RSS

คุณภาพมหาวิทยาลัย ตัวชี้วัด และจิตวิญญาณ “ธรรมศาสตร์”

14 มิ.ย.

ผมหันมาสอนหนังสือเป็นสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ประมาณปีกว่าแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นมหาวิทยาลัยของผม เอาจริงอย่างมากในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยได้ตัวเลขผลการประเมินที่สูง แม้ความพยายามดังกล่าวจะยังผลให้คณะและภาควิชาที่ผมสอนหนังสืออยู่นั้น ต้องดำเนินการประเมินอย่างเข้มข้นไปด้วย แต่ผมก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่า เคลิ้มและภูมิใจไม่น้อยที่มหาวิทยาลัยได้ตัวเลขการประเมินสูงๆ

แต่ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย และมีความเกี่ยวเนื่องกับความคิดเห็นเรื่องคุณภาพมหาวิทยาลัยและตัวชี้วัดคุณภาพ ซึ่งเป็นความต่อเนื่องที่น่าประหลาดใจยิ่ง เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในวันปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่ ขณะที่ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กำลังบรรยายพิเศษเรื่อง “จิตสำนึกอาจารย์กับจิตวิญญาณมหาวิทยาลัย” อาจารย์ได้ถามขึ้นมาลอยๆ ว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่า นักศึกษาของเราที่จบออกไปนั้น มีสักกี่มากน้อยที่ไปสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชน ตามปณิธานจิตวิญญาณธรรมศาสตร์” หรือ “มีสักกี่มากน้อยที่ละทิ้งปณิธานที่เคยมี ออกไปสร้างความสุขและความรุ่งเรืองโดยลำพัง” ลำพังเพียงคำถามนี้ก็ทำให้ผมคิดมากแล้ว และเมื่อต้องมากรอกข้อมูลเพื่อประเมินผลการทำงานของตนเองในเวลาต่อมา ผมก็เผชิญกับคำถามที่ทำให้ผมยิ่งต้องค้นหาพิจารณาดูว่ามีตัวชี้วัดใดบ้างที่พอจะตอบคำถาม อ.เสกสรรค์ ได้

เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นใน 2 วันถัดมา เมื่ออาจารย์ใหม่ท่านหนึ่ง ยกมือถามคำถามสุดท้ายกับทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่า มีอาจารย์ธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่ทำคุณประโยชน์และเป็นที่ยอมรับกันในสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงสาธารณชนและวงวิชาการ (หนึ่งในนั้น คืออาจารย์ที่ผมได้กล่าวถึงในย่อหน้าก่อน) จนพอจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ลักษณะเหล่านี้คือ สิ่งที่สะท้อนจิตวิญญาณ ”ธรรมศาสตร์” แต่อาจารย์เหล่านี้กลับมีเพียงตำแหน่งนำหน้าเป็นแค่ “อาจารย์” ทำไมจึงยังเป็นเช่นนั้น?

คำอธิบายที่ดูจะเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็คือ ตำแหน่งวิชาการเป็นตำแหน่งที่ต้องขอ หากเจ้าตัวไม่ร้องขอ ก็จะไม่ได้ ผมได้แต่นึกแย้งอยู่ในใจว่า สำหรับกรณีเช่นนี้ มหาวิทยาลัยต่างหากที่สมควรเป็นฝ่าย “ให้” กับ “อาจารย์” เหล่านี้ โดยไม่ต้องรอให้อาจารย์มาร้องขอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามหาวิทยาลัยยังถือว่า เกียรติภูมิของ “ธรรมศาสตร์” คือจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ และนั่นยังทำให้ผมคิดเตลิดไปอีกว่า หรือแท้ที่จริงแล้ว ความก้าวหน้าทางวิชาการ ผศ. รศ. หรือ ศ. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเงินค่าตำแหน่งและมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องคุณภาพการศึกษา กับ จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่มีเงินตราค่างวดหรือแม้แต่การยกย่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไม่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา ทั้งสองสิ่งนี้อาจเป็นเส้นทางคนละเส้นทางกันก็ได้ และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจารย์ในธรรมศาสตร์ที่มีนับพันคน สนใจที่จะเติบโตในเส้นทางแบบไหนกัน?

เหตุการณ์ที่สามเกิดขึ้นในอีก 3 วันถัดมา เมื่อเหล่าอาจารย์ในภาควิชาของผมได้มีโอกาสนั่งหารือเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับภาควิชา โดย อ.โกวิทย์ พวงงาม หัวหน้าภาควิชาของผม เล่าให้ฟังว่า อาจารย์เคยตั้งคำถามในที่ประชุมของเกจิด้านการประเมินคุณภาพการศึกษาว่า ตัวชี้วัดการประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัยเหล่านี้ มีนัยหรือความสัมพันธ์อย่างไรบ้างกับ “คนจน” ตัวชี้วัดเหล่านี้บอกได้หรือไม่ว่าจะทำให้คนหายจนสักเท่าไร คุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างไร ซึ่งก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ นั่นยิ่งทำให้ผมคิดเพิ่มเติมไปว่า แล้วงานวิจัยที่เรากำลังทำกันอยู่ มี “คุณค่า” เพียงแค่เป็นตัวเลขหนึ่งในจำนวนนับในระบบการประกันคุณภาพการศึกษา หรือ มีคุณค่าเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่เราทำงานด้วยกันแน่

ขณะที่ผมกรอกข้อมูลการประเมินคุณภาพ ผมชักเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า ผมจะหาตัวชี้วัดมาคลี่คลายความคับข้องใจของ อ.เสกสรรค์ ได้อย่างไร มิพักต้องพูดถึงคำถามที่ อ.โกวิทย์ เล่าให้ฟัง แม้ว่าโดยข้อเท็จจริง ตัวชี้วัดที่ครอบคลุมและสะท้อนภาพสังคมที่ดีขึ้นอย่าง การมีคนจนน้อยลง เด็กสาวที่มาเร่ขายศักดิ์ศรีแถวหน้ามหาวิทยาลัยมีทางเลือกและอาชีพอื่นที่ดีกว่า เป็นต้น อาจเป็นสิ่งที่ดูเลื่อนลอยและเกินเลยจากความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยก็ตาม แต่นั่นย่อมไม่ใช่ข้อกล่าวอ้างของการไม่มีตัวชี้วัดที่หนักแน่นพอที่จะใช้สะท้อนให้เห็นว่า เรากำลังเดินอยู่ในเส้นทางแห่งธรรมหรือไม่

แม้การประเมินคุณภาพจะเป็นความพยายามของรัฐเพื่อประกัน “คุณภาพ” ของสถานศึกษาให้แก่ประชาชนผู้มีกำลังซื้อในตลาดเสรีทางการศึกษา แต่ที่ผมเห็นต่างก็คือ มีความพยายามที่จะเอาตัวเลขผลการประเมินมาใช้ทดแทนและสร้าง “ยี่ห้อ” ซึ่งเป็นเสมือนคุณค่าหรือตัวตนที่ได้รับการก่อร่างสร้างเอกลักษณ์และสะสมมาอย่างยาวนาน และมีส่วนทำให้ “ยี่ห้อ” นั้นแข็งแกร่งอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ยี่ห้อที่แข็งแกร่งย่อมเป็นที่ยอมรับและสะท้อนคุณภาพที่มีอยู่แล้วในตัว และถ้าจะพูดกันตรงๆ ยี่ห้อที่แข็งแกร่งอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นจากจิตวิญญาณแห่งการรับใช้และการแข็งขืนต่อความอยุติธรรมในสังคมสืบทอดผ่านมาหลายยุคหลายสมัย นี่จึงเป็น จิตเดิมแท้ของ “ธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่แน่ว่าจะตรวจวัดกันได้หรือไม่ อย่างไร

ในโมงยามที่สังคมโหยหา “จริยธรรม” “คุณธรรม” และ “ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม” คงเป็นเรื่องน่าอายยิ่งที่เป็นโมงยามเดียวกับที่นักประเมินนอกสังเวียนอย่าง อ.เสกสรรค์ สารภาพต่อที่ประชุมอาจารย์ใหม่ว่า “เราแพ้แล้ว” กับการทำนุบำรุงเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับการสร้างจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคำสารภาพที่สวนทางกับผลการประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเกจิชั้นนำ ผู้ฟันธงว่า “เราเกือบชนะแล้ว” (ต่างหากจ๊ะ)

พูดถึงเรื่องนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่พ่อมดแห่ง Microsoft พูดกับบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในวันจบการศึกษา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2550 เพื่อปลุกเร้าต่อมโนสำนึกของบรรดาบัณฑิตที่กำลังจะจบการศึกษาและร้องขอต่อท่านอธิการบดีและคณาจารย์ว่า “ฮาร์ดวาร์ดควรสนับสนุนให้คณาจารย์และนักศึกษาพุ่งเป้าไปที่ความไม่เท่าเทียมกันที่ร้ายแรงที่สุดหรือไม่…คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การเล่นสำนวน แต่เป็นสิ่งที่จะต้องตอบด้วยนโยบายของท่าน” สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่า การมุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐานการศึกษาในระดับสูง กับการเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้ต่อกรกับความไม่เท่าเทียมกันนั้น…อันใดคือเกียรติภูมิที่ควรจะยึดถือดี

ในโมงยามที่เงินเฟ้อจ่อ 8% ดีเซลลิตรละกว่า 40 บาท ข้าวสารโลละครึ่งร้อย ส่วนค่ารถเมล์ไม่ติดแอร์เกือบจะ 10 บาท แต่ค่าแรงของแรงงานกลับขยับขึ้นไม่เกิน 10 บาท ทั้งที่กลุ่มแรงงานเป็นกลุ่มคนที่หากนับรวมสมาชิกในครอบครัวของเขาแล้ว คงมีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย และลูกหลานคนเหล่านี้จำนวนไม่น้อย เป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน เพราะไม่มีเงินเรียนมหาวิทยาลัย บางคนหนีความจนไปสู่ความตาย บางคนยอมก้มหน้าทำนาหาเงินต่อไป…นี่จึงนับเป็นยุคสมัยที่ท้าทายต่อจิตสำนึกที่ว่าอย่างยิ่งว่า เราจะชื่นชมอยู่กับค่าคะแนนคุณภาพการศึกษาที่สูงลิบ บนความไม่เท่าเทียมกันของสังคมได้นานเท่าใดกัน และที่สำคัญ ก็คือ เราทำได้อย่างไร

“ทรงธรรมปานดังตราชูเด่น ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้ พิทักษ์รักษา เชิดชูไว้ อบอุ่นใจไปทุกกาล” บางท่อนของเพลงยูงทองยังติดอยู่ในหัวผมนับจากวันที่อาจารย์ใหม่เกือบ 60 ชีวิต ร่วมกันร้องเพลงพระราชทานนี้ (แม้จะถูกบ้างผิดบ้างก็ตาม) …บุญรักษาครับ

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008june12p1.htm
อันนี้เป็น link ที่อยู่ใน web อื่น และ มีความเห็นของ อ.ธงชัย สันติวงศ์ กรุณาเขียนให้เพิ่มเติม

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 14, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: