อ่านสร้าง”ชาติ” สิงหาคม 26, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, ผู้ประกอบการทางสังคม, วิธีคิด
add a comment
ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) นักปรัชญาชาวอังกฤษ กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า “การอ่านทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์”
“การ สร้างวัฒนธรรมการอ่านหนังสือจะสร้างความเปลี่ยนแปลง” อย่างไม่ต้องสงสัย มีตัวอย่างยืนยันมากมายทั้งในระดับบุคคลตลอดจนระดับชาติ เช่น ประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนมีนโยบายส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่องและจริงจัง บนฐานความจริง มีหนังสือดีๆ ผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่อยู่ในมือของผู้อ่านที่มีโอกาส หากสามารถเคลื่อนย้ายทรัพยากรนี้ไปถึงผู้อื่นๆ ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงหนังสือ ก็จะทำให้เกิดการเพิ่มคุณค่าของหนังสือดีมือสอง
มูลนิธิกระจกเงา ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน เชื่อว่าการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมหนังสือมือสอง จะนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างกว้างขวาง ที่สำคัญที่สุดเราเชื่อว่าการจัดการเรื่องหนังสือรับบริจาคที่ดี ผู้รับหนังสือต้องเป็นผู้เลือกหนังสือที่ตัวเองต้องการ เพราะจะก่อให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านอย่างยั่งยืน เพราะการเริ่มต้นที่ตัวเองเลือกและเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ถูกกำหนดแบบยัดเยียด
ยิ่ง กว่านั้น เราเชื่อว่าเป็นการส่งเสริมเรื่องจิตสาธารณะ การให้และการ
แบ่งปันที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมอย่างง่ายๆ ทั้งเป็นผู้บริจาคหนังสือดีมือสอง เป็นอาสาสมัครในกระบวนการจัดการหนังสือบริจาค
“หนังสือ มีส่วนร่วมช่วยสร้างความสำเร็จในการดำรงชีวิต เป็นรากฐานของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” ได้ที่เว็บไซต์ http://www.read4thai.org
ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตแทบทุกคนล้วนแต่ กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน เพราะการอ่านเป็นการพัฒนาชีวิต ฝึกสมองให้คิดเฉียบคมมากขึ้น ทำให้รู้ทันโลก ทันคน รู้จักตนเอง การอ่านสามารถสร้างคนให้มีลักษณะหรือบุคลิกของการเป็นคนที่คิดกว้าง คิดลึกซึ้ง คิดรอบคอบ และสร้างสิ่งดีๆ ให้กับตนเองและสังคม
แต่ ในปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือน้อย เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง ประเทศสิงคโปร์ ประชากรมีสถิติการอ่านหนังสือสูงถึงปีละ 40-50 เล่ม ประเทศเวียดนามประชากรอ่านหนังสือประมาณ 60 เล่มต่อปี ขณะที่ประชากรในประเทศไทยมีสถิติการอ่านหนังสืออยู่เพียง 2 เล่มต่อปีเท่านั้น ด้วยหนังสือดีมือสอง จะช่วยแก้ปัญหา
1.ประชากรนอกเขตเทศบาลมีการอ่านน้อยกว่าประชากรในเขตเทศบาล
2.หนังสือมีราคาแพง
3.ขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งบริการ เช่น ร้านหนังสือน้อย ไม่มีห้องสมุดหมู่บ้าน
4.ห้องสมุดโรงเรียนได้รับงบประมาณน้อยจึงขาดความหลากหลายในการเลือกซื้อหนังสือ
เพื่อ ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย ยกระดับคุณภาพการอ่านเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยการพัฒนาระบบการบริหารจัดการการรับบริจาคหนังสือมือสอง และเพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน
สำหรับกลุ่มเป้า หมาย ในการรับหนังสือ มีทั้งห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดชุมชน กลุ่มองค์กรชาวบ้าน เด็กและเยาวชนผู้ขาดโอกาสในการเข้าถึงหนังสือ
ส่วน กลุ่มเป้าหมายในการบริจาคหนังสือ พนักงานบริษัท คนชั้นกลางที่ชอบอ่านหนังสือ นักเรียนในเมือง
หวังว่า ทุกคนร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย เพื่อเกิดศูนย์รับบริจาคและบริหารหนังสือมือสองที่ยั่งยืนต่อสังคม
และ เมื่อนั้น การอ่านเพื่อการเปลี่ยนแปลง อ่านสร้างชาติ รับบริจาคหนังสือดีๆ ให้คนไทยได้อ่านหนังสือมากขึ้น …รู้เท่าทันผู้คน สถานการณ์ เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ
….ที่สำคัญจะทำให้สร้างชาติได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01260852§ionid=0147&day=2009-08-26
แนะนำหนังสือองค์กรมีดีไซน์ มิถุนายน 17, 2009
Posted by หมูอวบ in หนังสือ.Tags: การจัดการ, ผู้ประกอบการทางสังคม, วิธีคิด
add a comment
องค์กรมีดีไซน์จัดเป็นหนังสือแนว how-to ในเรื่องการพัฒนาองค์กรธุรกิจ ที่เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของทฤษฎีการจัดการที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง นับจากแนวคิดการจัดการสมัยใหม่ที่เน้นการกระจายอำนาจและลดขนาดของภาครัฐ เพิ่มบทบาทพนักงานในฐานะ knowledge worker (Drucker 1978) Balance scorecard (Kaplan and Norton 1992) Reengineering (1993) Blue Ocean (2000) จนถึง แนวคิดดีไซน์ (Tim Brown 2008)
แนวคิดดีไซน์ของ Tim Brown ถูกนำมาวิเคราะห์ ชำแหละ และตรวจสอบจากคณาจารย์ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนออกมาเป็นทฤษฎีดีไซน์ที่กล่าวอ้างว่านี่คือ ทฤษฎีเหนือกาลเวลา ที่ได้หลอมรวมเอา สุนทรียภาพ – เทคโนโลยี – และกระบวนการ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและวิถีชีวิตของลูกค้า รวมถึงพนักงานในองค์กรที่จะสร้างสรรค์งาน อันหมายถึง ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ องค์กรและคน ที่ได้รับการ designed
สำหรับผมแล้ว หากนี้คือ หนังสือที่เสนอทฤษฎีเหนือกาลเวลาด้านการจัดการจริง ก็ย่อมมิอาจผ่านเลยดังเช่นหนังสือ how-to ทั่วไป เพราะว่ากันตามจริง ความรู้จากภาคธุรกิจ มักมีอิทธิพลต่อการจัดการในองค์กรภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคมเสมอ ด้วยเหตุที่เป็นองค์กรชนิดเดียวที่ต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดหรือต้องอยู่บนยอดคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้เสมอ
เมื่อจมตัวเองลงไปในตัวอักษรแต่ละบรรทัด หนังสือแต่ละหน้า นอกจากความสามารถด้านภาษาของเหล่านักเขียนและกรณีศึกษาต่างๆ ที่ยกมาอธิบายได้อย่างออกรสแล้ว ตัวเนื้อหาในแต่ละบทที่นำเสนอ ก็ค่อยๆ คลี่ให้เห็นการก้าวย่างและการนำพาองค์กรไปสู่องค์กรมีดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ และนี่คือเหตุผลที่ผมเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานในองค์กรภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม ก็สามารถเรียนรู้และประยุกต์เอาทฤษฎีเหนือกาลเวลาไปใช้เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างไม่ยากเกินไปหนัก
“บทเรียนจากการทำธุรกิจไปรษณีย์ไทย” พฤษภาคม 16, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: การจัดการ, การจัดการความรู้, ผู้ประกอบการทางสังคม, วิธีคิด
add a comment
By kobkarn
หลายคนคิดว่าธุรกิจที่เกิดขึ้นมานาน การทำงานในระบบราชการ การค้าขายสินค้าที่มีความต้องการน้อยลง จะต้องเป็นธุรกิจที่พัฒนาต่อไปไม่ได้ เพราะจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้ยาก น่าจะเป็นธุรกิจที่ต้องล้มหายตายจากไป
ธุรกิจไปรษณีย์ไทยดูจะเข้าข่ายเรื่องพวกนี้ น่าจะเป็นธุรกิจขาลง Sunset Industry เพราะเกิดขึ้นมา 120 ปีแล้ว ดำเนินธุรกิจโดยหน่วยงานราชการ ความต้องการส่งจดหมายโดยไปรษณีย์ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัย ทั้งการส่ง E-Mail การ Chat online การใช้โทรศัพท์มือถือ การส่ง SMS การส่ง MSN การ Skype ฯลฯ มากขึ้นอย่างรวดเร็ว
แล้วทำไมในวันนี้ธุรกิจไปรษณีย์ไทยยังสามารถอยู่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่อยู่รอด แต่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แม้ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปีนี้ สามารถสร้างการตลาดยุคใหม่ของธุรกิจไปรษณีย์ไทย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ สร้างความหวังใหม่ว่า การทำงานของหน่วยงานราชการก็สามารถสร้างผลงานที่สร้างสรรค์ สร้างจุดขายที่แตกต่าง ด้วยคนที่เป็นกลุ่มเดิมแต่กล้าเปลี่ยนแปลงได้
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตอนเช้าเวลาดิฉันนั่งรถไปส่งลูกสาวที่โรงเรียน จะได้ยินโฆษณาการให้บริการใหม่ๆ ของไปรษณีย์ไทยเสมอ ด้วยความทึ่งและประทับใจ ดิฉันไม่ได้รู้จักผู้บริหารท่านใดของไปรษณีย์ไทย ไม่รู้จักองค์กรอย่างใกล้ชิด แต่ในมุมมองของผู้บริโภค และคนทำธุรกิจที่ได้สัมผัสจากสื่อโฆษณา การทำงานในที่ต่างๆ การได้พบกับหน่วยทำงานของไปรษณีย์ไทยเวลาไปทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน ทำให้ดิฉันประทับใจในทีมงานและได้ติดตามผลงานมาตลอดด้วยความชื่นชม และนำสิ่งที่ไปรษณีย์ไทยทำหลายเรื่องมาเป็นข้อคิดเวลาดิฉันพูด Morning Speech ให้พนักงานฟังอยู่หลายครั้ง
ผลงานที่ประสบความสำเร็จของไปรษณีย์ไทยที่ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นบทเรียน และข้อคิดที่เป็นประโยชน์กับคนทำธุรกิจทั่วไป และคนทำงานราชการ จากการทำงานของไปรษณีย์ไทยได้ มีดังนี้
1.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเก่าแก่ “แสตมป์” เป็นสินค้าที่อยู่มานานมากแต่ไม่เคยตาย ถ้ารู้จักสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ โดยสร้างความต้องการใหม่ สร้างผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ทำให้ขยายตลาดเพิ่มขึ้นได้ ถึงแม้ในปัจจุบันคนเขียนจดหมายน้อยลงมาก จดหมายของหน่วยงานจะใช้การประทับตราแทนแสตมป์ แต่แสตมป์ก็ยังอยู่และมีการสร้างคุณค่า เปลี่ยนจากการเป็นเพียงแสตมป์มาติดจดหมาย กลายเป็นแสตมป์มาเก็บสะสม เพราะการออกแบบสวยงาม สร้างสรรค์ มีความหมาย ตามวาระสำคัญของหน่วยงาน บริษัทต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปเพื่อจับตลาดทุกเพศทุกวัย หน่วยงานที่ทำแสตมป์ของไปรษณีย์ไทย สามารถปรับการทำงานให้คล่องตัว และเข้าใจในการหาตลาดใหม่ ทั้งกับหน่วยงานราชการด้วยกันและภาคเอกชนได้อย่างดี เป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ทั้งตัวสินค้าและคนทำงานจนประสบความสำเร็จ
2.การสร้างสินค้าใหม่บนเครือข่ายเดิม โครงการ “อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์” เป็นการเอาจุดแข็งของไปรษณีย์ไทยมาขาย คือเครือข่าย Logistic ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด มาเป็นจุดได้เปรียบในการทำธุรกิจ ให้คนสั่งซื้อสินค้าของกินของฝากที่มีชื่อเสียงจากที่ไกลมาส่งถึงประตูบ้าน ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ได้ของสด ไม่มีคู่แข่งไหนที่จะมาลงทุนสร้างเครือข่ายที่มีอยู่แล้วเช่นนี้ได้ง่ายๆ เป็นตัวอย่างการทำการตลาดที่ดีที่แม้กระทั่งในวิกฤตเศรษฐกิจยังสามารถสร้างการเติบโต โดยสร้างความต้องการใหม่ให้ผู้บริโภคด้วยการให้ความสะดวก คนไทยชอบของกินของฝาก ถ้ามีความพึงพอใจเพื่อความสุขส่วนตัวก็จะยอมลงทุน
3.การเข้าถึงตลาด สร้างโอกาส สร้างภาพพจน์ การที่ไปรษณีย์ไทยเข้าไปรับส่งหนังสือในงาน Book Fair ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยถ้าผู้บริโภคนำหนังสือมาถึงบูธไปรษณีย์ไทยภายในบ่าย 2 โมง ของจะจัดส่งถึงบ้านภายในวันรุ่งขึ้น การให้บริการความสะดวกถึงที่นี่ แสดงให้เห็นถึงการใช้โอกาสที่ Book Fair สามารถเรียกคนมาซื้อของมากมายเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว และตอบปัญหาผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่กล้าซื้อหนังสือจำนวนมาก เพราะขนกลับลำบาก
เมื่อไปรษณีย์ไทยไปตั้งบูธและออกโฆษณาทางวิทยุทุกเช้า ทำให้ผู้บริโภคกล้าซื้อหนังสือมากขึ้น ผู้ซื้อเมื่อซื้อของมาแล้วก็ไม่ลังเลที่จะใช้บริการไปรษณีย์ไทยที่มีให้บริการถึงจุดที่ขาย นอกจากน่าจะสร้างการขายที่ดี win win situation ให้ทั้งเจ้าของงานและไปรษณีย์ไทยแล้ว ยังสร้างความประทับใจกับผู้บริโภค เป็นภาพพจน์ที่ดี ทำให้คนอีกหลายส่วนยังไม่ลืมไปรษณีย์ไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ เป็นการโฆษณาและสร้างภาพพจน์ที่ดีของจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย ทั้งการให้บริการเป็นเลิศ ความทันสมัยทันต่อเหตุการณ์
4.การขยายบริการเพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ การทำ “Pay At Post” จ่ายค่าบริการต่างๆ ที่ไปรษณีย์ไทย 365 วัน ในหลายๆ จุดทั่วประเทศ มีการเปิดสาขาตามห้างสรรพสินค้า มีขยายเวลาทำงานถึง 18.00 – 19.00 น. เพื่อสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภคที่ต้องไปทำงานสามารถมาทำธุรกรรมได้ในตอนเย็นหลังเลิกงานหรือในวันหยุด เป็นการขยายธุรกิจเข้ามาประชิด เซเว่นอีเลฟเว่นและธนาคารต่างๆ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนทั้งหมด ถือว่าเป็นตัวอย่างการสร้างสินค้าการให้บริการใหม่ที่ประสบความสำเร็จในสายตาดิฉัน เพราะไปรษณีย์ไทยมีเครือข่ายเดิมอยู่แล้วมาลงทุนที่ใหม่อยู่บ้าง แต่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนวันเวลาวิธีการทำงานให้แข่งขันได้กับตลาด สามารถสร้างกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้คนสามารถใช้บริการในส่วนอื่นๆ ของไปรษณีย์ไทยได้มากขึ้น เพิ่มการขายและสร้างการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้
ทั้ง 4 ตัวอย่างที่ยกมาเป็นข้อคิดในครั้งนี้ ดิฉันหวังว่าจะช่วยจุดประกายให้คนทำธุรกิจ คนทำราชการ คนที่ยังลังเลว่าจะทำธุรกิจโบราณต่อจากรุ่นปู่รุ่นพ่อนั้น ธุรกิจจะขาขึ้นหรือขาลง ขึ้นอยู่กับตัวเราจะบริหารมันอย่างไร ถ้าการทำงานทุกธุรกิจมีโอกาสเปลี่ยนโฉมหน้า สร้างโอกาสในการทำงาน ถ้าเรากล้าคิดกล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าพัฒนา
ถ้าไปรษณีย์ไทยซึ่งอยู่มานานมาก เป็นหน่วยงานราชการยังทำได้ดีเช่นนี้ ทำไมคนอื่นๆ เช่นเราจะทำไม่ได้ วันนี้ถ้ามีการให้ Rating หน่วย
งานราชการที่ทันสมัยดิฉันมั่นใจว่า ไปรษณีย์ไทยน่าจะติดอันดับ Top 5, Top 10 ด้วยอย่างแน่นอน
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=6696&user=kobk
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี วันนี้ยังฉุกเฉิน เมษายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, ผู้ประกอบการทางสังคม, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
การต่อสู้ของสองภัณฑารักษ์พ่อลูก จ่าทวี และ พรศิริ บูรณเขตต์ ผู้ไม่ยอมให้บ้านของพวกเขาซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของชาติ…ตายจากไปต่อหน้าต่อตา
สำหรับคอร์พิพิธภัณฑ์ ชื่อและข่าวคราวไม่สู้ดีในช่วงหลังๆ ของ ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี‘ คงมีเข้าหูมาบ้าง และเรื่องราวต่อไปนี้ คือ การต่อสู้ของสองภัณฑารักษ์พ่อลูก ผู้ไม่ยอมให้บ้านของพวกเขาซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของชาติ…ตายจากไปต่อหน้าต่อตา
“จริงๆ มันแย่มาตลอดเวลา แต่ว่าตอนนี้มันถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ขั้นขาดลมหายใจ เข้าขั้นตรีทูต สมัยใหม่เรียกว่า ไอซียู”
เสียงพูดที่ขาดห้วงบ่งบอกถึงความรู้สึกของ จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ชายชราผู้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตไปกับการปลุกปั้น ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี‘ ศูนย์การเรียนรู้แห่งภูมิปัญญาที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยกย่องว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่า ไร้ปัญหา ในทางกลับกัน ดีที่สุด อาจแปลว่า เจ็บหนักที่สุดก็เป็นได้ ในกรณีนี้นอกจากพิพิธภัณฑ์จะป่วยแล้ว คนดูแลยังออกอาการอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
ลุงจ่าในวัย 77 ปี มีเวลานอนไม่ถึง 7 ชั่วโมง วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งปั้นพระตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่เคยมีวันหยุดราชการเหมือนคนอื่นๆ เพื่อหาเงินส่วนหนึ่งมาจุนเจือพิพิธภัณฑ์
ส่วน ปู พรศิริ บูรณเขตต์ ลูกสาวพิพิธภัณฑ์ ก็มีชีวิตประจำวันไม่ต่างกัน ตื่น 6 โมงเช้า เข้านอนตอนตี 3 ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเจ็บป่วย ไหนจะหนี้สินที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะปลดเปลื้องได้หมด
จ่าทวี พรศิริ และกรรมการในมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ จึงร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคล เป็นพระบูชาพระพุทธชินราช(จำลอง) และวัตถุมงคล รุ่น ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์‘ ขึ้น เพื่อระดมทุนให้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวียังคงดำรงอยู่
จะว่าไปก็เหมือนฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ถ้าไม่ทำ…คนก็จะลืม
· อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลุกขึ้นมาประกาศว่า พิพิธภัณฑ์จ่าทวีอาจจะต้องปิดตัวลงแล้ว?
พรศิริ : มันเกินกำลัง เหนื่อย ทำงานประจำวันก็แย่แล้ว ไม่มีเวลากิน ไม่มีเวลานอน ไม่มีเวลาทำอะไรเลย บางทีก็กระทบกับโลกภายนอกบ้าง เช่น คนชอบถามว่า ภาครัฐบาลช่วยอะไรบ้างไหม สมมติเราบอกว่า ก็ต้องพึ่งตัวเองไป บางทีก็ได้ยินเข้าหูมาประมาณว่า มันเป็นของจ่าทวี ไม่รู้จะช่วยยังไง เป็นเอกชนทำไม่ไหวก็เลิกทำไปสิ ไม่ได้มีใครขอให้ทำ เจอแต่คำถามแบบนี้ก็เลยงงว่า เออ…จริงๆ ฉันก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ได้ยินแบบนี้มาก็รู้สึกฝ่อ แย่มาก บอกว่า มันคงไม่ไหวจริงๆ แล้ว
จ่าทวี : มันแย่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นแล้ว กว่าจะรวบรวมข้าวของมาต้องใช้เวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ชิ้นที่หนึ่งจนถึงชิ้นที่หลายๆ หมื่น รวมมาได้แล้วก็ต้องหาความรู้มาใส่ด้วย ต้องมาก่อสร้างอาคารสถานที่ด้วย ต้องมาจัดการแสดงด้วย ต้องใช้แรงกาย แรงใจคอยบรรยายให้ผู้คนฟัง จ้างคนมาช่วยงาน จะไปจ้างคนมีความรู้ไม่ได้หรอก ค่าตัวเขาแพง ต้องจ้างคนธรรมดามาหัด มันแย่มาตั้งแต่ต้นจนวันสุดท้ายคือวันนี้ที่หมดสภาพ
· ที่สู้อุตส่าห์อดทนทำมา เพราะอะไร
จ่าทวี : จะปล่อยให้มันสูญหายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร เราเข้าใจนะว่าสิ่งเหล่านี้ต่อไปจะต้องเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ เราก็ทนไป บางคนบอกว่า หยุดไว้ก่อนสิแล้วค่อยมาทำ หรือบางคนหาว่า อุตริ ต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อนสิแล้วค่อยมาช่วยคนอื่น แต่มันรอไม่ได้หรอก มันสูญมันหาย มันถูกกาลเวลากลืนกิน ถูกวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงหมด ไอ้เรื่องของไทยเราก็ค่อยๆ สูญสลายไป จนวันหนึ่งมันก็จะหมดสิ้นไปทุกอย่าง เวลานี้พวกเราบางหมู่บางเหล่าไม่รู้จักตนเองจึงรบราฆ่าฟัน หาประโยชน์ใส่ตัวเองเพราะว่าขาดวัฒนธรรม ขาดคุณธรรมในด้านศาสนาและวัฒนธรรม เลยไม่มีใครรักชาติ มีแต่รักตัวเองทั้งนั้น
· ตอนเริ่มทำคิดมั้ยว่าวันหนึ่งอาจจะหมดตัว?
จ่าทวี : ตอนแรกๆ เราก็คิดว่า เศรษฐกิจของเรามันยังดี แม่บ้านลุงจ่าไปค้าไปขายในตลาด ในที่สุดตอนหลังคนมาแย่งกันค้าขาย เศรษฐกิจไม่ดี รายได้จากที่อื่นไม่มี ได้จากเรื่องพระ(หล่อพระ)อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอจะไปหนุน
พรศิริ : โดยรวมนะลุงจ่าทำหน้าที่เกินพลเมืองคนหนึ่ง คนเราเกิดมาเป็นคนดี ดูแลครอบครัวให้เป็นสุข ทำบุญบ้างก็พอแล้ว ลุงจ่าอาจจะทำอะไรเกินตัว แต่ว่าเป็นความเกินตัวที่เขารู้ตัวนะ เขาก็ปรารถนาดี บังเอิญว่าสมัยก่อนเขาพอจะมีเงินจุนเจือ แต่ว่าการที่เราเอาเงิน…เหมือนการที่เรามีน้ำแก้วหนึ่ง เรากินบ้างแบ่งคนอื่นกินบ้าง ก็จบใช่ไหม แต่ลุงจ่าใช้น้ำทั้งหมดที่มี แล้วยังไปสูบมาด้วย มันก็หมดเร็ว ซึ่งพอมันเกินกำลังมนุษย์คนหนึ่ง มันก็ล้ม
· เป็นข่าวมาระยะหนึ่ง มีใครเข้ามาช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำบ้างไหม
พรศิริ : ที่ช่วยเยอะคือภาคประชาชน และคนที่ไม่เคยทิ้งเราเลยคือคณะกรรมการมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ประธานมูลนิธิคือ อาจารย์มังกร ทองสุขดี รองประธานคือ อาจารย์อำนวย จั่นเงิน ช่วยตลอดเลย เราก็คุยปัญหากันว่า พิพิธภัณฑ์อยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร เงินก็น้อย คนก็น้อย ถึงเก็บเงินแล้วก็ได้ครึ่งหนึ่งของเงินที่ต้องจ่ายคนงาน คือเหนื่อยมาก หยุดไม่ได้ ตายไม่ได้ จนท้ายที่สุดบอกอาจารย์ว่า ไม่ไหวแล้ว อาจารย์ก็บอกว่า ระดมสร้างพระสักรุ่นหนึ่งมั้ย ลุงจ่าเป็นแม่งาน ตั้งชื่อรุ่นว่า ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์‘ แล้วคณะกรรมการก็ช่วยมาจนถึงทุกวันนี้
· จะต้องระดมทุนมากสักเท่าไหร่ถึงจะช่วยพิพิธภัณฑ์ได้
จ่าทวี : ถ้าพูดเป็นตัวเงินก็ไม่ควรต่ำกว่ายี่สิบล้าน ส่วนหนึ่งก็ทำให้พิพิธภัณฑ์ปลอดภาระ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเยอะพอสมควรที่จะฝากหรือว่าบริหารงานทำให้เกิดดอกผล แล้วเอากำไรหรือดอกผลที่ได้มาช่วยที่ทำงาน เพราะว่างานตอนนี้มีเป็นสิบๆ ตำแหน่งเลยที่ไม่มีคนทำ ทำกันอยู่แค่คนสองคน
พรศิริ : ตอนนี้ก็มีคนจององค์ใหญ่มาประมาณพันองค์ องค์เล็กก็สี่ห้าร้อยองค์ แต่ว่าที่เรากะไว้คือขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว และ 5.9 นิ้ว จะทำขนาดละ 2,552 องค์ แล้วก็มีเหรียญอีก ยอดจองยังไม่ถึงครึ่ง ส่วนใหญ่เวลาไปออกรายการคนก็สนใจ แต่ผ่านไปอีกสักอาทิตย์ก็เงียบ
· ได้ข่าวว่าปั้นพระจนมือบวม?
จ่าทวี : เกร็งในการปั้นพระมากไปหน่อย ยืดไม่ได้ ยืดแล้วเจ็บ(อาการนิ้วล็อก) แต่มันก็หยุดทำไม่ได้
สายตายังดีอยู่ใช่มั้ยคะ
จ่าทวี : ก็ไม่ค่อยดีหรอก ตาเป็นต้อกระจกไปเปลี่ยนมาข้างหนึ่งแล้ว อีกข้างหนึ่งก็มองไม่เห็น ว่าจะไปทำแต่ไปทำไม่ได้ ไม่มีเวลา เบาหวานก็เป็น ต้องยืนๆ นั่งๆ ทั้งวันเท้าก็เลยบวม ดำ เพราะเลือดไม่เดิน
· แล้วคุณปูล่ะ
พรศิริ : นิ้วล็อกเหมือนกัน แล้วก็บวม สองข้างไม่เท่ากัน ตอนนี้เขียนหนังสือด้วยมือซ้ายไม่ได้ คือปกติเขียนด้วยมือขวา วาดรูปด้วยมือขวา แต่จะเอามือซ้ายเขียนตัวหนังสือให้เป็นแบบการ์ตูน ซึ่งตอนนี้เขียนไม่ได้มาสองเดือนแล้ว ไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องไปใช้คอมพิวเตอร์แทน พอไปใช้คอมพิวเตอร์ตาก็เจ็บ เมื่อเช้าก็พูดไม่ได้เลย เสียงแหบ เพราะว่าเป็นวิทยากรตลอด งานมันเยอะก็ทำให้ป่วย คือป่วยทั้งพิพิธภัณฑ์ป่วยทั้งคน ป่วยทั้งพ่อทั้งลูก เป็นช่วงเวลาที่ทรุดโทรมทั้งคนทั้งพิพิธภัณฑ์
· มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณปูทุกข์หนักถึงขั้นเคยคิดฆ่าตัวตาย?
พรศิริ : มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ แค่อยากให้คนอื่นรู้ว่า มันไม่ไหวแล้ว คนอื่นก็บอกว่า มันเป็นอย่างนี้เองแหละ ปัญหามันมีมา เดี๋ยวพิพิธภัณฑ์ก็อยู่ได้ แต่เราก็อยากบอกว่า มันต้องมีที่สิ้นสุดนะ ก็ทำให้มันเป็นรอย(ใช้ไม้บรรทัดกรีดข้อมือ) ให้จำว่าอย่าทำอีกนะ บางทีเราก็ไม่รู้ว่า เส้นที่เราควรจะหยุดมันอยู่ตรงไหน ก็อยากมีอะไรสักอย่างให้เราจำว่า นี่มันที่สุดของเราแล้ว ก็แย่นะ ตั้งแต่สมัยห้าปีที่แล้ว เรื่องเก็บภาษีย้อนหลังนั่นแหละ
· เคยคิดมั้ยคะว่า ถ้าต้องปิดจริงๆ จะเป็นยังไง
พรศิริ : ถ้าปิดจริงๆ ก็เป็นบ้านธรรมดาหลังหนึ่งค่ะ ข้าวของก็เหมือนบ้านอื่น ที่มีไว้ให้ลูกหลานดู ไม่ต้องแบ่งใคร ในความเป็นจริงถ้าเราจะทำอย่างนั้น ลุงจ่าก็คงปิดบ้านไปตั้งแต่แรกแล้วแหละ การที่เขาเปิดเขาเจตนาดีกับสังคม ไม่งั้นเขาไม่เปิดหรอก
จ่าทวี : มันทับถมจนมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว เราก็แก้ตัวโดยการสร้างพระ เรามีความคิดที่จะอยู่ต่อ ถ้าเราไม่สร้างพระเราก็อยู่ไม่ได้ หมายถึงล้มตึงไป ถ้าเราจะขายให้ใคร เราก็โดนด่า ขนาดเขาไม่ช่วยนะ จะช่วยก็ไม่ช่วย จะมองก็ไม่มอง ดูก็ไม่เคยมาดู แต่ว่าด่า แกมีความรู้อะไรถึงมาทำแบบนี้ ทำไมไม่ไปหาหน่วยงานราชการหรือแหล่งอื่นๆ มาช่วยล่ะ เราเป็นใครเขาถึงจะมาช่วยเหลือเรา หรือบางทีเขาก็จะว่า นี่เป็นของเอกชนช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเป็นชื่อจ่าทวี เขาจะช่วยส่งเสริมชื่อจ่าทวีให้ดังเหรอ
พรศิริ : คือบางทีเขาจะช่วยแต่มีข้อแม้ ต้องเปลี่ยนชื่อพิพิธภัณฑ์จ่าทวีเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อชาวพิษณุโลก พี่ก็งงว่า ไม่มีลุงจ่าก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้อยากดังหรอกนะ เวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ถ้าสังเกตให้ดีเราจะใช้คำว่า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ไม่พยายามใส่ชื่อสกุล เพื่อไม่ให้คนเขม่น แต่บางทีคนก็มองว่า ถ้าช่วยก็ช่วยจ่าทวีอยู่นั่นแหละ บางคนก็บอกว่า ถ้าช่วยจ่าทวีแล้วพิพิธภัณฑ์อื่นก็ต้องช่วยด้วย เขาไม่มีวิธีแยกแยะว่า ใครทำจริง ใครทำไปตามกระแส ไม่มองว่า จ่าทวีทำมานานแค่ไหนแล้ว หรือว่าให้ชมฟรีมายี่สิบปีแล้ว คือต้องมองทุกเรื่องสิ อย่างเช่นถ้ายกเว้นภาษีให้พิพิธภัณฑ์จ่าทวีก็ต้องยกเว้นให้ทั่วประเทศใช่มั้ย แล้วอย่างนี้คนจะแอบทำพิพิธภัณฑ์เพื่อลดหย่อนภาษีหรือเปล่า คุณก็เช็คสิ
เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่ลอยอยู่ในอากาศ จับต้องไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรปักไว้ตรงไหน ไม่รู้ว่าไปอยู่กับหน่วยงานนี้ได้มั้ย หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวก็จะประมาณว่า ไม่มีงบ หรือหน่วยงานบางแห่งก็บอกว่า ขอได้ทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นเรื่องเงิน เราไปอยู่กับที่นี่ได้มั้ย อ๋อ…ตรงนี้ไม่ได้หรอก เพราะเราดูแลด้านสังคมไม่ใช่ด้านวัฒนธรรม เออ…ไปอยู่กับองค์กรวัฒนธรรมโดยตรงได้มั้ย อ๋อ…เราดูแลไม่ได้หรอกเราอยู่กรุงเทพฯ เอาส่งไปให้หน่วยงานพิษณุโลกดูแลได้มั้ย เขาบอกว่า โอ๊ย…หน่วยงานเขามีคนดูแลแค่แปดคน จะดูแลองค์กรขนาดนี้ได้ยังไง สรุปว่ามันเป็นลูกบอลที่ถูกเตะไปมา เพราะฉะนั้นลูกบอลลูกนี้ไม่ควรให้ใครเตะ แต่ว่าพยายามที่จะเลี้ยงลูกกันเองดีกว่า พึ่งตัวเองดีที่สุด
จ่าทวี : มันต้องมีความเสียสละอย่างสูงถึงจะทำได้ ต้องใช้เงินเยอะ ต้องใช้สติปัญญา แรงกายแรงใจทรัพย์สินทุกประการถึงจะทำมาได้ คนจนจริงๆ ก็ทำไม่ได้ เราทำเราไม่ได้หวังเลี้ยงใคร เราหวังว่าให้ของอยู่นานที่สุด เก็บไว้ให้ดีเท่าที่ครอบครัวของลุงจ่าจะเก็บไว้ได้ เพราะมันมีประโยชน์มหาศาล คนเราต้องมีเอกลักษณ์ มีศักดิ์ มีศรี มีเกียรติภูมิ เวลาลุงจ่าเห็นผู้หญิงแต่งกายแบบไทยตอนสงกรานต์ ดีใจ คนไทยมีเอกลักษณ์ ดูแล้วสวย เวลาเขารดน้ำ สวย เดี๋ยวนี้คนไทยไม่มีเอกลักษณ์ พยายามเลียนแบบชาติอื่น จนไม่รู้ว่าอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของตัวเป็นยังไง เราไม่มีเอกลักษณ์แล้วยังยินดีต่อความไม่มีอีก
· เศรษฐกิจการเมืองแบบนี้มีผลกระทบต่อพิพิธภัณฑ์มากน้อยแค่ไหน
จ่าทวี : ไม่มีอะไรมากมาย เพราะว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีลุงจ่าก็อยู่สภาพนี้ ร่อแร่แบบนี้มาเรื่อย เพราะว่าไม่ได้หวังประโยชน์ทางการเงิน แต่ว่าไม่ได้หวังจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ จริงหรือเปล่าลูกปู
พรศิริ : จริง คือพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่โรงหนังหรือโรงละคร สมมติหนังเรื่องนี้ดังมากเลยในเมืองนอก คนไทยก็จะแห่ไปดู แต่ไม่ว่าสภาวการณ์ไหนพิพิธภัณฑ์เป็นทางเลือกสุดท้ายที่คนจะเข้าไปชม เป็นอย่างนี้ทุกที่
· สรุปสั้นๆ เลย พิพิธภัณฑ์จ่าทวีจะอยู่ได้ไหม
จ่าทวี : อยู่ที่การสร้างพระนี่แหละ
· ณ ตอนนี้ความคาดหวังทั้งหมดฝากไว้ที่การจองพระเลยใช่มั้ยคะ
พรศิริ : สมมติเราทำนา แรงงานถามว่ามีมั้ย เราก็มีครอบครัว พ่อลูกทำเต็มที่ ใจก็สุดยอดเลยไม่ต้องห่วง แต่พันธุ์ข้าวไม่ดีพอ เราต้องการน้ำ และน้ำที่เราต้องการคือน้ำห่าใหญ่ๆ เลย นาแล้งมากแล้ว นาจะล่ม ต้องการสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ว่าบังเอิญน้ำเราก็ไม่ได้รอไหว้เทวดาแล้วส่งมาทีเดียวนะ เราก็พยายามระดมสูบน้ำจากนาเราเองขึ้นมาใหม่ คือใช้ความสามารถที่ลุงจ่ามีจากการปั้นพระ
ถามว่าหวังมั้ย ก็ 50 50 เราอยากให้สังคมตัดสิน คือถ้าผ่านวันนี้ไปได้ สังคมช่วยเหลือเกื้อกูล แสดงว่าเขาอยากให้อยู่ เราจะทำต่อไปให้สุดฝีมือเลย แต่ถ้าสมมติมันไม่ผ่าน ก็จบ คือตอนนี้เราเป็นหนี้ประชาชนอยู่ เขาให้ใจเยอะมาก เรารู้สึกว่าต้องอยู่เพื่อพวกเขา นี่พูดจริงๆ นะ ชีวิตมาถึงขนาดนี้แล้วคิดว่าจะเดินหน้า ไม่ถอยหลัง
· ยืนยันว่าจะไม่ปิด?
พรศิริ : ไม่ยืนยัน(หัวเราะ)
จ่าทวี : แต่มันเลิกไม่ได้หรอกลูก เมื่อมันมีมูลนิธิ มีการสร้างพระ คนเขาร่วมไม้ร่วมมือ มันจะเลิกไม่ได้ ถ้ามันอยู่ในภาวะที่อยู่ได้ก็ต้องทนทู่ซี้เอา
พรศิริ : ค่ะ ประชาชนเลี้ยงน้ำใจเราอยู่ ไม่รู้จะเลิกไปได้ยังไง
โดย นิภาพร ทับหุ่น
“ฟื้นวิถีชุมชน ชื่นชมคนท้องถิ่น” มีนาคม 8, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, ผู้ประกอบการทางสังคม
add a comment
วันที่ 1 เมษายน 2552 นี้ จะมีงาน “ฟื้นวิถีชุมชน ชื่นชมคนท้องถิ่น” ตั้งแต่เวลา 15.00 – 23.00 น.มีเวทีเสวนา “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นน่าน – แควน้อย”โดย อ.ศรีศักร วัลลิโภดม และดนตรีเพื่อชีวิตโดย เอ้ ผูกพัน วงคาวบอยบ้านตะวันออกจ.พิษณุโลก หงา คาราวาน, หว่อง มงคล อุทก, และผองเพื่อน บัตรเข้างาน 200 บาท รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้พิพิธภัณฑ์บ้านจ่าทวีค่ะ สอบถามรายละเอียดได้ที่ พิพิธภัณฑ์บ้านจ่าทวี 055-212749 และ กลุ่มหนุ่มสาวศึกษาเพื่อการฟื้นฟูวิถีชุมชนท้องถิ่น pimprapai42@hotmail.com ช่วยกันกระจายข่าวก็ยังดีค่ะ กลุ่มหนุ่มสาวศึกษาเพื่อการฟื้นฟูวิถีชุมชนท้องถิ่น
Review หนังสือ Philanthrocapitalism: How the Rich Can Save the World มกราคม 30, 2009
Posted by หมูอวบ in หนังสือ.Tags: ผู้ประกอบการทางสังคม, CSR
add a comment
ผมได้บท review หนังสือชื่อ Philanthrocapitalism: How the Rich Can Save the World มาจาก website ที่น่าสนใจ ชื่อ http://www.thebrokeronline.eu/ บท Review นี้เขียนโดย William Dowell
ส่วนตัวหนังสือนั้น เขียนโดย Matthew Bishop and Michael Green ( 2008 )
With the current financial crisis, will the super-rich still have the resources or the inclination to save the rest of the world? When Philanthrocaptialism was published in October, it still seemed reasonable to think that a new generation of multi-billionaires might be able to give the developing world the kind of hard-nosed practical advice it needs. Unfortunately, Philanthrocapitalism hit the bookstores just as the liquidity crisis was throwing much of the free market into a panic and raising serious questions about global capitalism.
However, the basic arguments in Philanthrocapitalism are still worth considering. Matthew Bishop, US business editor for The Economist, says that the book is simply trying to explain a phenomenon that has been a reality for several years. ‘We are trying to make the public aware of who these people are, and of their in-depth thinking about solving problems. The line that we are taking is that in the division of labour between governments and mass charities and the super-rich, the super-rich can play a role that almost no one else can’.
As Bishop and Green state, this new generation of super-rich philanthropists is taking a hands-on approach that promises to cut through many of the political and financial logjams that have frustrated the UN and NGOs over the last several decades. Several of these new philanthropists, including Bill Gates, George Soros, Richard Branson and Jeff Skoll, are not only brilliant strategists, but also have the financial means to take effective action without having to ask for permission from a board of directors or from international donors that are pushing their own geopolitical agendas. At a time when national governments are increasingly short of cash, these men are rolling in it, and they want to invest in improving the world.
The Gates Foundation’s campaign to fight HIV/AIDS, George Soros’ efforts to create a more open society, Ted Turner’s strategically placed support for the UN and Richard Branson’s efforts to draw attention to global warming are examples of the wealthy making a difference. They have done so not just by handing money to a foundation, but by playing a direct role in shaping how that money is used. As Andrew Rasiej, a New York-based socially conscious entrepreneur used to say to potential funders, ‘Your check book is not all that I want; I also want your brains’.
The idea is appealing, but it is also dangerous. Bishop warns that the power held by this small group could quickly evolve into something resembling plutocracy. He suggests that a new social contract would have to be drawn to reassure the public about the philanthrocapitalists’ ultimate objectives. Even then, there could be problems. The Gates Foundation has unquestionably put new energy into the fight against HIV/AIDS, but in doing so it has tended to push to the sidelines some of the experts who preceded it. A number of people within World Health Organization question whether it should be the Gates Foundation or the World Health Organization that is actually making policy. The greater danger is that the philanthrocapitalist who lacks a profound knowledge of the subject may use his or her superior financial resources and freedom of action to push policy into a dead end.
Some of the most cogent criticisms of the concept are compiled in the book Just Another Emperor by Michael Edwards, available as a free download. Edwards argues that super-achiever capitalists are often ill-equipped to understand the complexity of the problems faced by the developing world or how to deal with them.
Bishop and Green would argue that the philanthrocapitalists are quick studies who can learn on the job. More than that, during the hard times ahead they may be the only option. ‘With everything continuously stretched to the limit’, say Bishop and Green, ‘governments need whatever help they can get. A Bill Gates or a George Soros is going to get a seat at the table in exchange for helping’. But it is up to the rest of us to see that their contributions really do help.
ขอปิดท้าย ด้วย หนังสือ อีกเล่ม ชื่อ Just Another Emperor? ซึ่งเขียนโดย Michael Edwards ซึ่งเล่มหลังนี้ load ได้ FREE ครับ ตาม link นี้เลย http://justanotheremperor.org/edwards_WEB.pdf
หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ ติด 5 ดาว ใน amazon.com ทั้งคู่ นะครับ
“ความพินาศ ? ของพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาจ่าทวี …วิกฤตของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” มกราคม 20, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: การเมืองภาคพลเมือง, ชีวิตนี้สั้นนัก, ผู้ประกอบการทางสังคม
2 comments
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดเวทีเสวนาเล็กๆ ในหัวข้อ “ความพินาศ ? ของพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาจ่าทวี …วิกฤตของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” โดยเชิญ รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี และ พรศิริ บูรณเขตต์ ผู้ดูแลบ้านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ดำเนินรายการโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้านักวิชาการจากมูลนิธิเล็ก-ประไพฯ
พรศิริ บูรณเขตต์ เปิดเผยถึงความยากลำบากในการดูแลพิพิธภัณฑ์ว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ต้องประสบความยากลำบากหลายประการ กระทั่งเกิดความท้อถอย คิดว่าไม่สามารถที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อได้อีกต่อไปแล้ว
“เขียนจดหมายจดหมายขอโทษทุกคนที่นับถือ คนที่เคยเป็นกำลังใจให้เรายืนหยัดมา เพราะรู้สึกว่าเสียใจที่ไม่สามารถทำในสิ่งที่ทุกคนหวังไว้ได้ ได้พูดคุยกับพ่อ ว่าหนูไม่ไหวแล้วนะ พอเถอะนะ เหนื่อยเหลือเกิน ขอไปเขียนรูปไปทำสิ่งที่อยากทำบ้าง เพราะสิ่งที่เราทำมาดูมันเปล่าประโยชน์เหลือเกิน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ ใช้ไปกับบ้านพิพิธภัณฑ์หลังนี้หมด แล้วยังถูกคิดว่า เราเข้ามาหาผลประโยชน์จากบ้านพิพิธภัณฑ์หลังนี้
“ตอนรุ่นพ่อไม่เก็บสตางค์เข้าชมสักบาท มารุ่นลูกเริ่มเก็บ แต่อยากจะบอกทุกคนว่า การทำพิพิธภัณฑ์นั้นมีค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณ 2,000 บาท แต่เราไม่เคยเก็บได้ถึงเลย บางคนเคยเข้าฟรีอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น บางทีคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตก็อยากเข้าแบบฟรีๆ เมื่อสมัยคุณพ่อทำ ท่านมีอาชีพหล่อพระขายสังฆภัณฑ์ แต่ตอนนี้ท่านป่วยแล้วทำไม่ไหวแล้ว ส่วนเราไม่มีอาชีพอื่นนอกจากดูแลพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว เพราะเรามันเป็นลูกสาวบ้านพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่ลูกสาวพ่อ ทั้งชีวิตนี้โตมาก็เห็นมันแล้ว ต้องตามพ่อไปตามหมู่บ้านไปพูดคุยกับชาวบ้าน เก็บของที่เขาจะทิ้งที่คนอื่นไม่เห็นคุณค่า คนในบ้านต้องมาทะเลาะกัน เพราะเรื่องที่เก็บแต่ของเก่า เงินบ้านเราหมดไปกับสิ่งพวกนี้ ครอบครัวเราขาดทุนทุกวัน บ้านเรามีหกหลัง เราก็คิดว่าพ่อต้องให้เราสักหลังหนึ่ง แต่พ่อบอกว่า นี่ไม่ใช่บ้านของเราแต่เป็นบ้านของคนไทยทั้งประเทศ”
พรศิริ กล่าวด้วยความรู้สึกน้อยใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“จากการที่ได้เขียนจดหมายระบายความทุกข์ใจออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อบอกกล่าวคนที่นับถือและคนที่เคารพ ก็ได้รับกำลังใจและยับยั้งความคิดในการที่จะเลิกทำ จนกระทั่งได้พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ ‘ลูกสาวพิพิธภัณฑ์‘ เมื่อหนังสือพิมพ์ออกมาก็ได้รับแรงใจจากทั่วสารทิศ ว่าให้ทำต่อๆ อย่าเลิกนะ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่มีเงินเข้ามา แต่มีกำลังใจหลั่งไหลเข้ามาเยอะที่สุด ทำให้มีกำลังใจที่จะทำต่อไป”
ดังนั้น เพื่อการแก้ปัญหาที่เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอ จึงมีการร่วมประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิพิพิธภัณฑ์จ่าทวีขึ้นมา โดยสรุปว่าจะจัดทำพระพุทธชินราช รุ่น ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์จ่าทวี‘ ขึ้นมา มีหน้าตัก 9 นิ้ว เพื่อเป็นวัตถุบูชาไม่ใช่เป็นเครื่องรางของขลังแต่อย่างใด
ด้าน รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวว่า “พระพุทธรูปที่จะจัดทำขึ้นนี้ ไม่ใช่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง หรืออิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ แต่เพื่อเป็นพุทธบูชาตามแนวความเชื่อของ จ่าทวีที่ยึดมั่นมาตลอด พิพิธภัณฑ์นี้จำเป็นต้องมีการบูรณะ เพราะได้เปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว มันเป็นสถานที่สำคัญมากสำหรับประเทศเรา ไม่สามารถให้สูญหายไปได้
“พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้หน่วยงานของรัฐได้เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วย อยากให้เข้ามาดูแลพิพิธภัณฑ์อย่างนี้ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ให้สาบสูญเพราะมันคือสมบัติของชาติ และนี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่เราภูมิใจกัน ภูมิใจกับสิ่งที่เราเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน”
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จังหวัดพิษณุโลก เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของเอกชนซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เปิดดำเนินการเป็นพิพิธภัณฑ์มาได้ 26 ปีแล้ว ในเบื้องต้นมี จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ เป็นผู้ก่อตั้ง โดยมีการเก็บรักษารวบรวมอุปกรณ์ต่างๆ ที่กำลังจะสูญหายไปจากความทรงจำของคนไทย
ปัจจุบันมีของที่รวบรวมได้ประมาณ 30,000 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผ่านการคิดดัดแปลงออกมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของใช้พื้นถิ่นภาคเหนือ
http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/lifestyle/2009/01/19/news_8027.php
เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อผู้ประกอบการทางสังคม : ประเด็นสำคัญที่แตกต่าง ธันวาคม 27, 2008
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ผู้ประกอบการทางสังคม
add a comment
บทความนี้เป็นความพยายามของพวกเราที่จะทำให้ ความหมายมีความชัดเจนมากขึ้น จากประสบการณ์ในเรื่องนี้กว่า 50 ปี โดยพวกเรานั้น หนึ่งนั้น อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าในบริษัทที่ปรึกษาระดับชาติและอีกหนึ่งนั้นเป็น CEO ที่สร้างรายได้ประมาณ 15 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาจากการประกอบการทางสังคม 20 ปีที่แล้ว การประกอบการในความเห็นของการทำกิจกรรมที่ไม่ได้หวังผลกำไรเป็นเรื่องน่ารังเกียจ สำหรับบุคคลในภาคส่วนนี้ แนวคิดที่จะผสาน พันธกิจเพื่อสังคมกับเรื่องเงินสำหรับคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ คำว่า ผู้ประกอบการทางสังคม กลายเป็นคำที่กล่าวถึงโดยทั่วไป
นายกฯ โทนี่ แบลร์ ของอังกฤษ ภูมิใจกับการเกิดขึ้นของ การประกอบการทางสังคม ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของภาคส่วนอาสาสมัคร และ ในสหรัฐฯ ผู้บริหารระดับสูงของ Independent Sector พูดถึง การประกอบการทางสังคม ในฐานะที่เป็นหนทางใหม่และน่าตื่นเต้นที่จะมีส่วนทำให้รัฐบาลสนับสนุนแผนงานของเขา ทั้งสองมีสิทธิที่จะภาคภูมิใจฉลาดขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไรเหล่านี้ แต่ ส่วนใหญ่สิ่งที่พวกกำลังภาคภูมิใจนั้น หาใช่ การกระทำที่เรียกว่า “การประกอบการ”
นี่คือ สาระของปัญหา กล่าวคือ สิ่งที่องค์กรไม่แสวงผลกำไรกำลังดำเนินกิจกรรมเพื่อการหารายได้ ไม่ใช่การกระทำของการประกอบการ การหารายได้เข้าองค์กรนั้น อาจเป็นการกระทำที่ดีและเป็นแผนงานที่มีชีวิตชีวา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และน่าแปลกใจ แต่มันเป็นเพียง “สิ่งประดิษฐ์ใหม่” (Innovative) ไม่ใช่ “การประกอบการ” (entrepreneurial)
ทำไมความแตกต่างนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ?????
เพราะว่า เพียงแค่การหารายได้ จะไม่ทำให้องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีความยั่งยืน หรือพึ่งตนเองอย่างพอเพียงได้ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ เป็นทรัพยากรที่มีล้ำค่าและเป็นเหมือนกลจักรที่ทำให้องค์กรเติบโตได้ในช่วง 20-30 ปีที่แล้ว แต่ สิ่งประดิษฐ์ก็สามารถทำได้เท่านั้น สิ่งประดิษฐ์มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องออกแบบ พัฒนาและนำไปปฏิบัติในแผนงาน และอีกอย่างที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือต้องได้รับการบริจาคและการอุดหนุนจากรัฐบาล
กฎของเกมส์ในการผลักดันองค์กรไม่แสวงหากไร ได้ค่อยๆ เปลี่ยนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนค่าบริหารสูงขึ้นเรื่อยๆ ทรัพยากรที่เคยได้จากแหล่งเดิมๆ ก็เริ่มลดน้อย จำนวนการแข่งขันขององค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อขอการงบสนับสนุนและอุดหนุน มากขึ้นเป็น 3 เท่า ผู้จัดการองค์กรที่ฉลาดและคณะกรรมการบริหาร ตระหนักดีว่าพวกเขาต้องพึ่งตัวเองให้มากขึ้นเพื่อความอยู่รอด และนั่นได้ผลักดันให้เขาเข้าสู่โลกของการประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการและคณะกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไรจำนวนไม่น้อย ยังคงใช้แนวทางเดิมๆ และความหมายเก่าๆ โปรยอย่างหรูหราในหนังสือและโบชัวร์ของเขา มันถึงจุดที่ สิ่งที่ใหม่เกือบทุกอย่างในภาคส่วนที่ไม่แสวงหากำไรนี้ ถูกเรียกว่าเป็น “การประกอบการ”
สิ่งสำคัญ 4 ประการที่แตกต่าง
มันเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ องคค์กรไม่แสวงหากำไรกล้างอ้างว่าตัวเป็นผู้ประกอบการ นั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวังถึงความแตกต่าง จุดมุ่งหมายของบทความนี้ ก็คือ พยายามให้ความหมาย แนวคิดหลักและเชิญชวนผู้อ่านที่อยู่ในแวดวงนี้ ให้ความเห็น เพิ่มเติม
นอกจาก ความแตกต่างระหว่าง การประกอบการ และ การประดิษฐ์ แล้ว พวกเรายังเชื่อว่า มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่ 4 ประการ ซึ่งเป็นหลักการที่จะทำความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อการประกอบการในภาคส่วนที่ไม่แสวงกำไร
· ความแตกต่างระหว่าง การประกอบการ (entrepreneurship) และ การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship)
· ความแตกต่างระหว่าง ความต่อเนื่องยั่งยืน (sustainability) และ การพึ่งตนเองอย่างพอเพียง (self – sufficiency)
· ความแตกต่างระหว่าง กลยุทธการหารายได้ (earned income strategies) และ การลงทุนในธุรกิจเพื่อประโยชน์ทางสังคม (social purpose business ventures)
· ความแตกต่างระหว่าง นักประดิษฐ์คิดค้น (innovators) กับ ผู้ประกอบการ (entrepreneurs) และ ผู้จัดการมืออาชีพ (professional managers)
1. ความแตกต่างระหว่าง การประกอบการ และ การประกอบการทางสังคม
ความหมายของคำว่า ผู้ประกอบการ ตามคำแปลของ WEBSTER นั้น บอกว่า เป็น “บุคคล ผู้ซึ่ง จัดระบบ จัดการและคาดเดาได้ถึงความเสี่ยงของการประกอบธุรกิจ” ในปี 1998 Norm Brodsky ได้เขียนบทความลงในวารสาร Inc. โดยขยายเพิ่มเติมว่า “ซึ่งเริ่มต้นเพียงแค่ มีความคิดสัก 1 อย่าง หรือไม่ก็ต้นแบบ 1 ต้นแบบ… ผู้ประกอบการมีความสามารถที่จะนำพาธุรกิจไปให้ถึงจุดที่มันจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวมันเองบนฐานของการมีกระแสเงินหมนุเวียน”
ตัวเอียงและที่ขีดเส้นใต้ คือ สิ่งที่เราให้ความน้ำหนัก ธุรกิจที่ดำเนินการประสบความสำเร็จหมายถึง สามารถอยู่รอดได้ด้วยการหารายได้ ไม่ใช่จากการขอทุนสนับสนุนหรืออุดหนุน
ความหมายของผู้ประกอบการทางสังคมที่มีผู้นิยมอ้างถึงมากๆ ในทุกวันนี้ ถูกให้ความหมายโดย ศาสดาจารย์ เจ.เกยกอรีย์ ดีส์ จาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 1998 แต่เนื้อหากลับมองข้ามหลักการพื้นบางอย่างหนึ่ง เขาระบุว่ามี 5 ปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นความหมายของ ผู้ประกอบการทางสังคม 1) ยอมรับพันธกิจที่จะสร้างและทำให้คุณค่าต่อสังคมมีความยั่งยืน (ไม่ใช่ คุณค่าต่อปัจเจกชน) 2) ตระหนักและไม่ย่อท้อต่อการผลักดัน โอกาสใหม่ๆ ที่จะหนุนช่วยพันธกิจ 3) อยู่ในกระบวนการแห่งการคิดค้นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง 4) ปรับตัวและเรียนรู้ ทำงานอย่างกล้าหาญไม่ว่าจะมีข้อจำกัดของทรัพยากรในมือสักเท่าใด และ 5) แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของการรับผิดชอบอย่างสูงต่อสาธารณะและผลลัพธ์ที่ถูกสร้างขึ้น แต่เขาไม่เคยเอ่ยถึง รายได้ที่หาได้
พวกเราคิดว่านั่นไม่ใช่เพียงแค่เป็นแนวความคิดที่บกพร่องเท่านั้น แต่ยังทำให้ความความตระหนักรับรู้ได้หดหายไปด้วย มันเป็นข้อแก้ตัวให้แก่ภาคส่วนที่ไม่แสวงหากำไร ให้ได้รื่นเริงกับคำว่า “ประกอบการ” โดยไม่ตระหนักและจริงจังต่อความยั่งยืน หรือพึ่งตนเองอย่างพอเพียง พวกเขายังทำแบบเดิมปีแล้วปีเล่าโดยการขอทุนจากผู้บริจาครายย่อย มูลนิธิและหน่วยงานราชการ แล้ว อะไรละคือ การประกอบการทางสังคม? แล้วมันต่างจาก การประกอบการ อย่างไร?
การประกอบการทางสังคม อาจเป็น บุคคล หรือหน่วยงานใดๆ ที่ใช้ กลยุทธการหารายได้เพื่อเป้าหมายในทางสังคม และผู้ประกอบการทางสังคมก็แตกต่างจาก ผู้ประกอบการแบบเดิมๆ ใน 2 ลักษณะ
· ผู้ประกอบการแบบเดิมจะมีพฤติกรรมที่รับผิดชอบทางสังคมอยู่เป็นประจำ : ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคแก่องค์กรการกุศล ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมดำเนินการในธุรกิจเพื่อธุรกิจ พวกเขาใช้วัสดุและกระบวนการปฏิบัติที่ไม่เป็นพิษภัยต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาดูแลลูกจ้างโดยตระหนักถึงศักดิ์ศรีและให้ความเคารพ ทั้งหมดในข้างต้นนี้คือ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ยกย่อง แต่ความพยายามของพวกเขาก็ยังเป็นแค่การแก้ปัญหาสังคมทางอ้อมเท่านั้น ผู้ประกอบการทางสังคมจะแตกต่างออกไป เพราะเขามีกลยุทธการหารายได้ที่ผูกติดอยู่กับพันธกิจของเขา (การแก้ปัญหาสังคม) โดยตรง พวกเขาทั้งจ้าง ลูกจ้างที่พิการ ผู้ป่วยทางจิตใจเรื้อรัง คนด้อยโอกาส หรือไม่อย่างนั้น พวกเขาก็จะขาย ผลิตภัณฑ์หรือบริการ (ที่อยู่บนฐานของพันธกิจ) ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงกับปัญหาทางสังคม เช่น ทำงานกับเด็กนักเรียนที่ถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อทำให้เด็กอยู่ในโรงเรียนต่อไป / ให้บริการบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุ / พัฒนาและจำหน่ายหลักสูตรต่างๆ
· ประการที่สอง ผู้ประกอบการแบบเดิมจะวัดความสุดยอดกันที่ผลประกอบการทางการเงิน ความสำเร็จ หรือล้มเหลวของบรัท ถูกกำหนดโดยความสามารถในการสร้างกำไรให้แก่เจ้าของกิจการ ในทางตรงข้าม ผู้ประกอบการทางสังคมจะถูกผลักดันโดยเงื่อนไข 2 ประการ 1) คือ ผลตอบแทนทางการเงินและ 2) ผลตอบแทนทางสังคม ความสามารถในการทำกำไร ยังคงเป็นเป้าหมาย แต่มิใช่เป็นเป้าหมายเดียว และ กำไร ยังต้องนำกลับมาลงทุนเพื่อทำพันธกิจ มากกว่าจะกระจายกลับให้แก่หุ้นส่วน
2. ความแตกต่างระหว่าง ความต่อเนื่องยั่งยืน (sustainability) และ การพึ่งตนเองอย่างพอเพียง (self – sufficiency)
ภาคส่วนที่ไม่แสวงหากำไรนั้นถูกผลักดันด้วยรูปแบบของการพึ่งพา บนพื้นฐานของความ ใจบุญสุนทาน อาสาสมัครและการอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนการหารายได้เป็นเพียง 1 ใน 4 ที่ทำเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการทางสังคมนั้นจะคิดในทางตรงข้าม : การทำบุญ อาสาสมัครและการอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่มันไม่ยั่งยืนนาน เพราะรูปแบบของการพึ่งพิง ได้ถูกแทนที่ด้วยสิ่ง 2 สิ่ง
ในโลกของภาคส่วนที่ไม่แสวงหากำไรนั้น “ความยั่งยืน” สามารถบรรลุได้ด้วยการ ผสมผสาน ความใจบุญ การสนับสนุนจากรัฐบาลและการหารายได้ มันเป็นสิ่งที่น่ายินดีแต่สำหรับหลายๆ องค์กรแล้ว มันกลับเป็นเพียงแค่หนทางเดียว ในทางตรงกันข้าม “การพึ่งตนเองอย่างพอเพียง” จะบรรลุได้นั้นมีเพียงหนทางเดียว นั่นคือ การยืนให้ได้อยู่บนของฐานรายได้ที่หามาให้ได้ และนี่คือเป้าหมายที่ท้าทายของผู้ประกอบการทางสังคมทั้งหลาย
โดยสรุป ความต่อเนื่องขององค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งพึ่งพา เงินบริจาคของปัจเจก งบโครงการจากมูลนิธิ และการอุดหนุนจากรัฐบาล หรือการให้ ในรูปแบบอื่นๆ พวกเขาจะไม่สามารถ ยิ่งยืน หรือพึ่งตนเองได้อย่างพอเพียง
แต่ ทำไมพวกเขายังทำอยู่?
หากไม่มีการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง องค์กรไม่แสวงหากำไรจะยังคงต้องพึ่งพาความเอื้ออารีจากคนอื่นๆ และนั่นเป้นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการทางสังคมไม่ยอมจะให้เกิดขึ้น พวกเขามุ่งมั่นที่จะทำตามพันธกิจอย่างกระตือรือร้น แต่ความมุ่งมั่นกระตือรือร้นอยู่ในฐานความยั่งยืนและการพึ่งตนเองอย่างพอเพียงทางการเงิน แหล่งรายได้แบบเดิมๆ มีน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่ตัวเลขการเติบโตขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่พบหนทางตัวเองก็มากขึ้น ผู้จัดการขององค์กรเหล่านี้กลายมาเป็น ผู้ประกอบการทางสังคมตัวจริงที่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “สิ่งประดิษฐ์” (ทำอะไรที่ใหม่) กับ “การประกอบการ” (ทำอะไรที่ได้เงิน)
3. ความแตกต่างระหว่าง กลยุทธการหารายได้ และ การลงทุนในธุรกิจเพื่อประโยชน์ทางสังคม
คณะกรรมการบริหารและผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหากำไรจำนวนมากเป็นกังวลใจต่อลักษณะของผู้ประกอบการทางสังคม พวกว่า พวกเขาคิดว่านั่นคือ การลงทุนทางธุรกิจบางอย่างที่มีน้อยคนที่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ การสร้างธุรกิจไม่ใช่ หนทางเดียวที่จะนำความสำเร็จมาสู่การเป็น ผู้ประกอบการทางสังคม ในความเป็นจริง พื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร คือสิ่งที่เรียกว่า กลยุทธการหารายได้ และ พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการเริ่มลงทุนทางธุรกิจ
มี 2 ประเด็นสำคัญที่เป็นความแตกต่างในระดับของจุดมุ่งหมาย ความคาดหวังและโครงสร้าง
1) กลยุทธการหารายได้ ในทุกองค์กรไม่แสวงหากำไร มีโอกาสที่จะหารายได้จากโครงการต่างๆ แต่อาจเป็นโอกาสที่ไม่มาก แต่ก็อาจสะสมเป็นผลกระทบที่มีนัยยะสำคัญ ด้วยความมั่นใจภายใต้โอกาสที่จำกัดเช่นนี้ องค์กรไม่แสวงหากำไรสามารถทำรายได้เพิ่มเติมได้ประมาณ 15 เปอร์เซนต์ใน 1-3 ปี
2) การลงทุนทางธุรกิจ เมื่อองค์กรไม่แสวงหากำไรประสบความสำเร็จในการดำเนินการกลยุทธการหารายได้ที่หลากหลาย อาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการลงทุนธุรกิจ แต่ เป้าหมายมันเป็นที่ทะเยอทะยานมากและยังมีกลยุทธที่แตกต่างออกไป เหตุผลเดียวที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจะเริ่มลงทุนธุรกิจ คือ การหาประโยชน์จากโอกาสเฉพาะกิจสำหรับการเติบโตและการสร้างกำไรที่มีนัยยะสำคัญ นี่คือ สาระสำคัญที่แตกต่างไปจาก กลยุทธการหารายได้ ซึ่งถูกออกแบบให้ครอบคลุมต้นทุนของแผนงาน โดยไม่มี ความคาดหวังที่แท้จริงที่สร้างกำไร หรือเพื่อความคุ้มทุน ผู้บุกเบิกในงานด้านนี้จะค้นพบโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนทางธุรกิจที่มากขึ้นถ้าองค์กรฯ สร้าง “กลุ่มเฉพาะกิจนอกระบบ” นั่นหมายถึง การแยกเจ้าหน้าที่ นโยบาย หรือแม้แต่คณะกรรมการบริหาร ถ้าจำเป็นที่จะทำให้การพึ่งตนเองสามารถเป็นไปได้
4. ความแตกต่างระหว่าง นักประดิษฐ์คิดค้น กับ ผู้ประกอบการ และ ผู้จัดการมืออาชีพ
บางครั้ง บทเรียนที่มีความสำคัญมากที่สุดบทหนึ่งจากผู้บุกเบิกในงานด้านนี้ คือ การมีบุคคลที่ลึกซึ้งซึ่งสะดุดใจกับหัวใจของเขาเอง บ่อยครั้งที่องค์กรไม่แสวงหากำไรค้นพบ (ซึ่งก็สายไป) ว่า ความพยายามส่งเสริมการประกอบการนั้นได้ถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว เพราะว่าพวกเขาถูกชี้นำโดยผู้นำที่มี ทักษะผิดประเภท ความผิดพลาดปรากฏขึ้นเพราะว่า พวกเขาไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริงถึงความแตกต่างระหว่าง นักประดิษฐ์คิดค้น ผู้ประกอบการ และ ผู้จัดการมืออาชีพ
ไม่ว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรได้พยายามมีส่วนในกลยุทธการหารายได้ที่หลากหลาย หรือ พยายามจะลงทุนธุรกิจ หรือไม่ มันก็มีความสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่ามีความแตกต่างระหว่างผู้นำ 3 ประเภทนี้ ซึ่งเป็นผู้นำที่มีความจำเป็นในองค์กร แต่อาจเป็นประโยชน์ในแต่ละช่วงเวลาและโอกาส และก็เป็นไปได้น้อยมากที่คนๆ หนึ่ง จะมีทักษะ 1 อย่างไปพร้อมๆ กัน
นักประดิษฐ์ คือ นักฝัน พวกเขาสร้างต้นแบบ ค่อยๆ คลี่คลายปัญหา และเมื่อพวกเขาเบื่อ ความร้อนใจ จะกลับเข้าสู่สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด ซึ่งกำลังสร้างสิ่งที่เป็นมากกว่าต้นแบบ พวกเขาไม่ได้มีความตระหนักต่อความเป็นไปได้ทางการเงิน
ผู้ประกอบการ คือ ผู้สร้าง พวกเขาทำให้ ต้นแบบ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น สำหรับพวกเขาความเป็นไปได้ทางการเงินคือสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดของเขา
ผู้จัดการมืออาชีพ คือ ผู้ที่สร้างความเชื่อมั่น พวกเขาจะช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคตด้วยการติดตั้งและดูแลระบบโดยรวม และวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นใจว่างานจะเดินต่อไปได้
แต่โชคไม่ดีที่องค์กรไม่แสวงหากำไร มีงบประมาณจำกัด นั่นทำให้องค์กรเหล่านี้ต้องหาคนที่อาจไม่เหมาะให้เข้ากับตำแหน่ง และปัญหาหลายๆ อย่างขององค์กรไม่แสวงหากำไรเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาเริ่มรับเอากลยุทธของการประกอบการมาจาก นักประดิษฐ์คิดค้น หรือผู้จัดการมืออาชีพ ที่พยายามทำงานเป็นผู้ประกอบการ