jump to navigation

การให้การศึกษาพลเมืองโลก (Educating the World Citizens) ตุลาคม 31, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
add a comment

โดย อนุชาติ พวงสำลี www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเรื่อง “การให้การศึกษาพลเมืองโลกสำหรับศตวรรษที่ 21 (Educating the World Citizens for the 21st Century)” ที่ DAR Constitution Hall ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประชุมครั้งนี้จัดโดย Mind & Life Institute และมีองค์กรร่วมจัดเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงในสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด เพนซิลวาเนีย วิสเคาซิล-แมดิสัน จอร์จ วอชิงตัน มิชิแกน และสมาคมจิตวิทยาอเมริกา เป็นต้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 2 พันคน

การจัดประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย แบ่งเป็นการสนทนาในภาคเช้าและภาคบ่าย รวมเป็น 4 ช่วง

แต่ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจาก องค์ดาไล ลามะ ซึ่งเข้าร่วมประชุมและเป็นผู้ร่วมสนทนาตลอดการประชุมแล้ว ผู้เข้าร่วมสนทนาในแต่ละช่วง ยังประกอบด้วย แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักบวช นักพัฒนา และครูอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานระดับโลก ซึ่งมีความร่วมมือกันในทางวิชาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน

คำถามสำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือ ข้อท้าทายที่ว่าระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันจะสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร?

เราจะสามารถจัดการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความเมตตากรุณา (Compassion) มีสมรรถนะ (Competent) มีจริยธรรม (Ethic) และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม (Engaged Citizens) ในท่ามกลางพัฒนาการของโลกและสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงไร้พรมแดนกันได้อย่างไร?

ฐานคิดและความเชื่อของการประชุมนี้ เล็งเห็นว่าการสร้างพลเมืองแห่งอนาคตนั้น มิสามารถวัดได้ด้วยความรู้และทักษะ (Cognitive Skills and Knowledge) เพียงเท่านั้น แต่เราต้องสร้างเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งกาย ใจ และสมอง ให้เพียบพร้อมด้วยทักษะเชิงอารมณ์ สังคม และความมีคุณธรรม

ซึ่งโดยรวมๆ เรียกว่า กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญศึกษา (Contemplative Practices)

การสนทนาในช่วงแรก เริ่มจากวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อการพัฒนาพลเมืองของโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมสนทนาต่างเห็นพ้องกันว่า เยาวชนพลเมืองของโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ปัญหาความรุนแรง สงคราม ความขัดแย้ง ระบบการแข่งขันที่เร่งเร้าความแตกแยกทั้งในด้านเชื้อชาติ สีผิว และฐานะทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาเอง พบว่าความรุนแรงต่อเยาวชนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า

เยาวชนในสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 60 กำลังตกอยู่ในสถานะล่อแหลมต่อความรุนแรง ปัญหาดังกล่าวจึงนับเป็นความน่าห่วงใยในอนาคตของสังคมโลกเป็นอย่างมาก

องค์ดาไล ลามะ แสดงทรรศนะในเรื่องนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความรับผิดชอบต่อสังคม

เราต้องสร้างระบบการศึกษาที่เติมเต็มด้วยความเมตตากรุณา (Education with Compassion) การศึกษาต้องสร้างให้คนมีความสุขด้านในอย่างแท้จริง (Truly Inner Happiness)

ดังนั้น ในการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ ครู-อาจารย์จึงมีบทบาทที่สำคัญมาก ครู-อาจารย์ต้องมีสติ (Mindfulness) มีความเมตตากรุณา (Compassion) ในการพัฒนาปัญญา ในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ครูและนักเรียนต้องสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

โดยนัยนี้ การเตรียมความพร้อมของครู-อาจารย์ จึงนับเป็นหัวใจของการจัดการศึกษาเพื่ออนาคต

ในช่วงที่สอง ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) การควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) และการเรียนรู้ (Learning)

วิทยากรซึ่งเป็นจิตแพทย์ชี้ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและการควบคุมอารมณ์มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

หากเด็กมีภาวะอารมณ์ที่เป็นเชิงลบ มีอารมณ์โกรธที่มากเกินไป จะทำลายศักยภาพและความเมตตากรุณาในตน การสอนเยาวชนให้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์จึงมีความสำคัญมาก

ซึ่งในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาถึงพัฒนาการของมนุษย์ ที่จะทำให้เข้าใจว่าพัฒนาการของร่างกายและสมองในช่วงใด ควรใส่การเรียนรู้ด้านจิตตปัญญาอย่างไรที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเยาวชน

นอกจากในเรื่องพัฒนาการของร่างกายและสมองของเด็กแล้ว นักการศึกษาอีกท่านยังชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคง (Security) และความสัมพันธ์ในกระบวนการเรียนรู้ (Relationship in Learning) ก็นับว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หน้าที่ของครู คือการสร้างสำนึกของความรับผิดชอบ ความครุ่นคำนึง การเปิดใจ ความอดทน อุดมคติ เป้าหมายเชิงบวก และแรงจูงใจ เด็กจึงเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการการบ่มเพาะ รดน้ำพรวนดินอย่างดี

ความรู้ว่าด้วยพัฒนาการของเด็ก (Child Development) จึงมีความสำคัญในการออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ (มิใช่เพียงคำนึงถึงแต่เนื้อหาทางวิชาการ – ผู้เขียน)

เช่นเดียวกับความร่วมมือและทำงานร่วมกับชุมชน มีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมากมายของการจัดการศึกษาในแนวใหม่นี้

เช่น การนำโยคะ ห้องเงียบ สมาธิภาวนา มุมส่วนตัว การฝึกสติ การฝึกความเมตตากรุณา เข้าไปสอดแทรกในกระบวนการเรียนการสอนในสถานศึกษาต่างๆ เป็นต้น

ในช่วงที่สาม ลงลึกในส่วนของความเมตตากรุณา (Compassion) และความเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy)

วิทยากรในช่วงนี้อธิบายว่า แนวทางจิตตปัญญา (Contemplative Practices) มีความสำคัญต่อการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของพลเมืองและสังคม กระบวนการศึกษาต้องสร้างความเอาใจเขามาใส่ใจเราให้เกิดขึ้นในหัวใจของคน ซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) ในเพื่อนมนุษย์

การทำงานในเรื่องนี้จำต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบถึงปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคน (Personal Environment) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) พันธุกรรม (Genetics) ตลอดจนอารมณ์ทางสังคม (Social Emotion)

นอกจากนี้ วิทยากรยังได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาครู-อาจารย์อย่างมาก

ปัจจุบัน ครู-อาจารย์อยู่ในภาวะที่เครียดเกินไปที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เรียกร้องได้

ครู-อาจารย์ไม่สามารถจัดการสมดุลต่างๆ ได้อย่างดี

ครู-อาจารย์ต้องได้รับการพัฒนาชีวิตด้านใน (Inner Life) ให้เข้มแข็งทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ การปฏิบัติภาวนาและการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Practices) จึงมีบทบาทที่สำคัญมากในการเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งของครู-อาจารย์

อย่างไรก็ตาม ท่านมาติเยอ ริการ์ นักบวชสายทิเบตชาวฝรั่งเศส ซึ่งร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย ก็ได้ตอกย้ำไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเราสนใจเรื่องความเมตตากรุณาและความรัก (Compassion and Love) ที่อยู่ในระดับชีววิทยาหรือร่างกายเท่านั้น คงจะไม่เพียงพอและยั่งยืน

แต่เราต้องสนใจในการสร้างความเมตตากรุณาและความรักที่มาและเกิดขึ้นจากด้านในของมนุษย์อย่างแท้จริงด้วย

ในช่วงสุดท้าย เป็นบทบูรณาการและการมองทิศทางในอนาคต ศาสตราจารย์ลินดา คณบดีวิทยาลัยศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กล่าวว่า เราคงไม่สามรถทำเพียงแค่นำเรื่องปฏิบัติภาวนาหรือการนั่งสมาธิเข้าไปในระบบการศึกษาเฉยๆ เพราะระบบอาจจะยังไม่เอื้ออำนวย

แต่เราต้องเน้นความสำคัญในเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เราต้องสร้างเรื่องความสุขหรือสุขภาวะทั้งระบบโรงเรียน (Whole School Happiness) ซึ่งกินความรวมถึงความสุขส่วนบุคคล ความรับผิดชอบต่อสังคม กระบวนการเรียนรู้เติบโตและพัฒนาร่วมกัน และการทำงานเป็นทีมของครู-อาจารย์ในสถานศึกษานั้นๆ

ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องมีความหลากหลาย ระบบการเรียนรู้ใหม่ต้องเข้าใจพัฒนาการมนุษย์ มีทรัพยากรที่พอเพียง และต้องไม่ทอดทิ้งให้เยาวชนคนใดตกขบวน (No Child Left Behind) ซึ่งในประเด็นนี้

ศาสตราจารย์ทากาโอะ เฮนซ์ แพทย์ทางสมองแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็ยังย้ำว่า ประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิต (Early Life Experiences) นับว่ามีความสำคัญมากต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และเราจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจกลไกการทำงานของสมองว่า ช่วงที่เป็นวิกฤต (Critical Period) นั้นมีความสำคัญมากสำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเมตตากรุณา

ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิด แห่งมหาวิทยาลัยวิสเคาซิล-แมดิสัน ซึ่งทำงานวิจัยระยะยาวในเรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่ายินดีว่า สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Contemplative Science และ Basic Science คือต่างเห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ (Change is Possible) และยังเน้นย้ำถึงทิศทางการวิจัยที่มีความสำคัญในอนาคตว่า

1) การศึกษาว่าด้วยความเมตตากรุณานั้น ไม่ควรจำกัดอยู่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ควรศึกษาว่า ความเมตตากรุณามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรอบข้างหรือสังคมอย่างไร (Social Impacts)

2) เราควรก้าวข้ามการทดสอบทางการศึกษาแบบปรนัย (Choice Test) เพราะไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้เลย ดังนั้น เราควรเร่งศึกษาถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์ที่มีความหลากหลาย

3) ความสุขคือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์และสังคม ความสุขของมนุษย์จึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อสุขภาวะของสังคมโดยรวม

4) นักวิทยาศาสตร์ต้องใส่ใจศึกษาเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) เพราะความเข้าใจในเรื่องนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในพฤติกรรมของเยาวชนและกระบวนการเรียนรู้ของเขา เด็กติดเกม เพราะเกมสร้างให้เกิดความจดจ่อในเด็ก เราไม่ควรเพียงแค่ปฏิเสธเกม แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้เกมเป็นเกมที่สร้างสรรค์และสร้างให้เกิดความรักความเมตตา อนึ่ง เราต้องการกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย วิธีการหนึ่งจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน

และ 5) สุดท้าย ทีมวิจัยแบบบูรณาการ (Transdisciplinary Team) และการเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานสู่ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ (Translational Research to the Field) นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องนี้

ในตอนท้าย องค์ดาไล ลามะ ได้กลับมาสรุปเพื่อตอกย้ำอีกครั้งว่า การสร้างแรงจูงใจและความตระหนัก ต่อการสร้างการเรียนรู้เพื่อการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีความสำคัญมาก การสร้างทรรศนะในเชิงบวก เราต้องสร้างสติทุกนาที เราต้องมีทั้ง วจีกรรม (Verbal Action) กายกรรม (Physical Action) และมโนกรรม (Mind Action)

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ อดสะท้อนย้อนนึกมาถึงกระบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาของเราไม่ได้ว่า ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ เราดูเหมือนจะละเลยนำสิ่งที่ดีมีคุณค่ายิ่งในแผ่นดินมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์และเยาวชนคนรุ่นหลัง

การจัดการศึกษาที่เดินรอยตามฝรั่งรังแต่จะสร้างสมปัญหาอย่างมากมายมหาศาล

การศึกษาไทยเร่งสร้างให้เกิดการแข่งขันและเอาชนะ

ในวันนี้การจัดการศึกษาในโลกตะวันตกกำลังเปลี่ยนไปเพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ของมวลมนุษยชาติ แต่การศึกษาของไทยและวงการวิชาการไทยกำลังติดกับอยู่กับการแข่งขันจนละเลยการพัฒนาความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง

หากครู-อาจารย์ของเรายังอยู่ในภาวะเครียดและสับสน มุ่งถ่ายทอดความรู้จากเพียงตำราและเนื้อหาโดยไม่สนใจชีวิตของผู้เรียน แล้วเราจะสร้างเยาวชนในอนาคตที่มีความสุข มีความรักความเมตตา เป็นเยาวชนที่รู้จักการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติสุขได้อย่างไร

หากการปฏิรูปการศึกษารอบสองของเราไม่สามารถก้าวข้ามหลุมดำที่ยิ่งใหญ่นี้ไปได้ อนาคตของสังคมไทยคงอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงยิ่ง

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01311052&sectionid=0130&day=2009-10-31

สุสานแห่งปัญญา ตุลาคม 13, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: ,
add a comment

ระบบประกันคุณภาพภายใต้แนวคิดของลัทธิเสรีนิยมใหม่ กำลังปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพ ประสิทธิภาพในการทำงานถูกชี้วัดเชิงปริมาณอย่างมักง่าย และตายตัวเหมือนกันไปหมดในทุกสาขาวิชาซึ่งขัดกับความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ระบบตรวจสอบและประเมินคุณภาพได้ทำลายวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ และสร้างวัฒนธรรมของการยืนกุมเป้าน้อมรับคำสั่งจากเบื้องบนอย่างเชื่องเชื่อ ในขณะที่บรรยากาศแห่งการทำงานเต็มไปด้วยความหวาดผวาและการจับผิด ระบบตรวจสอบการทำงานเน้นรูปแบบ ตามแบบฟอร์มที่กำหนดอย่างตายตัวมากว่าจะเน้นที่เนื้อหา และ “ศักยภาพ” ในการผลิตความรู้เพื่อตอบสนองต่อสังคมโดยรวม ผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินตามระบบตรวจสอบ หรือท้าทายต่อผู้บังคับบัญชาจะถูกเพ่งเล็ง จ้องจับผิด และคาดโทษ
 

Association of University Teachers (AUT) หรือสมาคมอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษถึงกับทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล โดยกล่าวว่า “ระบบการตรวจสอบคุณภาพที่ถูกสร้างขึ้นนั้น เป็นการเพียงการเชื้อเชิญ (แกมบังคับ) ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยน้อมรับคำสั่งของผู้บริหาร” แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงเวลากว่าสิบปีนับจากทศวรรษที่ 1980 อาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษเริ่มพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับ “สำนึกของการปกครอง” (governmentality) แบบใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐ ในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานในการควบคุมเชิงศีลธรรมอย่างเข้มงวดตายตัวเพียงชุดเดียว ท่ามกลางความหลากหลายของแนวคิด วัฒนธรรม สาขาวิชา และกลุ่มชนต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย สำนึกของความเป็นครูและพันธะทางสังคมกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
 

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางบรรยากาศของการแข่งขันกันแย่งชิงลูกค้ากับสถาบันการศึกษาอื่นๆ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งถูกกดดันให้เร่งขยายหลักสูตร เพิ่มจำนวนนักศึกษาที่รับเข้า ขยายขนาดของห้องเรียน เพิ่มภาระการสอนของอาจารย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน  การวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลายเป็นการกระทำของ  “ขาประจำ” ที่มิอาจยอมรับได้  ศาสตราจารย์ทางการแพทย์ท่านหนึ่ง ตีพิมพ์บทความเรื่อง “การเรืองอำนาจขึ้นของลัทธิสตาลินในระบบสาธารณสุขแห่งชาติ” ในวารสาร British Medical Journal โดยเสนอว่าระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ได้กลายมาเป็นองค์กรเผด็จการที่ทำให้คนทำงานในระบบต่างหวาดผวาไม่กล้าพูดความจริง” และในขณะเดียวกัน บทความเดียวกันนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของตนว่ามีความเข้มข้นของหลักสูตรลดน้อยลงไป ผลปรากฏว่าอาจารย์ท่านนั้น ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยยื่นจดหมายคาดโทษในฐานะ ที่ทำให้ “สถาบัน” เสื่อมเสียชื่อเสียง กฎข้อแรกของระบบตรวจสอบคุณภาพมีอยู่ว่า ห้ามมิให้บุคลากรคนใดบังอาจก้าวล่วงไปกล่าวว่า มาตรฐานของการทำงานหรือการเรียนการสอนในสถาบันของตนกำลังตกต่ำลง เพราะการกล่าวเช่นนั้นย่อมหมายถึงการยอมรับความล้มเหลว และในระบบของการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ความล้มเหลวย่อมต้องถูกลงโทษด้วยการตัดงบประมาณในขณะที่ความสำเร็จได้รับรางวัลโดยการเพิ่มงบประมาณ
 

ระบบประกันคุณภาพ ยังทำให้มหาวิทยาลัยเริ่มแยกส่วนการทำงานออกจากกันมากยิ่งขึ้น งานสอน งานวิจัยและการบริหารจัดการ กลายเป็นงานคนละประเภทและถูกประเมินด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยเริ่มตกอยู่ภายใต้แนวคิดที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวิชาชีพของตนเอง ระหว่างการเป็น “นักวิชาการ” ที่มีเสรีภาพในการทำงาน กับตัวแบบใหม่ของการเป็น “พนักงาน” มหาวิทยาลัยที่เน้นการแข่งขัน และการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงปริมาณ AUT ทำการสำรวจภาระงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษทั้งสิ้น 2,670 คนในปี 1994 และพบว่าชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของอาจารย์โดยเฉลี่ยคิดเป็น 53.5 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานมากกว่ากรรมกร ซึ่งทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เวลาทำงานส่วนใหญ่ของอาจารย์กลับใช้ไปในการบริหารจัดการ การกรอกแบบฟอร์มและการประชุม ซึ่งคิดเป็นเวลาทั้งสิ้นสัปดาห์ละ 18 ชั่วโมง ในขณะที่เวลาของการทำวิจัยลดลงเหลือสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมง การสำรวจของ AUT ยังพบว่าอาจารย์กว่าสองในสาม เริ่มมีความเครียดกับงานเพิ่มมากขึ้น ความพึงพอใจกับชีวิตการทำงาน ความสนุกกับการสอนหนังสือ การเขียนหนังสือและการทำวิจัย ลดลงอย่างน่าตกใจ
 

การแทรกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วของลัทธิเสรีนิยมใหม่ในสังคมไทย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในความพยายามที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้าสู่ตลาดหุ้นและภาคธุรกิจเอกชน การถีบมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอีกหลายประเภทออกนอกระบบ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน การบ้าเห่อระบบ ISO รวมทั้งการสร้างระบบประกันคุณภาพเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการทำงานและการแข่งขันให้สูงขึ้น ทั้งหมดเหล่านี้กำลังจะปรับเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งมีความอ่อนแอในทำงานเพื่อรับใช้สังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เปลี่ยนทิศทางไปสู่การเป็นโรงฝึกอาชีพ แหล่งรวมของหลักสูตรฟอกคน การแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยอ้างหลักการของความคุ้มค่าในการบริหารจัดการงบประมาณและพันธะทางสังคมต่อผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ
 

คงไม่มีครูบาอาจารย์ท่านใดปฏิเสธพันธะทางสังคม หากแต่การนำเอา “เงิน” หรืองบประมาณมาเป็นหัวใจของการตรวจสอบและประเมินคุณภาพ เป็นเทคนิควิทยาแห่งอำนาจที่มุ่งกดบังคับ “นักวิชาการ” ให้คล้อยตาม และกลายเป็นพนักงานที่เชื่องเชื่อ และเป็นแนวคิดที่มาจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในการแปรสภาพมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ ให้กลายมาเป็นสถาบันสอนภาษาตามซอกมุมต่างๆ ของโลก ภาษาของการตรวจสอบบัญชี การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ประสิทธิภาพและคุณภาพ เป็นเพียงตัวเบิกนำเพื่อยึดครอง ครอบงำ บงการ กำหนดขอบเขตหน้าที่และพันธะทางสังคมของมหาวิทยาลัยด้วยมาตรฐานเดี่ยวอย่างตายตัว
 

ในขณะเดียวกัน อิสรภาพทางวิชาการ วัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ หน้าที่ในการเป็นสำนึกให้กับสังคม การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การรักษาผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม และการเป็นกระบอกเสียงให้กับคนชายขอบที่ไร้เสียง ไร้สิทธิ กำลังถดถอยลงไปทุกวัน การทำงานวิจัยเริ่มมีความหมายที่แคบลง กลายเป็นเพียงการทำงานเพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถวัดได้ด้วยเงิน ความรู้กำลังถูกลดค่าลงเป็นเพียงปริญญาบัตรสำหรับให้คนมีเงินมาซื้อไปเป็นใบเบิกทางในสงครามแย่งชิงการงานและการเลื่อนตำแหน่ง การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริง ความดี ความงาม ความเป็นมนุษย์ การตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคม การแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสังคม กำลังเสื่อมสลายลงไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยกำลังจะแปรสภาพมาเป็นสุสานแห่งปัญญา ที่ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยทำงานตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายไปวันๆ อย่างเชื่องเชื่อ กรอบของการทำงาน ภาระงานและประสิทธิภาพในการทำงานถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ทุกคนทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นและได้งบประมาณมากขึ้น ไม่มีเวลาหยุดคิด วิพากษ์ตนเอง และสำรวจตรวจสอบเรื่องไร้สาระอย่างเช่นพันธะรับผิดชอบ ที่มหาวิทยาลัยเคยมีต่อสังคม

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7533&user=yossan

มหาวิทยาลัยวิจัยกับความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตุลาคม 6, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
add a comment

โดย : อรรถจักร สัตยานุรักษ์

จากบทความที่ดีเยี่ยมของท่านศาสตราจารย์ ดร.ยศ สันตสมบัติ เรื่อง ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ระบบประกันคุณภาพ และสุสานแห่งปัญญา

ที่ลงติดต่อกันในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนี้ ทำให้ผมมาคิดต่อในเรื่องเกี่ยวกับบทบาทในการสร้างความรู้ของสถาบันการศึกษา ที่เรียกกันว่า “มหาวิทยาลัย”

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้มอบเงินจำนวนมหาศาลให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อนำไป “วิจัย” หรือสร้างความรู้ใหม่ ในฐานะ “มหาวิทยาลัยวิจัย” โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้มหาวิทยาลัยของไทยเข้าไปติดอันดับหนึ่งในห้าร้อย อันดับของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ภายใต้กรอบความคิดที่กำหนดจากรัฐบาลเช่นนี้ ได้ทำให้มหาวิทยาลัยทั้งหลายเริ่มเดินไปสู่กับดักทางปัญญาที่ลึกเกินกว่าจะ ก้าวข้ามพ้นได้ เพราะทันทีที่กำหนดกรอบให้ก้าวไปเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ก็พากันคิดแต่เฉพาะการเพิ่ม “ปริมาณ” ทางด้านต่างๆ ที่จะถูกนำไปประเมินจัดอันดับดังกล่าว ดังปรากฏในประกาศเรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework-TQF) โดยคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (กกอ.) ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบเชิงปริมาณเท่านั้น ซึ่งการกำหนดกรอบเชิง “ปริมาณ” เช่นนี้ จะไม่ก่อให้เกิดปัญญาใดๆ เพิ่มมากขึ้นในมหาวิทยาลัยเลย (ใครสนใจเรื่องนี้ ตามอ่านได้ที่คณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาตินะครับ) เพราะหากลงทุนไปในเรื่อง “ปริมาณ” ก็คงจะได้รับจำนวนรายงานกระดาษที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
 

กับดักทางปัญญาอีกส่วนหนึ่งที่จะมีผลต่อสังคมไทยอย่างมหาศาล ก็คือ การละเลยความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพราะเมื่อผมลองตามดูข้อมูลเท่าที่หาได้จากอินเทอร์เน็ต ก็พบว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินใน “โครงการไทยเข้มแข็ง : มหาวิทยาลัยวิจัยแห่ง ชาติ” ก็ได้พบว่าส่วนใหญ่แล้วทุ่มเงินลงไปในโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนงบประมาณสำหรับการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีน้อยมาก 
 

น่าประหลาดใจที่มหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาตินั้น มองไม่เห็นว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกนั้น ล้วนแล้วแต่มีการสร้างความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างเข้มข้นและ มีพลังมาโดยตลอด แม้มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับที่เก้าสิบเก้าของโลก คือ มหาวิทยาลัยนาโงยา ก็มีคณะและสถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ระดับโลก อยู่มากมาย ไม่ใช่เพียงแค่ได้รับรางวัลโนเบลทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว การสร้างความรู้หรือการสร้างจินตนาการเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ ให้มีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกิดความหมายใหม่จำเป็นที่จะต้องมีรากฐานของความคิด/ความรู้ทางด้าน มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ประกอบอยู่ด้วย 
 

การคิดที่จำกัดเฉพาะเชิงปริมาณและคิดเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยหวังว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระดับความเป็น “International” นับเป็นการคิดที่ไม่เข้าใจความเป็น “อินเตอร์” ของความรู้ในโลกทุกวันนี้ อาทิเช่น ถ้าหากมหาวิทยาลัยในภาคเหนือสามารถสร้างสถาบัน “ม้งศึกษา”  ที่เข้มแข็งจนใครๆ ที่ไหนในโลกนี้ก็ตามหากสนใจจะศึกษาเรื่อง “ม้ง” ก็จะต้องเดินทางมาเรียนรู้ที่สถาบันแห่งนี้ นี่ก็คือ ความรู้ระดับ “อินเตอร์” ไม่ใช่หรือ (ความรู้ที่ “อินเตอร์” ไม่ใช่ความรู้วิทยาศาสตร์ที่ต้องวิ่งไล่กวดฝรั่งเท่านั้น)

กล่าวได้ว่า การคิดที่จำกัดอยู่ในเชิงปริมาณและเน้นเฉพาะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นการคิดที่คับแคบ และเป็นการคิดที่ทำให้มหาวิทยาลัยวิจัยแห่ง ชาติทั้ง 9 แห่ง ไม่สนใจและไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และไม่คิดที่จะแสวงหาความรู้ เพื่อที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทย หรือช่วยจรรโลงสังคมไทยให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
 

สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไพศาลและลึกซึ้ง ยิ่งกว่าในอดีตเป็นอันมาก ความสัมพันธ์ทางสังคมมีความตึงเครียดและเปราะบาง จนเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ง่ายดายในทุกระดับ กรอบความคิดสูงสุดที่ครั้งหนึ่งเคยมีพลังจรรโลงความสัมพันธ์ทางสังคมให้ดำรง อยู่ก็เริ่มสั่นคลอน การก้าวข้ามจริยธรรมหรือระบบการให้คุณค่าในความสัมพันธ์ทางสังคมกำลังเกิด ขึ้นมาก จนอาจจะกลายเป็นลักษณะเด่นในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมไทยแล้ว
 

สังคมไทยต้องการความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ชุดใหม่ ที่จะทำให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้ เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยสามารถร่วมกันสร้างระบบคุณค่าใหม่ ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลดังกล่าว มิเช่นนั้น เราก็จะจมอยู่กับกรอบการอธิบายสังคมไทยด้วย “ความเป็นไทย” ที่มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ และไม่ช่วยในการแก้ไขความขัดแย้ง หรือปัญหาสังคมต่างๆ ที่ทวีความซับซ้อนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
 

มหาวิทยาลัยควรจะทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทย  อาทิเช่น ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับบริบททางสังคมและทางธรรมชาติทั้งหมด ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยไปทำไม ต้องย้ำว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่แหล่งผลิตช่างเทคนิคชั้นสูงนะครับ แต่เป็นแหล่งสร้างปัญญาให้แก่สังคม
 

มหาวิทยาลัยไทยเริ่มต้นด้วยการสร้างคนป้อนให้ระบบราชการ ต่อมาก็สร้างคนให้แก่ระบบธุรกิจ (บางคณะผลิตบัณฑิตที่ส่วนใหญ่แล้วออกไปขายยาให้แก่บริษัทยา ต้องขอโทษนะครับที่พูดความจริง) วันนี้ก็ยังคงจะดำเนินกิจกรรมทางการศึกษาเพื่อธุรกิจที่กว้างขวางมากขึ้น เมื่อใดครับ ที่มหาวิทยาลัยไทยจะตอบสนองแก่สังคมไทยจริงๆ ด้วยการสร้างปัญญาที่ช่วยทำให้สังคมไทยมองเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตนเองชัดเจนมากขึ้น อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน และการเตรียมการสำหรับเผชิญกับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ตุลาคม 6, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
add a comment

 โดย : ยศ สันตสมบัติ 

ระบบการศึกษาของเมืองไทยเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะวิกฤติ หลงทาง ไร้วิสัยทัศน์ จุดยืนและปรัชญาการศึกษาที่ชัดเจน

โรงเรียน กลายมาเป็นสนามสอบและสถานกวดวิชาที่มุ่ง เรียนข้อสอบ เพื่อแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัย แต่สถาบันการศึกษาชั้นสูงที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยนั้น กลับแปรสภาพจากแหล่งผลิตความรู้และปัญญามาเป็นเพียงโรงฝึกอาชีพ โรงเรียนเทคนิค และแห่งรวมของหลักสูตรฟอกคน ตั้งแต่การฟอกบุคคลสามัญยันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและรัฐมนตรี มหาวิทยาลัยหลายแห่งขยายวิทยาเขตหรืออาณาจักรของตนเองอย่างสนุกสนาน และมองด้วยวิธีคิดแบบทุนนิยมรุ่นเก่าว่าการขยายตัว คือ ความสำเร็จ อาจารย์มหาวิทยาลัยมากมายทำงานเหมือนครูประชาบาล สอนตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยแทบไม่มีเวลาว่างเว้น ยิ่งเสาร์อาทิตย์ยิ่งเป็นเวลาขุดทอง ด้วยการสอนหลักสูตรภาคพิเศษราคาแพงระยับ โดยมีหลักการตามภาษิตใหม่ที่ว่า “หากจ่ายครบ (มึง) จบแน่”  
 

หลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ เน้นการให้ปริญญาชั้นสูง โดยเฉพาะมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต แต่ปริญญาเหล่านี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการสร้างความรู้และสติปัญญาให้กับทั้งผู้สอนและ ผู้เรียน การทำวิทยานิพนธ์ก็เลือกกันได้ตามใจชอบ จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ หรือจะทำเป็นบทความขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสาระนิพนธ์ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสาระ) ก็แล้วแต่ความพอใจ บางหลักสูตรอาการหนักถึงกับสามารถทำวิทยานิพนธ์หรือสาระนิพนธ์เป็นกลุ่ม คือ นักเรียนฝูงหนึ่งทำงานชิ้นเดียวก็จบได้ และหลายแห่งก็มีบริการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสรรพ สนนราคากำหนดไว้ตามแต่ความยากง่ายของประเด็นและหัวข้อวิทยานิพนธ์ วิทยานิพนธ์และสาระนิพนธ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปกองเป็นเศษกระดาษอยู่ตามหิ้งในห้องสมุด ไม่เคยมีใครยืมออกไปใช้อ่านหรือทำประโยชน์อะไร ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือหรือบทความในวารสารระดับนานาชาติ เพราะงานเหล่านี้ ไม่ได้ผลิตความรู้อะไรใหม่ ไม่มีข้อค้นพบใดสมควรแก่การพูดถึง แต่เป็นเพียง “งาน” ที่สำรอกส่งไป เพื่อให้ครบตามเกณฑ์สำหรับอนุมัติปริญญาเท่านั้น
 

ยิ่งมหาวิทยาลัยถูกแรงกดดันให้ออกนอกระบบ ตั้งแต่สมัยสัญญาทาสไอเอ็มเอฟของท่านนายกฯ ชวน ทางเลือกและวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยไทย ก็ดูเหมือนจะหดแคบลง เช่นเดียวกับสติปัญญาของผู้คนในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มขึ้นค่าเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ในรูปของเงินบำรุงพิเศษและค่าธรรมเนียมอื่นๆ จิปาถะ บางแห่งจับนักศึกษาทดสอบภาษาอังกฤษเพียงเพื่อจะเก็บเงินค่าสอนภาษาอังกฤษ เพิ่มเติม มิใช่เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกภาษาให้แตกฉานจะได้อ่านวารสารต่างประเทศได้เข้า ใจ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มสร้างจุดขายใหม่ๆ สร้างหลักสูตรใหม่ๆ ที่เก๋ เท่ จบง่าย รายได้ดี เป็นแรงจูงใจให้ “ลูกค้า” เร่กันเข้ามาซื้อปริญญา ยิ่งนานวันเข้า มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ที่สอนในหลักสูตรภาคพิเศษเหล่านี้ ก็ค่อยๆ กลายสภาพมาเป็นเครื่องจักรสอนหนังสือ สอนเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆ แนวคิดเก่าๆ เพราะผู้มาเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจความรู้ แต่ต้องการมาชุบตัว คนสอนก็ไม่ได้สอนด้วยใจรักแต่สอนเพราะถูกบีบบังคับ เกรงใจเพื่อน หรือบ้างก็สอนเพราะรายได้ดี
 

เงิน พลังงาน เวลา และทรัพยากรมากมายที่สิ้นเปลืองไปในการเรียนการสอนหลักสูตรพิเศษต่างๆ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้ ไม่ได้เสริมสร้างสติปัญญา ไม่ได้นำเสนอนโยบายหรือทางเลือกใหม่ให้กับสังคมแต่ประการใด งานวิจัยใหม่ๆ เริ่มหายากมากขึ้นทุกวัน เพราะผู้คนในมหาวิทยาลัยเหนื่อยล้าไปกับการสอน การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเป็นเพียงฝันสวยตรงปลายรุ้งที่จะเลือนหายไป หลังฟ้าเปิด ระบบการศึกษากลาย เป็นเพียงปาหี่ ละครน้ำเน่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งแขวนป้ายขายปริญญาราวกับร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้าที่ลดแลกแจกแถมแข่งกันสนั่นเมือง ในท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่ความเขลากลับเจริญงอกงาม บัณฑิต มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตเดินกร่างกรุยกรายกันเกลื่อนถนน แกล้งทำเป็นผู้รู้ ผู้มีวิทยฐานะสมควรแก่ปริญญาเหล่านั้นทุกประการ
 

สังคมไทยจึงกระเดียดไปเป็นสังคมที่หยุดสร้างองค์ความรู้ และไม่ใช่สังคมเรียนรู้ และเมื่อสังคมหยุดเรียนรู้ เผด็จการอำนาจนิยม การผูกขาดข้อมูลข่าวสาร การคอร์รัปชันทางนโยบายและความฉ้อฉลต่างๆ ก็เพิ่มพูนขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยผลิตแต่ศรีธนญชัยที่ฉลาดแกมโกง เก่งเอาตัวรอด และมุ่งหวังกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้มีสำนักในพันธะทางสังคมเฉกเช่นผู้มีการศึกษาที่แท้จริงพึงมี ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบบการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นบนเวทีโลก มหาวิทยาลัยซึ่งควรเป็นขุมกำลังแห่งปัญญาในการแสวงหาทางเลือก ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพและมีคุณธรรม กลับแปรสภาพไปเป็นสุสานแห่งปัญญา
 

ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยของรัฐในฐานะที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ ยังถูกกดทับด้วยแนวทางและหลักเกณฑ์ ตามมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ หรือพูดเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ถูกลดอัตรากำลังลง แต่ถูกบังคับให้ต้องสอนมากขึ้น ต้องหาเงินหรือสร้างหลักสูตรใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ระบบการประเมินที่ทางราชการและมหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังใช้อยู่ในเวลานี้ มิได้ช่วยให้การทำงานของระบบราชการและมหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพ หรือคุณภาพเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
 

ในทางตรงกันข้าม ระบบพัฒนาและบริหารกำลังคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคนิควิทยาแห่ง อำนาจ ที่เรียกอย่างโก้หรูว่า “ระบบประกันคุณภาพ” หรือกลไกสำหรับการประเมินปริมาณงาน คุณภาพของการสอน การทำวิจัย และประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร สาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัยทั้งระบบ กลไกการประเมินคุณภาพดังกล่าวได้รับการนำเสนอในฐานะเป็นหลักประกัน “พันธกิจ” (accountability) หรือพันธะรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยต่อสังคม หลักการดังกล่าวข้างต้น เป็นเงื่อนไขหรือเหตุผลในการผลักดันการปฏิรูปบนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า หน่วยงานใดก็ตามที่นำเอาภาษีอากรของประเทศชาติมาใช้จะต้องมีพันธะรับผิดชอบ ต่อสาธารณชน การประเมินประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงานของมหาวิทยาลัยดำเนินไปภายใต้ กรอบของ “การเพิ่มประสิทธิภาพ” และ “คุณภาพ” ในการทำงาน ตลอดจน การมี “อิสระ” ในการบริหารจัดการ ซึ่งฟังดูราวกับว่ากลไกต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้มหาวิทยาลัยกลายมาเป็นองค์กรอิสระ หลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของระบบราชการ เปลี่ยนจากความเชื่องช้าอุ้ยอ้ายในการบริหารจัดการ ไปสู่ความฉับไว ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสาธารณชนได้อย่างแท้จริง
 

ในทางตรงกันข้าม ระบบประกันคุณภาพเป็นเพียงการยักย้ายถ่ายโอนเอาคำว่า “ระบบตรวจสอบ” จากโลกของการเงินการบัญชีการธนาคาร มาสู่โลกของความรู้และมหาวิทยาลัย การกระทำเช่นนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการนิยามความหมายของ “มหาวิทยาลัย” ใหม่ ในฐานะเป็น องค์กรการเงิน หรือ องค์กรที่งกเงิน เท่านั้น หากแต่ระบบตรวจสอบ ยังมีนัยของวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัยอีกด้วย
 

การยักย้ายถ่ายโอนความหมายดังกล่าว ยังเป็นการนิยามความหมายใหม่ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นฐานทรัพยากรที่จำต้องได้รับการประเมินผลิตภาพและประสิทธิภาพอย่าง ต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ระบบการประเมินคุณภาพหรือการตรวจสอบ จึงกลายมาเป็นพาหะของการเปลี่ยนวิธีคิดที่บุคลากรหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย สัมพันธ์กับสถานที่ ประชาชน นักศึกษา เพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำเอาระบบการประเมินคุณภาพมาใช้ในมหาวิทยาลัยและระบบ ราชการโดยทั่วไปนั้น มักจะเน้นในเรื่องของความเป็นอิสระในการประเมินตนเองขององค์กรและผู้ปฏิบัติ งาน แบบประเมินผลงานของอาจารย์ใช้คำว่า “แบบข้อตกลงร่วมก่อนการปฏิบัติงาน” ซึ่งดูแล้วคล้ายกับว่าผู้ปฏิบัติงานเองสามารถกำหนดขอบเขตและเนื้อหาของ “งาน” ที่ตนทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนสามารถทำงานที่ตนถนัดได้อย่างเต็มที่ และได้รับการประเมินบนพื้นฐานของข้อตกลงที่ตนเองได้ทำไว้ก่อนหน้านั้น ในแง่นี้ ดูเหมือนว่าระบบการประเมินคุณภาพนั้นเปิดกว้าง สร้างการมีส่วนร่วมและไม่น่าจะมีใครโต้แย้งหรือปฏิเสธได้ ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้ความจริงแล้ว คำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ประเมิน ประสิทธิภาพ คุณภาพ คุ้มค่า ล้วนแล้วแต่ปิดบังซ่อนเร้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและนัยแห่งการลงโทษเอาไว้ ภายใต้ภาษาใหม่ของการบริหารจัดการ
 

อำนาจที่ซ่อนเร้น ย่อมเป็นอำนาจที่มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อใดที่ผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ไม่สำนึกรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังถูกกระทำ เทคนิควิทยาแห่งอำนาจนั้นย่อมได้ผล การดึงเอาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ มาพูดใหม่ด้วยภาษาของการเงินและการบริหารจัดการ จึงทำให้ดูเหมือนว่าการประเมินคุณภาพนั้นเป็นกลาง เปิดกว้างและเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างแท้จริง

ปัญหาวิทยานิพนธ์ ข้อบังคับว่าด้วย “ฟอนต์” และ “ไฟล์” กันยายน 14, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: , ,
2 comments
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com


เมื่อ ไม่กี่วันมานี้ มีกระทู้ร้อนๆ บนเว็บบอร์ดของ พันทิพ ซึ่งปกติผมไม่ได้เข้าอยู่แล้ว แต่ข่าวนี้เป็นที่สนอกสนใจของคนจำนวนมาก ก็เลยมีการบอกต่อๆ กันในหมู่คนที่ใช้อินเตอร์เน็ต กระจายไปตามเว็บต่างๆ นับว่าเป็นกระทู้ร้อนๆ กระทู้หนึ่งเลยทีเดียว ก็ต้องเข้าไปอ่านกับเขาหน่อย

กระทู้ ที่ว่านั้นเป็นเรื่องว่าด้วยข้อบังคับในการพิมพ์วิทยานิพนธ์ส่งของบัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งบังคับให้นิสิตส่งวิทยานิพนธ์เล่มเต็มเป็นไฟล์ Office 2003 บังคับฟอนต์เป็น Angsana ซึ่งเจ้าของกระทู้เห็นว่าไม่ยุติธรรมหรือเป็นการจำกัดสิทธิในการที่จะใช้ ทั้งโปรแกรมและตัวระบบปฏิบัติการ เนื่อง จากรูปแบบที่มหาวิทยาลัยกำหนดนั้นไปลงล็อคที่บริษัทเอกชนเจ้าเดียวคือ ไมโครซอฟท์ที่เป็นเจ้าของทั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และตัวโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชั่นดังกล่าวที่ไม่สามารถใช้บนระบบปฏิบัติการอื่น ได้

ในขณะที่ฟอนต์ Angsana ก็เป็นฟอนต์ที่มีทั้งสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์คุมอยู่ ซึ่งระบบปฏิบัติการวินโดวส์เท่านั้นซื้อมาไว้ให้ชาววินโดวส์ใช้

ถ้า มองจากมุมมองของมหาวิทยาลัย อาจจะพอเข้าใจได้ว่าต้องการรูปแบบที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์กำหนดไว้ มีความเป็นมาที่พอเข้าใจได้ เพียงแต่ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยน ไปมากแล้ว แต่มหาวิทยาลัยไม่เปิดตาออกมาดูโลกภายนอก

ว่ากันแค่เรื่องฟอนต์ ปัจจุบันเรามีฟอนต์ที่สวยงามเป็นระเบียบให้เลือกใช้ทดแทนมากมายที่เป็นฟอนต์ เสรี หน่วยงานอย่างเช่น SIPA ก็ลงทุนลงรอนในเรื่องนี้มานาน แต่เหมือนกับจะไม่ค่อยมีใครรับรู้ แม้แต่หน่วยงานราชการด้วยกันเองก็ยังคงบังคับฟอนต์ในลักษณะเดียวกันอยู่

เรื่องฟอนต์นี่ยังไม่เท่าไรเพราะแม้แต่ฟอนต์ทดแทน Angsana ที่ชาวลีนุกซ์ใช้กันอยู่ก็มี อย่างที่คนออกระเบียบก็ดูไม่ออกด้วยซ้ำ

เมื่อ ตอนที่แฟนผมทำซี 8 ก็เจอปัญหาแบบ เดียวกันนี้ แต่ที่เจอยิ่งกว่าก็คือ ฟอนต์ภาคบังคับ นั้นพิมพ์ลงบนกระดาษแล้วขนาดมันจะไม่มาตรฐาน เล็กลงกว่าปกติ ถูกกรรมการติงมา สุดท้ายต้องแก้ด้วยการใช้โปรแกรมโอเพ่นออฟฟิศ ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์ส ซอฟต์แวร์ แล้วใช้ฟอนต์ Angsima ที่เป็นฟอนต์เสรีทดแทน Angsana พิมพ์งานออกมาส่ง ทุกอย่างถึง ได้ราบรื่น

การบังคับรูปแบบไฟล์ที่เข้าล็อคระบบปฏิบัติการเอกชนรายเดียวนี่ ผมว่ามหาวิทยาลัยต้องเก็บเอาไปคิดมากๆ หน่อย

คนที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯไม่ได้ใช้แต่วินโดวส์ ยังมีบางคนใช้แมคอินทอช ใช้ลีนุกซ์ด้วย

ถ้า เพียงแต่มหาวิทยาลัยจะเปิดใจสักนิด อย่างเรื่องฟอนต์ก็น่าจะสามารถยืดหยุ่นได้ เช่น ระบุว่าใช้ฟอนต์ Angsana หรือฟอนต์ทดแทนที่ใกล้เคียง ถ้ากลัวจะใช้ฟอนต์พิสดารก็ระบุไปได้อีก ห้ามใช้ฟอนต์ตัวเขียนหรืออะไรอื่นๆ ก็ว่าไป

เว้นแต่มหาวิทยาลัยยังติดอยู่ในโลกสมัยจอมพล ป.

ส่วน เรื่องรูปแบบเอกสาร แทนที่จะบังคับเป็นออฟฟิศ 2003 ก็ให้เป็นมาตรฐานเอกสาร กลางๆ แทน หากเอาอย่างที่เขาใช้กันเป็นสากลอยู่ ก็คือ เอกสารพีดีเอฟครับ มันจะหมดปัญหาพวกนี้ไป เลย ยังไม่ต้องก้าวไปถึงมาตรฐานเอกสารแบบเปิด หรือโอเพ่น ดอคคิวเมนต์ ฟอร์แมต (ODF) ด้วยซ้ำ

แม้พีดีเอฟจะเป็น รูปแบบเอกสารของเอกชนเจ้าเดียว แต่มันเปิดกว้างสำหรับทุกระบบปฏิบัติการ เขียนด้วยอะไรก็แปลงไปเป็นพีดีเอฟ โดยผู้รับก็ไม่มีปัญหาเรื่องรูปแบบเพี้ยน หรือเปิดไม่ได้

จะว่าไป แล้วข้อบังคับของบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผมว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆอีกหลายแห่งก็อาจจะมีเหมือนกัน) สะท้อนอะไรบางอย่างของสังคมไทยได้ไม่น้อย แต่ก็ยังพอกล้อมแกล้มหาคำอธิบายให้เข้าใจได้อยู่เหมือนกัน

ไม่เหมือนเรื่องข้อบังคับเรื่องเครื่องแบบนักศึกษา นั่นหาคำอธิบายให้เห็นเหตุเห็นผลที่เป็นรูปธรรมไม่ได้เลย

“มหาวิทยาลัยไทย” ในยุคของ”การเปลี่ยนแปลง” สิงหาคม 30, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: ,
add a comment
โดย สุขุม เฉลยทรัพย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
 
ความเปลี่ยนแปลงแบบรอบด้านทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในสังคม มิได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานขององค์กรในวงการธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่วงการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษา ก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จนทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน โดยนำหลักการบริหารจัดการใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
“ทิศทางการบริหาร มหาวิทยาลัยในกระแสความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน” นอกจากมหาวิทยาลัยจะต้องให้ความสำคัญในการใช้เทคนิคและแนวคิดการบริหารสมัย ใหม่ที่เน้นด้านการจัดระบบภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น การบริหารความเสี่ยง การบริหารการเปลี่ยนแปลง การจัดการความรู้ หรือแม้แต่การจัดการอนาคตแล้ว เทคนิคในการบริหารเชิงการตลาด หรือการหาลูกค้า ถือเป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการที่ไม่อาจมองข้ามได้ (เพราะหากไม่มี “ลูกค้า” หรือ “นักศึกษา” มหาวิทยาลัยก็ยากที่จะ “อยู่รอด”…)

กลยุทธ์ ของการบริหารเชิงการตลาดตามทฤษฎีนั้น มีมากมายหลากหลายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเลือกใช้ ทั้งแบบดั้งเดิม ซึ่งได้แก่ “กลยุทธ์ทะเลสีแดง” (Red Ocean Strategy) อันเป็นแนวคิดทางบริหารการตลาดที่มีการเอาชนะคู่แข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อแย่งลูกค้ามาให้ได้มากที่สุด และอาจจะเลือก “กลยุทธ์การแข่งขัน” (Business Strategy) ได้เพียง 1 อย่างจาก 3 อย่าง ได้แก่

การใช้ Cost Leadership ผู้นำด้านต้นทุนเน้นขายสินค้าปริมาณมากๆ ราคาถูก การใช้ Differentiation การสร้างความแตกต่างสินค้านวัตกรรม หรืออาจใช้การ Focus หรือการเจาะกลุ่มบางส่วนโดยกลยุทธ์ที่ส่วนใหญ่ที่ผู้บริหารเลือกใช้จาก “กลยุทธ์ทะเลสีแดง” นั้น คงหนีไม่พ้นการรับนักศึกษาจำนวนมาก แต่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่สูง เพื่อเป็นการดึงลูกค้าเป็นหลัก…

แบบ กลางเก่ากลางใหม่ ได้แก่ “กลยุทธ์ทะเลสีคราม” (Blue Ocean Strategy) ซึ่งเป็นการบริหารการตลาดด้วยการคิดนอกกรอบ ไม่มุ่งเน้นที่จะตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีอยู่เดิม แต่จะเน้นในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ (Demand Creation) โดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับคู่แข่งเดิมๆ ที่มีอยู่ เป็นการสร้างความต้องการของลูกค้าและตลาดใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าทั้งต่อองค์กรและลูกค้า โดยลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากสินค้าที่มีความแตกต่าง ขณะที่องค์กรจะได้ลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเติบโตขององค์กร

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยโดยส่วนมากจะนิยมใช้ “กลยุทธ์ทะเลสีคราม” พิจารณาได้จากในขณะนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยต่างพยายามเปิดหลักสูตรใหม่ๆ หรือแม้แต่การสร้างอัตลักษณ์ ความโดดเด่นเฉพาะทาง และความถนัดของตนเอง เพื่อสร้างความต้องการให้แก่ผู้เรียน

ส่วนกลยุทธ์ใหม่ล่าสุดที่ได้ รับการกล่าวถึงมากที่สุด ณ วันนี้ คงหนีไม่พ้น “กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว” (White Ocean Strategy) ซึ่งมีแนวคิดว่า

กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว คือ การกำหนดพื้นฐานการบริหารองค์กรแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่วิสัยทัศน์ นโยบาย พันธกิจ กลยุทธ์การดำเนินงาน ไปจนถึงแนวทางในการปฏิบัติทุกภาคส่วนขององค์กร ตั้งแต่การบริหารงานบุคคล การตลาดและการขาย การปฏิบัติการ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ องค์กรสีขาวไม่ได้มองว่า “ตัวเอง” เป็นศูนย์กลางผลกำไรที่ผู้ถือหุ้นได้รับ ไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุด แต่จะให้ความสำคัญกับสังคมในทุกภาคส่วน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราไปพร้อมๆ กัน

แนวทางการดำเนินงาน ของ White Ocean นอกจากจะให้ความสำคัญกับ 3P คือ People (คน) หมายถึง พนักงานในองค์กร ลูกค้าทางตรงและทางอ้อม ไปจนถึงสาธารณชน Planet (ทรัพยากร) และ Peofit (ผลกำไร) แล้ว ยังเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การประยุกต์ใช้ กลยุทธ์การตลาดสีใดก็ตาม มีความมั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืน (ดนัย จันทร์เจ้าฉาย)

เมื่อพิจารณาจากคำจำกัดความแล้ว คงต้องยอมรับว่า “กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว” ดูเหมือนค่อนข้างจะมีความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในการบริหารมหาวิทยาลัย เพราะ “กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว” จะเน้นการดำเนินงานที่คำนึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภายในและภายนอกองค์กร จึงสร้างให้เกิดความใกล้ชิด ประทับใจ และความไว้วางใจ แล้วหากผู้บริหารนำศาสตร์ของการวิจัย

ซึ่งการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม กรณีนี้ อาจจะ “เรียนลัด” โดยการใช้โพล เพราะโพลเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มาประยุกต์ใช้เพื่อสำรวจความคิดเห็นควบคู่ไปด้วย ก็จะทำให้ได้แนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยที่ “ตรงทฤษฎี…ตรงใจ” บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

จากการสำรวจความคิดเห็นอาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียนและนักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 1,029 คน ของ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในประเด็น “มหาวิทยาลัยแบบใด?” ที่อาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียนและนักศึกษาต้องการ พบว่า

“มหาวิทยาลัย” ที่ “อาจารย์” ส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.48 อยากสอนมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านงบประมาณ สื่อการเรียนการสอน อาคารสถานที่ และอีกร้อยละ 25.81 ต้องการผู้บริหารที่มีศักยภาพ ฯลฯ

“มหาวิทยาลัย” ที่ “ผู้ปกครอง” ส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.25 อยากให้บุตรหลานเรียนมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยที่สร้างให้ผู้เรียนมีคุณภาพทั้งในด้านความรู้ คุณธรรม เป็นคนดีของสังคม ตามมาด้วยอาจารย์ที่คุณภาพ ร้อยละ 19.61 ฯลฯ

“มหาวิทยาลัย” ที่ “นักเรียน” ส่วนใหญ่ ร้อยละ 27.53 อยากเรียนมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยที่มีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และคณาจารย์ที่มีคุณภาพทั้งด้าน ความรู้ และมีวิธีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และร้อยละ 24.64 อยากเรียนมีบรรยากาศที่ดี ร่มรื่น อาคารเรียน ห้องเรียนสะอาด เป็นระเบียบ ฯลฯ

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ ความรู้ของผู้เขียน เพื่อให้ได้ “ทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัยในกระแสความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน” ซึ่งยังไม่อาจ “ฟันธง” ได้ว่าเป็นแนวคิดที่ “ถูก…ผิด” “เหมาะสม…ไม่เหมาะสม” “ใช้ได้…ใช้ไม่ได้” กับการบริหารมหาวิทยาลัยไทย

แต่ สิ่งที่ผู้เขียนคาดหวังจากข้อเขียนนี้ คือ การกระตุ้นเตือนให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาและ เสริมศักยภาพ เพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยทะยานสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก โดยการทะยานสู่การเป็นมหาวิทยาลัยโลก สามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ การประกาศตัวว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยโลก การทะยานไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก และการเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยสมบูรณ์

ณ วันนี้ คงต้องยอมรับว่า ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไทยแห่งใดที่มีความพร้อมเพียงพอต่อการเป็นมหาวิทยาลัย โลกโดยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็อยากให้มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งมีจุดยืนชัดเจนในการประกาศตัวว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยโลกในอนาคต…

เพราะหากมีมหาวิทยาลัยแห่งใด “กล้าพอ” ที่จะประกาศอย่างชัดเจน ก็ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของ “ข้อเขียน” นี้แล้ว!!

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act05300852&sectionid=0130&day=2009-08-30

ปฏิบัติการปั้น….เด็ก GEN Y สิงหาคม 16, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: ,
add a comment

Generation Y หรือ Gen Y เด็กรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 25 ปี จุดเด่นของเด็กรุ่นนี้ คือ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี

 

มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการทำงานที่มีความก้าวหน้า ชอบการแสดงความคิดเห็น และมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ อาจารย์ประจำ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า คนรุ่นเก่าอาจไม่เข้าใจคนรุ่น Generation Y โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทัศนคติ พฤติกรรม และความทุ่มเทในการทำงาน

โดยอ้างข้อมูลจากวารสาร Harvard Business Review  ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552 เรื่องการศึกษาพฤติกรรมของคน Gen Y ว่าเด็กกลุ่มนี้มักมีความทะเยอทะยาน มีความมุ่งมั่น และยินดีที่จะทำงานที่หนักขึ้น และมากขึ้น เพื่อความสำเร็จทั้งของตนเองและองค์กร แต่ในที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและลักษณะงานที่ทำนั้นตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากน้อยเพียงใด
 
ข้อดีสำหรับองค์กรที่ได้เด็กกลุ่มนี้มาร่วมงานก็คือ ความสามารถในการเรียนรู้ และทำงานได้ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในลักษณะการทำงานร่วมกับชาวต่างประเทศ ทั้งในประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศ ได้เป็นอย่างดี

 

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การจะสร้างและพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ออกสู่ตลาดแรงงานได้นั้น รศ.ดร.พสุ บอก ภารกิจหนักจะตกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นหลักในเรื่องของการปรับหลักสูตร วิธีการสอน รวมถึงบุคลิกของอาจารย์ผู้สอน ที่ต้องปรับตัวเข้าหาเด็กๆ กลุ่มนี้

 

ชัยวุฒิ รื่นเริง อาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์ ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 7-8 ปี ของการเป็นอาจารย์ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเด็ก Gen Y ซึ่งจากประสบการณ์ที่พบ ลักษณะเด่นของเด็กกลุ่มนี้อยู่ที่ความมีสมาธิสั้น ชอบลงมือทำมากกว่านั่งฟัง และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นขณะที่สอนจำต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กพุ่งความสนใจมาที่ตัวอาจารย์ให้ได้

 

สื่อการสอน เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ ชัยวุฒิ นำมาใช้เพื่อให้บรรยากาศการเรียนการสอนดำเนินไปในทิศทางที่หวัง โดยมีการนำเสนอในรูปแบบ Power Point  และ วีดิโอคลิป ในการดึงความสนใจของผู้เรียน

 

แม้กระทั่งการให้การบ้าน ชัยวุฒิ ยกตัวอย่าง วิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น แทนที่จะสอนให้ทำเว็บไซต์ธรรมดา ๆ เช่นที่ผ่านมา ก็ปรับเปลี่ยนให้เด็กทำ Blog หรือ Hi5  ในเทคนิคเชิงลึกแทน เพราะเด็กกลุ่มนี้มีบล็อกหรือเว็บไซต์ Social Networking อยู่แล้ว ซึ่งดูผิวเผิน อาจจะมองว่าเรียนที่นี่สนุก เพราะได้เล่น Hi5 แต่จริงๆ แล้วระหว่างการสอนจะมีการสอดแทรกการทำเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคเข้าไปด้วย

 

เราอาจนำตัวอย่าง ซึ่งเป็นการทำเว็บที่ยากมาให้เด็กดู แล้วท้าทายให้รู้สึกอยากทำให้ดีเท่ากับตัวอย่างหรือดีกว่า ในส่วนของการทำ Power Point ก็เช่นกัน ต้องนำเสนอให้น่าสนใจ เด็กกลุ่มนี้จะสนใจรูปภาพเยอะๆ ไม่ชอบที่มีตัวอักษรเป็นจำนวนมาก สำหรับการบ้านจะต้องเน้นโจทย์ที่ชัดเจน เพื่อให้พวกเขาได้มีส่วนร่วม”

 

เขา มองว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กดื้อ ตรงกันข้ามเป็นคนที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน เพียงแต่ชอบลงมือปฏิบัติมากกว่านั่งฟังทฤษฎีหรือตำรา ดังนั้นเวลาสอนที่ต้องลงลึกเรื่องทฤษฎี ตัวเองในฐานะอาจารย์จะบอกตรงๆ เลยว่าขอเวลา 10 นาที เพื่อเข้าสู่เนื้อหาทางทฤษฎี แล้วให้ทุกคนตั้งใจฟัง ซึ่งจากที่ปรับการสอนในแนวทางใหม่นี้ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้เรียน

 

นอกจากรูปแบบการเรียนที่ปรับเปลี่ยนแล้วยังต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้สอน กับผู้เรียนด้วย ชัยวุฒิ บอก แนวทางที่เริ่มทำแล้วคือ การเปิดช่องทางให้เด็กกลุ่ม GEN Y ได้โต้ตอบ แม้กระทั่งการส่งการบ้านที่สามารถทำส่งผ่านบล็อกได้ โดยที่อาจารย์จะมีหน้าที่เข้าไปคอมเมนท์ พร้อมกับสั่งแก้ไขงานผ่านบล็อกได้ทันที

 

ภายหลัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มปรับรูปแบบการสอนแนวใหม่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากการสอบถามกับกลุ่มนักศึกษาก็พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี เด็กๆ รู้สึกพอใจ และสนุกกับการเรียนมากขึ้น  

 

เช่นเดียวกับ  ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บอกว่า การแก้ปัญหาการเรียนการสอนของกลุ่ม Gen Y  ต้องเน้นการลงมือปฏิบัติ (Hand on) เพราะบางครั้งหากให้เด็กนั่งฟังทฤษฎีแล้วนำไปคิดเอง อาจเป็นเรื่องน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็กกลุ่มนี้

 

ผมสอนทฤษฎี ให้สามารถจับต้องได้ เช่น ในวิชาการออกแบบจากเศษวัสดุ จะเลคเชอร์ก็ได้ว่าการออกแบบจากเศษวัสดุคืออะไร มีรูปแบบอย่างไรบ้าง แต่ผมไม่ทำ แต่จะเปลี่ยนเป็นให้เด็กทำการคัดแยกเศษวัสดุ แล้วนำมาพรีเซ้นท์หน้าห้องเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน กรณีของการออกแบบชิ้นงาน จะให้เด็กๆ ลงมือออกแบบชิ้นงานจากนั้นก็มาคอมเมนท์ แนวทางนี้จะทำให้เด็กตั้งใจฟัง และรับฟังข้อบกพร่องของชิ้นงานเพื่อนำไปปรับปรุง แล้วนำกลับมาพรีเซ้นท์หน้าห้องใหม่ วิธีนี้จะทำให้เด็กตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ”

 

แม้ที่ผ่านมาจะได้ผล ดร.สิงห์ บอกว่า สิ่งที่ต้องทำคือ ปรับรูปแบบการเรียนสอนทุกปี เพื่อหาจุดด้อย แล้วนำไปแก้ไข ปีแล้วปีเล่าเพื่อให้เหมาะกับเด็ก Gen Y จริง ๆ  ซึ่งจากประสบการณ์แล้วพบว่า หากจัดให้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วสอนให้เด็กๆ ได้ลงมือทำ นอกจากจะไม่มีใครหลับในห้องเรียนแล้ว กรณีที่ผลงานนั้น ๆ ออกตีพิมพ์ หรือมีการจัดแสดงผลงาน เด็กจะรู้สึกตั้งใจเรียน และทุ่มเททำงานแบบถวายหัว

 

สำหรับ รศ.ดร.ชนงกรณ์ กุณฑลบุตร คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวเสริมว่า หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งมีการคัดกรองเด็กด้วยการสอบ ทำให้เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมของเด็ก Gen Y

 

สำหรับการสอนที่ปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ มทร.ธัญบุรี เลือกใช้วิธีลดชั่วโมงของการเรียนแบบเลคเชอร์ 3 ชั่วโมงลง เพราะอาจสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้เรียน โดยสิ่งที่ปรับให้มากขึ้นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วม ทั้งการนำเสนอหรือแสดงผลงานในห้องเรียนมากขึ้น  ซึ่งนอกจากจะดึงความสนใจของผู้เรียนแล้วยังจะเป็นการพัฒนาเด็กที่จบออกไปให้กลายเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ

 

จากห้องเรียน สู่ห้องปฏิบัติ จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัย ภารกิจท้าทายกับการปั้นเด็ก Gen Y ป้อนตลาดแรงงาน 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090816/69044/ปฏิบัติการปั้น-เด็ก-GEN-Y.html

พรมแดนแห่งความรู้: การวิจัยเชิงพื้นที่ด้านกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร สิงหาคม 15, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

อันเนื่องจากงาน Thailand Research Expo 2009 ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลดดดดดดดดดดดดดด์ ระหว่าง 26-30 สิงหาคม 2552

ผมได้มีโอกาสไปช่วยอาจารย์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ในเรื่อง “พรมแดนแห่งความรู้ : การวิจัยเชิงพื้นที่ด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” ในวันที่ 29 สิงหาคม ระหว่างเวลา 13.30 – 16.30 น.

ใครว่างก็เรียนเชิญ นะคร้าบ

กำหนดการตามนี้เลยครับ

กำหนดการ

“ขึ้นหิ้ง หรือ ขึ้นห้าง”….งานวิจัย สิงหาคม 15, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags: ,
add a comment
ดร.วรภัทร โตธนะเกษม
มีบุคลากรอาชีพ หนึ่ง ซึ่งสร้างผลงานที่ทำให้เกิดการพัฒนา และความก้าวหน้าแก่สังคมมนุษย์ แต่คนทั่วไปกลับไม่มีโอกาสได้รู้จักพวกเขาเท่าใดนัก เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ค่อยได้ปรากฏตัวในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ และชีวิตของพวกเขามักจะอยู่กับตำรับตำรา ห้องทดลอง หรือปฏิบัติงานภาคสนาม เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยในรูปแบบต่างๆ และเราเรียกบุคคลในอาชีพนี้ว่า นักวิจัย ครับ

ในวงการวิจัย มีคำพูดที่ใช้เปรียบเปรยกันบ่อยครั้งว่า งานวิจัยนั้นทำขึ้นมาเพื่อ ขึ้นหิ้ง หรือ ขึ้นห้าง โดยมักมีการเปรียบงานวิจัยที่เน้นหนักทาง แนวคิด หรือทฤษฎี ว่า เป็นงานวิจัยประเภท ขึ้นหิ้ง (นัยว่าผลของการวิจัยยังไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าหรือบริการ ให้ผู้บริโภคนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่เป็นงานที่ทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และนักวิจัยคนอื่นๆ สามารถนำไปวิจัยต่อยอดได้ในภายภาคหน้า) ส่วนงานวิจัยอีกประเภทหนึ่ง เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อวางจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปได้ จึงเรียกว่าเป็นงานวิจัยประเภท ขึ้นห้าง

งานวิจัย เป็นงานที่ต้องทำด้วยใจรักมากๆ และต้องใช้เวลานานหลายปี กว่าจะได้รับความสำเร็จและการยอมรับ อย่างไรก็ตาม งานวิจัย ยังใช้เป็นตัวชี้วัดศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปตัวชี้วัดที่สำคัญ ก็คือ “จำนวนเงินที่ประเทศนั้นๆ นำไปใช้ในการวิจัย เมื่อเทียบกับมูลค่าจีดีพีของประเทศ” ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ฯลฯ ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายในการวิจัยจะเกินกว่าร้อยละ 3 ของจีดีพี ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามักจะต่ำกว่าร้อยละ 1 หรือไม่ถึง 0.5 ด้วยซ้ำไป

คุณเชื่อไหมว่า ประเทศไทยเรานั้น ค่าใช้จ่ายในการวิจัยภาครัฐต่อจีดีพีนั้น มีเพียงประมาณร้อยละ 0.26 เท่านั้นเอง (ไม่ได้พิมพ์ผิด นะครับ) และด้วยเงินเพียงจำนวนน้อยนิดนี้ ผมเคยสอบถามผู้ที่อยู่ในแวดวงวิจัย ก็ทราบว่า ในทางปฏิบัติบางครั้งก็จำเป็นต้องจัดสรรเงินแบบกระจัดกระจายพอสมควร

กล่าวคือ เมื่อส่งงบประมาณผ่านไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว ก็ปรากฏว่าบางแห่งต้องจัดสรรงบประมาณให้เป็น โครงการวิจัยขนาดเล็ก หลายโครงการ เพื่อเป็นการ เกลี่ย ให้อาจารย์หลายๆ คน เพราะอาจารย์ (ซึ่งมักจะมีรายได้ไม่มากนัก) จะได้มีเงินวิจัยช่วยสนับสนุนให้สามารถทำหน้าที่อาจารย์ต่อไปได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ก็อาจจะพอมีความจริงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม บุคคลที่อยู่ในวงการวิจัยบางท่าน ก็บอกว่า เมื่อก่อนนี้อาจจะมีปัญหาลักษณะนี้จริง แต่เดี๋ยวนี้ลดน้อยลงไปมากแล้ว

ถึงแม้ว่าคนทั่วไปอาจจะมีความคิดว่า งานวิจัยเพื่อ ขึ้นห้าง น่าจะมีประโยชน์มากกว่างานวิจัยเพื่อ ขึ้นหิ้ง ก็ตาม แต่โลกนี้เจริญได้ก็เพราะต้องพัฒนามาจากงานวิจัยประเภท ขึ้นหิ้ง เสียก่อน และเมื่อมีการวิจัย ต่อยอด กันมา ถึงจุดหนึ่งก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้
คิดไปแล้วก็เห็นใจ นักวิจัยไทย ที่ทำงานโดยมีเงินสนับสนุนค่อนข้างจำกัดจำเขี่ยมาโดยตลอด แต่เราก็ได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของนักวิจัยไทยเป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น หลายเดือนมาแล้วผมได้ฟังรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุจุฬาฯ ได้ยินทันตแพทย์ นักวิจัยของจุฬาฯ ท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์เรื่องการสกัดสารจากเปลือกทุเรียนมาทำน้ำยาบ้วนปาก และยาสีฟัน เพื่อกำจัดกลิ่นปาก ซึ่งจะมีความปลอดภัยกว่าน้ำยาบ้วนปากที่ทำด้วยสารเคมี

ผมฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ทำให้ทราบว่าขณะนี้ได้พัฒนางานวิจัยมาจนถึงขั้นที่สามารถผลิตออกจำหน่ายได้ แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจารายละเอียดต่างๆ กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายในทางการค้า แต่เมื่อมีมุมมองทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทันตแพทย์นักวิจัยท่านนี้ ก็บอกว่าตนเองยังงงๆ อยู่ เพราะไม่มีความรู้ทางธุรกิจ เช่น บริษัทอยากได้ สูตรยาบ้วนปาก ที่ “แรง” กว่านี้ เพราะผู้บริโภคใช้แล้วจะได้เห็นผลเร็วๆ แต่นักวิจัยกลับไม่อยากทำเช่นนั้น เพราะเขามีความเชื่อว่า สูตร “อ่อนๆ” ขนาดนี้ ปลอดภัยกว่า อย่างนี้เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ผู้วิจัยบอกว่ายังไม่พอใจกับคุณภาพยาสีฟันเท่าใดนัก และจะขอพัฒนาต่ออีกระยะหนึ่ง จึงจะพร้อมพูดคุยเรื่องการผลิตเพื่อจำหน่าย เพราะจากการทดลองนั้น หลังจากเก็บยาสีฟันไว้ประมาณสองปีแล้ว ลักษณะของเนื้อยาสีฟันจะเปลี่ยนไป ซึ่งเรื่องนี้ทางภาคธุรกิจก็บอกว่าไม่เห็นจะต้องกังวลอะไร เพราะในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีใครเก็บยาสีฟันไว้เกินสองปีอยู่แล้ว แต่นักวิจัยก็เป็นนักวิจัยมืออาชีพ และยังยืนยันว่าจะขอพัฒนาต่ออีกระยะหนึ่งก่อน

ผมฟังแล้ว รู้สึกชื่นใจที่เรายังมีนักวิจัยที่อยู่ในกรอบของความเป็นนักวิชาการที่เข้ม แข็งเช่นนี้ ถ้าหากจะใช้ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายก็คงจะพูดได้ว่า การผลิตน้ำยาบ้วนปากให้ “แรง” เพื่อให้เห็นผลโดยเร็ว ก็น่าจะหมายถึง “Maximum” ในขณะที่นักวิจัยกำลังพูดถึง สูตรที่อ่อนลงมาหน่อย แต่ “กำลังดี” ซึ่งหมายถึง “Optimum” นั่นเอง

ฟังการให้สัมภาษณ์วันนั้นแล้ว ทำให้คิดว่าถ้าหากอาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งเก่งด้านธุรกิจอยู่แล้ว ได้เข้ามามีส่วนในการเจรจาและผลักดันให้ผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัย ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกวางตลาด โดยร่วมกำหนดรูปแบบของการพัฒนา ไปสู่การค้าให้ได้ในระดับที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ก็จะดีอย่างยิ่ง

ฟังเรื่องการผลิต น้ำยาล้างปากจากเปลือกทุเรียน ไปเพียงสองวันเท่านั้น ก็เห็นข่าวว่า นักวิจัยไทยจากไบโอเทค สามารถค้นคว้าการผลิต สเปรย์ป้องกันการแพ้ไรฝุ่นบนเตียงนอน โดยตามข่าวระบุว่า สามารถป้องกันไรฝุ่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และกำลังจะเจรจาให้บริษัทเอกชนรับไปผลิตเพื่อจำหน่ายเช่นกัน อันว่าอาการแพ้ไรฝุ่นนั้น คนไทยเป็นกันมาก และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูงถึงปีละ 35,000 ล้านบาททีเดียว ดังนั้น ถ้าทำสเปรย์นี้ได้สำเร็จจริง นอกจากเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว ยังจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของชาติจำนวนมหาศาลอีกด้วย

ได้ยินเรื่องอย่างนี้แล้วก็ดีใจ แต่ในขณะที่ดีใจก็อดสงสัยลึกๆ ไม่ได้เหมือนกันว่า ของจริงจะมีคุณภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ตามที่เป็นข่าวหรือไม่ เพราะถ้าได้ผลชะงัดขนาดนั้นจริงๆ แล้ว อย่าว่าแต่คนไทยเราเลย ผมเชื่อว่าฝรั่งมังค่าก็จะรีบวิ่งมาซื้อสินค้านี้จากเรา ชนิดผลิตไม่ทันขายเลยทีเดียว เหตุที่ยังไม่ค่อยจะมั่นใจมากนัก ก็เพราะได้อ่านข่าวเรื่องความสำเร็จทำนองนี้ในเมืองไทยอยู่บ่อยๆ แต่แล้วเรื่องก็มักจะหายเข้ากลีบเมฆไปเฉยๆ

ผมก็ได้แต่ลุ้นมานานว่า คนไทยจะมีนักวิจัยดีๆ เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเอาการเลยทีเดียว เพราะงบประมาณมีอย่างจำกัดจำเขี่ย และกว่าจะเพิ่มได้เพียงแค่ร้อยละ 0.1 หรือ 0.2 ของจีดีพี ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ผมจึงรู้สึกชุ่มฉ่ำใจขึ้นมาอีกนิด เมื่อเห็น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปพูดที่การประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยให้สัญญาว่า จะพยายามเพิ่มงบประมาณวิจัยจากร้อยละ 0.26 ในปัจจุบัน ให้เป็นร้อยละ 1 ของจีดีพี

ผมเอาใจช่วย และขอให้ทำได้จริงๆ นะครับ

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7238&user=warapatr

การศึกษาไทยเรื่องของแพะกับแกะ สิงหาคม 4, 2009

Posted by หมูอวบ in บทความ, เรื่องควรรู้.
Tags: , ,
1 comment so far

โดย สายพิณ แก้วงามประเสริฐ

ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2553 ต้องใช้คะแนน GPA 20% ซึ่งเป็นเกรดเฉลี่ยที่เรียนในโรงเรียน

คะแนนสอบ O-NET 30% ได้มาจากการสอบพร้อมกันทั่วประเทศ

GAT หรือความถนัดทั่วไปมีสัดส่วนคะแนน 10-50% และ PAT ความถนัดเฉพาะด้าน มีสัดส่วนคะแนน 0-40% ขึ้นอยู่กับแต่ละคณะของแต่ละสถาบันเป็นผู้กำหนดว่าจะใช้ GAT และ PAT สัดส่วนเท่าใด

วิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ ตั้งแต่การสอบพร้อมกันทั่วประเทศ โดยให้เลือกคณะได้ 6 ลำดับ ใช้คะแนนสอบครั้งเดียว เพื่อวัดเลยว่าสอบได้หรือไม่ได้

จนต่อมาเปลี่ยนมาใช้เกรดเฉลี่ยในโรงเรียนเป็นส่วนประกอบ ที่เรียกว่าคะแนน GPA ตั้งแต่ 10% จนถึง 20% โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนสนใจกิจกรรมการเรียนในโรงเรียน มากกว่าที่จะมุ่งเรียนกวดวิชาเพียงอย่างเดียวเพื่อหวังสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เท่านั้น โดยไม่สนใจว่าเรียนแล้วจะสามารถนำความรู้จากห้องเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

การเปลี่ยนแปลงวิธีการเพื่อคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยมุ่งหวังไม่ให้นักเรียนมัวไปเรียนกวดวิชาจนละทิ้งการเรียนในโรงเรียน ดูแล้วไม่ได้ผลเพราะยิ่ง สำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) คิดสรรหาวิธีการสอบให้ซับซ้อนเท่าไร สถาบันกวดวิชายิ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและผู้ปกครองมากขึ้น โดยหวังว่าสถาบันกวดวิชาเหล่านี้จะสามารถกวดวิชาในทุกเรื่องทุกรูปแบบได้มากกว่าการเรียนในโรงเรียน

อีกทั้งยังทำให้การเรียนในโรงเรียนถูกประเมินว่าไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงผู้เรียนและผู้ปกครองแต่อย่างใด การเรียนในโรงเรียนจึงมีบรรยากาศของการเรียนที่น่าเบื่อ เรียนเพื่อให้พ้นๆ ไปวันๆ

ยิ่งในปีการศึกษา 2553 เกณฑ์การสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนต้องมีคะแนนสอบที่เรียกว่า GAT และ PAT หรือที่แอบเรียกกันว่า “แกะกับแพะ” มีเด็กนักเรียนบางส่วนโดยเฉพาะชั้น ม.5 ยังไม่รู้เลยว่าจะสอบอะไร

เว้นแต่โรงเรียนที่ตื่นตัวเร็วก็จะทำให้เด็กส่วนใหญ่เตรียมรับกับการสอบที่จะเกิดขึ้น

หรือหากจะบอกว่าเรื่องของตัวเองยังไม่รู้เลยก็ไม่ต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยก็คงไม่ใช่ เพราะการรับรู้เรื่องราวใดๆ หรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับทั้งคนพูดและคนฟัง แต่อย่างไรก็ตามเด็กที่ไม่ได้สอบในคราวนี้ก็ยังมีโอกาสอีกหลายครั้งด้วยเช่นกัน

ปัญหาของเรื่อง “แกะกับแพะ” นี้ไม่ใช่เรื่องที่เด็กจะได้สมัครสอบในรอบนี้หรือไม่

แต่ปัญหาคือการเปลี่ยนแปลงวิธีการคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นสอดคล้องกับการเรียนในโรงเรียนหรือไม่

หากวิธีการเรียนการสอนยังเป็นแบบเดิมที่มุ่งเน้นให้จำได้เป็นหลักมากกว่าคิดวิเคราะห์เป็น หรือเด็กมีจุดมุ่งหมายเรียนเพื่อหวังเกรดเฉลี่ยสูงๆ เพื่อเพิ่มคะแนน GPA ส่วนโรงเรียนก็ให้เกรดนักเรียนสูงๆ เพื่อหวังผลการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ผู้ประเมินอาจดูฉาบฉวยแค่ตัวเลขเกรดเฉลี่ยของนักเรียน การเรียนจึงเป็นการมุ่งเน้นเรียนเพื่อตัวเลขมากกว่าอยากรู้จริงๆ ว่า เด็กติดวิเคราะห์เป็นหรือไม่ ก็น่าเสียดายเวลาที่ใช้ไปสำหรับการเรียนในโรงเรียน

ถ้าพิจารณาถึงความคาดหวังของการสอบโดยพิจารณาจากคะแนน GAT หรือความถนัดทั่วไป ซึ่งมี 300 คะแนน แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 150 คะแนน ได้แก่ส่วนที่หนึ่งเป็นข้อสอบการอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียนเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา ส่วนที่สองเป็นข้อสอบการสื่อสารทางภาษาอังกฤษ

หากพิจารณาที่สัดส่วนคะแนนพบว่าคณะต่างๆ ให้ความสำคัญกับคะแนน GAT ค่อนข้างมากบางคณะบางมหาวิทยาลัยให้สัดส่วนคะแนนเต็มที่ 40-50% หรืออย่างน้อยๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 10% แสดงว่าให้ความสำคัญกับคะแนนส่วนนี้มาก

แต่หากเปรียบเทียบผลการสอบ GAT ครั้งที่ 1 ที่ผ่านไปแล้วพบว่าผลคะแนนไม่ได้ไปในทิศทางที่แต่ละมหาวิทยาลัยคาดหวัง ซึ่งพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 42.36 มีคะแนนสอบ GAT อยู่ระหว่าง 30.01-60.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 300 คะแนน ซึ่งถือว่าต่ำมาก

ขณะที่นักเรียนที่มีคะแนนสอบส่วนนี้เกินครึ่งคือระหว่าง 150.01-300 คะแนน มีเพียงร้อยละ 8.99

แสดงว่านอกนั้นคือนักเรียนที่มีผลสอบ GAT ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้ย่อมแสดงว่าเด็กที่เข้าสอบจำนวนกว่าสองแสนคนมีความสามารถในการอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาค่อนข้างต่ำ

การที่นักเรียนทั่วประเทศต่างมีความสามารถในการอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์น้อย อาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการปรับตัวไม่ทันของระบบการเรียนในโรงเรียนที่ยังสอนแบบเดิมๆ

ประการต่อมาอาจเกิดจากเนื้อหาสาระที่เรียนมีมากเกินไป จนทำให้กิจกรรมการเรียนที่จะเน้นฝึกการคิดวิเคราะห์ให้กับเด็กทำได้ไม่เต็มที่ ด้วยความกังวลกับเนื้อหาเกรงว่าจะเรียนไม่ทันบ้าง

แล้วแต่ละโรงเรียนจะปรับตัวกันอย่างไร

ถ้ายอมรับว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ รวมทั้งเห็นว่าการฝึกให้เด็กมีความสามารถในเชิงการคิดวิเคราะห์เป็นความจำเป็นที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ก็ย่อมต้องปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งในส่วนของหลักสูตรอาจปรับเนื้อหาให้น้อยลง โดยเฉพาะวิชาที่มีเนื้อหามากเกินไปเก็บไว้เรียนตอนมหาวิทยาลัยบ้างก็จะดี

นอกจากนี้ต้องพิจารณาให้เห็นว่าข้อสอบ GAT เกี่ยวข้องกับวิชาอะไรในโรงเรียนบ้างนอกเหนือจากวิชาภาษาอังกฤษที่มีคะแนนถึง 150 คะแนน

ความจริงวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่มีความสำคัญ และจำเป็นสำหรับโลกในยุคปัจจุบันก็จริง แต่สภาพที่เป็นอยู่คือเด็กค่อนข้างมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษแตกต่างกัน ซึ่งคะแนนโดยพื้นฐานของเด็กไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว

ดังนั้นการให้ความสำคัญกับคะแนนวิชาภาษาอังกฤษถึง 150 คะแนน อาจทำให้เด็กที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีมีโอกาสน้อยในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ทั้งที่หากพิจารณากันจริงๆ มีหลากหลายอาชีพที่จบมหาวิทยาลัยมาแล้วก็ไม่ได้ไปพูดกับฝรั่งที่ไหน!

การให้คะแนนส่วนนี้อาจจะดีหากเด็กในเมืองกับเด็กในชนบทมีโอกาสที่จะมีพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนอีกวิชาที่เกี่ยวข้องคงเป็นวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา ที่น่าจะสามารถฝึกฝนให้เด็กนักเรียนมีความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคิดเชิงวิเคราะห์ได้ ซึ่งวิชาภาษาไทยมีทักษะที่จำเป็นคือ การฟัง พูด คิด อ่าน และเขียน อยู่แล้ว

ส่วนวิชาสังคมศึกษาที่ไม่มีหรือไม่ได้ถูกระบุในวิชา GAT และ PAT อย่างชัดเจน นอกเหนือจากไปสอบ O-NET ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนเพียง 5% และคะแนน GAT หากเทียบสัดส่วนน้ำหนักของวิชาสังคมศึกษา จากคะแนน GAT น่าจะมีน้ำหนักประมาณ 5-6% เช่นกัน

ซึ่งน้ำหนักต่างๆ เหล่านี้ถือว่าน้อย ในขณะที่เนื้อหาสาระที่เรียนเยอะมาก กว่าจะจบหลักสูตรในแต่ละระดับต้องเรียนวิชานี้ตั้ง 5 สาระคือ สาระพระพุทธศาสนา เศรษฐศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์

เนื้อหาแต่ละสาระของวิชาสังคมศึกษายังมีมากอีกด้วย ทำให้ครูผู้สอนต้องกังวลกับเนื้อหาที่มากรุงรัง ขณะที่นำไปออกข้อสอบเพียงนิดเดียว หากจะให้เน้นกระบวนการคิดโดยไม่ต้องไปยึดติดกับเนื้อหาก็ทำไม่ได้

ถ้าจะทำได้เด็กต้องมีความรับผิดชอบคืออ่านหนังสือหรือเตรียมตัวในการเรียนมาล่วงหน้า มีความรู้พื้นฐานแน่น เมื่อถึงเวลาเรียนในห้องเรียนครูและนักเรียนสามารถร่วมกันฝึกทักษะการคิดโดยการเน้นการอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์ ด้วยการนำข่าว บทความ หรือกรณีตัวอย่างในชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาสาระที่จะเรียน มาฝึกให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำข้อสอบประเภท GAT ก็น่าเชื่อว่าคะแนน GAT ของนักเรียนโดยภาพรวมทั้งประเทศ น่าจะดีขึ้นกว่านี้แน่

แต่ในความเป็นจริงก็คือความกระตือรือร้นของเด็กในโรงเรียนมีน้อย แทบไม่พบว่านักเรียนมีความพร้อม ก่อนที่จะเรียน อีกทั้งยังพบว่าแม้แต่ในขณะเรียนยังมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยไม่มีความพร้อมในการเรียน สาเหตุคงมีหลายประการทั้งการสอนของครูคงไม่เร้าใจเด็ก สภาพสังคมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้มีสิ่งเย้ายวนมากมายที่น่าสนใจสำหรับเด็กมากกว่าการเรียนในโรงเรียน ที่บรรยากาศซ้ำซากน่าเบื่อ

ครูเองก็คงเบื่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเด็ก เพราะแทนที่จะได้ใช้ความรู้ทางวิชาการสอนให้เด็กมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ฝึกกระบวนการคิดต่างๆ ได้ ครูส่วนหนึ่งต้องผจญพฤติกรรมความไม่เอาใจใส่ในการเรียนของเด็กนักเรียนจนทำให้เกิดความท้อถอย

สภาพของเด็กและครูเช่นนี้คงมีผลต่อคะแนนสอบของเด็กไม่น้อย ถ้าจะแก้กันจริงๆ คงต้องสร้างความตระหนักให้เห็นความสำคัญของหน้าที่และการศึกษาเล่าเรียนว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้จริงๆ

นอกจากนี้ปริมาณนักเรียนต่อห้องโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมีนักเรียนถึง 50 คน ต่อห้องหรือมากกว่านี้ ปริมาณที่มากเกินไปย่อมส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ

หากจะแก้ปัญหาผลการสอบของนักเรียนที่ไม่น่าพึงพอใจแล้ว คงต้องแก้หลายๆ เรื่องประกอบด้วย ทั้งปรับเปลี่ยนการสอน ลดเนื้อหาสาระและจำกัดปริมาณนักเรียนต่อห้องเรียนของแต่ละโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนยอดนิยมทั้งหลาย เพราะยังมีโรงเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่มีนักเรียนน้อย ในขณะที่ทรัพยากรที่ใช้ในการลงทุนพอๆ กัน ถือว่าเป็นการกระจายทรัพยากรที่ไม่คุ้มทุน

รวมทั้งสะท้อนว่ากระทรวงศึกษาธิการยังไม่เคยแก้ปัญหาค่านิยมที่มีต่อชื่อเสียงของโรงเรียนได้ และแสดงว่าโรงเรียนเล็กๆ ได้รับโอกาสที่จะพัฒนาตนเองน้อยไปหรือเปล่า? จึงยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร

ส่วนเมื่อนำคะแนน GAT มาเทียบกับคะแนน PAT หรือความถนัดเฉพาะด้านที่เป็นวิชาสามัญ เช่นความถนัดทางคณิตศาสตร์ และความถนัดทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนส่วนใหญ่กลับทำคะแนนได้มากกว่าวิชา GAT ที่เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์

แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของการศึกษาไทยอยู่ที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์

จึงเห็นความจำเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการต้องหาวิธีการบางอย่างเพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เน้นกระบวนการคิดมากกว่าที่เป็นอยู่

ทำอย่างไรการเรียนในห้องเรียนจึงจะได้รับการส่งเสริมให้เด็กได้คิดเป็น ส่งเสริมให้โรงเรียนมีบรรยากาศการสอนที่เน้นกระบวนการคิด มากกว่าปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของครูผู้สอนเพียงอย่างเดียว

สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้นักเรียนทำคะแนน โดยเฉพาะ GAT ได้น้อย นอกจากเป็นเพราะข้อสอบที่เน้นกระบวนการคิดแล้ว ยังเป็นเพราะวิธีการทำข้อสอบที่ค่อนข้างแปลกกว่าที่เคยทำ อ่านแล้วดูจะสับสน และกังวลกับการจะตอบข้อสอบแต่ละข้อ เนื่องจากไม่ใช่ข้อสอบประเภทมีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียวเหมือนในโรงเรียน

แต่ละข้ออาจมีคำตอบที่ถูกต้องหลายคำตอบ ถ้าตอบถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนนเต็มในข้อนั้น

ถ้าตอบถูกแต่ไม่หมดก็จะถูกหักคะแนน แต่ถ้าคำตอบที่ตอบมามีคำตอบที่ผิดปนอยู่ด้วย จะถูกหักไปคำตอบละ 3 คะแนน แม้ว่าในข้อนั้นจะสามารถตอบถูก 1 ตัวเลือก ผิด 1 ตัวเลือก ข้อนั้นก็จะไม่ได้คะแนน เพราะตอบถูก 1 ตัวเลือกจาก 2 ตัวเลือกที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องจะได้ 2.5 คะแนน แต่ตอบผิด 1 ตัวเลือกในข้อนั้นก็จะถูกหัก 3 คะแนน แสดงว่าขอนั้นไม่ได้คะแนนเลย โดยการสอบนี้จะเน้นว่าไม่ต้องเดา หรือตัวเลือกใดไม่แน่ใจก็ไม่ต้องเลือก แต่ก็จะถูกหักคะแนนตามสัดส่วนอีก

แค่เกณฑ์การให้คะแนนก็มีผลต่อการตัดสินใจในการทำข้อสอบว่าจะตอบไม่ตอบตัวเลือกใด แค่คิดก็ปวดหัว สงสารเด็กเวลาทำข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนนเหล่านี้คงกวนใจจนไม่มีสมาธิในการทำข้อสอบเป็นแน่ วิธีการทำข้อสอบแบบนี้ในโรงเรียนไม่น่าจะเคยใช้มาก่อน

ข้อสอบแบบนี้ที่ให้นักเรียนอ่านบทความที่มีความยาวประมาณ 2 หน้า แล้วตอบคำถาม 10 ข้อ คำถามเป็นข้อความสั้นๆ หรือเป็นคำๆ แล้วให้นักเรียนหาความเชื่อมโยงของคำเหล่านั้นว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ในฐานะที่เป็นผลซึ่งกันและกัน เป็นองค์ประกอบ หรือก่อให้เกิดผลยับยั้ง ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เป็นต้น

ความจริงเป็นข้อสอบที่ดีที่สามารถวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณของเด็กได้ไม่น้อย เพียงแต่เด็กต้องได้รับการฝึกฝนให้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณในกระบวนการเรียนการสอนจากโรงเรียนอย่างเพียงพอ นักเรียนจึงจะสามารถทำคะแนน GAT ได้ดี

ดังนั้นผลที่ปรากฏจากคะแนน GAT ครั้งที่ 1 ในการสอบเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2552 ซึ่งพบว่าคะแนน GAT ของนักเรียนทั่วประเทศต่ำมาก จึงเป็นภาพฟ้องกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนไม่น้อย

อีกทั้งยังแสดงว่าเวลาผู้ใหญ่จะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใดๆ ในการสอบ ไม่รู้ว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกข้อสอบกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดการศึกษาปรึกษาหารือกันหรือไม่ จึงทำให้นักเรียนงงงวยกับการทำข้อสอบในรอบแรก จนผลคะแนนออกมาต่ำจนน่าตกใจ

ทำให้เด็กไทยในยุคการศึกษาแบบ “แกะกับแพะ” น่าสงสารจริงๆ

การปรับเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการสอบ GAT และ PAT คงเป็นวิธีการที่ผ่านแนวคิดจากนักวิชาการด้านการศึกษา จนเห็นดีเห็นงามว่าดีแล้ว

แต่การที่ไม่ได้เตรียมให้เด็กมีความพร้อมในการสอบมาเป็นระยะเวลาพอสมควรจนสามารถทำข้อสอบแนวการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดีแล้ว การกำหนดให้นักเรียนต้องสอบ GAT และ PAT ที่ถูกตั้งชื่อให้ทันสมัย แต่ถูกเด็กเรียกว่า การสอบ “แกะกับแพะ” นั้น นักเรียนส่วนหนึ่งก็ยังคงต้องพึ่งโรงเรียนกวดวิชาอีกเช่นเดิม และมากขึ้นกว่าเดิมอีก จนไม่อาจทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้เด็กสนใจการเรียนในโรงเรียนบรรลุจุดมุ่งหมายได้

ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนวิธีการคัดคนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยวิธีใดก็ตาม ตราบใดที่การเรียนในโรงเรียนยังไม่อาจตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของผู้เรียน ที่มีศูนย์กลางอยู่กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นก็ย่อมแสดงว่าการมุ่งหวังให้นักเรียนสนใจเอาใจใส่การเรียน การทำกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตลอดจนการปลูกฝังจิตอาสาให้กับเด็กในโรงเรียนคงทำได้น้อยมาก

เพราะเด็กยังคงให้ความสำคัญกับโรงเรียนกวดวิชามากกว่าโรงเรียนปกติและช่องว่างของโอกาสทางการศึกษาของเด็กจึงมีอยู่ต่อไป