RSS

บริหารกรุงเทพฯ ให้เป็นตัวอย่าง…ด้วยปัญญา

01 ส.ค.

จั่วหัวแบบนี้ ใช่ว่าผมจะเขียน มาเชลียร์ ปลายแถวเจ้า (สำนวนพิภพ อุดมอิทธิพงศ์) ผู้ประกาศลงสมัคร ผู้ว่า กทม. ที่ใช้ motto หาเสียงว่า บริหารกรุงเทพ ให้เป็นตัวอย่างในการบริหารประเทศ  หรือ ใช่ว่าผมจะ เชลียร์ ดร.แดน can do  คู่แข่ง ผู้ว่า กทม. อีกคน ที่ใช้ motto ว่า ใช้ปัญญา แก้ปัญหากรุงเทพ  หากแต่ยืมคำเขามา เพราะสะท้อนสิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึงพอดี  

งานบริหาร กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงของประเทศ ในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองการปกครอง และในฐานะศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ การค้า ทั้งของประเทศ ภูมิภาค และโลก กรุงเทพฯจึงอยู่ภายใต้เครือข่ายของอำนาจและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันอยู่ หาได้ดำรงตัวเองอย่างมีอิสระ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ อำนาจของผู้ว่ากรุงเทพฯ ง่อยเปลี้ยไปได้โดยง่าย จะทำ หรือ จะจัดการอะไร มันก็ติดขัดปัญหาเชิงโครงสร้างและอำนาจไปเสียหมด

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ว่าฯ ที่เก่งงานประเภท จัดการภายนอก องค์กร คือ เก่งจัดการความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์และอำนาจ ระหว่างองค์กรรัฐส่วนกลาง เอกชนทั้งในและระหว่างต่างประเทศ น่าจะมีส่วนหนุนเสริมให้การบริหารเมืองกรุงเทพฯ เป็นไปได้ด้วยดี มากกว่า ผู้ว่าฯ ที่เก่งงานประเภทจัดการภายในองค์กร

พ้นไปจาก ลักษณะของการทำงานข้างต้นแล้ว ผมอยากเสนอความเห็นอีกสักนิด เกี่ยวกับเนื้องานของ กทม. เท่าที่ผมเคยเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ดังนี้  

·       ผมเสนอว่า กทม. ควรต้อง ทบทวนความหมายและความเข้าใจ คำว่า ชุมชน  เสียใหม่  ปัจจุบัน กทม. นิยามคำว่า ชุมชน โดยอ้างอิงเอาขอบเขตทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็น ลำคลอง ถนน ซอย เป็นเขตแดน และมุ่งทำงานเฉพาะกับกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับล่างเท่านั้น (กล่าวคือ แม้จะมี ห้าง ร้านค้า อยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่เรียกว่า ชุมชน แต่ผู้คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างออกไป ก็จะถูกกันออกไม่สนใจ)  ผมเห็นว่า วิธีคิดในทำนองนี้ ได้ปิดโอกาสตัวเอง ที่จะใช้ ศักยภาพและความสามารถของกลุ่มประชากรกลุ่มอื่น เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ และเปลี่ยนแปลงให้ ชุมชน เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคน     

·       ผมเสนอว่า กทม. ควรจะต้องทบทวน งานสวัสดิการ ของ กทม. เสียใหม่  ควรริเริ่มและฉีกแนวงานสวัสดิการ ออกไปจากกรอบคิดและกรอบงานแบบเดิมๆ ที่มุ่งทำงานตอบสนองเฉพาะกลุ่มคนด้อยโอกาส เท่านั้น  แต่ควรมองว่า จะทำอย่างไร ให้ประชากรใน กทม. มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  การจะมองแบบนี้ ได้ จะต้องมองไปให้พ้นขอบเขต ทรัพยากร (งบประมาณ / facilities)  ของ กทม.  แต่ต้อง มองว่า ทรัพยากรของเอกชนและรัฐจำนวนมากในกรุงเทพฯ อาทิ สนามกีฬา ฟิตเนส โรงพยาบาล ระบบสวัสดิการพนักงานในองค์กรต่างๆ จะถูกนำมาใช้เพื่อเอื้อต่อการทำให้ คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร หรือ จะต้อง คิดออกแบบ ระเบียบ ข้อบัญญัติ อะไร (เช่น นโยบายการคลังเพื่อสังคม มาตรการทางภาษี) ที่จะกระตุ้น หนุนเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนากรุงเทพฯ อย่างจริงจัง (ยิ่งช่วงนี้ กระแส CSR กำลังมาแรง จะใช้ประโยชน์อย่างไร)    

·       ผมเสนอว่า กทม. จะต้อง ศึกษาวิจัย  ความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ (อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เคยให้ข่าวว่า กทม.และ ม.ฮาร์วาร์ด กำลังจะตั้ง สถาบันการศึกษาเรื่องเมือง ผมไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ ไปถึงไหนแล้ว) ด้วยเหตุที่ กรุงเทพฯ เป็นทั้งเมือง ในแบบที่เรียกว่า เมือง ข้ามรัฐ (transnational)  ที่เชื่อมต่อกับต่างบ้านต่างเมือง ขณะที่อีกด้าน กรุงเทพฯ ก็มีลักษณะอาการแบบ เมือง บ้านๆ (localized) ที่เชื่อมต่อกับต่างจังหวัด (ผมจำได้ว่าหลายปีก่อน มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของจุฬาฯ ที่ทำโดยอาจารย์ฝรั่ง ฟันธงว่า กรุงเทพฯ ไม่สามารถมีความเป็นเมืองแบบยุโรปได้ เพราะไม่มีคนกรุงเทพฯ จริงๆ อยู่) นั่นทำให้ กรุงเทพฯ มีความหลากหลายของผู้คน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วคำถามสำคัญ ก็คือ กทม. มีความรู้หรือไม่ ที่จะสร้าง นโยบาย / แนวทาง / ปฏิบัติการ ที่จะเปิดพื้นที่ให้กับ ชุมชนของคนกลุ่มต่างๆ ได้แสดงบทบาทที่มีประโยชน์ต่อเมือง

·       ผมเสนอว่า กทม. ควรต้องเร่งออกมาตรการ เก็บ พื้นที่เกษตรของกรุงเทพฯ ไว้  ขณะที่ทั่วโลก กำลังรณรงค์อย่างกว้างขวางเพื่อที่จะตรึงพื้นที่เกษตรทั้งที่อยู่กลางเมืองและรอบๆ เมือง (urban agriculture) ให้คงอยู่ ไม่ว่าจะในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ปอดของเมืองใหญ่ หรือแม้แต่เป็นแหล่งรับน้ำ แต่ที่ผ่านมา กทม. กลับนิ่งเฉย จนถึงขั้น ละเลยให้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก รุกไล่ เปลี่ยนพื้นที่เกษตร ให้กลายเป็นถนน เป็นบ้านจัดสรร ไปเสียหมด โดยไม่คิดจะทำอะไรเลย

·       สุดท้าย เรื่องความร้อนในเมือง ไม่ว่าจะพูดในมิติภาวะ โลกร้อน หรือ เกาะร้อน (Heat Island) ก็ตาม กทม. ต้องมีมาตรการที่เข้าท่าและเข้มแข็งเสียที มิใช่ออกมารณรงค์ก๊อกๆ แก๊กๆ แล้วก็เลิกไป  มาตรการที่เข้มข้นอย่างการประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกในกรุงเทพฯ  การห้ามเปิดแอร์ต่ำกว่า 25 องศา อย่างที่เมืองนอกเมืองนาเขาทำกัน ก็ต้องกล้าคิดที่จะทำบ้าง เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ล้วนแล้วแต่ส่งสัญญาณเตือนเมืองติดทะเล ว่าจะต้องเอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง ต้องคิดล่วงหน้าว่าจะเตรียมความพร้อมกันอย่างไร ประชากรกรุงเทพฯ จะอยู่กันอย่างไร ใน 5 – 10 ปีข้างหน้า หากน้ำทะเลรุกเข้าเมืองมากขึ้น จะต้องสร้างเขื่อนล้อม กรุงเทพฯ แบบ เนเธอร์แลนด์ หรือไม่ (แม้แต่อดีตนายกฯ สิงค์โปร์ ยังจ้างวิศวกรเนเธอร์แลนด์มาวางแผน สร้างเขื่อนล้อมสิงคโปร์แล้ว) เพราะอย่างน้อยแผนที่ยุคทวารวดี ก็บอกแน่ชัดอยู่แล้วว่า บริเวณแห่งนี้ เคยจมน้ำทะเลมาก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย

 

หากคิดจะทำ เมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นตัวอย่าง ด้วยปัญญา ผมเสนอว่า ต้องจริงจังกับการคิดถึงการสร้างอนาคตใหม่ ไม่ใช่จมอยู่กับการแก้ไขอดีตที่ไม่มีทางออก ….บุญรักษาครับ

http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/14/news_284867.php (ลงพิมพ์ใน กรุงเทพฯธุรกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2551)

Advertisements
 
1 ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 1, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

One response to “บริหารกรุงเทพฯ ให้เป็นตัวอย่าง…ด้วยปัญญา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: