RSS

ห่ะ! โลกร้อน ทุก 1,500 ปี? : ความจริงที่น่าอึดอัด

05 พ.ค.

คงกล่าวได้อย่างไม่ผิดนักว่า  An Inconvenient Truth  ได้สร้างกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งโลกร้อนและการอนุรักษ์อย่างกว้างขวาง และนั่นทำให้  Al Gore ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2007 อีกด้วย  สำหรับในเมืองไทย ความตื่นตัวต่อเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน ทั้ง นิตยสารสารคดี นิตยสารที่หนักด้วยข้อมูลก็อุทิศหน้าหนังสือเสียหลายหน้าเพื่ออธิบายเรื่องนี้  A Day นิตยสารวัยรุ่นหัวทันสมัย ที่เน้นสาระ แต่ไม่เชย ก็ส่งวิธีดูแลโลกแบบไม่เชยออกมาเหมือนกัน ส่วนสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน สำนักพิมพ์มติชน รายงานว่า หนังสือเรื่อง  “โลกร้อน..ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง” ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ไม่เห็นด้วยที่ สนพ.มติชน พิมพ์หนังสือเล่มนี้ โดยใช้ กระดาษอาร์ต 4 สี ทั้งเล่ม เพราะเข้าตำรา มือถือสาก ปากถือศีล…คุณว่าไหม?) ข้อสังเกตของผม อันเป็นที่มาของการเขียนบทความ ก็คือ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ Al Gore หรือ ชาวโลกร้อน นำมาเสนอนั้น ทำให้ สังคมไทยโดยทั่วไป เชื่อ โดยไม่ต้องสงสัยอีกแล้วว่า

1)       ปรากฏการณ์โลกร้อนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เกิดจาก ฝีมือมนุษย์
2)       กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้โลกร้อน ก็คือ การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งปล่อย CO2 ออกมาเป็นจำนวนมาก
3)       CO2  คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 

ซึ่งผมเห็นว่า นั่นนำมาซึ่งความเหี่ยวเฉาทางปัญญาอย่างแท้จริง ……และก่อนที่จะเชื่ออะไรมากไปกว่านี้จนถอนตัวไม่ขึ้น  ลองฟังข้อมูลอีกด้านก่อนดีไหมครับ ว่าอีกมุมหนึ่งเขามองเรื่องโลกร้อนกันอย่างไร ทั้งนี้มิใช่ประโยชน์อะไรอื่น นอกจากเจริญสติเท่านั้น…เริ่มเลยดีกว่าครับ  ชาวโลกร้อน : ดูคุณจะไม่เชื่อแบบที่ Gore หรือ ชาวโลกร้อน บอกใช่ไหมว่า โลกร้อนเป็นฝีมือมนุษย์ที่ปล่อย  CO2  ออกมาจนกลายเป็นเตาอบและอบโลกอยู่อย่างนี้ และยังเป็นที่มาของภัยธรรมชาติต่างๆ      ผม : แน่นอนครับ ผมเชื่ออย่างมาก ว่า โลกร้อนขึ้นจริง  แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดเป็นช่วงประมาณ 1500 ปี ไม่ใช่เกิดจากมนุษย์ และ ยังไม่ค่อยเชื่อว่า โลกร้อน จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติหลากหลายชนิดเพิ่มมากขึ้น อย่างเฮอร์ริเคน Katerina  น้ำแล้ง น้ำท่วม และที่ไม่เชื่อเลย ก็คือ เราจะหยุดยั้งโลกร้อนได้   ชาวโลกร้อน : คุณถือดีอย่างไร จึงไม่เชื่อ ทั้งที่เขามีข้อมูลแน่นหนา ทั้งจากรายงาน IPCC  วารสาร Science หรือ Nature วารสารทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรณพิภพนี้ และจากนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ก็ยืนยันเรื่องนี้ ผม : ผมมีแต่ข้อมูลอีกด้านเท่านั้น ที่เขาทำให้ผมเชื่อว่า มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ และยังมีข้อมูลที่ชี้ว่า นักวิทยาศาสตร์ที่หนุนเรื่องโลกร้อน หลายๆ ครั้งก็ไม่ได้ซื่อสัตย์กับการใช้ข้อมูล คุณอยากฟังไหมล่ะ ผมจะเล่าให้ฟัง  ชาวโลกร้อน : คุณมีอะไรดีก็ว่ามาซิ อย่าช้า! อากาศมันร้อน อารมณ์ไม่ดี

ผม :  ใจเย็นๆ ครับ ผมขอเริ่มจากในหนังสารคดีครับ  Gore พูดไว้ตอนหนึ่งว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นถึง 20 ฟุต มันดูน่ากลัวจริงๆ  ว่าไหมครับ ? แต่หากคุณไปดูรายงานของ IPCC อย่างฉบับที่ 4 (ปี 2007) เขารายงานว่า จากการคาดการณ์แบบเลวร้ายสุดๆ ในศตวรรษนี้ น้ำทะเลจะสูงขึ้น 23 นิ้ว ……..20  กับ 23 ตัวเลขห่างกันนิดเดียวก็จริง แต่หน่วยต่างกันเยอะน่ะครับ  

ชาวโลกร้อน :  นิดหน่อยเอง!! นักการเมืองก็อาจผิดพลาดได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ อย่าง ดร. Naomi Oreskes  คงพลาดยาก ที่เขาบอกไว้ใน Science  ฉบับเดือนธันวาคม 2004  ว่า จากการตรวจสอบบทคัดย่อ (ข้อมูลระหว่างปี 1993-2003) พบว่ามีจำนวนบทคัดย่อ 928 บทคัดย่อ ที่ต่างลงความเห็นเป็นหนึ่งเดียวว่า (scientific consensus) มนุษย์ คือ สาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ความเห็นที่เห็นพ้องของนักวิทยาศาสตร์ขนาดนี้ คุณจะว่าไงอีก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากต่างก็ยืนยันแบบนี้ คุณยังไม่เชื่ออีกหรือ

ผม : ช้าก่อนครับ โปรดทราบไว้ด้วยว่า มีคนจำนวนมากเขียนความเห็นโต้แย้งกรณีนี้ แต่ Science ไม่ยอมตีพิมพ์ข้อโต้แย้งให้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจครับ เมื่อมีการแฉว่าเธอจงใจมองข้ามบทความอีกประมาณ 11,000 บทความ ที่มีการตีพิมพ์ตลอด 10 ปี  ทั้งนี้ มีประมาณ 500 รายชื่อผู้เขียน ที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงในหนังสือ unstoppable global warming : Every 1,500 year ที่สำคัญ บทคัดย่อจำนวน 928 บทคัดย่อนั้น ดร. Benny Peiser แห่ง มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ได้ตรวจสอบซ้ำ และกลับพบใน สิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือ  บทคัดย่อจำนวนมากมีความเห็นที่แตกต่าง มากกว่าจะเห็นพ้องต้องกัน  อีกทั้งเกือบทั้งหมดก็เป็นความเห็นที่ไม่กล้าฟันธงทั้งสิ้น (noncommittal) และ บทความของ ดร.Benny Peiser  อีกเช่นกันที่ วารสาร Science ไม่ยอมให้รับพิมพ์  แม้จะยอมรับว่าข้อสังเกตของ ดร.Benny ถูกต้องก็ตาม นั่นหมายถึง วารสาร Science ก็ยังคงปล่อยให้ บทความที่มีความผิดพลาดลอยนวลอยู่ต่อไป ….เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดกับ Nature เช่นกัน ที่มีการลงตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ กราฟรูป Hockey Stick  (กราฟที่ชี้ให้เห็นว่าโลกนั้น เย็นมาตลอด 1000 ปี) โดยมีผู้ทบทวนบทความ 2 คน ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ แต่กลับเป็นนักสถิติ สุดท้ายมีการตีพิมพ์บทความนี้ ทั้งที่มีความผิดพลาดด้านข้อมูล และวิธีวิทยา ซึ่งก็นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง…นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะบอกคุณว่า ให้ฟังหูไว้หูเสียก่อน  

ชาวโลกร้อน : แล้วข้อมูลจาก IPCC องค์กรระดับนานาชาติ มีนักวิทยาศาสตร์นับร้อย นับพันชีวิตมาช่วยกันทำรายงานเชียวน่ะ ข้อมูลจาก IPCC ก็ชี้ว่า โลกร้อนเป็นฝีมือมนุษย์แน่นอน

ผม : คุณครับ IPCC มีเรื่องอื้อฉาวมาโดยตลอดการจัดทำรายงานทั้ง 4 ครั้ง ผมจะขอกล่าวแค่ครั้งที่ 3 กับ 4 ล่ะกันครับ  การจัดทำรายงานฉบับที่ 4 ของ IPCC (IPCC AR4)  ซึ่งเพิ่งเผยแพร่เมื่อต้นปี 2007 นั้น ปรากฏว่าเมื่อเดือน มกราคม 2005  ดร. Christopher Landsea ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเฮอร์ริเคนที่สุดคนหนึ่งของโลก  ได้ลาออกจากคณะผู้จัดทำรายงาน เนื่องจาก มีความขัดแย้งในข้อมูลหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่าง โลกร้อนกับพายุเฮอร์ริเคน ซึ่ง ดร. Landsea เชื่อว่า มีผลเพียง 1-2% เท่านั้น เขายังตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อความถูกต้องของฐานข้อมูลการเกิดเฮอร์ริเคนด้วย และเขาก็ยังพบว่า การสรุปความสัมพันธ์ระหว่างโลกร้อนกับเรื่องเฮอร์ริเคนนั้น เหมือนมีธงไว้แล้วในใจ  ขณะที่ Stephen McIntyre  ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ทบทวน รายงานฉบับที่ 4 พบว่า ข้อมูลที่ใช้ในรายงานเป็นข้อมูลที่ไม่มีการเปิดเผย เมื่อเขาพยายามที่จะขอข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบ กลับถูก IPCC ข่มขู่ ว่าจะถอดเขาออกจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญของ IPCC  ส่วนในการทำรายงานฉบับที่ 3 ก็พบว่า ยังคงมีปัญหาเรื่องความฉ้อฉลในกระบวนการสรุป จน ศ. Richard Lindzen  นักฟิสิกส์แห่ง MIT ซึ่งเป็น Lead Author  ของบทที่ 7 ถึงกลับลาออก  และในการประเมินครั้งนี้  IPCC ยังทำเรื่องที่ก่อความขุ่นเคือง ให้กับวงการอุตุนิยมวิทยา คือ การผลักดันผลการวิจัยสภาพอากาศในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมา หรือที่รู้จักในนาม “Hockey Stick” นัยยะสำคัญ คือ การบอกว่าโลกมีแต่ความเย็นที่ค่อนข้างคงที่ตลอดหนึ่งพันปี (ปี 1000 1900)  และกำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 1900 ถึงปัจจุบัน….ซึ่งขัดแย้งกับรายงานฉบับที่ 1 ที่บอกว่า ในอดีตมีช่วงเวลาที่โลกร้อนกว่าปัจจุบันมาก และยังขัดแย้งกับ ความรู้ด้านการศึกษาอากาศสมัยโบราณ (Paleoclimatology) อย่างสิ้นเชิง   

ชาวโลกร้อน : คุณมีแต่ข้อมูลที่เห็นแย้ง  แล้วคุณมีข้อมูลที่สนับสนุนว่าโลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติและเกิดขึ้นทุก 1500 ปีหรือเปล่าล่ะ

ผม : แน่นอนครับ ข้อมูลทาง Paleoclimatology นั้น ชี้ให้เห็นว่า การอุ่นขึ้น หรือเย็นลงของอุณหภูมิโลกนั้นเป็นวัฎจักร ซึ่งวิธีวัดอุณหภูมิในอดีต มีมากมายหลายวิธี แม้จะได้กราฟที่ไม่ทับกันสนิท แต่เกือบทั้งหมดจะให้กราฟที่มีอุณหภูมิขึ้นๆลงๆ ปรากฏเป็นช่วง LIA (เย็น) กับ Medieval warm (อบอุ่น) แม้แต่ในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมาก็ตาม ยิ่งในช่วงวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ก็ยิ่งค้นพบ รอบย่อยๆ ของอุณหภูมิที่อบอุ่นและเย็น สลับเกิดเป็นรอบๆ ทุก 1500 ปี (± 500 ปี) โดยพบว่าปัจจุบันอยู่ในช่วงที่กำลังอบอุ่นขึ้น ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 1850 หลังจากที่ผ่านยุคน้ำแข็งน้อย (LIA) มาเมื่อปี 1300 ถึง 1850 โดยช่วงร้อนนี้ อาจกินเวลาอีก 200 ปี ส่วนหลักฐานก็เช่น 1) Ice Core ทั้งการเจาะสำรวจ ที่  Greenland ในปี 1983 โดย Denmark’s Willi Dansgaard and Switzerland’s Hans Oeschger ซึ่งขุดยาวประมาณ 2 ไมล์ และ 4 ปีถัดมา ที่  Antarctic  โดย Vostok Glacier  ทั้ง 2 กรณี พบรอบการเกิดทั้ง 900,000 ปีของยุคน้ำแข็ง และ รอบการเกิดย่อยๆ ของอากาศอบอุ่นและเย็น ประมาณ 1,500 ปี  2) ตะกอนในทะเล  (Seabed Sediments)  6 แห่ง ทั้งใน Atlantic, the Pacific และ ทะเล Arabian ก็ขุดพบ ฟอสซิลเซลเดียวขนาดเล็กๆ ในแพลงค์ตอนพืช ซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิดและในจำนวนที่แตกต่างกันตามอุณหภูมิ  และ เมื่อนำมาส่องด้วยกล้อง electron microscopes ก็สามารถที่จะอ่านค่าอุณหภูมิได้จากเนื้อเยื่อของมัน  เช่น กรณีของ Maureen Raymo แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ที่ขุดค้นตะกอนใต้ทะเล ทางตอนล่างของ Iceland  และสามารถสืบค้นเวลากลับไปเป็นล้านปี และก็พบ วงรอบ 1,500 ปี ตลอด 1 ล้านปี ซึ่งพบอยู่ประมาณ 600 รอบ หรือ กรณีของ Gerard Bond แห่ง มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สถาบันวิจัย Lamont-Doherty Earth Observatory  ที่ขุดตะกอนทะเลทางตอนใต้ของ North Atlantic ได้ระบุไว้ว่า  หลักฐานจากท้องทะเลลึก เปิดเผยให้เห็น ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน สลับไปมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับ ช่วงอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง (Holocene [interglacial] climate) โดยในแต่ละช่วง มีทั้งความหนาวเย็น แผ่นน้ำแข็งที่ลอยจากทางตอนเหนือของ Iceland ไปทางตอนใต้บริเวณเส้นรุ้งของ Britain ในช่วงเวลาเดียวกัน วัฏจักรของอากาศเหนือ Greenland ก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน . . . . ทั้ง 2 อย่างนี้ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงเป็นระยะประมาณทุกๆ 1,470 ปี (บวก/ลบ 500 ปี) ดังนั้น เหตุการณ์สภาพอากาศอบอุ่น ที่ปรากฏขึ้นเมื่อเร็วนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของวงรอบการเปลี่ยนแปลงของยุคน้ำแข็ง (Glacial period) และ ยุคอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็ง (Interglacial Period)                

ผมยังมี ข้อมูลหลักฐานหินงอก หินย้อยจากพื้นถ้ำ (Cave Stalagmites) ทั้งที่ Ireland, Germany, Oman, China และ South Africa  ทุกที่ที่สำรวจ พบเนื้อเยื่อของหินที่เกิดใน ยุค Little Ice Age  ยุค Medieval Warming  ยุค the Dark Ages  และ ยุค Roman Warming ส่วนใหญ่ปรากฏให้เห็นว่า มีช่วงเวลาหนาวเย็น ก่อนที่จะเข้าสู่ ยุค Roman Warming  หลักฐานจากการขุดเจาะพื้นดิน (Boreholes) ซึ่งมีงานศึกษาซึ่งการขุดเจาะ 6,000 รู ทั่วทุกทวีป และพบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ในช่วงอบอุ่น (Medieval Warming) จะสูงกว่าในปัจจุบัน  และในช่วงยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าปัจจุบัน  0.2 to 0.7° C  และยังมี ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีการรวบรวมไว้แล้ว ทั้งจาก ตะกอนจากทะเลสาบ วงปีไม้ ละอองเกสรที่เป็นฟอสซิล เส้นชั้นความสูงของชนิดพันธุ์ไม้ การขยายตัวของธารน้ำแข็ง (ทำไมมันช่างขัดกับสิ่งที่เรารับรู้ใช่ไหมครับ ที่ว่าธารน้ำแข็งกำลังละลายทั่วโลก) เป็นต้น – – หมายถึง ยังมีข้อมูลที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมาก  โดยสรุป ผมจะกล่าวว่า มันมีหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมาก ที่ทำให้ ผมเชื่อว่า โลกของเรากำลังออกจากยุคหนาวเย็นน้อย (Little Ice Age)  และ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคอบอุ่น  (Medieval Warm) ซึ่งเชื่อกันว่า อุ่นขนาดที่ ชาวเหนือจะสามารถเข้าไปตั้งถิ่นฐานบนเกาะกรีนแลนด์ได้อีกครั้ง ในหนึ่งร้อยปีข้างหน้า

ชาวโลกร้อน : แล้วคุณมีความเห็นต่อเรื่องการหยุดยั้งโลกร้อนอย่างไร

ผม : ถ้าเชื่อแบบผมว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ผมก็คงบอกว่า จะไปหยุดมันได้อย่างไร ดีที่สุดก็แค่ตั้งรับ ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง  อย่างกรณีน้ำทะเลจะสูงขึ้นนั้น ในประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี  ซึ่งตรงกับช่วงร้อนในอดีต  ที่ร้อนกว่าปัจจุบันมาก ก็บอกเราอยู่แล้ว ว่าน้ำทะเลท่วม ไปถึงไหนต่อไหน – – ซึ่งผมว่าน่าจะเอางบมาทำเขื่อนกั้นน้ำทะเลมากกว่าไปทำเรื่องลด CO2ส่วนพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทน คงใช้เวลา อีกนาน เอธานอลเอง คุณเคยได้ยินหรือเปล่าที่  Dr. David Pimentel  แห่ง Cornell วิจัยพบว่า การผลิตเอธานอล 1 แกลลอนที่มีค่าพลังงาน 77,000 BTUS ต้องใช้พลังงานในการผลิตถึง 131,000 BTUS   นั่นหมายถึง การผลิตเอธานอลทุกๆ 1 แกลลอน เราต้องเสียพลังงานไป  54,000 BTUS  ขณะเดียวกันการผลิตเอธานอล (เพื่อผสมกับน้ำมันเบนซิน) สำหรับรถยนต์หนึ่งคันต่อ 1 ปี ต้องใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพดประมาณ 27.83 ไร่ (= 11 เอเคอร์) ซึ่งสามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงคนได้ 7 คน/ปี  นั่น คือ ข้อเท็จจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน ส่วนพลังงานทางเลือกที่แน่นอนแล้ว ก็คือ ข้อเสนอให้มีการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งสหประชาชาตินั้นเตรียมไว้อยู่แล้ว ส่วนการปลูกป่าเหรอ คุณเคยได้ยินไหมว่า มีงานวิจัยของ ดร. Bala Govindasamy และ ดร. Ken Caldeira ที่กำลังจะตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Scientists เร็วๆ นี้ บอกว่า การปลูกป่านอกเขตพื้นที่เส้นศูนย์สูตร จะทำให้โลกร้อนมากขึ้น ประเด็นนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนอีกหนึ่งประเด็นเลยทีเดียว  

ชาวโลกร้อน : ข้อมูลของคุณมีเท่านี้เองเหรอ?

ผม : ข้อมูลที่เห็นแย้งกับชาวโลกร้อน ยังมีอีกเยอะครับ หากคุณยังสนใจ ก็เชิญหาความสำราญได้จากบทสนทนาที่มีขนาดยาวกว่านี้หน่อย ซึ่งจะมีข้อโต้แย้งเรื่อง CO2 ที่ชี้ให้เห็นว่า โลกที่ร้อนขึ้นต่างหาก ที่ทำให้ CO2 ในอากาศมีปริมาณมากขึ้น ( ตรงข้ามกับ CO2 ทำให้โลกร้อนขึ้น) การแฉโพยรายงาน IPCC ในแต่ละครั้ง หรือ เรื่องการทดสอบปรากฏการณ์โลกร้อนตามโมเดลของ IPCC โดยใส่เงื่อนไข ให้น้ำมันหมดโลกภายใน 50 ปี (จริงๆ มีการคาดการณ์ว่า น้ำมันจะหมดโลกในอีก 40 ปีข้างหน้าเท่านั้น) ซึ่งพบว่า ณ เวลานั้น ไม่มีปรากฏการณ์โลกร้อนอีกต่อไป…..ท่านที่สนใจติดตามอ่านได้ใน  http://www.midnightuniv.org  (ขอบอก…รัฐบาลอนุญาตให้ web เขาเปิดดำเนินการแล้วจ้า!!!!)  และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่อนุญาตให้เอาบทสนทนานี้ขึ้นไป post  ไว้ครับ  ….ปล. เนื่องจากบทความนี้ยาวประมาณ 25 หน้า A4 ครับ ผมเลยขอเอาไปไว้ที่นั้น  หากท่านใดต้องการบทความเต็มกรุณาแจ้งโดยตรงที่ผมก็ได้ครับ sifmu@hotmail.com  ยินดีรับคำวิพากษ์วิจารณ์เต็มที่ครับ

บุญรักษาครับ  

 

Advertisements
 
5 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 5, 2007 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

5 responses to “ห่ะ! โลกร้อน ทุก 1,500 ปี? : ความจริงที่น่าอึดอัด

  1. ปลิวลม

    สิงหาคม 6, 2007 at 12:08 am

    เป็นข้อมูลที่ไม่เคยเห็นที่ไหน

     
  2. หมูอวบ

    สิงหาคม 6, 2007 at 6:35 am

    ได้บทความฉบับเต็มหรือยังครับ ถ้าไม่ยังไม่ได้เดี๋ยวผมส่งไปให้ครับ เพราะมันมีการอ้างอิง
    ที่จะสามารถ สืบค้นกลับไปที่ต้นฉบับ หรือหลักฐานต่างๆ ได้ ครับ

     
  3. Mr.energy

    สิงหาคม 20, 2007 at 9:50 am

    พลังงาน กับ การแก้ปัญหาสภาวะเรือนกระจกซึ่งทำให้โลกร้อน
    ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราทั้งหลายใช้พลังงานความร้อนกันเป็นอันมากซึ่งมีผลกระทบต่อโลกในทางที่เลวร้าย และยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ยากที่จะแก้ไขแล้วในขณะนี้
    ถ้าพวกเราชาวมนุษย์โลก ไม่หยุดการใช้พลังงานความร้อนซะตั่งแต่ตอนนี้ ก๊าซคาบอนไดออกไซด์ ซึ่งลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศในสภาพเรือนกระจกนั้น จะมีอายุยืนอยู่ถึง 100 ปี ลูกหลานของเราจะเป็นผู้รับมรดก อันเลวร้ายนี้ จากพวกเรา ซึ่งเป็นผู้กระทำ
    วิธีแก้ไขอย่างได้ผล
    เราต้องหยุดการใช้พลังงานความร้อนจากน้ำมัน และพลังงานทุกชนิดที่ปล่อยก๊าซ คาบอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลก
    ถ้าไม่ใช้พลังงานความร้อนแล้วจะใช้พลังงานอะไรกัน
    คำตอบคือ
    ณ ตอนนี้ ได้มีผู้ทำการวิจัยพลังงานทดแทนใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
    พลังงานทดแทนใหม่นี้คือ เครื่องจักรกลพลังงานความเย็น
    ทุกคนจะเคยได้ยินแต่ เครื่องจักรกลพลังงานความร้อนกัน ใช่ไหมครับ แต่นี้กลับกลายเป็น เครื่องจักลกลพลังงานความเย็น แล้วมันใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานอะไรกัน แน่
    ครับ เชื่อเพลิงนั้นอยู่ในรูปแบบของของเหลว ซึ่งจะต้องดูดและแยกออกมาจากอากาศ และถูกนำมาใช้กับเครื่องจักรกลแนวใหม่ ซึ่งเครื่องจักรกลชนิดนี้จะดึงดูดเอาพลังงานความร้อนจากอากาศเข้ามาและแปลเปลี่ยนไปเป็นพลังงานกล จากนั้นก็ใช้ก๊าซในอากาศที่ถูกกลั่นให้เป็นของเหลวเข้ามาทำปฏิกริยากันภายในเครื่องจักรนั้น
    เครื่องจักรจะให้พลังงานกล และปลดปล่อยความเย็นออกมาทิ้งสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่อุณหภูมิ ลบ 50 องศาC ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ เครื่องจักรพลังงานความเย็น พลังงานทดแทนใหม่นี้จะช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ๆของโลกได้ถึง 2 ปัญหาเลยที่เดียว
    1 สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิงได้ และเราจะมีพลังงานทดแทนให้ใช้กันอย่างเกินพอครับ
    2 สามารถแก้ไขปัญหาสภาวะเรือนกระจกได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะทำให้โลกเย็นลงได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ก๊าซคาบอนไดที่ยังคงค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นจะไม่เป็นผลอีกต่อไป
    ผู้วิจัยกล่าวว่า โครงการนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย และกำลังรอการจดสิทธิบัตรอยู่ครับ
    ใครที่สนใจ และมีภาระใจที่จะช่วยกันร่วมแก้ปัญหาใหญ่ของโลกนี้
    เราขอเชิญท่านร่วมกันสนับสนุนโครงการนี้ได้ด้วยกันครับ
    ติดต่อมาที่คุณ คริสต์ สิริกุล โทร 081 4472678
    หรือ Email มาที่ Mr.energy@hotmail.com

     
  4. chaichan

    มกราคม 22, 2008 at 1:08 am

    ผมคิดว่า มันเป็นบทความที่ดีจรีง และผมก็เป็นที่เรียกได้ว่า ชาวโลกร้อน
    ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับบทความนี้เพราะว่า มันเป็นข้อมูลด้านเดียว เป็น ทฤษฏีหรือ การวิจัยทางการเมืองมากกว่า เพราะ ผู้ที่ปล่อยกาซเรือนกระจกมากที่สุด ก็คือ คนที่เอาเงินทุนให้แก่นักวิจัยพวกนี้นั้นเอง

    คุณลองคิดแบบ คอมม่อนเซ้นเลยแล้วกันนะครับว่า
    การใช้น้ำมันจนหมดโลกนั้น เราปล่อยก๊าซ co2 ไปเท่าไหร่ แล้วเราลด ก็าซ co2 ได้มากแค่ใหน มันศักย์แต่จะเพิ่มขึ้นๆ ในอนาคต แล้วถึงวันนั้นเราอาจจะต้องซื้อ
    อากาศ เหมือนกับที่เราซื้อน้ำดื่นดังเช่นทุกวันนี้

    การ ชะล่าใจคิดว่าโลกมันร้อนด้วยตัวเองนั้น คาดว่าผิดแล้ว เพราะถ้าหากว่า โลกมันจะร้อนขึ้นได้เอง
    ถามหน่อยว่า ครั้งก่อนๆ มันร้อนได้เอง ศึกษาไปถึงใหนแล้ว รู้รึยังว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันเหมือนดังปัจจุบันมั้ย ผมว่ามันเร็ว ไปประมาน 1200ปีนะ จิงๆแล้ว มันต้อง 2500 กว่าๆนั้นแหละ ถึงจะร้อนขึ้นจริงๆ
    นอกเสียจาก เป็นน้ำมือของมนุษย์

    และ ยุคน้ำแข็งมีมา นานแสนนาน ก่อนที่จะมี มนุษย์
    มีพืช มีสิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำไป ผมว่ามันมีกระบวนการของมัน มันเป็นเพราะเราไม่เข้าใจ หรือวิทยาการเราไม่ถึงผมไม่ทราบได้
    แต่ผม พูดได้ว่า ถ้าเรา ตระหนักถึงภาวะที่จะเป็นอยู่
    บอกได้คำเดียวครับ ช่วยกันลด สักนิด แค่เราทำกันคนละนิด 6500 ล้านคน มันช่วยโลกได้แค่ใหนครับ
    6500ล้าน ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้น มันจะขนาดใหนครับ เราสร้างป่า อเมซอนอีกแห่งได้เลยนะครับ

    คุณ Mr.energy
    ผมสนใจงานวิจัยของคุณมากเลยครับ
    ช่วยส่งรายละเอียดมาให้หน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากไปนำเสนอ อาจาร์ยมหาวิทยาลัย เพื่อของทุนการวิจัย
    maruader@gmail.com

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: