การทำความเข้าใจกับคน Gen Y ตุลาคม 3, 2009
Posted by หมูอวบ in Uncategorized.Tags: การจัดการ, generation
add a comment
รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ผมเองมักจะได้ยินเสียงบ่นและได้รับคำถามจากผู้บริหารและเพื่อนๆ ที่ทำงานในภาคเอกชนหลายคนเกี่ยวกับเด็กรุ่นใหม่ที่จบออกไปทำงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเสียงส่วนใหญ่จะออกมาในเชิงของการบ่นและแสดงถึงความไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทัศนคติ พฤติกรรม และความทุ่มเทในการทำงาน ที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากคนรุ่นเก่าและคนรุ่นที่กำลังเป็นเจ้านายในระดับต่างๆ ที่อายุอยู่ระหว่างสามสิบปลายๆ ขึ้นไป ผมเองก็มักจะตอบไปว่า พฤติกรรมที่บ่นมานั้น ไม่ถือว่าผิดปกติ และไม่ได้เป็นเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่จบมาจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งโดยเฉพาะหรอกครับ แต่เป็นที่คนรุ่นใหม่ที่เราเรียกกันว่า เป็นคน Gen Y หรือ Generation Y ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีพฤติกรรมที่เหมือนๆ กันทั้งรุ่นครับ ดังนั้นถ้าเราหนีคนรุ่นนี้ไม่พ้น ก็ต้องทำความเข้าใจเขาครับ
ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนนี้ เขามีการศึกษาพฤติกรรมของคน Gen Y ในสหรัฐ และได้สรุปเป็นลักษณะของคนใน Gen Y ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะทำความเข้าใจในพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในที่ทำงาน ก็ต้องลองทำความเข้าใจในคนรุ่นนี้กันดูนะครับ
คน Gen Y นั้น จะเป็นพวกที่มีความทะเยอทะยาน มีความมุ่งมั่น คนเหล่านี้พร้อมและยินดีที่จะทำงานที่หนักขึ้น และมากขึ้น เพื่อความสำเร็จทั้งของตนเองและขององค์กรที่ตนเองอยู่ ดังนั้น เสียงบ่นทั้งหลายที่มักจะบอกว่าคนรุ่นนี้ไม่ค่อยสู้งานหนักนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ทีเดียวครับ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและลักษณะงานที่ทำนั้นตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ และเห็นถึงคุณค่าหรือเปล่า ถ้าเป็นงานที่เขาไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่ตรงกับที่พวกเขาให้ความสำคัญนั้น คนรุ่นนี้แทบจะไม่ยื่นมือเข้ามาทำหรือช่วยเหลือเลย แต่ถ้าเป็นงานที่พวกเขาชอบ การทำงานหนักกว่าปกตินั้นเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้ยินดีที่จะกระทำ
อีกประเด็นหนึ่งที่มักจะได้รับเสียงบ่นคือ ความภักดีต่อองค์กร เนื่องจากคนรุ่นนี้จะเปลี่ยนงานบ่อย จนคนรุ่นเก่ามองว่าคน Gen Y นั้น เป็นกลุ่มที่ไม่ภักดีต่อองค์กร แต่สิ่งที่ค้นพบนั้น ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะขาดความภักดีหรอกนะครับ เพียงแต่คนใน Gen Y นั้น เป็นกลุ่มคนที่ต้องการเรียนรู้ในประสบการณ์ที่หลากหลาย ต้องการประสบการณ์ และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าที่ทำงานไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้ได้เรียนรู้ในประสบการณ์ใหม่ๆ และหลากหลาย อย่างต่อเนื่อง คนในรุ่นนี้ก็คงไม่หนีไปไหนง่ายๆ หรอกครับ
ข้อดีประการหนึ่งของคนรุ่นนี้คือ เป็นพวกที่สามารถเรียนรู้ และทำงานได้ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนกลุ่มนี้พร้อมที่จะทำงานในวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย การทำงานกับชาวต่างประเทศ ทั้งในประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องปกติสำหรับคนในยุค Gen Y นอกจากนี้การทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ก็เป็นสิ่งที่เป็นปกติสำหรับคนรุ่นนี้
นอกจากนี้คน Gen Y ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่ากระแสความตื่นตัวในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน การดูแลสีเขียวบนโลก เป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของคนรุ่นนี้ ดังนั้น คนใน Gen Y ก็ต้องการให้องค์กรหรือบริษัทที่ตนเองทำงานให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และโลกใบนี้เช่นเดียวกับพวกเขา กว่าหนึ่งในสี่ของคนรุ่นนี้ที่ได้มีการทำการศึกษา ระบุว่า การที่องค์กรตนเองให้ความสำคัญกับสภาวะแวดล้อมการทำงานที่เน้นและใส่ใจในสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ดังนั้น ถ้าบริษัทของท่านจ้างคนใน Gen Y เป็นจำนวนมากนั้น ต้องอย่าลืมให้ความสนใจและใส่ใจต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และโลกใบนี้ด้วยนะครับ
ปัจจัยจูงใจที่สำคัญของคนใน Gen Y อีกประการหนึ่งคือ การทำงานเป็นทีม คนเหล่านี้ไม่ชอบที่จะนั่งทำงานอยู่คนเดียวง่ายๆ โดยไม่สุงสิงกับใคร คนเหล่านี้ต้องการที่จะทำงานที่มีโอกาสพูดคุย สังสรรค์กับผู้อื่น และต้องการสถานที่ทำงานที่มีลักษณะเปิดโล่งที่เปิดโอกาสให้สร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน คนใน Gen Y นั้น อยากจะทำงานในสถานที่ที่สามารถเข้าถึงหรือติดต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายได้อย่างง่ายดาย ตลอดเวลา
เมื่อมีการสอบถามคนใน Gen Y ว่า อะไรรางวัลหรือผลตอบแทนอะไรที่คนในรุ่นนี้ให้ความสำคัญ มากที่สุดนั้น เรียงจากความสำคัญมากที่สุดไปน้อย ได้แก่ 1.เพื่อนร่วมงานที่มีคุณภาพ 2.การทำงานที่มี ความยืดหยุ่น 3.โอกาสในการก้าวหน้า ดังนั้น ท่านผู้อ่านลองนำคุณลักษณะของคนใน Gen Y ไปลองศึกษาดูนะครับ และอาจจะต้องลองปรับสภาวะแวดล้อมในการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่
ปฏิบัติการปั้น….เด็ก GEN Y สิงหาคม 16, 2009
Posted by หมูอวบ in เรื่องควรรู้.Tags: มหาวิทยาลัย, generation
add a comment
Generation Y หรือ Gen Y เด็กรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 25 ปี จุดเด่นของเด็กรุ่นนี้ คือ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี
มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการทำงานที่มีความก้าวหน้า ชอบการแสดงความคิดเห็น และมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง
รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ อาจารย์ประจำ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า คนรุ่นเก่าอาจไม่เข้าใจคนรุ่น Generation Y โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทัศนคติ พฤติกรรม และความทุ่มเทในการทำงาน
โดยอ้างข้อมูลจากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552 เรื่องการศึกษาพฤติกรรมของคน Gen Y ว่าเด็กกลุ่มนี้มักมีความทะเยอทะยาน มีความมุ่งมั่น และยินดีที่จะทำงานที่หนักขึ้น และมากขึ้น เพื่อความสำเร็จทั้งของตนเองและองค์กร แต่ในที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและลักษณะงานที่ทำนั้นตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากน้อยเพียงใด
ข้อดีสำหรับองค์กรที่ได้เด็กกลุ่มนี้มาร่วมงานก็คือ ความสามารถในการเรียนรู้ และทำงานได้ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในลักษณะการทำงานร่วมกับชาวต่างประเทศ ทั้งในประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศ ได้เป็นอย่างดี
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การจะสร้างและพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ออกสู่ตลาดแรงงานได้นั้น รศ.ดร.พสุ บอก ภารกิจหนักจะตกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นหลักในเรื่องของการปรับหลักสูตร วิธีการสอน รวมถึงบุคลิกของอาจารย์ผู้สอน ที่ต้องปรับตัวเข้าหาเด็กๆ กลุ่มนี้
ชัยวุฒิ รื่นเริง อาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์ ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 7-8 ปี ของการเป็นอาจารย์ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเด็ก Gen Y ซึ่งจากประสบการณ์ที่พบ ลักษณะเด่นของเด็กกลุ่มนี้อยู่ที่ความมีสมาธิสั้น ชอบลงมือทำมากกว่านั่งฟัง และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นขณะที่สอนจำต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กพุ่งความสนใจมาที่ตัวอาจารย์ให้ได้
สื่อการสอน เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ ชัยวุฒิ นำมาใช้เพื่อให้บรรยากาศการเรียนการสอนดำเนินไปในทิศทางที่หวัง โดยมีการนำเสนอในรูปแบบ Power Point และ วีดิโอคลิป ในการดึงความสนใจของผู้เรียน
แม้กระทั่งการให้การบ้าน ชัยวุฒิ ยกตัวอย่าง วิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น แทนที่จะสอนให้ทำเว็บไซต์ธรรมดา ๆ เช่นที่ผ่านมา ก็ปรับเปลี่ยนให้เด็กทำ Blog หรือ Hi5 ในเทคนิคเชิงลึกแทน เพราะเด็กกลุ่มนี้มีบล็อกหรือเว็บไซต์ Social Networking อยู่แล้ว ซึ่งดูผิวเผิน อาจจะมองว่าเรียนที่นี่สนุก เพราะได้เล่น Hi5 แต่จริงๆ แล้วระหว่างการสอนจะมีการสอดแทรกการทำเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคเข้าไปด้วย
“เราอาจนำตัวอย่าง ซึ่งเป็นการทำเว็บที่ยากมาให้เด็กดู แล้วท้าทายให้รู้สึกอยากทำให้ดีเท่ากับตัวอย่างหรือดีกว่า ในส่วนของการทำ Power Point ก็เช่นกัน ต้องนำเสนอให้น่าสนใจ เด็กกลุ่มนี้จะสนใจรูปภาพเยอะๆ ไม่ชอบที่มีตัวอักษรเป็นจำนวนมาก สำหรับการบ้านจะต้องเน้นโจทย์ที่ชัดเจน เพื่อให้พวกเขาได้มีส่วนร่วม”
เขา มองว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กดื้อ ตรงกันข้ามเป็นคนที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน เพียงแต่ชอบลงมือปฏิบัติมากกว่านั่งฟังทฤษฎีหรือตำรา ดังนั้นเวลาสอนที่ต้องลงลึกเรื่องทฤษฎี ตัวเองในฐานะอาจารย์จะบอกตรงๆ เลยว่าขอเวลา 10 นาที เพื่อเข้าสู่เนื้อหาทางทฤษฎี แล้วให้ทุกคนตั้งใจฟัง ซึ่งจากที่ปรับการสอนในแนวทางใหม่นี้ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้เรียน
นอกจากรูปแบบการเรียนที่ปรับเปลี่ยนแล้วยังต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้สอน กับผู้เรียนด้วย ชัยวุฒิ บอก แนวทางที่เริ่มทำแล้วคือ การเปิดช่องทางให้เด็กกลุ่ม GEN Y ได้โต้ตอบ แม้กระทั่งการส่งการบ้านที่สามารถทำส่งผ่านบล็อกได้ โดยที่อาจารย์จะมีหน้าที่เข้าไปคอมเมนท์ พร้อมกับสั่งแก้ไขงานผ่านบล็อกได้ทันที
ภายหลัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มปรับรูปแบบการสอนแนวใหม่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากการสอบถามกับกลุ่มนักศึกษาก็พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี เด็กๆ รู้สึกพอใจ และสนุกกับการเรียนมากขึ้น
เช่นเดียวกับ ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บอกว่า การแก้ปัญหาการเรียนการสอนของกลุ่ม Gen Y ต้องเน้นการลงมือปฏิบัติ (Hand on) เพราะบางครั้งหากให้เด็กนั่งฟังทฤษฎีแล้วนำไปคิดเอง อาจเป็นเรื่องน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็กกลุ่มนี้
“ผมสอนทฤษฎี ให้สามารถจับต้องได้ เช่น ในวิชาการออกแบบจากเศษวัสดุ จะเลคเชอร์ก็ได้ว่าการออกแบบจากเศษวัสดุคืออะไร มีรูปแบบอย่างไรบ้าง แต่ผมไม่ทำ แต่จะเปลี่ยนเป็นให้เด็กทำการคัดแยกเศษวัสดุ แล้วนำมาพรีเซ้นท์หน้าห้องเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน กรณีของการออกแบบชิ้นงาน จะให้เด็กๆ ลงมือออกแบบชิ้นงานจากนั้นก็มาคอมเมนท์ แนวทางนี้จะทำให้เด็กตั้งใจฟัง และรับฟังข้อบกพร่องของชิ้นงานเพื่อนำไปปรับปรุง แล้วนำกลับมาพรีเซ้นท์หน้าห้องใหม่ วิธีนี้จะทำให้เด็กตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ”
แม้ที่ผ่านมาจะได้ผล ดร.สิงห์ บอกว่า สิ่งที่ต้องทำคือ ปรับรูปแบบการเรียนสอนทุกปี เพื่อหาจุดด้อย แล้วนำไปแก้ไข ปีแล้วปีเล่าเพื่อให้เหมาะกับเด็ก Gen Y จริง ๆ ซึ่งจากประสบการณ์แล้วพบว่า หากจัดให้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วสอนให้เด็กๆ ได้ลงมือทำ นอกจากจะไม่มีใครหลับในห้องเรียนแล้ว กรณีที่ผลงานนั้น ๆ ออกตีพิมพ์ หรือมีการจัดแสดงผลงาน เด็กจะรู้สึกตั้งใจเรียน และทุ่มเททำงานแบบถวายหัว
สำหรับ รศ.ดร.ชนงกรณ์ กุณฑลบุตร คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวเสริมว่า หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งมีการคัดกรองเด็กด้วยการสอบ ทำให้เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมของเด็ก Gen Y
สำหรับการสอนที่ปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ มทร.ธัญบุรี เลือกใช้วิธีลดชั่วโมงของการเรียนแบบเลคเชอร์ 3 ชั่วโมงลง เพราะอาจสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้เรียน โดยสิ่งที่ปรับให้มากขึ้นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วม ทั้งการนำเสนอหรือแสดงผลงานในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะดึงความสนใจของผู้เรียนแล้วยังจะเป็นการพัฒนาเด็กที่จบออกไปให้กลายเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ
จากห้องเรียน สู่ห้องปฏิบัติ จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัย ภารกิจท้าทายกับการปั้นเด็ก Gen Y ป้อนตลาดแรงงาน
“สิ่งที่เปลี่ยนไป ในโลกที่เปลี่ยนแปลง” กรกฎาคม 25, 2009
Posted by หมูอวบ in บทความ.Tags: การจัดการ, การจัดการความรู้, วิธีคิด, generation
add a comment
โดย ดร กุลเดช สินธวณรงค์
หลาย ปีมานี้นักสังคมศาสตร์ได้พยายามแบ่งลักษณะประชากรตามช่วงยุคการเกิด ซึงนักการตลาดได้นำมาศึกษาเพื่อต่อยอดหาบุคลิกและพฤติกรรมที่คาบเกี่ยวกับ กับการแบ่งประเภทนั้นๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับงานการตลาดหลายๆชิ้นจนประสบความสำเร็จ หลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า เจนเนอเรชัน เอ็กซ์ วาย ซีส์
เจนเนอเรชัน เอ็กซ์ (Gen X) คือกลุ่นคนที่ขณะนี้อายุประมาณ 35 ไม่น่าจะเกิน 45 เจนเนอเรชัน วาย (Gen Y) ตอนนี้เริ่มจาก 20กว่าๆ ไปจนคาบเกี่ยวกับกลุ่มแรก และสุดท้าย เจนเนอเรชัน ซีส์ (Gen Z) กลุ่มวัยใสวัยโจ๋ใจมัน
นักการตลาดทราบมานานแล้วว่า ลูกเล่นทางการตลาดรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะงัดออกมาแล้วตื่นตาตื่นใจขนาดไหน ก็มีผลน้อยมากต่อการตัดสินใจของ GEN X ซึงฉลาด(โดยภาคบังคับ)ด้วยประสบการณ์และจากความรับผิดชอบ ฉลาดเลือกแบบช่างสงสัย(คุณนายละเอียด) หาข้อมูลทุกครั้งก่อนการตัดสินใจ และเชื่อการแนะนำจากเพื่อนฝูงหรือครอบครัว แตกต่างจาก GEN Y ซึงร้อนรุ่ม อยากมี อยากเป็น อยากได้ กล้าแสดงออก อยากแต่งตัวสบายๆไปที่ทำงาน ส่ง SMS หาเพื่อนตั้งแต่ตื่นนอน ฟังไอพอด เอ็มพีสาม ถึงที่ทำงานยังเล่นเอ็ม เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ และเชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งในชิวิต มาถึง GEN Z ที่ทุกคนกำลังมองกันตาเป็นมัน เพราะกลุ่มนี้กำลังโตไปกับเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่กำลังผสมผสาน “คอนเวอร์เจนซ์” (convergence) ลองคิดดูสิครับพ่อค้าที่ไหนจะไม่ชอบ ก็ “ซื้อ” โดยไม่ต้อง “สอน” “โฆษณา” โดยไม่ต้อง“ชวนเชื่อ” เพราะรู้เองทำเองเป็น มีกำลังซื้อแบบกล้าลองผิดลองถูก (อยากได้อะไร พ่อแม่จ่าย!)
…
เมื่อ การมองโลกธุรกิจในมิติแบบองค์รวมได้เปลี่ยนแปลงไป มิติในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการฟาดฟันทางการค้า มิติที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับต่อสู้ทางความคิดเพื่อมองหาสิ่งที่สร้างสรรค์ มิติที่มีหลากปัญหาให้แก้แต่ไม่มีโซลูชั่นหรือคำตอบแบบชัดเจนคำตอบเดียว
ทั้งหลายทั้งปวงคือสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรกำลังประสบกับการท้าทาย “ซ่อนรูป” แบบ ต่างๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สำหรับโลกขณะนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่เราเรียนรู้ได้จากแต่ละเจนเนอเรชัน คงไม่ใช่มุมแคบๆของพฤติกรรมทางการตลาดที่คนจากแต่ละกลุ่มพึงมี แต่คือ “ลักษณะผู้นำ” ที่องค์กรต้องการ
…
GEN X น่าจะเป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่สัมผัสโลกปัจจุบันด้วย “ความเป็นจริง” ผ่านชีวิตในช่วงที่มีรายละเอียดเยอะ คนกลุ่มนี้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและเศรษฐกิจมาไม่ต่ำกว่า สองถึงสามครั้ง (ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย) ทั้งความโหดร้ายของการลดค่าเงินบาท การล่มสลายและฟื้นคืนของระบบทุนนิยมเลียนแบบ นวัตกรรมการปฏิวัติควบคู่กับการปกครองแบบไทยๆที่คนไทยภูมิใจกันนักหนา คนกลุ่มนี้มีสัญชาติญาณในการแก้ปัญหาและการเอาตัวรอดสูง มีเหตุมีผล รู้จักการแก้ปัญหาเชิงระบบ เนื่องจากเติบโตมาในช่วงคาบเกี่ยวกับช่วงเริ่มต้นของพัฒนาเทคโนโลยี จึงให้โอกาสและพยายามทำความเข้าใจในสิ่งใหม่ แต่บางครั้งด้วยความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานที่ตัวเองมีระดับหนึ่ง แล้ว ทำให้เป็น “กับดัก” เป็นอุปสรรรคและเป็นข้อจำกัดถ้าโอกาสมันไม่อยู่ในกรอบที่ตัวเองวาดไว้
GEN Y น่า สนใจตรงที่มีความหลากหลาย น่าจะเป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่กล้าเปิดรับรูปแบบต่างๆของความสร้างสรรค์ ยอบรับความเป็นจริงของรูปแบบสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ผสมผสาน เป็นกลุ่มที่ฉลาด การศึกษาสูงมากจากการฝึกฝน จากความพยายามในการเรียนรู้ ทะเยอทะยาน กล้าลอง มั่นใจไม่ยึกยัก มีความสนใจที่จะสร้างและมีส่วนร่วมกับสังคมทุกรูปแบบไม่ว่าตัวเองจะคุ้นเคย กับสังคมแบบนั้นหรือไม่
GEN Z น่าจะสามารถก้าวเป็นผู้นำที่แก้ปัญหาแบบหลายระนาบ (non-linear) ไม่มีจำกัดตัวเองกับกรอบกับดักความคิดที่ตัวเองหรือใครวางไว้อีกต่อไป
…
เราทราบกันดีว่าชีพจรโลกถูกกำหนดด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตร
…
ประเทศสหราชอาณาจักรที่ “เย่อหยิ่ง” ภูมิใจเหลือเกินในเผ่าพันธ์ เคย “ฝัน” ถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ หลายปีที่แล้วยังต้องศึกษาตัวเองอย่างจริงจังเพื่อหาความเข้มแข็งเชิงวัฒนธรรม หาแก่นของ “ฝัน” ที่เคยมี
และประเทศเค้าก็ได้ออกมาเป็นแนวคิดประเทศนิยมแบบ New Britain ที่น่าเกรงขาม ได้ออกมาเป็นการส่งออกทางวัฒธรรมแบบ Cool Britania ที่แสนจะมีสเน่ห์ และผันตัวเองเข้าสู่สังคมสร้างสรรค์ Creative Economy ที่กำลังอินเทรนด์อย่างเต็มรูปแบบ
เทคโนโลยีบางอย่างใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี เปลี่ยนแปลงจากการ “เสียง” กลายเป็นการสื่อสาร การส่งข้อมูล และจากนี้ไม่นานกำลังจะกลายเป็น “สังคมและความรู้สึก” แถมราคาถูกลงเรื่อยๆ
อุสหกรรมบางอย่าง ร้อยปี พันปีที่แล้ว “คิด” ว่าก่อสร้างมันแค่เรื่องของ ฐาน ราก เสา คาน หลังคา เดี๋ยวนี้ถ้า “คิด” ได้แค่นั้น มันคงไปไหนไกลซักเท่าไหร่ อาจจะสร้างได้เร็วขึ้น สวยขึ้นหน่อย แต่ก็แพงขึ้น
สงสัยต้องลองถามตัวเองว่ามีอะไรที่ประเทศเขาเหมือนประเทศเรา ต้องลองเดาดูว่ามีอะไรที่องค์กรเขาคิดได้ไกลกว่าเรา
…
เมื่อโลกคือ “การเปลี่ยนแปลง”
“เจอเนอเรชัน” ไหนที่อยากให้มาเปลี่ยนคุณ