jump to navigation

ภาพบรรยากาศ อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา ตุลาคม 19, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

DSC02808

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02812

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02806

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02814

งานเสวนา “วันวาน วันนี้ วันพรุ่งนี้ ของอาคารโรงพิมพ์คุรุสภา” ตุลาคม 15, 2009

Posted by หมูอวบ in Uncategorized.
Tags: , ,
add a comment

อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา หรือ โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๖๘ เป็นอาคารแบบบาวเฮาส์ หรือ International Style ทรงตัว L ที่เป็นฝีมือคนไทยหลังแรกๆ ของโลก เป็นสถานที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการศึกษาในประเทศไทย เพราะตำรา หนังสือเรียน และหนังสือวรรณคดีสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ ฯลฯ ล้วนเคยผ่านการพิมพ์จากโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้

เมื่อกระทรวงศึกษาธิการหมดสัญญาเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ และได้ย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว อาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้างในปี พ.ศ.๒๕๓๘ กรมธนารักษ์จึงมีแผนรื้ออาคาร ทว่าชาวชุมชนบางลำพูได้เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ จึงร่วมกันต่อสู้เพื่อคัดค้านการรื้ออาคาร ประกอบกับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนทั้งกลไกเด็กเยาวชน และกลไกชุมชนให้มีความเข็มแข็ง มีจิตสำนึกในการรักษ์และหวงแหนชุมชน จนกระทั่งเกิดการรวมตัวเป็นประชาคมบางลำพู และสามารถผลักดันจนสามารถขึ้นทะเบียนอาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้เป็นโบราณสถาน จากกรมศิลปากร ในปี พ.ศ.๒๕๔๔

ปัจจุบัน ประชาคมบางลำพูได้ผลักดันให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์อาคารแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ กรมธนารักษ์จึงได้ยุติโครงการรื้ออาคารเป็นที่เรียบร้อย และหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมได้เล็งเห็นความสำคัญของการปรับปรุงอาคารดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม เช่น การพัฒนาเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพระสุเมรุ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่อาคาร และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ประชาคมบางลำพูจึงได้ร่วมกับเครือข่ายชุมชนเมืองเก่า เขตพระนคร และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูเมืองเก่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาเพื่อกระตุ้นให้ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะชุมชน เยาวชน ที่อยู่ในบางลำพูเข้ามามีส่วนร่วมในการวางทิศทางการใช้ประโยชน์อย่างเห็นคุณค่าในฐ่านะที่โรงพิมพ์คุรุสภา ถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ

วัน เวลา สถานที่จัดเสวนา

อาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕.๓๐ -๑๘ .๐๐ น.
ณ สวนสาธารณะสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ผู้ร่วมเสวนา

๑. อาจารย์กมล สุวุฒิโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
๒. คุณเสือชนะ สุดเจริญ ผู้อำนวยการเขตพระนคร
๓. คุณครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
๔. อาจารย์จุฬา สุดบรรทัด นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม
๕. คุณอรศรี ศิลปี ประธานประชาคมบางลำพู
๖. คุณปานทิพย์ ลิกขะไชย ชมรมเกสรลำพู
ดำเนินรายการโดย อาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนใจติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่ คุณปานทิพย์ ลิกขะไชย โทร. ๐๘๙-๖๖๖-๔๙๗๐

ทำไมต้องเลือก “แก้วสรร” สำหรับ กรุงเทพฯ มกราคม 10, 2009

Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.
Tags: , ,
1 comment so far

ใกล้วันเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. เข้ามาทุกที ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ผมได้เขียนบทความ บริหารกรุงเทพฯ…. เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมืองอย่างกรุงเทพฯ ควรมองและทำอะไรบ้าง (ซึ่งก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น) ภายใต้เงื่อนที่ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเห็นว่า

อ.แก้วสรร อติโพธิ คือ ทางเลือกใหม่ ที่มีคุณภาพและมีคุณสมบัติ (เท่าที่เป็นตัวเลือกสำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ) ที่จะมาจัดการกับ เมือง กทม. อย่างแท้จริง หากถามผมว่า แล้ว อ.แก้วสรร ที่ ผมเชียร์ มีอะไรดี  ผมจะขอ อธิบาย อ.แก้วสรร ในมุมมของผมสักเล็กน้อย

มือบริหารในภาครัฐกิจ : อ.แก้วสรร ผ่านงานบริหารองค์กรรัฐและโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านมาหลายโครงการ นับตั้งแต่ เอเชี่ยนเกมส์ของธรรมศาสตร์ หรือ SME ในระยะแรกๆ

มุมมองต่อการพัฒนา : อ.แก้ว น่าจะเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว ที่ชัดเจนที่มองและระบุ ถึงองค์ประกอบของการพัฒนา ได้แก่ ภาพในหัวคิด / กลไกที่จะมาขับเคลื่อน กลไกที่จะมาดำเนินการ /สาธารณะที่สนใจงานส่วนร่วม และ เครื่องมือในการทำงานกับประชาชน

อีกทั้ง น่าจะเป็นเพียงผู้สมัครเพียงไม่กี่คนที่จะทำอะไร จะปรับปรุงอะไร หากบริเวณนั้น มีผู้คนอยู่ ต้องถามเขา ต้องคุยกับเขา ต้องดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วม  อ.แก้ว ไม่เคยขายฝัน ที่อยากทำให้เขตทรงวาด เป็นมรดกโลก โดยไม่รู้ว่า แล้วคนทรงวาดคิดเห็นอย่างไร อ.แก้ว น่าจะเป็น

น่าจะยังเป็นเพียงผู้สมัครคนเดียว ที่ เคารพสิทธิการตัดสินใจของปัจเจกและชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมเป็นสังคมใหญ่

พ้นไปจากมิติในการมองมนุย์ มุมมองการพัฒนา พื้นที่ / โครงสร้างสาธารณูปโภค – สาธารณูปการ ก็โดดเด่นไม่น้อย เพราะสิ่งที่ อ.แก้ว มอง ไม่ได้มอง เรื่องเหล่านี้เป็นชิ้นๆ เป็นอันๆ แต่ มองมันเป็น ส่วนประกอบของเมืองใหญ่ โดยมองที่ภาพใหญ่ มองที่เนื้อเมืองของ กทม. ก่อน ซึ่งเมือมองเมืองจากมุมสูง ก็ย่อมเห็นความพร่อง และล้นเกิน ของงานพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่

มุมมองต่องานบริการสังคม : อ.แก้ว เป็นผู้สมัครเพียง 1-2 คน ที่ไม่เคยขาย การ “บริการฟรี” ของภาครัฐ โดยไม่คำนึงถึงที่มาของงบประมาณ และผลกระทบที่จะเกิดจากการบริการฟรี  อีกทั้งยังชัดเจนที่ทำให้เห็นถึงมุมมองของการร่วมทำงานบริการระหว่างรัฐท้องถิ่นกับชุมชน ผ่านการมีกลไกการจัดการทั้งในรูป คณะกรรมการ มูลนิธิ กองทุน รวมถึง การมี public space ขนาดพอเหมาะกับการเข้าถึงและการจัดการของกลไก

มุมมองต่อการบริหารท้องถิ่น : ด้วยความเป็น ผู้สมัครอิสระ จึงรอดพ้นจากการต้องอ้างอิงการเมืองใหญ่ นั่นทำให้ ความเป็นอิสระในการบริหารเมืองศูนย์กลางของโลกอย่าง กทม. มีความ SMART และเด็ดขาดมากพอ อีกทั้งความเป็น นักกฎหมายที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างมากมายในการจัดการการคอร์รัปชั่น ทำให้ อ.แก้ว เป็นเพียงคนเดียวที่ชัดเจนที่จะปรับการบริหารจัดการท้องถิ่นเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดึงการมีส่วนร่วมจากชุมชน หรือการใช้กฎหมายจัดการ….นั่นทำให้ผู้สมัครคนนี้ เอ่ยปากว่า หากจัดการได้ จะมีงบอีกหลายพันล้านที่จะเอามาใช้พัฒนากรุงเทพฯ ให้ลูกหลาน

ในฐานะมนุษย์ที่มีอายุเดินเข้าใกล้เลข 40 เมื่อฟัง ผู้สมัครหลายคนตอบคำถามว่า วันเด็ก ในฐานะ ผู้ว่าฯ ท่านจะทำอะไรให้กับ เด็กและเยาวชน บ้าง   

อ.แก้วสรร ก็เป็น ผู้สมัครเพียงคนเดียวที่กล้าบอกว่า ผมจะมองเขาไปในดวงตาของคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ของเด็กและเยาวชน เป็นผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ แล้วถามพวกเขาว่า พวกคุณจะทำอะไรให้ ลูกหลาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะปล่อยให้ลูกหลาน เติบโตอย่างทุกข์ยากในเมืองที่เสี่ยงภัยแห่งนี้

ผมฟังแล้วอึ้งครับ…..นี่ละครับ เบอร์ 12 แก้วสรร อติโพธิ

บริหารกรุงเทพฯ ให้เป็นตัวอย่าง…ด้วยปัญญา สิงหาคม 1, 2008

Posted by หมูอวบ in บทความ.
Tags:
1 comment so far

จั่วหัวแบบนี้ ใช่ว่าผมจะเขียน มาเชลียร์ ปลายแถวเจ้า (สำนวนพิภพ อุดมอิทธิพงศ์) ผู้ประกาศลงสมัคร ผู้ว่า กทม. ที่ใช้ motto หาเสียงว่า บริหารกรุงเทพ ให้เป็นตัวอย่างในการบริหารประเทศ  หรือ ใช่ว่าผมจะ เชลียร์ ดร.แดน can do  คู่แข่ง ผู้ว่า กทม. อีกคน ที่ใช้ motto ว่า ใช้ปัญญา แก้ปัญหากรุงเทพ  หากแต่ยืมคำเขามา เพราะสะท้อนสิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึงพอดี  

งานบริหาร กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงของประเทศ ในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองการปกครอง และในฐานะศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ การค้า ทั้งของประเทศ ภูมิภาค และโลก กรุงเทพฯจึงอยู่ภายใต้เครือข่ายของอำนาจและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันอยู่ หาได้ดำรงตัวเองอย่างมีอิสระ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ อำนาจของผู้ว่ากรุงเทพฯ ง่อยเปลี้ยไปได้โดยง่าย จะทำ หรือ จะจัดการอะไร มันก็ติดขัดปัญหาเชิงโครงสร้างและอำนาจไปเสียหมด

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ว่าฯ ที่เก่งงานประเภท จัดการภายนอก องค์กร คือ เก่งจัดการความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์และอำนาจ ระหว่างองค์กรรัฐส่วนกลาง เอกชนทั้งในและระหว่างต่างประเทศ น่าจะมีส่วนหนุนเสริมให้การบริหารเมืองกรุงเทพฯ เป็นไปได้ด้วยดี มากกว่า ผู้ว่าฯ ที่เก่งงานประเภทจัดการภายในองค์กร

พ้นไปจาก ลักษณะของการทำงานข้างต้นแล้ว ผมอยากเสนอความเห็นอีกสักนิด เกี่ยวกับเนื้องานของ กทม. เท่าที่ผมเคยเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ดังนี้  

·       ผมเสนอว่า กทม. ควรต้อง ทบทวนความหมายและความเข้าใจ คำว่า ชุมชน  เสียใหม่  ปัจจุบัน กทม. นิยามคำว่า ชุมชน โดยอ้างอิงเอาขอบเขตทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็น ลำคลอง ถนน ซอย เป็นเขตแดน และมุ่งทำงานเฉพาะกับกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับล่างเท่านั้น (กล่าวคือ แม้จะมี ห้าง ร้านค้า อยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่เรียกว่า ชุมชน แต่ผู้คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างออกไป ก็จะถูกกันออกไม่สนใจ)  ผมเห็นว่า วิธีคิดในทำนองนี้ ได้ปิดโอกาสตัวเอง ที่จะใช้ ศักยภาพและความสามารถของกลุ่มประชากรกลุ่มอื่น เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ และเปลี่ยนแปลงให้ ชุมชน เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคน     

·       ผมเสนอว่า กทม. ควรจะต้องทบทวน งานสวัสดิการ ของ กทม. เสียใหม่  ควรริเริ่มและฉีกแนวงานสวัสดิการ ออกไปจากกรอบคิดและกรอบงานแบบเดิมๆ ที่มุ่งทำงานตอบสนองเฉพาะกลุ่มคนด้อยโอกาส เท่านั้น  แต่ควรมองว่า จะทำอย่างไร ให้ประชากรใน กทม. มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  การจะมองแบบนี้ ได้ จะต้องมองไปให้พ้นขอบเขต ทรัพยากร (งบประมาณ / facilities)  ของ กทม.  แต่ต้อง มองว่า ทรัพยากรของเอกชนและรัฐจำนวนมากในกรุงเทพฯ อาทิ สนามกีฬา ฟิตเนส โรงพยาบาล ระบบสวัสดิการพนักงานในองค์กรต่างๆ จะถูกนำมาใช้เพื่อเอื้อต่อการทำให้ คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร หรือ จะต้อง คิดออกแบบ ระเบียบ ข้อบัญญัติ อะไร (เช่น นโยบายการคลังเพื่อสังคม มาตรการทางภาษี) ที่จะกระตุ้น หนุนเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนากรุงเทพฯ อย่างจริงจัง (ยิ่งช่วงนี้ กระแส CSR กำลังมาแรง จะใช้ประโยชน์อย่างไร)    

·       ผมเสนอว่า กทม. จะต้อง ศึกษาวิจัย  ความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ (อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เคยให้ข่าวว่า กทม.และ ม.ฮาร์วาร์ด กำลังจะตั้ง สถาบันการศึกษาเรื่องเมือง ผมไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ ไปถึงไหนแล้ว) ด้วยเหตุที่ กรุงเทพฯ เป็นทั้งเมือง ในแบบที่เรียกว่า เมือง ข้ามรัฐ (transnational)  ที่เชื่อมต่อกับต่างบ้านต่างเมือง ขณะที่อีกด้าน กรุงเทพฯ ก็มีลักษณะอาการแบบ เมือง บ้านๆ (localized) ที่เชื่อมต่อกับต่างจังหวัด (ผมจำได้ว่าหลายปีก่อน มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของจุฬาฯ ที่ทำโดยอาจารย์ฝรั่ง ฟันธงว่า กรุงเทพฯ ไม่สามารถมีความเป็นเมืองแบบยุโรปได้ เพราะไม่มีคนกรุงเทพฯ จริงๆ อยู่) นั่นทำให้ กรุงเทพฯ มีความหลากหลายของผู้คน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วคำถามสำคัญ ก็คือ กทม. มีความรู้หรือไม่ ที่จะสร้าง นโยบาย / แนวทาง / ปฏิบัติการ ที่จะเปิดพื้นที่ให้กับ ชุมชนของคนกลุ่มต่างๆ ได้แสดงบทบาทที่มีประโยชน์ต่อเมือง

·       ผมเสนอว่า กทม. ควรต้องเร่งออกมาตรการ เก็บ พื้นที่เกษตรของกรุงเทพฯ ไว้  ขณะที่ทั่วโลก กำลังรณรงค์อย่างกว้างขวางเพื่อที่จะตรึงพื้นที่เกษตรทั้งที่อยู่กลางเมืองและรอบๆ เมือง (urban agriculture) ให้คงอยู่ ไม่ว่าจะในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ปอดของเมืองใหญ่ หรือแม้แต่เป็นแหล่งรับน้ำ แต่ที่ผ่านมา กทม. กลับนิ่งเฉย จนถึงขั้น ละเลยให้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก รุกไล่ เปลี่ยนพื้นที่เกษตร ให้กลายเป็นถนน เป็นบ้านจัดสรร ไปเสียหมด โดยไม่คิดจะทำอะไรเลย

·       สุดท้าย เรื่องความร้อนในเมือง ไม่ว่าจะพูดในมิติภาวะ โลกร้อน หรือ เกาะร้อน (Heat Island) ก็ตาม กทม. ต้องมีมาตรการที่เข้าท่าและเข้มแข็งเสียที มิใช่ออกมารณรงค์ก๊อกๆ แก๊กๆ แล้วก็เลิกไป  มาตรการที่เข้มข้นอย่างการประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกในกรุงเทพฯ  การห้ามเปิดแอร์ต่ำกว่า 25 องศา อย่างที่เมืองนอกเมืองนาเขาทำกัน ก็ต้องกล้าคิดที่จะทำบ้าง เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ล้วนแล้วแต่ส่งสัญญาณเตือนเมืองติดทะเล ว่าจะต้องเอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง ต้องคิดล่วงหน้าว่าจะเตรียมความพร้อมกันอย่างไร ประชากรกรุงเทพฯ จะอยู่กันอย่างไร ใน 5 – 10 ปีข้างหน้า หากน้ำทะเลรุกเข้าเมืองมากขึ้น จะต้องสร้างเขื่อนล้อม กรุงเทพฯ แบบ เนเธอร์แลนด์ หรือไม่ (แม้แต่อดีตนายกฯ สิงค์โปร์ ยังจ้างวิศวกรเนเธอร์แลนด์มาวางแผน สร้างเขื่อนล้อมสิงคโปร์แล้ว) เพราะอย่างน้อยแผนที่ยุคทวารวดี ก็บอกแน่ชัดอยู่แล้วว่า บริเวณแห่งนี้ เคยจมน้ำทะเลมาก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย

 

หากคิดจะทำ เมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นตัวอย่าง ด้วยปัญญา ผมเสนอว่า ต้องจริงจังกับการคิดถึงการสร้างอนาคตใหม่ ไม่ใช่จมอยู่กับการแก้ไขอดีตที่ไม่มีทางออก ….บุญรักษาครับ

http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/14/news_284867.php (ลงพิมพ์ใน กรุงเทพฯธุรกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2551)