RSS

ความละอายใจของผม กับปลาตายที่บ้านสร้าง

21 พ.ย.

ใครที่ได้ติดตามหนังสือพิมพ์อย่าง ผู้จัดการ มติชน หรือ ไทยโพสต์ หน้าภูมิภาค หรือชม ITV เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา อาจเห็นหรือได้ยินข่าวน้ำเสียที่แม่น้ำบางปะกง โดยเฉพาะที่แม่น้ำปราจีนบุรี ลงติดต่ออยู่หลายวัน  ซึ่งได้สร้างความเสียหายกับชาวบ้านที่หากินอยู่กับลำน้ำอย่างสินเนื้อประดาตัว มิพักต้องเอ่ยถึง ความเสียหายต่อระบบนิเวศในคลองโดยเฉพาะที่คลองสารภี …มิทันที่ทุกข์น้ำท่วมจะบรรเทา ทุกข์เรื่องน้ำเสียก็โถมทับ 

ท่านผู้อ่านที่นึกภาพความเสียหายไม่ออก ผมจะลองยกตัวเลขที่ชาวบ้านที่บ้านสร้าง เขาเก็บข้อมูลผลกระทบ มาให้ดูครับ

อย่างที่ อ.บ้านสร้าง 6 ตำบล  มีผู้ที่เลี้ยงปลากระชังได้รับผลกระทบ 1,230 กระชัง (178 ครัวเรือน) หรือ ผู้ใช้น้ำประปาที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่า 10,000 ครัวเรือน

หรืออย่างเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องใช้เรือร่วม 100 ลำ เพื่อเก็บสัตว์น้ำที่ตายออกจากน้ำ และพบว่าสัตว์น้ำที่ตายเป็น สัตว์น้ำลึก ได้แก่ กุ้งแม่น้ำ ปลาลิ้นหมา ปลากระเบน ปลาเค้า ปลากด ปลากะพง เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้คงพอช่วยให้ท่านผู้อ่านนึกภาพออกมาน่ะครับ  

นับจนถึงวันนี้ น่าจะล่วงมาเกือบ 10 วัน เป็น 10 วันที่ชาวบ้านและอนุกรรมการลุ่มน้ำ วิ่งวุ่นหาคนรับผิดชอบ หาแนวทางการแก้ไขปัญหา เป็น 10 วันที่ชาวบ้านหลายครัวท้อแท้ สิ้นหวังในหายนะที่เกิดขึ้น เป็น 10 วันที่หายนะเกิดขึ้นท่ามกลางการรับรู้ของผู้ว่า รองผู้ว่า ชลประทาน  …กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ ……ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่กลับเดินหนีปัญหา ไม่มีใครหาทางคิดอ่านและไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่น้อย เป็น 10 วันที่สร้างความครางแครงใจและบั่นทอนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐ จนหมดสิ้น …ทุกนาทีที่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่คิดจะทำอะไรนั้น โปรดรับรู้ไว้เถอะครับว่า เป็นทุกนาทีที่ความเชื่อมั่นถูกบั่นทอนลง และเป็นทุกนาทีที่หายนะเกิดขึ้นแก่ระบบนิเวศและชุมชน  

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการปล่อยข่าว สร้างความแตกแยก ระหว่างชาวบ้านที่เลี้ยงปลาท้ายน้ำ กับ ชาวนาเหนือน้ำ ให้มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการเปิดปิดประตูระบายน้ำ จนนำไปสู่การวางมวยระหว่างชาวบ้านกันมาแล้ว 

น้ำเสียที่คลองสารภีในอดีตที่ผ่านมา เป็นพฤติกรรมของการอยู่ร่วมของผู้คนที่หลากหลายในสายน้ำเดียวกันที่ไม่เคยมีข้อตกลงในการใช้ประโยชน์และดูแลรักษา นาข้าวและโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษอยู่ด้านบนของสายน้ำ คนเลี้ยงปลาและหาปลาอยู่ด้านล่าง ของเสียที่สะสมทับถมจนเน่าอยู่ด้านหน้าของประตูน้ำ จะถูกดันออกมา เมื่อประตูระบายน้ำยกขึ้น เพื่อพร่องน้ำออกจากนา เตรียมเกี่ยวข้าว ผนวกกับน้ำทิ้งจากโรงงานกระดาษ 2 โรง ที่ ต.วัดโบสถ์ก็จะพากันไหลลงสู่บริเวณที่มีการเลี้ยงปลาและหาปลาในพื้นที่ท้ายน้ำ ในปีที่ผ่านๆ มา จะมีน้ำเสียอยู่ประมาณ 3-4 วัน และปกติก็จะรู้กันก่อนล่วงหน้า 

แต่เมื่อปี 2548 ชาวบ้านปลากระชัง ชาวบ้านที่หาปลาท้ายน้ำ กับชาวนาต้นน้ำ ได้มีกระบวนการทำการประเมินทรัพยากรท้องถิ่น สำรวจระบบและปฏิทินการผลิตของแต่ละฝ่าย รวมถึงการวิเคราะห์ สาเหตุและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ จนได้ออกมาเป็นกติกา ข้อตกลงในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง  

หนึ่งในผลการสำรวจทรัพยากรท้องถิ่นเมื่อปีที่แล้ว พบว่า มีตะกอนสะสมตกอยู่ในคลองสารภีจำนวนมาก เมื่อไรก็ตามที่มีการยกประตูระบายน้ำขึ้น ตะกอนก็จะฟุ้งกระจายลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ และเป็นเหตุให้เกิดน้ำเสียที่ท้ายน้ำ การแก้ไขในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชลประทานก็คือ การใส่ไม้หมอนกันตะกอนเอาไว้  ….ในปีที่ผ่านมาจึงไม่มีความเสียหายจากน้ำเสียปรากฏให้เห็น 

แต่พอมาปีนี้ ภาคีที่เคยร่วมกันแก้ปัญหาอย่าง ชลประทาน ไม่ได้ทำตามข้อตกลง ปัญหาเรื่องน้ำเสีย และความเสียหายกับชาวบ้านที่ท้ายน้ำ จึงกลับมาใหม่  ในกรณีนี้ หากชาวบ้านที่นี่จะเป็นฝ่ายผิด ก็คงผิดที่ไม่ได้มีกระบวนการติดตาม ตรวจสอบ การทำงานของหน่วยงานรัฐ และโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เหมือนปีที่ผ่านมา  

แต่คำถามสำหรับผมก็คือ มันควรเป็นหน้าที่ของชาวบ้านหรือไม่ ที่จะต้องคอยกำกับ ติดตามดูว่า รัฐและโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ดีอยู่หรือไม่  ลำพังแค่การหาอยู่หากินก็ยากอยู่แล้ว เงินเดือนเงินดาว ก็ไม่มี และจะให้ชาวบ้านต้องรับผิดชอบไปถึงไหน (ผมละอายใจเหลือเกิน ที่จะต้องบอกว่า ชาวบ้านที่เข้มแข็ง ต้องคอย กำกับ ติดตามตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ……ทำไม ทำไม และทำไม ???????????)  

ผมไม่รู้ชัดว่าหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมืองจะต้องทำอะไรในยามปกติและในยามที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน แต่เมื่อ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา นายกฯ ได้พูดถึงพันธกิจที่ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ต้องทำ 4 ประการ คือ 1) ประชาธิปไตย 2) เศรษฐกิจพอเพียง 3) ความอยู่มีมีสุข และ 4) สมานฉันท์  โดยเน้นการทำงานกับภาคประชาสังคม  พันธกิจนามธรรมเหล่านี้ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านผู้ปกครองจะเข้าใจหรือไม่ แต่รูปธรรมที่ปรากฏอย่างน้อยที่บ้านสร้าง….คงยากที่จะหลอกตัวเองว่า ท่านเข้าใจพันธกิจข้างต้น  

ผมจึงเขียนมาถามดังๆ ไปยังผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดปราจีน โดยเฉพาะกับ ชลประทาน ในยามที่ ชาวบ้านเดือดเนื้อร้อนใจขนานนี้ ท่านกำลังทำอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาบ้าง  ในสถานการณ์เช่นนี้ บางคนจึงว่า เมื่อกำลังจมน้ำ ฟางเพียงเส้นเดียว ก็มากพอที่จะเป็นความหวังที่จะอยู่รอดได้ แต่ในยามที่ชาวบ้านทุกข์สาหัสขนาดนี้ เพียงการอยู่เคียงข้างของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็มีคุณค่ามากพอที่ชาวบ้านจะยกมือไหว้และขอบคุณท่านได้อย่างเต็มใจ  

บุญรักษาครับ

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 21, 2006 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: