เปลี่ยนโลกด้วยความสนุกครับ ตุลาคม 26, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
ได้ e-mail จากพี่คนหนึ่งที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากในคิดกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ว่าด้วยทฤษฎีความสนุก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม แค่คิดว่าทำแล้ว “สนุก” คนส่วนใหญ่ก็เริ่มสนใจอยากจะลอง ยิ่งถ้าลงมือทำแล้ว มันเกิดสนุกขึ้นมาจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ยิ่งชวนให้ทำซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง…ทำซ้ำจนกลายความเคยชิน พฤติกรรม นิสัย หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก
เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนี้เสมอ อาจต่างกันบ้างในรายละเอียดของการให้นิยามความสนุก เพราะเรื่องสนุกของเราอาจไม่สนุกสำหรับเขา และเรื่องสนุกของเขาก็อาจไม่สนุกสำหรับเรา…ก็เป็นได้
แต่รวมๆ แล้ว ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่าสนุก มันก็มักจะสนุกจริงๆ นั่นแหละ
แล้วอย่างการรณรงค์ให้ช่วยกันดูแลโลกล่ะ จะสามารถทำให้คึกคักสนุกสนานมากกว่าแค่พูดปาวๆ ว่า “ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า แอร์ 25 องศา ปลูกต้นไม้” ได้หรือไม่
แคมเปญล่าสุดของโฟล์กสวาเก็น สวีเดน คือหนึ่งในคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นไปได้จริง เพียงแต่ต้องเติมความคิดสร้างสรรค์และเหยาะไอเดียมันส์ๆ ลงไปด้วย
โฟล์กสวาเก็น เชื่อใน “ทฤษฎีแห่งความสนุก” (The Fun Theory’) ที่ว่า ความสนุกสามารถหลอกล่อให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายที่สุด …ไม่ใช่แค่เชื่อเพียงอย่างเดียว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วทำเป็นแคมเปญโฆษณาที่เผยแพร่ผ่าน Viral Video (คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่สามารถแพร่ระบาดในโลกออนไลน์ได้รวดเร็วเหมือนไวรัส)
ชิ้นแรกชื่อ “บันไดเปียโน” (Piano Staircase)
งานนี้ทีมงานใช้เวลาในช่วงดึกดื่นเพื่อแปลงโฉมบันไดหน้าตาธรรมดาๆ ของสถานีรถไฟแห่งหนึ่งกลางกรุงสต๊อกโฮม ให้กลายเป็นแป้นกดสีขาวดำบนคีย์ของเปียโน แถมยังติดตั้งเสียงแต่ละโน้ตของเปียโนลงไปในแต่ละขั้นบันไดด้วย บอกแค่นี้ก็พอจะจินตนาการภาพของความสนุกได้แล้วใช่ไหม
ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น ผู้คนที่มาใช้บริการรถไฟที่สถานีแห่งนั้นต่างสนุกสนานกับการเดินเหยียบคีย์เปียโนจำลองที่ส่งเสียงได้เหมือนเปียโนจริงๆ
จากที่เคยเงียบเหงาเพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้บันไดเลื่อน ก็กลายเป็นบันไดที่คึกคักขึ้นมาด้วยเสียงดีดเปียโน…
เชื่อหรือไม่ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทำให้จำนวนคนที่เดินขึ้นลงบันไดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66
คนที่คุ้นชินกับการขึ้นบันไดเลื่อนจะเดินตรงมายังบันไดเลื่อนตามปกติ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของขั้นบันได ไม่ว่าจะด้วยความประหลาดใจหรือความอยากรู้ อย่างน้อยมันก็ทำให้หลายคนหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนใจออกแรงก้าวซ้ายขวาแทน
บทเรียนจากความผิดพลาดกรณี “มาบตาพุด” ตุลาคม 24, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1256289609&grpid=&catid=02
โดย กิตติศักดิ์ ปรกติ
“หากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกามองข้ามคำพิพากษาสำคัญ ๆ ของศาลปกครองสูงสุด และไม่ติดตามแนวคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองแล้ว รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจะพึ่งพาคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นที่ปรึกษาในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างไร”
การที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อปลายเดือนกันยายนศกนี้ ด้วยการสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การนิคมอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีมาบตาพุดอีก ๕ กระทรวงได้แก่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข ระงับโครงการหรือกิจกรรมตามโครงการมาบตาพุด ๗๖ โครงการไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นนั้น
ดูเหมือนจะจุดชนวนให้เกิดการกล่าวอ้างว่า การระงับโครงการเหล่านี้จะก่อให้เกิดเสียหายเป็นลูกโซ่มีมูลค่ามหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเกิดข้อโต้แย้งถกเถียงอื่น ๆ ตามมาหลายประการนั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า “เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด และไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” หากผู้เกี่ยวข้องไม่ก่อความผิดพลาดขึ้น
แน่นอนที่สุด ขณะนี้หน่วยงานของรัฐ และผู้เกี่ยวข้องย่อมจะพยายามหาทางเยียวยาความเสียหาย และแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ดี เราควรจะถือโอกาสที่สังคมกำลังเพ่งเล็งปัญหานี้ร่วมกันสำรวจที่มาของความบกพร่องผิดพลาดครั้งนี้ และหาทางแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกในอนาคต
๑. รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมองเห็นปัญหานี้ล่วงหน้าหรือไม่?
บทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๐ อันเป็นที่มาของข้อโต้แย้งถกเถียงเกี่ยวกับการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิตของบุคคลนั้น อันที่จริงไม่ใช่ของใหม่ เพราะเป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นตามแนวของมาตรา ๕๖ วรรคสอง และมาตรา ๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลใช้มาแล้วถึง ๑๒ ปีนั่นเอง
สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็คือ หลักคุ้มครองสิทธิในชีวิตและร่างกาย โดยเน้นสิทธิในการดำรงชีพอย่างปกติ ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยเหตุนี้มาตรา ๖๗ วรรคสองจึงวางหลัก ห้ามมิให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพของประชาชน
แต่การห้ามนี้ก็ไม่ใช่ห้ามขาด เพราะสิ่งที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงนั้น ในทางหลักวิชา ในทางข้อเท็จจริง หรือตามมาตรฐานความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอาจจะไม่รุนแรงก็ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงวางข้อยกเว้นไว้ว่า การดำเนินกิจการเหล่านี้อาจมีได้หากได้ทำสิ่งสำคัญ ๓ สิ่งเสียก่อนคือ
๑. ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
๒.รับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย
๓. ให้คนกลาง คือองค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชน และนักวิชาการซึ่งเป็นผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพได้ให้ความเห็นประกอบ
กล่าวได้ว่า ความตามรัฐธรรมนูญนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐตระหนักดี ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติไว้เมื่อ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ กำหนดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักร่วมกันกับส่วนราชการอื่นทุกหน่วยงาน กำหนดมาตรการและกระบวนการรองรับการใช้สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการดำเนินการตามมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ
แต่จากบันทึกรายงานการประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏว่าจนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด
จะเห็นได้ว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐ รวมตลอดถึงนักการเมืองที่รับผิดชอบจะใส่ใจต่อปัญหาสำคัญที่อาจกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ก็น่าจะได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันผลร้ายไว้บ้าง เพราะตั้งแต่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ จนกระทั่งศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็มีเวลาร่วม ๒ ปีเต็ม
คำถามที่ประชาชนควรถามก็คือ การที่งานราชการหละหลวมไม่มีการเตรียมการวิเคราะห์ และป้องกันความเสี่ยง ตลอดจนวางมาตรการแก้ปัญหาให้ทันท่วงที จนเกิดเป็นเรื่องเสียหายใหญ่โตขึ้นเช่นนี้ ใครบ้างหนอควรจะต้องรับผิดชอบ?
๒.เหตุใดหน่วยงานของรัฐเพิ่งจะมาตื่นตัวเอาในปี ๒๕๕๒?
ความชะล่าใจของหน่วยงานของรัฐที่ดำรงอยู่เกือบสองปีได้สิ้นสุดลงเมื่อประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดได้ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองระยองว่าการดำเนินการของนิคมอุตสาหกรรมในเขตเทศบาลมาบตาพุด ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชนในท้องที่อย่างรุนแรง
แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกลับละเลยไม่ประกาศกำหนดให้ท้องที่ตำบลมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ และศาลปกครองระยองได้พิพากษาเมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศท้องที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด และใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
จากนั้นหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหน่วยต่าง ๆ จึงเริ่มร้อนตัว และหาทางแก้ตัวด้วยการทยอยส่งหนังสือหารือมายังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า
๑. มาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันทีหรือไม่ หรือต้องรอให้มีกฎหมายเฉพาะมากำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน และ
๒. ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเช่นนั้นหน่วยงานของรัฐจะวางมาตรการเพื่อปฏิบัติให้เป็นปามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรฐธรรมนูญไปพลางก่อนได้หรือไม่
๓. ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะดังกล่าว หน่วยงานซึ่งมีอำนาจอนุญาตตามกฎหมายปัจจุบันจะอาศัยอำนาจตามกฎหมายปัจจุบันออกใบอนุญาตแก่โครงการหรือกิจกรรมที่อาจอยู่ใต้บังคับของมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญหรือไม่
มีข้อน่าสังเกตว่า หากหน่วยงานเหล่านี้ได้รับหนังสือแจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ แล้วเกิดสงสัยขึ้นว่า ควรจะปฏิบัติอย่างไร ดังนี้คำถามข้างต้นนี้ก็น่าจะส่งมายังกฤษฎีกาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ โน่นแล้ว การที่รอมาถึงสองปีแล้วค่อยถามจึงเป็นข้อที่ชวนสงสัยในคุณสมบัติและความเหมาะสมต่อตำแหน่งของหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง
การใช้เวลาเนิ่นนานเช่นนี้ ทำให้ฉุกคิดต่อไปว่า ถ้าไม่มีคำพิพากษาศาลปกครองระยองเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ขึ้นมา เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเริ่มคิดตั้งคำถามกันหรือไม่ และในระหว่าง ๒ ปีมานี้ บรรดากระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิพอที่จะตอบปัญหานี้ได้เชียวหรือ
ในเมื่อบุคลากรหรืออดีตบุคลากรของหน่วยงานเหล่านี้ก็ล้วนได้รับเชิญไปเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาบ้าง เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจขนาดยักษ์ใหญ่ หรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากอยู่หลายคน รับเบี้ยประชุมและโบนัสกันบางแห่งเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ท่านเหล่านั้นจะไม่มีสติปัญญาเพียงพอจะคิดหาคำตอบไม่ออกกันเชียวหรือ
๓.เหตุใดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่ช่วยแก้ปัญหา?
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาข้อหารือของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เสนอเข้ามาโดยใช้เวลาประชุม ๓ เดือนระหว่างพฤษภาคมจนถึงกรกฎาคม ๒๕๕๒ จนได้ข้อยุติสรุปได้ว่า
๑. แม้สิทธิชุมชนและความคุ้มครองตามมาตรา ๖๖ และ ๖๗ ของรัฐธรรมนูญจะได้เกิดขึ้นและได้รับการคุ้มครองแล้วทันทีที่รัฐธรรมนูญมผล แต่เมื่อมาตรา ๓๐๓ ของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นต่อไปว่ามาตรา ๓๐๓ มาเป็นบทยกเว้นในฐานะเป็นบทเฉพาะกาล มีผลให้มาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญยังไม่มีผลบังคับทันที จนกว่าจะมีกาตรากฎหมายเฉพาะกำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติแล้ว
๒. ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดรายละเอียดตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน แต่หากหน่วยงานของรัฐจะใช้ดุลพินิจดำเนินการตามรัฐธรรมนูญไปพลางก่อนก็ไม่ต้องห้าม แต่อาจเกิดความสับสน เพราะอาจใช้เกณฑ์ต่างกัน และควรเข้าใจด้วยว่า เกณฑ์เหล่านั้นไม่มีผลบังคับเด็ดขาด คือผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิโต้แย้งหน่วยงานที่วางเกณฑ์เหล่านั้นได้
๓.ในระหว่างที่ยังไม่มีการตรากฎหมายเฉพาะนั้น หน่วยงานของรัฐอาจออกใบอนุญาตแก่โครงการต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนได้ โดยปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายที่บังคับอยู่ในปัจจุบันได้กำหนดไว้ได้ เพื่อมิให้การพิจารณาอนุญาตหรือการลงทุนของเอกชนต้องหยุดชะงักอันส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและเศรษฐกิจของประเทศ
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้นนี้ได้ทำขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ แต่สำหรับผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในทางกฎหมายมหาชนพอสมควร ก็จะทราบว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้นนี้มีปัญหาทางหลักวิชา เพราะการตีความว่ามาตรา ๖๗ วรรคสองยังไม่มีผลบังคับทันที ต้องรอให้มีกฎหมายเฉพาะมารองรับเสียก่อนนี้ เป็นการตีความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ๆ ตามมาอีกหลายประการ
การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้นนี้ ขัดกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ อย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นที่เข้าใจกันดีว่ารัฐธรรมนูญมุ่งให้สิทธิขั้นพื้นฐานมีผลบังคับทันที จึงได้ตัดถ้อยคำที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดที่ว่า “ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” ออกไป
นอกจากนี้กรณีมาตรา ๖๗ นี้ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยไว้ก่อนนั้นแล้วว่า ย่อมมีผลบังคับทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายเฉพาะมารองรับอีก
ศาลปกครองสูงสุด ได้ตัดสินกรณีถมคลองถนนเขต ไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๐ เกือบสองปีก่อนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะทำความเห็นข้างต้นนี้ โดยศาลได้ปรับใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และวางหลักว่า แม้การคุ้มครองสิทธิตามมาตรา ๔๖, ๕๖ และ ๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จะตกอยู่ใต้บังคับแห่งข้อความที่ว่า “ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” ก็ต้องถือว่ามีผลเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทันทีแม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติ
และในคดีนี้ศาลได้วินิจฉัยต่อไปด้วยว่ามาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็ย่อมมีผลบังคับทันทีเช่นกัน เพียงแต่ในคดีนี้ศาลได้วินิจฉัยว่า การถมคลองแม้จะมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ก็ยังไม่ถือว่ากระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนหรือชุมชนอย่างรุนแรง
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาที่ ๓/๒๕๕๒ ในคดีบ่อขยะที่ขอนแก่นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยได้ชี้ไว้ว่า โดยที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายบัญญัติอนุวัติการ
ดังนั้นการปรับใช้มาตรา ๔๖ แห่ง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมจึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยนัยนี้โครงการที่แม้ตามกฎหมายไม่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากปรากฏว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อบุคคลหรือชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิต บุคคลหรือชุมชนมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสาม เพื่อให้มีการดำเนินการตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง
เห็นได้ชัดว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกฎหมายย่อมมีผลผูกพันคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่เป็นองค์กรของรัฐด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าในการทำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการหยิบยกคำพิพากษา ๒ ฉบับนี้ขึ้นมาถกเถียงกันแต่อย่างใด
หากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกามองข้ามคำพิพากษาสำคัญ ๆ ของศาลปกครองสูงสุด และไม่ติดตามแนวคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองแล้ว รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจะพึ่งพาคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นที่ปรึกษาในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างไร
๔.บทเรียนคดีมาบตาพุดสะท้อนอะไร?
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่หลงหูหลงตาคณะกรรมการกฤษฎีกา และกองเลขานุการไปครั้งนี้ หากจะมองในแง่ระบบข้อมูลข่าวสารที่ไม่ดีก็ยังอาจจะเข้าใจกันได้ แต่ถ้ามองในแง่หลักวิชาแล้วนับว่า น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง เพราะจากรายงานการประชุมของคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่า การให้ข้อคิดเห็นในกรณีดังกล่าวนี้ดำเนินไปอย่างปราศจากข้อท้วงติง หรือข้อถกเถียงที่พึงมีในทางหลักวิชาอย่างสำคัญ
ในวงวิชานิติศาสตร์ หลักการที่ว่าการตีความกฎหมายต้องตีความให้เป็นผลเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่ทั่วไป แต่การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีลักษณะเป็นการตีความให้รัฐธรรมนูญไร้ผลในกรณีนี้ นับว่าเป็นการตีความที่ส่งผลให้คณะกรรมการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางวิชาการไปอย่างน่าสลดใจ
นอกจากนี้ หลักวิชากฎหมายมหาชน และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญยังมีหลักที่ถือเป็นกฏเหล็กข้อหนึ่งว่า การจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น จะจำกัดจนกระทบถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพไม่ได้ หลักข้อนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่า “หลักธำรงรักษาสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ” ตามรัฐธรรมนูญ หรือหลักรักษา “essential substance” ที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ เป็นหลักที่มีทั้งในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ และยังมีอยู่ในมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐
ผลของหลักดังกล่าวก็คือ ในเมื่อออกกฎหมายมาจำกัดให้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิยังทำไม่ได้ การตีความเนื้อหาของสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไปกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิยิ่งทำไม่ได้ และการตีความต้องคำนึงถึงการธำรงรักษาสาระสำคัญแห่งสิทธิไว้ก่อนเสมอ จะยอมให้มีการจำกัดสิทธิในสาระสำคัญไม่ได้
การปรับใช้กฎหมายกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิจะมีได้ก็เฉพาะในกรณีที่เป็นการคุ้มครองสิทธิที่มีคุณค่าสูงกว่าเท่านั้น การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ถึงกับทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไร้ผลไปจึงนับว่า ขัดต่อหลักสาระสำคัญแห่งสิทธิ นับได้ว่าขัดต่อหลักวิชาเป็นอย่างยิ่ง
คำถามที่ว่าหากรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิไว้ โดยยังไม่มีกฎหมายมากำหนดรายละเอียด ดังนี้จะปรับใช้กฎหมายอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่มีหลักเป็นที่รู้เข้าใจกันในหมู่นักกฎหมายมหาชนอยู่แล้วว่า ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ย่อมมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงต้องตีความรัฐธรรมนูญเสียด้วยทุกครั้งไป อย่างไรเรียกว่ากระทบรุนแรง อย่างไรเรียกว่าองค์กรอิสระ เมื่อยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ ก็เป็นกรณีต้องตีความและปรับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับสาระสำคัญแห่งสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใช้ข้อความที่มีความหมายกว้าง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐก็ต้องใช้และตีความรัฐธรรมนูญไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น ๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่อ้างว่า ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดรายละเอียดจึงถือว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับ เพราะในกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด ผู้มีหน้าที่ใช้กฎหมายก็ต้องตีความกฎหมายเสมอ เช่นหลักในมาตรา ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า “การใช้สิทธิก็ดีการปฏิบัติหน้าที่ก็ดี ต้องกระทำโดยสุจริต” ก็ไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดแต่ก็ใช้บังคับได้มาร่วม ๘๐ ปีแล้ว
คำว่า “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” ในมาตรา ๑๕๐ และคำว่า “ความเสียหายเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร” ในมาตรา ๑๓๓๗ ก็ล้วนแต่ไม่มีกฎหมายใดมากำหนดรายละเอียดทั้งสิ้น ข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ารัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดเจน จึงฟังไม่ขึ้น
แน่นอนว่าฝ่ายนิติบัญญัติก็อาจเข้ามามีส่วนช่วยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้นได้ แต่การที่เราเรียนวิชานิติศาสตร์กัน และการที่หน่วยงานทั้งหลายต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์ประจำในตำแหน่งสำคัญ ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องรอให้ฝ่ายนิติบัญญัติมากำหนดรายละเอียดเอาเสียทุกเรื่องนั่นเอง
นอกจากนั้น การใช้กฎหมายที่ผิดพลาด หรือการตรากฎหมายที่ไม่ชอบ ย่อมต้องถูกตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ดำรงอยู่ในข้อเท็จจริงนั้น ๆ และใช้มาตรฐานทางวิชาการนิติศาสตร์มาเป็นเกณฑ์
การที่กฎหมายมีผลใช้บังคับได้ และเป็นที่เชื่อถือของสาธารณชนได้ ก็ต่อเมื่อมีนักกฎหมายที่ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ และใช้ความรู้และสติปัญญาของตนในการตีความและปรับใช้กฎหมายอย่างซื่อสัตย์ทั้งต่อกฎหมายและต่อคุณธรรม โดยระวังไม่ให้มีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าขาดความรู้ หรือขาดความซื่อตรง หรือไปมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องด้วย การวินิจฉัยของตนก็ย่อมจะเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ และอาจเกิดผลร้ายแก่สังคมส่วนรวมเกินกว่าที่จะคาดหมายได้อีกด้วย
ความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีมาบตาพุดครั้งนี้ ในความเห็นของผู้เขียนเป็นกรณีที่เป็นผลมาจากความรู้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง ความตระหนักในคุณธรรมและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เข้มแข็ง ซึ่งส่งผลสะเทือนจนทำให้ประเทศไทยไม่เข้มแข็ง
แต่ก็ดูเหมือนว่า แม้ปัญหาวิกฤตในบ้านเราจะเกิดจากความรู้ทางกฎหมายที่ไม่เข้มแข็งนี้จะดำเนินมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว รัฐบาลก็ยังไม่มีโครงการจะแก้ไขสักที ชวนให้สงสัยต่อไปว่า
หรือว่าต้นเหตุของเมืองไทยไม่เข้มแข็งนั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่รัฐบาล?
“เอลินอร์ ออสทรอม นักรัฐศาสตร์หญิงผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์” ตุลาคม 23, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การจัดการ, การเมืองภาคประชาชน, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
ผมขอนำบทความเกี่ยวกับ ออสตอม มาลงเพิ่มนะครับ …….ครั้งนี้เขียนโดย อ.เกษียร ครับ แต่บทสัมภาษณ์อ่านแล้วก็ ได้ใจอย่างมาก
………………………………………….
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03231052§ionid=0130&day=2009-10-23
จู่ๆ ต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้อี-เมลจากครูพักลักจำทางเศรษฐศาสตร์ของผม (ผู้มักยั่วให้ผมเถียงด้วย ซึ่งผมในฐานะนักรัฐศาสตร์ก็พยายามสนองพระเดชพระคุณสุดสติปัญญาความสามารถ เพราะแม้เถียงไม่ค่อยชนะ แต่ทะเลาะกับท่านแล้วฉลาดขึ้น และรู้สึกเป็นมิตรกันมากขึ้นทั้งที่เห็นต่างกัน) เพื่อแจ้งข่าวด่วนว่า : -
“รางวัลโนเบล สำหรับนักรัฐศาสตร์ (ไอ้หยา!)…
“อ.เกษียรที่รัก
“ดูเหมือนรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้จะมอบให้กับสมาชิกสาขาวิชาชีพรัฐศาสตร์ตัวจริงเสียงจริงผู้มีบัตรประจำตัวยืนยันความเป็นสมาชิก-ในฐานที่เธอเป็นอดีตประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกันนั่นเทียว ลางทีท้ายที่สุดแล้วสาขาวิชาชีพเศรษฐศาสตร์ของผมจะไม่ได้เป็นโรคออทิซึมถึงขนาดนั้นละมัง (autism เป็น อาการพัฒนาไม่ปกติทางจิตทำให้วิปริตผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่มักคำนวณเลขเก่งอย่างน่ามหัศจรรย์ เหมือนบทที่ดัสติน ฮอฟแมน เล่นในหนังเรื่อง Rain Man ปี ค.ศ.1988-ผู้เขียน)
“ขอพูดจริงจังขึ้นอีกหน่อยว่าผมเองก็คงนึกไปไม่ถึงหรอกว่าเอลินอร์ ออสทรอม จะได้รางวัลนี้ แต่พอประกาศผลออกมาแล้ว มันก็ดูเข้าทีเสียนี่กระไร งานของเธอช่วยเปิดหูเปิดตาผม มันทั้งเคร่งครัด (ลักษณะอันถูกใจนักเศรษฐศาสตร์) และเป็นเชิงประจักษ์ (ลักษณะอันถูกใจผมเอง)…”
ก็น่าฮือฮาจริงอย่างที่ครูว่าแหละครับ เพราะเอลินอร์ ออสทรอม ไม่เพียงแต่เป็นนักรัฐศาสตร์ที่ข้ามฟากมาคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น (แบ่งครึ่งรางวัลกับนักเศรษฐศาสตร์แท้ๆ อีกคนชื่อโอลิเวอร์ อี. วิลเลียมสัน)
แต่เธอยังเป็นผู้หญิง (ยังไม่เคยมีเพศแม่/เมียได้รางวัลโนเบลสาขานี้มาก่อน)
และเชี่ยวชาญการศึกษาวิเคราะห์เรื่องเศรษฐาภิบาล (economic governance) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสมบัติส่วนรวม (the commons) อีกต่างหาก-อันเป็นเรื่องที่อยู่นอกกระแสหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์แบบทุน-นิยมตลาดเสรี (อนึ่ง นักวิชาการไทยผู้เชี่ยวชาญและสนใจศึกษาเรื่องทำนองเดียวกันนี้ได้แก่ศาสตราจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น)
พูดไปก็ไลฟ์บอย สู้ให้อาจารย์ออสทรอมพูดถึงงานของแกเองดีกว่าครับ ในบทสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับอดัม สมิธ (ชื่อพ้องโดยบังเอิญกับปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมคลาสสิคชาวอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18) หัวหน้าบรรณาธิการเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลทันทีที่เธอทราบผลรางวัลเมื่อ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา :-
ออสทรอม : ฮัลโหล
สมิธ : อ้อ อรุณสวัสดิ์ครับ ขอพูดกับคุณเอลินอร์ ออสทรอม ได้ไหมครับ?
ออสทรอม : ได้เลยค่ะ
สมิธ : ฮัลโหล ผมชื่ออดัม สมิธ ครับ ผมโทร.มาจากเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลในสตอกโฮล์ม
ออสทรอม : ค่ะ อดัม สมิธ แหมชื่อชอบกลอะไรอย่างนี้! ขอโทษด้วยค่ะ คุณคงถูกล้อบ่อยอยู่ซีนะคะ
สมิธ : แม่นแล้วครับและผมคิดว่าบางทีคนได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ ก็มักจะคิดว่าผมเป็นพวกโทร.มาหลอกเล่นเวลาผมติดต่อมาแบบนี้ คือเรามีธรรมเนียมที่จะบันทึกคำสัมภาษณ์สั้นๆ ทางโทรศัพท์กับผู้ได้รางวัลโนเบลรายใหม่ไว้บนเว็บไซต์มูลนิธิโนเบลของเราน่ะครับ คงไม่ว่าอะไรนะครับที่จะคุยกัน สักสองสามนาที?
ออสทรอม : ยินดีค่ะ
สมิธ : ขอบคุณมากจริงๆ ครับ แน่นอน ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ได้รางวัล
ออสทรอม : ค่ะ เป็นเกียรติที่เหลือเชื่อจริงๆ
สมิธ : อย่างที่เขาเพิ่งแถลงข่าวกันไปนะครับว่าคุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลนี้ในประวัติ 40 ปีของรางวัลเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งชาติสวีเดน (ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นรางวัลโนเบลสาขาที่ 6 ในชั้นหลังเมื่อปี ค.ศ.1968 นี้เอง-ผู้เขียน) นั่นทำให้คุณรู้สึกได้รับเกียรติยิ่งขึ้นไหมครับ?
ออสทรอม : ใช่ค่ะ ในฐานะคนที่เคยผ่านยุคที่พอดิฉันคิดจะเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาก็ถูกปรามใหญ่ว่าอย่าเลย เพราะดิฉันไม่มีวันจะได้ทำอย่างอื่นนอกจากสอนหนังสือในวิทยาลัยเล็กๆ ประจำเมืองแค่นั้น…(หัวเราะ) ก็นับว่าชีวิตเปลี่ยนไปมากทีเดียว!
สมิธ : คุณคิดว่าอัตราส่วนทางเพศของผู้ได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์มันเป็นตัวแทนสะท้อนภาพอัตราส่วนทางเพศของคนที่กำลังทำงานในสาขาวิชานี้หรือเปล่าครับ, รึว่าเอาเข้าจริงมันเปลี่ยนไปแล้ว?
ออสทรอม : มันเปลี่ยนไปช้าๆ ค่ะ ดิฉันเคยไปร่วมประชุมเศรษฐศาสตร์หลายครั้งโดยที่ดิฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องประชุม แต่นั่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ นะคะ และดิฉันคิดว่าตอนนี้ก็เป็นที่ยอมรับนับถือมากขึ้นว่าผู้หญิงสามารถอุทิศคุณูปการสำคัญให้สาขาวิชานี้ได้ และดิฉันหวังว่าการแสดงความตระหนักเรื่องดังกล่าวผ่านการให้รางวัลครั้งนี้จะช่วยให้ความเปลี่ยนแปลงคลี่คลายขยายตัวต่อไป
สมิธ : ครับ ผมคิดว่ามันส่งสัญญาณที่แรงมากเลยทีเดียว ทีนี้เท่าที่ผมทราบคุณศึกษาเรื่องการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ (common property) ผ่านการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกัน (common ownership) โดยเปรียบเทียบมันกับผลของ…
ออสทรอม : ใช่ค่ะ นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องต่างๆ ที่ดิฉันศึกษา
สมิธ : จะพูดได้ไหมครับว่ากล่าวโดยกว้างๆ แล้วคุณพบว่ากรรมสิทธิ์ร่วมอาจมีประสิทธิผลมากกว่าที่คนเขาคิดกัน?
ออสทรอม : ถูกต้องค่ะ! มันไม่ใช่ยาสารพัดนึกหรอกนะคะ แต่ก็มีประสิทธิผลกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไปมาก
สมิธ : แล้วพอจะยกตัวอย่างสักกรณีที่เป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ?
ออสทรอม : งั้นดิฉันขอยกตัวอย่างชาวประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนก็แล้วกัน สมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1920 พวกเขาแทบจะทำลายการประมงกุ้งทะเลใหญ่พังไปเลยทีเดียว แล้วพวกเขาก็มาจับกลุ่มกันใหม่และขบคิดอย่างหนักว่าจะทำยังไงดี ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง พวกเขาก็ค่อยๆ พัฒนากฎเกณฑ์แนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งชุดหนึ่งในการติดตามตรวจตราการจับกุ้งทะเลใหญ่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้การประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งหนึ่งในโลก ตอนนี้ภัยคุกคามใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คืออุตสาหกรรมประมงรอบบริเวณนั้นพากันจับปลามากมายเกินขนาดเสียจนกระทั่งกุ้งทะเลเลยกลายเป็นตัวอย่างสุดขั้วของ… ถ้ามีโรคหรืออะไรบางอย่างเกิดขึ้น เช่นแมลงที่นำเชื้อโรคมาแพร่ กุ้งทะเลพวกนี้ก็จะล่อแหลมต่อภยันตรายมาก แต่ชาวประมงกลุ่มนี้ก็นับว่ามีประสิทธิภาพเหลือเชื่อในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ยังมีกลุ่มขนาดกลางและเล็กอื่นๆ อีกมากที่เข้าแบกรับภาระรับผิดชอบในการจัดตั้งการอภิบาลทรัพยากรไว้ เราได้ศึกษาระบบชลประทานหลายร้อยแห่งในเนปาล และปรากฏว่าระบบชลประทานที่ชาวนาจัดการกันเองมีประสิทธิผลกว่าระบบชลประทานวิลิศมาหราที่สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย, ธนาคารโลก, หรือองค์การยูเสด ฯลฯ เสียอีกในเชิงของการจัดส่งน้ำไปให้ถึงปลายท่อ, ผลิตภาพที่สูงกว่า, ต้นทุนต่ำกว่า เป็นต้น ดังนั้นที่เราพบก็คือกลุ่มท้องถิ่นจำนวนมากมีประสิทธิผลสูง แต่มันไม่จริงครอบจักรวาลนะคะ ดังนั้นมาถึงตอนนี้เราจะทำไร้เดียงสาแล้วคิดง่ายๆ ว่า “เอาล่ะ งั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของประชาชนก็แล้วกัน พวกเขาจะจัดตั้งกันเองอยู่ตลอดไปนั่นแหละ” ไม่ได้, มีภาวการณ์หลายแบบทีเดียวที่ยับยั้งผู้คนไม่ให้จัดตั้งกันเองขึ้นมา
สมิธ : ใช่ครับ
ออสทรอม : และดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจทั้งสภาพเงื่อนไขที่พวกเขาสามารถจัดตั้งกันเองได้ รวมไปถึงสภาพเงื่อนไขที่พวกเขายินดีจะจัดตั้งกันขึ้นด้วย
สมิธ : ผมว่าจะถามคุณอยู่ทีเดียวล่ะครับว่า งานวิจัยของคุณช่วยให้ความกระจ่างเรื่องสภาพเงื่อนไขที่นำไปสู่การจัดตั้งกันเองที่ดีด้วยไหม, มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ต้องดำรงอยู่ด้วยหรือเปล่าเพื่อที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เช่น ผู้เข้าร่วมต้องมีเวลามากพอที่จะมาช่วยกันคิดอ่านจนทะลุปรุโปร่งว่าชุดระเบียบข้อบังคับของพวกเขาควรจะออกมาอย่างไร?
ออสทรอม : ใช่ค่ะ ดิฉันมีบทความลงพิมพ์ในนิตยสาร Science เดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่แจกแจงกรอบการวินิจฉัยกว้างๆ และระบุตัวแปรจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการจัดตั้งกันเองขึ้นมา (ดู Elinor Ostrom, “A General Framework for Analyzing Sustainability of Social-Ecological Systems”, Science, 325 : 5939 (24 July 2009), 419-422)
สมิธ : แต่ถึงอย่างนั้นคุณจะพูดอย่างกว้างๆ ไหมครับว่า เราควรจะใช้และไว้วางใจการจัดตั้งกันเองมากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้? ว่าสังคมควรมุ่งไปสู่การพยายามติดตั้งโครงสร้างของการจัดตั้งกันเองขึ้นมา?
ออสทรอม : ค่ะ แต่ต้องไม่เป็นสูตรสำเร็จนะคะ อย่างตอนนี้นี่มีความพยายามเยอะแยะมากมายที่จะกระจายอำนาจและพวกเขาก็สร้างสูตรสำเร็จตายตัวขึ้นมาแล้วประทานกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ประชาชนจากเบื้องบนพลางบอกว่า “เอ้าเอาไป มันเป็นของพวกเอ็งแล้วตอนนี้” แบบนั้นมันก็ไม่ค่อยได้เรื่องเหมือนกัน
สมิธ : มันก็เป็นเรื่องประณีตแนบเนียนมากอีกตามเคยซีนะครับ…
ออสทรอม : นี่มันก็…ใช่ค่ะ และคุณต้องคิดถึงความหลากหลายของมันด้วย ถ้าคุณดูชนบท ลองคิดถึงความหลากหลายที่นั่นในเชิงนิเวศวิทยาสิคะ คราวนี้ถ้าคนเราคิดจะจัดการความหลากหลายทางนิเวศวิทยาละก็ ไม่มีกฎเกณฑ์ชุดใดชุดเดียวจะใช้ได้ทั้งในเขตกึ่งแห้งแล้งเทียบกับเขตร้อนชื้นหรอกค่ะ มันต้องใช้กฎเกณฑ์ ต่างกัน
สมิธ : จริงทีเดียวครับ อีกอย่างที่คุณทำก็คือดำเนินการทดลองในห้องทดลอง…
ออสทรอม : อ๋อ, ใช่ค่ะ!
สมิธ : ซึ่งผมเชื่อว่ามันแสดงให้เห็นว่าผู้คนดูจะยินดีบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงร่วมกันมามากกว่าที่เคยคาดคิดกันเอาไว้อีกนั่นแหละ
ออสทรอม : ใช่ค่ะ การทดลองของเราแสดงผลที่ว่านั้น แต่เรายังแสดงให้เห็นด้วยว่าการติดต่อสื่อสารแบบซึ่งหน้าหรือกระทั่งด้วยตัวเขียนมีบทบาทสำคัญมาก เดิมทีที่คาดกันไว้ก็คือจะไม่มีใครติดตามตรวจตราตัวเองเลย เพราะมันเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคมระดับที่สองถ้าว่ากันตามทฤษฎีเกม แต่ที่เราค้นพบคือคนเรายอมที่จะติดตามตรวจตราตัวเองอยู่ ทว่ามันก็อาจ…คนเราอาจไต่ระดับลุกลามกลายเป็นเรื่อง “ฉันจะลงโทษเธอ, เธอไปลงโทษเขาต่อ, ว่ากันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ” แล้วมันก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ แต่ถ้ามีการติดต่อสื่อสารเข้ามา มีข้อตกลงกันว่าอะไรจะเป็น…เราจะทำอะไรกัน โดยนิยามคำว่า “เรา” ให้รัดกุมชัดเจนแล้ว คนเราก็จะสามารถทำตามกฎ, ร่วมไม้ร่วมมือกัน และในบางครั้งบางคราวก็ลง โทษกันและกันเพื่อช่วยให้กิจกรรมนั้นดำเนินต่อไปได้
สมิธ : คุณเอ่ยถึงทฤษฎีเกม เอาเข้าจริงที่เราเห็นอยู่นี่มันใช่เป็นการขยายทฤษฎีเกมออกไปมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วอะไรบ้างเป็นเกมที่ผู้คนเล่นกันซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อพัฒนาโครงสร้างเหล่านี้ขึ้นมา?
ออสทรอม : ทฤษฎีเกมสำคัญเอามากๆ ทีเดียวในงานของเราตรงที่เราสามารถนำแบบจำลองต่างๆ ของทฤษฎีเกมไปไว้ในห้องทดลองแล้วทดสอบมันดูได้ ดังนั้นการที่ดิฉันได้เริ่มรู้จักงานของไรน์ฮาร์ด เซลเต็น ซึ่งได้รางวัลโนเบลเหมือนกัน (นักคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เยอรมันผู้ร่วมรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ.1994 ในฐานะที่ได้พัฒนาทฤษฎีเกม-ผู้เขียน) ในสมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญมากๆ เลยในกระบวนการฝึกฝนของดิฉัน เรายัง… ทฤษฎีเกมคลาสสิคนั้น ช่วยให้คาดการณ์ได้มากในสภาพแวดล้อมบางอย่าง แต่ไม่อาจคาดการณ์ได้เต็มร้อยไม่ว่า ในลักษณะ หรือวิถีทางใดในสภาพแวดล้อมที่เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคม แต่กระนั้นมันก็ช่วยเราวิเคราะห์ได้มาก และพอเราพัฒนาทฤษฎีพฤติกรรมของมนุษย์และกลไกแบบแผนอื่นๆ เราก็สามารถ อธิบายได้ว่าทำไมผู้คนจึงร่วมมือกันในบางภาวการณ์และไม่ร่วมมือกันในภาวการณ์อื่นๆ
สมิธ : ครับ ใช่เลย ผมอยากจะจบโดยถามว่า คุณถือว่างานของคุณเป็นเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ หรือบางทีมันอาจไม่สำคัญว่างานของคุณเป็นอะไร, ติดยี่ห้อใด?
ออสทรอม : ดิฉันถือว่ามันเป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือการศึกษาภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่างๆ ทางสังคม ดิฉันถูกฝึกหนักมาทางเศรษฐศาสตร์สมัยปริญญาตรี ดิฉันเรียนกับอาร์เมน อัลเชียน (ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์กิตติคุณชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส-ผู้เขียน) และคนอื่นๆ แล้วก็ทำงานกับไรน์ฮาร์ด เซลเต็น ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ตอนนี้ดิฉันก็ทำงานกับเพื่อนร่วมงานสองคนที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ในเมืองบลูมิงตันนี่ซึ่งพวกเขาสำคัญต่องานของดิฉันมากๆ เลยทีเดียว สามีของดิฉันก็เคยทำงานกับชาร์ลี ไทเบาท์ (นักเศรษฐศาสตร์และภูมิศาสตร์อเมริกัน-ผู้แปล) และพวกเขาก็ช่วยกันพัฒนาทฤษฎีองค์การมหานครขึ้นมาซึ่งให้ภาพรวมทางเศรษฐ/รัฐศาสตร์ ดังนั้น… ก็เรียกว่าดิฉันข้ามพรมแดนวิชาการสาขาต่างๆ แหละค่ะ ไม่ต้องสงสัยเลยเรื่องนั้นน่ะ!
สมิธ : ผมคาดว่าการให้รางวัลหนนี้มีศักยภาพที่จะจับจินตนาการของสาธารณชนนะครับ เพราะคำประกาศกิตติคุณติดยี่ห้อมันว่าเศรษฐาภิบาล และคุณเองก็กำลังพูดถึงการที่ผู้คนจะไปเข้าร่วมกับกระบวนการอภิบาลของพวกเขาเอง?
ออสทรอม : ค่ะ!
สมิธ : มันน่าจะเป็น…มันน่าจะจุดประกายจินตนาการของผู้คนและพวกเขาก็จะ…
ออสทรอม : ดิฉันหวังเช่นนั้นค่ะ! (หัวเราะ) นั่นเป็นสิ่งที่ดิฉันพยายามทำมาชั่วชีวิต! มนุษย์เรามีสมรรถนะอันใหญ่หลวง แต่ยังไงไม่ทราบเรามักรู้สึกว่าพวกเจ้าหน้าที่ราชการมีสมรรถนะทางพันธุกรรมบางอย่างซึ่งพวกเราที่เหลือไม่มี
สมิธ : อื้มหืม…
ออสทรอม : ดิฉันหวังว่าเราจะเปลี่ยนสิ่งนั้นได้
สมิธ : เยี่ยมเลยครับ น่ารักมากที่จบทำนองนั้น ขอบคุณครับ เมื่อคุณมาสตอกโฮล์มเดือนธันวาคมเพื่อรับรางวัล เราคงมีโอกาสคุยกันยาวกว่านี้นะครับ เอาล่ะ…
ออสทรอม : วิเศษมาก ดิฉันจะตั้งตารอค่ะ
สมิธ : ผมก็เช่นกันครับ ผมหวังว่าคุณจะใช้เวลาวันนี้ที่เหลืออย่างวิเศษสุดและขอแสดงความยินดีอีกครั้งครับ
ออสทรอม : ขอบคุณมากๆ ค่ะ
สมิธ : ขอบคุณครับ บ๊ายบาย
รางวัลโนเบิลเศรษฐศาสตร์หญิงคนแรก…common property ตุลาคม 22, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: การเมืองภาคประชาชน, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
บอกกันตามตรงครับ ว่าผมก็เป็นสานุศิษย์นอกกุฎิของ Ostrom ผ่านทางงานของ อ.อานันท์ กาฯจนพันธ์…ขอร่วมดีใจกับป้าแกด้วยนะคร้าบ..และขอนำบทความ อ.วรากรณ์ ที่เขียนถึงงาน Ostrom มาลงในที่นี่ด้วยครับ
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03221052§ionid=0130&day=2009-10-22
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2009 ผู้ได้รับรางวัลคือ Elinor Ostrom แห่ง Indiana University และ Oliver E. Williamson แห่ง Berkeley การประกาศรางวัลครั้งนี้มีความแปลกกว่าที่เคยเป็นมาพอควรเพราะ Ostrom เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขานี้ และเป็นนักรัฐศาสตร์การเมือง (Political Scientist) มิใช่นักเศรษฐศาสตร์โดยตรง
ผู้เขียนขอเขียนถึง Ostrom ผู้รับรางวัลโนเบิลหญิงก่อนและจักกล่าวถึง Williamson ในโอกาสต่อไป
การให้รางวัลแก่นาง Ostrom เรียกได้ว่าสร้างความแปลกใจพอควรแก่หมู่มวล นักเศรษฐศาสตร์ (อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่งที่ไม่รู้จักชื่อของเธอมาก่อน แม้แต่ Paul Krugman ผู้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปีที่แล้วก็ยอมรับว่าไม่คุ้นกับงานของเธอเลยเช่นกัน) เนื่องจากงานศึกษาของเธออยู่ในสาขาอื่นที่ก้ำกึ่งกับเศรษฐศาสตร์
วงการพนันซึ่งให้แต้มต่อรอง (รางวัลโนเบิลก็มีการพนันกันโดยผ่าน Ladbrokes ของอังกฤษ) ให้ Ostrom และ Williamson เท่ากันที่ 50 ต่อ 1 (แทง 1 ปอนด์จะได้ 50 ปอนด์) ซึ่งเป็นแต้มต่อรองสูงสุดที่มีให้ (แต้มต่อรองมีตั้งแต่ 2 ต่อ 1 ถึง 50 ต่อ 1 รวมจำนวน 42 คน)
ตัวเก็งที่แต้มต่อรองเป็น 2 ต่อ 1 ก็คือ Eugene Fama วัย 70 ปี เจ้าพ่อ Efficient Market Hypothesis ซึ่งกล่าวโดยย่อว่าราคาของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันในตลาดนั้นสะท้อนซึ่งสารสนเทศทั้งหมดเกี่ยวกับตัวของมันและจะเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลใหม่เสมอ
Elinor Ostrom อายุ 76 ปี เป็นหนึ่งใน 64 คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ (เป็น 1 ในผู้หญิง 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลทั้งหมด) นับตั้งแต่มีการให้รางวัลสาขานี้ใน ค.ศ.1969
คณะกรรมการผู้คัดเลือกระบุว่าทั้งสองได้รับรางวัลร่วมกันเนื่องจากได้ริเริ่มงานวิจัยในเรื่องที่แต่ละบุคคลสามารถร่วมมือกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และทำงานด้วยกันในชุมชนและองค์กรเอกชนเพื่อให้มนุษยชาติมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสมกับเจตนารมณ์ของการให้รางวัลโนเบิลและทั้งสองได้ทำงานในเรื่อง “Economic Governance”
สำหรับ Ostrom นั้นงานสำคัญของเธอคือการศึกษาวิจัยอย่างท้าทายแนวคิดเดิมในเรื่องปัญหาทรัพยากรที่มีเจ้าของร่วมกันใช้หลายรายโดยเธอเสนอว่าสามารถแก้ไขได้อย่างประสบความสำเร็จด้วยการร่วมมือกันของผู้ใช้ โดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐออกกฎเกณฑ์หรือใช้กลไกของเอกชน
หากจะเข้าใจว่าเหตุใดเธอจึงได้รับรางวัลโนเบิลเพราะการท้าทายนี้คงต้องกลับไปที่แนวคิดหรือความเข้าใจดั้งเดิมในเรื่องการจัดการทรัพยากรที่มีเจ้าของร่วมกันหลายราย (common property) ซึ่งสิ่งที่เป็นคลาสสิคในเศรษฐศาสตร์ก็คือเรื่อง Tragedy of The Commons (โศกนาฏกรรมของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน)
แนวคิดดั้งเดิมในเศรษฐศาสตร์ก็คือสำหรับสิ่งที่เป็น commons อันได้แก่ ทุ่งหญ้า บ่อน้ำ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชุมชน ทะเล ป่าไม้ พื้นที่ป่า ฯลฯ ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนมีปัญหาในการจัดการทั้งสิ้น กล่าวคือโดยธรรมชาติจะเกิดการใช้อย่างขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการออกกฎระเบียบโดยภาครัฐ และ/หรือใช้กลไกการทำงานของภาคเอกชน (privatization) เป็นเครื่องมือเข้าไปช่วยแก้ไข
เศรษฐศาสตร์มีคำกล่าวกันมานานว่า “everybody”s property is no one”s property” (“ทรัพย์สมบัติที่เป็นของทุกคน จะไม่เป็นของใครเลย”) ซึ่งหมายความว่าเมื่อความเป็นเจ้าของไม่ชัดเจนเพราะมีเจ้าของหลายเจ้า ปัญหาก็เกิดขึ้นจนต้องใช้ภาครัฐหรือมือเอกชนเข้าไปช่วย
ตัวอย่างได้แก่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเมืองต่างๆ ในยุโรป ตลอดเวลาหลายร้อยปีถูกใช้งานมากเกินไปจนถูกทำลายทิ้งร้างไม่มีหญ้าขึ้น เพราะเมื่อมันเป็นสมบัติกลาง ทุกคนก็นำสัตว์ เช่น แกะมาเลี้ยงกันเต็มไปหมด ยิ่งเลี้ยงมากก็ได้ผลประโยชน์มากโดยขาดการคำนึงถึงการบั่นทอนประโยชน์ของคนอื่น เมื่อทุกคนทำเช่นนี้สัตว์ที่เลี้ยงก็มีจำนวนมากเกินกว่าหญ้าที่มีพอให้สัตว์บริโภคเสมอ ในที่สุดทุ่งเลี้ยงสัตว์ก็เหี้ยนเตียนหมดสภาพจนถูกละทิ้งไป เมื่อหญ้าขึ้นใหม่ปัญหาเดิมก็แก้ไม่ตกเป็นโศกนาฏกรรมที่วนเวียนอยู่เสมอ
ทรัพยากรทางทะเลก็เหมือนกัน ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ทุกคนต้องการจับปลาให้ได้มาก ต่างคนต่างแย่งกันจับจนปลาร่อยหรอหรือใกล้สูญพันธุ์ เป็นโศกนาฏกรรมอีกเช่นกัน หากจะหลีกเลี่ยงปัญหาของ common property เช่นนี้ได้ รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงวางกฎระเบียบ เช่น ห้ามจับปลาตามฤดูกาล กำหนดขนาดตาข่าย หรือใช้กลไกตลาดเช่นประมูลสัมปทาน หรือให้เช่าพื้นที่เพื่อให้ความเป็นเจ้าของปรากฏชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้มากกว่าเดิม ถึงแม้จะเกิดปัญหาตามมาอีกมากเช่นกันก็ตาม (เช่น สัมปทานตัดป่าของไทยตัดเกินที่ได้รับ ปัญหาคอร์รัปชั่น เกิดต้นทุนสูงขึ้น)
Ostrom ท้าทายแนวคิดนี้โดยบอกว่าไม่ต้องใช้มือของรัฐและเอกชนหรอก ผู้ใช้ทรัพยากรเหล่านี้แหละสามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโศกนาฏกรรมนี้ได้ เธอได้ศึกษากรณีต่างๆ ในเรื่องปลา ทุ่งหญ้า ป่า ทะเลสาบ น้ำใต้ดิน ฯลฯ ที่เกิดขึ้นจริงอย่างกว้างขวางทั่วโลกและสรุปว่าความร่วมมือของประชาชนและ/หรือชุมชนสามารถนำไปสู่ข้อสรุปซึ่งแตกต่างจากที่ทฤษฎีดั้งเดิมพยากรณ์ไว้ว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมเสมอ
การให้รางวัลครั้งนี้มีนัยยะสำคัญในการกระตุ้นให้ชาวโลกตระหนักในเรื่องความร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกันโดยไม่ต้องรอคอยการแทรกแซงจากภาครัฐหรือการใช้กลไกตลาด เรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องโลกร้อน งานวิจัยของเธอแนะว่าป่วยการจะไปรอคอยข้อตกลงต่างๆ ของภาครัฐ ชาวโลกสามารถร่วมมือแก้ไขเองได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งกฎเกณฑ์ของภาครัฐ
ผู้เขียนเข้าใจว่าคณะกรรมการโนเบิลฯชุดนี้กระทำสิ่งที่ท้าทายหลายเรื่องเพราะต้องการให้รางวัลสร้างผลกระทบต่อชะตาชีวิตของชาวโลก เริ่มตั้งแต่ “ผูกมือ” ประธานาธิบดีโอบามาให้ใช้มาตรการสันติภาพ (ลดอาวุธนิวเคลียร์ แก้ไขปัญหาโลกร้อน สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง แก้ไขปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเกาหลีเหนือ) ตามที่ได้ประกาศไว้โดยการให้รางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพก่อนที่จะได้ทำอะไรมากมาย และในเรื่องนี้ก็ให้รางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์แก่ นักรัฐศาสตร์การเมือง (ในปี 2002 นักจิตวิทยา Daniel Kahneman ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์) และเป็นผู้หญิงคนแรกด้วย เพื่อสร้างการเป็นที่สนใจและสร้างจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรร่วมกันซึ่งเป็นปัญหาสำคัญยิ่งของโลก
หลังจากนี้คงจะมีนักเศรษฐศาสตร์ศึกษาและโต้เถียงการพยายามหักล้างความเชื่ออันเนิ่นนานของนักเศรษฐศาสตร์ในเรื่อง Tragedy of The Common อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแก่วงวิชาการเพราะจะได้ทำให้เข้าใจเรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจะมีคนตระหนักในปัญหามากขึ้น
คำหนึ่งที่ออกมาจากการให้รางวัลครั้งนี้ก็คือ Economic Governance การให้รางวัลในปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลกมีนัยยะว่าโลกต้องให้ความสำคัญแก่ปัญหา Governance (การดูแล กำกับ ควบคุม และจัดการ) ซึ่งเคยใช้เศรษฐศาสตร์เป็นอาวุธสำคัญมาเนิ่นนาน โดยในปัจจุบันมิควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะแต่สาขานี้เท่านั้น วิกฤตโลกที่เกิดขึ้นครั้งนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างอันเกิดจากการใช้ศาสตร์เดียวอย่างชัดเจน
ปาฐกถา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: เศรษฐศาสตร์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง ตุลาคม 20, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: ธรรมศาสตร์, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
“ความแตกต่างระหว่างวิชาเศรษฐศาสตร์และลัทธิบูชาเศรษฐกิจ อยู่ที่ฝ่ายหลังมักจะของยืมทฤษฎีหรือจินตภาพของฝ่ายแรกไปใช้อย่างสามานย์ ทำให้เกิดชุดความคดที่คล้ายกันหรือเหมือนกันขึ้นมาอีกชุดหนึ่งซึ่งหลุดออกจากความเป็นวิชาการ กลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองบ้าง เป็นข้ออ้างทางสังคมบ้าง สุดแท้แต่ว่าจะนำไปใช้ในบริบทใด”…….
ปาฐกถา 60 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนตุลาคม โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวข้อ เศรษฐศาสตร์กับการผลิตอวิชชาเชิงโครงสร้าง (Economic Religion and the Production of Structural Ignorance) ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันจันทร์ที่ 19 ต.ค. 2552
การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น กันยายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: ชุมชน, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
โดย พิรอบ แต้มประสิทธิ์
กระบวนการอำนาจรัฐและตลาดเป็นบริบทสำคัญของ”เสรีนิยมใหม่”ที่ เข้าไปปรับโครงสร้างชนบทไทย ผู้คนอยู่อย่างไร้ตัวตน เสี่ยงและไร้อำนาจควบคุมชีวิต
ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวปาฐกถา 60 ปีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “การปรับโครงสร้างชนบทไทยกับปัญหาที่มองไม่เห็น“ โดยเกริ่นนำงานวิทยานิพนธ์ของเขาปี 2524ว่า การเปลี่ยนแปลงชนบทในกระแสการพัฒนาแบบทุนนิยม สังคมชนบทมีการเปลี่ยนแปลงในขณะนั้น โดยชาวนาที่ทำนาเช่า เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ภาพที่เห็นเจ้าของนามีการตวงข้าวกัน มีการแชร์ครึ่งกัน ชาวนาได้ผนวกเข้ากับระบบการผลิตแบบทุนนิยม และต่อมาหลังการทำนามีการปลุกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ ถั่วเหลืองครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งปลูกหอมหัวใหญ่ ระบบการผลิตไม่ได้เป็นแบบทุนนิยมเสียทั้งหมด เช่นกันกรณีใช้น้ำทำนาด้านหนึ่งชาวนาใช้น้ำจากการทำหมืองฝายและด้านหนึ่งตอก น้ำบาดาลใส่น้ำทำนา
ดร.อานันท์ กล่าวว่าเมื่อไปศึกษาชนบท พบว่ามีการเชื่อมโยงกับอำนาจภายนอกมาก ที่มีทั้งรัฐและระบบตลาด เช่นมีการนำวัว ควายไปขายในตลาด การทำเหมืองฝาย มีการใช้น้ำในนาถึง 3 หมื่นไร่ มีความแตกต่าง การกระจายตัวและเหลื่อมล้ำในชุมชนอย่างมหาศาล โดยบางคนไม่มีข้าวในนาจนต้องรับจ้าง มีความขัดแย้งกันมาก คนจำนวนมากไม่มีพื้นที่ทำนา คนที่มีนาก็ให้เช่าจำนวนมาก และมีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น
โดยสรุปในปี2523-2524 กระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างชนบทในยุคพัฒนาแบบทุนนิยม มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนบท(Agrarian Tranformation) เน้นมุมมองเฉพาะด้านการผลิต ที่ดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยม เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความขัดแย้งและความรุนแรงในท้องถิ่น และมีความสัมพันธ์กับรัฐและทุน มีการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมต่างๆระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถ ในการเข้าถึงทุนแตกต่างกัน จนนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.อานันท์ กล่าวว่า แต่เมื่อมีพลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างชนบทในปัจจุบัน เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือเสรีนิยมใหม่ จะเห็นการทำงานของกลไกตลาดเสรีที่ไร้พรมแดน ในยุคหลังการพัฒนา( post-Development) หากไม่นำการรื้อปรับโครงสร้างชนบท(Rural restructuring) ก็จะไม่เข้าใจการปรับตัวของโครงสร้างชนบท ดูเสมือนว่ามีกลไกทำงานได้ด้วยตัวเองของระบบทุนนิยม แต่เมื่อมองการทำงานตามกลไกตลาด มองเฉพาะการผลิต”อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมอง”การบริโภค”ที่มีหลายอย่าง ซึ่งในวิชาสังคมวิทยา ต้องเข้าใจถึงกระบวนการ การบริโภค ความหมาย ความรู้ อุดมการณ์ เข้าไว้ด้วยกัน จึงทำให้ได้ภาพกระจ่างชัด
“มองชนบทว่ามีการโดดเดียวไม่ได้ เพราะมีความเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เป็น Community chain มีการค้าชายแดน ข้ามพรมแดน เป็นภาพปรากฏที่มองเห็นกัน ทำเขื่อนประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีการซื้อน้ำกลับมา”
ในงานวิทยานิพนธ์ วาทกรรมการพัฒนา:กรณีศึกษาปลาบึก เมื่อเปิดเสรีทางการค้ากับจีนเข้ามามีการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ฝ่ายกระแสกลุ่มอนุรักษ์ ได้ใช้วาทกรรมต่อสู้ให้หยุดล่าปลาบึกที่ว่ากระบวนการพัฒนาให้คนในท้องถิ่น ที่จับปลาบึกมาก่อนให้หยุดจับปลาบึก โดยพยายามกีดกันคนท้องถิ่นออกจาก ทรัพยากรธรรมชาติ โดยกระแสอนุรักษ์ได้ใช้ความรู้ วาทกรรมในการครอบงำคนท้องถิ่น ต้องยึดความรู้การพัฒนาจากภายนอก
แต่ชาวบ้านได้ดำเนินการต่อรองช่วงชิงในการร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ความรู้ วาทกรรม ตอบโต้สู้กับอำนาจกระแสพัฒนาที่มาจากภายนอก ที่กระแสอนุรักษ์พยายามกีดกันไม่ให้จับปลาปึก เพื่อคนท้องถิ่นต้องการเข้าไปจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้
ความหมายตรงนี้ ดร.อานันท์ ตั้งคำถามว่า ตลาดเสรีทำงานได้เองจริงหรือ? จึงต้องมองด้านภาพที่ปรากฏและด้านที่มองไม่เห็น ทั้งบทบาทของภาครัฐ และวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการเชิงซ้อน ทั้งการขายสินค้า และการบริโภค และความหมาย ทำงานผ่านวาทกรรมการพัฒนา และการครอบงำความรู้ทั้งสิ้น
รวมไปถึงบริบทสำคัญของ“เสรีนิยมใหม่”ที่มาจากธนาคารโลก เป็นปัจจัยหลัก ในการจัดสรรทรัพยากร ที่ดิน และสภาพแวดล้อม ว่ามีการพลิกผันเปลี่ยนแปลง อาทิการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นปัจเจกชน การออกเอกสารสิทธิ การเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า โดยการส่งเสริมการขยายตัวของพืชพาณิชย์ เช่น การปลูกยาง ปาล์มน้ำมัน เมื่อมีการปลูกพืชพาณิชย์ ก็เป็นการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นสินค้า หมายความว่าทำให้มูลค่าที่ดินมีค่ามากขึ้น อย่างกรณีน้ำก็เช่นกัน ถ้ามีการสร้างเขื่อน เมื่อเกิดพลังงาน น้ำก็มีมูลค่าเปลี่ยนไป
ในพื้นที่ชายขอบชนบทภาคเหนือได้มีการขยายตัวปลูกยางพาราขนาดใหญ่ โดยการเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น รัฐขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจาก พื้นที่ (De-Territorialization) โดยให้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งเสริมให้มีการ ปลูกยาง ขยายเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน
ดร.อานันท์ กล่าวว่ารัฐได้ขยายพื้นที่เข้าไปในอนุรักษ์ และออกกฎหมายมาบังคับ มีการครอบงำทางความรู้ และบอกชาวบ้านว่าการทำไร่เกษตรมันล้าหลังทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการปลูกยางพาราจะดีกว่าการปลูกพืชไร่ ตรงนี้ได้ถามชาวบ้าน เขาตอบว่าถ้าปลูกข้าวจะถูกจับในป่าอุทยานแห่งชาติ ถ้าปลูกยาง สามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งการปลูกยางพารามีความซับซ้อนแฝงอยู่ โดยถ้าปลูกยางนั่นหมายความว่าทันสมัย แต่ถ้าปลูกข้าว หมายถึงล้าหลัง ชาวบ้านได้ต่อรองหันไปปลูกยาง เพื่อให้ได้ใช้พื้นที่ป่าทำไร่ข้าว ซึ่งถูกรัฐห้ามไว้ โดยการปลูกยางพารา เพื่อไม่ให้ถูกจับ
เช่นเดียวกับการปลูกยางในภาคอีสาน ที่บ้านกุดชุม รัฐมีนโยบายให้ปลูกยางพารา แต่ต่อมามีการลดการปลูกยาง หันกลับไปส่งเสริมการปลูกพืชอุตสาหกรรมและพืชทดแทนพลังงาน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด
และกรณีเขื่อนปากมูล รัฐได้เข้าไปสร้างเขื่อนได้มีการเปลี่ยนทรัพยากรทุน จนมีการแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมกันขึ้น จนรัฐขยายอำนาจเข้าไปควบคุมทรัพยากร แล้วเข้ามาเปลี่ยนเป็นทุนของตัวเอง
“กระบวนการขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization)ได้ยอก ย้อน จากการปลูกยางที่ภาคเหนือ และอีสานได้มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา โดยรัฐมีนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รองรับการขยายตัวของตลาด”ดร.อานันท์ กล่าว
ดร.อานันท์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างในการเข้าถึงทรัพยากร ซับซ้อนและยอกย้อน ที่เป็นปัญหามองไม่เห็น ที่บทบาทของรัฐในเชิงนโยบาย โดยการครอบงำความรู้ กระบวนการยอกย้อนไปมาของการขยายอำนาจรัฐ เหนือทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด การกีดกันและการช่วงชิงทรัพยากรอย่างเข้มข้นและรุนแรง จนทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร ความไม่มั่นคงและความเสี่ยงในการดำรงชีวิตของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์
การปรับโครงสร้างชนบทมีคำถามว่า ชาวนาถูกผลักออกจากภาคเกษตรหมดแล้วจริงหรือ ? โดยที่การช่วงชิง และการกีดกันการเข้าถึงที่ดินเกษตร มีกระบวนการเบียดขับออกจากการเป็นชาวนา เพราะจากปรากฏการณ์ขายที่นากันจำนวนมาก ที่นากลายเป็นของนายทุนต่างชาติ การใช้พื้นที่เกษตรกรรมซับซ้อนมากขึ้น พื้นที่อยู่ภายใต้การกำกับของตลาดหรือ”กลไกเชิงสถาบัน” อำนาจการตัดสินใจ อยู่ที่อำนาจภายนอก เชื่อมโยงอยู่กับรัฐ และการตลาดโลก
ดร.อานันท์ กล่าวหลายพื้นที่ในชนบท มีการจ้างงานคนชนบทถูกผนวกเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดโลก อุตสาหกรรมขนาดเล็กขยายตัวเข้ามาในชนบท แรงงานออกไปรับจ้างนอกภาคเกษตร มีการรับงานมาทำที่บ้านมีการเหมาช่วง การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการเกษตร บางหมู่บ้านมีแรงงานออกจากภาคเกษตร ชุมชนชนบทกลายเป็นหอพักไปแล้ว
“ภาพปรากฏ การปรับโครงสร้างชนบทไม่ได้มองอย่างกรอบคิดคู่ตรงข้ามที่ชาวนาต้องล้มละลาย จากภาคเกษตร เพราะในชนบทมีการระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ที่ชาวนาทำการผลิตมีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์อยู่ แต่เป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ดินเป็นสถานที่ปลูกพืชอุตสากรรมการเกษตรอินทรีย์ของบริษัทต่างชาติ แต่คนชนบทต้องทำงานในโรงงาน แรงงานได้กลายเป็นสินค้า คนงานที่อยู่ในโรงงาน ถูกครอบงำความคิด กลายเป็นค่าจ้างในโรงงาน เมื่อให้ทำงานเพิ่มแล้วบอกว่ามีค่าจ้างเงินขยัน แรงงานคนชนบทได้กลายเป็นทาสของค่าจ้าง”
ดร.อานันท์ กล่าวว่า เป็นปัญหาที่มองไม่เห็น ที่มีการยอกย้อนกลับไปกลับมา มองแบบเหมารวมไม่ได้ โดยแรงงานเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นชาวนาใหม่ (Re-Peasantization)ได้ หรือมีความสัมพันธ์อยู่กับโลกาภิวัตน์ หรือหันกลับมาปลูกพืชตามบงการของตลาด โลก ทำอุตสาหกรรมอาหาร แต่ชีวิตคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่าง“ไร้ตัวตน” ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ที่ไร้กำกับการควบคุม มีชีวิตเสี่ยง ที่เป็นคนงานอยู่บนที่ดินของตน
“โครงสร้างชีวิตในชนบท แฝงค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) จากการถูกกีดกันเข้าถึงทรัพยากร ไร้กลไกควบคุมตลาด การครอบงำอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)มีการสูญเสียสูง(High Lost)ไร้ตัวตน ไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ดร.อานันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทางด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้สอนที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ถือเป็นโชคดีที่ได้มองทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีความสัมพันธ์กัน ได้เห็นชาวบ้านมีการเรียกร้องซึ่งเป็น“จุดตัด”สำคัญ พยายามกดดันให้เกิดกลไกสถาบันใหม่ๆเคลื่อนไหวต่อรองกับอำนาจรัฐและไม่ให้ ตลาดทำงานฝ่ายเดียว เช่นให้มีป่าชุมชน โฉนดชุมขน เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงทุน มีการต่อรองที่มี”ตัวตนและอัตลักษณ์”ในการจัดสรรทรัพยากรเอง นอกจากรัฐและตลาด ที่เป็นตัวกำกับและผู้กระทำฝ่ายเดียว
เกิดอะไรขึ้นที่มาบตาพุด สิงหาคม 24, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมืองภาคประชาชน, วิธีคิด, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
เป็น คำถามที่หลายฝ่ายได้ถามกับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดขึ้นเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ จากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2523
คำถามข้างต้นถี่ขึ้นและมี เสียงดังมากขึ้นตามลำดับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาครัฐตกอยู่ในภาวะที่ตั้งรับแบบกระท่อนกระแท่น ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ
ที่พูดเช่นนี้ได้ก็เพราะมีกรณีที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด ฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นคดีต่อศาลปกครองในกรณีอนุญาตให้มีการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำ น้ำโดยการอนุมัติของ กนอ. โดยศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้ กนอ.ชำระค่าตอบแทนต่อเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นเงินจำนวนมากถึง 400 ล้านบาท เป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันที่ไม่ไปด้วยกัน หรือไปไม่พร้อมกันขององคาพยพของรัฐระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น
ปี 2549 (25 ปีหลังจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 3 ของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
และต่อมาก็ได้มีการยื่นฟ้องเป็นคดี ต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ให้ภาครัฐประกาศให้พื้นที่ของมาบตาพุดและเมืองระยองบางส่วน เป็นเขตควบคุมมลพิษตามแนวทางของกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ในเรื่องนี้ศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ให้ท้องที่ของเทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535
กรณีนี้ก็เป็นการสะท้อนการ ไม่ไปด้วยกันของภาครัฐ/ภาคนอกรัฐ ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มีการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนแล้ว (ผ่านอีไอเอแล้ว/มีการดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ของอีไอเอแล้ว)
อีกฝ่ายหนึ่งมีคำถามว่า ทำไมจึงมีการเจ็บป่วยและความเดือดร้อนของชุมชนโดยรอบอยู่เนืองๆ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสะท้อนการไม่เชื่อมั่นในมาตรการหรือกลไกที่รัฐกำกับดูแล
เป็น การแสดงออกถึงความต้องการที่จะขอเข้ามามีส่วนร่วม (Part-Taking) ในการจัดการในเรื่องนี้ เป็นการแสดงออกโดยทางตรง โดยผู้แทนของชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นๆ โดยไม่อาศัยบทบาทหรือสถานะของผู้แทนในระบบการเมืองที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ส.ท. ส.อบต. หรือตัวแทนประเภทใดก็แล้วแต่ที่มีอยู่แต่เดิม
เป็นลักษณะการแสดงออก ทางการเมืองแบบทางตรง (Direct Democracy) โดยใช้ช่องทางหรือกลไกอื่นของรัฐที่มีอยู่ในที่นี้คือศาลปกครอง ที่ตนเองสามารถใช้การได้โดยตนเอง
ในขณะที่ก่อนหน้านี้มีการดำเนินการ ตามวิถีการเรียกร้องให้นับรวมเอาปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการบริหารจัดการประเทศ ตามครรลองของการเมืองภาคพลเมืองโดยการชุมนุม โดยการขัดขวาง โดยการล้อเลียน ฯลฯ
ล่าสุด 19 มิถุนายน 2552 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ฟ้องคดีต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรี 5 กระทรวง ประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง กนอ. เพื่อเรียกร้องให้การพิจารณาอนุมัติอีไอเอเป็นไปตามความในมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้องค์กรอิสระที่มีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มาให้ความเห็นรองรับก่อนจะมีการดำเนินการความก้าวหน้า
ในเรื่องนี้ ศาลปกครองมีคำสั่งให้คู่กรณีไปจัดทำแผนที่ตั้งโรงงานทั้ง 76 โรงงาน ว่ามีที่ตั้งอยู่ที่ใดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนที่ศาลจะมีดุลพินิจสั่งการ
ประเด็นปัญหาทั้ง 3 กรณีข้างต้นนั้นห้อมล้อมอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุมัติการจัดทำมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันโดยย่อว่าอีไอเอ ซึ่งเป็นมาตรการที่ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในปี 2535 (ปีที่ประกาศใช้บังคับกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535) แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และกำลังถูกแทนที่ ด้วยมาตรการที่ใหม่กว่าตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือ บทบาทขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ทรัพยากรธรรมชาติหรือสุขภาพ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพิ่มเติม/ตรวจสอบ/สอบทาน/คานความเห็นกับความคิดเห็น ของผู้ชำนาญการ และกระบวนการพิจารณาอนุมัติของอีไอเอ
เท่ากับว่า สังคมไทยได้พากันเคลื่อนออกไปจากตำแหน่งที่เคยยืนอยู่ตามกติกาที่เคยยึดอยู่ แต่เดิม เป็นการขยับตัวทางสังคมตามกรอบความคิดของ Gilles Deleuze และ Felix Guattari ที่พูดถึงเรื่องเส้นแบ่ง/เขตแดนกำลังเปลี่ยนแปลงของสังคมที่แต่เดิมเคยยอม รับ
ซึ่งในที่นี้ก็คือเรื่องของการพิจารณาอนุมัติอีไอเอ ในประเด็นความคิดเห็นของผู้ชำนาญการ ที่กำลังถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การกำหนดกติกากันขึ้นใหม่ โดยเป็นความคิดเห็นขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษา
หรือพูดได้ว่า สังคมกำลังลบเส้นแบ่ง/เขตแดนเดิมทิ้งไป (Deterritorialization) และกำลังลากเส้นแบ่งและเขตแดนกันขึ้นใหม่ (Reterritoralization) ขึ้นมาแทน
สภาวะ ทางสังคมเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาว่า จะนับว่าตรงไหนเป็นจุดสิ้นสุดของกฎเกณฑ์เดิม และตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้นของกติกาที่สร้างขึ้นใหม่ และกระบวนการแทนที่ของกติกาใหม่ย่อมไม่เป็นไปแบบราบเรียบอย่างแน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับฝ่ายใดเป็นผู้ได้รับหรือเสียประโยชน์จากกติกาเดิม/ใหม่
อย่างไรก็ตาม กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดจะต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
(1) ภาครัฐที่เป็นหน่วยงานด้านกำกับดูแลที่จะต้องเร่งรัดการสร้างกติกาใหม่แทนกติกาเก่า
(2) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุมัติอีไอเอไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่ควรได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ/เงื่อนไขเดิม
ความ เห็นในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีการนำ เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่มีความเห็นว่า การดำเนินตามมาตรา 67 นั้น รัฐจะต้องกำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในภาคปฏิบัติเสียก่อนโดย อิงความตามมาตรา 303 ประกอบกัน ดังนั้น ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายก็ย่อมต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเดิม (กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535) ไปก่อน
แต่ในขณะเดียวกัน การจะปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น (ในระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลปกครอง) นั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ไม่ควรจะละทิ้งประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนโดยรอบ ไม่ควรจะต้องรอจนกระทั่งมีการปรับปรุงข้อกฎหมายจนเป็นที่แล้วเสร็จแบบแป๊ะๆ และจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบและนำพาต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง หากจะมีการริเริ่มดำเนินการโดยคำแนะนำ ตรวจทาน ตรวจสอบมาตรการการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยสถาบันที่ทำหน้าที่ใน ทำนองเดียวกับมาตรา 67 ไปพลางก่อน
ย่อมจะเป็นการสร้างภาคปฏิบัติการ ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขใหม่ เส้นแบ่งใหม่/เขตแดนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างแท้ จริง เป็นการสร้างสังคมที่ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมสร้างอย่างแท้จริง
ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐ มิถุนายน 14, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การเมืองภาคประชาชน, ชีวิตนี้สั้นนัก, บทความ, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
โดย ระพี สาคริก
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปแทบทุกเรื่องที่กระจายอยู่บนแผ่นดินไทย แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ถูกขอร้องให้ไปร่วมเสวนาในรายการโทรทัศน์ เรื่องปัญหาที่ กทม.กำลังพิจารณาย้ายชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณป้อมพระกาฬมายาวนาน เพื่อออกไปสู่แผ่นดินใหม่ซึ่งชาวท้องถิ่นคงจะต้องไปสร้างที่อยู่อาศัยต่อไป คงไม่ใช่ให้เงินไปแล้วจะจบสิ้นถ้าไม่นึกถึงคุณค่าของจิตใจคนที่จำต้องตกอยู่ในสภาวะสูญเสียถิ่นกำเนิดของแต่ละคน
หลังจากนั้นฉันก็ได้รับการขอร้องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้ไปร่วมประชุมพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับราษฎรที่ตั้งรกรากอยู่ในเขตป่าไม้ซึ่งภายหลังพื้นที่ดังกล่าวได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนของชาติ หรือไม่ก็เข้าไปอาศัยอยู่ในภายหลังเพราะความไม่รู้
นอกจากนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สื่อรายงานออกมาเมื่อไม่นาน ถ้าแต่ละคนไม่ลืมง่าย เรื่องนั้นก็คือ “ปัญหาเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่น” ซึ่งได้มีการเคลื่อนไหวจากด้านล่างมานานพอสมควรแล้ว
ก่อนอื่นฉันคงต้องขอร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายเจริญสติเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณารู้เหตุรู้ผลซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะใช้เวลาสั้นยาวแค่ไหนซึ่งจริงๆ แล้วมีนิทานอีสปบทหนึ่งซึ่งบัดนี้ฉันมีอายุ 87 ปี แต่ก็ยังจำได้ดีตั้งแต่เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมตอนต้น เรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียว ที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง”
เธอที่รักทุกคน ก่อนอื่นขอให้หวนกลับไปมองสู่อดีตยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะได้ไม่ทำให้การแก้ปัญหาในปัจจุบันมีสภาพเหมือนกับเป็นการพายเรือในอ่าง โดยเฉพาะอดีตที่ล้อมกรอบใจเธอเองนั่นแหละ ถ้าเธอเป็นคนมีสติช่วยให้สนใจปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างจากความจริงที่อยู่ในใจตัวเองโดยไม่มองแต่เพียงปัญหาเฉพาะหน้าก็น่าจะยอมรับความจริงว่า “นิสัยคนไทยส่วนใหญ่มักดูถูกของเล็ก รวมทั้งเป็นคนลืมง่ายจึงมองข้ามของเล็กที่เป็นรากฐาน ไปสนใจของใหญ่”
เธอรู้ไหมว่าประเด็นดังกล่าวเกิดจากอะไร ฉันจะบอกความจริงให้ก็ได้ว่า สภาพที่ชี้ให้เห็นมาแล้วก็คือ “คนลืมตัว” เพราะเป็นความขาดสติ ทั้งๆ ที่สิ่งเล็กๆ นั้นหากมองได้ไม่ถึงเพราะตกอยู่ในความประมาทย่อมนำไปสู่ความหายนะในอนาคตที่เกิดจากเรื่องใหญ่ได้ไม่ยาก
ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในขณะนี้นั้นแท้จริงแล้วหาใช่เกิดเป็นเรื่องใหญ่มาแต่อดีต แต่เป็นเพราะว่าเราทั้งสองฝ่ายซึ่งตกอยู่ในความประมาทขาดสติจึงไม่หันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะคิดลงมือทำ ทั้งผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยและผู้ถืออำนาจ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะโทษทั้งสองฝ่ายโดยขาดเงื่อนไขที่ช่วยให้คิดได้ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คงไม่ชอบด้วยหลักธรรม เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ลืมตัวก็คงจะรู้เองว่าฝ่ายหนึ่งถืออำนาจอยู่ในมือส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมาด้วยใจ ดังนั้น จะให้ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนซึ่งมีน้ำหนักเท่ากันย่อมยังไม่สอดคล้องกันกับเหตุและผล
อนึ่ง ถ้าคิดจะแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ฝ่ายที่ยืนอยู่ด้านบนควรมีลักษณะแบบตาชั่ง ซึ่งหมายความว่า “เมื่อด้านหนึ่งขึ้นข้างบนอีกด้านหนึ่งควรจะลงข้างล่าง” สิ่งนี้ก็คือ เมื่อแต่ละคนมีทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขึ้นไปอยู่ด้านบน จิตใจก็ควรจะลงมาสู่ด้านล่างและนำปฏิบัติเพื่อคนข้างล่างอย่างมีความสุข
ประเด็นนี้เป็นหลักธรรมะจึงรับรองว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง แม้แต่ปัญหาที่แฝงอยู่ในวิถีการจัดการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานการพัฒนาสังคมอย่างสำคัญ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจแม้แต่เรื่องคอร์รัปชั่น นอกจากนั้นประเด็นที่ได้หยิบยกมาชี้แนะให้ปฏิบัติก็คือหลักประชาธิปไตยที่ไม่ต้องนำเรื่องอื่นมาอ้าง
ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าเธอสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้ คงนึกถึงคำเตือนจากคนในอดีตที่กล่าวฝากไว้ว่า “การคิดแก้ปัญหา อย่าหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า” ไม่เช่นนั้นแล้วอาจบานปลายไปสู่อนาคตที่ก่อผลเสียหายให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างร้ายแรงก็ได้
อนึ่ง ในเมื่อสิ่งใดก็ตามที่อยู่บนพื้นฐานด้านจิตใจมนุษย์ย่อมมีความละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ และรู้สึกได้ยากสำหรับมนุษย์ทุกคนผู้มีกิเลสไม่ว่ามีมากมีน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ถืออำนาจ ถ้ารากฐานจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจมีน้ำหนักในด้านขาดสติมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น ด้านนี้จึงควรมีความเมตตาอยู่ในส่วนลึกของหัวใจดังเช่นที่สัจธรรมได้ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อมีอำนาจก็ควรจะมีความเมตตาเอาไว้เพื่อสร้างสมดุลภายในจิตใจ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
ก่อนอื่นคงต้องหวนกลับมายอมรับความจริงว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้วกว่าจะรู้สึกได้ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายถ้าจะพูดสั้นๆ ก็คือ ควรจะใจเย็นที่สุด ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นผลดีด้วยกันทั้งคู่โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่ช่วยให้เกิดสติสัมปชัญญะอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าทั้งสองฝ่ายถือสัจธรรมภายในจิตใจให้มั่นคงอยู่ได้แล้ว ควรจะได้รับประโยชน์แก่จิตใจตนเองอย่างลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นครูสอนให้แต่ละคนมีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ ถ้ารู้เท่าทันว่าวัดที่แท้จริงนั้นมันอยู่ในใจเราเอง ส่วนวัดที่เป็นวัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น
อาจกล่าวว่า “เรื่องที่มันเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแสนนานโดยไม่มีใครหันไปสนใจกับมัน แล้วอยู่ๆ เราจะแก้ปัญหาให้มันจบสิ้นโดยฉับพลันได้ยังไงกัน ทั้งสองฝ่ายควรจะหยั่งรู้ความจริงได้เองว่าการคิดและปฏิบัตินั้นมันชอบด้วยเหตุผลแล้วหรือเปล่า? ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าฉันจะนำปัญหามาเฉลยคงไม่มีความประสงค์จะทำ เพราะถ้าขืนทำมันก็เหมือนกับดูถูกเธอโดยปริยายใช่หรือเปล่า”
อนึ่ง เรื่องความขัดแย้งนั้นมันเป็นธรรมดาของโลก แต่การคิดแก้ปัญหานั้นสิ ทั้งสองฝ่ายโปรดอย่าใช้อารมณ์ที่แฝงเอาไว้ด้วยกิเลส หากควรใช้ศิลปะซึ่งทุกคนควรจะมีอยู่ในจิตวิญญาณตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
ภายในพื้นฐานการจัดการศึกษาของไทยเท่าที่เป็นมาแล้ว เราลืมการเรียนรู้ในด้านศิลปะเพราะลืมตัวเนื่องจากศิลปะมีอยู่ในจิตวิญญาณของแต่ละคนอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าไม่ลืมตัวก็คงไม่ลืมสิ่งที่อยู่ในหัวใจตนเองอย่างแน่นอนจึงสามารนำเอาศิลปะอันเป็นธรรมชาติของชีวิตมาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก คงเน้นแต่วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน ซึ่งสิ่งนี้เองที่มันทำลายจิตวิญญาณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนอย่างปราศจากความรอบรู้ แทบทุกครั้งที่ฉันพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเรา ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแทบทุกเรื่อง ดังเช่นที่คนสมัยก่อนได้เตือนสติลูกหลานไว้ว่า “อย่าเป็นคนรู้มาก” ประเด็นนี้หาใช่ว่าฉันจะรังเกียจวิทยาศาสตร์ก็หาไม่ หากเป็นเพราะเราเรียนวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการใช้ศิลปะเป็นพื้นฐานใช่หรือเปล่า ถึงได้ทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีนิสัยลืมตัวจนกระทั่งใช้ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์กอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติมาทำลายจนกระทั่งแทบไม่มีอะไรเหลือ
มีร้อยกรองบทหนึ่งที่ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าชาติย่อยยับอับจน คนจะสุขอยู่ได้อย่างไร” ในเรื่องนี้สิ่งที่เขียนมาแล้วทั้งหมดหลายคนอาจพูดว่า “ทำได้ยาก” ขอโทษทีนะถ้าฉันจะบอกความจริงกับเธอว่า “ความยากความง่ายนั้นไม่มีอยู่ในโลกของความจริง” ดังนั้น ถ้าเธอบ่นว่ายาก หากหวนกลับไปมองที่ตัวเธอเองก็น่าจะหมายความว่าเธอขาดความวิริยะอุตสาหะและขาดสมาธิที่จะนำปฏิบัติใช่หรือเปล่า ถ้าเธอคิดว่าง่าย น่าจะเป็นเพราะเธอตกอยู่ในความประมาทขาดสติเช่นนั้นหรือเปล่า ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าขอให้มีกำลังใจในการนำปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นดังเช่นที่หลักธรรมได้ชี้ไว้ว่า “จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ”
ส่วนฉันเองนั้นขอปวารณาตัวที่จะยืนอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทั้งในด้านความคิดและการปฏิบัติเพื่อให้กำลังใจแก่ทุกคน
นอกจากนั้นแล้วอาจมีบางคนอ้างว่าการปฏิบัติบนพื้นฐานความคิดที่ได้กล่าวมาแล้วน่าจะต้องใช้เวลาอันยาวนาน ดังนั้น จึงขอชี้แจงว่าในเมื่อเราปล่อยให้กาลเวลามันผ่านพ้นมาจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นแก่สังคมแทบจะทั่วไปหมด ถ้าเราไม่มีนิสัยอ้างโน่นอ้างนี่ซึ่งถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงแล้ว
www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way02140652§ionid=0137&day=2009-06-14
“เขา” ทำแผน “ผลิตไฟฟ้า” กันอย่างนี้เองหรือ! เมษายน 27, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การจัดการ, บทความ, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
บทความเขียนโดย อ.ประสาท มีแต้ม
1. คำนำ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ หนึ่ง ให้เห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของคนไทยโดยเฉลี่ยซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ และหากแผนผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างไร
สอง เพื่อเล่าถึงการจัดทำแผนผลิตไฟฟ้าที่ผูกขาดโดย “กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ” จำนวนน้อยตลอดมาและจะชี้ให้เห็นถึงบางสิ่งที่ผมคิดว่า “น่าจะไม่ถูกต้อง”
สาม หากท่านผู้อ่านได้เห็นปัญหาในข้อสองแล้ว จะได้เห็นความจำเป็นของ “การเมืองภาคประชาชน” ในการตรวจสอบโครงการของรัฐมากขึ้น
ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะโจมตีหน่วยงานใด ๆ ขณะเดียวกันหากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดคิดว่า วิธีคิด ตลอดจนข้อมูลของผมไม่ถูกต้อง ผมยินดีรับฟังเสมอครับ แต่โปรดอย่ากล่าวหาว่ากันด้วยวิธีง่าย ๆ ว่าข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ ผมขอเริ่มต้นด้วยวัตถุประสงค์ที่สองก่อนนะครับ
2. แผนผลิตไฟฟ้า คืออะไร
แผนผลิตไฟฟ้า ก็คือแผนที่จะบอกว่าในอนาคต ประเทศไทยควรจะมีโรงไฟฟ้าจำนวนกี่เมกกะวัตต์ ที่ไหน เมื่อไหร่ ด้วยเชื้อเพลิงประเภทใด และให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนดำเนินการ
โดยปกติ ถ้าเราตัดสินใจจะสร้างโรงไฟฟ้า (ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เชื้อเพลิง) ในวันนี้ ก็ต้องรออีกประมาณ 5-7 ปี เราจึงจะได้ใช้งานจริง ดังนั้น การวางแผนล่วงหน้าจึงมีความจำเป็น
อนึ่ง ยังมีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น ลม ชีวะมวล ที่ใช้เวลาในการก่อสร้างไม่ถึงหนึ่งปี แต่ “กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ” ไม่ให้ความสนใจ
บทความนี้จะสนใจที่เราควรจะมีโรงไฟฟ้าสักกี่เมกกะวัตต์เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น
3. ความเป็นมาของแผนผลิตไฟฟ้า
เอกสารที่ผมนำมาวิจารณ์ในบทความนี้ มาจากเอกสารที่ชื่อยาว ๆ ว่า “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2564 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พีดีพี 2007:ปรับปรุงครั้งที่ 2” เป็นเอกสารที่นำเสนอต่อ “คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา” (20 เมษายน 2552) ผู้เสนอคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
แผนนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 (รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) โดยก่อนหน้านี้ ( 9 มีนาคม 2552) ได้ผ่านความเห็นชอบ “คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ” ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
อนึ่ง โปรดสังเกตวันที่ 9 มีนาคม 2552 ไว้ให้ดีนะครับ เพราะเป็นวันที่นำไปสู่ความผิดพลาดที่สำคัญของการปรับปรุงครั้งที่ 2 ซึ่งผมจะวิจารณ์ต่อไป
ความจริงแล้ว แผนพีดีพี 2007 ได้ผ่านรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาแล้ว (มิถุนายน 2550) และปรับปรุงครั้งที่ 1 ในปลายปี 2550 แต่ต้องมาปรับปรุงครั้งที่ 2 ก็เพราะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ดังที่เราทราบกันอยู่
โดยสรุป แผนนี้ได้ผ่านมาถึง 4 รัฐบาลแล้ว แต่ก็ยังมีความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้นจนได้
4. แผนผลิตไฟฟ้า ผิดพลาดตรงไหน
ผมมีข้อสังเกต 4 ข้อต่อไปนี้
หนึ่ง หลักยึดสำคัญที่ “กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ” ของไทยใช้ในการวางแผนผลิตไฟฟ้าในอนาคตก็คือ การพิจารณาจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (หรืออัตราการเพิ่มของจีดีพี) เปรียบเทียบกับอัตราการเพิ่มของการใช้พลังงานไฟฟ้าในอดีต ซึ่งถือว่าเป็นหลักยึดหรือหลักการที่มีเหตุผลมาก
ปัจจุบัน ข้อมูลของไทยเราระบุว่า ถ้าอัตราการเพิ่มของจีดีพีเท่ากับ 1 หน่วย อัตราการเพิ่มของการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.1 ถึง 1.2 หน่วย (นักวิชาการเรียกค่านี้ว่า Elasticity)
เมื่อต้องการจะคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าในอนาคต ก็ต้องมาการคาดการณ์กันว่า อัตราการเพิ่มของจีดีพีในปีต่อ ๆ ไปจะเป็นเท่าใด จากนั้นก็นำไปคูณกับปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในปีที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ คือปี 2551 แล้วคำนวณปีถัดไปเรื่อยๆ ตามที่เราต้องการ
อนึ่ง นิลส์ บอห์ร (Niels Bohr) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล (ปี 1922) ที่มีความเข้าใจทางสังคมอย่างลึกซึ้งว่า “มันเป็นการยากมากที่จะทำการพยากรณ์ได้อย่างถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นเรื่องของอนาคต”
ดังนั้นการพยากรณ์จะถูกจะผิดไม่ใช่เรื่องที่สังคมติดใจ กลับเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะเข้าใจ และเห็นใจถึงความยากลำบากของนักวิชาการ แต่สิ่งที่ติดใจคือการใช้ข้อมูลมาคาดการณ์ต่างหาก
ต่อไปนี้ ท่านผู้อ่านโปรดอ่านอย่างช้า ๆ นะครับ แผนนี้ได้ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2552 ณ วันนั้น กระทรวงพลังงานทราบแล้วว่า ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้จริงในปี 2551 ทั้งปีเท่ากับ 134,707 ล้านหน่วย (ที่มาhttp://www.eppo.go.th/info/stat/T05_03_03.xls)
แต่ในแผนนี้กลับใช้ตัวเลข 147, 229 ล้านหน่วย ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงไปถึง 9.3% ดังนั้นผลลัพธ์ของการทำนายก็ผิดพลาดอย่างน้อย 9.3% แล้ว
คำถามก็คือ มันเกิดอะไรขึ้นกับการ “ปรับปรุงครั้งที่ 2” นี้ ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลแท้จริงได้เกิดขึ้นเกือบ 70 วันมาแล้ว แต่ในแผนยังใช้ข้อมูลที่มาจากการคาดคะเนซึ่งสูงกว่าความเป็นจริง
มีทางที่เป็นไปได้ 3 ทางคือ (1) ลืมปรับตัวเลขใหม่ (2) ขี้เกียจจะปรับ (3) ยังไม่ได้รับข้อมูลใหม่ แต่ในทางที่สามนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของ กฟผ. และเป็นข้อมูลที่วัดได้ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง (real time)
อย่างไรก็ตาม การผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ได้แสดงให้สังคมเห็นแล้วว่า เป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่คล้ายกับพิธีทอดผ้าบังสุกุลในงานประชุมเพลิงศพเท่านั้นเอง กล่าวคือ พระสงฆ์ทุกรูปพิจารณาแล้วรับทุกรูปทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
สอง ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกกำลังประสบกับสภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่สุดตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยมีการส่งสัญญาณให้เห็นแล้วหลายประการ เช่น การส่งออกรถยนต์ลดลงของไทยถึง 30% การใช้ไฟฟ้าระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2551 ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง (คือลดลงถึง 16% ในสองเดือน) แต่คณะผู้จัดทำแผนผลิตไฟฟ้าของไทยก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าที่ควร
กล่าวคือ “เขา” คาดว่า “การใช้ไฟฟ้าในปี 2552 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2551 (ที่เกินความจริงมาแล้ว) ถึง 2.19%” โดยนายกอภิสิทธิ์ฯ ก็บอกเองว่าอาจจะติดลบ 4-5 %
นอกจากนี้จากข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารายเดือนของกระทรวงพลังงานเองยังระบุว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552 การใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม (ที่มีสัดส่วนการใช้เกือบ 40% ของทั้งประเทศ) ภาคธุรกิจ และภาคที่อยู่อาศัย ได้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 12.9 , 12.0 และ 2.6 ตามลำดับ ในขณะที่ในปีปกติจะเพิ่มขึ้นทุกภาคส่วนประมาณ 3-6%
สาม ทำไม “เขา” ไม่นำบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 มาเป็นบทเรียนในครั้งนี้บ้าง
ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาหรือยากเย็นอะไรเลยที่จะค้นข้อมูลการใช้ไฟฟ้าในปี 2540
เช่นเดียวกันครับ จากแหล่งข้อมูลเดิมพบว่า ต้องใช้เวลานานถึงประมาณ 34 เดือน การใช้ไฟฟ้าจึงกลับมาสู่ระดับเดิม (7,187 ล้านหน่วยในมิถุนายน 2540 มาเป็น 7,173 ล้านหน่วยใน เมษายน 2543)
ดังนั้น เราควรตั้งคำถามว่า เป็นไปได้ไหมที่การใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในปี 2554 จะเท่ากับปี 2551 หากคำถามนี้เป็นไปได้ เราพบว่าการใช้ไฟฟ้าในแผนการผลิตไฟฟ้าดังกล่าวจะสูงเกินจริงถึง 27,948 ล้านหน่วย หรือประมาณ 1 ใน 5 ของไฟฟ้าที่ใช้ในปี 2551 ทั้งประเทศเลยทีเดียว
สี่ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐไม่เคยมีการ “ประเมินผลหลังโครงการ” ผมจึงย้อนไปตรวจสอบการพยากรณ์ในแผน “พีดีพี 2001” พบว่ามีการพยากรณ์ว่าในปี 2551 จะมีการใช้ไฟฟ้าถึง 162,438 ล้านหน่วย (หลักฐานจาก “ภาระที่ไม่จำเป็นด้านพลังงาน” เขียนโดย ประสาท มีแต้ม) แต่พบว่าในปีดังกล่าวมีการใช้จริงเพียง 134,707 ล้านหน่วย หรือการคาดการณ์สูงกว่าความเป็นจริงถึง 20.6%
นี่เป็นผลเพียง 8 ปี ไม่ใช่ 15 ปีตามที่ “เขา” พยากรณ์ และพยากรณ์ในช่วงที่ไม่มีวิกฤติใด ๆ
5. ค่าไฟฟ้าของคนไทยต่อรายได้และความเสียหายจากแผน
ในหัวข้อนี้ ผมมี 2 ประเด็นที่จะนำเสนอ
หนึ่ง เรื่องค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าของคนไทย ในปี 2551 คนไทยทั้งประเทศใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเงินปีละ 3 แสน 8 หมื่น 3 พันล้านบาท โดยที่รายได้ประชาชาติเท่ากับ 9.103 ล้านล้านบาท
หรือโดยเฉลี่ย คนที่มีรายได้เดือนละ 1 หมื่นบาทจะเสียค่าไฟฟ้าถึง 420 บาทต่อเดือน อนึ่ง คนที่มีรายได้เดือนละไม่ถึง 1 หมื่น 5 พันบาท เป็นคนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ความช่วยเหลือ แสดงว่าคนพวกนี้พอจะจัดเป็นพวกที่มีรายได้น้อย ดังนั้นค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นในแต่ละบาทจึงมีความหมายต่อพวกเขาพอสมควร
สอง ถ้าแผนผลิตไฟฟ้าสูงเกินจริงแล้วจะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอีกอย่างไร โดยปกติสัญญาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะเป็นแบบ “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” ถ้าการพยากรณ์ให้ผลสูงกว่าความเป็นจริงมาก ก็จะมีผลให้ฝ่ายปฏิบัติการต้องเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าไว้มากเกินความจำเป็น ดังนั้นค่าไฟฟ้าก็จะต้องแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะกิจการพวกนี้สะกดคำว่า “ขาดทุนและรับผิดชอบ” ไม่เป็น แต่จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดในที่นี้
6. สรุป
ตามที่ได้เรียนมาแล้วว่า ผมอยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่องและจริงจัง รวมทั้งช่วยตรวจสอบเนื้อหาสาระในบทนี้ของผมด้วย
การเมืองภาคประชาชนจะเข้มแข็งได้ ก็ต้องช่วยกันหลาย ๆ ฝ่ายครับ แต่สำหรับผู้วางแผนผลิตไฟฟ้าชุดนี้นั้น ผมหมดความไว้วางใจมานานด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วแล้วครับ.
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี วันนี้ยังฉุกเฉิน เมษายน 23, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: ชีวิตนี้สั้นนัก, ผู้ประกอบการทางสังคม, สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
add a comment
การต่อสู้ของสองภัณฑารักษ์พ่อลูก จ่าทวี และ พรศิริ บูรณเขตต์ ผู้ไม่ยอมให้บ้านของพวกเขาซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของชาติ…ตายจากไปต่อหน้าต่อตา
สำหรับคอร์พิพิธภัณฑ์ ชื่อและข่าวคราวไม่สู้ดีในช่วงหลังๆ ของ ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี‘ คงมีเข้าหูมาบ้าง และเรื่องราวต่อไปนี้ คือ การต่อสู้ของสองภัณฑารักษ์พ่อลูก ผู้ไม่ยอมให้บ้านของพวกเขาซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของชาติ…ตายจากไปต่อหน้าต่อตา
“จริงๆ มันแย่มาตลอดเวลา แต่ว่าตอนนี้มันถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ขั้นขาดลมหายใจ เข้าขั้นตรีทูต สมัยใหม่เรียกว่า ไอซียู”
เสียงพูดที่ขาดห้วงบ่งบอกถึงความรู้สึกของ จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ชายชราผู้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตไปกับการปลุกปั้น ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี‘ ศูนย์การเรียนรู้แห่งภูมิปัญญาที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยกย่องว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่า ไร้ปัญหา ในทางกลับกัน ดีที่สุด อาจแปลว่า เจ็บหนักที่สุดก็เป็นได้ ในกรณีนี้นอกจากพิพิธภัณฑ์จะป่วยแล้ว คนดูแลยังออกอาการอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
ลุงจ่าในวัย 77 ปี มีเวลานอนไม่ถึง 7 ชั่วโมง วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งปั้นพระตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่เคยมีวันหยุดราชการเหมือนคนอื่นๆ เพื่อหาเงินส่วนหนึ่งมาจุนเจือพิพิธภัณฑ์
ส่วน ปู พรศิริ บูรณเขตต์ ลูกสาวพิพิธภัณฑ์ ก็มีชีวิตประจำวันไม่ต่างกัน ตื่น 6 โมงเช้า เข้านอนตอนตี 3 ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเจ็บป่วย ไหนจะหนี้สินที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะปลดเปลื้องได้หมด
จ่าทวี พรศิริ และกรรมการในมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ จึงร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคล เป็นพระบูชาพระพุทธชินราช(จำลอง) และวัตถุมงคล รุ่น ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์‘ ขึ้น เพื่อระดมทุนให้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวียังคงดำรงอยู่
จะว่าไปก็เหมือนฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ถ้าไม่ทำ…คนก็จะลืม
· อะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลุกขึ้นมาประกาศว่า พิพิธภัณฑ์จ่าทวีอาจจะต้องปิดตัวลงแล้ว?
พรศิริ : มันเกินกำลัง เหนื่อย ทำงานประจำวันก็แย่แล้ว ไม่มีเวลากิน ไม่มีเวลานอน ไม่มีเวลาทำอะไรเลย บางทีก็กระทบกับโลกภายนอกบ้าง เช่น คนชอบถามว่า ภาครัฐบาลช่วยอะไรบ้างไหม สมมติเราบอกว่า ก็ต้องพึ่งตัวเองไป บางทีก็ได้ยินเข้าหูมาประมาณว่า มันเป็นของจ่าทวี ไม่รู้จะช่วยยังไง เป็นเอกชนทำไม่ไหวก็เลิกทำไปสิ ไม่ได้มีใครขอให้ทำ เจอแต่คำถามแบบนี้ก็เลยงงว่า เออ…จริงๆ ฉันก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ได้ยินแบบนี้มาก็รู้สึกฝ่อ แย่มาก บอกว่า มันคงไม่ไหวจริงๆ แล้ว
จ่าทวี : มันแย่ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นแล้ว กว่าจะรวบรวมข้าวของมาต้องใช้เวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ชิ้นที่หนึ่งจนถึงชิ้นที่หลายๆ หมื่น รวมมาได้แล้วก็ต้องหาความรู้มาใส่ด้วย ต้องมาก่อสร้างอาคารสถานที่ด้วย ต้องมาจัดการแสดงด้วย ต้องใช้แรงกาย แรงใจคอยบรรยายให้ผู้คนฟัง จ้างคนมาช่วยงาน จะไปจ้างคนมีความรู้ไม่ได้หรอก ค่าตัวเขาแพง ต้องจ้างคนธรรมดามาหัด มันแย่มาตั้งแต่ต้นจนวันสุดท้ายคือวันนี้ที่หมดสภาพ
· ที่สู้อุตส่าห์อดทนทำมา เพราะอะไร
จ่าทวี : จะปล่อยให้มันสูญหายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร เราเข้าใจนะว่าสิ่งเหล่านี้ต่อไปจะต้องเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ เราก็ทนไป บางคนบอกว่า หยุดไว้ก่อนสิแล้วค่อยมาทำ หรือบางคนหาว่า อุตริ ต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อนสิแล้วค่อยมาช่วยคนอื่น แต่มันรอไม่ได้หรอก มันสูญมันหาย มันถูกกาลเวลากลืนกิน ถูกวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงหมด ไอ้เรื่องของไทยเราก็ค่อยๆ สูญสลายไป จนวันหนึ่งมันก็จะหมดสิ้นไปทุกอย่าง เวลานี้พวกเราบางหมู่บางเหล่าไม่รู้จักตนเองจึงรบราฆ่าฟัน หาประโยชน์ใส่ตัวเองเพราะว่าขาดวัฒนธรรม ขาดคุณธรรมในด้านศาสนาและวัฒนธรรม เลยไม่มีใครรักชาติ มีแต่รักตัวเองทั้งนั้น
· ตอนเริ่มทำคิดมั้ยว่าวันหนึ่งอาจจะหมดตัว?
จ่าทวี : ตอนแรกๆ เราก็คิดว่า เศรษฐกิจของเรามันยังดี แม่บ้านลุงจ่าไปค้าไปขายในตลาด ในที่สุดตอนหลังคนมาแย่งกันค้าขาย เศรษฐกิจไม่ดี รายได้จากที่อื่นไม่มี ได้จากเรื่องพระ(หล่อพระ)อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอจะไปหนุน
พรศิริ : โดยรวมนะลุงจ่าทำหน้าที่เกินพลเมืองคนหนึ่ง คนเราเกิดมาเป็นคนดี ดูแลครอบครัวให้เป็นสุข ทำบุญบ้างก็พอแล้ว ลุงจ่าอาจจะทำอะไรเกินตัว แต่ว่าเป็นความเกินตัวที่เขารู้ตัวนะ เขาก็ปรารถนาดี บังเอิญว่าสมัยก่อนเขาพอจะมีเงินจุนเจือ แต่ว่าการที่เราเอาเงิน…เหมือนการที่เรามีน้ำแก้วหนึ่ง เรากินบ้างแบ่งคนอื่นกินบ้าง ก็จบใช่ไหม แต่ลุงจ่าใช้น้ำทั้งหมดที่มี แล้วยังไปสูบมาด้วย มันก็หมดเร็ว ซึ่งพอมันเกินกำลังมนุษย์คนหนึ่ง มันก็ล้ม
· เป็นข่าวมาระยะหนึ่ง มีใครเข้ามาช่วยเหลือหรือให้คำแนะนำบ้างไหม
พรศิริ : ที่ช่วยเยอะคือภาคประชาชน และคนที่ไม่เคยทิ้งเราเลยคือคณะกรรมการมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ประธานมูลนิธิคือ อาจารย์มังกร ทองสุขดี รองประธานคือ อาจารย์อำนวย จั่นเงิน ช่วยตลอดเลย เราก็คุยปัญหากันว่า พิพิธภัณฑ์อยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร เงินก็น้อย คนก็น้อย ถึงเก็บเงินแล้วก็ได้ครึ่งหนึ่งของเงินที่ต้องจ่ายคนงาน คือเหนื่อยมาก หยุดไม่ได้ ตายไม่ได้ จนท้ายที่สุดบอกอาจารย์ว่า ไม่ไหวแล้ว อาจารย์ก็บอกว่า ระดมสร้างพระสักรุ่นหนึ่งมั้ย ลุงจ่าเป็นแม่งาน ตั้งชื่อรุ่นว่า ‘บูรณะพิพิธภัณฑ์‘ แล้วคณะกรรมการก็ช่วยมาจนถึงทุกวันนี้
· จะต้องระดมทุนมากสักเท่าไหร่ถึงจะช่วยพิพิธภัณฑ์ได้
จ่าทวี : ถ้าพูดเป็นตัวเงินก็ไม่ควรต่ำกว่ายี่สิบล้าน ส่วนหนึ่งก็ทำให้พิพิธภัณฑ์ปลอดภาระ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเยอะพอสมควรที่จะฝากหรือว่าบริหารงานทำให้เกิดดอกผล แล้วเอากำไรหรือดอกผลที่ได้มาช่วยที่ทำงาน เพราะว่างานตอนนี้มีเป็นสิบๆ ตำแหน่งเลยที่ไม่มีคนทำ ทำกันอยู่แค่คนสองคน
พรศิริ : ตอนนี้ก็มีคนจององค์ใหญ่มาประมาณพันองค์ องค์เล็กก็สี่ห้าร้อยองค์ แต่ว่าที่เรากะไว้คือขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว และ 5.9 นิ้ว จะทำขนาดละ 2,552 องค์ แล้วก็มีเหรียญอีก ยอดจองยังไม่ถึงครึ่ง ส่วนใหญ่เวลาไปออกรายการคนก็สนใจ แต่ผ่านไปอีกสักอาทิตย์ก็เงียบ
· ได้ข่าวว่าปั้นพระจนมือบวม?
จ่าทวี : เกร็งในการปั้นพระมากไปหน่อย ยืดไม่ได้ ยืดแล้วเจ็บ(อาการนิ้วล็อก) แต่มันก็หยุดทำไม่ได้
สายตายังดีอยู่ใช่มั้ยคะ
จ่าทวี : ก็ไม่ค่อยดีหรอก ตาเป็นต้อกระจกไปเปลี่ยนมาข้างหนึ่งแล้ว อีกข้างหนึ่งก็มองไม่เห็น ว่าจะไปทำแต่ไปทำไม่ได้ ไม่มีเวลา เบาหวานก็เป็น ต้องยืนๆ นั่งๆ ทั้งวันเท้าก็เลยบวม ดำ เพราะเลือดไม่เดิน
· แล้วคุณปูล่ะ
พรศิริ : นิ้วล็อกเหมือนกัน แล้วก็บวม สองข้างไม่เท่ากัน ตอนนี้เขียนหนังสือด้วยมือซ้ายไม่ได้ คือปกติเขียนด้วยมือขวา วาดรูปด้วยมือขวา แต่จะเอามือซ้ายเขียนตัวหนังสือให้เป็นแบบการ์ตูน ซึ่งตอนนี้เขียนไม่ได้มาสองเดือนแล้ว ไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องไปใช้คอมพิวเตอร์แทน พอไปใช้คอมพิวเตอร์ตาก็เจ็บ เมื่อเช้าก็พูดไม่ได้เลย เสียงแหบ เพราะว่าเป็นวิทยากรตลอด งานมันเยอะก็ทำให้ป่วย คือป่วยทั้งพิพิธภัณฑ์ป่วยทั้งคน ป่วยทั้งพ่อทั้งลูก เป็นช่วงเวลาที่ทรุดโทรมทั้งคนทั้งพิพิธภัณฑ์
· มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณปูทุกข์หนักถึงขั้นเคยคิดฆ่าตัวตาย?
พรศิริ : มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ แค่อยากให้คนอื่นรู้ว่า มันไม่ไหวแล้ว คนอื่นก็บอกว่า มันเป็นอย่างนี้เองแหละ ปัญหามันมีมา เดี๋ยวพิพิธภัณฑ์ก็อยู่ได้ แต่เราก็อยากบอกว่า มันต้องมีที่สิ้นสุดนะ ก็ทำให้มันเป็นรอย(ใช้ไม้บรรทัดกรีดข้อมือ) ให้จำว่าอย่าทำอีกนะ บางทีเราก็ไม่รู้ว่า เส้นที่เราควรจะหยุดมันอยู่ตรงไหน ก็อยากมีอะไรสักอย่างให้เราจำว่า นี่มันที่สุดของเราแล้ว ก็แย่นะ ตั้งแต่สมัยห้าปีที่แล้ว เรื่องเก็บภาษีย้อนหลังนั่นแหละ
· เคยคิดมั้ยคะว่า ถ้าต้องปิดจริงๆ จะเป็นยังไง
พรศิริ : ถ้าปิดจริงๆ ก็เป็นบ้านธรรมดาหลังหนึ่งค่ะ ข้าวของก็เหมือนบ้านอื่น ที่มีไว้ให้ลูกหลานดู ไม่ต้องแบ่งใคร ในความเป็นจริงถ้าเราจะทำอย่างนั้น ลุงจ่าก็คงปิดบ้านไปตั้งแต่แรกแล้วแหละ การที่เขาเปิดเขาเจตนาดีกับสังคม ไม่งั้นเขาไม่เปิดหรอก
จ่าทวี : มันทับถมจนมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว เราก็แก้ตัวโดยการสร้างพระ เรามีความคิดที่จะอยู่ต่อ ถ้าเราไม่สร้างพระเราก็อยู่ไม่ได้ หมายถึงล้มตึงไป ถ้าเราจะขายให้ใคร เราก็โดนด่า ขนาดเขาไม่ช่วยนะ จะช่วยก็ไม่ช่วย จะมองก็ไม่มอง ดูก็ไม่เคยมาดู แต่ว่าด่า แกมีความรู้อะไรถึงมาทำแบบนี้ ทำไมไม่ไปหาหน่วยงานราชการหรือแหล่งอื่นๆ มาช่วยล่ะ เราเป็นใครเขาถึงจะมาช่วยเหลือเรา หรือบางทีเขาก็จะว่า นี่เป็นของเอกชนช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเป็นชื่อจ่าทวี เขาจะช่วยส่งเสริมชื่อจ่าทวีให้ดังเหรอ
พรศิริ : คือบางทีเขาจะช่วยแต่มีข้อแม้ ต้องเปลี่ยนชื่อพิพิธภัณฑ์จ่าทวีเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อชาวพิษณุโลก พี่ก็งงว่า ไม่มีลุงจ่าก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้อยากดังหรอกนะ เวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ถ้าสังเกตให้ดีเราจะใช้คำว่า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ไม่พยายามใส่ชื่อสกุล เพื่อไม่ให้คนเขม่น แต่บางทีคนก็มองว่า ถ้าช่วยก็ช่วยจ่าทวีอยู่นั่นแหละ บางคนก็บอกว่า ถ้าช่วยจ่าทวีแล้วพิพิธภัณฑ์อื่นก็ต้องช่วยด้วย เขาไม่มีวิธีแยกแยะว่า ใครทำจริง ใครทำไปตามกระแส ไม่มองว่า จ่าทวีทำมานานแค่ไหนแล้ว หรือว่าให้ชมฟรีมายี่สิบปีแล้ว คือต้องมองทุกเรื่องสิ อย่างเช่นถ้ายกเว้นภาษีให้พิพิธภัณฑ์จ่าทวีก็ต้องยกเว้นให้ทั่วประเทศใช่มั้ย แล้วอย่างนี้คนจะแอบทำพิพิธภัณฑ์เพื่อลดหย่อนภาษีหรือเปล่า คุณก็เช็คสิ
เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่ลอยอยู่ในอากาศ จับต้องไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรปักไว้ตรงไหน ไม่รู้ว่าไปอยู่กับหน่วยงานนี้ได้มั้ย หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวก็จะประมาณว่า ไม่มีงบ หรือหน่วยงานบางแห่งก็บอกว่า ขอได้ทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นเรื่องเงิน เราไปอยู่กับที่นี่ได้มั้ย อ๋อ…ตรงนี้ไม่ได้หรอก เพราะเราดูแลด้านสังคมไม่ใช่ด้านวัฒนธรรม เออ…ไปอยู่กับองค์กรวัฒนธรรมโดยตรงได้มั้ย อ๋อ…เราดูแลไม่ได้หรอกเราอยู่กรุงเทพฯ เอาส่งไปให้หน่วยงานพิษณุโลกดูแลได้มั้ย เขาบอกว่า โอ๊ย…หน่วยงานเขามีคนดูแลแค่แปดคน จะดูแลองค์กรขนาดนี้ได้ยังไง สรุปว่ามันเป็นลูกบอลที่ถูกเตะไปมา เพราะฉะนั้นลูกบอลลูกนี้ไม่ควรให้ใครเตะ แต่ว่าพยายามที่จะเลี้ยงลูกกันเองดีกว่า พึ่งตัวเองดีที่สุด
จ่าทวี : มันต้องมีความเสียสละอย่างสูงถึงจะทำได้ ต้องใช้เงินเยอะ ต้องใช้สติปัญญา แรงกายแรงใจทรัพย์สินทุกประการถึงจะทำมาได้ คนจนจริงๆ ก็ทำไม่ได้ เราทำเราไม่ได้หวังเลี้ยงใคร เราหวังว่าให้ของอยู่นานที่สุด เก็บไว้ให้ดีเท่าที่ครอบครัวของลุงจ่าจะเก็บไว้ได้ เพราะมันมีประโยชน์มหาศาล คนเราต้องมีเอกลักษณ์ มีศักดิ์ มีศรี มีเกียรติภูมิ เวลาลุงจ่าเห็นผู้หญิงแต่งกายแบบไทยตอนสงกรานต์ ดีใจ คนไทยมีเอกลักษณ์ ดูแล้วสวย เวลาเขารดน้ำ สวย เดี๋ยวนี้คนไทยไม่มีเอกลักษณ์ พยายามเลียนแบบชาติอื่น จนไม่รู้ว่าอัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของตัวเป็นยังไง เราไม่มีเอกลักษณ์แล้วยังยินดีต่อความไม่มีอีก
· เศรษฐกิจการเมืองแบบนี้มีผลกระทบต่อพิพิธภัณฑ์มากน้อยแค่ไหน
จ่าทวี : ไม่มีอะไรมากมาย เพราะว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีลุงจ่าก็อยู่สภาพนี้ ร่อแร่แบบนี้มาเรื่อย เพราะว่าไม่ได้หวังประโยชน์ทางการเงิน แต่ว่าไม่ได้หวังจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ จริงหรือเปล่าลูกปู
พรศิริ : จริง คือพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่โรงหนังหรือโรงละคร สมมติหนังเรื่องนี้ดังมากเลยในเมืองนอก คนไทยก็จะแห่ไปดู แต่ไม่ว่าสภาวการณ์ไหนพิพิธภัณฑ์เป็นทางเลือกสุดท้ายที่คนจะเข้าไปชม เป็นอย่างนี้ทุกที่
· สรุปสั้นๆ เลย พิพิธภัณฑ์จ่าทวีจะอยู่ได้ไหม
จ่าทวี : อยู่ที่การสร้างพระนี่แหละ
· ณ ตอนนี้ความคาดหวังทั้งหมดฝากไว้ที่การจองพระเลยใช่มั้ยคะ
พรศิริ : สมมติเราทำนา แรงงานถามว่ามีมั้ย เราก็มีครอบครัว พ่อลูกทำเต็มที่ ใจก็สุดยอดเลยไม่ต้องห่วง แต่พันธุ์ข้าวไม่ดีพอ เราต้องการน้ำ และน้ำที่เราต้องการคือน้ำห่าใหญ่ๆ เลย นาแล้งมากแล้ว นาจะล่ม ต้องการสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ว่าบังเอิญน้ำเราก็ไม่ได้รอไหว้เทวดาแล้วส่งมาทีเดียวนะ เราก็พยายามระดมสูบน้ำจากนาเราเองขึ้นมาใหม่ คือใช้ความสามารถที่ลุงจ่ามีจากการปั้นพระ
ถามว่าหวังมั้ย ก็ 50 50 เราอยากให้สังคมตัดสิน คือถ้าผ่านวันนี้ไปได้ สังคมช่วยเหลือเกื้อกูล แสดงว่าเขาอยากให้อยู่ เราจะทำต่อไปให้สุดฝีมือเลย แต่ถ้าสมมติมันไม่ผ่าน ก็จบ คือตอนนี้เราเป็นหนี้ประชาชนอยู่ เขาให้ใจเยอะมาก เรารู้สึกว่าต้องอยู่เพื่อพวกเขา นี่พูดจริงๆ นะ ชีวิตมาถึงขนาดนี้แล้วคิดว่าจะเดินหน้า ไม่ถอยหลัง
· ยืนยันว่าจะไม่ปิด?
พรศิริ : ไม่ยืนยัน(หัวเราะ)
จ่าทวี : แต่มันเลิกไม่ได้หรอกลูก เมื่อมันมีมูลนิธิ มีการสร้างพระ คนเขาร่วมไม้ร่วมมือ มันจะเลิกไม่ได้ ถ้ามันอยู่ในภาวะที่อยู่ได้ก็ต้องทนทู่ซี้เอา
พรศิริ : ค่ะ ประชาชนเลี้ยงน้ำใจเราอยู่ ไม่รู้จะเลิกไปได้ยังไง
โดย นิภาพร ทับหุ่น