะเลาะกับธรรมชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับจุดหมายในการสร้างชีวิตและสังคมที่สงบสุข
ก็อาจจะพูดได้ว่าโลกทัศน์ดังกล่าวเป็นการมองโลกและชีวิตผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งเป็นความมืดทึบทางปัญญา หากพูดภาษาธรรมก็คือว่า เป็นชีวิตที่ถูกดันโดยอวิชชา หรือ Ignorance
ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา อวิชชาหรือความไม่รู้นั้นมีสาเหตุมาจากความหลงในอะไรสักอย่าง เป็นโมหะ หรือบางทีก็หลงใหลในทุกสิ่งทุกอย่างจนมองไม่เห็นความจริงของชีวิต ตามที่พระท่านสอนคืออวิชชา 4 กับอวิชชา 8
ข้อแรก หมายถึง ว่าไม่รู้อริยสัจ 4 ประการอันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ส่วนข้อหลังนั้นเพิ่มไปอีก 4 ประการไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต แน่นอนผมตระหนักดีว่านี่อาจจะไม่ใช่เวลาลงลึกถึงระดับโลกุตรธรรม
แต่ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าในระบบเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมที่เน้นแต่ด้านของการเติบโตทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ต่างก็หลุดไปจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมอีกทั้งปรุงแต่งสินค้าซึ่งถูกนำมาปรุงแต่งชีวิตและกามารมณ์ โดยไม่สนใจว่าผมประทบระยะยาวจะออกมาเช่นใด นี่เราอาจเรียกได้ว่า นี่เป็นอวิชชาที่ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคตเป็นการหมุนวนอยู่กับวงจรทุกข์อย่างหาทางออกไม่ได้
วรรคแรกของปฏิจสมุปบาทนั้นกล่าวว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย อันนี้แปลว่าเพราะมีความโง่เหลาเป็นเครื่องมือ ผู้คนจึงก่อกรรมขึ้นมา ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการจะหลุดพ้นจากวงวัฎของกรรมเวร หรือพ้นทุกข์ย่อมเป็นเรื่องทำไม่ง่าย หากไม่มีการดับอวิชชาเสียก่อน
ผมอยากจำกัดการสนทนาไว้ที่เรื่องความทุกข์ร้อนทางสังคม เพราะฉะนั้นคำว่าอวิชชาที่นำมาใช้ เป็นการใช้ในความหมายกว้างๆ เป็นการมองชีวิตแค่ด้านเดียว หรือมองโลกคลาดจากความจริง
ในความเห็นของผม อวิชชาดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของปัจเจกชน มากเท่ากับการถูกผลิตขึ้นอย่างจงใจโดยโครงสร้างหลักๆ ของสังคม ที่สำคัญคือมันถูกผลิตขึ้นด้วยนโยบายหลักของรัฐ โดยระบบการศึกษาของรัฐที่เป็นการศึกษาแบบแยกส่วนตัดตอน ตลอดจนการโฆษณาสินค้าและบริการที่ท่วมทับระบบข่าวสารของสังคม จนเหลือพื้นที่ให้ทางเลือกอื่นๆ น้อยเต็มที่
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือว่า อวิชชาหรือความโง่เขลาในประเทศนี้ เป็นผลผลิตเชิงโครงสร้าง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและผลิตซ้ำโดยกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่ปัญหาพันธุกรรม หรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมามากแล้ว ผมจากการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล ทำให้ประเทศของเราตกอยู่ในภาวะ 1 รัฐ 2 สังคม รวยสุดขั้ว จนสุดขีด จนกะทั่งกลายเป็นปัญหาการเมืองทีแก้ไม่ตก เมื่อมวลชนแยกกันฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำต่างกลุ่ม ซึ่งขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่อำนาจ ผมไม่คิดว่าใครจะแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองแบบนี้ได้ ถ้าไม่นำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตามประเด็นที่สะท้อนลักษณะอวิชชาในนโยบายของรัฐก็คือ แทบจะไม่มีการสรุปบทเรียนอะไรอย่างมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความผิดพลาดในนโยบายการพัฒนาประเทศ มิหนำซ้ำยังย้ายอุปาทานเรื่องการพัฒนามาเป็นอุปาทานเรื่องตลาดเสรี กระทั่งผสมผสานมันเข้าหากันโดยยืนยันไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ ฉบับ 2550
ในเมื่อรัฐเป็นฝ่ายยืนยันในมายากคติในเรื่องเหล่นี้เสียแล้ว ผู้ที่ถือลัทธิบูชาเศรษฐกิจหรือบูชาจีดีพี ก็นับว่ามีทั้งมหาวิหารและคัมภีร์อ้างอิงอย่างพร้อมมูล เรียนตรงๆ ว่าผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเมื่อผลของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นแห่งชาติหรือแบบไร้พรมแดน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยสุด 20 เปอร์เซ็นต์ กับคนจนสุด 20 เปอร์เซ็นต์ ห่างกันถึง 13.2 เท่าและคนรวยสุด 10 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เทียบกับคนจนสุด 10 เปอร์เซ็นต์ได้ส่วนแบ่งแค่ 3.9 เปอร์เซ็นต์  แล้วเรายังยืนยันที่จะเดินหนทางนี้ต่อไปได้อย่างไร บางทีเรื่องมันอาจจะเป็นแบบที่ท่านอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตรได้ชี้ไว้ว่าความเหลื่อมล้ำไม่ใช่กระบวนการปกติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมเลือก และก็คงมีแต่สังคมอวิชชาเท่านั้นที่เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นของจริง
เพราะฉะนั้นมันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ปราศจากเหตุผล ที่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี เคยสรุปไว้ว่า ระบบเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่นับเป็นกำแพงด้านหนึ่งที่กั้นขวางการเติบโตทางปัญญา ที่ท่านใช้คำว่าเป็นหลุมดำทางปัญญา นอกเหนือไปจากสังคมแนวดิ่ง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ และระบบการศึกษา
พูดถึงระบบการศึกษา อันที่จริงถ้าเรามีระบบการศึกษาที่สร้างพลังทางปัญญาได้สำเร็จ เราอาจจะช่วยถ่วงดุลอวิชชาของลัทธิบูชาจีดีพีได้บ้าง แต่ดังที่ผมกล่าวไว้แล้วในบางที่บางแห่ง โครงสร้างและเนื้อหาของการศึกษาไทย เป็นการศึกษาแบบแยกส่วน เน้นไปในทางแยกสาขามากกว่าบูรณาการองค์ความรู้ให้เข้าใจโลกและชีวิตโดยรวม กล่าวอีกแบบคือเราแยกมิติต่างๆ ของความจริงออกจากกัน แยกห้องเรียนออกจากโลกภายนอก แยกผลการเรียนออกจากเจตจำนงในการเรียน กระทั่งตัวสถาบันการศึกษาเองก็แยกห่างออกจากสังคม สภาพเช่นนี้ทำให้การท่านรู้ทางปัญญาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ดีแม้ ว่าการศึกษาแบบแยกส่วนจะมีที่มาจากปัจจัยหลายอย่างแต่ท้ายที่สุดตัวแปรที่กำหนดสภาพดังกล่าวมากที่สุด ก็คือตลาด พูดง่ายๆ คือการศึกษาเป็นกระบวนการผลิตตนเองของผู้ศึกษาเพื่อจะได้กลายเป็นสินค้าราคาแพงในตลาดแรงาน ทั้งนี้โดยไม่ต้องสนใจไยดีว่าในภาพที่ใหญ่กว่าแรงงานของตนจะถูกนำไปสนองวัตถุประสงค์ใด แม้แต่อาจารย์ที่สอนวิชาต่างๆ ก็อาจจะไม่ทันได้ไต่ถามว่าศาสตร์ที่มอบให้ลูกศิษย์นั้นเป็นศาสตร์แห่งการครอบงำและครอบครองหรือเป็นศาสตร์แห่งการเข้าใจและเข้าถึง
แน่นอน การผลิตตัวเองให้เป็นสินค้าที่มีราคาในท้องตลาดโดยผ่านการศึกษา กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วก็เป็นกระบวนการผลิตตัวตนของปัจเจกบุคคลไปด้วย แต่ก็เป็นตัวตนในมุมแคบเต็มที อยู่ในระดับอหังการ์ ตัวกูของกูเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่บ้าปริญญา เต็มไปด้วยผู้มีการศึกษาสูงที่โง่เขลา หลายคนอาจจะมีรายได้มาก หาเงินเก่ง แต่มีชีวิตที่เหลือเหมือนอนารยะชน เพราะฉะนั้นแทนที่จะให้แสงสว่างทางปัญญาแก่สังคม ระบบการศึกษาที่ตกเป็นอาณานิคมของลัทธิบูชาเศรษฐกิจกับกลายเป็นโครงสร้างที่ผลิตอวิชชาเสียเอง
กล่าวสำหรับระบบการนำเสนอข่าวสารของสังคมซึ่งมีผลหล่อหลอมโกทัศน์ไม่น้อยไปกว่าระบบการศึกษา กระทั่งอาจจะมีพลังหนักหน่วงกว่า เราก็เห็นอยู่แล้วว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร อาจจะพูดได้ว่า กระแสหลักของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสังคมได้ถูกครอบงำโดยแรงจูงในทางธุรกิจไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาสินค้าและวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยม หรือการเสนอข่าวเร้าใจให้เสพทั้งๆ ที่หลายเรื่องไม่ควรจะเป็นข่าว แม่กระทั่งการนำเสนอข่าวความเป้ฯไปในบ้านเมืองธรรมดาๆ ก็ต้องมีการปรุงรสเพื่อเพิ่มยอดชาย สภาพดังกล่าวนับว่าสวนทางกับสวนทางกับสังคมอุดมปัญญาในระดับประสานงา เป็นการผลิตอวิชชาในระดับโครงสร้างอีกชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตสื่อไม่ว่าจะหวังดีสักเพียงใด ล้วนแล้วแต่ดิ้นไม่พ้นอิทธิพลของเงื่อนไขทางธุรกิจ จำเป็นต้องปรุงแต่งข่าวสารให้นำมาซึ่งกำไรสูงสุดของผู้ว่าจ้างซึ่งตนเองมีส่วนแบ่งอยู่ด้วย ลัทธิบูชาเศรษฐกิจจะไม่ปราณีกับคนที่ไม่ยอมร่วมมือ
ในสภาวะที่ระบบข่าวสารของสังคมเป็นเช่นนี้ ก็ชวนให้น่าสงสัยเหมือนกันว่า กลไกการทำงานของสิ่งทีเรียกตลาดเสรีจะเป็นเช่นไร
สมมติฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นว่าในระบบตลาด มนุษย์เราจะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล แท้จริงแล้วเป็นไปได้หรือไม่ การถูกพูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าผิวคล้ำเป็นปมด้อย หรือรักแร้ดำเป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต จนต้องซื้อครีมยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้มาถูถาเป็นการจัดสินใจที่เต็มไปด้วยเหตุผลหรือไม่ แน่นอนวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมที่กระพือพัดอยู่ในสื่อโฆษณาต่างๆ ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่พอใจชีวิตที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งที่ยังไม่ได้บริโภคยังมีอีกมาเหลือเกิน
ด้วยเหตุนี้ความคิดที่ก่อรูปตามหลังมาก็คือ ตัวเองยังรวยไม่พอ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอาจจะพออยู่พอกินมากแล้วก็ตาม  ในความเห็นของผม แม้ว่าเราจะมีคนที่จนจริงๆ อยู่ในประเทศหลายล้านคนซึ่งจำเป็นจะต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทุกรูปแบบ แต่คนเหล่านั้นไม่ได้สานต่อก่อกระแสอวิชชาเท่ากับสภาพจิตแบบกลัวไม่รวยของคนชั้นกลางที่ตกเป็นเหยื่อโฆษณาของสื่อต่างๆ ดังที่เราจะเห็นการเข้าหาไสยศาสตร์อย่างบ้าคลั่งของคนกลุ่มหลังซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนศาสนธรรมอย่างไม่เคอะเขิน วัดวาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิหลายแห่งล้วนถูกดัดแปลงให้เป็นแหล่งพิธีกรรมขอลาภยศสรรเสริญ บางพวกตระเวนไหว้พระไหว้เจ้าทุกแห่งเพื่อจุดหมายที่ตรงกันข้ามกับพระธรรมคำสั่งสอน หลายคนไหว้กระทั่งหมูหมากาไก่ ท่อนไม้สากกะเบือ หรือสัตว์ชนิดไหนก็ได้ที่เกิดมาผิดปกติจาเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ทั้งนี้ด้วยความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวคือ ขอให้รวยๆ
อันที่จริง การจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นผลจากลัทธิเศรษฐกิจอย่างเดียวคงไม่ถูก เพราะในบางกรณีความมั่งคั่งอาจจะไม่เกี่ยวกับการบริโภคแต่ถูกมองเป็นจุดหมายสูงสุดโดยตัวของมันเอง ดื้อๆ ลอยๆ เหมือนกับที่นโยบายของรัฐเน้นเรื่องการเติบโตของจีดีพี
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์บุรุษท่านหนึ่ง น่าสนใจมาก ท่านบอกว่าตัวเองได้เลี้ยงปี่เซี๊ยะไว้ทั้งหมด 3 คู่ โดยตั้งชื่อให้ เช่น ตัวหนึ่งชื่ออำนาจ ตัวหนึ่งชื่อบารมี ตัวหนึ่งชื่อพันล้านและอีกตัวหนึ่งชื่อหมื่นล้าน ปี่เซี๊ยะดังกล่าวมีคุณสมบัติหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือส่งเสริมความมั่งคั่งร่ำรวย นำโชคลาภให้ไหลมาเทมา ท่านให้สัมภาษณ์ว่าปี่เซี๊ยะพวกนี้ต้องทำจากหยกหรือหินเพราะจะมีพลังในตัวเอง โดยจะต้องผ่านพิธีปลุกเสกเสียก่อน พอได้มาก็ต้องเอามาอาบน้ำ ตั้งชื่อ ขอให้เขาช่วยดูเงินดูทองให้เรา เลี้ยงเหมือนทามาก๊อต เอาน้ำตั้งให้เขากิน เวลากลางคืนนั่งดูทีวีก็เอาเขามาวางข้างๆ เรียกชื่อเขา ลูบเขา ขอให้เขาให้ลาภเรา ท่าเจ้าของบทสัมภาษณ์นี้ยังยืนยันด้วยว่าข้อห้ามสำหรับการเลี้ยงปี่เซี๊ยะนั้น คนที่เป็นเจ้าของจับได้คนเดียว หากให้คนอื่นจับเหมือนแบ่งโชคแบ่งลาภ ผมคงไม่ต้องออกความเห็นเพิ่มเติมอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงแต่ขอทำหมายเหตุเชิงอรรถนิดหน่อยว่า ปี่เซี๊ยะนั้น คือรูปแกะสลักขนาดเล็กที่มีส่วนผสมของผสมของสัตว์หลายชนิด ทั้งสัตว์ที่มีจริงและสัตว์ในจินตนาการ ส่วนทามาก็อตเป็นของเล่นเด็กญี่ปุ่น ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์เรื่องทั้งหมดนี้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทุกวันนี้เราอาจพูดได้ว่าการผลิตสื่อโฆษณาในแนวทางของลัทธิบูชาเศรษฐกิจกับโลกทัศน์ชีวิทัศน์ของผู้ผู้เสพสื่อได้ทักทอเป็นสายใยสำคัญจนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนดใคร และในระบบตลาดเสรี เมื่อมีการเรียกร้องต้องการในเรื่องความมั่งคั่งส่วนบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือประเภทนำเสนอวิธีการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจึงถูกผลิตออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จนเหลือพื้นที่บริโภคของหนังสือประเภทอื่นๆ น้อยเต็มที
แน่นอนสำหรับสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ มีแต่หนังสือที่ขายได้เท่านั้นจึงถือว่าเป็นหนังสือที่ดี ส่วนเนื้อหาสารถที่บรรจุไว้ในหน้ากระดาษอาจจะไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่มันอาจจะถอนรกถอนโคนคุณค่าที่เหลือทั้งหมดของชีวิตเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นหนังสือแปลเล่มหนึ่งที่น่าจะกำลังขายดีในประเทศไทย หลังจากข่ายดีมาแล้วในโลกตะวันตก หนังสือเล่มนี้มีชื่อในภาษาไทยว่ารวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน โดยมีคำโปรยหน้าปกสำทับไว้ด้วยว่า นี่คือวิธีคิดทางการเงินแบบนอกกรอบที่ช่วยให้คนไม่เอาถ่านพลิกกลับมารวยล้ำหน้าคนที่ฉลาดและทำงานหนักกว่า เอาล่ะ บางทีชื่อหนังสือคำโปรยอาจะเป็นแค่กลยุทธ์ทางการค้า แต่พอพลิกอ่านข้างใน เราจะพบว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เอาจริง กับเรื่องที่เขาเขียนมาก และหมายความตามชื่อเรื่องและคำโปรยจริงๆ ดังมีข้อความตอนหนึ่งเขียนว่า “คนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งล้วนมีเป้าหมายหลักในการครอบครองทรัพย์สินให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เป้าหมายของคุณในฐานะคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งมือใหม่ ก็คือซื้อหาทรัพย์สินชิ้นแรกมาซะ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมากหรอกครับ อันที่จริงแล้ว คุณไม่ต้องใช่เงินตัวเองเลยก็ได้” นอกจากนี้ก็มีข้อความบางอย่างเขียนไว้เกี่ยวกับชีวิตที่ดี
“การมีชีวิตที่ดีเสียตั้งแต่ตอนนี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงการสนุกกับสิ่งของทุกอย่างของคนที่มีฐานะมั่งคั่ง ไม่วาจะเป็นเสื้อผ้า รถยนต์ การท่องเที่ยว สิ่งของหรูหรา สิ่งของดีๆ ทั้งหลาย แต่ก็อย่างที่คุณรู้อยู่แล้ว ผมยังเชื่อว่าการเป็นคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง คุณต้องมีเวลาอยู่ด้วย.ซึ่งเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณใช้ร่วมกับคนอื่น คนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งใช้เวลากับครอบครัวอย่างจริงจัง พวกเขาอุทิศตัวให้กับชุมชน ให้เงินบริจาคองค์กรการกุศาล สนับสนุนสถาบันการศึกษาและศาสนาพวกเขาคือ เป็นผู้อุปถัมภ์องค์การวิทยาศาสตร์และศิลปะ พวกเขาช่วยคนอื่นตะเกียกตะกายออกจากความจน ผมจึงอยากเป็นคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งทางจิตวิญญาณด้วย”
เช่นเดียวกับเรื่องปี่เซี๊ยะให้ลาภผมคงไม่ต้องออกความคิดเห็นเพิ่มเติม แต่จะว่าไปนับถึงวันนี้แนวคิดข้างต้นก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่การที่มันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเข้มข้นในรูปแบบต่างๆ ก็ชวนให้คิดอยู่ไม่น้อยว่าว่าสังคมที่ถูกอบร่ำด้วยบรรยากาศเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจะนำพาวิกฤตแบบไหนมาให้เราอีก
สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับหนังสือที่ผมยกมากก็คือว่ามันมีข่าวสารที่สำคัญว่าต้องรวมศูนย์ความมั่งคั่ง ไว้ในมือคนส่วนน้อยก่อนจากนั้นค่อนกระจายรายได้และความเจริญ ผมไม่ทราบว่าในระดับปัจเจกบุคคลมันเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า เป็นไปได้แค่ไหนที่จะบวกรวมจิตวิญญาณที่โลภเร่งถึงขีดสุด เข้ากับจิตวิญญาณที่อุทิศตัวเพื่อผู้อื่น แต่อย่างน้อยผมทราบว่าแนวคิดที่คล้ายๆ กันนั้นเคยถูกโฆษณาโดยรัฐและนักวิชาการในประเทศไทยมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรกๆ และมันเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่เคยปรากฏเป็นจริง เพราะฉะนั้นการเอามายาคติดังกล่าวมาผลิตซ้ำอีก จึงไม่อาจเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากเป็นอวิชชา  
จริงอยู่ลำพังความคิดอยากได้อยากมีเหล่านี้ หากไม่ละเมิดใครก็อาจอนุโลมได้ว่าเป็นแค่ความเชื่อส่วนตัว เป็นสิทธิเสรีภาพอย่างหนึ่งแม้จะไม่ค่อยสร้างสรรค์นักก็ตาม
แต่ความเป็นจริงมีอยู่ที่สถานการณ์ทางสังคมไม่ได้หยุดอยู่ที่ความคิดอันฟุ้งซ่านเท่านั้น หากแต่นำไปสู้ความเดือดร้อนอันเป็นรูปธรรมด้วย ทั้งคนที่ถูกทิ้งให้ยากจนสุดขีดและคนที่อยากรวยล้วนแล้วแต่มีโอกาสแต่ลื่นไถลไปสู่การสนองความต้องการของตนโดยไม่คำนึกถึงวิธีการ ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสถิติอาชญากรรมต่าง ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นฐานจากความอยากได้ทางวัตถุทั้งสิ้น
นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างหนักอีกด้วย จากรายงานล่าสุดของธนาคารโลก เราถูกจัดไว้ที่อันดับที่ 80 จาก 160 ประเทศ ทั้งนี้โดยมีการเรียงลำดับจากคอร์รัปชั่นน้อยสุด ไปสู่คอร์รัปชั่นมากสุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเป็นคะแนนกับประเทศใกล้เคียงในเอเชียกันแล้ว ประเทศไทยได้เพียง 3.5จากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่มาเลเซียได้ 5.1 ญี่ปุ่นได้ 7.3 และสิงคโปร์ได้ถึง 9.2
ท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่เกาะกินประเทศมาช้านาน กลายเป็นปัญหาการเมืองและเป็น ปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน เราคงพูดไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่เกี่ยวโลกทัศน์ทางด้านผลประโยชน์ ทุกคนมีผลประโยชน์ทั้งนั้น แต่มันเป็นผลประโยชน์ที่ออกนอกบรรทัดฐานไปไกลซึ่งสุดท้ายนกลับมาส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจเอง ดังจะเห็นได้จากคำปรารภของท่านประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ไม่นานนี้ว่า
“ได้รับทราบจากบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างว่ามีการกินหัวคิวของในโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง 20 -25 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามากเกินไปถ้าเพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าธรรมดา” ตามที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้คำนวณไว้หากมีการคิดค่าหัวคิวในอัตราร้อยละ 25 ตามโครงการไทยเข้มแข็ง เงินภาษีอากรของประชาชนที่รั่วไหลไปสู่กระเป๋าคนโกงจะมีปริมาณมากกว่า 3.5 แสนล้านบาท นี่ก็เป็นปัญหาที่เริ่มต้นด้วยความอยากรวย
แน่นอนว่าเราไม่สามารถโยนความผิดปกติเหล่านี้ไปให้วิชาเศรษฐศาสตร์ต้องรับผิดชอบ แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามันเป็นสภาพที่ต่อเนื่องมาจากอวิชชาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเกิดจากลัทธิบูชาผลประโยชน์ของนักเศรษฐกิจ ทำให้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่าที่ผ่านมากินหัวคิวแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ไม่มีใครว่าอะไร หากจะเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่น่าจะเป็นไรเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรเงินทองที่ได้มาทั้งอาชญากรรมและการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะถูกนำมาจับจ่ายใช้สอยบริโภคก็นับเป็นส่วนหนึ่งของจีดีพีอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น ในความเห็นของผม ปัจจัยมูลฐานที่สุดที่ก่อให้เกิดอวิชชาเชิงโครงสร้าง ก่อให้เกิดการมองโลกเพียงด้านเดียวซึ้งผิดจากความจริง ยังคงอยู่ที่นโยบายของรัฐ ซึ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ที่ผ่านมาในระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ รัฐไทยได้ใช้อำนาจรวมศูนย์กำหนดความสำคัญทางการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้เป็นอันดับหนึ่ง มิไยว่าบาดแผลทางสังคมที่เกิดขึ้นจะสั่งสมไว้มากแค่ไหน มิไยว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้จะถ่างกว้างออกไปเพียงใด การเสื่อมทรุดของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจะหนักลงปานใด รัฐก็ยังคงยืนยันที่จะให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งอยู่ตลอดเวลา สภาพเช่นนี้ทำให้สังคมไทย ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างไปได้
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ มาบตาพุด ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างการสร้างความมั่งคั่งทางวัตถุโดยผ่านทิศทางพัฒนาอุตสาหกรรม กับคุณภาพชีวิของผู้คนในสังคม การที่ชุมชนชาวมาบตาพุดและเครือข่ายภาคประชาชนไม่อาจฝืนทนกับสภาพที่ทรมานเช่นนี้ต่อไป นับเป็นการตื่นรู้ครั้งสำคัญของสังคมไทย ที่เรียกร้องต้องการให้รัฐไทยออกจากลัทธิบูชาเศรษฐกิจและนำมาประชาชนมาสู่ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น
อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ นับตั้งแต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับโครงการอุตสาหกรรม 76 โครงการ ทั้งในพื้นที่มาบตาพุดและในพื้นที่ใกล้เคียง ปรากฏว่าทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนต่างก็ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าคำสั่งศาลดังกล่าวจะทำให้เกิดผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ผลทั้งนี้โดยมีชุดเหตุผลที่เราได้ยินได้ฟังกันมาจนคุ้นเคย คือหนึ่ง ต่างชาติจะไม่ลงทุนในประเทศไทย สอง จีดีพีจะลดลงเพราะเงินลงทุนหายไป สามถึงสี่แสนล้านบาท และสามผู้คนจะตกงานถึงหนึ่งแสนคน เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วประเทศไทยจะเสียหายมาก
ที่ผมบอกว่าน่าสนใจก็คือว่า ชุดเหตุผลเช่นนี้ได้ถูกนำมาใช้ทุกๆ ความขัดแย้งคล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะเป็นอุดมกหรือวาทกรรมทางการเมืองมากกว่าคำอธิบายสถานการณ์ที่เป็นจริง และลักษณะของอุดมการณ์ไม่ว่าของฝ่ายไหนก็ตาม กระบวนการใช้ตรรกะเหตุผลบางอย่าง เหตุผลทั้งหมดมักจะตั้งอยู่บนฐานความเชื่อบางอย่างที่ยกขึ้นหิ้งไว้ แล้วบอกว่าห้ามเถียง เช่นในกรณีนี้ การขยายตัวของอุตสาหกรรมคือผมประโยชน์ส่วนรวม จีดีพีคือดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรือง การมีงานทำเป็นสิ่งที่ดี อะไรทำนองนั้น
ในจุดนี้ผมอยากจะขอหมายเหตุไว้สักนิดว่า ถ้าพิจารณาโดยหลักธรรมแล้ว อุดมการณ์ทุกประเภทล้วนเป็นมิจฉาทิฐิ เพราะมันเกิดจากการจับความจริงบางส่วนมาขังไว้ในกรอบคิด จากนั้นก็ปรุงแต่งจนมองข้ามความจริงทีเป็นรูปธรรมที่คลี่คลายอยู่เบื้องหน้าในปัจจุบัน ท้ายที่สุดมุมมองแบบนี้ก็จะนำไปสู่การเข้าใจโลกอย่างผิดๆ กระทั่งหลุดไปจากความจริงอย่างสิ้นเชิง หรือทะเลาะความจริงอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะมีความคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของความจริงเสียเองพวก Fundamentalist ไม่ว่าซ้ายหรือขวา ไม่ว่าฝ่ายศาสนาหรือการเมือง ล้วนแล้วแต่มีมิจฉาทิฐิเช่นนี้
ในกรณีของมาบตาพุด สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกใจหายก็คือ ขณะที่ชาวบ้านที่เดือดร้อนเป็นบุคคลที่มีหน้าตาตัวตนอย่างแท้จริงเป็นรูปธรรม มีคนเจ็บและคนเสียชีวิตด้วยโรคร้ายนานาชนิดอย่างเป็นรูปธรรม ฝ่ายรัฐและภาคธุรกิจกลับพูดถึงคุณค่าและปริมาณของเงินลงทุนแบบลอยๆ โดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าใครได้อะไรแค่ไหนจากเงินดังกล่าว จำนวนคนทำงานหนึ่งแสนคนก็เป็นมนุษย์นิรนาม ไม่รู้ว่าเป็นใคร และทำงานในเงื่อนไขอะไร งานเหล่านั้นสร้างชีวิตที่ดีให้พวกเขาหรือไม่ หรือยิ่งทำให้ชีวิตของพวกเขาเลวลง กลายเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอีกชนิดหนึ่ง เพราฉะนั้น ในแง่หนึ่งเราจะเห็นได้ว่าข้อขัดแย้งของมาบตาพุดเป็นข้อขัดแย้งระหว่าง Myth (มายาคติ) กับ Reality (ความเป็นจริง) และผมคงไม่ต้องตอกย้ำก็ได้ว่าการมองข้ามความทุกข์ร้อนที่เป็นรูปธรรมของผู้คนในนามของความดี ตัวเลขนามธรรม จริงๆ แล้วก็คืออวิชชา นี่คือโมหะที่ครอบงำประเทศไทยมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1
ชาวบ้านมาบตาพุดไม่ใช่เหยื่อรายแรกของอวิชชานี้ ก่อนหน้านั้นมีชาวบ้านปากมูน ชาวอำเภอจะนะ บ่อนอก หินกรูด และคนยากคนจนในอีกหลายที่หลายแห่งซึ่งถูกกดดันให้สูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือเสียสละ เพื่อหลีกทางให้กับสิ่งที่เรียกกว่าการพัฒนา
แน่นอน กล่าวเช่นนี้แล้วไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไม่สำคัญ เพียงแต่ว่าทำอย่างไร ความสำคัญนั้นจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างโดดๆ โดยเกาะเกี่ยวไม่ยึดโยงกับคุณค่าอื่นใดของความเป็นคน
พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ เราไม่ควรจะต้องเลือกอย่างสุดขั้วระหว่างเอาเศรษฐกิจแล้วทิ้งทุกอย่างกับได้ทุกอย่างแล้วทิ้งเศรษฐกิจ  แท้จริงแล้วประเด็นหลักมันอยู่ที่องศาของความเหมาะสม อยู่ที่ความสมดุลระหว่างปัจจัยอันเป็นคุณต่างๆ ซึ่งมีทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ในความเห็นของผม กรณีมาบตาพุดนั้นควรจะต้องถูกมองในเชิงบวก ถือว่าเราโชคดีที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมหมายถึงว่าในเมื่อกลตลาดเสรีไม่สามารถปรับสมดุลของตัวเอง ไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนข้อบกพร่องของตัวเองได้ กลไกของสังคมอื่นๆ ก็ต้องเข้ามาช่วยกันทำงาน ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการจัดตั้งรวมตัวกันเอาธุระของชาวบ้านและบทบาทของศาลปกครอง ตลอดจนการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
ถ้าหากเราสามารถทำให้สภาพเหล่านี้กลายเป็นกระบวนการปกติธรรมดา ในระยะยาวแล้ว การผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างก็จะทำได้น้อยลงกระทั่งทำไม่ได้ ที่ผ่านมาวาทกรรมขอลัทธิบูชาจีดีพี หรือพวก Fundamentalist ทางด้านเศรษฐกิจมักจะกล่าวอ้างว่าเศรษฐกิจดีคนก็มีงานทำ ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า มีงานทำ มีรายได้ก็จะมีความสุข แต่คำถามมีอยู่ว่าความจริงเป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือไม่ งานและรายได้แบบที่เป็นอยู่คือความสุขเสมอไปหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วสำหรับคนจำนวนมากมหาศาลมันเป็นแค่ทางเลือกระหว่างอดตายกับการมชีวิตอยู่อย่างลำบากยากแค้นเท่านั้น
จากตัวเลขที่เรามีอยู่ ทุกวันนี้เรามีแรงงานในระบบไม่ถึงสิบล้านแต่มีแรงงานรับจ้างนอกระบบราว 23-24 ล้าน ดังนั้นคนกลุ่มใหญ่ที่ออกแรงสร้างจีดีพี แท้จริงแล้วกลับไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามค่าแรงขั้นค่ำ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในเรื่องไหน การรวมตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองก็ทำไม่ได้ ถึงเวลาถูกเลิกจ้างก็ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นเช่นไร
ยิ่งไปกว่านั้นเรายังต้องถามต่อไปอีกว่านอกเหนือไปจากการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เที่ยวไปหักล้างคุณค่าอื่นๆ ทางสังคมนั้นเป็นเรื่องที่คุ้มกันหรือไม่ แม้ว่าคุณค่าทางสังคมดังกล่าวอาจจะวัดเป็นตัวเลขหรือถูกตีราคาเป็นเงินไม่ได้ก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา พอประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รัฐก็ได้นำเงินมาแจกผู้ประกันตนคนละสองพันบาทเพื่อจับจ่ายใช้สอยในเรื่องใดก็ได้ เจตนารมณ์ของรัฐจึงให้เอาไปใช้สอย ไม่ใช่เก็บออม เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงไปทำข้อตกลงกับห้างร้านและองค์กรธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ร้านขายฟาสต์ฟูด ไปจนถึงห้างใหญ่ๆ ห้างหรูๆ สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ โดยตกลงกันไว้ว่าให้ประชาชนสามารถนำสิ่งที่เรียกว่าเช็คช่วยชาติไปใช้แทนเงินสดได้ และให้บริษัทเหล่านั้นเพิ่มมูลค่าเช็ค ซึ่งเป็นจินตนาการเกี่ยวกับความได้เปรียบของลูกค้า อีกทั้งใช้เงินสดเป็นเงินทอนด้วย ผลที่ออกมาก็คือบรรดาห้างร้านต่างๆ พากันโหมโฆษราสินค้าของตนเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งแข่งกันนำเสนอเพิ่มมูลค่าของเช็ค ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าสินค้าที่โฆษณากันใหญ่โตมิใช่น้อยคือเครื่องสำอางยี่ห้อต่างประเทศ อาหารต่างประเทศ สถานบันเทิงตลอดจนสินค้าฟุ่มเฟือยระดับแบรนด์เนมอีกหลายอย่าง พูดกันสั้นๆ ก็คือกระตุ้นกระแสบริโภคนิยมให้เร้าใจถึงขีดสุดเพื่อจะได้เกิด Economic intercourse และไปถึง Economic orgasm พร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนิยามคำว่า ‘ชาติ’ อยู่ด้วย ชาติคืออะไร แค่ซื้อเครื่องสำอางฝรั่งมาใช้เป็นการรักชาติแล้วหรือไม่ แน่นอนความสับสนในเรื่องนี้ทำให้คำว่าชาติเลอะเทอะมากขึ้น ที่ชัดเจนมีอย่างเดียวคือชาติดังกล่าวไม่ได้รวมชาวไร่ชาวนาและแรงงานนอกระบบซึ่งไม่ได้มีฐานะเป็นผู้ประกันตนและเป็นประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่ง
ข้อโต้แย้งก็คือการค้าและการจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องดี ที่สุดแล้วก็จะก่อให้เกิดการจ้างงาน เม็ดเงินจะลงไปถึงรากหญ้า ทุกคนจะได้รับประโยชน์ แม้จะไม้ได้รับแจกเงินโดยตรงก็ตาม แต่เรียนตรงๆ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าการค้าและการจับจ่ายใช้สอยที่เกิดขึ้นครั้งนั้น จะแบ่งส่วนแบ่งให้คนยากคนจนทั่วประเทศคนละกี่บาทกี่สตางค์ ยกเว้นพวกสามล้อแดง ที่อาจจะได้เศษกระดาษและพลาสติกเพิ่มขึ้น
อันที่จริงประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี่ เป้าหมายหลักของการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างโดยลัทธิบูชาเศรษฐกิจ ก็คือการก่อให้เกิดภาพลวงตาซึ่งผลประโยชน์ส่วนรวม หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ ภาพลวงตาเกี่ยวกับประโยชน์สุขของคนกลุ่มหนึ่ง มายาคติดังกล่าวเป็นการปลดอาวุธทางปัญญาของผู้คนในสังคม ทำให้เราแทบไม่มีกรอบคิดทางสังคมการเมืองและวัฒนธรรมใดๆ ที่จะไปถ่วงดุลการเติบโตทางเศรษฐกิจได้แม้แต่น้อย รัฐบาลและภาคธุรกิจอาจเพียงพูดลอยๆ ว่าส่วนรวมได้ประโยชน์เรื่องก็ต้องจบลงตรงนั้น อย่างไรก็ดีลึกๆ แล้วเราทุกคนทราบดีว่าหลักการที่ใช้ในการบริหารธุรกิจก็ดี หรือแผนการที่ถูกนำมากระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ดี กลับมีจุดเน้นอยู่ที่กำหรสูลงสุดและต้นทุนต่ำสุด ซึ่งบ่อยครั้งสวนทางกับประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่แทนที่จะบรรจบกันโดยอัตโนมัติ
ถามว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดชอบของวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยหรือไม่ ตอบประเด็นนี้ผมได้เรียนไว้แต่แรกแล้วว่าผมไม่มีความรู้พอที่จะวิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์และผมจำแนกความแตกต่างระหว่างการยึดถือลัทธิบูชาเศรษฐกิจเป็นศาสนาประจำชาติ กับวิชาเศรษฐศาสตร์ในฐานะสาขาหนึ่งขององค์ความรู้
แต่ก็อีกนั้นแหละ พูดอย่างเกรงอกเกรงใจแล้วผมยังต้องยืนยันว่านักเศรษฐศาสตร์มีส่วน ทำให้การผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างเกิดขึ้น เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดจากอกุศลเจตนา หากเกิดจากการที่ท่านถูกเชื่อถือและถูกนำไปอ้างมากเกินไป โดยผู้คนที่ท่านควบคามไม่ได้ เช่นนักธุรกิจและนักบริหารบ้านเมือง ความน่าเชื่อถือของวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นเกิดจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เป็นวิชาที่ยืนยันลักษณะ Value Free ไม่มีฉันทาคติหรืออคติในเรื่องคุณค่าและรสนิยม ไม่ตีเส้นแบ่งด้วยหลักการทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีฐานะเป็นกลางไม่เข้าใครออกใคร พูดอีกแบบคือเศรษฐศาสตร์ทั้งที่เป็น self image และ public image เป็นการมองแบบภววิสัยโดยผ่านการคิดคำนวณเป็นสำคัญ กระทั่งเป็นสาขาสังคมศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์มากที่สุด
อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่ที่สุดมันอยู่ตรงนี้แหละ ในเมื่อวิชาเศรษฐศาสตร์เปิดพื้นที่โล่งในทางคุณค่า ผู้ที่ขอยืมชุดความคิดของวิชานี้ไปใช้จึงสามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ เช่น คำว่าผู้บริโภค ซึ่งฟังดูเป็นคำกลางๆ และมักจะถูกนำมาใช้มากในระยะหลังเพื่อกระตุ้นการซื้อการขายภายในประเทศหรือเพื่อชดเชยการถดถอยทางเศรษฐกิจ ตามความเข้าใจของผม หลักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ได้บอกเลยว่าคุณควรจะบริโภคอะไร ด้วยวิธีไหน ที่สำคัญคือ บริโภคมากๆ แล้วจะกระตุ้นการผลิต ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานจากนั้นทุกคนก็ได้ประโยชน์
แต่สำหรับเราท่านซึ่งเป็นคนธรรมดา เป็นนักวิชาการในสาขาอื่น การที่ซาเล้งครอบครัวหนึ่งซื้อไข่ไก่สามฟองมาแบ่งกันกินในครอบครัวซึ่งมีสมาชิก 6 คน ย่อมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการที่เศรษฐีนีวัยสาวปลายๆ คนหนึ่งซื้อไข่ไก่โหลหนึ่งมาพอกหน้าทาสะโพก หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย อันนี้เนื่องจากมันมีเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นเราก็อดเสียดายไข่ไก่แทนคนจนๆ ไม่ได้ แน่ละ เราสามารถยกตัวอย่างแบบนี้ได้อีกมายหมายหลายกรณี เพื่อยืนยันว่าการเติบโตของยอดขายหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความถึงความเจริญทางสังคมเสมอไป
ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นเพราะเศรษฐศาสตร์อาศัยคณิตศาสตร์มากไปหรือเปล่าจึงทำให้กระบวนการใช้ตรรกะเหตุผลส่วนใหญ่หนักไปทางเป็นแบบ Deduction แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่าวิธีการให้เหตุผลแบบ deduction นั้นขึ้นกับสมมติฐานเป็นสำคัญ จากนั้นข้อสรุปที่ได้มาก็จะกลายเป็นสมมติฐานของข้อสรุปต่อๆ ไป อันที่จริงวิธีคิดแบบนี้มีประโยชน์ถ้าเราใช้พิจารณาสถานการณ์ที่ควบคุมตัวแปรได้ สถานการณ์ที่ค่อนข้างหยุดนิ่ง แต่ถ้านำมาใช้กับสถานการณ์ที่มีมิติหลากหลายและแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา อย่างสังคมมนุษย์ โอกาสที่สมมติฐานจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงก็เป็นไปได้สูง เมื่อผิดพลาดตั้งแต่สมติฐาน ข้อสรุปที่เหลือซึ่งได้มาจากกระบวนการ deduction ก็อาจะใช้ไม่ได้
พูดให้ชัดขึ้นก็คือว่า ในความเห็นของผม เศรษฐศาสตร์อาจจะอิงกับนิยามความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ที่ตายตัวมากเกินไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกนำไปแปรรูปให้เป็นศาสนาทางเศรษฐกิจ แทนที่จะถูกใช้ประโยชน์ในฐานะองค์ความรู้ทางวิชาการ
ตามความเห็นของผมการสร้างสมมติฐานเบื้องต้นนั้น น่าจะอาศัยวิธีการแบบ Induction จะดีกว่า คือหากฎเกณฑ์ทั่วไปจากความจริงที่เป็นรูปธรรม จากนั้นจะค้นพบนัยยะอะไรบ้างค่อยว่ากัน
แต่ก็ดังที่ศาสตราจารย์เยนเดร แมกโครสกี (Deirdre N. McCloskey) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The Secret Sins of Economics ท่านกล่าวว่าจุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ไม่ค่อยได้ศึกษามนุษย์ตัวเป็นๆ ที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ นักเศรษฐศาสตร์ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกที่ตัวเองพยายามอธิบาย เป็น Institutional Ignorance คือเป็นอวิชชาระดับสถาบัน
แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม เศรษฐศาสตร์กลับชอบตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความต้องการและความพอใจของมนุษย์ตลอดจนความมีเหตุมีผลของมนุษย์ในตลาดเสรีราวกับว่าไม่ต้องเถียงกันอีกแล้วในประเด็นเหล่านี้
สำหรับในกรณีของประเทศไทย ตัวอย่างที่สะท้อนภาพความเพียงพอของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ชัดเจน คือวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ดังที่ท่านคงจะจำได้ การเปิดเสรีทางการเงินในประเทศที่พัฒนามาอย่างไม่สมดุลและขาดทั้งธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างประเทศไทย ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การพังพินาศทางเศรษฐกิจในชั่วเวลาข้ามคืน สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือเงินกู้จากต่างประเทศถูกนำมาแบ่งปันกันระหว่างนักการเมืองและนักธุรกิจ เม็ดเงินจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างแท้จริง หากแต่ถูกดูดซับไปเข้ากระเป๋าปัจเจกบุคคล ด้วยการปั่นหุ้น ปั่นราคาที่ดิน ตลอดจนปล่อยกู้อย่างไร้หลักการ การนั้นก็มีการนำไปใช้ในการบริโภคสิ่งต่างๆ ล้นเกินอย่างเหลือเชื่อ สุดท้ายเมื่อรัฐบาลถูกกดดันให้ปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ต่างประเทศทวงหนี้คืน ทั้งประเทศก็ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย
พอเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การแทรกแซงของรัฐบาลไม่เพียงแต่จำเป็น หากยังกลายเป็นข้อเรียกร้องของสาธารณชน ความคิดเรื่องปล่อยให้กลไกตลาดเสรีแก้ปัญหาโดยตัวของมันเองหายไปโดยสิ้นเชิง ถามว่านี่เป็นความผิดของนักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า หลายท่านอาจจะคิดว่าไม่ใช่ เพราะว่าผู้คนไม่ได้ทำตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยก็พลาด เพราะท่านไม่ได้วางสมมติฐานเรื่องตลาดเสรีไว้บนพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นจริง ผมหมายถึงว่ามนุษย์บางจำพวกในประเทศไทย ซึ่งถือหลัก Rationalism (หลักความเชื่อในเหตุผล) เฉพาะในกรอบของผลประโยชน์เฉพาะหน้า และผลประโยชน์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้การเปิดตลาดเสรีทางการเงินจึงไม่ได้นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองหรือความมั่งคั่งที่แท้จริง หากแต่เป็นการเปิดโอกาสให้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมซึ่งฉ้อฉล ฟุ้งเฟ้อที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ที่เขียนไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มีส่วนสร้างมายาคติขึ้นมาหลายเรื่อง จนทำให้สังคมหลงใหลได้ปลื้มไปกับภาพลวงตาบางอย่าง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับวิกฤตไทยปี 2540 และวิกฤตโลกในปัจจุบันคงไม่ได้
แน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องซ้ำเติม และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปยกตนข่มท่าน ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ก็คงต้องสารภาพว่าพวกเราก็ไม่ได้ทำได้ดีกว่าท่านเท่าไหร่ ดูจากสภาพการเมืองที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ก็จะเห็นความอับจนทางปัญญาของเราอยู่ไม่น้อย
 นักรัฐศาสตร์หลายคนก็เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ที่ชอบออกแบบระบอบประชาธิปไตยที่งดงามมาก โดยมีข้อแม้อย่างเดียวว่าคนที่เข้าไปสู่เวทีอำนาจจะต้องเป็นคนดี แต่ตรรกะแห่งอำนาจเป็นความจริงอีกชุดหนึ่ง ทำให้คนดีไม่ค่อยได้เข้าใกล้อำนาจสักเท่าใด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราออกแบบไว้พูดก็พูดได้เพียงว่ามันสวยงาม
อีกอย่างคือพวกเราชาวรัฐศาสตร์ มักจะอยากเห็นการเมืองดีโดยไม่ต้องต่อสู้กัน ซึ่งไม่ค่อยสอดคล้องกับความจริงของโลกสุดท้ายก็เลยได้แต่แสดงปาฐกถา หรือจัดอภิปรายไปวันๆ
กลับมาเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่ผมตั้งเป็นหัวข้อในวันนี้หรือลัทธิบูชาเศรษฐกิจ ถึงตอนนี้ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่าการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้างเพื่อค้ำจุนลัทธินี้จะมากจะน้อยก็ล้วนขอยืมหลักคิดพื้นฐานไปจากวิชาเศรษฐศาสตร์ จากนั้นจึงปรุงแต่งเพิ่มเติมในพื้นที่ที่เศรษฐศาสตร์เปิดโล่งไว้ เช่น ส่งเสริมการบริโภคสรรพสิ่งได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงรสนิยมและคุณค่าทางวัฒนธรรมขอเพียงให้เพิ่มยอดขายและเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพี ถลุงต้นทุนทางสังคมและทรัพยากรธรรมชาติตลอดจนสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ยั้งเพราะมันเป็นต้นทุนที่เจ้าของกิจการไม่ต้องจ่าย แล้วทั้งหมดนี้อธิบายทุกอย่างว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนร่วม ง่าย ๆและดื้อๆ
ถามว่าแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์ของเราพ้นจากบาปกรรมได้อย่างไร ผมคิดว่าจริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์นั่นแหละที่จะมีบทบาทมากกว่าใคร ในการช่วยถอนอุปาทานเรื่องลัทธิบูชาจีดีพี
ศาสตร์แขนงนี้ได้รับการเคารพนบนอบทั้งจากภาครัฐและภาคสังคมมากอยู่แล้ว ท่านควรใช้บารมีที่มีอยู่ช่วยผู้คนแก้ปัญหาทางปัญญา ประการแรก แม้ว่าท่านอาจจะยังต้องอยู่กับคณิตศาสตร์ต่อไป แต่ผมเห็นว่าควร จะเพิ่มคุณค่าจริงของชีวิตจริงเข้าไปในการหาขอสรุป อย่าลืมว่าแม้แต่วิชาโหราศาสตร์ซึ่งใช้คณิตศาสตร์มากเช่นกันท้ายที่สุดก็ยังต้องนำปัญหารูปธรรมของเจ้าของดวงมาพิจารณา
ประการที่สอง ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ควรตรวจสอบสมมติฐานที่ใช้ให้มากขึ้น เช่น คำว่า ผลประโยชน์แห่งชาติ คำนี้มีจริงหรือเปล่า ส่วนรวมหมายถึงอะไรก้อนเดียวหรือหมายถึงกลุ่มผลประโยชน์แสนล้านกลุ่มที่ขัดกันอยู่ การลงทุนของต่างชาติที่ว่าดีนั้นดีตรงไหน
ประการสุดท้าย นักเศรษฐศาสตร์ควรจะถือเป็นหน้าที่ของตนที่ควรจะออกมาท้วงติงหรือตอบโต้พวก Economic fundamentalism ซึ่งเอาหลักวิชาของท่านไปใช้อย่างสามานย์ บิดเบือนศาสตร์ของท่าน
อันที่จริงสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้อาจจะเป็นการเหมารวมไปสักหน่อย และอาจจะไม่ยุติธรรมแก่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบอยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย
ผมทราบดีว่าทุกอย่างมีข้อยกเว้นและในทุกวงวิชาการทุกสาขาผู้คนต่างก็มีความคิดแตกต่างกันไป หากท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่คิดอ่านในแนวนี้อยู่แล้ว ผมก็ขออนุโมทนาด้วย ส่วนท่านที่ยังเห็นต่างหรือเห็นว่าความเห็นของผมไม่ถูกต้องก็ต้องขออภัยด้วยเช่นกันที่ทำให้ท่านรู้สึกหงุดหงิดถูกล่วงเกิน ผมรบกวนเวลาของท่านทั้งหลายมามากแล้วก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณารับฟัง
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26271
 

วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่ม 2 ออกแล้วจ้า สิงหาคม 26, 2009

Posted by หมูอวบ in หนังสือ.
Tags: ,
add a comment

ล่าสุดวารสารเล่ม 2 ก็ถูกเข็นออกมาครับ ในฐานะ บรรณาธิการ ขอเอาภาพปก สารบัญ และ บทเกริ่นนำ มานำเสนอ ครับ เผื่อมีท่านที่สนใจ

ปก

สารบัญ
เกริ่นนำ

ด้วยจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ พฤษภาคม 26, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , , ,
add a comment

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ระยะเวลาประมาณสิบปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวทางการศึกษาอย่างรวดเร็วมาก มีการเปิดสาขาวิชาในสถาบันราชภัฏถึงระดับปริญญาตรีและกำลังขยายไปสู่ปริญญา โท ยังมีเรื่องการผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีเรื่องของความเห็นพ้องต้องกันหรือจะเรียกว่าฉันทามติของสังคมไทยซึ่งอาจจะ เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาด้วยการเรียกร้องและผลักดันให้มีการปฏิรูปการ ศึกษาและอย่างอื่นอีกมากมาย

จะเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือเพื่อแก้อะไรก็ตามแต่ ฉะนั้นผมเห็นว่า เรื่องของธรรมศาสตร์นั้น เราไม่ควรจะติดอยู่เพียงเรื่องของจิตวัญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าเป็นช่วงที่เหมาะที่พวกเราทุกคนจะหันกลับมาทบทวนในด้านอุดมการณ์ของการอุดมศึกษาให้ดีๆ และในอุดมการณ์การศึกษาที่เราจะต้องทบทวนอย่างมากนั้น ผมคิดว่าตัวหลักการสำคัญมันอยู่ในสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์” ถึงแม้จะชื่อว่าธรรมศาสตร์ก็ตามแต่ แต่คิดว่ามันน่าจะใช้กับอุดมศึกษาของประเทศเราทั้งหมดได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตคนไปป้อนระบบราชการหรือป้อนบริษัทธุรกิจเอกชน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อตลาดงานจ้าง คือคิดถึงสิ่งอื่น ไม่ได้คิดถึงตลาดเป็นหลัก

ในเรื่องนี้ ฯพณฯ รัฐบุรุษอาวุโส พูดชัดเจนไว้ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านบอกว่า มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา

ผมอยากจะย้ำว่า ท่านพูดถึงการแสวงหาความรู้ว่ามันเป็นสิทธิและโอกาสที่ควรมีควรได้ และเราลองย้อนนึกกลับไปที่การตั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งหมดในประเทศไทย มีใครพูดถึงสิทธิ พูดถึงการแสวงหาความรู้ว่าเป็นสิทธิอันควรมีควรได้บ้าง แต่หลายมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไปในคำปรารภในการเปิดมหาวิทยาลัย พูดถึงการศึกษาตามอัตภาพ คือหมายความว่า อัตภาพของคุณควรมีการศึกษาเท่าไรก็เท่านั้น แต่ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่พูดถึงการศึกษา พูดถึงการแสวงหาความรู้ว่า เป็นสิทธิอันควรมีควรได้ พูดถึงเรื่องของการศึกษาว่ามีหลักการของเสรีภาพทางการศึกษา

ผมคิดว่าเราไม่พบอุดมคติแบบนี้ในจุดมุ่งหมายการก่อตั้งมหาวิทยาลัยของไทยที่ ใดเลย ถามว่าหลักการอันนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ สำหรับผมเอง ผมคิดว่า ยังใช้ได้ และควรจะต้องใช้อย่างยิ่ง มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเดินเข้ามาอยู่ในทาง 2 แพร่งที่สำคัญ ถ้าคุณไม่ใช้สิ่งที่ผมเรียกว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ มองการแสวงหาความรู้ว่าเป็นสิทธิ เป็นเสรีภาพที่ทุกคนควรมี แต่คิดว่าการศึกษาเป็นแต่เพียงการสร้างคนสร้างความรู้ไปตอบสนองธุรกิจและรัฐ แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว ผมคิดว่าอนาคตประเทศไทยจะเดินไปอีกทาง

การเอาการศึกษาไปเชื่อมต่อกับตลาดนั้นผมว่ามันมีอันตราย เพราะการจัดการศึกษาโดยการเอาตลาดเป็นตัวนำ ถ้าตลาดมันไม่พัฒนา เช่น อุตสาหกรรมไทยเป็นอุตสาหกรรมสำหรับที่จะซื้อเทคโนโลยี ซื้อแม้กระทั่งวัตถุดิบ แล้วเอาแรงงานราคาถูกยัดลงไปในเครื่องจักรเพื่อผลิตออกไปขายถูกๆ ในตลาดอเมริกาหรือตลาดอะไรก็ตามแต่ ถ้าสภาพของตลาดมันเป็นอย่างนี้ ถามว่าเราต้องการมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพไปทำไม ไม่จำเป็นเลย

เราผลิตวิศวกรเพื่อสามารถไปอ่านคู่มือของเครื่องจักร รู้ว่าจะกดปุ่มตรงไหนได้ก็พอแล้วใช่ไหม เพราะตลาดงานจ้างไม่ต้องการความรู้ของวิศวกรมากไปกว่านี้ เหตุดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เราจึงมีวิศวกรแคทตาล็อก มีสถาปนิกก๊อปปี้ แม้แต่จิตรกรก็วาดก๊อกปี้เหมือนกัน คือไม่ต้องคิดไม่ต้องทำอะไร เพราะตัวตลาดจ้างงานมันไม่ต้องการความรู้มากไปกว่าแคตตาล็อคและก๊อปปี้

เพราะฉะนั้นการเอาการศึกษาไปผูกไว้กับตลาดการจ้างงานมันจึงอันตรายจริงๆ ไม่เท่านั้น ตัวตลาดงานก็ไม่มีโอกาสจะพัฒนาขึ้น จะมีแต่อาเสี่ยซื้อเครื่องจักรมาปั๊มของไปขายในราคาถูกๆเท่านั้นเอง ความสามารถที่จะพัฒนาตัวตลาดก็ไม่มี เพราะบัณฑิตที่ผลิตออกไปนั้น ผลิตเพียงเพื่อจะไปกดปุ่มเครื่องจักรที่เราเอามาจากเมืองนอก ฉะนั้น ตัวการศึกษาก็ตกต่ำลง ตัวงานในตลาดก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาขึ้นได้

และบัดนี้ความสามารถในการแข่งขันอย่างที่ว่ามันหมดไปแล้ว ถึงได้เริ่มหันกลับมาบอกว่า เราไม่ต้องการวิศวกรแบบนี้ เราไม่ต้องการสถาปนิกแบบนี้ เราต้องการคนที่คิดเป็น เราต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา เพราะรู้อยู่ว่า ตลาดงานจ้างที่มีคุณภาพต่ำแบบนี้ ไม่สามารถไปแข่งขันกับใครในตลาดโลกได้แล้ว เพราะประเทศที่เขาสามารถมีแรงงานต่ำกว่าเรานั้นมีเยอะแยะไปในเอเชีย

แต่หลักการของธรรมศาสตร์นั้นตรงกันข้าม หลักการของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ไม่ได้เอางานจ้างเป็นตัวตั้ง แต่เอาความกระหายใคร่รู้ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาความกระหายใคร่รู้มาถือว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพของคนที่สังคมที่เจริญแล้ว ต้องเคารพ มันจึงเป็นคนละเรื่องกันเลย มันจะมีความแตกต่างทางด้านการศึกษาอีกมาก ระหว่างมหาวิทยาลัยหรือการจัดการอุดมศึกษาที่เอาความกระหายใคร่รู้เป็นตัว ตั้งแทนที่จะเอาตลาดงานเป็นตัวตั้ง เพราะในที่สุด ถ้าเปรียบกับประเทศอื่นๆในโลกนี้ที่พัฒนาทางด้านอุดมศึกษามาไกลกว่าเราก็จะ พบว่า เขาไม่ได้ให้งานเป็นผู้สร้างบัณฑิต แต่เขาให้บัณฑิตเป็นผู้สร้างงาน

ผมอยากจะพูดด้วยว่า ตลอดเวลาหลายสิบปีหรืออาจจะเป็นศตวรรษแล้วก็ว่าได้ ชนชั้นนำไทยโดยส่วนใหญ่ ค่อนข้างกลัวคนมีความรู้มากๆ เพราะถ้าคนมีความรู้มากๆ อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในทางสังคมการเมืองขึ้นได้ ชนชั้นนำไทยจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้คนที่มีการศึกษามีพอๆ กับความสามารถจ้างงาน กลัวมากที่จะทำให้คนมีการศึกษามากกว่าตำแหน่งงาน แต่ความกลัวเหล่านี้ก็ไม่สามารถขจัดความปั่นป่วนวุ่นวายได้ ในขณะเดียวกัน ก็ก่อให้เกิดปัญหาการไม่พัฒนาในทุกๆด้านของประเทศสืบต่อมา

ถ้าเรายึดในจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์อย่างที่ท่านผู้ประศาสน์การได้แถลงเอาไว้ คือยึดในหลักสิทธิและเสรีภาพทางการศึกษาแล้ว การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมากลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกเรียกโดย ทั่วๆไปว่า มหาวิทยาลัย “ปิด” จะมีปัญหามาก เพราะเท่ากับปฏิเสธตัวจิตวิญญาณตั้งแต่ต้นเลย เพราะคุณปิดเมื่อไร ก็แสดงว่าคุณไม่รับคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่เขาอยากจะเรียนในมหาวิทยาลัย เขากระหายใคร่รู้ เป็นสิทธิอันควรมีควรได้ของเขาแต่เผอิญเขาสอบเข้าไม่ได้ หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็หมดสิทธิเสรีภาพอันนั้นไป ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพอันนั้นไป

อย่างไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้บอกว่าธรรมศาสตร์ต้องกลับไปเป็นตลาดวิชา ผมคิดไม่ทัน และไม่ทราบเหมือนกันว่า ควรจะกลับหรือไม่ควรกลับ แต่ผมอยากจะอธิบายตรงนี้ว่า คำว่ามหาวิทยาลัย “ปิดรับนักศึกษา” ซึ่งเป็นภาษาทางการ ไม่ได้แปลว่า ปิดประตูมหาวิทยาลัยให้คนส่วนน้อยในสังคมเท่านั้นที่มีโอกาสเรียน มหาวิทยาลัย เพราะเราสามารถจำกัดจำนวนนักศึกษาโดยการเปิดประตูมหาวิทยาลัยให้กว้างกว่า ที่เป็นอยู่ก็ได้ อย่างน้อยที่สุดเราสามารถเปิดประตูมหาวิทยาลัยได้ 2 ด้านด้วยกัน

ด้านที่หนึ่ง คือการรับนักศึกษาจำนวนที่จำกัดไว้ หรืออาจจะรับเท่าเดิม แบ่งประเภทของนักศึกษาให้สามารถรับนักศึกษาได้กว้างกว่าที่เป็นอยู่

อย่างที่สอง เราอาจจะเปิดประตูมหาวิทยาลัยสำหรับการสร้างกำลังความรู้และกำลังคนแก่ประชาชนก็ได้ และขอให้เรามาดูว่ามหาวิทยาลัย “ปิดรับ” ต่างๆ รวมทั้งธรรมศาสตร์ในระยะหลังด้วยนี้ เปิดประตู 2 ด้านนี้ให้กับสังคมไทยหรือไม่ ผม

ขอพูดถึงด้านแรกก่อน

ขอให้ย้อนกลับไปคิดเมื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเปิดขึ้นในตอนแรกนั้น นอกจากตัวมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นลักษณะที่เรียกว่าตลาดวิชาแล้ว ขอให้สังเกตว่า คุณสมบัติของผู้มีสิทธิในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ ประกอบด้วยคนหลายประเภทมาก คือไม่ใช่เฉพาะที่จบ ม.8 หรือมัธยมปลายตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว ยังเปิดให้กับข้าราชการทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นเสมียน ซึ่งช่วงที่เปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอให้เข้าใจก่อนว่า มีข้าราชการที่ไม่จบปริญญาตรี ผมเข้าใจว่าประมาณ 80-90% มากมายมหาศาลเลย คนทั้งหมดเหล่านี้ไม่จบแม้แต่ ม.8 ก็เยอะมาก คนพวกนี้มีสิทธิในการเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หมด ถ้าผู้บังคับบัญชายอม

นอกจากนั้นแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ ส.ส.เข้าเรียน ยังเปิดให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนตำบล ซึ่งในช่วงหลัง 2475 จะเป็นผู้ไปเลือก ส.ส.อีกที ก็มีสิทธิที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเหมือนกัน

ทีนี้ถ้าเราจับหลักของสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาได้ เราก็จะพบได้ว่า การประเมินว่าใครควรเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งคิดถึงว่าการกระจายการศึกษาของไทยมีจำกัดแค่ไหน มหาวิทยาลัยยิ่งปฏิเสธไม่ได้ใหญ่ว่า ตัวเองต้องมีหน้าที่ในการประเมินคนอื่นๆ ที่ไม่ได้จบมัธยมปลายตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเข้าเรียนด้วย เปิดโอกาสให้ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดในวิถีชีวิตจริงของคนเข้ามาอยู่ในมาตรฐานด้วย และนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก

ลองคิดถึงผู้นำชาวบ้านที่สามารถสร้างกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เก็บเงินได้เป็นร้อยล้านบาท ดำเนินกิจการบริการประชาชนดีกว่าที่รัฐบาลใดก็แล้วแต่สามารถให้บริการในด้านสาธารณสุข แม้แต่ 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะแม้แต่การเยี่ยมไข้ เขายังจ่ายเงินค่าเยี่ยมไข้ แต่เผอิญว่าผู้นำจบแค่ ม.3 จึงไม่มีสิทธิเข้าเรียนมหาวิทยาลัย นี่มันอะไรกันครับ ทำไมคนที่ทำสิ่งเหล่านั้นได้ไม่สามารถต่อยอดประสบการณ์และความรู้ของเขาไปให้ไกลมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะอย่างนั้นผมอยากจะพูดว่า สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ มันหายไปหมดในระบบอุดมศึกษาของเรา เพราะเรามองมันแคบมากว่า จะต้องเอาคนจบ ม.ปลาย มาฝึกอะไรบางอย่างเพื่อไปกดปุ่มในโรงงานเป็น ถ้าคิดแค่นี้เราจะมองไม่เห็นคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเลย ตรงข้ามกับจิตวิญาณธรรมศาสตร์ที่มองเห็นคนส่วนใหญ่เป็นหลักก่อน เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยปิดจึงหมายถึงมาตรฐานที่แคบลงเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยเลือกเฉพาะคนที่สามารถทำข้อสอบสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนที่จบมัธยมปลายแล้วเอาคนที่เก่งที่สุดเข้ามา

ถามว่าคนที่เก่งที่สุดคือคนที่มีโอกาสในชีวิตดีที่สุดใช่ไหม อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่แล้วใช่ นี่คือความไม่เป็นธรรม และมหาวิทยาลัยก็รู้อยู่เต็มอกว่านี่คือความไม่เป็นธรรม แต่เราก็ทำสืบเนื่องตลอดมา คำถามว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์อยู่ที่ไหน ? ผมจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะที่นี่ แต่ทั้งประเทศไทย จิตวิญญาณอันนั้นหายไปไหน ในแง่นี้ จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ คือการที่มหาวิทยาลัยเอื้อมมือออกไปสุดแขนเพื่อสัมผัสประชาชนให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่หดมือเข้ามาแล้วให้ประชาชนเอื้อมสุดแขนเพื่อสัมผัสกับมหาวิทยาลัย ซึ่งมันตรงกันข้ามกับที่เรารู้จักทุกมหาวิทยาลัยในทุกวันนี้

ในอีกด้านหนึ่งที่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยสามารถเปิดประตูได้ คือการสร้างพลังความรู้ให้กับสังคม ผมอยากจะพูดสั้นๆ แต่เพียงว่า ถ้าเราเอาตลาดงานเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาของอุดมศึกษาของเรา คำถามก็คือว่า คนที่ไม่มีเงินจะจ้าง สถาบันที่ไม่มีอะไรจะจ้าง จะมีใครผลิตความรู้และผลิตบัณฑิตไปป้อนมัน และสถาบันที่ว่านั้นเยอะมาก เช่น ประเทศชาติเป็นต้น

ประเทศชาตินั้นไม่เคยจ้างใครเลย ถามว่ามหาวิทยาลัยไหนในโลกนี้จะผลิตคนและความรู้ไปรับใช้ประเทศชาติ แต่แน่นอนบริษัทซีพีมีเงินจ้าง คุณก็ผลิตคนและความรู้ไปป้อนบริษัทซีพี แต่ประเทศชาติไม่มีเงินจ้าง มีสิ่งที่ไม่มีเงินจ้างอีกมากครับ ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีเงินจ้างใคร ใครจะผลิตคนไปป้อนประชาธิปไตย ไปรับใช้ระบอบประชาธิปไตย สัจจะออมทรัพย์อีกมากมายที่ไม่เงินจ้าง หมู่บ้านก็ไม่มีเงินจ้าง สหภาพแรงงานเวลานี้ยังไม่มีเงินจ้าง ธนาคารข้าวไม่มีเงินจ้าง ถ้าคิดถึงการไม่มีเงินจ้างนั้นมีมากมาย ซึ่งผมคิดว่ามีถึง 80% ของสังคมไทยที่ไม่มีเงินจ้าง และไม่มีเงินซื้อความรู้ของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยของเราทั้งหมดจะไม่ต้องตอบสนองสถาบันและกลุ่มคนเหล่านี้เลยหรือกระไร? ถ้าหากเราคิดจะเอาตลาดเป็นตัวตั้งอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะมีมหาวิทยาลัยไปทำไม เพราะไม่สามารถไปตอบสนองใครได้เลย คำว่าตอบสนองในที่นี้ ผมอยากจะให้เราย้อนกลับไปดูหลักสูตรของธรรมศาสตร์ หลักสูตรของธรรมศาสตร์นั้นผมคิดว่าเป็นหลักสูตรที่ประหลาดมาก คือเริ่มต้นจากคำถามที่มาจากสังคมไทยเอง

ธรรมศาสตร์ในระยะแรกสุดเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มธก. ถามว่า อะไรที่สังคมไทยขาด สังคมไทยขาดพลเมืองที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพ เขาจึงสร้างหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต (มธบ.) ขึ้นมา ซึ่งในทัศนะของผม ถ้าดูหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิตแล้ว ไม่ใช่หลักสูตรที่ผลิตเฉพาะทนายความ อาจจะเป็นทนายความก็ได้ เป็นครูก็ได้ แต่เขาเรียนหลายอย่างมาก เรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนอย่างอื่น ยิ่งถ้าเราดูหลักสูตร ตมธก. (เตรียม มธก.) เข้ามาผนวกกับตัวหลักสูตร มธบ. ยิ่งจะพบว่า เขาเรียนกว้างมาก เรียนวรรณคดี เรียนอะไรต่ออะไรร้อยแปด เพื่อผลิตพลเมืองที่มีประสิทธิภาพในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีใครจ้าง แต่เป็นสิ่งที่ต้องผลิต

โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามจากสังคมไทยทั้งหมด แล้วพยายามสร้างความรู้และคนไปป้อน ไม่ใช่ไปถามว่าซีพีขาดอะไร บริษัทเชลล์ขาดอะไร แล้วก็ผลิตคนไปป้อนบริษัทเหล่านี้อย่างที่มหาวิทยาลัยทำหลังปี 2490 เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จิตวิญญาณของความพยายามจะสร้างความรู้เพื่อเพิ่มพลังเพิ่มกำลังความรู้ให้กับประชาชน ซึ่งผมคิดว่าแทบจะไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดเทียบได้เลย

เกือบทุกมหาวิทยาลัยมีเรื่องของการจัดการทรัพยากร จะเป็นมหาวิทยาลัยใดๆ ก็แล้วแต่ แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดเลยที่ศึกษาเรื่องการจัดการทรัพยากรชาวบ้าน ฉะนั้นทุกครั้งที่รัฐคิดถึงเรื่องการจัดการทรัพยากร จะคิดอะไรที่ชาวบ้านทำไม่ได้เสมอ ความรู้ที่มหาวิทยาลัยจึงเป็นความรู้ที่จะผลักประชาชนออกไปจากการมีอำนาจโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง ซึ่งอย่างที่ผมพูดถึงหลักสูตร มธบ.นั้น กลับตรงกันข้าม เพราะผลิตความรู้ขึ้นมาเพื่อดึงประชาชนให้เข้ามามีอำนาจ นี่คือจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์

และถ้าธรรมศาสตร์จะย้ายไปอยู่รังสิต ผมคิดว่าความพร้อมหรือไม่พร้อมไม่ได้อยู่ที่ตัวตึก เพราะหลายที่ของมหาวิทยาลัย มุงหลังคาจากก็สอนได้ แต่ผมคิดว่า รังสิตนั้นเป็นดงของแรงงานไร้ฝีมือ ธรรมศาสตร์จะไปอยู่ที่รังสิต ความพร้อมไม่พร้อมพิสูจน์กันด้วย ธรรมศาสตร์พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความรู้สำหรับคนหรือแรงงานไร้ฝีมือเหล่านั้นหรือไม่ ? ความพร้อมของธรรมศาสตร์นั้นอยู่ตรงที่ว่า คุณกลับไปหาจิตวิญญาณอันเก่าได้ไหม กลับไปสร้างกำลังให้แก่ภาคประชาชนได้ไหม ?ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

ผมไม่อยากเห็นธรรมศาสตร์ถูกจำกัดอยู่ที่ท่าพระจันทร์ และไม่ใช่เพียงแต่ว่า จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ควรจะขยายไปที่รังสิตเท่านั้น แต่ผมเสนอว่า มันควรขยายไปสามย่าน ควรขยายไปเชียงใหม่ ควรขยายไปวังท่าพระ ควรขยายไปทั่วประเทศไทย แม้แต่นครนายก สมุทรปราการ เพราะทุกสถาบันหลักล้วนแต่เป็นของประชาชนทั้งนั้น

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดก็คือ ท่าพระจันทร์ ถามว่าจะใช้ท่าพระจันทร์ทำอะไรได้บ้าง ควรมีปริญญาตรีหรือไม่ มีอะไรหรือไม่ ผมไม่ทราบทั้งสิ้น แต่ที่แน่นอน ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในประเทศไทยที่เหมือนกับธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

กล่าวคือมันอยู่กลางชุมชน กลางชุมชนที่ไปมาสะดวกด้วย มาทางไหนก็ได้หมด คนทุกชั้นวรรณะมาธรรมศาสตร์ได้หมด นอกจากนั้นแล้วตรงนี้มันมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนอยู่เต็มไปหมด นับตั้งแต่สมัยเสรีไทย มันมีเรื่องราวการต่อสู้เพื่อชาติบ้าง เพื่อประชาธิปไตยบ้าง เพื่อประชาชนบ้าง อยู่ตรงนี้แทบจะทุกหย่อมหญ้าของธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ฉะนั้นผมคิดว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ต้องเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวภาคประชาชนตลอดไป จริงๆแล้วผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งงบประมาณสำหรับให้ประชาชนเคลื่อน ไหวด้วยซ้ำไป เพราะการเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งสถาบันของการเรียนรู้

ผมอยากจะเห็นธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ศิลปวัฒนธรรม หรือเศรษฐกิจก็ตามแต่ ทำได้ไหมที่จะตั้งคล้ายๆ กับสังคีตศาลาสมัยก่อน แล้วมีงาน 104 ครั้ง ต่อปี ทุกเสาร์-อาทิตย์ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลานี้คนที่อยากเล่นเพลงสติงที่ไม่เล่นตามแนวของแกรมมี่และอาร์เอส ถามว่าจะเล่นให้ใครฟังได้บ้าง ไม่มี เพราะไม่มีที่ให้เขาเล่น จะต้องคิดให้ได้ว่าธรรมศาสตร์ เปิด ใครอยากจะเล่นอะไรที่ไม่เหมือนกับตลาดเขา เล่นเลย ไม่เก็บเงิน และยังอาจจะให้เงินช่วยอีกด้วย เพราะมีงบประมาณแล้ว เราช่วยได้

เพราะเวลานี้สิ่งที่น่ากลัวมากๆ ไม่ใช่อำนาจรัฐ >แต่เป็นอำนาจทุนและธุรกิจที่มันครอบงำเราหมด เราขยับไม่ได้ และถ้าธรรมศาสตร์ที่เคยเป็นหัวหอกของการต่อสู้อำนาจเผด็จการทหาร มาวันนี้ธรรมศาสตร์ต้องต่อสู้กับเผด็จการทุนและธุรกิจ เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการต่อสู้กับเผด็จการ