RSS

The Last Paper

31 ส.ค.

I have never let my schooling interfere with my education

 

มาร์ก ทเวน

 

ผมจั่วหัวด้วยคำฝรั่งนี้ โดยล้อมาจาก The Last Lecture  ซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษตามประเพณีของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ที่จะเชิญนักวิชาการมาพูด โดยสมมติว่า ถ้าคุณรู้ว่าคุณกำลังจะตาย คุณมีข้อคิดใดที่อยากมอบไว้ให้แก่โลก ผมรู้จัก The Last Lecture ที่เป็นการบรรยายของ ศ.ดร. Randy Pausch ในเรื่อง “Really Achieving your Childhood Dreams”  ซึ่งมีการกล่าวถึงอย่างมากในชุมชน internet  เพราะมันเป็นการบรรยายที่มีชีวิต สนุก ให้กำลังใจ และมีการ Download วิดีโอการบรรยายนี้ไปฟังนับล้านครั้ง[i]

 

The Last Paper  เป็นการล้อว่า นี่อาจเป็น paper ฉบับสุดท้ายที่คุณจะได้อ่านในช่วงชีวิตของการเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งมีคนกล่าวว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของมนุษย์ เพราะมันเป็นช่วงเวลาของวัยหนุ่มสาวที่มีพลัง มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ เป็นช่วงเวลาที่เปิดให้คุณได้เรียนรู้ ได้ค้นคว้าหาความรู้ ความจริงทางสังคม และค้นหาความหมายของชีวิต ในหลายต่อหลายครั้ง ช่วงเวลาแห่งวัยหนุ่มสาวนี้ยังมักเป็นต้นธารของชีวิตที่เหลือของคุณอีกด้วย 

 

แต่ถ้าคุณพบว่า ในขณะที่กำลังอ่าน paper นี้ คุณยังไม่มั่นใจในความรู้ที่มีว่ามันจะเลี้ยงชีพคุณและครอบครัวให้รอดได้อย่างไร คุณยังไม่รู้จะเอาอย่างไรกับชีวิตในวันใหม่ที่ตื่นมาแล้วพบว่าชีวิตมันยังโหวงๆ กลวงๆ และงงว่าวันนี้และวันต่อๆ ไป ถ้าไม่ไปมหาวิทยาลัยแล้วจะไปที่ไหน

 

หรือคุณยังไม่รู้ว่า การทำมาหากินเลี้ยงชีพ กับการมีชีวิตอยู่มันเป็นคนละเรื่องกัน คุณอาจจะยังไม่มีแผนชีวิต หรือไม่รู้จะจัดการกับชีวิตที่เหลืออีก 40 – 50 ปีข้างหน้าอย่างไร ผมก็คงต้องแสดงความยินดี เพราะอย่างน้อยคุณก็ยังตระหนักและยอมรับในเรื่องเหล่านี้

 

แต่คงมีอยู่ไม่น้อยที่ไม่ได้ตระหนัก ไม่มีคำถาม และปล่อยเวลาและชีวิตไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คุณเลือกที่จะทำ ที่สำคัญที่ผมอยากบอก ก็คือ โปรดเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดตามมาในชีวิตให้ดี 

 

แต่ทั้งหมดนี้ ผมก็ไม่แปลกใจอะไร เพราะในอดีตเมื่อตอนผมจบจากลาดกระบัง ผมก็ไม่ได้จบมาพร้อมกับคำตอบที่มีให้กับชีวิต ผมมีคำถามมากมายกับวิชาความรู้ที่เรียนมาว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เป็นความรู้ที่จะนำมาใช้พัฒนาสังคมได้จริงหรือ ผมเห็นความขัดแย้งมากมายระหว่างความรู้ในตำรากับข้อเท็จจริงทางสังคม เพราะถ้าความรู้มันใช้ได้จริงปัญหามันน่าจะหมดไปนานแล้ว แล้วอะไรคือความถูกต้อง อะไรคือสิ่งที่ผมยังไม่รู้ ผมยังไม่รู้ว่าผมจะเอาอย่างไรกับชีวิตข้างหน้า งานที่สังคมยอมรับและรวยเร็ว ซึ่งก็พอมีที่มีทางให้ผมทำ แต่ผมก็ดันไม่ชอบเสียอีก บางคนบอกผมว่า ที่ผมเป็นแบบนี้ คงเป็นเพราะผมเป็นคนยุค Generation Y คือ มีคำถาม ทำไม ทำไม ทำไม เยอะไปหมด โดยเฉพาะคำถามที่ว่า Why I was born? [ii]

 

เอาเข้าจริง ผมคิดว่านี่แหละครับ คือ สีสันของชีวิต ไม่มีสูตรในการใช้ ไม่มีแผนที่นำทางที่ชัดเจน หรือสูตรแห่งความสำเร็จที่ตายตัวให้ปฏิบัติตาม จะมีใครสักกี่คนที่อ่านประวัติชีวิตของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และพยายามทำตาม แล้วจะได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

 

ผมคิดว่า ชีวิต มันไม่ได้ง่ายขนาด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่แค่ฉีดซอง เติมน้ำเดือด ปิดฝา 3 นาที และ อืมหอม กินได้

 

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ “ชีวิต” ไม่ใช่ “ความรู้[iii] ไม่สามารถใช้การอ่านและจำ ไม่มีข้อสอบให้ขีดเขียน ไม่มีใครให้เกรด ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่มีปริญญาบัตร

 

แม้ ชีวิต จะไม่ใช่ ความรู้ แต่มันก็มี “กฎและ คำแนะนำมากมายที่ผู้คนที่มาถึงโลกใบนี้ก่อน พยายามบอกต่อๆ กัน เพื่อเตือนสติเพื่อนมนุษย์รุ่นหลังๆ 

 

กฎ คือ เหตุการณ์แบบหนึ่งๆ ที่เกิดซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หลายๆ ครั้ง จนสามารถเห็น “พฤติกรรมว่า  มันต้องเป็นแบบนี้ แหละ เช่น กฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Laws) ที่บอกว่า ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก”  (If there are two or more ways to do something, and one of those ways can result in a catastrophe, then someone will do it.) หรือ กฎที่บอกว่า ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้นจะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอและโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรมจะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรม

 

หากเราสังเกตให้ดี นั่นเป็น โอกาสหรือความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้น ในทางตรงข้าม มันย่อมมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นเช่นกัน และ ชีวิตก็มักมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ

 

กฎ หรือข้อแนะนำมากมาย อาจใช้ไม่ได้กับทุกชีวิต แต่มันเป็นสมบัติที่มีค่าที่คนรุ่นก่อนหน้าหวังดีและมอบแด่คนรุ่นหลัง ถึง ต้องยอมรับว่า ่เราคุ้นกันดี ผมอยากให้เราตั้งข้อสังเกตให้ดี  

 

แม้ผมจะได้รับมอบหมายให้เขียนอะไรบางอย่าง เป็นข้อคิด คำแนะนำ สำหรับการใช้ชีวิตหลังมหาวิทยาลัยของนักศึกษา แต่โดยวัยวุฒิแล้ว (ข้อขีดเส้นใต้อีกที แต่โดยวัยวุฒิแล้ว) ผมเห็นทีต้องเข้าข้างตัวเองว่าผมยังไม่ถึงวัยอันสมควรที่จะเขียนเรื่องสำคัญๆ เช่นนี้

 

ผมจึงขอใช้ หนังสือและวิดีโอ ที่พวกเราอาจไม่ค่อยคุ้นมาเป็นที่พึง สำหรับการเขียนถึง ข้อคิดคำแนะนำ ในการใช้ชีวิตหลังมหาวิทยาลัยสำหรับพวกเรา

 

หนังสือเล่มแรก เป็นหนังสือของ ลุงฟูลกัม (Robert Fulghum) แกเขียนเรื่อง All I Really Need to Know I Learned in Kindergarten หรือในภาษาไทยในชื่อ รู้แล้วตั้งแต่อยู่อนุบาล[iv]

 

ฟูลกัม บอกว่า  ผมได้ตระหนักแล้วว่า สาระความจำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และมีความหมายนั้น ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือสลับซับซ้อน แต่เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ มาแล้วนานแสนนาน หลักการที่ผมเขียนเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้ตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนอนุบาล ไม่ใช่จากระดับปริญญาโท หรือเอก สิ่งที่ผมเรียนรู้ตอนเป็นเด็กอนุบาล คือ

· แบ่งปันทุกสิ่งแก่เพื่อนๆ อย่าเก็บไว้คนเดียว

· เล่นอย่างยุติธรรม ไม่เอาเปรียบเพื่อน

· ไม่รังแกคนอื่น โดยเฉพาะผู้อ่อนแอกว่า

· เก็บสิ่งของให้เข้าที่ เมื่อใช้เสร็จ

· ทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อย เมื่อเล่นเสร็จ

· ไม่แย่งเอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง

· เมื่อทำให้คนอื่นเจ็บ ต้องขอโทษ

· ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือขนม

· กดชักโครกทุกครั้ง เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จ

· ขนมคุกกี้ใหม่ๆ และนมเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

· มีชีวิตอยู่อย่างสมดุล รู้จักแบ่งเวลา เรียนบ้าง วาดรูประบายสี ร้องเพลง เต้นรำ เล่นบ้าง ทำงานบ้าง

· นอนหลับสักงีบในตอนบ่าย

· เมื่อออกสู่โลกภายนอก จงระวังรถรา จับมือกันไว้ให้มั่น เดินเกาะกลุ่มไปด้วยกัน

· ปลาทอง หนูพุก หนูขาว หรือเมล็ดพืช มีเกิดแล้วก็มีตาย คนเราก็เช่นเดียวกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องเรียนรู้ เราได้เรียนรู้แล้วตั้งแต่ชั้นอนุบาล…

ผมขอสารภาพว่า แม้อายุผมจะเดินเฉียดๆ เข้าใกล้เลข 40 แล้ว  ผมก็ยังคงหาเวลาอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากความสนุกแล้ว มันทำให้ คุณได้นึกถึงคืนวันในวัยเด็กอยู่เรื่อยๆ ลองดูครับ

ถัดมา ผมอยากจะชวนให้พวกเรา ไปหา The Last Lecture ของ ศ.Pausch มาดู เช่นที่http://www.taudiobook.com/closed_caption/randy_pausch_full/   มี subtitle เป็นภาษาอังกฤษให้ด้วยครับ หรือจะ load Bittorrent จาก http://thepiratebay.org/torrent/3811582/CMU_University_Lecture_Series_-_2007-09-19_-_Randy_Pausch   ก็ได้ ความยาวของวิดีโอประมาณ 100 นาที หรือ ใครมี itune ก็ load ลงเครื่องได้เลย  http://www.cmu.edu/itunesu/

เรื่องที่เขาบรรยายนั้น แม้ว่าเขาจะบอกว่า เป็นสิ่งที่เขาอยากถ่ายทอดไว้ให้ กับลูกๆ ทั้ง 3 ที่เมื่อโตขึ้นจะได้เข้าใจเรื่องชีวิตได้ดียิ่งขึ้น แต่ประเด็นที่เขาบรรยายให้กับ นักศึกษา เพื่อนร่วมงานและผู้สนใจเกือบ 500 คนในวันนั้น มันได้ส่งผลกระทบที่ตามมาอย่างชนิดที่เรียกว่า เข็มขัดสั้นทีเดียว (คาดไม่ถึง)   

 

ผมขอคัดลอกเอาคำพูดที่น่าสนใจบางส่วน ที่อาจเป็นคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิต ครับ

 

We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.

เราเปลี่ยนไพ่ที่จั่วขึ้นมาไม่ได้  แต่… เราเลือกวิธีเล่นได้ (ผมว่า ต้องทำใจพร้อมๆ กันไปด้วยครับ)

 

When you’re screwing up and nobody’s saying anything to you anymore, that means they gave up.ถ้าคุณทำเรื่องแย่ๆ และยังไม่มีใครว่าอะไรคุณเลย นั่นหมายความว่า พวกเขาหมดความพยายามแล้ว  (อันนี้ ต้องคิดให้มากนะครับ)

 

Experience is what you get  when you didn’t get what you wanted.

ประสบการณ์คือสิ่งที่เราได้รับ เมื่อเราไม่ได้สิ่งที่หวัง (อันนี้ คิดสักหลายๆ รอบ ว่าจริงไหม)

 

The brick walls are not there to keep us out. The brick walls are there to give us a chance to show how badly we want something.  Because the brick walls are there to stop the people who don’t want it badly enough. They’re there to stop the other people.

กำแพงไม่ได้มีไว้เพื่อขัดขวางเรา แต่… มันให้โอกาสเราแสดงว่า เราต้องการสิ่งนั้นมากเพียงใด

เพราะ… กำแพงจะขวางคนที่ท้อ มันอยู่ตรงนั้น เพื่อขวางคนอื่น  (ใช่ไหม)

 

You might have to wait a long time, sometimes years, but people will show you their good side. Just keep waiting no matter how long it takes. No one is all evil. Everybody has a good side, just keep waiting, it will come out.

บางครั้ง…เราอาจจะต้องรอเป็นเวลานาน อาจเป็นปีๆ เพื่อให้ผู้คนแสดงด้านที่ดีของเขาออกมา ไม่มีใครเป็นปีศาจไปซะหมด ทุกคนมีด้านดี เราแค่ต้องรอต่อไป.. ไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ตาม (คล้ายๆ ที่หลวงพ่อพุทธทาส บอกเลย)

 

เขาพูดถึง การเรียนรู้ครับว่า Most of what we learn, we learn indirectly. อันนี้ไหมรู้ จริงไหม เพราะผมก็ยังคิดอยู่เลย  สิ่งสำคัญที่เขาพยายามสรุปบทเรียนชีวิตก็คือ … คนเราเกิดมาเพื่อจะเป็น “ผู้ให้” ไม่ใช่ “ผู้กอบโกย” แต่ฝ่ายเดียว

 

ผมขอสารภาพครับว่าเมื่อดู วิดีโอแล้ว มันช่วยจุดประกายความคิดหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการสอนให้กับผม เช่น  And that is the best gift an educator can give is to get somebody to become self reflective หรือ การให้คะแนน โดยให้ นศ. Ranking…….เพื่อนๆ ในห้องว่าใคร  easy to work with…

 

หรือ การที่ ศ.Pausch  บอกว่า แม้ว่าเขาจะสอน engineer แต่เขาพยายามเป็น imagineer   (อืม!!!! มันตรงกับที่ผมกำลังคิดอยู่อันหนึ่งว่า ผมอยากจะเชื่อมงาน สังคมสงเคราะห์ เข้ากับ งานด้านธุรกิจ บัญชี เศรษฐศาสตร์  แบบที่เรียกว่าเป็น  social entrepreneur ) และที่สำคัญ ผมอยากเป็นนักบรรยายที่มีชีวิตชีวา สนุกสนาน และ เร้าพลัง ได้อย่าง ศ. Pausch บ้างครับ

 

หนังสือเล่มสุดท้าย  ที่ผมอยากกล่าวถึง คือ หนังสือที่ถอดความจาก สุนทรพจน์ในวันรับปริญญาอันโด่งดังของมหาวิทยาลัยต่างๆ  มาเป็นภาษาไทยในชื่อ วิชาสุดท้าย (ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน) [v] 

 

โดยผมขอ ตัดต่อ ข้อความ เป็นท่อนๆ จาก สุนทรพจน์ของพ่อมดแห่งไมโครซอร์ฟ (สำหรับสุนทรพจน์ของคนอื่นที่ผมชอบ อย่าง Steve Job หากบางคนจำได้ ผมได้เคย เล่าให้พวกเราฟังไว้บ้างแล้ว ในวันปฐมนิเทศ ก่อนที่พวกเราจะลงฝึกงาน)

 

จงต่อกรกับความไม่เท่าเทียมกัน[vi]

 

ผมชื่นชมบัณฑิตทั้งหลายในวันนี้ที่เดินทางสายตรงกว่าผมในการไขว่คว้าปริญญา สำหรับตัวผมเอง ผมแค่มีความสุขที่ เดอะ คริมสันเรียกผมว่า “ดร็อปเอ้าท์ผู้ประสบความสำเร็จที่สุดของฮาร์วาร์ด

 

แต่เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นอย่างจริงจัง … ผมก็มีเรื่องเสียดายมากๆ เรื่องหนึ่ง

 

ผมออกจากฮาร์วาร์ดโดยไม่เคยตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมกันอันร้ายแรงในโลกนี้ ความเหลื่อมล้ำอันน่าตระหนกของสุขภาพ ความร่ำรวย และโอกาสอันกดทับให้คนหลายล้านคนต้องใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง ฮาร์วาร์ดสอนผมมากมายเกี่ยวกับไอเดียใหม่ๆ….ผมได้รับรู้เรื่องราวของความก้าวหน้าใหม่ๆ ในแวดวงวิทยาศาสตร์

 

แต่ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้อยู่ที่การค้นพบใหม่ๆ หากอยู่ที่การใช้การค้นพบเหล่านั้นในทางที่ช่วยลดทอนความไม่เท่าเทียม ……

 

ผมออกจากมหาวิทยาลัยโดยแทบไม่รู้เลยว่า …..เกี่ยวกับคนหลายล้านคนที่อยู่กับความแร้นแค้นเหนือคำบรรยายและโรคร้ายต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา เวลาผ่านไปหลายสิบปี กว่าผมจะรู้เรื่องนี้……..

 

….เราสามารถทำให้พลังของตลาดทำงานในทางที่ช่วยเหลือผู้ยากไร้มากขึ้น ถ้าเราสามารถพัฒนาทุนนิยมที่สร้างสรรค์กว่าเดิม[vii]ในทางที่รับใช้ผู้ยากไร้ที่กำลังเดือดร้อนจากความไม่เท่าเทียมอันร้ายกาจที่สุด

 

สมาชิกครอบครัวฮาร์วาร์ดทุกท่าน สนามแห่งนี้คือหนึ่งในศูนย์รวมของพรสวรรค์ทางปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่ออะไรกัน? ….ฮาร์วาร์ดจะทุ่มเทมันสมองเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อของสถาบันแห่งนี้ได้หรือไม่?

 

ผมมีคำวิงวอนข้อหนึ่งที่อยากจะร้องขอต่อท่านอธิการบดีและเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ผู้เป็นผู้นำทางความคิดของฮาร์วาร์ด – ในขณะที่พวกท่านจ้างอาจารย์ใหม่ มอบตำแหน่ง ทบทวนหลักสูตร และกำหนดเงื่อนไขของการมอบปริญญาบัตร กรุณาถามกันเองว่า:  เราควรทุ่มเทมันสมองที่ดีที่สุดของเราให้กับการแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดหรือไม่?

 

ฮาร์วาร์ดควรสนับสนุนให้คณาจารย์พุ่งเป้าไปที่ความไม่เท่าเทียมกันที่ร้ายแรงที่สุดในโลกหรือไม่? ควรหรือไม่ที่นักศึกษาฮาร์วาร์ดจะได้เรียนเกี่ยวกับความเข้มข้นของความยากจนในโลกความอดอยากอันแพร่หลาย ปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาดเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้ไปโรงเรียน เด็กๆ ที่ตายจากโรคร้ายที่เรารักษาได้?

 

ควรหรือไม่ที่กลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ที่สุดในโลก จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของกลุ่มคนที่ไร้สิทธิที่สุด? …….คนที่ได้รับอะไรไปมาก ย่อมถูกคาดหวังว่าจะให้มากเช่นกัน…. เมื่อพวกคุณลองคิดถึงสิ่งที่พวกเราทุกคนในสนามแห่งนี้ได้รับ ไม่ว่าจะในด้านพรสวรรค์ อภิสิทธิ์ และ โอกาส พวกคุณก็จะเห็นว่าสิ่งที่โลกนี้ควรคาดหวังจากเรานั้น แทบไม่มีข้อจำกัดใดๆ เลย

 

….จงทำตัวเป็นนักเคลื่อนไหว จงต่อกรกับความไม่เท่าเทียมอันร้ายกาจ การทำแบบนี้จะกลายเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิตคุณ

. . . . . ..  . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ผมไม่แน่ใจว่า พวกเรา นศ.ธรรมศาสตร์ ยังจะต้องถามตัวเองอีกไหมว่า ทำไมเราจึงควรจะช่วยเหลือคนที่ไม่มีโอกาส คนยากไร้

หรือเหตุผลที่ว่า เมื่อคุณได้รับโอกาสไปมาก ย่อมถูกคาดหวังว่าจะให้มากเช่นกัน หรือ ด้วยจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่หล่อหลอมตัวตนคุณมา ยังไม่ช่วยทำให้คุณเข้าใจ …แต่ถ้าหากคุณยังมีคำถามคาใจต่อเรื่องเหล่านี้……อืม อันนี้ผมคิดว่า อาจารย์อย่างผมก็ต้องคิดให้หนักละครับ  

 

ขอย้ำอีกทีนะครับ ว่าเนื้อหาข้างต้น มีทั้ง ข้อคิด ข้อแนะนำต่อการใช้ชีวิต ทั้งที่เป็น 1) เรื่องส่วนตัว 2) เรื่องของการจัดความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ  และ 3) เรื่องของตัวเองกับสังคม

 

สุดท้ายของ the last paper  ผมอยากจะย้ำว่า มันไม่สำคัญหรอกครับว่า เมื่อจบไปแล้ว คุณจะมีอาชีพอะไร เพราะอาชีพ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคุณจากโลกนี้ไป คนรุ่นหลังเขาไม่สนใจหรอกว่าคุณทำอาชีพอะไร ได้เงินเดือนเท่าไร มีรถกี่คัน บ้านกี่หลัง 

 

สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงว่า คุณได้ทำอะไรให้คนรุ่นเขาบ้าง นั่นจึงสำคัญว่า คุณจะดำเนินชีวิตหลังมหาวิทยาลัยให้มีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร ให้สมกับความภาคภูมิใจที่คุณมีเช่นเดียวกับวันแรกที่คุณก้าวเข้ามาในธรรมศาสตร์ ให้สมกับความภาคภูมิใจว่าคุณได้เข้ามาซึมซับจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ไป เท่านั้นเอง

 

บุญรักษา forever ครับ

อ.หมู 

 

 

ปล. การอ้างอิงที่ เท้ากระดาษ (footnote) ซึ่งดูรกรุงรังนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า การทำเพื่อให้เห็นว่า เอกสารชิ้นนี้มีลักษณะเป็น เอกสารวิชาการชิ้นสุดท้ายจริงๆ


[i] ศ.เรนดี้ เป็นศาสตรจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ริเริ่มโครงการ Alice แกมาบรรยาย The Last Lecture นี้ เมื่อ 18 สิงหาคม 2550 ซึ่งในตอนนั้นมะเร็งได้ลุกลามไปยังตับและม้ามแล้ว  และแกเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานี่เองครับ ดังนั้น นั่นจึงเป็นการบรรยายครั้งสุดท้ายของแกจริงๆ ……อ่านเพิ่มเติมได้ใน blog ของผม https://wwisartsakul.wordpress.com/2008/07/29

 

[ii]อ้อ ผมอยากบอกว่า พวกคุณรุ่นนี่ ถูกจัดเขาเป็นคนในยุค Generation D อายุไม่เกิน 25 เป็นยุคของการเป็น ผู้สร้าง ดัดแปลง เทคโนโลยี  ลักษณะสำคัญของคนรุ่นนี่ คือ  3 D : Digital / Download / Delete 3 F : Freeload / Freelance / Freedom  และ 3 I : Intelligence / Individual / Independent

 

[iii]พูดถึงเรื่อง ความรู้ แล้ว อดไม่ได้ ที่จะพาดพิงไปถึงคำว่า การจัดการความรู้ที่เราคุ้นกันดี ผมอยากให้เราตระหนักให้ดีว่า สิ่งที่เราจะจัดการนั่น เป็นความรู้ประเภท living knowledge (เป็นมนุษย์ เป็นชีวิต)  หรือ death knowledge  (เป็นตัวหนังสือ)  เพราะทั้ง 2 อย่างนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

[iv]เล่มนี้แปลโดย สมพร วรรธนะสาร วาร์นาโด จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน (2546)

 

[v]เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมอยาก ยัดเยียดให้คุณ ได้ไปลองหามาอ่านกันดูครับ เรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล เจ้าของ blog คนชายขอบ http://www.fringer.org/

 

[vi]บิล เกตส์ ได้รับเชิญให้ กล่าวสุนทรพจน์ ในวันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 50

 

[vii]บิล เกตส์ เขียนบทความเรื่อง Making Capitalism More Creative เพื่อขยายความสิ่งที่เขาพูดนี้ เกี่ยวกับที่ว่า จะใช้ระบบทุนนิยมในการช่วยเหลือคนด้อยโอกาสได้อย่างไร  ใน TIME ฉบับวันที่ .31 ก.ค. 2552 ไปหาอ่านได้ที่นี่ ครับ http://www.time.com/time/business/article/0,8599,1828069,00.html.  และโชคดีที่มีรุ่นพี่ธรรมศาสตร์แปลเป็นไทยให้แล้ว http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000098465

Advertisements
 
1 ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 31, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

One response to “The Last Paper

  1. viobo

    กันยายน 2, 2008 at 2:32 am

    จารย์เชิงอรรถตัวใหญ่มาก

    ยังไม่ทันได้อ่านเจอเชิงอรรถแล้วตกใจ

    พออ่านจบแล้วก็จำได้เลยว่า…

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: