RSS

How to Fix Capitalism : ทางออกของทุนนิยม

01 ก.ย.
ผมได้รับ บทความนี้จาก น้องอุ๊ (กฤตยา ศรีสรรพกิจ) ซึ่งแปลจากงานเขียนของ บิล เกตส์ เรื่อง Making Capitalism more Creative ซึ่งผมเคยกล่าวถึงแล้ว  ………น่าสนใจ ครับ ดูมุมมองของมหาเศรษฐีกันครับ
…………………………………………………………………………………………………..

คนทั้งโลกต่างรู้ดีว่า บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่บริจาคเงินเข้าองค์กรสาธารณะประโยชน์จำนวนมากในแต่ละปี และเขาก็พยายามผลักดันเรียกร้องให้คนที่มีโอกาสที่ดีกว่าหันมาสนใจคนที่เข้าถึงโอกาสได้น้อยกว่าซึ่งมีอยู่ทั่วโลก
       
       
ไม่ว่าบางคนจะยอมรับระบบทุนนิยมได้หรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นจริงทุกวันนี้ก็คือ ทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนโลกทั้งโลก แม้ว่าบ่อยครั้งที่เราเห็นความโหดร้ายของมัน แต่เราคงต้องยอมรับว่าทุนนิยมเองก็ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นกว่าอดีตมาก
       
       เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บิลล์ เกตส์ ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนผ่านนิตยสารระดับโลกอย่าง TIME บทความของเขาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ยังไปไม่ถึง ไปไม่ถึงจุดที่ทุนนิยมสามารถดูแลผู้คนและมีหน้าตาเป็นมนุษย์มากกว่าที่อยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นที่ตัวระบบเองที่เราต้องหาวิธีดูแล แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังคิดกับมันไม่มากพอหรือเปล่า ดังที่บิลล์ เกตส์พยายามชี้ให้เห็นในบทความของเขา
       
       มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าบิลล์ เกตส์จริงใจแค่ไหนหรือต้องการเพียงชื่อเสียงจากภาพลักษณ์เศรษฐีใจบุญ แต่ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร ใครจะทำอะไรด้วยแรงจูงใจแบบไหน แต่ถ้ามันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสที่เลี้ยงชีวิตด้วยเงินเพียง 1 เหรียญต่อวัน นั่นก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่หรือไม่
       
       สังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลาย มาช่วยกันพัฒนาสังคมในรูปแบบของตัวเอง ไม่ผูกขาดการทำความดี แม้จะมีความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็ยังสามารถร่วมทางกัน เพื่อช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น นั่นจะเป็นการดีกว่าหรือไม่
       เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีพื้นฐานของความเป็นคน…ที่ต้องการความสุขไม่ต่างกัน
       ……………..

       

       *How to Fix Capitalism
       สิ่งที่เรามักจะหลงลืมไปเมื่อเผชิญภาวะยากลำบากก็คือ ทุนนิยมได้ช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันทุนนิยมก็ได้ละทิ้งผู้คนอีกนับพันล้านไว้เบื้องหลังของการพัฒนาเช่นกัน คนกลุ่มหลังนี้มีข้อจำกัดมากมายที่ไม่สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบที่มีคุณค่าในกลไกของตลาดได้ ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่กับความยากจน โรคภัยที่สามารถป้องกันได้ และไม่มีโอกาสที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่เขาควรจะทำได้
       
       รัฐบาลและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรสาธารณะประโยชน์มีบทบาทที่สำคัญมากในการช่วยเหลือคนเหล่านี้ แต่มันจะใช้เวลายาวนานเกินไปถ้าพวกเขาต้องทำอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ภาคธุรกิจซึ่งมีความสามารถพิเศษในการสร้างนวัตกรรมและคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนจนได้
       
       แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากความสามารถพิเศษนี้ เราจำเป็นต้องมีระบบทุนนิยามที่สร้างสรรค์ขึ้น (Creative Capitalism) ขยายขอบข่ายของกลไกทางการตลาด เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถได้ประโยชน์มากขึ้นจากการทำงานเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก เราต้องมียุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อดึงให้ผู้คนเข้ามาสู่ระบบนี้มากขึ้น-ระบบทุนนิยม ที่ได้สร้างคุณค่ามากมายให้แก่โลกใบนี้
       
       แม้จะยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย แต่ข่าวดีก็คือ ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ได้อยู่กับเราอยู่แล้ว บริษัทบางแห่งได้ค้นพบตลาดใหม่ท่ามกลางคนยากจน สำหรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ และบางครั้งด้วยความช่วยเหลือและผลักดันจากองค์กรภาคสังคมก็ได้เห็นว่า-พวกเขา-ภาคธุรกิจสามารถทำความดีและได้ดีไปด้วยกันได้อย่างไร
       
       ตัวอย่างหนึ่งจากชีวิตจริง คืนหนึ่งผมนั่งคุยกับโบโน (นักร้องนำวงยูทู) ซึ่งผมคิดว่าเขาบ้ามาก เรานั่งคุยกันจนดึกดื่น เขาพร่ำเล่าถึงกลยุทธ์ที่จะดึงให้ธุรกิจมาช่วยแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยต่างๆ แล้วเขาก็เริ่มโทรศัพท์ไปเบอร์ส่วนตัวของประธานบริษัทใหญ่หลายแห่ง โยนโทรศัพท์มาให้ผมฟังเสียงตอบที่งัวเงียแต่เจือไปด้วยความกระตือรือร้น
       
       ด้วยความบ้าระห่ำอย่างต่อเนื่องของโบโนก่อให้เกิดการรณรงค์ในชื่อ การรณรงค์สีแดง’ (Red Campaign) วันนี้บริษัทดังๆ เช่นแก๊ป (Gap) ฮอลล์มาร์ก (Hallmark) และเดลล์ (Dell) ขายสินค้าของพวกเขาภายให้ยี่ห้อ สีแดง’ (RED-branded product) และบริจาคกำไรส่วนหนึ่งเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ ไมโครซอฟท์ก็เข้าร่วมด้วย นี่คือสิ่งที่วิเศษสุด บริษัทได้สร้างประโยชน์และเพิ่มยอดขายไปด้วยกัน ผู้บริโภคมีช่องทางแสดงการสนับสนุนสิ่งที่ดี และที่สำคัญที่สุดมันช่วยชีวิตคนได้
       
       ในปีครึ่งที่ผ่านมา RED ระดมทุนได้ถึง 100 ล้านเหรียญสำหรับกองทุนนานาชาติเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ซึ่งทำให้คนกว่า 80,000 คนสามารถเข้าถึงยาที่จะช่วยชีวิตเขาได้ และช่วยให้คนกว่า 1.6 ล้านคนได้รับการตรวจเชื้อ HIV นี่คือทุนนิยมที่สร้างสรรค์
       
       ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และไม่ใช่การล้มหลักการทุนนิยมแบบเดิม แต่เป็นทางออกของคำถามที่สำคัญที่สุดที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะกระจายผลประโยชน์จากทุนนิยมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมหาศาลอันเป็นผลจากระบบนี้ไปสู่คนที่ถูกละเลยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด?
       
       *โลกกำลังดีขึ้น

       
อาจดูเป็นเรื่องแปลกที่จะพูดถึงทุนนิยมที่สร้างสรรค์ เมื่อเรากำลังต้องจ่ายค่าน้ำมันที่สูงมาก และหลายๆ คนมีปัญหาในการผ่อนบ้าน ไม่มีข้อสงสัยว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้เป็นเรื่องจริง ผู้คนกำลังเดือดร้องจริงๆ และควรจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ไม่ใช่คำตอบสำหรับความผันแปรของวงจรเศษรฐกิจระยะสั้น แต่มันเป็นการตอบโต้ต่อข้อเท็จจริงระยะยาวที่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่าศตวรรษที่ผ่านมา
       
       ในหลายประเทศผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คนจำนวนมากขึ้นมีสิทธิในการลงคำแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงความคิดเห็น และมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ผ่านมา ถึงวันนี้เราจะยังมีปัญหามากมาย เราก็มีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดกว่าที่เคยมีมาแล้ว โลกกำลังดีขึ้น
       
       แต่ปัญหาก็คือ มันไม่ดีขึ้นเร็วเพียงพอ และไม่ได้ดีขึ้นสำหรับทุกคน คนกว่าพันล้านคนมีชีวิตอยู่ด้วยเงินไม่ถึงหนึ่งเหรียญต่อวัน พวกเขาไม่มีอาหารที่มีคุณค่า น้ำ และไฟฟ้าที่เพียงพอ นวัตกรรมที่น่ามหัศจรรย์ต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น วัคซีน และไมโครชิป ได้ลอยผ่านพวกเขาไป และนี่คือบทบาทของรัฐบาลและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในมุมมองของผม ธรรมชาติของคนมีแรงผลักดัน 2 อย่าง-ผลประโยชน์และความห่วงใยผู้อื่น
       
       ทุนนิยมได้เชื่อมร้อยผลประโยชน์ของคนในรูปแบบที่มีคุณค่าและยั่งยืน แต่สำหรับคนที่สามารถจ่ายได้เท่านั้น ความช่วยเหลือของภาครัฐและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ เป็นช่องทางแห่งความห่วงใยสำหรับคนที่ไม่สามารถจ่ายได้ แต่ความเหลื่อมล้ำนี้จะแก้ไขได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ถ้าเราสามารถดึงพลังจากกลไกตลาดมาช่วย ซึ่งรวมถึงนวัตกรรมที่พัฒนามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนยากจน เราจำเป็นต้องมีระบบที่ดีขึ้นในการดึงนักพัฒนานวัตกรรมและภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้
       
       โดยธรรมชาติแล้ว ถ้าธุรกิจจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเขาย่อมต้องการได้รับอะไรบางอย่างตอบแทน มันเป็นหัวใจของทุนนิยมที่สร้างสรรค์ มันไม่ใช่เพียงการขอให้ธุรกิจบริจาคเงินมากขึ้นหรือมีคุณธรรมมากขึ้น แต่เป็นการให้แรงจูงใจที่เป็นจริงในการนำความเชี่ยวชาญของเขามาใช้เพื่อคนที่ถูกละเลย ซึ่งเป็นไปได้สองทางคือ ธุรกิจหาแนวทางให้ตัวเอง หรือรัฐและองค์กรสาธารณประโยชน์ช่วยสร้างโอกาสซึ่งอาจจะไม่ได้มีมาก่อน
       
       *สิ่งที่หายไป

       
จากที่ C. K. Prahalad ได้บอกไว้ในหนังสือของเขา ‘The Fortune at the Bottom of the Pyramid’ มีช่องทางทางตลาดมากมายทั่วโลกที่ธุรกิจมองข้ามไป การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่ากลุ่มคนที่ยากจนที่สุด 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด มีอำนาจการซื้อรวมกันถึง 5 ล้านล้านเหรียญ ปัจจัยหลักที่ทำให้กลไกตลาดขับเคลื่อนได้ค่อนข้างช้าในการตอบสนองต่อประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา เป็นเพราะเราไม่ได้ใช้เวลาเพียงพอในการศึกษาความต้องการของตลาดนั้นๆ
       
       ผมเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นที่ไมโครซอฟท์เช่นกัน เป็นเวลาหลายปีที่ไมโครซอฟต์ได้บริจาคเงินและซอฟท์แวร์รวมมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญ เพื่อนำเอาเทคโนโลยีไปให้คนที่ไม่อาจเข้าถึงเองได้ เพื่อพยายามที่จะเชื่อมช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) แต่ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงของเราอยู่ที่การสร้างซอฟต์แวร์ที่ช่วยแก้ปัญหา และเมื่อไม่นานมานี้อีกที่เราได้ค้นพบว่าเราไม่ได้นำความเชี่ยวชาญนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์เท่าที่ควร ในการแก้ปัญหาในประเทศกำลังพัฒนา
        
       ดังนั้น ตอนนี้เราจึงมองความไม่เท่าเทียมกันเป็นปัญหาทางธุรกิจเช่นเดียวกับประเด็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้วยการบริจาค เรากำลังพัฒนา Visual Interface ที่ช่วยให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านไม่ค่อยออกสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ ด้วยการฝึกอบรมที่น้อยที่สุด
       
       ส่วนอีกโครงการหนึ่งจะทำให้นักเรียนทั้งห้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวได้ โดยพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้เด็กแต่ละคนใช้เม้าส์ของตัวเองควบคุมลูกศรที่มีสีเฉพาะตัว โดยเด็กจำนวนถึง 50 คน สามารถใช้คอมพิวเตอร์ตัวเดียวกันได้พร้อมๆ กัน นี่เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมากสำหรับโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ไม่พอ และตอบรับต่อตลาดที่เราไม่เคยได้ศึกษามาก่อน
       
       โทรศัพท์มือถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตลาดในประเทศกำลังพัฒนากำลังเติบโตอย่างมาก แต่ก่อนหน้านี้ธุรกิจได้ประเมินความเป็นไปได้ไว้ต่ำกว่าที่เป็นจริงมาก เมื่อปี 2000 บริษัท โวโดโฟน ได้เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทมือถือในเคนยา และประเมินว่าน่าจะมีผู้ใช้บริการสูงสุดถึง 400,000 คน
       
       วันนี้ บริษัท ซาฟารีคอม มีผู้ใช้บริการถึง 10 ล้านคน ซึ่งพวกเขามาถึงตรงนี้ได้โดยการหาวิธีที่สร้างสรรค์ในการให้บริการชาวเคนยาที่ยากจน เช่น ไม่ได้คิดเงินเป็นนาทีแต่คิดเป็นวินาที เพื่อคงค่าใช้จ่ายให้ไม่สูงเกินไป ซาฟารีคอมได้กำไรและก็ได้ทำประโยชน์ให้สังคมด้วย เกษตรกรใช้โทรศัพท์มือถือในการหาราคาที่ดีที่สุดจากตลาดใกล้เคียง และมีวิธีใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นมากมาย เช่น ใช้เก็บเงินและโอนเงินผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถ้าจะต้องถือเงินสดเป็นระยะทางไกล วิธีนี้ก็จะป้องกันการถูกปล้นได้
       
       สิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์จากการที่ธุรกิจมองเห็นโอกาสที่เคยมองข้ามไป แต่ตั้งแต่ผมเริ่มพูดถึงทุนนิยมที่สร้างสรรค์ ก็มีคนตั้งข้อสงสัยว่าตลาดใหม่เหล่านี้จะมีอยู่จริงหรือ พวกเขาถามว่าถ้าโอกาสเหล่านั้นมีอยู่จริง ก็น่าจะมีใครหาเจอไปแล้ว
       
       ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แนวคิดนี้เชื่อว่าธุรกิจได้ศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว ทัศนคตินี้ทำให้ผมนึกถึงโจ๊กเก่าๆ เกี่ยวกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เดินไปตามถนนกับเพื่อนแล้วเดินข้ามธนบัตร 10 เหรียญที่อยู่บนพื้นไป เพื่อนถามว่าทำไมไม่หยิบธนบัตรนั้นขึ้นมา เขาตอบว่า
       
       ‘เป็นไปไม่ได้ที่มันจะอยู่ตรงนั้น เพราะถ้ามีอยู่จริงก็น่าจะมีใครหยิบไปแล้ว!
       หลายบริษัทก็พลาดคล้ายๆ กันนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่เราจะพลาดโอกาสเหล่านี้ไป มันน่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มาก ถ้านักวิจัยและนักยุทธศาตร์ในบริษัทต่างๆ จะพบปะเป็นประจำกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความต้องการของคนยากจน และหาทางออกใหม่ๆ ร่วมกัน
       
       นอกจากการหาตลาดใหม่หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้ว บริษัทยังสามารถช่วยคนจนได้โดยการลดราคาสินค้า ธุรกิจอย่างซอฟต์แวร์และยามีค่าใช้จ่ายในการผลิตถูกมาก จึงสามารถที่จะหากำไรมากขึ้นในประเทศที่รวยแล้ว และกำไรน้อยกว่าหรือเท่าทุนในประเทศที่ยากจนกว่า
       
       สำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถตั้งราคาหลายระดับแบบนี้ได้ก็สามารถได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้น จากการช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถจ่ายได้ ธุรกิจที่ร่วมใน RED Campaign ได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ที่ต้องการจะมีส่วนร่วมกับการสร้างสิ่งดีๆ ที่มีความหมาย ซึ่งอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การเลือกผลิตภัณฑ์แบบนี้แทนผลิตภัณฑ์อื่นๆ
       
       ยังมีประโยชน์อื่นๆ สำหรับธุรกิจที่ทำงานที่ดีแบบนี้ พวกเขาจะสามารถหาคนทำงานและรักษาพนักงานที่ดีได้มากขึ้น คนรุ่นใหม่วันนี้ทั่วโลกต้องการทำงานให้องค์กรที่เขาสามารถรู้สึกดีด้วยได้ การแสดงให้พวกเขาเห็นว่าองค์กรได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือคนยากจน คนรุ่นใหม่ก็จะตอบแทนด้วยการทุ่มเทในการทำงานมากขึ้น
       
       *สร้างแรงจูงใจใหม่
       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าธุรกิจจะมองหาโอกาสแค่ไหน หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน ก็ยังมีปัญหาที่กลไกตลาดที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ มาลาเรียเป็นตัวอย่างที่ดีมาก คนที่ต้องการยาและวัคซีนมากที่สุดเป็นคนที่มีความสามารถในการจ่ายน้อยที่สุด ยาและวัคซีนเหล่านี้จึงไม่ได้รับการพัฒนา
       
       ในกรณีนี้รัฐและองค์กรสาธารณะประโยชน์สามารถสร้างแรงจูงใจได้ ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางของทุนนิยมที่สร้างสรรค์ แรงจูงใจอาจจะเป็นเรื่องตรงไปตรงมา เช่น การให้การชื่นชมในที่สาธารณะต่อธุรกิจที่รับใช้คนยากจน องค์กรไม่แสวงหากำไรของเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ มูลนิธิเพื่อการเข้าถึงยา ได้ตีพิมพ์รายงานที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทยาไหนบ้างที่ได้พัฒนายาสำหรับคนจนในประเทศกำลังพัฒนา และช่วยให้พวกเขาเข้าถึงมันได้ เมื่อผมคุยกับผู้บริหารของบริษัทยา พวกเขาบอกว่าเขาอยากทำอะไรมากขึ้นสำหรับโรคที่ไม่ได้รับการเหลียวแล แต่อย่างน้อยเขาก็จำเป็นต้องได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผลงานของเขาด้วย ซึ่งรายงานนี้มีผลอย่างมาก
       
       การประชาสัมพันธ์มีค่ามาก แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แม้แต่การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็อาจไม่มีมูลค่าพอสำหรับการจ่ายค่าวิจัย 10 ปีสำหรับยาตัวใหม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐต้องมีแรงจูงใจให้มากขึ้น เช่น ในอเมริกากฏหมายระบุไว้ว่า บริษัทยาที่พัฒนาการรักษาสำหรับโรคที่ไม่ได้รับการเหลียวแล เช่น มาลาเรีย จะได้อภิสิทธิ์ในการได้รับการพิจารณาก่อนจากองค์การอาหารและยาสำหรับสินค้าตัวอื่นที่บริษัทนั้นผลิตขึ้น การได้อภิสิทธิ์ในการพิจารณาก่อนนี้อาจมีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีมากที่รัฐจะให้การช่วยเหลือนอกจากวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และน่าจะช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น
       
       *ก้าวต่อไป
       อีกแนวทางหนึ่งที่ธุรกิจน่าจะทำ คือการอุทิศเวลาบางส่วนของนักพัฒนานวัตกรรมชั้นนำของบริษัทให้แก่การหาทางช่วยเหลือคนด้อยโอกาสที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แนวทางนี้จะนำเอาพลังสมองที่ช่วยให้ชีวิตคนรวยดีขึ้นมาช่วยเหลือคนอื่นบ้าง
       
       ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายรูปแบบ ทั้งด้านยา อาหาร โทรศัพท์มือถือ การเงิน แต่เรายังสามารถทำได้อีกมาก รัฐน่าจะสร้างแรงจูงใจมากขึ้น ขยายแนวคิดการทำและเผยแพร่รายงานของธุรกิจที่ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเพื่อให้ธุรกิจได้ภาพลักษณ์ที่ดีจากสิ่งดีๆ ที่ทำจริง ผู้บริโภคสามารถตอบแทนธุรกิจที่ดีด้วยการซื้อสินค้านั้นๆ แทนสินค้าจากบริษัทอื่น ลูกจ้างสามารถถามนายจ้างว่าได้ทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ถ้าเราร่วมมือกันเราน่าจะสามารถผ่านปัญหาที่เลวร้ายที่สุดนี้ไปได้

Advertisements
 
1 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 1, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

One response to “How to Fix Capitalism : ทางออกของทุนนิยม

  1. wishubetterdays

    กันยายน 5, 2008 at 11:48 am

    ทุนนิยม ไม่ได้เป็นแนวคิดที่แปลว่าเอาแต่ตัวรอด ..แต่คนที่เอามันมาใช้ มาทำให้มันเป็นอย่างนั้นไปเอง เพราะเขาเพิกเฉยต่อความรู้สำนึก หรือไม่ก็.. ตั้งใจโลภ

    เห็นด้วยกับการใช้ความสามารถของเราให้เป็นประโยชน์กับทั้งผู้อื่น และตนเองค่ะ

    ในเมืองไทย มีคนที่คิดดี ทำดี แบบนี้อยู่แน่ๆ ..มากด้วย

    ที่ดิฉันทราบ เด็กๆ ยังทำได้ ดู The Giving the Gift of Life Foundation (www.nat-studio.com) นะคะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: