RSS

ตัวแทนกลุ่มอาชีพ

06 ต.ค.
บทความนี้เขียนโดย อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์
นักวิชาการที่ไปร่วมกับพันธมิตรท่านหนึ่งเสนอว่า ในระบบ “การเมืองใหม่” ส่วนหนึ่งของ ส.ส.ในสภาควรเลือกจากกลุ่มอาชีพ ความคิดนี้ไม่ใหม่อะไร ถูกเสนอและแม้แต่นำมาใช้จริงในเมืองไทยแล้ว เช่น การเลือกสมาชิกของสภาที่ปรึกษาฯ เป็นต้น

แต่ที่จริงแล้ว แนวคิดนี้ไม่ได้นำเราไปสู่ประชาธิปไตยยิ่งขึ้นแต่อย่างไร (ถ้าประชาธิปไตยหมายถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุกคนในการต่อรองเชิงนโยบาย)

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งใช้การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองตนเองของประชาชนก็คือ สิทธิเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่บนฐานของปัจเจกบุคคล (ที่เป็น “ผู้ใหญ่” แล้ว) ปัจเจกบุคคลในภาษาตะวันตกมีความหมายถึงคนที่สามารถเรียนรู้ได้และคิดได้เอง นิยามนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงของชีวิตนัก เพราะความสามารถของมนุษย์ในการเรียนรู้และคิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่สัมพันธ์กับสังคมรอบตัว ไม่เกี่ยวกับการศึกษาในระบบนัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านนอกคอกนา หรือราชบัณฑิตก็เรียนรู้และคิดโดยต้องสัมพันธ์กับสังคมทั้งสิ้น

ปัจเจกบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งน่าจะมีผลประโยชน์และมุมมองใกล้เคียงกัน เมื่อเขามีภูมิลำเนาอยู่ในทำเลเดียวกัน นั่นคือที่มาของการแบ่งเขตเลือกตั้งตามอำเภอหรือจังหวัด ข้อนี้ก็เป็นจุดอ่อนอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในโลกปัจจุบัน ซึ่งในแต่ละทำเลมีความหลากหลายแตกต่างของสถานะ, ผลประโยชน์, จินตนาการ, ระบบคุณค่า ฯลฯ ของคนอย่างมโหฬาร

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของการใช้ปัจเจกบุคคลในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกันเป็นฐานของการเลือกตั้งก็คือ ทำให้ประชาชนอ่อนแอลงในการต่อรองเชิงนโยบาย เพราะเมื่อแยกคนออกไปจากกลุ่ม เขาย่อมสูญเสียภูมิปัญญาร่วม, ทรัพย์สินร่วม, สวัสดิการร่วม และอัตลักษณ์ร่วม ฯลฯ ไปโดยปริยาย (หรือในทางกลับกัน หากเขาอยากรักษากลุ่ม เขาก็ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างปัจเจกบุคคล ขึ้นอยู่กับเครือข่ายอุปถัมภ์จะตัดสินใจ หรือขึ้นอยู่กับแกนนำไม่กี่คนจะตัดสินใจ)

มนุษย์ทุกแห่งเป็นทั้งปัจเจกบุคคล และเป็นทั้งสมาชิกของกลุ่มทั้งนั้น (นับตั้งแต่เครือญาติขึ้นไปถึงกลุ่มที่ใหญ่โตซับซ้อน และไม่สนิทเท่า) ปัญหาของประชาธิปไตยก็คือ กลุ่มเหล่านี้จะมีตัวแทนของกลุ่มได้อย่างไร

ยิ่งในปัจจุบัน เกิดกลุ่มที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ อีกทั้งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองที่ใหญ่โต แต่ไม่สามารถเลือกตัวแทนของตนไปต่อรองเชิงนโยบายในรัฐสภาได้เลย ยกตัวอย่างสมัชชาคนจน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเรือนแสนทั่วประเทศ หากนับเป็นคะแนนเลือกตั้ง ย่อมต้องมี ส.ส.ของสมัชชาคนจนเกินหนึ่งคนในสภาอย่างแน่นอน แต่เพราะในแต่ละเขตเลือกตั้ง สมาชิกสมัชชาคนจนย่อมเป็นคนส่วนน้อยเสมอ จึงไม่มีวันที่จะมี ส.ส.คนใดที่พร้อมจะเป็นตัวแทนของสมัชชาคนจน

ปัญหาทำนองนี้เกิดในประเทศตะวันตกเช่นกัน คนที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งบริษัทข้ามชาติมหึมาตั้งสำนักงานใหญ่ (เช่น รอเชสเตอร์ในนิวยอร์ก) หรือในเมืองเล็กๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนงานของบริษัททำเหมือง ไม่เคยมีตัวแทนของตัวในรัฐสภา, สภาเทศบาล, สภารัฐ, สภาจังหวัด ฯลฯ เลย เพราะคนส่วนใหญ่จะเลือกตัวแทนที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของบริษัทที่ตัวทำงานอยู่เสมอ คงจำหนังเรื่อง Mrs. Erin Brockovitch (หรือชื่ออะไรทำนองนี้) ที่จูเลีย รอเบิร์ตส์ นำแสดงได้หรือไม่? (หนังเรื่องนี้มีประเด็นที่จะขยายต่อข้างหน้า)

นักวิชาการท่านนั้นยังเสนอตัวอย่างรูปธรรมของ “ชนกลุ่มน้อย” ซึ่งควรมีตัวแทนของตน ผู้เขียนไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านให้ความหมายของ “ชนกลุ่มน้อย” ไว้อย่างไร หากหมายถึงชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ เช่น ชาวเขา, ชาวมลายู, ชาวกูย, ชาวโซ่ง, ฯลฯ ก็จริงที่คนเหล่านี้ไม่เคยมีตัวแทนของตนเองในรัฐสภา ด้วยอุปสรรคทำนองเดียวกับสมัชชาคนจน (ยกเว้นมลายู)

แต่ความเป็น “ชนกลุ่มน้อย” (ซึ่งเราเป็นคนตั้งให้เขา) นี้มีอะไรร่วมกันน้อยเสียยิ่งกว่าสมัชชาคนจนด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะมองจากวิธีทำเกษตร, วัฒนธรรม, หรือแม้แต่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น กูยส่วนใหญ่ไม่ได้เลี้ยงช้าง หากทำเกษตรและปัจจุบันถูกกลืนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่เสียจนมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันเองมากมาย เช่น กูยคนหนึ่งอาจทำนา ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นเอเย่นต์ค้าปุ๋ยและนายทุนเงินกู้ระดับย่อยไปพร้อมกัน กะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งเลี้ยงช้างจำนวนมาก เพราะได้รายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้ลำห้วยขนาดเล็กเน่าเหม็นด้วยขี้ช้าง ทำความเดือดร้อนแก่กะเหรี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งยังทำมาหากินอยู่กับไร่นาขนาดเล็กของตนเอง และไม่มีเงินซื้อน้ำดื่ม

รัฐธรรมนูญของอินเดีย ให้สิทธิพิเศษแก่จัณฑาลซึ่งตั้งภูมิลำเนากระจัดกระจายจนยากที่จะเลือกตัวแทนของตนเข้าสู่รัฐสภาได้เช่นกัน โดยกันโควต้าพิเศษไว้จำนวนหนึ่งในรัฐสภาสำหรับตัวแทนของจัณฑาล หรือที่เรียกว่า weightage หรือถ่วงน้ำหนัก (เป็นคำภาษาอังกฤษที่เกิดในบริบทของบริติชราชในอินเดีย)

ระบบถ่วงน้ำหนักเช่นนี้จะประยุกต์มาใช้ในเมืองไทยได้หรือไม่ ข้อนี้ยังน่าสงสัยอยู่ว่า ตัวแทนที่ได้มานั้นจะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของ “ชนกลุ่มน้อย” ได้จริงเพียงไร เพราะ ส.ส.กลุ่มถ่วงน้ำหนักก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะหน้า (และอาจจะส่วนตนด้วย) ที่ต้องรับใช้ก่อนผลประโยชน์ของ “ชนส่วนน้อย” ที่ตนเป็นตัวแทนก็ได้ คงไม่ลืมว่ามุสลิมจะนะถูกตำรวจลุยเข้าไปตีหัวร้างข้างแตก เพียงเพราะต้องการยื่นหนังสือถึงนายกฯ ที่หาดใหญ่ ภายใต้รัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งมาจากกลุ่มวาดะห์

ดังที่กล่าวแล้วว่า คนเราทุกคนเป็นทั้งปัจเจกบุคคลและเป็นสมาชิกของกลุ่ม เราในฐานะปัจเจกบุคคลอาจมีตัวแทนในการเมืองระดับต่างๆ แต่เราในฐานะที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม ไม่มีตัวแทนแต่อย่างใด ยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยการสื่อสารคมนาคมเช่นทุกวันนี้ เราต่างเป็นสมาชิกของกลุ่มทางสังคมผ่านสำนึกมากกว่าความสัมพันธ์โดยตรง เช่น สำนึกว่าเป็นผู้ด้อยโอกาส, สำนึกว่าเป็นผู้หญิง, สำนึกว่าเป็นคนจน, เป็นมุสลิม, เป็นไฮโซ ฯลฯ กลุ่มเช่นนี้ยิ่งปราศจากตัวแทนในระบบการเมืองที่เป็นทางการ

จะหาทางให้กลุ่มทางสังคม (ซึ่งหลากหลายมาก) ได้มีปากมีเสียงในการเมืองในระบบได้อย่างไร การเลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพเป็นคำตอบหนึ่ง แต่เป็นคำตอบที่เต็มไปด้วยปัญหา

ในเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน มีอะไรที่ร่วมกันบ้างในคนที่ร่วมในกลุ่มอาชีพเดียวกัน กรรมกรโรงงานรถยนต์กับกรรมกรรับจ้างตัดอ้อย มีผลประโยชน์ที่จะปกป้องร่วมกันแน่หรือ ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงโลกทรรศน์, จินตนาการ, อัตลักษณ์, และระบบคุณค่า กลุ่มคนที่เรียกรวมกันว่า “เกษตรกร” ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายประเภทยิ่งไปกว่านั้นเสียอีก เช่นเดียวกันกับพ่อค้า, กลุ่มวิชาชีพ, นำเที่ยว, ฯลฯ และในหลายกรณีกลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพเดียวกันนี้ กลับมีผลประโยชน์และอื่นๆ ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงด้วย ผู้ประกอบอาชีพอิสระในกลุ่มพันธมิตรกับ นปช.นั้น ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกันเสมอมาสามปีแล้ว

กลุ่มอาชีพเป็นชื่อกลุ่มทางสังคมที่ไร้ความหมาย เกือบๆ จะเท่ากับคนไว้เปีย

สมมติฐานของประชาธิปไตยตะวันตกที่ว่าสังคมประกอบด้วยปัจเจกบุคคล แม้มีจุดอ่อนมากมายดังที่กล่าวแล้ว แต่ยังอ่อนน้อยกว่า “กลุ่มอาชีพ” เสียอีก ประมงไม่ใช่จับปลา แต่คือระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับระบบนิเวศในลักษณะหนึ่ง และระบบนิเวศนั้นมีความหลากหลายอย่างมาก มากกว่าน้ำจืดน้ำเค็มน้ำกร่อยด้วยซ้ำ เขื่อนอาจดีแก่ประมงน้ำจืดบางชนิด แต่ไม่ดีเลยแก่ประมงน้ำจืดอีกบางชนิด

ผู้เขียนขอสารภาพว่า คิดไม่ออกเหมือนกันว่า จะหาอะไรมาแทนหรือมาเสริมการใช้ปัจเจกบุคคลในเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นฐานของสิทธิเลือกตั้ง แม้ยอมรับว่าฐานนี้ก่อให้เกิดจุดอ่อนหลายประการ แต่จุดอ่อนเหล่านี้แก้ได้ในระบอบประชาธิปไตย

นั่นคือทำให้การรวมกลุ่มและการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองของกลุ่ม (หรือแม้แต่ของปัจเจกบุคคล) เป็นไปได้โดยสะดวก, ปลอดภัย, ประเด็นที่เสนอไม่ถูก “กำจัด” ออกไป, และแม้แต่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมหรือจากรัฐ

การเคลื่อนไหว “นอกระบบ” เช่นนี้มีพลัง และในหลายกรณีอาจมีพลังมากกว่าการเคลื่อนไหวในระบบด้วย เพราะอำนาจของการสื่อสารคมนาคมแผนใหม่ (แต่ในความเป็นจริงมักทำควบคู่กันไป) และนี่คือประชาธิปไตยทางตรงที่เป็นไปได้ในโลกปัจจุบัน เพราะเป็นหนัง Mrs.Erin Brockovitch จึงทำให้นางเอกต่อสู้หัวชนฝาเพื่อความเป็นธรรมอยู่คนเดียวเป็นนาน กว่าการเมืองในระบบจะยอมจำนน เมื่อสื่อเข้ามานำเรื่องราวของเธอออกเผยแพร่แก่สาธารณชน

อันที่จริง พัฒนาการของประชาธิปไตยนับแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่แล้วเป็นต้นมา คือการเปิดพื้นที่ให้แก่การเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองของกลุ่ม ไม่ใช่การไปแก้กติกาการเลือกตั้ง สิทธิของคนดำเป็นจริงในทางปฏิบัติในสหรัฐเพราะประชาธิปไตยทางตรงเช่นนี้ ไม่ใช่ตัวแทนที่เลือกจากสีผิว เช่นเดียวกับสิทธิของมุสลิม, คนพิการ, คนแก่, เด็ก, สิ่งแวดล้อม, โสเภณี, ฯลฯ ในยุโรปตะวันตก ก็เกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มทางสังคมก่อนจะมีผลไปถึงรัฐสภาทั้งสิ้น

และในการ “ปฏิรูปการเมือง” ที่กำลังได้รับการตอบรับจากสังคมกว้างขวางขึ้นในช่วงนี้ ควรคิดถึงประเด็นของ “ประ-ชาธิปไตยทางตรง” ให้มาก แทนที่จะพยายามไปเปลี่ยนฐานของสิทธิในการเลือกตั้ง ประเด็นคือจะทำให้ “ประชาธิปไตยทางตรง” เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองได้อย่างไร – ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ – และในส่วนที่ไม่เป็นทางการนี้แหละที่สำคัญมาก เพราะในสังคมที่คนอ่านหนังสือเพียงปีละ 7 บรรทัด “ประชาธิปไตยทางตรง” ย่อมกลับกลายเป็นอนาธิปไตยได้โดยง่าย เพราะผู้คนตกเป็นเหยื่อของการปลุกระดมที่ใช้แต่ความเท็จและความรุนแรง ฉะนั้น ผู้เขียนจึงยืนยันเสมอว่า ปฏิรูปการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องปฏิรูปสังคมต่างหาก

และไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปการเมืองหรือปฏิรูปสังคม สิ่งสำคัญที่สุดคือบรรยากาศที่เปิดกว้างอย่างเสรี ในการเข้าไปมีส่วนร่วมของคนทุกฝ่าย เสรีภาพดังกล่าวมักถูกขัดขวางจากคนที่ต้องการ “สั่ง” ให้การเมืองปฏิรูปไปตามความประสงค์ของตนฝ่ายเดียว หากคนเช่นนั้นมีอำนาจรัฐ ก็จะจับกุมคุมขังหรือประหารฝ่ายที่มีความคิดต่าง หากไม่ได้กุมอำนาจรัฐ ก็จะทำลายความคิดต่างของผู้อื่นด้วยถ้อยคำประณามที่จ้วงจาบหยาบคาย ถึงเวลาที่เราทุกคนควรลุกขึ้นมาสู้กับยุทธวิธีที่บั่นรอนเสรีภาพของเราเองเช่นนี้

อย่ากลัวการประณามหยามเหยียดของคนประเภทนั้น แต่ควรตั้งสติให้ดีว่า 1/ จะแสดงความเห็นของตนไปตามแนวทางที่เห็นว่าเป็นธรรม 2/ พร้อมจะรับฟังความเห็นแย้งและอาจแก้ไขความเห็นของตนได้ 3/ ไม่ลดตัวไปใช้กลวิธีตอบโต้ที่บั่นรอนเสรีภาพของผู้อื่นเช่นเดียวกับพวกเขา

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 6, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: