RSS

บทเรียนการเมืองใหม่ละตินอเมริกา

22 ก.ย.

ผมคัดลอกมาจาก กรุงเทพฯ ธุรกิจ วันที่ 22 ก.ย. นะครับ เป็น ประเด็นที่ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลอิสระ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับละตินอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง “การเมืองใหม่ในละตินอเมริกา” ในวงเสวนาเรื่อง “ทางแพร่งประชาธิปไตยกับการเมืองที่ใหม่กว่า” เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่สมาคมนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย …….

ภัควดี เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า เหตุใดปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวสังคมจำนวนมากจึงหันไปมองละตินอเมริกาในปัจจุบัน? จากนั้นก็ขยายความว่า หลังจากได้รับฉายานามอันน่าเศร้ามาหลายทศวรรษว่า “หลังบ้านของสหรัฐอเมริกา” ละตินอเมริกาในยามนี้ได้รับขนานฉายาใหม่อย่างน่าระทึกใจ ไม่ว่าจะเป็น “ห้องทดลองขบวนการสังคมใหม่” หรือ “สังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21”

ความปั่นป่วนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในภูมิภาคนี้ดำเนินมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความอลหม่านทั้งหมดนี้ การดำเนินการทางการเมืองแบบใหม่ได้เกิดขึ้นและสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก กับสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการสังคมใหม่” หรือ “ขบวนการความยุติธรรมโลก”

ภัควดี สรุปบทเรียนที่ได้จากการเมืองใหม่ในละตินอเมริกาว่า ขบวนการประชาชนและ “การเมืองใหม่” มีความหลากหลายมาก มีทั้งการเมืองเพื่อยึดอำนาจรัฐและดำเนินการเปลี่ยนแปลงสังคม“โดยรัฐ” เช่น คิวบา เวเนซุเอลา โบลิเวีย เอกวาดอร์ เป็นต้น

มีขบวนการประชาชนที่อยู่“ภายในรัฐ” และพยายามดำเนินการกดดันรัฐ โดยรักษาความเป็นอิสระของตนไว้ เช่น ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินในบราซิล ขบวนการปีเกเตโรส์ (ขบวนการแรงงานไร้งาน) ในอาร์เจนตินา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีขบวนการที่แยกตัวออกมาอยู่“นอกรัฐ”โดยสิ้นเชิง เช่น ขบวนการซาปาติสตา ในเม็กซิโก

บทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินการทางการเมืองของประชาชนชาวละตินอเมริกา สรุปได้ดังนี้ เพราะหากไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์กร ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่มวลชนที่ถูกปลุกระดมโดยนักวาทศิลป์ องค์กรทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิด องค์กรจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิของตน โดยเฉพาะสิทธิของแรงงาน ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ

1.การจัดตั้งองค์กรคือหัวใจของขบวนการประชาชน

การยอมรับสิทธิของแรงงานคือรากฐานที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย เพราะแรงงานคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากปราศจากองค์กรแรงงานที่แท้จริง ความเปลี่ยนแปลงจะไม่ยั่งยืนและไม่ถึงรากถึงโคน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งความสมานฉันท์ของประชาชน (ระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นแรงงาน) เกิดขึ้นโดยเป็นปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์เท่านั้น จากนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

หากปราศจากขบวนการและองค์กรแรงงาน ประชาชนก็ไม่สามารถกดดันพรรคการเมืองให้ดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้ อีกทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยการมีองค์กรประชาชนจำนวนมากและหลากหลายที่ครอบคลุมหลายภาคส่วน พลเมืองที่ไม่มีองค์กรรองรับย่อมไม่มีทางมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีพลัง

2.โครงสร้างการจัดตั้งองค์กรแนวใหม่

– การนำเป็นหมู่คณะ ผู้นำในองค์กรประชาชนของละตินอเมริกามักไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ทำงานหนัก ส่วนคนพูดเก่งมักจะเป็นโฆษก ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลการจูงใจของนักวาทศิลป์

– การจัดตั้งองค์กรแนวระนาบ ช่วยให้มีประชาธิปไตยในองค์กรมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดประชาธิปไตยทางตรง ทุกคนมีสิทธิมีเสียงและอำนาจมาจากเบื้องล่างอย่างแท้จริง

– การจับมือร่วมกับขบวนการสังคมต่างๆ หลายภาคส่วน โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกัน แม้จะมีความคิดเห็นต่างกันในบางเรื่องก็ตาม

– การจับมือข้ามชาติในลักษณะสากลนิยม การต่อสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้น จำเป็นต้องมีความเป็นโลกาภิวัตน์เท่าๆ กับระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน โดยไม่ยึดติดกับลัทธิชาตินิยม

– ความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองและนักการเมือง จะทำให้องค์กรประชาชนรักษาความชอบธรรมไว้ได้ หากองค์กรจะสนับสนุนนักการเมือง ก็ต้องตั้งเงื่อนไขไว้เสมอ

3.การทดลองทางเลือกใหม่ๆ เช่น ขบวนการกอบกู้กิจการโดยคนงาน สมัชชาละแวกบ้าน ระบอบประชาธิปไตยทางตรงซึ่งตัวแทนถูกถอดถอนได้ตลอดเวลา เป็นต้น

4.การสร้างความหมายใหม่ให้แก่ชุมชน โดย “ชุมชน” ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีลักษณะแบบเดียวกับ “ชุมชน” ตามจารีตประเพณี ในละตินอเมริกานั้น “ชุมชน” อาจนิยามจากที่อยู่อาศัย (ละแวกบ้าน) ศาสนา เชื้อชาติ (ชาวพื้นเมือง) สถานประกอบการ (กิจการที่คนงานกอบกู้) ชมรม (ชมรมโบลิวาร์) แม้กระทั่งสหภาพแรงงานก็ถือเป็น “ชุมชน” อย่างหนึ่งได้ หรือ direct action คือการสร้างอุดมคติขึ้นมาในวันนี้โดยไม่ร้องขอจากอำนาจรัฐ หรือรอให้ยึดอำนาจรัฐเสียก่อน การยึดสถานประกอบการมาบริหารเองของแรงงาน การสร้างเขตปกครองตนเองของซาปาติสตา การยึดที่ดินของขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (ในบราซิล) ล้วนเป็นปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าซึ่งประสานวิธีการกับเป้าหมายเข้าด้วยกัน

5.ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้า

จากบทเรียนที่ได้ ภัควดี ยังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระะหว่างขบวนการประชาชน องค์กรทางการเมือง และรัฐบาล เอาไว้อย่างน่าสนใจ

“ประเด็นสำคัญที่ควรครุ่นคิดให้ดีก็คือ อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างขบวนการประชาชน องค์กรทางการเมือง และรัฐบาล ในสมัยก่อนความสัมพันธ์มีลักษณะแนวตั้ง กล่าวคือองค์กรทางการเมืองเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แล้วรัฐบาลปกครองหรืออุปถัมภ์ประชาชนอีกทีหนึ่ง โดยที่องค์กรทางการเมืองอ้างความเป็นตัวแทนประชาชน

เมื่อองค์กรในละตินอเมริกานำวิธีการจัดตั้งแนวระนาบมาใช้ ถึงแม้จะสร้างความสัมพันธ์แบบเครือข่ายแนวระนาบและประชาธิปไตยทางตรงได้ แต่เมื่อองค์กรต้องสัมพันธ์กับรัฐ ความสัมพันธ์ก็ยังต้องเป็นแนวตั้งอยู่ดี ซาปาติสตาพยายามก้าวข้ามปัญหานี้ โดยทำให้มวลชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กรทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน แต่ซาปาติสตาทำเช่นนี้ได้ เนื่องจากพวกเขาเป็นเขตปกครองตนเอง

เมื่อหันมามองสภาพความเป็นจริงของรัฐต่างๆ ซึ่งยากที่จะทำให้องค์กรทางการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน ทางออกอย่างหนึ่งคือ การพยายามจัดตั้งองค์กรประชาชนให้มากๆ แต่คำถามก็ยังคงมีอยู่ดีว่า องค์กรทางการเมืองแบบไหนที่ควรเป็นตัวกลางสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลังประชาชนกับโครงสร้างรัฐ”

เป็นคำถามที่ต้องช่วยกันขบคิดต่อไปสำหรับสังคมไทย…และคำตอบอาจไม่ใช่พันธมิตรฯ!

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 22, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: