RSS

การจัดการความรู้ – – วัฒนธรรม ไว ไว ควิ๊ก

05 พ.ค.

อาจแปลกใจที่เห็นผมตั้งชื่อเรื่องเยี่ยงนี้  เป็นความตั้งใจของผมที่ตั้งเพื่อให้เกิดบรรยากาศของการคิด ทบทวน ถกเถียงและตั้งคำถามกันอย่างจริงจัง ต่อกระแสการจัดการความรู้ในปัจจุบัน  

ผมไม่แน่ว่า เราจะจินตนาการกันออกหรือไม่ว่า คำว่า การจัดการความรู้ ได้กลายเป็น คำฮิต ขนาดไหนแล้ว ในแวดวงมหาวิทยาลัยเมืองไทย ตำแหน่ง Chief Knowledge Officer  (CKO) เริ่มปรากฏให้เห็น และมีมากขึ้นเรื่อยๆ (มหาวิทยาลัยในไม่มีก็อาจขายหน้าอยู่ไม่น้อย) ส่วนในแวดวงงานพัฒนาสังคม งานพัฒนาสุขภาพ การจัดการความรู้ กลายเป็นวลีที่ถูกนำมาใช้แทนคำว่า การสรุปบทเรียน หรือ การจัดกระบวนการเรียนรู้  ไปแล้ว ด้วยที่ค่าราคาของคำๆ นี้ เป็นสิ่งที่ผู้ให้ทุนแสวงหา และพร้อมจะให้ทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่ (เข้ากับยุคเศรษฐกิจความรู้จริงจริ้ง)  Web blog จำนวนมาก ในฐานะเครื่องมือของการแปลงความรู้ที่แต่ละคนมี ออกมาแบ่งปันผ่านโลกไซเบอร์ ถูกเปิดขึ้นมากมายในแต่ละวันราวดอกเห็ดในหน้าฝน กล่าวเฉพาะภาษาไทยใน gotoknow.org ปัจจุบันมีจำนวน blog เลยตัวเลข 7,000 ไปแล้ว โดยมีอัตราการเกิดใหม่ต่อวันค่อนข้างสูง หรือ ตัวเลข blog ของ Technorati  (search engine คู่แข่ง google และ yahoo) รายงานว่าเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มี blog ที่อยู่ใน http://www.technorati.com  มีมากกว่า 55 ล้าน blog ทีเดียว โดยมีจำนวน blog เพิ่มขึ้นสองเท่าตัวทุกๆ 5 เดือน ..ข้างต้นจึงเป็นสิ่งการันตีได้อย่างดีว่า ตัวเครื่องมือในการจัดการความรู้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปัญหา 

คำถามที่ผมคิดต่อก็คือ นอกเหนือไปจาก โครงสร้าง หรือชิ้นส่วนสำคัญสำหรับงานจัดการความรู้ในภาคธุรกิจ อย่าง CKO หรือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ แล้ว ผมเห็นว่า สิ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า ก็คือ จิตวิญญาณของความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลกำไรให้แก่บริษัท ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ถูกถ่ายทอด ปลูกฝัง จนเข้าไปอยู่ในเนื้อและลมหายใจของชีวิตธุรกิจ  ที่สำคัญขอบเขตความรับผิดชอบในงานของคนในองค์กร ต่างเกาะเกี่ยวอยู่บนสายพานการผลิตอันเดียวกัน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงความรู้ที่ดีที่สุดของแต่ละคนเข้าสู่กระบวนการเพิ่มผลผลิต แต่เมื่อมองกลับมายังภาคสังคม ภาคการศึกษา  ผมไม่คิดว่า เรามีแบบแผนวัฒนธรรมความมุ่งมั่นของคนในสังคม หรือในสถาบันการศึกษาที่เข้มข้นเท่ากับภาคธุรกิจ ก็อย่างที่เห็นว่าเราต่างคนต่างผลิตในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด จนหลายครั้งก็มองไม่เห็นสายพานที่จะเชื่อมต่อพวกเราเข้าด้วยกัน วัฒนธรรมในทำนองเช่นนี้นี่เอง ที่ผมคิดว่า มันไม่น่าจะไปกับ โครงสร้าง หรือชิ้นส่วนใหม่ๆ ที่ถูกเนรมิตขึ้นมาภายใต้งานที่เรียกว่า KM   

ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม การยอมรับในความแตกต่าง (ทั้งความคิด ระดับสติปัญญา และอายุ) การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง (หรือบางทีที่สามารถทิ่มแทงเราได้) เป็นสิ่งที่งานจัดการความรู้ในบ้านเรา ให้ความสำคัญน้อยมาก มหาวิทยาลัยที่ทำเรื่อง KM  ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่การสร้าง platform ที่เป็นตัวเปลือก หรืออุปกรณ์เสริม มากกว่า ส่วนที่เป็นรากฐานทางวัฒนธรรม หน่วยส่งเสริมเรื่อง KM จำนวนไม่น้อย ก็จับแต่เรื่องเทคนิค วิธีการ หรือเครื่องมือ เท่านั้น  

มากไปกว่านั้น การใช้คำว่า KM ยังถูกนำไปใช้อย่างไม่แยแส  ความรู้หรือวิธีการอย่างอื่นๆ และใช้ในลักษณะของการดีกว่า เหนือกว่า คนอื่นๆ (ทั้งนี้จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)  ผมมีเรื่องจริงที่เล่ากันตลกๆ ให้ฟังครับ คือ ครั้งหนึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้าน KM ไปจัดประชุม KM ที่ภาคเหนือ ในการประชุมครั้งนั้นมีผู้ช่วยที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการอยู่ 3 ท่าน ซึ่งทั้ง 3 ก็เป็นนักพัฒนารุ่นใหญ่ที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะฝีมือในการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  แต่เมื่อ 3 ท่านมาเจอกับผู้เชี่ยวชาญด้าน KM คำถามแรกที่ถูกถาม คือ รู้จัก KM ไหม ทั้ง 3 ท่านส่ายหน้าพร้อมๆ กัน ว่าไม่รู้จัก ตามมาด้วยคำถามที่ว่า ถ้างั้นรู้จักหัวปลาไหม ทั้ง 3 ท่าน ก็ไม่รู้จักอีกเช่นกัน นั่นทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ถึงกับเอ่ยปากว่า เออแล้วอย่างนี้พรุ่งนี้จะจัดกระบวนการได้อย่างไร?” ว่าแล้ว ผู้เชี่ยวชาญ ก็หันไปค้นเอกสารในกระเป๋าของท่าน อ่ะเจอแล้ว เอา เอานี่ไปอ่าน พรุ่งนี้จะได้ทำได้ สิ่งที่ท่านผู้เชี่ยวชาญยื่นให้ 3 ท่านไปอ่าน คือ บทความว่าด้วย KM นั่นเอง ผมฟังแล้วก็หัวเราะไม่ออกครับ ได้แต่ทำใจ 

สุดท้าย เมื่อ KM กลายมาเป็นอาหารขยะ สำหรับผู้ที่นิยมชมชอบบริโภคของใหม่ ตามกระแส ยิ่งบริโภคยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ สิ่งที่ผมเจออยู่บ่อยๆ ก็คือ การจัดเวทีประชุมสัมมนา หรือไม่ก็ ระดมความคิด ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมักเรียกสิ่งเหล่านี้รวมๆ ว่า KM งานชนิดนี้ ผมไม่แน่ใจว่า เราจะได้อะไรจากมันมากไปกว่า รายงานการประชุม ที่บรรจุไปด้วย  คำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญที่ต่างก็ต้องแข่งกันพูดๆ ออกมา ภายในเวลาไม่กี่นาที  ผมไม่มั่นใจว่า สิ่งที่ได้ออกมา จะเรียกว่า ความรู้ สารสนเทศ หรืออะไร และ/หรือผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคน จะได้เรียนรู้อะไรไปมากน้อยเพียงใด แต่ดูเหมือนทุกครั้ง ผู้จัดก็ดูจะพอใจกับ KM ในลักษณะนี้เช่นกัน    

ข้างต้นน่าจะเหมือนกับที่ผมมีประสบการณ์ในการทำชุดบทเรียนกระบวนการทำแผนชุมชน โดยเราได้มีส่วนร่วมในการผลิตเอกสารเผยแพร่เคล็ดวิชาการทำแผนแม่บทชุมชน  ซึ่งทำให้ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ความรู้ที่ว่าถูกนำไปใช้อย่างมากมาย หมู่บ้านและตำบลทั่วประเทศถูกกระตุ้นให้มีกระบวนการทำแผนแม่บทชุมชน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผมทราบว่าปัจจุบัน ยังเหลือชุมชนไม่มากนัก ที่แผนแม่บทชุมชนของเขายังมีชีวิตโลดแล่น เป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาชุมชนต่อไป ที่สำคัญ ชุมชนที่ยังทำอยู่ ก็คือ ชุมชนต้นแบบนั่นเอง คำถามคือ เกิดความผิดพลาดอะไรกับความรู้ของเรา    

และนั่นยิ่งทำให้ผมตระหนักว่า หัวใจของ KM ของภาคสังคมนั้น ไม่น่าจะอยู่ที่ตัว death knowledge ที่อยู่ตามหนังสือ  ในระบบสารสนเทศ หรือเป็นคำพูดจากประสบการณ์เพียงไม่กี่นาที  เพราะยิ่งหาเราเชื่อว่า ตัวความรู้ฝังลึกที่มีในตัวผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ หรือปราชญ์ชาวบ้าน เป็นความรู้ที่ถูกบ่มเพาะจากวิถีชีวิต การมีประสบการณ์ตรงบางอย่าง อยู่พ้นไปจากความเข้าใจเชิงเหตุผล และกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ตายตัว การจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ มีทางเดียวคือ เอาตัวเราเข้าไปสัมผัสกับสิ่งที่เป็น living knowledge เฉกเช่นที่แนวทางที่ครูโบราณใช้ในการสั่งสอนลูกศิษย์  ผมเข้าใจว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการขัดเกลา ผู้ที่จะใช้ความรู้ ให้มีความเป็นมนุษย์ที่แท้ ที่มีตัวศีลธรรม ตัวคุณธรรม เป็นกรอบกำกับการใช้ปัญญา และความรู้   ใช่หรือไม่ว่า แนวทางเช่นนี้ต่างๆ KM แบบแดกด่วนในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ที่เน้นแต่การบริโภค ความรู้ ความรู้ ความรู้ จนทุกคนต่างก็มีหัวที่โต ผิดสัดผิดส่วน กับ หัวจิต หัวใจ อยู่ไม่น้อย 

บุญรักษาครับ

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 5, 2007 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: