RSS

การเมืองในชื่อเรียกอื่น

20 พ.ค.

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนกลุ่มเล็กๆ ที่ครุ่นคิดไตร่ตรอง และพลเมืองที่มีความมุ่งมั่น สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และแท้จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาก็เกิดด้วยเงื่อนไขนี้ 

 

มากาเร็ต มี้ด  

การเมืองที่ไม่เรียกว่า การเมือง เมื่อพลเมืองพบว่าตนเองนั้นเบื่อหน่ายจากการเมืองแบบปกติ  บ่อยครั้งที่พวกเขาหันกลับไปทำเรื่องที่สำคัญด้วยตนเอง อาจพูดได้ว่า เป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้โดยตัวเอง เขากำลังฝึกหัดการทำการเมืองภาคพลเมือง การถกเถียงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ พบว่า ผู้คนจำนวนมากซึ่งปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองปกติ ได้เล่าเรื่องที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในงานสาธารณะต่างๆ [i] 

ชายคนหนึ่งจาก Des Moines อธิบายว่า เขาได้เข้าไปช่วยจัดการแผนงานดูแลชุมชน (neighborhood watch program)  อีกคนจาก Dallas บอกว่า เขาเข้าร่วมทำกิจกรรมกับสมาคมแถวๆ ละแวกบ้าน และอีกคนหนึ่งจาก Des Moines รายงานว่า ฉันเคยเข้าร่วมกับโรงเรียน ในฐานะคณะกรรมการผู้ปกครอง  ในขณะที่อีกคนหนึ่งจาก Seattle เล่าว่า พวกคนในเมืองช่วยกันทำงานเพื่อที่จะทำให้เมืองยังคงมีพื้นที่เปิดโล่ง  ส่วนคนที่นั่งถัดไปในวงสัมภาษณ์กลุ่ม ก็กล่าวถึง การที่มีกลุ่มพลเมืองเข้าไปช่วยดูแลรักษาสวนสาธารณะ  พวกเขาต่างอธิบายสิ่งที่ตนเองได้เข้าไปสนับสนุน องค์กรช่วยเด็กสำหรับชุมชนผู้มีรายได้น้อย  กลุ่มรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน และกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม สมาคมเอกชน[ii] 

เมื่อพวกเขาเห็นความเป็นไปได้ในงานที่ทำร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เขาเห็นว่ามีความสำคัญ ชาวอเมริกันจำนวนมาก –  ซึ่งเป็นพวกเบื่อการเมืองในระบบ-  ได้มาเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ที่หลากหลายและการสนับสนุนเพื่อแก้ปัญหาชุมชน แม้ว่าในทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนผู้ที่มาลงคะแนนเสียงจะลดลงก็ตาม แต่งานอาสาสมัครกลับมีจำนวนมากขึ้น จำนวนอาสามัครที่เป็นปัจเจกบุคคลที่ทำงานเพื่อคนอื่นมีเท่าไร และจำนวนเท่าไรที่เป็นงานทางการเมือง ก็ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ว่า ปฏิบัติการทางสังคมส่วนใหญ่ จะเป็นมิติหนึ่งของเรื่องทางการเมือง  แต่พลเมืองจะไม่เรียกสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อส่วนรวมว่า การเมือง  แต่ถ้าเป็นการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรม หรือคุณภาพน้ำแล้วล่ะก็ จะเป็นเรื่องทางการเมือง  มันยากที่จะพูดว่า การที่พลเมืองพยายามทำให้ อาชญากรรมในชุมชนหมดไป หรือ ทำให้น้ำสะอาดดื่มนั้น ไม่ใช่เรื่องการเมือง ชาวอเมริกันปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะเรียกกิจกรรมเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องทางการเมือง เพราะว่า คำว่า การเมือง (politics) นี้สัมพันธ์กับสิ่งที่นักการเมือง หรือที่ รัฐบาลทำ แต่ การเมืองภาคพลเมืองเป็นการเมืองเสียยิ่งกว่า

เพราะคำว่า การเมือง” (politics) มีรากศัพท์มาจากคำว่า polis, ซึ่งในกรีกโบราณ คำนี้แปลว่า เมือง  ตัวอย่างเช่น กรุงเอเธน เป็นเมือง (polis) การเมือง คือ กิจกรรมที่ทำกันในเมืองเพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตส่วนร่วม และแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่การคิดถึงเรื่องการเมือง จะครอบคลุมถึงการทำที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อแก้ไขปัญหาของสาธารณะและการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น  การที่ กลุ่ม สมาคมในชุมชนพยายามที่จะฟื้นฟูชุมชนให้ดีขึ้นเป็นเรื่องการเมือง เครือข่ายพลเมืองที่ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็เป็นการเมือง คณะกรรมการบริหารโรงเรียนตัดสินใจเรื่องการใช้งบประมาณ ก็เป็นการเมือง และประโยชน์ทั้งหลายที่เป็นไปเพื่อประเทศ หรือชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ล้วนแต่เป็นเรื่องประโยชน์ทางการเมืองทั้งสิ้น การเมืองจึงเป็นกิจกรรมอย่างธรรมชาติเพื่อมนุษยชาติ รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมือง การเมืองมิใช่มีไว้สำหรับ นักการเมือง

อริสโตเติ้ลได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า  โดยธรรมชาติแล้วพวกเราล้วนแต่เป็นผู้สร้างการเมือง การเมืองเริ่มเป็นประเด็นถกเถียงในตลาดของชาวเอเธเนียนและในสภาประชาชนมายาวนาน ก่อนที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาล  จอห์น มาเวลริกค์ นั้น ปฏิบัติการทางการเมืองในที่ประชุมเมือง ก่อนที่จะเป็นเรื่องของนายกเทศมนตรีของ Dorchester ดังนั้นโดยแท้จริงแล้วในอเมริกา จึงมีปฏิบัติการทางการเมืองอยู่ 2 ประเภท : ประเภทแรกคือ การเมืองแบบเลือกตั้ง (รัฐบาล) และ แบบที่สอง เป็น การเมืองภาคพลเมือง แบบแรกนั้นถูกควบคุมโดย นักการเมือง นักล๊อบบี้ และ ข้าราชการ ส่วนแบบหลัง คือการเมืองที่ประชาชนไม่อยากจะเรียกว่า การเมือง  เราจะเห็นการเมืองในแบบแรกในการรณรงค์หาเสียง หีบบัตรเลือกตั้ง และ วาทะทางการเมืองของนายกเทศมนตรี และจะพบการเมืองในลักษณะที่สองในรูปของสมาคม กลุ่มในชุมชน การประชุมสาธารณะ และองค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์  การเมืองทั้งสองรูปแบบ ไม่เหมือนกันและไม่สามารถทดแทนกันได้ ความพยายามของประชาชนที่จะเปลี่ยนไปสู่การเมืองที่ไม่เป็นทางการ ไม่ได้เป็นการโต้ตอบอำนาจที่เป็นอันตรายที่ผลักประชาชนให้ออกห่างจากคูหาลงคะแนน และที่ทำให้เขาถูกเยาะเย้ยเกี่ยวกับรัฐบาลที่เขาเลือก การเมืองทั้ง 2 รูปแบบก็มิใช่การโต้ตอบทางจริยธรรมต่อกัน การเมืองของนักการเมืองและรัฐบาล ไม่ได้เป็น การเมืองที่ เลวแม้ว่า ประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึง  และ การเมืองภาคพลเมือง ก็มิใช่ชนิดของการเมืองที่ดี แม้ว่า ประชาชนจำนวนมากจะใช้มันอย่างคุ้นเคย การเมืองทั้ง 2 รูปแบบนี้ต่างก็มีการคอรัปชั่นและสร้างรูปแบบการทำลายตัวเองด้วย เมื่อชาวอเมริกันปฏิบัติการทางการเมืองในทุกๆ วัน  พวกเขาทำกันอย่างเปิดเผย และดำเนินการด้วยกันเพื่อทำให้โรงเรียนปลอดยาเสพติด ปกป้องอากาศที่หายใจให้บริสุทธิ์  และช่วยให้เยาวชนมีการศึกษาที่ดี แต่ก็ไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่ ไม่คิดว่ารูปแบบของกิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องทางการเมือง หรือ แม้แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพลเมือง  ตามหลักแห่งเหตุและผลแล้ว ถ้าการเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองและรัฐบาลแล้ว พลเมืองก็เป็นแค่ผู้หย่อนบัตรเลือกตั้งและทำตามกฎหมาย  พวกคุณมี นายกเทศมนตรี หรือ ข้าราชการบางส่วนที่เกี่ยวข้องที่ทำกิจกรรมที่เรียกกว่า การเมือง อยู่แล้ว

ด้วยการคิดแบบนี้ การที่ประชาชนทำอะไรร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน จึงไม่เป็นเรื่องทางการเมือง  ในความเป็นจริง ชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่อว่า พลเมืองมีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมือง ที่หมายถึงการช่วยเหลือคนอื่นและทำบางอย่างในชุมชน[iii]  ไม่ว่านี่จะเป็นความคิดปกติในการทำหน้าที่ของพลเมือง หรือเป็น การทำงานอาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นพลเมืองที่ดี ก็มิใช่ประเด็นสำคัญ เพราะกิจกรรมเหล่านี้เป็นมากกว่า การหย่อนบัตรหรือการเชื่อฟังตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวมและเป็นเรื่องทางการเมือง  ประเด็นสำคัญก็คือ ประชาชนจำนวนมากได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการเมืองในความหมายกว้างและมิได้เป็นไปในลักษณะแบ่งแยกด้วย

แม้ว่า ทุกอย่างจะไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่มิติที่เป็นเรื่องทางการเมืองมาก ก็เป็นมากกว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่ พวกเราอาจเรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่จากการเมืองภาคพลเมือง เกี่ยวกับแนวทางการจะแก้ปัญหาความเหินห่างระหว่าง อเมริกันชนกับการเมืองของรัฐบาล  กลยุทธโดยทั่วไปที่จะนำประชาชนเข้าสู่การเมือง อาจจะนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง หากประชาชนได้ผูกพันกับการเมืองชนิดใดแล้ว ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงประชาชนออกจากความเบื่อหน่ายการเมืองแบบที่ค้นเคย แต่หากอยู่ที่การเชื่อมต่อการเมืองแบบที่เขาคุ้นเคย (การเมืองแบบที่หนึ่ง) เข้ากับการเมืองที่เขาได้ปฏิบัติอยู่แล้ว (การเมืองภาคพลเมือง) ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ก็จะพบว่า ธรรมชาติของการเมืองภาคพลเมือง ชนิดของกิจกรรมซึ่งทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ มากไปกว่านั้น การเมืองที่ประชาชนจะไม่เรียกว่า การเมืองนั้น เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า อย่างเช่น การให้โอกาสที่ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าความหมายที่แท้จริงของพลเมืองคืออะไร ซึ่งมิใช่หมายถึง ผู้บริโภคการให้บริการ หรือ การวิพากษ์วิจารณ์ข้าราชการ และบางที ระบบการเมือง ก็ควรจะต้องตั้งคำถาม กับคุณภาพของการเมืองภาคพลเมืองด้วย เช่นกัน  

ลักษณะของการเมืองภาคพลเมือง

ความรู้แบบเก่า ไม่ได้ตระหนักถึงการเมืองภาคพลเมือง เนื่องเพราะเราไม่สามารถพบเห็นการเมืองภาคพลเมืองได้ในสถานที่ที่เรามองหา การเมืองแบบเดิม   อีกทั้งการเมืองภาคพลเมืองก็ไม่ได้มีลักษณะที่การทำความเข้าใจในการเมืองแบบเดิมจะเข้าใจได้ พลเมืองที่มีความมุ่งมั่นในการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมนั้น ไม่สามารถประเมินได้ใน แบบเดียวกับที่เราใช้ในการประเมิน คำมั่นสัญญาทางการเมืองในวันเลือกตั้ง

ดังนั้น พวกเราจึงไม่สามารถพบ การเมืองภาคพลเมืองที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ใน หอประชุมเมือง เท่ากับที่เราพบในโบสถ์ ห้องนั่งเล่น และร้านอาหารท้องถิ่น บางที่สถานที่เหล่านี้เราอาจเรียกได้ว่าเป็น พื้นที่สาธารณะ (public space) เพราะว่า มันถูกสร้างขึ้นมาโดยพลเมือง ประชาชนได้แยกชัดเจนระหว่าง กิจกรรมเพื่อส่วนรวม จาก การเมือง เพราะว่า เขาไม่ได้มีความรู้สึกถึงเรื่องการเมือง  การเมืองสำหรับพวกเรานั้น เป็นสิ่งสกปรก ยุ่งเหยิง เป็นราชการ และเป็นเรื่องของมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาทำในกิจกรรมเพื่อส่วนรวม  การเมืองเป็นเรื่องของหลัก ระเบียบ กฎหมาย และนโยบาย  ผู้หญิงคนหนึ่งอธิบาย มันไม่มีอะไรที่ให้ฉันทำ นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมฉันจึงต้องเข้าร่วมทำงานในชุมชนของฉัน  

การเมืองถูกมองอย่างแคบๆ และถูกกำหนดทิศทางโดยบางคนเท่านั้น ประชาชนจะพบเพียงบางอย่างหรือก็ไม่พบอะไรเลย ในสถานที่เช่นนี้ ไม่มีสถานที่ที่เขาจะริเริ่มและลงมือทำงาน  ในอีกด้านหนึ่ง กิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ หนุนให้ปัจเจกชนสามารถริเริ่มและปฏิบัติการได้ และพวกเขายังระบุถึงบางอย่างที่มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่า ปัญหาของสาธารณะนั้นสามารถแก้ได้โดยการทำงานร่วมกันของประชาชน ในขณะที่ ปัญหาทางการเมืองไม่สามารถทำได้  

พลเมืองคนหนึ่งกล่าวอย่างสรุปว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง แต่การเมืองนั้นไม่สามารถทำได้ บางคนก็หวังว่า การเมืองที่เราคุ้นเคย จะสามารถทำให้มีลักษณะเหมือนงานสาธารณะได้ เขาบอกว่า มันควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นการเมือง แต่ก็ทำไม่ได้  เมื่อเปรียบเทียบการเมืองภาคพลเมือง กับการเมืองที่เราคุ้นเคยกัน บางคนแนะนำไปไกลเลยว่า มันเป็นการเมืองในเส้นทางที่เป็นจริง ที่ประชาชนจัดการเพื่อทำให้ดีขึ้น และนี่คือการเมืองที่แท้  

การเมืองภาคพลเมือง เป็นแค่การเมืองท้องถิ่น หรือเปล่า

เพราะว่า มันง่ายที่จะเห็นการเมืองภาคพลเมืองจากการมีส่วนร่วมของชุมชน บางคนเลยเข้าใจผิดไปว่าการเมืองภาคพลเมืองเกิดขึ้นเฉพาะในระดับที่ประชาชนสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนๆ และชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ การเมืองภาคพลเมืองเป็นแบบจำลองของประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งไม่เคยถูกยอมรับว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรัฐบาลแบบตัวแทน  อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสาธารณะ ก็ท้าทายวิธีคิดที่ผิดๆ นี้  ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจในระดับท้องถิ่นนั้น สามารถมีนัยยะได้ทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ เช่น ประเด็นการปกป้องสิ่งแวดล้อม 

มากไปกว่านั้น การมีส่วนร่วมของพลเมืองในโครงการสาธารณะที่ไม่ได้คิดว่า เป็นประชาธิปไตยแบบทางตรงนั้นแหละคือ คำตอบ พวกเขาซึ่งมีความต้องการอย่างมากที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับรัฐบาลระดับชาติ พวกเขาจะทำงานกับเฉพาะกลุ่มที่เขารู้จักและมีลักษณะคล้ายเขา เขาจะสร้างความร่วมมือกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีลักษณะคล้ายๆ พวกเขา 

ภารกิจของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาในชุมชน เป็นเหมือนภารกิจของพลเมืองที่เผชิญอยู่กับการให้ความหมายของประโยชน์สาธารณะในระดับชาติ  เพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง สิ่งแรกที่พลเมืองทำ คือการ ทำความเข้าใจปัญหาและแบ่งปันความรู้สึกถึงประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน ว่าคืออะไร จากนั้นเขาจะต้องทำทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับทิศทางที่จะเคลื่อนต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงคุณค่า ซึ่งอยู่ในกิจกรรมต่างๆ ที่เขาจะทำ การตัดสินใจทางเลือกต่างๆ ร่วมกันและทำงานร่วมกันนั้น ต้องการการพิจารณาไตร่ตรองที่ถี่ถ้วน จริงจัง ซึ่งทำให้เกิดเป็นความต้องการนโยบายในระดับชาติ  

เหตุที่ ผู้คนหันกลับมาสนใจการเมืองภาคพลเมืองและเข้าร่วมในการแก้ไขปัญหาของส่วนรวม เพราะว่า มันเป็นเรื่องสะดวก ไม่มีเรื่องที่ต้องโต้เถียงกันมากนัก และเป็นเรื่องง่ายๆ  พวกเขาถูกผลักเข้าสู่การเมืองในรูปแบบนี้โดยแรงที่บังคับให้พวกเขาต้องทำในสิ่งที่ดีกว่า 

แรงผลักเบื้องหลังการเมืองภาคประชาชน 

มีแรงที่เกี่ยวข้องอยู่หลายแรง แรงแรก คือ ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่จะควบคุมความไม่แน่นอนในอนาคต อีกแรงหนึ่งคือ แรงผลักที่จะทำบางสิ่งให้ดีขึ้นด้วยการแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลและการเมืองในแบบที่เราคุ้นเคยไม่เคยแก้ไขหรือไม่สามารถแก้ไขได้ อีกแรงหนึ่งคือความต้องการเยียวยาความสัมพันธ์ที่อ่อนแรงของชุมชน และความเสื่อมถอยของความสามัคคีทางการเมือง (ซึ่งเป็นความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล 

การแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่การควบคุมอนาคต 

ชาวอเมริกันจำนวนมาก กังวลเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา (ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งย่านละแวก เมือง หรือรัฐ) ว่าจะไม่ดีพอ และอนาคตที่ไม่มั่นคง ไม่เป็นตามความคาดหวัง พวกเขาต้องการทำให้มันดียิ่งขึ้น[iv] แม้ว่าประชาชนจะมีความเห็นที่หลากหลายว่าอะไรคือหนทางที่ดีกว่า แต่ความหลากหลายนี้ก็ไม่ได้ทำให้การสืบค้นลดน้อยถอยลง แต่กลับกระตุ้นให้เกิดการค้นหามากขึ้น ประชาชนบอกอย่างมีอารมณ์ เกี่ยวกับความปรารถนาที่เขาอยากทำให้เกิดขึ้นในชุมชน ผู้ชายคนหนึ่งจาก Dallas ถูกถามว่า ทำไมเขาจึงเข้าร่วมในโครงการที่เกี่ยวกับชุมชน เขาเป็นอาสาสมัครซึ่งก็เหมือนกับที่หลายคนทำ ฉันต้องการเปลี่ยนบางอย่าง 

ประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาที่มีผลต่อชีวิตของพวกเขา หรืออาจทำให้อนาคตของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง ความรู้สึกที่ว่าอนาคตตกอยู่ในความไม่แน่นอน กระตุ้นให้เกิดพลังที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ชาวอเมริกันทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับส่วนรวม ต่างมีประสบการณ์ต่อความสูญเสียการควบคุมและถูกคุกคามโดยปัญหาขนาดใหญ่ โดยส่วนตัวแล้ว ประชาชนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการควบคุมชีวิตตัวเองได้น้อยลง ตัวอย่างเช่น มีอเมริกันชนจำนวนน้อย ที่เชื่อว่า งานหนักนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งต่างจากในช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา[v] 

ประชาชนในหลายเมือง ต่างก็กังวลเกี่ยวกับอนาคตที่เขาควบคุมได้น้อยลง ด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปทางธุรกิจ เขากังวลว่าเขากำลังสูญเสียความสามารถในการควบคุมเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะตัดสินใจมาจากห้องประชุมที่อยู่ไกลออกไป  
Naugatuck Valley ในฝั่งตะวันตกของคอนเนคติกัท เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่คนในชุมชนกลัวที่จะต้องสูญเสียความสามารถในการควบคุมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ความรู้สึกสะสมต่อเนื่องมาในช่วงหลายปี จากการที่โรงงานถูกปิด หรือ ถูกขายออกไป เขากังวลเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจที่กำลังถูกตัดสินใจจากเมืองที่อยู่ไกลออกไป 

Tim Benson ประธานโครงการ  Naugatuck Valley อธิบายว่า เมื่อบางคนในลอนดอน หรือ ใน ลาสเวกัสเป็นเจ้าของโรงสีข้าวใน Valley คุณจะรู้สึกแย่ หมดหนทางและเสียการควบคุม [vi]   ชุมชนอื่นๆ ก็มีประสบการณ์ในทำนองเดียวกัน เมื่อเจ้าของธนาคารเข้ามามีอำนาจมากขึ้น และซื้อกิจการของท้องถิ่น  การเปลี่ยนแปลงในการควบคุมทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งอาการสะเทือนทางการเมืองอย่างมาก อาการงงงวย และความขุ่นเคือง คือปฏิกิริยาตอบสนอง เมื่อบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ใน Shreveport ที่ หลุยส์เซียนา ถูกฮุบกิจการโดยคู่แข่งนอกรัฐ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอธิบายความรู้สึกของชาวเมืองว่า ชั่วขณะที่คุณตื่นขึ้นมา ก็สบถว่า ฉิบหายแล้ว เราไม่ได้เป็นเจ้าของเมืองเราอีกต่อไป มันเกิดขึ้นเมื่อไรกัน [vii] 

ชาวอเมริกันยังคงต้องการแก้ปัญหา เพราะว่า ปัญหาที่รุนแรงบางปัญหายังไม่ดีขึ้น ทั้งๆ ที่พวกเขาได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว นี่เป็นปัญหาที่สะท้อนถึงความรู้สึกที่ว่าความเป็นชุมชนกำลังหดหาย และในอนาคตชุมชนก็จะสูญเสียแรงยึดเหนียวต่อกัน อาชญากรรม คือ ตัวอย่างที่ดี ที่นักอาชญาวิทยาจะใช้เป็นสัญญาณ ชี้บอกว่ากำลังความเป็นชุมชนกำลังอ่อนแรง (เศษขยะเกลื่อนกราด ขี้เมาตามท้องถนน และหน้าแตกบ้านร้างที่แตก) ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมที่รุนแรง เช่น การลักขโมย การค้ายาเสพติดและแม้แต่การฆาตกรรม[viii]

เหมือนกับที่ จอห์น การ์ดเนอร์ บันทึกว่า ชุมชนที่พังทลายกำลังมีปัญหาที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของปัจเจก: พวกเราสังเกตถึงผลที่ตามมาจากการสูญเสียความเป็นตัวตนและสังคมที่กำลังล่มสลาย จำนวนผู้บาดเจ็บที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับ ศาลเยาวชน และเจ้าหน้าที่ด้านโรคจิต และคลีนิคบำบัดผู้เสพยา มีการพูดกันมากถึงครอบครัวเดียวที่ไม่ได้ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กๆ  พวกเราต้องคอยเตือนตัวเองว่า ในอดีตการดูแลเด็ก มิได้จากครอบครัวเดียวเพียงอย่างเดียว แต่มาจากเครือญาติและชุมชนด้วย ซึ่งทำให้เด็กๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนอื่นๆ คำนึงถึงอนาคตของพวกเขา แต่ปัจจุบันเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครสักคนสนใจ แม้ว่าเขาจะทำผิดกฎหมาย [ix]

อาชญากรรมและปัญหาอื่นในชุมชน และความไม่สามารถที่จะสู้กับปัญหาเหล่านี้ บอกเราว่า เราอยู่ในภาวะเสี่ยง โดยความโน้มเอียงของสังคม ซึ่งเกิดขึ้นกับประเทศเรา แรงของปัจเจกชนที่เป็นแรงย่อยๆ แบบรวมหมู่ที่ไร้ทิศทาง ไม่มีความเชื่อมโยง หรือความรับผิดชอบต่อกัน[x] แรงทางสังคมที่มีก็เป็นสังคมที่แตกเป็นส่วนๆ จริยธรรมในการทำงานก็ถูกกัดกร่อน ทำให้เศรษฐกิจไม่มีการแข่งขัน และประชาชนก็ไม่ให้ความร่วมมือกัน และไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่แยกขั้ว ความรู้สึกเช่นนี้ถูกทำให้สูงค่าด้วยวิธีคิดที่ว่า ประเทศอยู่ในการแข่งขันกับประเทศที่ประชาชนทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด[xi] ดังที่ เบนจามิน บาร์เบอร์ เขียนไว้ว่า พวกเรากังวลว่า การคอร์รับชั่นมีความสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ และยาเสพติด ความใจเย็นและไม่เอาใจใส่ การแบ่งแยก กีดกัน และ ดันทุรัง และความรุนแรงและความแตกแยก คือ ความป่วยไข้ของชุมชน ทั้งการคอร์รับชั่น การบาดหมาง การแตกแยก สุดท้ายนำไปสู่การทำลายและไม่มีตัวตน [xii] 

สร้างความรู้สึกถึงความเป็นชุมชน ให้เข้มแข็ง 

ถ้าไม่มีความรู้สึกถึงความเป็นชุมชน ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาสาธารณะ  การเมืองในมิติที่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด ก็ไม่เพียงพอจะแก้ปัญหาสาธารณะได้  ประชาชนในชุมชนมีจิตวิญญาณสาธารณะและความรู้สึกถึงความสัมพันธ์ พวกเขาต้องการที่จะมีความผูกพันที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆ เท่านั้น  ปัญหานั้นสามารถแบ่งแยกประชาชนได้ ดังนั้นถ้าพวกเขาไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ให้เข้มแข็งก่อนที่จะเริ่มเผชิญอุปสรรค ก็มีทางเป็นไปได้น้อยมากที่ความรู้สึกถึงความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งจะถูกสร้างขึ้นได้ในท่ามกลางการเผชิญหน้ากับอุปสรรค   แรงผลักดันที่สร้างความเป็นเจ้าของ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน คือ แรงผลักดันของมนุษยชาติที่เก่าแก่และลึกซึ้งที่สุด[xiii]

โดยข้อเท็จจริงความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในครอบครัวและชุมชนทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของความหมายของการเป็นมนุษย์ พวกเราต่างเห็นแรงกระตุ้นอยู่รอบๆ ตัวเราทุกวัน ลองดูที่ หนังสือนามสงเคราะห์ของหอการค้าในท้องถิ่นและดูที่จำนวนองค์กรที่มีความรู้สึกถึงความเป็นชุมชน ทั้งกลุ่มสาธารณะ สมาคม และองค์กรศาสนา ประชาชนต่างระบุว่าเราเป็นใคร โดยเชื่อมโยงว่าสัมพันธ์กับองค์กรเหล่านี้ เช่น ผมเป็นโรตาเรี่ยน  ผมเป็นแบบติชส์  ผมเป็นสมาชิกของกลุ่มสวน  เราระบุคนอื่น ด้วยการระบุถึงชุมชนของเขา ผมเป็นคนเบอร์ลินคนหนึ่ง เป็นคำพูดที่ประธานาธิบดีแคนนาดี้กล่าวกับคนเยอรมันตะวันตกในระหว่างที่มีความขัดแย้งอย่างสูงในเรื่องกำแพงเบอร์ลิน เพราะว่าคำว่า ชุมชนโดยทั่วไปมีความหมายในทางบวก ประชาชนรู้สึกเสียใจที่สูญเสียความรู้สึกถึงความเป็นชุมชนไป มีพลเมืองที่มีชีวิตอย่างแตกกระจาย พวกเขาต่างกังวลว่าประชาชนจะมีความห่างเหินจากคนอื่นๆ และจากชุมชนมากขึ้น พวกเราไม่มีเพื่อนบ้าน  ผู้หญิงคนหนึ่งจาก ริชมอนด์ กล่าวอย่างเศร้าๆ  คุณสามารถ กล่าวสวัสดีคนอื่น แต่ไม่รู้จักพวกเขาจริงๆ เราต่างสูญเสียทั้งการแบ่งปันและการเข้าถึงซึ่งกันและกัน ผู้ชายคนหนึ่งจาก ฟิลลาเดอเฟีย ให้เหตุผลว่า พวกเราต่างเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา เมื่อสามเดือนที่แล้ว บ้านสามหลังในล็อคที่ 3 ถูกขายไป  เมื่อเพื่อนบ้านเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง พอมืดลงก็ปิดประตูเข้าบ้านกันหมด พวกเขากลัว และยังไม่มีอะไรต้องสนใจในคนอื่นๆ  

การขาดซึ่งความเป็นชุมชน เป็นการทำลายล้างทางการเมือง การแก้ปัญหาชุมชนที่มีประสิทธิผล ต้องการสถานที่ที่พลเมืองจะสามารถมาร่วมและจัดการกิจกรรมร่วมกัน เหมือนกับที่ชายคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า หนทางที่มีอิทธิพล คือ การรวมกลุ่มด้วยกัน แต่เขาก็สรุปอย่างเศร้าๆ ว่า พวกเราขาดความรู้สึกถึงความเป็นชุมชน พวกเรายุ่งมากไปกับชีวิตข้างนอก  และพวกเราไม่เคยรวมกลุ่มทำงานร่วมกัน พวกเรามีปัญหาที่ใหญ่นักวิชาการพูดภาษาที่แตกต่างออกไป แต่ในความหมายเดียวกันว่า ความผูกพันกับชุมชน คือ สาระสำคัญของการปกครองดูแลกันเอง เพราะว่า มันผูกพลเมืองให้มีวิถีชีวิตร่วมกัน มากกว่า การทำงานส่วนตัว และเพราะว่ามันบ่มเพาะ นิสัยของการเข้าร่วมเรื่องส่วนรวม [xiv] 

ทั้งที่ความกังวลเกี่ยวกับ การสูญเสียความเป็นชุมชน เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย พลเมืองบางคนกำลังค้นพบความสำเร็จของการทำงานร่วมกันในประเด็นสาธารณะ ในข้อเท็จจริงก็คือ ประชาชนจำนวนมากที่กังวลเกี่ยวกับชุมชนที่กำลังล่มสลาย ต่างเป็นพยานถึงการมีส่วนร่วมในงานในชุมชนของเขาเอง  

ชุมชนและการแก้ปัญหา 

ใช่หรือไม่ว่า มันเป็นเพียงนิยายเพ้อฝันถึงการมีอยู่ของชุมชนที่ปรองดองสามัคคี เป็นพวกเดียวกัน ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมที่หลากหลายกลุ่มหลายพวก และสังคมที่แข่งขัน เมื่อประชาชนพูดถึงความต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งในความรู้สึกถึงความเป็นชุมชน พวกเขาหมายถึงการย้อนยุคกลับไปยังสถานที่เฉพาะหนึ่งๆ ทางกายภาพหรือเปล่า แน่นอนย่อมมีคนพูดอย่างนั้นแน่ บางคนแย้งว่า ทางเดียวที่จะทำให้เมืองทำงานได้ คือ ต้องทำให้มีรัฐบาลของชุมชนขนาดเล็ก เล็กพอที่เราจะสามารถตัดสินใจในประเด็นสำคัญที่สุดด้วยการออกเสียงโดยตรง ประวัติศาสตร์แสดงให้เราเห็นแล้วว่า เล็กๆ นั้นสวยงาม (small is beautiful)[xv] 

สำหรับบางคน ชุมชนมีความหมายแตกต่างออกไปเล็กน้อย การเป็นชุมชนไม่ได้ หมายถึง การอยู่อย่างโดดเดียว คนเดียว แต่ต้องสัมพันธ์กับคนอื่นๆ สิ่งที่ประชาชนต้องการมิใช่ความเข้ากันได้เป็นเนื้อเดียว หรือควรมีความแตกต่าง แต่มีความเอาใจใส่กัน และเข้าใจกันและกัน พวกเราชอบความสัมพันธ์แบบรวมหมู่ เพราะว่า การติดต่อสื่อสารระหว่างพวกเรานั้นเป็นแบบเห็นหน้าเห็นตากัน และเป็นส่วนตัว ไม่ใช่เป็นไปรูปแบบราชการ ที่อยู่ในรูปของสถาบัน บางคนก็มีปฏิกิริยาทางลบกับ ชุมชน  

ชุมชน คือ เมืองเล็กๆ ซึ่งเติบโตใหญ่ขึ้น และมีการอพยพออกไป หรือไม่ ก็ว่า ชุมชนเป็นเรื่องหลอกลวงที่เข้ามายื้อแย่งเสรีภาพของปัจเจก หรือไม่ก็ ชุมชนอาจหมายถึง กลุ่มคนที่มีลักษณะเหมือนๆ กัน และปฏิบัติคล้ายๆ กัน  ชุมชนอาจหมายถึงเรื่องที่แคบระดับตำบล  ในความเห็นของ ดาเนียล บูนี อเมริกันชนบางคนเป็นปัจเจกนิยม พวกเขาต้องการอยู่คนเดียวเพื่อตามหาสิ่งที่พวกเขาสนใจ พวกเขาเป็นคนที่น่านับถือ แต่ ชุมชนไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญของพวกเขา  จริงๆ แล้ว ความรู้สึกเป็นชุมชน ไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ในทางการเมือง บางชุมชนรวมตัวกันเป็นหนึ่งเพื่อต่อต้านการรุกจากภายนอก  ทุกๆ วันเราอ่านข่าวสารเกี่ยวกับชุมชน  ที่เขาพบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวจากการร่วมกันต่อสู้ทั้งในเรื่องที่กลบฝังขยะ หรือ คุก  ลักษณะเช่นนี้เป็นปฏิบัติการของชุมชนที่เรียกว่า ปฏิบัติการแบบคุ้มครอง

ในความรู้สึกเช่นนี้ ชุมชนมีขนาดเล็ก มีการบริการตัวเอง และมีการป้องกันตัว แน่นอนว่า ชุมชนมีกลุ่มผลประโยชน์ที่จะลำเอียง เฉพาะเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อสมาชิก หรือมีประโยชน์ตามสายตาของเขา  ชุมชนสามารถหมายถึง ผม และ ของผม ที่เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องพวกเรา จาก  คุณ และ พวกของคุณ  พวกเราส่วนใหญ่อาจมีประสบการณ์เกี่ยวกับชุมชน ซึ่งมีทั้งเรื่องอยากหลีกเลี่ยง และเรื่องอยากจะเข้าร่วม เราไม่เลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง และนี่แหละอเมริกันชนที่ภูมิใจในความเป็นปัจเจกชน

นอกจากนี้พวกเขายังชอบที่จะเป็นเจ้าของบางอย่างที่ใหญ่กว่าเขา แต่มิใช่เพื่อการปกป้องเขาจากภายนอก ความรู้สึกของชุมชนที่สร้างสรรค์อย่างที่สุดของพวกเรา ดูเหมือนจะเป็นหนทางเฉพาะที่จะสัมพันธ์กับคนอื่น มิใช่เกิดเฉพาะเมืองใดเมืองหนึ่ง  บ่อยครั้งนี่เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  ดังนั้นที่ตั้งของ ชุมชน  จึงเป็นพื้นที่ที่พวกเราไปพูดคุยกันถึงปัญหาร่วมกัน[xvi]

มีชนิดของสมาคมที่หลากหลาย และในความสัมพันธ์ที่เรามีนั้นเป็นเรื่องทางการเมือง (เรื่องของส่วนรวม) มากกว่า เรื่องส่วนตัว ซึ่งนั่นหมายถึง เรากำลังพูดถึงชุมชนในทางการเมือง สมาคมของพลเมือง ก็คือ การที่พลเมืองเข้าร่วมแก้ปัญหาของส่วนรวม ซึ่งเป็นชุมชนทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง และก็ไม่เหมือนเสียทีเดียวกับสิ่งที่ Edmund Burke ว่าเป็นหมวดทหารเล็กของครอบครัวและของละแวกชุมชน  ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะเรื่อง แต่ประกอบด้วยประชาชน ซึ่งมีมุมมองที่หลากหลายที่ต้องการให้ชีวิตของชุมชนดีขึ้น  สมาคมเหล่านี้มีชื่อคล้ายกับ ชุมชนคน St. Louis”, เปลี่ยนแปลงเป็นหนึ่งเดียว  และ มิสซิสซิบปี้ต้องมาก่อน  พวกเขาอยู่ในชุมชนที่มีประวัติศาสตร์และกายภาพ ไม่ว่าจะเป็น ละแวก, เมือง, รัฐ หรือประเทศ และข้อเท็จจริงก็คือ เมืองและรัฐของเราที่เข้มแข็ง ดูเหมือนจะประกอบด้วย เครือข่ายของสมาคม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ได้สร้างระบบการแพร่ซ่านของการเมืองภาคพลเมือง ทำไมประชาชนต้องมีส่วนรวม แน่นอนว่าคำถามสำคัญ ย่อมไม่ใช่การถามหาความหมายทั้งหมดของชุมชมว่า คืออะไร หากแต่ คือ การถามว่า ทำไมประชาชนต้องเข้าร่วมในการเมืองภาคพลเมืองเพื่อการแก้ไขปัญหาสาธารณะ ในเมื่อพวกเขาเบื่อหน่ายและพยายามหลีกเลี่ยงการเมืองของรัฐบาล  ผู้เข้าร่วมในการเมืองภาคพลเมืองค่อนข้างชัดเจนในเหตุผลของตัวเอง เขากล่าวว่า เมื่อผมเข้าไปมีส่วนร่วม อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง  ดังรายงานที่กล่าวถึง ความรู้สึกถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ได้ มีมากไปกว่า ความรู้สึกว่ามีโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 

พลังของสิ่งที่อาจเป็นไปได้

มีสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ในการเมืองภาคพลเมือง เพราะว่า ประชาชนสามารถทำได้มากกว่า การเป็นผู้สังเกตการณ์ของระบบการเมือง  พลเมืองต้องการมีพันธะทางการเมือง พวกเขาต้องการมีส่วนในการระบุประเด็นที่มีผลต่อชีวิต และต้องการได้ยินสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับในประเด็นนี้ พวกเขาต้องการนั่งคุยอย่างใกล้ชิดกับคนเหล่านี้ พวกเขาต้องการทำมากไปกว่าการเขียนจดหมาย การสำรวจ หรือ ลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง ความรู้สึกถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้พัฒนาประเด็นที่จะปลุกเร้า ซึ่งมีความหมายต่อการดำเนินชีวิตในทุกๆ วัน ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ประชาชนมีส่วนได้ส่วนเสีย บางครั้งประเด็นทางนโยบายก็พูดอย่างมั่วๆ ด้วยภาษาทางเทคนิค หรือวลีแบบราชการ ซึ่งประชาชนต้องแปลภาษาเหล่านี้ ให้อยู่ในภาษาที่จะเข้าใจได้ เพื่อที่จะหาว่ามันมีคุณค่าอย่างไรต่อพวกเขา ถ้าพวกเขาสามารถทำได้ พวกเขาก็จะเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น  ประชาชนเห็นถึงสิ่งที่อาจเป็นไปได้เช่นกันเมื่อพวกเขาเชื่อว่าเขามีสิทธิมีเสียง แม้ว่าอเมริกันชนจะเห็นโอกาสเพียงเล็กน้อยของการมีสิทธิมีเสียงในการเมืองรูปแบบปกติ

ในการทำ focus group ของ Hardwood หลายคนกล่าวว่า พวกเขาเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชุมชน เพราะว่า สิ่งที่พวกพูดมีน้ำหนักและมีคุณค่า ประชาชนยังเห็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้ในทางการเมืองเมื่อพวกเขาได้สัมผัสกับปัญหาอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการออกเสียงเลือกตั้ง ที่ทำให้เขากังวลว่าจะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น หรือต้องส่งจดหมายร้องเรียน เมื่อกลัวว่าไม่มีใครเอาจริงเอาจังกับปัญหาที่เกิดขึ้น ประชาชนสามารถลงมือทำได้โดยตรง พวกเขาสามารถสร้างแผนงานการเรียนรู้เพื่อช่วยโรงเรียน พวกสร้างจัดการทีมเบสบอลเพื่อเยาวชนที่ต้องการให้ผู้ใหญ่ชื่นชม พวกเขาสามารถทำโครงการถังเก็บขยะที่จะนำมาใช้ใหม่ พวกเขาสามารถขยายอิทธิพลส่วนตัว ด้วยการดึงคนอื่นเข้ามาร่วมทำงานในโครงการเพื่อส่วนรวม  เมื่อพวกเขายื่นมือเข้ามาในการเมือง ก็จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกถึงการควบคุมได้ พวกเราต่างมีความเชื่อว่า พวกเราสามารถสร้างผลกระทบได้ ถ้าเราสามารถเข้าถึงปัญหาที่กระทบเราได้ อะไรคือสิ่งที่มีมากขึ้น เมื่อมือเราสัมผัสกับปัญหาที่นำเราให้เข้าไปใกล้มันมากขึ้น เหมือนกับที่พลเมืองท่านหนึ่งกล่าวว่า มองที่ประสิทธิผลในงานของพวกเรา ในขณะที่พวกเราทำมัน  นี่คือสิ่งที่บอกถึงความรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ 

การเมืองด้วยความเข้มแข็งที่หลากหลาย 

ท้ายที่สุด ความรู้สึกถึงความเป็นไปได้ ที่จะเปลี่ยนแปลง (สังคมให้ดีขึ้น) ได้เติบโตขึ้นท่ามกลางการทำงานร่วมกันซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ทางการเมืองของพลเมือง การเป็นสมาคม และมีข้อผูกพัน ทำให้คนทั่วไป รู้สึกว่าพวกเขาสามารถจัดการกับปัญหานั้นได้ คนที่รู้สึกว่าโดดเดียว จะรู้สึกไม่มีความหวัง  การเมืองภาคพลเมืองเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับการปฏิบัติการร่วมกัน และรู้สึกว่าการปฏิบัติการร่วมกันนั้นเกิดประสิทธิผล เหมือนกับที่คนๆ หนึ่ง กล่าวว่า ผมรู้สึกว่าการทำอะไรแบบต่างคนต่างทำนั้น จะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้  แต่ เขาก็เพิ่มเติมอีกว่า การรวมกลุ่มนั้น ทำให้พวกเรามีเสียง  การทำงานที่ร่วมไม้ร่วมมือกับคนอื่นๆ นั้นจะช่วยกระตุ้นคนทั่วๆ ไปด้วย 

เมื่อถูกถามว่า ทำไมพวกเขาจึงเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการที่เป็นสาธารณะ เขาจะตอบเช่น  ผมมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น  ผมทำกิจกรรมร่วมกับบางคน  คุณจะรู้สึกว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่ง ข้างต้น พยายามจะเชื่อมโยงประเด็นระหว่าง ความรู้สึกถึงความเป็นไปได้ ความรู้สึกถึงการเป็นชุมชน และกิจกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหา การได้แก้ไขปัญหาร่วมกันจะทำให้เกิดความรู้สึกถึงการเป็นชุมชน  แม้ว่าคนทั่วไป ที่พวกเราทำงานด้วย จะไม่ใช่คนในละแวกบ้านก็ตาม พวกเราอาจจะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดียวกันทางสังคม แต่พวกเราสามารถมีความรู้สึกของความเป็นเอกภาพทางการเมือง  เริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้ก่อน การได้ลงแรงลงทุนในการแก้ไขปัญหาชุมชน จะช่วยสร้างผู้ประกอบการในการสร้างชุมชนขึ้นเอง


[i] The Hardwood Group. Citizen and Politic : A View from


Main Street

America. Dayton:
Kettering Foundation, 1991 p. 41-50

[ii] ตามการสำรวจของ Gallup-Independent Sector ซึ่งทำในปี 1989 ประมาณว่ามี อาสาสมัครชาวอเมริกัน  98.4 ล้านคน  ทำงานเฉลี่ย 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 23 เปอร์เซนต์ในช่วง 3 ปี ในการทำงานอาสาสมัคร 11 รูปแบบ ซึ่งรวมถึง กลุ่มองค์กรศาสนา กลุ่มการศึกษา กลุ่มการเมือง ดู ใน Quigley, Charles N.,ed., Civitas : A Framework for Civic Education., Calabasas: Center for Civic Education 1991 p.76-78  (หมายเหตุ : ท่านที่สนใจ การสำรวจเรื่องอาสาสมัครล่าสุดของอเมริกา ปี 2007 ซึ่งใช้ ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Civic Life Index  โปรดดู http://www.nationalservice.gov/about/volunteering/index.asp – ผู้แปล)

[iii] Conover, Pamela J., Ivor M.Crewe, and Donald M.Searing, “The Nature of Citizenship in the United States and
Great Britain: Empirical Comments on Theoretical Themes,” Journal of Politics 53 (August1991): p.800-832

[iv] Moore, Carl M.  A Working Paper on Community.
Fairfax : National Conference on Peacemaking and Conflict Resolution, 1991 p.5

[v] Oreskes, “Alienation from Government Grows, Poll Finds.”

[vi] Brecher, Jeremy and Tim Costello, eds.,Building
Bridge
: The Emerging Grassroots Coalition of Labor and Community.
New York : Monthly Review Press, 1990 p.94.
[vii] Gurwitt, Rob. “The Rule of the Absentocracy : The Eclipse of Hometown Leadership and How Some Places Are Coping with It,” Governing 4 (September 1991): p.52-58[viii] Rappetto, Thomas A. “About Crime; with Order Come Safety,” Newsday June 5, 1990 p.58.

[ix] Gardner, “Building Community,” Kettering Review (Fall 1989) p.73-81

[x] Leo, John. “Community and Personal Duty,” 
U.S. News and World Report. January 28,1991 p.17.

[xi] Yankelovich, New Rules : Searching for Self-Fulfillment in a World Turned Upside Down.
New York: Random House, 1981 p.121-22

[xii] Barber, Benjamin R. “The Civic
Mission of the University,”  Kettering Review (Fall 1989) : p.62-72

[xiii] Yankelovich, Daniel. New Rules : Searching for Self-Fulfillment in a World Turned Upside Down.
New York: Random House, 1981 p.118-9

[xiv] Sandal, Michael J. “Democrats and Community : A Public Philosophy for American Liberalism” New Republic, February 22, 1988 p.20

[xv] See Bryan and McClaughry, The
Vermont Papers : Recreating Democracy on a Human Scale
.
Chelsea: Chelsea Green Publishing Co.,1989.

[xvi] McKnight, John “DO No Harm : Policy Options That Meet Human Need”  Social Policy 20 (summer 1989) 5-15

Advertisements
 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 20, 2007 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

One response to “การเมืองในชื่อเรียกอื่น

  1. daily facts

    ธันวาคม 18, 2007 at 2:37 pm

    I was wondering, do you had any more blogs?

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: