“รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” พฤศจิกายน 29, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: รัฐชาติ, วิธีคิด, โลกานุวัตร
add a comment
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259318530&grpid=01&catid=
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจดังต่อไปนี้
ยุกติ มุกดาวิจิตร
เราต้องมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
ผมเรียกร้องให้มีการปรับแนวคิดและแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจเรื่องรัฐชาติพรมแดน โดยเราควรมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” ในยุคหลังรัฐชาติ มากกว่าจะมีเพียงแค่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ก่อนอื่น ผมขอท้าทายอคติที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เราไม่เคยตรวจสอบตนเองว่าเราอยู่กับมันได้อย่างไร ซึ่งจะขอเรียกว่า “พหุลักษณ์เพื่อการบริโภค” คือ เรานำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาฉวยใช้เพื่อความบันเทิง ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องอยู่กับความเจ็บปวด ความลำบาก และการมีชีวิตที่เราไม่เคยเหลียวแล เช่น การนำอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งอาจจะดูดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไหน หรือ การที่คณะแสดงตลกชื่อดังมักเล่นตลกกับอคติที่พวกเรามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เราบริโภคความแตกต่าง ผมจะขอยกตัวอย่างร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งจากชื่อร้านจะแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทำการเพาะปลูกกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว คนในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากการปลูกกาแฟมากน้อยแค่ไหน? พวกเขามีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่พวกตนปลูกขึ้นในร้านกาแฟที่นำเอาอัตลักษณ์ของพวกเขามาขายหรือเปล่า?
ในความเห็นของผม “อคติ” นำมาซึ่งความรู้ชุดปัจจุบันของพวกเรา ความรู้ดังกล่าวเป็น “ความรู้ในแบบเจ้าอาณานิคม” ที่สอดคล้องลงรอยกับ “ความรู้ของรัฐชาติ” เนื่องจากเจ้าอาณานิคมจะมีอคติชาตินิยมที่แบ่งแยกคนออกตามประเทศ เช่น คนในประเทศนั้นคือคนเขมร คนในประเทศนั้นคือคนเวียดนาม หรือคนในประเทศนั้นคือคนพม่า โดยไม่เคยสนใจว่าในประเทศต่าง ๆ ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อประเทศ
อคติอีกแบบหนึ่งในความรู้ของเราก็คือ การแบ่งแยกทวีป การแบ่งแยกตะวันตกออกจากตะวันออก การแบ่งแยกระหว่างความรู้แบบตะวันตกและความรู้แบบตะวันออก ทั้ง ๆ ที่การแบ่งโลกในลักษณะนี้เป็นวิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม ดังนั้นการที่เราประกาศว่าจะรื้อฟื้นความรู้แบบตะวันออก ก็คือการใช้ความคิดแบบอาณานิคมกลับขั้วนั่นเอง เราจึงต้องไปให้พ้นจากความรู้แยกส่วนเหล่านี้
ความรู้อีกแบบหนึ่งที่เป็นความรู้แยกส่วนของเจ้าอาณานิคมก็คือ การแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่า กลุ่มชนชาติ ความรู้แบบนี้ เจ้าอาณานิคมได้นำมาใช้ในการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่รัฐไทยซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเจ้าอาณานิคม หรือไม่เคยถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรง กลับทำในสิ่งเดียวกัน คือ เราได้สร้าง “อาณานิคมภายใน” ขึ้น เราแบ่งแยกผู้คนเป็นกลุ่มต่าง ๆ ออกจากกัน
เราสร้างศูนย์วิจัยชาวเขาและแบ่งคนออกเป็นชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันที่พวกเขาจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะกลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านั้นมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ ความรู้แบบนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าเรายังสลัดไม่พ้นจากความคิดแบบอาณานิคม และอาศัยมรดกตกทอดจากอาณานิคมในการดูแลปกครองตนเอง ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังคิดแบบนี้อยู่
เราจึงต้องการ “ความรู้หลังรัฐชาติ” เพราะสังคมปัจจุบันเป็น “สังคมพหุลักษณ์” มีความหลากหลายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็น “สังคมข้ามรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงคิดอะไรในกรอบรัฐชาติไม่ได้ แต่เราต้องการความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างประเทศ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องรัฐชาติกับพรมแดน รัฐชาติเกิดขึ้นโดยการสร้างพรมแดนทางการเมืองทับลงบนพรมแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รัฐชาติจึงก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการตามมา คือ หนึ่ง ปัญหาคนข้ามชาติ สอง ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งภายใน และสาม ปัญหาขบวนการชนชาตินิยม เช่น กลุ่มที่อ้างความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่าง แล้วพยายามเชิดชูสิ่งดังกล่าวมาใช้ในการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ปัญหาข้อนี้มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่รัฐชาติสร้างขึ้น เนื่องจากรัฐชาติสร้างตัวเองและขีดเส้นพรมแดนขึ้นมาบนความหลากหลายที่ไม่มีพรมแดน
ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนยุคอาณานิคมและก่อนการเกิดรัฐชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงไม่เกิน 500 เมตร อำนาจรัฐในยุคโบราณจึงแผ่ไปไม่ถึงพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป แต่รัฐสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันมักตีเส้นพรมแดนไปบนพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่สูงเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่แบน ๆ เล็ก ๆ แต่เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่จึงเป็นการขีดเส้นเขตแดนทางการเมืองลงบนเขตแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ หรือ มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่สูงเหล่านั้นยังปลอดจากอำนาจรัฐ แม้รัฐจะพยายามกวาดต้อนผู้คนบนที่สูงมาเป็นทาส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มักอพยพหนีกลับขึ้นไปบนที่สูง นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ
และจากประวัติศาสตร์ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เป็นต้นมา ก็มักเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่มีอารยธรรม ซึ่งไปยึดเอาอารยธรรมดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นพื้นเมืองมาเป็นของรัฐ เช่น คนไทยยึดอารยธรรมของคนขมายและมอญ คนพม่ายึดอารยธรรมมอญ คนเวียดนามยึดอารยธรรมของไท จีน จาม รวมทั้งเขมร เป็นต้น ประเด็นการข้ามพรมแดน ข้ามรัฐ ข้ามชาติ จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาสำคัญก็คือ รัฐชาติได้สร้างพรมแดนขึ้นมาทับพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ดังกล่าว
ปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องศึกษาหาความรู้ใน 3 เรื่อง คือ “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
พหุลักษณ์ศึกษามีความจำเป็นเพราะในยุคปัจจุบัน เราได้พ้นยุคแห่งการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติมาแล้ว แม้รัฐปัจจุบันอยากจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กลับคืนมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะความหลากหลายต่าง ๆ เช่น สิทธิพลเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือสิทธิในเรื่องอัตลักษณ์ ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่วนผู้คนก็เดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เราจึงต้องการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตนเอง และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับเวลาและพื้นที่
นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของเราจะต้องเปลี่ยน เราจะจินตนาการว่าคนในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นญาติกับเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องลองถามตัวเองว่าคนในครอบครัวเรานับย้อนกลับขึ้นไปสามรุ่นมาจากไหนกันแน่? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอยุธยาหรือบางระจัน? เราจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์ครอบครัวขึ้นบนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เราต้องศึกษาเรื่องวัฒนธรรมข้ามพรมแดน เราต้องสร้างจินตนาการทางพื้นที่แบบใหม่ ที่ข้ามไปสู่การคิดในเชิงภูมิภาค อย่าคิดแต่เพียงประเทศไทยหรือประเทศนั้นประเทศนี้เพียงอย่างเดียว เราจะแบ่งแยกกันขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของความแตกต่างกัน
ส่วนหลังบุรพคดีศึกษามีความจำเป็นเพราะความรู้แบบ “บุรพคดีศึกษา” เป็นความรู้ของฝรั่งเจ้าอาณานิคมในอดีตที่ใช้ทำความเข้าใจคนเอเชีย คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนตะวันออก แบบเหมารวมว่าพวกนี้ก็เป็นคนตะวันออกเหมือนกันไปหมด เจ้าอาณานิคมรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและห่างไกลจากบรรดาคนตะวันออก แต่เราอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำการศึกษากันเองเราจึงต้องคิดใหม่ เราต้องคิดว่าความแตกต่างระหว่างรัฐชาติ/ชาติพันธุ์นั้นอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรามากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเชื่อได้ว่าบ้านคนชั้นกลางในกทม. เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะต้องมีคนงานชาวพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 1 คน ดังนั้น เราจึงต้องการความเข้าใจเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อปกครองควบคุม
ประเด็นสุดท้ายคือ เพื่อนบ้านศึกษา เราควรศึกษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งในแง่ความต่างและความเหมือนระหว่างเขากับเรา สำหรับชาติตะวันตกในอดีตและรัฐไทยที่ทำการศึกษาตนเองโดยเลียนแบบความรู้จากตะวันตก เวลาเราทำการศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่น เราจะศึกษาราวกับว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนที่เราศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งที่จริง ๆ ระหว่างเรากับเขามีทั้งความต่างและความเหมือน เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ก็ต่อเมื่อเราลดอคติและความต่าง รวมทั้งลดการหลงใหลในความต่างกระทั่งนำมาบริโภคในฐานะสิ่งแปลกหูแปลกตา ขณะเดียวกัน ความต่างมักนำมาสู่ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา เราควรลดความต่างดังกล่าวลง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนบ้านศึกษา” ขึ้นมา เพื่อทำให้เราเป็นทั้ง “คนใน” และ “คนนอก” ในการศึกษาเพื่อนบ้าน อันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบประสบการณ์ที่มีร่วมกันและต่างกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
———-
สุรชาติ บำรุงสุข
เมื่อภูมิศาสตร์หาย ประวัติศาสตร์รางเลือน ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนก็เป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย
ในฐานะคนสอนหนังสือ ผมพบว่าความรู้ที่หายไปจากคนรุ่นหลังก็คือความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เข้าใจว่าแม้แต่วิชาภูมิศาสตร์ทหารก็หายไปจากโรงเรียนทหาร กระทั่งวิชาที่นักเรียนสหรัฐฯสอบตกมากที่สุดก็คือวิชาภูมิศาสตร์ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่ “ภูมิศาสตร์หายไป”
ในฐานะคนทำงานด้านความมั่นคง รัฐและสังคมไทยคุ้นเคยกับสงครามคอมมิวนิสต์มานานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีรวมชาติกันในปี พ.ศ.2532 ระเบียบโลกก็เปลี่ยนไป คำถามก็คือ ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ให้กลัวเราจะกลัวอะไร? ถ้าไม่มีความต่างทางอุดมการณ์รัฐไทยจะเผชิญภัยความมั่นคงในบริบทของปัญหาอะไร? อะไรคือปัญหาใหญ่ของรัฐและสังคมไทย?
กลายเป็นว่าปัญหาของรัฐกลับถอยมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ปัญหาเรื่องเขตแดน” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในโลกที่เป็นจริง เราจะเชื่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐไม่มีเส้นเขตแดน แต่ในชีวิตจริงของรัฐ เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้หายไปไหน
ปัญหาเรื่องเขตแดนทับซ้อนอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่งคือ “ปัญหาความมั่นคงชายแดน” ดังจะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเยอะมาก เช่น ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาความยาว 798 กิโลเมตรนั้น มีข้อขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ถึง 15 จุด โดยปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น แม้หลายคนจะเชื่อว่าเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่จินตนาการดังกล่าวก็สามารถทำให้คนฆ่ากันได้ง่าย ๆ
จากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผมเสนอว่าคนในสังคมไทยกำลังมีอาการ “ภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็รางเลือนในความทรงจำของพวกเรา” คือพอจินตนาการทางภูมิศาสตร์ไม่มี ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็รางเลือนและหดหายไปอย่างน้อย 7 ประเด็นคือ
1. มีคนเชื่อว่ากษัตริย์สยามไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส ผมไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากจะบอกแค่ว่า กษัตริย์สยามไม่ได้เสด็จเยือนปารีสโดยไม่มีภารกิจทางการเมืองใด ๆ
2. มีคนไม่เชื่อว่ามีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส หรือถึงรู้ว่ามีก็ไม่เชื่อว่าการปักปันดังกล่าวจะผูกมัดสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ มีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส และสยามก็เป็นฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสทำการปักปันเพียงฝ่ายเดียว เพราะสยามในยุคนั้นมีความรู้เรื่องเทคนิคการทำแผนที่แล้ว
3. มีคนเชื่อว่าสนธิสัญญาโตเกียวในปี พ.ศ.2483 ที่เกิดขึ้นเมื่อไทยทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส แล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมทั้งยกดินแดนพระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ, จำปาศักดิ์ และหลวงพระบางฝั่งที่ติดกับไทย ให้แก่เรานั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่เคยถูกประกาศเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐบาลไทยประกาศให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะในสภาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เดินหน้าต่อไป
4. มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ที่ตัดสินว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ในปี พ.ศ.2551 มีคนบอกว่าถ้าจะรับคำตัดสินดังกล่าวก็จะรับเฉพาะในส่วนที่ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีนัยยะถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่
5. มีคนเชื่อว่าไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวและรีบดำเนินการปักปันแผนที่ตามคำตัดสิน เพื่อส่งรายงานกลับไปยังสหประชาชาติ
6. มีคนลืมไปว่าแม้การสงวนสิทธิ์ขอให้ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารใหม่ได้โดยรัฐบาลไทยนั้นจะมีอยู่จริง คือ ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมทางฝ่ายไทยก็สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ก็มีข้อถกเถียงตามมาคือ มีสิทธิทางกฎหมายข้อใดบ้างที่สามารถสงวนไว้ได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ในทางกฎหมายนั้นไม่มี เพราะการสงวนสิทธิ์มีอายุแค่ 10 ปี และในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการพิจารณาคดี รัฐบาลไทยก็ไม่เคยโต้แย้งคำตัดสินของศาลโลกอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่าการสงวนสิทธิ์ของรัฐบาลไทยในกรณีนี้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2515
7. ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เราทำบันทึกช่วยจำกับฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้ามีกรณีพิพาทกัน เราจะใช้เอกสาร 3 ชิ้นแก้ไขปัญหา ได้แก่ หนึ่ง สัญญาปี ค.ศ.1893 สอง อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และ สาม สัญญาปี ค.ศ.1907 ร่วมกับแผนที่ปักปัน ผู้ร่วมลงนามของฝ่ายไทยในบันทึกช่วยจำดังกล่าวก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศในยุคนั้น
ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็หาย แล้วถูกโหมทับด้วยฐานคติ “เกลียดพม่า ชังแขมร์ ดูแคลนลาว ไม่ชอบญวน” ที่เราถูกปลูกฝังมานาน คำประกาศที่นครนิวยอร์คและหัวหินที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนซึ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
ในวันนี้ถ้าเราต้องการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวใหม่ ผมขอเสนอหลักไตรสรณคมน์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ “สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ” เพราะอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับสหภาพยุโรปหรืออียูได้ก็ต่อเมื่อเรายอมสร้างมโนทัศน์หรือฐานคติชุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
แต่วันนี้อาเซียนยังทะเลาะเรื่องเส้นเขตแดนกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เส้นเขตแดนของรัฐในยุโรปนั้นหายไปหมดแล้ว เส้นเขตแดนของยุโรปกลายเป็นเส้นเขตแดนที่อยู่รอบตัวอียู แต่ภายในตัวอียูเอง เส้นเขตแดนถูกทอนจาก “พรมแดนแข็ง” ที่มีสิ่งกั้นขวางหรือความเข้มงวดบริเวณชายแดน มาเป็น “พรมแดนอ่อน” คือความแตกต่างระหว่างรหัสตัวอักษรบนป้ายทะเบียนรถยนต์ของแต่ละประเทศ จึงขอย้ำว่าตราบใดที่เส้นเขตแดนของอาเซียนยังเป็นพรมแดนแข็งอยู่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
———-
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
พรมแดนยังคงมีความสำคัญในทางกฎหมาย
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงก่อนที่สยามจะเป็นรัฐสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกนั้น ความคิดเรื่องเขตแดนยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เรายังไม่รู้จักเทคนิคในการปักปันเขตแดน
แต่ในทางกฎหมายสำหรับยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องพรมแดนเขตแดนถือว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะใช้อยู่ภายในขอบเขตของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรู้ขอบเขตว่าดินแดนของตนกินความมากน้อยแค่ไหน และการออกกฎหมายก็จะมีผลแค่เส้นเขตแดนตรงนั้น
อีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ประเทศไทยมีเกณฑ์การให้สัญชาติโดยอิงอยู่กับทั้งหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดน ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลคนนั้นย่อมได้สัญชาติไทย จึงจำเป็นต้องรู้ว่าดินแดนหรือเขตแดนของราชอาณาจักรไทยอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มอบสัญชาติไทยให้บุคคลนั้น ๆ ได้ถูก
ในแง่ความมั่นคง อำนาจอธิปไตยก็กินความตั้งแต่พื้นผิวดินไปจนถึงห้วงอากาศและอาณาเขตทางทะเล ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าเส้นขอบเขตของรัฐอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยในขอบเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้ามองในแง่กฎหมาย เส้นพรมแดนหรือเขตแดนจึงยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่
สำหรับสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนที่เป็นผลิตผลจากยุคอาณานิคมนั้น มีลักษณะพิเศษในตัวเอง คือ ทันทีที่มีการตกลงกันแล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะ หนึ่ง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความเป็นที่สุด” จะแก้ไขฝ่ายเดียวไม่ได้หากปราศจากความยินยอมของรัฐทั้ง 2 ฝ่าย สอง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความสืบเนื่อง” คือ แม้ว่ารัฐจะได้รับเอกราชแล้ว ก็ยังต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้
การมีหลักการเหล่านี้ได้ช่วยให้เขตแดนของรัฐมีเสถียรภาพ เพราะความไร้เสถียรภาพ ความไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอน จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งศาลโลกก็ยืนยันหลักการเหล่านี้ในการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร
แต่เมื่อรัฐสองรัฐมีปัญหาข้อพิพาทกันเรื่องเขตแดนแล้ว ก็ควรใช้วิธีการทางการทูตอย่างสันติวิธีแก้ปัญหา ถ้าล้มเหลวก็อาจต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย เช่น เสนอให้มีอนุญาโตตุลาการ หรือ เสนอเรื่องต่อศาลระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่อยากให้ความขัดแย้งไปถึงขั้นนั้น จึงอยากให้ใช้ช่องทางทางการทูตมากกว่า
ทั้งนี้ บางครั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย คือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี การรุกล้ำเขตแดนกันบ้างก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้น ๆ มีปัญหา การรุกล้ำเขตแดนกันก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อาศัยบริเวณเส้นพรมแดน
ในอนาคตเราอาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม มาช่วยกำหนดเขตแดนหรือทำแผนที่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นและมีความคลาดเคลื่อนน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้อาเซียนมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธีเพิ่มขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันหรือการเติบโตของอาเซียนจะได้ไม่สะดุดลงด้วยปัญหาเรื่องพรมแดน
การให้การศึกษาพลเมืองโลก (Educating the World Citizens) ตุลาคม 31, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การจัดการความรู้, มหาวิทยาลัย, วิธีคิด
add a comment
โดย อนุชาติ พวงสำลี www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเรื่อง “การให้การศึกษาพลเมืองโลกสำหรับศตวรรษที่ 21 (Educating the World Citizens for the 21st Century)” ที่ DAR Constitution Hall ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
การประชุมครั้งนี้จัดโดย Mind & Life Institute และมีองค์กรร่วมจัดเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงในสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด เพนซิลวาเนีย วิสเคาซิล-แมดิสัน จอร์จ วอชิงตัน มิชิแกน และสมาคมจิตวิทยาอเมริกา เป็นต้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 2 พันคน
การจัดประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย แบ่งเป็นการสนทนาในภาคเช้าและภาคบ่าย รวมเป็น 4 ช่วง
แต่ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจาก องค์ดาไล ลามะ ซึ่งเข้าร่วมประชุมและเป็นผู้ร่วมสนทนาตลอดการประชุมแล้ว ผู้เข้าร่วมสนทนาในแต่ละช่วง ยังประกอบด้วย แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักบวช นักพัฒนา และครูอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานระดับโลก ซึ่งมีความร่วมมือกันในทางวิชาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน
คำถามสำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือ ข้อท้าทายที่ว่าระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันจะสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร?
เราจะสามารถจัดการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความเมตตากรุณา (Compassion) มีสมรรถนะ (Competent) มีจริยธรรม (Ethic) และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม (Engaged Citizens) ในท่ามกลางพัฒนาการของโลกและสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงไร้พรมแดนกันได้อย่างไร?
ฐานคิดและความเชื่อของการประชุมนี้ เล็งเห็นว่าการสร้างพลเมืองแห่งอนาคตนั้น มิสามารถวัดได้ด้วยความรู้และทักษะ (Cognitive Skills and Knowledge) เพียงเท่านั้น แต่เราต้องสร้างเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งกาย ใจ และสมอง ให้เพียบพร้อมด้วยทักษะเชิงอารมณ์ สังคม และความมีคุณธรรม
ซึ่งโดยรวมๆ เรียกว่า กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญศึกษา (Contemplative Practices)
การสนทนาในช่วงแรก เริ่มจากวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อการพัฒนาพลเมืองของโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมสนทนาต่างเห็นพ้องกันว่า เยาวชนพลเมืองของโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ปัญหาความรุนแรง สงคราม ความขัดแย้ง ระบบการแข่งขันที่เร่งเร้าความแตกแยกทั้งในด้านเชื้อชาติ สีผิว และฐานะทางเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาเอง พบว่าความรุนแรงต่อเยาวชนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า
เยาวชนในสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 60 กำลังตกอยู่ในสถานะล่อแหลมต่อความรุนแรง ปัญหาดังกล่าวจึงนับเป็นความน่าห่วงใยในอนาคตของสังคมโลกเป็นอย่างมาก
องค์ดาไล ลามะ แสดงทรรศนะในเรื่องนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความรับผิดชอบต่อสังคม
เราต้องสร้างระบบการศึกษาที่เติมเต็มด้วยความเมตตากรุณา (Education with Compassion) การศึกษาต้องสร้างให้คนมีความสุขด้านในอย่างแท้จริง (Truly Inner Happiness)
ดังนั้น ในการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ ครู-อาจารย์จึงมีบทบาทที่สำคัญมาก ครู-อาจารย์ต้องมีสติ (Mindfulness) มีความเมตตากรุณา (Compassion) ในการพัฒนาปัญญา ในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ครูและนักเรียนต้องสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
โดยนัยนี้ การเตรียมความพร้อมของครู-อาจารย์ จึงนับเป็นหัวใจของการจัดการศึกษาเพื่ออนาคต
ในช่วงที่สอง ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) การควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) และการเรียนรู้ (Learning)
วิทยากรซึ่งเป็นจิตแพทย์ชี้ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและการควบคุมอารมณ์มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
หากเด็กมีภาวะอารมณ์ที่เป็นเชิงลบ มีอารมณ์โกรธที่มากเกินไป จะทำลายศักยภาพและความเมตตากรุณาในตน การสอนเยาวชนให้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์จึงมีความสำคัญมาก
ซึ่งในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาถึงพัฒนาการของมนุษย์ ที่จะทำให้เข้าใจว่าพัฒนาการของร่างกายและสมองในช่วงใด ควรใส่การเรียนรู้ด้านจิตตปัญญาอย่างไรที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเยาวชน
นอกจากในเรื่องพัฒนาการของร่างกายและสมองของเด็กแล้ว นักการศึกษาอีกท่านยังชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคง (Security) และความสัมพันธ์ในกระบวนการเรียนรู้ (Relationship in Learning) ก็นับว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน
หน้าที่ของครู คือการสร้างสำนึกของความรับผิดชอบ ความครุ่นคำนึง การเปิดใจ ความอดทน อุดมคติ เป้าหมายเชิงบวก และแรงจูงใจ เด็กจึงเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการการบ่มเพาะ รดน้ำพรวนดินอย่างดี
ความรู้ว่าด้วยพัฒนาการของเด็ก (Child Development) จึงมีความสำคัญในการออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ (มิใช่เพียงคำนึงถึงแต่เนื้อหาทางวิชาการ – ผู้เขียน)
เช่นเดียวกับความร่วมมือและทำงานร่วมกับชุมชน มีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมากมายของการจัดการศึกษาในแนวใหม่นี้
เช่น การนำโยคะ ห้องเงียบ สมาธิภาวนา มุมส่วนตัว การฝึกสติ การฝึกความเมตตากรุณา เข้าไปสอดแทรกในกระบวนการเรียนการสอนในสถานศึกษาต่างๆ เป็นต้น
ในช่วงที่สาม ลงลึกในส่วนของความเมตตากรุณา (Compassion) และความเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy)
วิทยากรในช่วงนี้อธิบายว่า แนวทางจิตตปัญญา (Contemplative Practices) มีความสำคัญต่อการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของพลเมืองและสังคม กระบวนการศึกษาต้องสร้างความเอาใจเขามาใส่ใจเราให้เกิดขึ้นในหัวใจของคน ซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) ในเพื่อนมนุษย์
การทำงานในเรื่องนี้จำต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบถึงปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคน (Personal Environment) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) พันธุกรรม (Genetics) ตลอดจนอารมณ์ทางสังคม (Social Emotion)
นอกจากนี้ วิทยากรยังได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาครู-อาจารย์อย่างมาก
ปัจจุบัน ครู-อาจารย์อยู่ในภาวะที่เครียดเกินไปที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เรียกร้องได้
ครู-อาจารย์ไม่สามารถจัดการสมดุลต่างๆ ได้อย่างดี
ครู-อาจารย์ต้องได้รับการพัฒนาชีวิตด้านใน (Inner Life) ให้เข้มแข็งทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ การปฏิบัติภาวนาและการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Practices) จึงมีบทบาทที่สำคัญมากในการเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งของครู-อาจารย์
อย่างไรก็ตาม ท่านมาติเยอ ริการ์ นักบวชสายทิเบตชาวฝรั่งเศส ซึ่งร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย ก็ได้ตอกย้ำไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเราสนใจเรื่องความเมตตากรุณาและความรัก (Compassion and Love) ที่อยู่ในระดับชีววิทยาหรือร่างกายเท่านั้น คงจะไม่เพียงพอและยั่งยืน
แต่เราต้องสนใจในการสร้างความเมตตากรุณาและความรักที่มาและเกิดขึ้นจากด้านในของมนุษย์อย่างแท้จริงด้วย
ในช่วงสุดท้าย เป็นบทบูรณาการและการมองทิศทางในอนาคต ศาสตราจารย์ลินดา คณบดีวิทยาลัยศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กล่าวว่า เราคงไม่สามรถทำเพียงแค่นำเรื่องปฏิบัติภาวนาหรือการนั่งสมาธิเข้าไปในระบบการศึกษาเฉยๆ เพราะระบบอาจจะยังไม่เอื้ออำนวย
แต่เราต้องเน้นความสำคัญในเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เราต้องสร้างเรื่องความสุขหรือสุขภาวะทั้งระบบโรงเรียน (Whole School Happiness) ซึ่งกินความรวมถึงความสุขส่วนบุคคล ความรับผิดชอบต่อสังคม กระบวนการเรียนรู้เติบโตและพัฒนาร่วมกัน และการทำงานเป็นทีมของครู-อาจารย์ในสถานศึกษานั้นๆ
ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องมีความหลากหลาย ระบบการเรียนรู้ใหม่ต้องเข้าใจพัฒนาการมนุษย์ มีทรัพยากรที่พอเพียง และต้องไม่ทอดทิ้งให้เยาวชนคนใดตกขบวน (No Child Left Behind) ซึ่งในประเด็นนี้
ศาสตราจารย์ทากาโอะ เฮนซ์ แพทย์ทางสมองแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็ยังย้ำว่า ประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิต (Early Life Experiences) นับว่ามีความสำคัญมากต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และเราจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจกลไกการทำงานของสมองว่า ช่วงที่เป็นวิกฤต (Critical Period) นั้นมีความสำคัญมากสำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเมตตากรุณา
ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิด แห่งมหาวิทยาลัยวิสเคาซิล-แมดิสัน ซึ่งทำงานวิจัยระยะยาวในเรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่ายินดีว่า สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Contemplative Science และ Basic Science คือต่างเห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ (Change is Possible) และยังเน้นย้ำถึงทิศทางการวิจัยที่มีความสำคัญในอนาคตว่า
1) การศึกษาว่าด้วยความเมตตากรุณานั้น ไม่ควรจำกัดอยู่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ควรศึกษาว่า ความเมตตากรุณามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรอบข้างหรือสังคมอย่างไร (Social Impacts)
2) เราควรก้าวข้ามการทดสอบทางการศึกษาแบบปรนัย (Choice Test) เพราะไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้เลย ดังนั้น เราควรเร่งศึกษาถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์ที่มีความหลากหลาย
3) ความสุขคือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์และสังคม ความสุขของมนุษย์จึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อสุขภาวะของสังคมโดยรวม
4) นักวิทยาศาสตร์ต้องใส่ใจศึกษาเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) เพราะความเข้าใจในเรื่องนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในพฤติกรรมของเยาวชนและกระบวนการเรียนรู้ของเขา เด็กติดเกม เพราะเกมสร้างให้เกิดความจดจ่อในเด็ก เราไม่ควรเพียงแค่ปฏิเสธเกม แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้เกมเป็นเกมที่สร้างสรรค์และสร้างให้เกิดความรักความเมตตา อนึ่ง เราต้องการกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย วิธีการหนึ่งจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน
และ 5) สุดท้าย ทีมวิจัยแบบบูรณาการ (Transdisciplinary Team) และการเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานสู่ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ (Translational Research to the Field) นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องนี้
ในตอนท้าย องค์ดาไล ลามะ ได้กลับมาสรุปเพื่อตอกย้ำอีกครั้งว่า การสร้างแรงจูงใจและความตระหนัก ต่อการสร้างการเรียนรู้เพื่อการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีความสำคัญมาก การสร้างทรรศนะในเชิงบวก เราต้องสร้างสติทุกนาที เราต้องมีทั้ง วจีกรรม (Verbal Action) กายกรรม (Physical Action) และมโนกรรม (Mind Action)
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ อดสะท้อนย้อนนึกมาถึงกระบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาของเราไม่ได้ว่า ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ เราดูเหมือนจะละเลยนำสิ่งที่ดีมีคุณค่ายิ่งในแผ่นดินมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์และเยาวชนคนรุ่นหลัง
การจัดการศึกษาที่เดินรอยตามฝรั่งรังแต่จะสร้างสมปัญหาอย่างมากมายมหาศาล
การศึกษาไทยเร่งสร้างให้เกิดการแข่งขันและเอาชนะ
ในวันนี้การจัดการศึกษาในโลกตะวันตกกำลังเปลี่ยนไปเพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ของมวลมนุษยชาติ แต่การศึกษาของไทยและวงการวิชาการไทยกำลังติดกับอยู่กับการแข่งขันจนละเลยการพัฒนาความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง
หากครู-อาจารย์ของเรายังอยู่ในภาวะเครียดและสับสน มุ่งถ่ายทอดความรู้จากเพียงตำราและเนื้อหาโดยไม่สนใจชีวิตของผู้เรียน แล้วเราจะสร้างเยาวชนในอนาคตที่มีความสุข มีความรักความเมตตา เป็นเยาวชนที่รู้จักการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติสุขได้อย่างไร
หากการปฏิรูปการศึกษารอบสองของเราไม่สามารถก้าวข้ามหลุมดำที่ยิ่งใหญ่นี้ไปได้ อนาคตของสังคมไทยคงอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงยิ่ง
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01311052§ionid=0130&day=2009-10-31
เปลี่ยนโลกด้วยความสนุกครับ ตุลาคม 26, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
ได้ e-mail จากพี่คนหนึ่งที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากในคิดกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ว่าด้วยทฤษฎีความสนุก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม แค่คิดว่าทำแล้ว “สนุก” คนส่วนใหญ่ก็เริ่มสนใจอยากจะลอง ยิ่งถ้าลงมือทำแล้ว มันเกิดสนุกขึ้นมาจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ยิ่งชวนให้ทำซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง…ทำซ้ำจนกลายความเคยชิน พฤติกรรม นิสัย หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก
เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ อาจต่างกันบ้างในรายละเอียดของการให้นิยามความสนุก เพราะเรื่องสนุกของเราอาจไม่สนุกสำหรับเขา และเรื่องสนุกของเขาก็อาจไม่สนุกสำหรับเรา…ก็เป็นได้
แต่รวมๆ แล้ว ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่าสนุก มันก็มักจะสนุกจริงๆ นั่นแหละ
แล้วอย่างการรณรงค์ให้ช่วยกันดูแลโลกล่ะ จะสามารถทำให้คึกคักสนุกสนานมากกว่าแค่พูดปาวๆ ว่า “ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า แอร์ 25 องศา ปลูกต้นไม้” ได้หรือไม่
แคมเปญล่าสุดของโฟล์กสวาเก็น สวีเดน คือหนึ่งในคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นไปได้จริง เพียงแต่ต้องเติมความคิดสร้างสรรค์และเหยาะไอเดียมันส์ๆ ลงไปด้วย
โฟล์กสวาเก็น เชื่อใน “ทฤษฎีแห่งความสนุก” (The Fun Theory’) ที่ว่า ความสนุกสามารถหลอกล่อให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายที่สุด …ไม่ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วทำเป็นแคมเปญโฆษณาที่เผยแพร่ผ่าน Viral Video (คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดในโลกออนไลน์ได้รวดเร็วเหมือนไวรัส)
ชิ้นแรกชื่อ “บันไดเปียโน” (Piano Staircase)
งานนี้ทีมงานใช้เวลาในช่วงดึกดื่นเพื่อแปลงโฉมบันไดหน้าตาธรรมดาๆ ของสถานีรถไฟแห่งหนึ่งกลางกรุงสต๊อกโฮม ให้กลายเป็นแป้นกดสีขาวดำบนคีย์ของเปียโน แถมยังติดตั้งเสียงแต่ละโน้ตของเปียโนลงไปในแต่ละขั้นบันไดด้วย บอกแค่นี้ก็พอจะจินตนาการภาพของความสนุกได้แล้วใช่ไหม
ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้คนที่มาใช้บริการรถไฟที่สถานีแห่งนั้นต่างสนุกสนานกับการเดินเหยียบคีย์เปียโนจำลองที่ส่งเสียงได้เหมือนเปียโนจริงๆ
จากที่เคยเงียบเหงาเพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้บันไดเลื่อน ก็กลายเป็นบันไดที่คึกคักขึ้นมาด้วยเสียงดีดเปียโน…
เชื่อหรือไม่ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทำให้จำนวนคนที่เดินขึ้นลงบันไดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66
คนที่คุ้นชินกับการขึ้นบันไดเลื่อนจะเดินตรงมายังบันไดเลื่อนตามปกติ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของขั้นบันได ไม่ว่าจะด้วยความประหลาดใจหรือความอยากรู้ อย่างน้อยมันก็ทำให้หลายคนหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนใจออกแรงก้าวซ้ายขวาแทน
บทเรียนจากความผิดพลาดกรณี “มาบตาพุด” ตุลาคม 24, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1256289609&grpid=&catid=02
โดย กิตติศักดิ์ ปรกติ
“หากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกามองข้ามคำพิพากษาสำคัญ ๆ ของศาลปกครองสูงสุด และไม่ติดตามแนวคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองแล้ว รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจะพึ่งพาคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นที่ปรึกษาในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างไร”
การที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อปลายเดือนกันยายนศกนี้ ด้วยการสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การนิคมอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีมาบตาพุดอีก ๕ กระทรวงได้แก่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข ระงับโครงการหรือกิจกรรมตามโครงการมาบตาพุด ๗๖ โครงการไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นนั้น
ดูเหมือนจะจุดชนวนให้เกิดการกล่าวอ้างว่า การระงับโครงการเหล่านี้จะก่อให้เกิดเสียหายเป็นลูกโซ่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเกิดข้อโต้แย้งถกเถียงอื่น ๆ ตามมาหลายประการนั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า “เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” หากผู้เกี่ยวข้องไม่ก่อความผิดพลาดขึ้น
แน่นอนที่สุด ขณะนี้หน่วยงานของรัฐ และผู้เกี่ยวข้องย่อมจะพยายามหาทางเยียวยาความเสียหาย และแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ดี เราควรจะถือโอกาสที่สังคมกำลังเพ่งเล็งปัญหานี้ร่วมกันสำรวจที่มาของความบกพร่องผิดพลาดครั้งนี้ และหาทางแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกในอนาคต
๑. รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมองเห็นปัญหานี้ล่วงหน้าหรือไม่?
บทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๐ อันเป็นที่มาของข้อโต้แย้งถกเถียงเกี่ยวกับการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิตของบุคคลนั้น อันที่จริงไม่ใช่ของใหม่ เพราะเป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นตามแนวของมาตรา ๕๖ วรรคสอง และมาตรา ๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลใช้มาแล้วถึง ๑๒ ปีนั่นเอง
สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็คือ หลักคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกาย โดยเน้นสิทธิในการดำรงชีพอย่างปกติ ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยเหตุนี้มาตรา ๖๗ วรรคสองจึงวางหลัก ห้ามมิให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพของประชาชน
แต่การห้ามนี้ก็ไม่ใช่ห้ามขาด เพราะสิ่งที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงนั้น ในทางหลักวิชา ในทางข้อเท็จจริง หรือตามมาตรฐานความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอาจจะไม่รุนแรงก็ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงวางข้อยกเว้นไว้ว่า การดำเนินกิจการเหล่านี้อาจมีได้หากได้ทำสิ่งสำคัญ ๓ สิ่งเสียก่อนคือ
๑. ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
๒.รับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย
๓. ให้คนกลาง คือองค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชน และนักวิชาการซึ่งเป็นผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพได้ให้ความเห็นประกอบ
กล่าวได้ว่า ความตามรัฐธรรมนูญนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐตระหนักดี ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติไว้เมื่อ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ กำหนดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักร่วมกันกับส่วนราชการอื่นทุกหน่วยงาน กำหนดมาตรการและกระบวนการรองรับการใช้สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการดำเนินการตามมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ
แต่จากบันทึกรายงานการประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏว่าจนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด
จะเห็นได้ว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐ รวมตลอดถึงนักการเมืองที่รับผิดชอบจะใส่ใจต่อปัญหาสำคัญที่อาจกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ก็น่าจะได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันผลร้ายไว้บ้าง เพราะตั้งแต่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ จนกระทั่งศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็มีเวลาร่วม ๒ ปีเต็ม
คำถามที่ประชาชนควรถามก็คือ การที่งานราชการหละหลวมไม่มีการเตรียมการวิเคราะห์ และป้องกันความเสี่ยง ตลอดจนวางมาตรการแก้ปัญหาให้ทันท่วงที จนเกิดเป็นเรื่องเสียหายใหญ่โตขึ้นเช่นนี้ ใครบ้างหนอควรจะต้องรับผิดชอบ?
๒.เหตุใดหน่วยงานของรัฐเพิ่งจะมาตื่นตัวเอาในปี ๒๕๕๒?
ความชะล่าใจของหน่วยงานของรัฐที่ดำรงอยู่เกือบสองปีได้สิ้นสุดลงเมื่อประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดได้ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองระยองว่าการดำเนินการของนิคมอุตสาหกรรมในเขตเทศบาลมาบตาพุด ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชนในท้องที่อย่างรุนแรง
แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกลับละเลยไม่ประกาศกำหนดให้ท้องที่ตำบลมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ และศาลปกครองระยองได้พิพากษาเมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศท้องที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด และใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
จากนั้นหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหน่วยต่าง ๆ จึงเริ่มร้อนตัว และหาทางแก้ตัวด้วยการทยอยส่งหนังสือหารือมายังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า
๑. มาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันทีหรือไม่ หรือต้องรอให้มีกฎหมายเฉพาะมากำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน และ
๒. ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเช่นนั้นหน่วยงานของรัฐจะวางมาตรการเพื่อปฏิบัติให้เป็นปามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรฐธรรมนูญไปพลางก่อนได้หรือไม่
๓. ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะดังกล่าว หน่วยงานซึ่งมีอำนาจอนุญาตตามกฎหมายปัจจุบันจะอาศัยอำนาจตามกฎหมายปัจจุบันออกใบอนุญาตแก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจอยู่ใต้บังคับของมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญหรือไม่
มีข้อน่าสังเกตว่า หากหน่วยงานเหล่านี้ได้รับหนังสือแจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ แล้วเกิดสงสัยขึ้นว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไร ดังนี้คำถามข้างต้นนี้ก็น่าจะส่งมายังกฤษฎีกาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ โน่นแล้ว การที่รอมาถึงสองปีแล้วค่อยถามจึงเป็นข้อที่ชวนสงสัยในคุณสมบัติและความเหมาะสมต่อตำแหน่งของหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง
การใช้เวลาเนิ่นนานเช่นนี้ ทำให้ฉุกคิดต่อไปว่า ถ้าไม่มีคำพิพากษาศาลปกครองระยองเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ขึ้นมา เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเริ่มคิดตั้งคำถามกันหรือไม่ และในระหว่าง ๒ ปีมานี้ บรรดากระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิพอที่จะตอบปัญหานี้ได้เชียวหรือ
ในเมื่อบุคลากรหรืออดีตบุคลากรของหน่วยงานเหล่านี้ก็ล้วนได้รับเชิญไปเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาบ้าง เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจขนาดยักษ์ใหญ่ หรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากอยู่หลายคน รับเบี้ยประชุมและโบนัสกันบางแห่งเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ท่านเหล่านั้นจะไม่มีสติปัญญาเพียงพอจะคิดหาคำตอบไม่ออกกันเชียวหรือ
๓.เหตุใดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่ช่วยแก้ปัญหา?
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาข้อหารือของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เสนอเข้ามาโดยใช้เวลาประชุม ๓ เดือนระหว่างพฤษภาคมจนถึงกรกฎาคม ๒๕๕๒ จนได้ข้อยุติสรุปได้ว่า
๑. แม้สิทธิชุมชนและความคุ้มครองตามมาตรา ๖๖ และ ๖๗ ของรัฐธรรมนูญจะได้เกิดขึ้นและได้รับการคุ้มครองแล้วทันทีที่รัฐธรรมนูญมผล แต่เมื่อมาตรา ๓๐๓ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นต่อไปว่ามาตรา ๓๐๓ มาเป็นบทยกเว้นในฐานะเป็นบทเฉพาะกาล มีผลให้มาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญยังไม่มีผลบังคับทันที จนกว่าจะมีกาตรากฎหมายเฉพาะกำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติแล้ว
๒. ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดรายละเอียดตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน แต่หากหน่วยงานของรัฐจะใช้ดุลพินิจดำเนินการตามรัฐธรรมนูญไปพลางก่อนก็ไม่ต้องห้าม แต่อาจเกิดความสับสน เพราะอาจใช้เกณฑ์ต่างกัน และควรเข้าใจด้วยว่า เกณฑ์เหล่านั้นไม่มีผลบังคับเด็ดขาด คือผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิโต้แย้งหน่วยงานที่วางเกณฑ์เหล่านั้นได้
๓.ในระหว่างที่ยังไม่มีการตรากฎหมายเฉพาะนั้น หน่วยงานของรัฐอาจออกใบอนุญาตแก่โครงการต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนได้ โดยปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายที่บังคับอยู่ในปัจจุบันได้กำหนดไว้ได้ เพื่อมิให้การพิจารณาอนุญาตหรือการลงทุนของเอกชนต้องหยุดชะงักอันส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและเศรษฐกิจของประเทศ
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้นนี้ได้ทำขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ แต่สำหรับผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในทางกฎหมายมหาชนพอสมควร ก็จะทราบว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้นนี้มีปัญหาทางหลักวิชา เพราะการตีความว่ามาตรา ๖๗ วรรคสองยังไม่มีผลบังคับทันที ต้องรอให้มีกฎหมายเฉพาะมารองรับเสียก่อนนี้ เป็นการตีความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ๆ ตามมาอีกหลายประการ
การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้นนี้ ขัดกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ อย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นที่เข้าใจกันดีว่ารัฐธรรมนูญมุ่งให้สิทธิขั้นพื้นฐานมีผลบังคับทันที จึงได้ตัดถ้อยคำที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดที่ว่า “ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” ออกไป
นอกจากนี้กรณีมาตรา ๖๗ นี้ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยไว้ก่อนนั้นแล้วว่า ย่อมมีผลบังคับทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายเฉพาะมารองรับอีก
ศาลปกครองสูงสุด ได้ตัดสินกรณีถมคลองถนนเขต ไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๐ เกือบสองปีก่อนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะทำความเห็นข้างต้นนี้ โดยศาลได้ปรับใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และวางหลักว่า แม้การคุ้มครองสิทธิตามมาตรา ๔๖, ๕๖ และ ๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จะตกอยู่ใต้บังคับแห่งข้อความที่ว่า “ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” ก็ต้องถือว่ามีผลเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทันทีแม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติ
และในคดีนี้ศาลได้วินิจฉัยต่อไปด้วยว่ามาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็ย่อมมีผลบังคับทันทีเช่นกัน เพียงแต่ในคดีนี้ศาลได้วินิจฉัยว่า การถมคลองแม้จะมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ก็ยังไม่ถือว่ากระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนหรือชุมชนอย่างรุนแรง
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาที่ ๓/๒๕๕๒ ในคดีบ่อขยะที่ขอนแก่นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยได้ชี้ไว้ว่า โดยที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายบัญญัติอนุวัติการ
ดังนั้นการปรับใช้มาตรา ๔๖ แห่ง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมจึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยนัยนี้โครงการที่แม้ตามกฎหมายไม่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากปรากฏว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อบุคคลหรือชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิต บุคคลหรือชุมชนมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสาม เพื่อให้มีการดำเนินการตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง
เห็นได้ชัดว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกฎหมายย่อมมีผลผูกพันคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่เป็นองค์กรของรัฐด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าในการทำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการหยิบยกคำพิพากษา ๒ ฉบับนี้ขึ้นมาถกเถียงกันแต่อย่างใด
หากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกามองข้ามคำพิพากษาสำคัญ ๆ ของศาลปกครองสูงสุด และไม่ติดตามแนวคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองแล้ว รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจะพึ่งพาคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นที่ปรึกษาในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างไร
๔.บทเรียนคดีมาบตาพุดสะท้อนอะไร?
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่หลงหูหลงตาคณะกรรมการกฤษฎีกา และกองเลขานุการไปครั้งนี้ หากจะมองในแง่ระบบข้อมูลข่าวสารที่ไม่ดีก็ยังอาจจะเข้าใจกันได้ แต่ถ้ามองในแง่หลักวิชาแล้วนับว่า น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง เพราะจากรายงานการประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่า การให้ข้อคิดเห็นในกรณีดังกล่าวนี้ดำเนินไปอย่างปราศจากข้อท้วงติง หรือข้อถกเถียงที่พึงมีในทางหลักวิชาอย่างสำคัญ
ในวงวิชานิติศาสตร์ หลักการที่ว่าการตีความกฎหมายต้องตีความให้เป็นผลเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่ทั่วไป แต่การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นการตีความให้รัฐธรรมนูญไร้ผลในกรณีนี้ นับว่าเป็นการตีความที่ส่งผลให้คณะกรรมการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางวิชาการไปอย่างน่าสลดใจ
นอกจากนี้ หลักวิชากฎหมายมหาชน และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญยังมีหลักที่ถือเป็นกฏเหล็กข้อหนึ่งว่า การจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น จะจำกัดจนกระทบถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพไม่ได้ หลักข้อนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่า “หลักธำรงรักษาสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ” ตามรัฐธรรมนูญ หรือหลักรักษา “essential substance” ที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ เป็นหลักที่มีทั้งในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ และยังมีอยู่ในมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
ผลของหลักดังกล่าวก็คือ ในเมื่อออกกฎหมายมาจำกัดให้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิยังทำไม่ได้ การตีความเนื้อหาของสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไปกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิยิ่งทำไม่ได้ และการตีความต้องคำนึงถึงการธำรงรักษาสาระสำคัญแห่งสิทธิไว้ก่อนเสมอ จะยอมให้มีการจำกัดสิทธิในสาระสำคัญไม่ได้
การปรับใช้กฎหมายกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิจะมีได้ก็เฉพาะในกรณีที่เป็นการคุ้มครองสิทธิที่มีคุณค่าสูงกว่าเท่านั้น การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ถึงกับทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไร้ผลไปจึงนับว่า ขัดต่อหลักสาระสำคัญแห่งสิทธิ นับได้ว่าขัดต่อหลักวิชาเป็นอย่างยิ่ง
คำถามที่ว่าหากรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิไว้ โดยยังไม่มีกฎหมายมากำหนดรายละเอียด ดังนี้จะปรับใช้กฎหมายอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่มีหลักเป็นที่รู้เข้าใจกันในหมู่นักกฎหมายมหาชนอยู่แล้วว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ย่อมมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงต้องตีความรัฐธรรมนูญเสียด้วยทุกครั้งไป อย่างไรเรียกว่ากระทบรุนแรง อย่างไรเรียกว่าองค์กรอิสระ เมื่อยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ ก็เป็นกรณีต้องตีความและปรับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับสาระสำคัญแห่งสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้ข้อความที่มีความหมายกว้าง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐก็ต้องใช้และตีความรัฐธรรมนูญไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น ๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่อ้างว่า ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดรายละเอียดจึงถือว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับ เพราะในกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด ผู้มีหน้าที่ใช้กฎหมายก็ต้องตีความกฎหมายเสมอ เช่นหลักในมาตรา ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า “การใช้สิทธิก็ดีการปฏิบัติหน้าที่ก็ดี ต้องกระทำโดยสุจริต” ก็ไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดแต่ก็ใช้บังคับได้มาร่วม ๘๐ ปีแล้ว
คำว่า “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” ในมาตรา ๑๕๐ และคำว่า “ความเสียหายเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร” ในมาตรา ๑๓๓๗ ก็ล้วนแต่ไม่มีกฎหมายใดมากำหนดรายละเอียดทั้งสิ้น ข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ารัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดเจน จึงฟังไม่ขึ้น
แน่นอนว่าฝ่ายนิติบัญญัติก็อาจเข้ามามีส่วนช่วยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้นได้ แต่การที่เราเรียนวิชานิติศาสตร์กัน และการที่หน่วยงานทั้งหลายต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์ประจำในตำแหน่งสำคัญ ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องรอให้ฝ่ายนิติบัญญัติมากำหนดรายละเอียดเอาเสียทุกเรื่องนั่นเอง
นอกจากนั้น การใช้กฎหมายที่ผิดพลาด หรือการตรากฎหมายที่ไม่ชอบ ย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ดำรงอยู่ในข้อเท็จจริงนั้น ๆ และใช้มาตรฐานทางวิชาการนิติศาสตร์มาเป็นเกณฑ์
การที่กฎหมายมีผลใช้บังคับได้ และเป็นที่เชื่อถือของสาธารณชนได้ ก็ต่อเมื่อมีนักกฎหมายที่ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ และใช้ความรู้และสติปัญญาของตนในการตีความและปรับใช้กฎหมายอย่างซื่อสัตย์ทั้งต่อกฎหมายและต่อคุณธรรม โดยระวังไม่ให้มีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าขาดความรู้ หรือขาดความซื่อตรง หรือไปมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย การวินิจฉัยของตนก็ย่อมจะเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ และอาจเกิดผลร้ายแก่สังคมส่วนรวมเกินกว่าที่จะคาดหมายได้อีกด้วย
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีมาบตาพุดครั้งนี้ ในความเห็นของผู้เขียนเป็นกรณีที่เป็นผลมาจากความรู้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง ความตระหนักในคุณธรรมและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เข้มแข็ง ซึ่งส่งผลสะเทือนจนทำให้ประเทศไทยไม่เข้มแข็ง
แต่ก็ดูเหมือนว่า แม้ปัญหาวิกฤตในบ้านเราจะเกิดจากความรู้ทางกฎหมายที่ไม่เข้มแข็งนี้จะดำเนินมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว รัฐบาลก็ยังไม่มีโครงการจะแก้ไขสักที ชวนให้สงสัยต่อไปว่า
หรือว่าต้นเหตุของเมืองไทยไม่เข้มแข็งนั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่รัฐบาล?
ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: เศรษฐศาสตร์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง ตุลาคม 20, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: ธรรมศาสตร์, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
“ความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์และลัทธิบูชาเศรษฐกิจ อยู่ที่ฝ่ายหลังมักจะของยืมทฤษฎีหรือจินตภาพของฝ่ายแรกไปใช้อย่างสามานย์ ทำให้เกิดชุดความคดที่คล้ายกันหรือเหมือนกันขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งหลุดออกจากความเป็นวิชาการ กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองบ้าง เป็นข้ออ้างทางสังคมบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะนำไปใช้ในบริบทใด”…….
ปาฐกถา 60 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนตุลาคม โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวข้อ เศรษฐศาสตร์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง (Economic Religion and the Production of Structural Ignorance) ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันจันทร์ที่ 19 ต.ค. 2552
สุสานแห่งปัญญา ตุลาคม 13, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: มหาวิทยาลัย, วิธีคิด
add a comment
ระบบประกันคุณภาพภายใต้แนวคิดของลัทธิเสรีนิยมใหม่ กำลังปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพ ประสิทธิภาพในการทำงานถูกชี้วัดเชิงปริมาณอย่างมักง่าย และตายตัวเหมือนกันไปหมดในทุกสาขาวิชาซึ่งขัดกับความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ระบบตรวจสอบและประเมินคุณภาพได้ทำลายวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ และสร้างวัฒนธรรมของการยืนกุมเป้าน้อมรับคำสั่งจากเบื้องบนอย่างเชื่องเชื่อ ในขณะที่บรรยากาศแห่งการทำงานเต็มไปด้วยความหวาดผวาและการจับผิด ระบบตรวจสอบการทำงานเน้นรูปแบบ ตามแบบฟอร์มที่กำหนดอย่างตายตัวมากว่าจะเน้นที่เนื้อหา และ “ศักยภาพ” ในการผลิตความรู้เพื่อตอบสนองต่อสังคมโดยรวม ผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินตามระบบตรวจสอบ หรือท้าทายต่อผู้บังคับบัญชาจะถูกเพ่งเล็ง จ้องจับผิด และคาดโทษ
Association of University Teachers (AUT) หรือสมาคมอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษถึงกับทำจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล โดยกล่าวว่า “ระบบการตรวจสอบคุณภาพที่ถูกสร้างขึ้นนั้น เป็นการเพียงการเชื้อเชิญ (แกมบังคับ) ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยน้อมรับคำสั่งของผู้บริหาร” แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงเวลากว่าสิบปีนับจากทศวรรษที่ 1980 อาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษเริ่มพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับ “สำนึกของการปกครอง” (governmentality) แบบใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐ ในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐานในการควบคุมเชิงศีลธรรมอย่างเข้มงวดตายตัวเพียงชุดเดียว ท่ามกลางความหลากหลายของแนวคิด วัฒนธรรม สาขาวิชา และกลุ่มชนต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย สำนึกของความเป็นครูและพันธะทางสังคมกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางบรรยากาศของการแข่งขันกันแย่งชิงลูกค้ากับสถาบันการศึกษาอื่นๆ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งถูกกดดันให้เร่งขยายหลักสูตร เพิ่มจำนวนนักศึกษาที่รับเข้า ขยายขนาดของห้องเรียน เพิ่มภาระการสอนของอาจารย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลายเป็นการกระทำของ “ขาประจำ” ที่มิอาจยอมรับได้ ศาสตราจารย์ทางการแพทย์ท่านหนึ่ง ตีพิมพ์บทความเรื่อง “การเรืองอำนาจขึ้นของลัทธิสตาลินในระบบสาธารณสุขแห่งชาติ” ในวารสาร British Medical Journal โดยเสนอว่าระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ได้กลายมาเป็นองค์กรเผด็จการที่ทำให้คนทำงานในระบบต่างหวาดผวาไม่กล้าพูดความจริง” และในขณะเดียวกัน บทความเดียวกันนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของตนว่ามีความเข้มข้นของหลักสูตรลดน้อยลงไป ผลปรากฏว่าอาจารย์ท่านนั้น ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยยื่นจดหมายคาดโทษในฐานะ ที่ทำให้ “สถาบัน” เสื่อมเสียชื่อเสียง กฎข้อแรกของระบบตรวจสอบคุณภาพมีอยู่ว่า ห้ามมิให้บุคลากรคนใดบังอาจก้าวล่วงไปกล่าวว่า มาตรฐานของการทำงานหรือการเรียนการสอนในสถาบันของตนกำลังตกต่ำลง เพราะการกล่าวเช่นนั้นย่อมหมายถึงการยอมรับความล้มเหลว และในระบบของการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ความล้มเหลวย่อมต้องถูกลงโทษด้วยการตัดงบประมาณในขณะที่ความสำเร็จได้รับรางวัลโดยการเพิ่มงบประมาณ
ระบบประกันคุณภาพ ยังทำให้มหาวิทยาลัยเริ่มแยกส่วนการทำงานออกจากกันมากยิ่งขึ้น งานสอน งานวิจัยและการบริหารจัดการ กลายเป็นงานคนละประเภทและถูกประเมินด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยเริ่มตกอยู่ภายใต้แนวคิดที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวิชาชีพของตนเอง ระหว่างการเป็น “นักวิชาการ” ที่มีเสรีภาพในการทำงาน กับตัวแบบใหม่ของการเป็น “พนักงาน” มหาวิทยาลัยที่เน้นการแข่งขัน และการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงปริมาณ AUT ทำการสำรวจภาระงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษทั้งสิ้น 2,670 คนในปี 1994 และพบว่าชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของอาจารย์โดยเฉลี่ยคิดเป็น 53.5 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานมากกว่ากรรมกร ซึ่งทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เวลาทำงานส่วนใหญ่ของอาจารย์กลับใช้ไปในการบริหารจัดการ การกรอกแบบฟอร์มและการประชุม ซึ่งคิดเป็นเวลาทั้งสิ้นสัปดาห์ละ 18 ชั่วโมง ในขณะที่เวลาของการทำวิจัยลดลงเหลือสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมง การสำรวจของ AUT ยังพบว่าอาจารย์กว่าสองในสาม เริ่มมีความเครียดกับงานเพิ่มมากขึ้น ความพึงพอใจกับชีวิตการทำงาน ความสนุกกับการสอนหนังสือ การเขียนหนังสือและการทำวิจัย ลดลงอย่างน่าตกใจ
การแทรกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วของลัทธิเสรีนิยมใหม่ในสังคมไทย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในความพยายามที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้าสู่ตลาดหุ้นและภาคธุรกิจเอกชน การถีบมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอีกหลายประเภทออกนอกระบบ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน การบ้าเห่อระบบ ISO รวมทั้งการสร้างระบบประกันคุณภาพเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการทำงานและการแข่งขันให้สูงขึ้น ทั้งหมดเหล่านี้กำลังจะปรับเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งมีความอ่อนแอในทำงานเพื่อรับใช้สังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เปลี่ยนทิศทางไปสู่การเป็นโรงฝึกอาชีพ แหล่งรวมของหลักสูตรฟอกคน การแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยอ้างหลักการของความคุ้มค่าในการบริหารจัดการงบประมาณและพันธะทางสังคมต่อผู้เสียภาษีเป็นสำคัญ
คงไม่มีครูบาอาจารย์ท่านใดปฏิเสธพันธะทางสังคม หากแต่การนำเอา “เงิน” หรืองบประมาณมาเป็นหัวใจของการตรวจสอบและประเมินคุณภาพ เป็นเทคนิควิทยาแห่งอำนาจที่มุ่งกดบังคับ “นักวิชาการ” ให้คล้อยตาม และกลายเป็นพนักงานที่เชื่องเชื่อ และเป็นแนวคิดที่มาจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในการแปรสภาพมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ ให้กลายมาเป็นสถาบันสอนภาษาตามซอกมุมต่างๆ ของโลก ภาษาของการตรวจสอบบัญชี การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ประสิทธิภาพและคุณภาพ เป็นเพียงตัวเบิกนำเพื่อยึดครอง ครอบงำ บงการ กำหนดขอบเขตหน้าที่และพันธะทางสังคมของมหาวิทยาลัยด้วยมาตรฐานเดี่ยวอย่างตายตัว
ในขณะเดียวกัน อิสรภาพทางวิชาการ วัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ หน้าที่ในการเป็นสำนึกให้กับสังคม การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การรักษาผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม และการเป็นกระบอกเสียงให้กับคนชายขอบที่ไร้เสียง ไร้สิทธิ กำลังถดถอยลงไปทุกวัน การทำงานวิจัยเริ่มมีความหมายที่แคบลง กลายเป็นเพียงการทำงานเพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถวัดได้ด้วยเงิน ความรู้กำลังถูกลดค่าลงเป็นเพียงปริญญาบัตรสำหรับให้คนมีเงินมาซื้อไปเป็นใบเบิกทางในสงครามแย่งชิงการงานและการเลื่อนตำแหน่ง การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับความจริง ความดี ความงาม ความเป็นมนุษย์ การตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคม การแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสังคม กำลังเสื่อมสลายลงไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยกำลังจะแปรสภาพมาเป็นสุสานแห่งปัญญา ที่ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยทำงานตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายไปวันๆ อย่างเชื่องเชื่อ กรอบของการทำงาน ภาระงานและประสิทธิภาพในการทำงานถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ทุกคนทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นและได้งบประมาณมากขึ้น ไม่มีเวลาหยุดคิด วิพากษ์ตนเอง และสำรวจตรวจสอบเรื่องไร้สาระอย่างเช่นพันธะรับผิดชอบ ที่มหาวิทยาลัยเคยมีต่อสังคม
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7533&user=yossan
มหาวิทยาลัยวิจัยกับความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตุลาคม 6, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: มหาวิทยาลัย, วิจัย, วิธีคิด
add a comment
โดย : อรรถจักร สัตยานุรักษ์
จากบทความที่ดีเยี่ยมของท่านศาสตราจารย์ ดร.ยศ สันตสมบัติ เรื่อง ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ระบบประกันคุณภาพ และสุสานแห่งปัญญา
ที่ลงติดต่อกันในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจนี้ ทำให้ผมมาคิดต่อในเรื่องเกี่ยวกับบทบาทในการสร้างความรู้ของสถาบันการศึกษา ที่เรียกกันว่า “มหาวิทยาลัย”
เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้มอบเงินจำนวนมหาศาลให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อนำไป “วิจัย” หรือสร้างความรู้ใหม่ ในฐานะ “มหาวิทยาลัยวิจัย” โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้มหาวิทยาลัยของไทยเข้าไปติดอันดับหนึ่งในห้าร้อย อันดับของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ภายใต้กรอบความคิดที่กำหนดจากรัฐบาลเช่นนี้ ได้ทำให้มหาวิทยาลัยทั้งหลายเริ่มเดินไปสู่กับดักทางปัญญาที่ลึกเกินกว่าจะ ก้าวข้ามพ้นได้ เพราะทันทีที่กำหนดกรอบให้ก้าวไปเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ก็พากันคิดแต่เฉพาะการเพิ่ม “ปริมาณ” ทางด้านต่างๆ ที่จะถูกนำไปประเมินจัดอันดับดังกล่าว ดังปรากฏในประกาศเรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework-TQF) โดยคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (กกอ.) ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบเชิงปริมาณเท่านั้น ซึ่งการกำหนดกรอบเชิง “ปริมาณ” เช่นนี้ จะไม่ก่อให้เกิดปัญญาใดๆ เพิ่มมากขึ้นในมหาวิทยาลัยเลย (ใครสนใจเรื่องนี้ ตามอ่านได้ที่คณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาตินะครับ) เพราะหากลงทุนไปในเรื่อง “ปริมาณ” ก็คงจะได้รับจำนวนรายงานกระดาษที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
กับดักทางปัญญาอีกส่วนหนึ่งที่จะมีผลต่อสังคมไทยอย่างมหาศาล ก็คือ การละเลยความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพราะเมื่อผมลองตามดูข้อมูลเท่าที่หาได้จากอินเทอร์เน็ต ก็พบว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินใน “โครงการไทยเข้มแข็ง : มหาวิทยาลัยวิจัยแห่ง ชาติ” ก็ได้พบว่าส่วนใหญ่แล้วทุ่มเงินลงไปในโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนงบประมาณสำหรับการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีน้อยมาก
น่าประหลาดใจที่มหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาตินั้น มองไม่เห็นว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกนั้น ล้วนแล้วแต่มีการสร้างความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างเข้มข้นและ มีพลังมาโดยตลอด แม้มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับที่เก้าสิบเก้าของโลก คือ มหาวิทยาลัยนาโงยา ก็มีคณะและสถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ระดับโลก อยู่มากมาย ไม่ใช่เพียงแค่ได้รับรางวัลโนเบลทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว การสร้างความรู้หรือการสร้างจินตนาการเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ ให้มีความสัมพันธ์กันในรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกิดความหมายใหม่จำเป็นที่จะต้องมีรากฐานของความคิด/ความรู้ทางด้าน มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ประกอบอยู่ด้วย
การคิดที่จำกัดเฉพาะเชิงปริมาณและคิดเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยหวังว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระดับความเป็น “International” นับเป็นการคิดที่ไม่เข้าใจความเป็น “อินเตอร์” ของความรู้ในโลกทุกวันนี้ อาทิเช่น ถ้าหากมหาวิทยาลัยในภาคเหนือสามารถสร้างสถาบัน “ม้งศึกษา” ที่เข้มแข็งจนใครๆ ที่ไหนในโลกนี้ก็ตามหากสนใจจะศึกษาเรื่อง “ม้ง” ก็จะต้องเดินทางมาเรียนรู้ที่สถาบันแห่งนี้ นี่ก็คือ ความรู้ระดับ “อินเตอร์” ไม่ใช่หรือ (ความรู้ที่ “อินเตอร์” ไม่ใช่ความรู้วิทยาศาสตร์ที่ต้องวิ่งไล่กวดฝรั่งเท่านั้น)
กล่าวได้ว่า การคิดที่จำกัดอยู่ในเชิงปริมาณและเน้นเฉพาะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นการคิดที่คับแคบ และเป็นการคิดที่ทำให้มหาวิทยาลัยวิจัยแห่ง ชาติทั้ง 9 แห่ง ไม่สนใจและไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และไม่คิดที่จะแสวงหาความรู้ เพื่อที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทย หรือช่วยจรรโลงสังคมไทยให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง
สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไพศาลและลึกซึ้ง ยิ่งกว่าในอดีตเป็นอันมาก ความสัมพันธ์ทางสังคมมีความตึงเครียดและเปราะบาง จนเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ง่ายดายในทุกระดับ กรอบความคิดสูงสุดที่ครั้งหนึ่งเคยมีพลังจรรโลงความสัมพันธ์ทางสังคมให้ดำรง อยู่ก็เริ่มสั่นคลอน การก้าวข้ามจริยธรรมหรือระบบการให้คุณค่าในความสัมพันธ์ทางสังคมกำลังเกิด ขึ้นมาก จนอาจจะกลายเป็นลักษณะเด่นในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมไทยแล้ว
สังคมไทยต้องการความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ชุดใหม่ ที่จะทำให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้ เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยสามารถร่วมกันสร้างระบบคุณค่าใหม่ ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลดังกล่าว มิเช่นนั้น เราก็จะจมอยู่กับกรอบการอธิบายสังคมไทยด้วย “ความเป็นไทย” ที่มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ และไม่ช่วยในการแก้ไขความขัดแย้ง หรือปัญหาสังคมต่างๆ ที่ทวีความซับซ้อนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
มหาวิทยาลัยควรจะทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทย อาทิเช่น ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับบริบททางสังคมและทางธรรมชาติทั้งหมด ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยไปทำไม ต้องย้ำว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่แหล่งผลิตช่างเทคนิคชั้นสูงนะครับ แต่เป็นแหล่งสร้างปัญญาให้แก่สังคม
มหาวิทยาลัยไทยเริ่มต้นด้วยการสร้างคนป้อนให้ระบบราชการ ต่อมาก็สร้างคนให้แก่ระบบธุรกิจ (บางคณะผลิตบัณฑิตที่ส่วนใหญ่แล้วออกไปขายยาให้แก่บริษัทยา ต้องขอโทษนะครับที่พูดความจริง) วันนี้ก็ยังคงจะดำเนินกิจกรรมทางการศึกษาเพื่อธุรกิจที่กว้างขวางมากขึ้น เมื่อใดครับ ที่มหาวิทยาลัยไทยจะตอบสนองแก่สังคมไทยจริงๆ ด้วยการสร้างปัญญาที่ช่วยทำให้สังคมไทยมองเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตนเองชัดเจนมากขึ้น อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน และการเตรียมการสำหรับเผชิญกับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ตุลาคม 6, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: มหาวิทยาลัย, วิจัย, วิธีคิด
add a comment
โดย : ยศ สันตสมบัติ
ระบบการศึกษาของเมืองไทยเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะวิกฤติ หลงทาง ไร้วิสัยทัศน์ จุดยืนและปรัชญาการศึกษาที่ชัดเจน
โรงเรียน กลายมาเป็นสนามสอบและสถานกวดวิชาที่มุ่ง เรียนข้อสอบ เพื่อแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัย แต่สถาบันการศึกษาชั้นสูงที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยนั้น กลับแปรสภาพจากแหล่งผลิตความรู้และปัญญามาเป็นเพียงโรงฝึกอาชีพ โรงเรียนเทคนิค และแห่งรวมของหลักสูตรฟอกคน ตั้งแต่การฟอกบุคคลสามัญยันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและรัฐมนตรี มหาวิทยาลัยหลายแห่งขยายวิทยาเขตหรืออาณาจักรของตนเองอย่างสนุกสนาน และมองด้วยวิธีคิดแบบทุนนิยมรุ่นเก่าว่าการขยายตัว คือ ความสำเร็จ อาจารย์มหาวิทยาลัยมากมายทำงานเหมือนครูประชาบาล สอนตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยแทบไม่มีเวลาว่างเว้น ยิ่งเสาร์อาทิตย์ยิ่งเป็นเวลาขุดทอง ด้วยการสอนหลักสูตรภาคพิเศษราคาแพงระยับ โดยมีหลักการตามภาษิตใหม่ที่ว่า “หากจ่ายครบ (มึง) จบแน่”
หลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ เน้นการให้ปริญญาชั้นสูง โดยเฉพาะมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต แต่ปริญญาเหล่านี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการสร้างความรู้และสติปัญญาให้กับทั้งผู้สอนและ ผู้เรียน การทำวิทยานิพนธ์ก็เลือกกันได้ตามใจชอบ จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ หรือจะทำเป็นบทความขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสาระนิพนธ์ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสาระ) ก็แล้วแต่ความพอใจ บางหลักสูตรอาการหนักถึงกับสามารถทำวิทยานิพนธ์หรือสาระนิพนธ์เป็นกลุ่ม คือ นักเรียนฝูงหนึ่งทำงานชิ้นเดียวก็จบได้ และหลายแห่งก็มีบริการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสรรพ สนนราคากำหนดไว้ตามแต่ความยากง่ายของประเด็นและหัวข้อวิทยานิพนธ์ วิทยานิพนธ์และสาระนิพนธ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปกองเป็นเศษกระดาษอยู่ตามหิ้งในห้องสมุด ไม่เคยมีใครยืมออกไปใช้อ่านหรือทำประโยชน์อะไร ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือหรือบทความในวารสารระดับนานาชาติ เพราะงานเหล่านี้ ไม่ได้ผลิตความรู้อะไรใหม่ ไม่มีข้อค้นพบใดสมควรแก่การพูดถึง แต่เป็นเพียง “งาน” ที่สำรอกส่งไป เพื่อให้ครบตามเกณฑ์สำหรับอนุมัติปริญญาเท่านั้น
ยิ่งมหาวิทยาลัยถูกแรงกดดันให้ออกนอกระบบ ตั้งแต่สมัยสัญญาทาสไอเอ็มเอฟของท่านนายกฯ ชวน ทางเลือกและวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยไทย ก็ดูเหมือนจะหดแคบลง เช่นเดียวกับสติปัญญาของผู้คนในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มขึ้นค่าเล่าเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ในรูปของเงินบำรุงพิเศษและค่าธรรมเนียมอื่นๆ จิปาถะ บางแห่งจับนักศึกษาทดสอบภาษาอังกฤษเพียงเพื่อจะเก็บเงินค่าสอนภาษาอังกฤษ เพิ่มเติม มิใช่เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกภาษาให้แตกฉานจะได้อ่านวารสารต่างประเทศได้เข้า ใจ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มสร้างจุดขายใหม่ๆ สร้างหลักสูตรใหม่ๆ ที่เก๋ เท่ จบง่าย รายได้ดี เป็นแรงจูงใจให้ “ลูกค้า” เร่กันเข้ามาซื้อปริญญา ยิ่งนานวันเข้า มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ที่สอนในหลักสูตรภาคพิเศษเหล่านี้ ก็ค่อยๆ กลายสภาพมาเป็นเครื่องจักรสอนหนังสือ สอนเรื่องเดิมๆ ประเด็นเดิมๆ แนวคิดเก่าๆ เพราะผู้มาเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจความรู้ แต่ต้องการมาชุบตัว คนสอนก็ไม่ได้สอนด้วยใจรักแต่สอนเพราะถูกบีบบังคับ เกรงใจเพื่อน หรือบ้างก็สอนเพราะรายได้ดี
เงิน พลังงาน เวลา และทรัพยากรมากมายที่สิ้นเปลืองไปในการเรียนการสอนหลักสูตรพิเศษต่างๆ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้ ไม่ได้เสริมสร้างสติปัญญา ไม่ได้นำเสนอนโยบายหรือทางเลือกใหม่ให้กับสังคมแต่ประการใด งานวิจัยใหม่ๆ เริ่มหายากมากขึ้นทุกวัน เพราะผู้คนในมหาวิทยาลัยเหนื่อยล้าไปกับการสอน การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเป็นเพียงฝันสวยตรงปลายรุ้งที่จะเลือนหายไป หลังฟ้าเปิด ระบบการศึกษากลาย เป็นเพียงปาหี่ ละครน้ำเน่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งแขวนป้ายขายปริญญาราวกับร้านโชห่วย หรือห้างสรรพสินค้าที่ลดแลกแจกแถมแข่งกันสนั่นเมือง ในท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่ความเขลากลับเจริญงอกงาม บัณฑิต มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตเดินกร่างกรุยกรายกันเกลื่อนถนน แกล้งทำเป็นผู้รู้ ผู้มีวิทยฐานะสมควรแก่ปริญญาเหล่านั้นทุกประการ
สังคมไทยจึงกระเดียดไปเป็นสังคมที่หยุดสร้างองค์ความรู้ และไม่ใช่สังคมเรียนรู้ และเมื่อสังคมหยุดเรียนรู้ เผด็จการอำนาจนิยม การผูกขาดข้อมูลข่าวสาร การคอร์รัปชันทางนโยบายและความฉ้อฉลต่างๆ ก็เพิ่มพูนขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยผลิตแต่ศรีธนญชัยที่ฉลาดแกมโกง เก่งเอาตัวรอด และมุ่งหวังกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้มีสำนักในพันธะทางสังคมเฉกเช่นผู้มีการศึกษาที่แท้จริงพึงมี ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบบการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นบนเวทีโลก มหาวิทยาลัยซึ่งควรเป็นขุมกำลังแห่งปัญญาในการแสวงหาทางเลือก ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพและมีคุณธรรม กลับแปรสภาพไปเป็นสุสานแห่งปัญญา
ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยของรัฐในฐานะที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ ยังถูกกดทับด้วยแนวทางและหลักเกณฑ์ ตามมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ หรือพูดเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ถูกลดอัตรากำลังลง แต่ถูกบังคับให้ต้องสอนมากขึ้น ต้องหาเงินหรือสร้างหลักสูตรใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ระบบการประเมินที่ทางราชการและมหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังใช้อยู่ในเวลานี้ มิได้ช่วยให้การทำงานของระบบราชการและมหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพ หรือคุณภาพเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม ระบบพัฒนาและบริหารกำลังคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคนิควิทยาแห่ง อำนาจ ที่เรียกอย่างโก้หรูว่า “ระบบประกันคุณภาพ” หรือกลไกสำหรับการประเมินปริมาณงาน คุณภาพของการสอน การทำวิจัย และประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร สาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัยทั้งระบบ กลไกการประเมินคุณภาพดังกล่าวได้รับการนำเสนอในฐานะเป็นหลักประกัน “พันธกิจ” (accountability) หรือพันธะรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยต่อสังคม หลักการดังกล่าวข้างต้น เป็นเงื่อนไขหรือเหตุผลในการผลักดันการปฏิรูปบนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า หน่วยงานใดก็ตามที่นำเอาภาษีอากรของประเทศชาติมาใช้จะต้องมีพันธะรับผิดชอบ ต่อสาธารณชน การประเมินประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงานของมหาวิทยาลัยดำเนินไปภายใต้ กรอบของ “การเพิ่มประสิทธิภาพ” และ “คุณภาพ” ในการทำงาน ตลอดจน การมี “อิสระ” ในการบริหารจัดการ ซึ่งฟังดูราวกับว่ากลไกต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้มหาวิทยาลัยกลายมาเป็นองค์กรอิสระ หลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของระบบราชการ เปลี่ยนจากความเชื่องช้าอุ้ยอ้ายในการบริหารจัดการ ไปสู่ความฉับไว ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสาธารณชนได้อย่างแท้จริง
ในทางตรงกันข้าม ระบบประกันคุณภาพเป็นเพียงการยักย้ายถ่ายโอนเอาคำว่า “ระบบตรวจสอบ” จากโลกของการเงินการบัญชีการธนาคาร มาสู่โลกของความรู้และมหาวิทยาลัย การกระทำเช่นนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการนิยามความหมายของ “มหาวิทยาลัย” ใหม่ ในฐานะเป็น องค์กรการเงิน หรือ องค์กรที่งกเงิน เท่านั้น หากแต่ระบบตรวจสอบ ยังมีนัยของวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัยอีกด้วย
การยักย้ายถ่ายโอนความหมายดังกล่าว ยังเป็นการนิยามความหมายใหม่ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นฐานทรัพยากรที่จำต้องได้รับการประเมินผลิตภาพและประสิทธิภาพอย่าง ต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ระบบการประเมินคุณภาพหรือการตรวจสอบ จึงกลายมาเป็นพาหะของการเปลี่ยนวิธีคิดที่บุคลากรหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย สัมพันธ์กับสถานที่ ประชาชน นักศึกษา เพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำเอาระบบการประเมินคุณภาพมาใช้ในมหาวิทยาลัยและระบบ ราชการโดยทั่วไปนั้น มักจะเน้นในเรื่องของความเป็นอิสระในการประเมินตนเองขององค์กรและผู้ปฏิบัติ งาน แบบประเมินผลงานของอาจารย์ใช้คำว่า “แบบข้อตกลงร่วมก่อนการปฏิบัติงาน” ซึ่งดูแล้วคล้ายกับว่าผู้ปฏิบัติงานเองสามารถกำหนดขอบเขตและเนื้อหาของ “งาน” ที่ตนทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนสามารถทำงานที่ตนถนัดได้อย่างเต็มที่ และได้รับการประเมินบนพื้นฐานของข้อตกลงที่ตนเองได้ทำไว้ก่อนหน้านั้น ในแง่นี้ ดูเหมือนว่าระบบการประเมินคุณภาพนั้นเปิดกว้าง สร้างการมีส่วนร่วมและไม่น่าจะมีใครโต้แย้งหรือปฏิเสธได้ ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้ความจริงแล้ว คำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ประเมิน ประสิทธิภาพ คุณภาพ คุ้มค่า ล้วนแล้วแต่ปิดบังซ่อนเร้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและนัยแห่งการลงโทษเอาไว้ ภายใต้ภาษาใหม่ของการบริหารจัดการ
อำนาจที่ซ่อนเร้น ย่อมเป็นอำนาจที่มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อใดที่ผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ไม่สำนึกรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังถูกกระทำ เทคนิควิทยาแห่งอำนาจนั้นย่อมได้ผล การดึงเอาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ มาพูดใหม่ด้วยภาษาของการเงินและการบริหารจัดการ จึงทำให้ดูเหมือนว่าการประเมินคุณภาพนั้นเป็นกลาง เปิดกว้างและเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างแท้จริง
การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น กันยายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ชุมชน, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
โดย พิรอบ แต้มประสิทธิ์
กระบวนการอำนาจรัฐและตลาดเป็นบริบทสำคัญของ”เสรีนิยมใหม่”ที่ เข้าไปปรับโครงสร้างชนบทไทย ผู้คนอยู่อย่างไร้ตัวตน เสี่ยงและไร้อำนาจควบคุมชีวิต
ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวปาฐกถา 60 ปีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น“ โดยเกริ่นนำงานวิทยานิพนธ์ของเขาปี 2524ว่า การเปลี่ยนแปลงชนบทในกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม สังคมชนบทมีการเปลี่ยนแปลงในขณะนั้น โดยชาวนาที่ทำนาเช่า เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ภาพที่เห็นเจ้าของนามีการตวงข้าวกัน มีการแชร์ครึ่งกัน ชาวนาได้ผนวกเข้ากับระบบการผลิตแบบทุนนิยม และต่อมาหลังการทำนามีการปลุกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ ถั่วเหลืองครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งปลูกหอมหัวใหญ่ ระบบการผลิตไม่ได้เป็นแบบทุนนิยมเสียทั้งหมด เช่นกันกรณีใช้น้ำทำนาด้านหนึ่งชาวนาใช้น้ำจากการทำหมืองฝายและด้านหนึ่งตอก น้ำบาดาลใส่น้ำทำนา
ดร.อานันท์ กล่าวว่าเมื่อไปศึกษาชนบท พบว่ามีการเชื่อมโยงกับอำนาจภายนอกมาก ที่มีทั้งรัฐและระบบตลาด เช่นมีการนำวัว ควายไปขายในตลาด การทำเหมืองฝาย มีการใช้น้ำในนาถึง 3 หมื่นไร่ มีความแตกต่าง การกระจายตัวและเหลื่อมล้ำในชุมชนอย่างมหาศาล โดยบางคนไม่มีข้าวในนาจนต้องรับจ้าง มีความขัดแย้งกันมาก คนจำนวนมากไม่มีพื้นที่ทำนา คนที่มีนาก็ให้เช่าจำนวนมาก และมีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น
โดยสรุปในปี2523-2524 กระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคพัฒนาแบบทุนนิยม มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนบท(Agrarian Tranformation) เน้นมุมมองเฉพาะด้านการผลิต ที่ดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยม เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความขัดแย้งและความรุนแรงในท้องถิ่น และมีความสัมพันธ์กับรัฐและทุน มีการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมต่างๆระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถ ในการเข้าถึงทุนแตกต่างกัน จนนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.อานันท์ กล่าวว่า แต่เมื่อมีพลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างชนบทในปัจจุบัน เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือเสรีนิยมใหม่ จะเห็นการทำงานของกลไกตลาดเสรีที่ไร้พรมแดน ในยุคหลังการพัฒนา( post-Development) หากไม่นำการรื้อปรับโครงสร้างชนบท(Rural restructuring) ก็จะไม่เข้าใจการปรับตัวของโครงสร้างชนบท ดูเสมือนว่ามีกลไกทำงานได้ด้วยตัวเองของระบบทุนนิยม แต่เมื่อมองการทำงานตามกลไกตลาด มองเฉพาะการผลิต”อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมอง”การบริโภค”ที่มีหลายอย่าง ซึ่งในวิชาสังคมวิทยา ต้องเข้าใจถึงกระบวนการ การบริโภค ความหมาย ความรู้ อุดมการณ์ เข้าไว้ด้วยกัน จึงทำให้ได้ภาพกระจ่างชัด
“มองชนบทว่ามีการโดดเดียวไม่ได้ เพราะมีความเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เป็น Community chain มีการค้าชายแดน ข้ามพรมแดน เป็นภาพปรากฏที่มองเห็นกัน ทำเขื่อนประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีการซื้อน้ำกลับมา”
ในงานวิทยานิพนธ์ วาทกรรมการพัฒนา:กรณีศึกษาปลาบึก เมื่อเปิดเสรีทางการค้ากับจีนเข้ามามีการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ฝ่ายกระแสกลุ่มอนุรักษ์ ได้ใช้วาทกรรมต่อสู้ให้หยุดล่าปลาบึกที่ว่ากระบวนการพัฒนาให้คนในท้องถิ่น ที่จับปลาบึกมาก่อนให้หยุดจับปลาบึก โดยพยายามกีดกันคนท้องถิ่นออกจาก ทรัพยากรธรรมชาติ โดยกระแสอนุรักษ์ได้ใช้ความรู้ วาทกรรมในการครอบงำคนท้องถิ่น ต้องยึดความรู้การพัฒนาจากภายนอก
แต่ชาวบ้านได้ดำเนินการต่อรองช่วงชิงในการร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ความรู้ วาทกรรม ตอบโต้สู้กับอำนาจกระแสพัฒนาที่มาจากภายนอก ที่กระแสอนุรักษ์พยายามกีดกันไม่ให้จับปลาปึก เพื่อคนท้องถิ่นต้องการเข้าไปจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้
ความหมายตรงนี้ ดร.อานันท์ ตั้งคำถามว่า ตลาดเสรีทำงานได้เองจริงหรือ? จึงต้องมองด้านภาพที่ปรากฏและด้านที่มองไม่เห็น ทั้งบทบาทของภาครัฐ และวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการเชิงซ้อน ทั้งการขายสินค้า และการบริโภค และความหมาย ทำงานผ่านวาทกรรมการพัฒนา และการครอบงำความรู้ทั้งสิ้น
รวมไปถึงบริบทสำคัญของ“เสรีนิยมใหม่”ที่มาจากธนาคารโลก เป็นปัจจัยหลัก ในการจัดสรรทรัพยากร ที่ดิน และสภาพแวดล้อม ว่ามีการพลิกผันเปลี่ยนแปลง อาทิการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นปัจเจกชน การออกเอกสารสิทธิ การเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า โดยการส่งเสริมการขยายตัวของพืชพาณิชย์ เช่น การปลูกยาง ปาล์มน้ำมัน เมื่อมีการปลูกพืชพาณิชย์ ก็เป็นการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า หมายความว่าทำให้มูลค่าที่ดินมีค่ามากขึ้น อย่างกรณีน้ำก็เช่นกัน ถ้ามีการสร้างเขื่อน เมื่อเกิดพลังงาน น้ำก็มีมูลค่าเปลี่ยนไป
ในพื้นที่ชายขอบชนบทภาคเหนือได้มีการขยายตัวปลูกยางพาราขนาดใหญ่ โดยการเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น รัฐขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจาก พื้นที่ (De-Territorialization) โดยให้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งเสริมให้มีการ ปลูกยาง ขยายเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน
ดร.อานันท์ กล่าวว่ารัฐได้ขยายพื้นที่เข้าไปในอนุรักษ์ และออกกฎหมายมาบังคับ มีการครอบงำทางความรู้ และบอกชาวบ้านว่าการทำไร่เกษตรมันล้าหลังทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการปลูกยางพาราจะดีกว่าการปลูกพืชไร่ ตรงนี้ได้ถามชาวบ้าน เขาตอบว่าถ้าปลูกข้าวจะถูกจับในป่าอุทยานแห่งชาติ ถ้าปลูกยาง สามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งการปลูกยางพารามีความซับซ้อนแฝงอยู่ โดยถ้าปลูกยางนั่นหมายความว่าทันสมัย แต่ถ้าปลูกข้าว หมายถึงล้าหลัง ชาวบ้านได้ต่อรองหันไปปลูกยาง เพื่อให้ได้ใช้พื้นที่ป่าทำไร่ข้าว ซึ่งถูกรัฐห้ามไว้ โดยการปลูกยางพารา เพื่อไม่ให้ถูกจับ
เช่นเดียวกับการปลูกยางในภาคอีสาน ที่บ้านกุดชุม รัฐมีนโยบายให้ปลูกยางพารา แต่ต่อมามีการลดการปลูกยาง หันกลับไปส่งเสริมการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชทดแทนพลังงาน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด
และกรณีเขื่อนปากมูล รัฐได้เข้าไปสร้างเขื่อนได้มีการเปลี่ยนทรัพยากรทุน จนมีการแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมกันขึ้น จนรัฐขยายอำนาจเข้าไปควบคุมทรัพยากร แล้วเข้ามาเปลี่ยนเป็นทุนของตัวเอง
“กระบวนการขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)ได้ยอก ย้อน จากการปลูกยางที่ภาคเหนือ และอีสานได้มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา โดยรัฐมีนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รองรับการขยายตัวของตลาด”ดร.อานันท์ กล่าว
ดร.อานันท์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างในการเข้าถึงทรัพยากร ซับซ้อนและยอกย้อน ที่เป็นปัญหามองไม่เห็น ที่บทบาทของรัฐในเชิงนโยบาย โดยการครอบงำความรู้ กระบวนการยอกย้อนไปมาของการขยายอำนาจรัฐ เหนือทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด การกีดกันและการช่วงชิงทรัพยากรอย่างเข้มข้นและรุนแรง จนทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ความไม่มั่นคงและความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์
การปรับโครงสร้างชนบทมีคำถามว่า ชาวนาถูกผลักออกจากภาคเกษตรหมดแล้วจริงหรือ ? โดยที่การช่วงชิง และการกีดกันการเข้าถึงที่ดินเกษตร มีกระบวนการเบียดขับออกจากการเป็นชาวนา เพราะจากปรากฏการณ์ขายที่นากันจำนวนมาก ที่นากลายเป็นของนายทุนต่างชาติ การใช้พื้นที่เกษตรกรรมซับซ้อนมากขึ้น พื้นที่อยู่ภายใต้การกำกับของตลาดหรือ”กลไกเชิงสถาบัน” อำนาจการตัดสินใจ อยู่ที่อำนาจภายนอก เชื่อมโยงอยู่กับรัฐ และการตลาดโลก
ดร.อานันท์ กล่าวหลายพื้นที่ในชนบท มีการจ้างงานคนชนบทถูกผนวกเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดโลก อุตสาหกรรมขนาดเล็กขยายตัวเข้ามาในชนบท แรงงานออกไปรับจ้างนอกภาคเกษตร มีการรับงานมาทำที่บ้านมีการเหมาช่วง การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการเกษตร บางหมู่บ้านมีแรงงานออกจากภาคเกษตร ชุมชนชนบทกลายเป็นหอพักไปแล้ว
“ภาพปรากฏ การปรับโครงสร้างชนบทไม่ได้มองอย่างกรอบคิดคู่ตรงข้ามที่ชาวนาต้องล้มละลาย จากภาคเกษตร เพราะในชนบทมีการระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ที่ชาวนาทำการผลิตมีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์อยู่ แต่เป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ดินเป็นสถานที่ปลูกพืชอุตสากรรมการเกษตรอินทรีย์ของบริษัทต่างชาติ แต่คนชนบทต้องทำงานในโรงงาน แรงงานได้กลายเป็นสินค้า คนงานที่อยู่ในโรงงาน ถูกครอบงำความคิด กลายเป็นค่าจ้างในโรงงาน เมื่อให้ทำงานเพิ่มแล้วบอกว่ามีค่าจ้างเงินขยัน แรงงานคนชนบทได้กลายเป็นทาสของค่าจ้าง”
ดร.อานันท์ กล่าวว่า เป็นปัญหาที่มองไม่เห็น ที่มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา มองแบบเหมารวมไม่ได้ โดยแรงงานเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นชาวนาใหม่ (Re-Peasantization)ได้ หรือมีความสัมพันธ์อยู่กับโลกาภิวัตน์ หรือหันกลับมาปลูกพืชตามบงการของตลาด โลก ทำอุตสาหกรรมอาหาร แต่ชีวิตคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่าง“ไร้ตัวตน” ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ที่ไร้กำกับการควบคุม มีชีวิตเสี่ยง ที่เป็นคนงานอยู่บนที่ดินของตน
“โครงสร้างชีวิตในชนบท แฝงค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) จากการถูกกีดกันเข้าถึงทรัพยากร ไร้กลไกควบคุมตลาด การครอบงำอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)มีการสูญเสียสูง(High Lost)ไร้ตัวตน ไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ดร.อานันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้สอนที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ถือเป็นโชคดีที่ได้มองทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีความสัมพันธ์กัน ได้เห็นชาวบ้านมีการเรียกร้องซึ่งเป็น“จุดตัด”สำคัญ พยายามกดดันให้เกิดกลไกสถาบันใหม่ๆเคลื่อนไหวต่อรองกับอำนาจรัฐและไม่ให้ ตลาดทำงานฝ่ายเดียว เช่นให้มีป่าชุมชน โฉนดชุมขน เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงทุน มีการต่อรองที่มี”ตัวตนและอัตลักษณ์”ในการจัดสรรทรัพยากรเอง นอกจากรัฐและตลาด ที่เป็นตัวกำกับและผู้กระทำฝ่ายเดียว
“ทฤษฎี VI (1)” กันยายน 22, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเงินส่วนบุคคล, วิธีคิด
add a comment
By nives
Value Investment คืออะไร? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “Value Investor” แต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด “แบบ VI” ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว VI นั้นเป็น “ปรัชญา” ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่ม เติมหลากหลาย
บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มีภาพรวมแล้ว พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI และแนวไหนไม่ใช่ และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร ผมอยากเรียกมันว่า “ทฤษฎี VI”
ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก “โครงร่าง” ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI ดังต่อไปนี้คือ ข้อแรก VI มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ พูดง่าย ๆ ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร ข้อสอง ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ
นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เรา ได้ ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา ข้อสาม ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ หรือเรียกว่ามี Margin Of Safety ข้อสี่ VI นั้นจะต้องมี EQ หรืออารมณ์ที่มั่นคง ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ ข้อห้า ต้องควบคุมความเสี่ยง หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม สุดท้ายก็คือ ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI
ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้ อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น
การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่” กับกลุ่มหุ้น “Super Company” โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่ง ขัน ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ ในขณะที่หุ้น Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน หุ้นแบบหลังนี้ ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน
VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการ ได้แม่นยำขึ้น เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรก หุ้นโตช้า ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน” กลุ่มสอง หุ้นแข็งแกร่ง นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น หุ้น “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน
กลุ่มที่สาม คือหุ้นโตเร็ว นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับ ตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน
กลุ่มที่สี่ คือหุ้นวัฏจักร นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้ กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้ เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว สุดท้าย หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สิน นั้นมีค่าจริง การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง
การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น VI คนหนึ่ง แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเทคมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นไฮเทคนั้น สำหรับ VI ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ
บิล มิลเลอร์ เถียงว่า หุ้นที่เขาลงทุนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่า นั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่า จะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเทคที่เขาซื้อเหล่า นั้น
หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น “หากิน” อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะ ยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ VI และก่อนที่จะลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ “Story” ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง “น่าลงทุน”
http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7429&user=nives