RSS

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติ

05 ธ.ค.

เขียนโดย ปรีดา เรืองวิชาธร

บทคัดย่อ

การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนหลากด้านหลายมิติที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จุดใหญ่ใจความมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ผ่านการอบรมเรียนรู้ในหลายหลักสูตรจากหลายสถาบันหลายองค์กรในฐานะผู้เรียนและเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองจัดการเรียนรู้ในนามของเสมสิกขาลัย โดยเฉพาะในหลักสูตรต่อเนื่องชุดการอบรมสำหรับการเป็นกระบวนกร (Training of Trainer) นอกจากประสบการณ์โดยตรงแล้ว ผู้เขียนยังได้ข้อคิดหลายแง่มุมจากตำราหลายเล่มดังได้อ้างอิงในบรรณานุกรมแล้ว

ความเห็นทั้งหมดในบทความนี้ผู้เขียนถือเป็นบททดลองที่มาจากการทดลองทำแบบคลำไปปรับปรุงไปและบททดลองส่วนใหญ่ก็มาจากการทดลองที่อาจจะยังไม่หลากหลายหรือครอบคลุมไปถึงหลักสูตรอื่นที่กว้างไกลกว่าหลักสูตรของเสมสิกขาลัย ดังนั้นหลักการหรือข้อเสนอในที่นี้จึงอาจจะไม่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทอื่น ทั้งยังอาจมีจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดอยู่หลายแง่มุม จึงอยากเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้ท้วงติงและนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้

บทนำ : กระบวนกรสำคัญไฉนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงได้หลายด้านหลายมิติและเปลี่ยนแปลงอย่างลงลึกนั้น คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องไม้เครื่องมืออันวิเศษมหัศจรรย์หรือเทคโนโลยีทางการศึกษาชั้นสูง ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนที่รอบรู้ชำนาญแล้วพร่ำสอนในแบบที่หยิบยื่นความรู้ให้ทางเดียว และอาจไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมบังคับให้ผู้เรียนต้องแสวงหาเติมเต็มความรู้ด้วยความรู้สึกขาดพร่องอยู่ตลอดเวลา ทำเหมือนผู้เรียนเป็นถังขนาดมหึมาเพื่อรองรับข้อมูลความรู้อันมากมายมหาศาลในโลกสมัยใหม่นี้ แต่แล้วผู้เรียนก็ไม่สามารถย่อยสังเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้บทคัดย่อ

การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนหลากด้านหลายมิติที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จุดใหญ่ใจความมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ผ่านการอบรมเรียนรู้ในหลายหลักสูตรจากหลายสถาบันหลายองค์กรในฐานะผู้เรียนและเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ที่ได้ทดลองจัดการเรียนรู้ในนามของเสมสิกขาลัย โดยเฉพาะในหลักสูตรต่อเนื่องชุดการอบรมสำหรับการเป็นกระบวนกร (Training of Trainer) นอกจากประสบการณ์โดยตรงแล้ว ผู้เขียนยังได้ข้อคิดหลายแง่มุมจากตำราหลายเล่มดังได้อ้างอิงในบรรณานุกรมแล้ว

ความเห็นทั้งหมดในบทความนี้ผู้เขียนถือเป็นบททดลองที่มาจากการทดลองทำแบบคลำไปปรับปรุงไปและบททดลองส่วนใหญ่ก็มาจากการทดลองที่อาจจะยังไม่หลากหลายหรือครอบคลุมไปถึงหลักสูตรอื่นที่กว้างไกลกว่าหลักสูตรของเสมสิกขาลัย ดังนั้นหลักการหรือข้อเสนอในที่นี้จึงอาจจะไม่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทอื่น ทั้งยังอาจมีจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดอยู่หลายแง่มุม จึงอยากเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้ท้วงติงและนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้

บทนำ : กระบวนกรสำคัญไฉนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงได้หลายด้านหลายมิติและเปลี่ยนแปลงอย่างลงลึกนั้น คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องไม้เครื่องมืออันวิเศษมหัศจรรย์หรือเทคโนโลยีทางการศึกษาชั้นสูง ไม่ได้อยู่ที่ครูผู้สอนที่รอบรู้ชำนาญแล้วพร่ำสอนในแบบที่หยิบยื่นความรู้ให้ทางเดียว และอาจไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมบังคับให้ผู้เรียนต้องแสวงหาเติมเต็มความรู้ด้วยความรู้สึกขาดพร่องอยู่ตลอดเวลา ทำเหมือนผู้เรียนเป็นถังขนาดมหึมาเพื่อรองรับข้อมูลความรู้อันมากมายมหาศาลในโลกสมัยใหม่นี้ แต่แล้วผู้เรียนก็ไม่สามารถย่อยสังเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้เข้าสู่วิถีชีวิตที่เป็นจริง และไม่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันในระดับสังคมได้

การเรียนรู้ที่ดีนั้นนอกจากจะทำให้เกิดความรู้ความสามารถหรือทักษะที่ใช้ประกอบกิจการงานแล้ว ควรทำให้ผู้เรียนมีสติปัญญามากพอที่จะสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ของชีวิต ทำให้ผู้เรียนมีความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูง เข้าใจตนเองได้อย่างลึกซึ้ง สามารถดำรงอยู่และทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วยดีแม้จะมีความแตกต่างขัดแย้งกันก็ตาม ทั้งยังรู้เท่าทันโครงสร้างสังคมและธรรมชาติแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่วิกฤตการณ์หลายด้านในขณะนี้

ดังนั้นหากจะจัดการเรียนรู้ไปสู่ผลดังกล่าวนี้เราจำต้องสร้างสรรค์วิธีการเรียนรู้หรือกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ซึ่งมีลักษณะพื้นฐานสำคัญก็คือ การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้จากกันและกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากผู้สอนเป็นหลักอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันผู้สอนเองก็ควรรับฟังและเรียนรู้จากผู้เรียนด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้สอนจึงไม่ได้ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลความรู้แต่ถ่ายเดียว แต่ทำหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้อันหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนเรียนผ่านประสบการณ์ตรงและตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเสริมเติมความรู้ประสบการณ์ของตนบ้างเพื่อทำให้บทเรียนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้นในที่นี้จึงขอเรียกผู้สอนว่า “กระบวนกร”แทน

การเรียนรู้ที่เอากลุ่มเป็นตัวตั้งนั้นกระบวนกรจำต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายแห่งการเรียนรู้ เนื้อหา และความหลากหลายของผู้เรียน ดังนั้นกระบวนการหนึ่งๆนั้นอาจจะไม่สามารถใช้ได้ดีในทุกบริบท กระบวรกรเองจึงไม่ควรหยุดนิ่งที่จะแสวงหาและทดลองใช้กระบวนการใหม่ๆ กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้เรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งนั้นมักให้ผู้เรียนเรียนผ่านประสบการณ์โดยตรง โดยยังไม่เน้นการให้ข้อมูลความรู้ ดังเช่น หากจะเรียนรู้เรื่องธรรมชาติแวดล้อมเพื่อให้เกิดสำนึกอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเราก็จะพาผู้เรียนไปเดินรอนแรมในป่าพร้อมกับพูดคุยกับชาวบ้านชาวเขาที่เขามีวิถีชีวิตเรียบง่าย หรือหากจะเรียนรู้เรื่องความยากจนในสังคมไทยก็จะจัดให้ผู้เรียนเข้าไปชุบตัวอยู่กับชาวบ้านที่เดือดร้อนพร้อมกับจัดกระบวนการพูดคุยวิเคราะห์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเชื่อมโยงไปสู่ภาพรวมโครงสร้างสังคมไทยที่ไม่เป็นธรรม แต่ถ้าจะเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นกลุ่มก็ให้ผู้เรียนได้ลองทำงานหรือกิจกรรมจำลองร่วมกันแล้วถอดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นและเชื่อมโยงเข้าสู่การทำงานในชีวิตจริง เป็นต้น

กระบวนการเรียนรู้แบบผ่านประสบการณ์ตรงจะทำให้เกิดประสบการณ์ที่สดใหม่ ทำให้กระแทกความรู้สึกนึกคิดเข้าไปข้างในจิตใจคนได้ง่าย และยังทำให้เกิดปัญญาที่ผุดพรายขณะผ่านประสบการณ์ได้ไม่ยาก

กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้คนเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งมักจะมีจุดเด่นตรงที่สามารถทำให้ผู้เรียนกล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง ดังนั้นเมื่อผ่านประสบการณ์ตรงแล้วกระบวนกรจึงต้องสังเกตหรือเฝ้ามองอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นบทเรียนโดยเฉพาะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนได้ว่าเขากำลังเผชิญกับความสั่นไหวภายใน แล้วอาศัยทักษะการตั้งคำถามอย่างลงลึกและเชื่อมโยงเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนถ่ายทอดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพร้อมกับแลกเปลี่ยนแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น จากนั้นจึงใช้ทักษะการรับฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อจับประเด็นต่างๆและเชื่อมโยงประเด็นให้เห็นการโยงใยของสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น พร้อมกับเชื่อมโยงบทเรียนไปสู่ชีวิตจริงว่าจะนำไปประยุกต์ใช้จริงได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างกระบวนการเรียนรู้ที่ดีอีกแบบหนึ่งก็คือ การใช้งานศิลปะเป็นกระบวนการผ่านประสบการณ์เพราะงานศิลปะทำให้ได้ใช้ทั้งร่างกาย พลังจิตนาการ รวมถึงความรู้สึกที่อยู่ลึกของจิตใจมาผสมผสานจนเราสามารถปลดปล่อยศักยภาพอันเร้นลับภายในออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีจึงควรเปิดโอกาสให้เราใช้ทวารแห่งการรับรู้หลากหลายทางเอื้ออำนวยให้เราผสมผสานพลังจินตนาการ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ อารมณ์ความรู้สึก ตลอดจนทักษะทางกายเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนและลงตัว


อย่างไรก็ตามผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ลึกซึ้งจากกระบวนการผ่านประสบการณ์ตรงนั้นกระบวนกรอาจจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้หรือกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการรับฟังอย่างลึกซึ้ง รวมถึงจัดปรับบรรยากาศให้เรียนรู้ด้วยความรู้สึกไว้วางใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลทางความคิด กำลังใจและทางจิตวิญญาณ แทนการเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะที่ยอดเยี่ยมเก่งกาจ การรับฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งและความรู้สึกไว้วางใจกันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้มีพลังเพราะมันทำให้เกิดการถ่ายเทไหลเวียนบทเรียนจากแต่ละคนไปสู่กลุ่มทั้งหมดที่เรียนรู้ร่วมกัน กิจกรรมหรือกระบวนการที่ทำให้ทุกคนรับฟังอย่างลึกซึ้งและไว้วางใจกันมักจะเป็นด่านแรกๆก่อนพาเข้าสู่เนื้อหาการเรียนหลัก ตัวอย่างกิจกรรมประเภทนี้ได้แก่ การฝึกรับฟังเรื่องเล่าภูมิหลังของชีวิตของกันและกัน(สายธารชีวิต) เป็นต้น


เมื่อทุกคนเกิดความไว้วางใจขึ้นบ้างแล้วหากกระบวนกรที่ต้องการจะทำให้บทเรียนเป็นไปอย่างลึกซึ้งขึ้นอีก จำเป็นต้องใช้ความสามารถภายในของตนหรือจัดกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความกล้าหาญในการเผชิญกับสถานการณ์ที่เขารู้สึกเสี่ยง โดยเฉพาะการเผชิญกับความจริงภายในบางอย่างที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด เช่น การมองเห็นมุมที่น่าเกลียดของตน เป็นต้น ในแง่นี้กระบวนกรไม่เพียงทำให้ผู้เรียนเกิดความกล้าที่จะเผชิญความจริงเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้เขายอมรับและคลี่คลายปมภายในได้ด้วยตัวเขาเองในที่สุด

ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนกรต้องตระหนักอยู่เสมอว่าในแต่ละขณะของการเรียนรู้ทำอย่างไรจึงจะทำให้ทุกคนเรียนรู้อย่างรู้สึกตัว แต่ละขณะของบทเรียนทุกคนรู้สึกตัวแจ่มชัดถึงรายละเอียดของสิ่งภายนอกที่เข้ามากระทบสัมผัสกับประสาทสัมผัส รู้ชัดว่าคืออะไร เป็นอย่างไร รู้สึกตัวได้ชัดว่า เมื่อกระทบสัมผัสแล้วแต่ละคนรู้สึกนึกคิดภายในอย่างไร รู้สึกตัวชัดว่าสภาพจิตที่กำลังรู้สึกนึกคิดปรุงแต่งนั้นเป็นอย่างไร ไปจนถึงรู้สึกตัวแจ่มชัดจนสามารถมองเห็นความจริงที่อยู่ลึกๆของปรากฏการณ์และสรรพสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น การเรียนรู้อย่างรู้สึกตัวหรืออย่างมีสติถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ทุกชนิดที่จะทำให้เราเข้าถึงบทเรียนได้อย่างตามที่มันเป็น ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงหลักการที่มาจากบททดลองของการแสวงหากระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้ง แม้จะไม่ใช่ข้อสรุปที่ตายตัวแต่หลายกลุ่มหลายอาชีพได้ทดลองประยุกต์ใช้ต่างรู้สึกได้ว่า การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนนั้นทำได้จริง

การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติ

โดยทั่วไปหากจะจัดการเรียนรู้ขึ้นมาสักชุดหนึ่งหรือหลักสูตรหนึ่งนั้น เป้าหมายสำคัญมักมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนหรือองค์ความรู้เฉพาะด้านที่อยู่ในเนื้อหาหลักสูตรนั้น และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประกอบอาชีพและอาจรวมถึงนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตบ้างบางบริบท เช่น การแพทย์พยาบาล การบริหารจัดการ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง สื่อสารมวลชน เป็นต้น นี่เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่เหลือเกือบเพียงประการเดียวของการเรียนรู้ ดังนั้นหากมุ่งเพียงเป้าหมายด้านนี้เท่านั้นก็จะทำให้การเรียนรู้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้เรียนได้หลากด้านหลายมิติตามที่พึงจะเป็น เพราะการที่ผู้เรียนพัฒนาเฉพาะเพียงบางด้านมักจะทำให้การดำเนินชีวิตและการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมที่เต็มไปด้วยวิกฤติการณ์อันสลับซับซ้อนติดขัดมีปัญหาอุปสรรคได้ง่ายและหาทางออกเองได้ยาก

ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ที่ดีจึงต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเติบโตของคนหลากด้านหลายมิติเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมของการพัฒนาคน ทั้งนี้ในที่นี้เชื่อว่า ไม่ว่าเราจะจัดการเรียนรู้เรื่องใดก็ตามที่สัมพันธ์กับมนุษย์ เราควรขยายเป้าหมายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกด้านทุกมิติของความเป็นมนุษย์เท่าที่จะทำได้ โดยไม่ควรจำกัดให้เหลือเพียงความรอบรู้และทักษะในเนื้อหาหลักสูตรที่มุ่งเอาไปประกอบอาชีพเท่านั้น ดังนั้นในที่นี้จึงขอแบ่งเป้าหมายการเรียนรู้ออกเป็น 6 ด้านที่โยงใยสัมพันธ์กัน ดังนี้

1. ด้านความรู้ความเห็นหรือทัศนคติ เป้าหมายในด้านนี้พื้นฐานที่สุดก็คือ หากกระบวนกรมุ่งหมายจัดการเรียนรู้เรื่องอะไร ผู้เรียนก็ควรจะรู้และเข้าถึงองค์ความรู้ในเรื่องนี้เพิ่มพูนจากเดิมที่ยังไม่ได้รับการเรียนรู้ แต่นอกเหนือจากในแง่นี้แล้วยังหมายรวมถึงผู้เรียน ได้รู้และเข้าถึงองค์ความรู้ในเรื่องที่เรียนอย่างสัมพันธ์กับศาสตร์หรือความรู้ด้านอื่น โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับสภาวะภายในของมนุษย์ ซึ่งองค์ความรู้จากแต่ละศาสตร์สาขามักจะโยงใยสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ดังเช่น เรียนรู้เรื่องบริหารจัดการองค์กรก็สัมพันธ์เชื่อมโยงไปถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ในเรื่องของอำนาจ จิตวิทยาบุคคลิกภาพ หรือสัมพันธ์ไปถึงที่ว่าด้วยองค์ประกอบภายในของความเป็นมนุษย์และการทำงานขององค์ประกอบต่างๆอย่างโยงใยสัมพันธ์กันตามคติของพุทธศาสนา หรือตามคติความเชื่อของชนเผ่าและศาสนาอื่นที่ว่าด้วยความจริงของมนุษย์ ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นการรอบรู้เข้าถึงองค์ความรู้ในเรื่องหรือหลักสูตรหนึ่งๆจึงควรเป็นลักษณะปลายเปิดไปสู่การเชื่อมโยงกับศาสตร์หรือความรู้อื่นๆ เพื่อจะสามารถร่วมอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งระดับชีวิต สังคมและธรรมชาติได้อย่างเข้าใกล้ความจริงตามที่มันเป็นมากที่สุด รวมถึงสามารถเชื่อมโยงความรู้ในด้านต่างๆเพื่อเข้าไปแก้ไขเยียวยาปัญหาทั้งในระดับชีวิต สังคมและธรรมชาติได้อย่างสอดคล้องกับวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดกระบวนกรที่จัดการเรียนรู้ในเรื่องใดๆนั้นควรจะทำให้บทเรียนที่ตนจัดนั้นมุ่งไปสู่ความจริงและความถูกต้องความดีงาม หรืออย่างน้อยเป็นความรู้ที่ใช้แก้ปัญหาในระดับต่างๆ หรือใช้ประกอบอาชีพอย่างสุจริต ไม่ควรจัดการเรียนรู้หรือค้นคว้าแสวงหาความรู้เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์เกิดความโลภ โกรธ หลงเป็นเจ้าเรือนดังเช่น มนุษย์กำลังจะใช้ความรู้ทางวิศวพันธุกรรมไปดัดแปลงโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติกำลังวิปริตแปรปรวนยิ่งขึ้นทุกที เป็นต้น

2.ด้านทักษะหรือความชำนาญการด้านต่างๆ ในด้านนี้หมายถึงการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดทักษะหรือความชำนาญในด้านหนึ่งหรือหลายด้านตามความมุ่งหมายของหลักสูตรที่วางไว้ เช่น ทักษะในการฟัง อ่าน เขียน แปลทางภาษา ทักษะการทำบัญชี ทักษะการออกแบบ ทักษะการทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นต้น ในที่นี้ยังหมายรวมถึงทักษะพื้นฐานสำคัญที่มนุษย์ใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพท่ามกลางความสลับซับซ้อนของปัญหาซึ่งได้แก่ ทักษะด้านวิธีคิดอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ทักษะด้านการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ทักษะสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการตั้งคำถามอย่างใคร่ครวญและทำให้เกิดปัญญา และทักษะการจับประเด็น ฯลฯ เป็นต้น

3. ด้านพฤติกรรม ในด้านนี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงร่องพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาเป็นพฤติกรรมใหม่ที่สร้างสรรค์ เป็นพฤติกรรมใหม่ที่ทั้งพูดและทำมีสุจริตธรรมเป็นที่ตั้งไม่เอาเปรียบให้ร้ายทำลายผู้อื่น ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพที่มุ่งเพื่อประโยชน์สุขโดยรวมของทุกคนและสังคม ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ไม่ว่าศาสตร์ใดสาขาใดควรถือเอาการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมเป็นเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยด้านหนึ่ง

4.ด้านความสัมพันธ์ ในด้านนี้หมายถึงการทำให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนเพื่อสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยดี ตั้งแต่คนใกล้ตัวในครอบครัว องค์กร ชุมชนหรือระดับสังคม แม้ว่าแต่ละคนจะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างหลากหลาย แต่ก็สามารถเรียนรู้และสนับสนุนเกื้อกูลกันได้ และหากมีความขัดแย้งกัน ก็สามารถคลี่คลายสลายความขัดแย้งได้หรือแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ได้ ถึงแม้ความขัดแย้งจะยังคงดำรงอยู่แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับต้องใช้ความรุนแรงในทุกมิติเข้าจัดการ ในมิตินี้ยังหมายรวมถึงการที่ผู้เรียนสามารถใช้ศักยภาพอันแท้จริงเท่าที่ตนมีเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ต่างๆทั้งระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและธรรมชาติแวดล้อม เกิดวัฒนธรรมความสัมพันธ์ใหม่ที่เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลแทนการเอาเปรียบแข่งขัน เน้นความโยงใยสัมพันธ์ระหว่างตัวปัจเจกบุคคลกับคนอื่นในสังคม เพื่อผสานพลังของปัจเจกบุคคลให้เป็นพลังของกลุ่มชน หรือสูงขึ้นไปเป็นประชาสังคมที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การแสวงหาความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมให้ชุมชนสังคมดำรงอยู่อย่างเป็นสุขและเป็นธรรม  

5. ด้านจิตใจ ในด้านนี้หมายเน้นถึงผู้เรียนสามารถระลึกรู้เท่าทันสภาวะภายในในแต่ละย่างก้าวของชีวิตที่รายล้อมไปด้วยความผันผวนปรวนแปรของสรรพสิ่งรอบตัวรวมถึง ปัญหาที่สลับซับซ้อนทั้งระดับบุคคล สังคมและธรรมชาติ รวมทั้งผู้เรียนมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงภายใน  นิ่งสงัดมากพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถรู้เห็นชัดภายในว่าเขามีจุดอ่อนจุดแข็งด้านใด รู้ชัดถึงกระบวนการที่จะพัฒนาจุดแข็งและคลี่คลายจุดอ่อนภายในของตนได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงมโนธรรมสำนึกพื้นฐานของมนุษย์ เช่น จิตใจที่ซื่อตรง ความเมตตากรุณา ความกล้าหาญที่จะยืนอยู่ข้างความถูกต้องดีงาม ความใจกว้าง สำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม เป็นต้น

6.ด้านปัญญา ในที่นี้หมายถึงความสามารถในการหยั่งรู้ความจริงของกายกับสภาวะของจิตจนสามารถคลี่คลายความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นภายในได้ทีละเล็กทีละน้อย และนำไปสู่การคลี่คลายทุกข์ภายในได้ในที่สุด ในอีกนัยหนึ่งก็หมายถึง ผู้เรียนมีความสามารถหยั่งรู้สภาวะตามที่เป็นจริงของสรรพสิ่งภายนอกจนเข้าใจและยอมตามที่มันเป็น ปรับตัวดำรงอยู่ร่วมกับสิ่งอื่น คนอื่นได้อย่างสอดคล้องกับความจริงตามที่มันเป็น จนทำให้การดำรงอยู่นั้นเป็นสุขแท้ๆที่เกิดจากปัญญา ซึ่งเป้าหมายในมิตินี้จะเป็นแกนกลาง โดยทำงานควบคู่กับเป้าหมายด้านจิตใจเพื่อเป็นเข็มทิศในการดำรงชีวิตอย่างเข้าถึงความจริง ความดีงามได้ในที่สุด

กล่าวโดยสรุปแล้วหากมองในมุมกว้างการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งนั้นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงใน
6 ด้าน ซึ่งแต่ละด้านล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงหนุนเสริมกันอย่างแยกไม่ออก อย่างไรก็ตาม เราจำต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งคือ เป็นเรื่องยากมากที่จะจัดชุดหลักสูตรการเรียนรู้ใดๆให้ครอบคลุมเชื่อมโยงทั้ง 6 ด้านอย่างสมบูรณ์ เนื่องเพราะการทำให้เนื้อหาหลักสูตรแต่ละเรื่องแต่ละชุดมาเชื่อมโยงสัมพันธ์กันยังมีข้อจำกัดมาก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคอีกหลายประการ เช่น ขาดประสบการณ์และการทดลองที่จะพัฒนาเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ เรายังมีกระบวนกรจำนวนน้อยที่มุ่งใส่ใจแสวงหาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในแนวนี้ รวมถึงขาดการสนับสนุนให้การเรียนรู้แนวทางนี้พัฒนาและเติบโตไปอย่างที่ควรจะเป็น เป็นต้น ดังนั้นข้อจำกัดหรืออุปสรรคดังกล่าวนี้ผู้ที่จะอยู่ในแวดวงนี้จึงควรที่จะช่วยกันแสวงหาทางออกร่วมกันโดยต้องพยายามก้าวข้ามกำแพงอุปสรรคต่างๆโดยเฉพาะการติดยึดในเรื่องความเห็น ความเชื่อ ความเป็นสาขาวิชาชีพและความเป็นสถาบัน เป็นต้น

จุดเริ่มต้นของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเป้าหมาย 6 ด้าน ภายใต้ข้อจำกัดนานัปการ

แม้จะมีอุปสรรคข้อจำกัดมากมายในการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงทั้ง 6 ด้าน แต่ในจุดเริ่มต้นเราก็สามารถริเริ่มลงมือทำแบบคลำไปลองผิดลองถูกไปแล้วร่วมกันสรุปบทเรียนและปรับให้เหมาะสมสอดคล้องกับจังหวะโอกาสที่เปิด ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถทำได้หลากหลายแนวทาง ในที่นี้ขอเสนอไว้เป็น 3 แนวทาง ดังนี้

1. เพิ่มเติมหรือผสมผสานเป้าหมายที่ขาดหายไปเข้าไปในชุดหลักสูตรเดิมที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือ หากสถาบันการศึกษาใดก็ตามมีหลักสูตรการเรียนรู้เดิมอยู่แล้วหากแต่ถูกจำกัดด้วยเนื้อหาที่มุ่งเป้าหมายจำกัดเพียงบางด้าน แต่ขาดเป้าหมายบางด้านที่สำคัญ ดังเช่น ด้านความสัมพันธ์ จิตใจ หรือปัญญา ก็สามารถปรับเนื้อหาหลักสูตรและจัดกระบวนการเรียนรู้ขยายหรือผสมผสานให้ครอบคลุมไปจากเดิม ดังเช่น เดิมเรียนรู้เรื่องการแพทย์ที่เน้นรักษาไปที่โรคโดยเฉพาะ ก็ขยายเป็นการแพทย์ที่เอาความเป็นมนุษย์เพิ่มเติมเข้าไปด้วย  การบริหารจัดการที่เดิมมักจะเน้นการแข่งขันและคาดเค้นประสิทธิผล  ก็ปรับปรุงเป็นการบริหารจัดการที่เน้นความเป็นมนุษย์มากขึ้น เศรษฐศาสตร์ที่เน้นว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจปากท้องหรือมองเฉพาะเรื่องทางวัตถุเป็นตัวตั้งก็ขยายมุมมองทางด้านวัฒนธรรม จิตใจและธรรมชาติผสมผสานเข้าไป เป็นเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ เป็นต้น หรือจากวิทยาศาสตร์กระแสหลักที่เดิมเน้นการเข้าถึงความจริงเฉพาะปรากฎการณ์ทางวัตถุหรือกายภาพก็เชื่อมโยงไปสู่มิติทางจิตใจและปัญญา เป็นวิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้นมา หรือจากนิเวศวิทยาแนวตื้นเป็นนิเวศวิทยาแนวลึก เป็นต้น ทั้งนี้ในแต่ละศาสตร์สาขาต่างๆจำต้องเปิดพรมแดนขององค์ความรู้จากศาสตร์สาขาของตนด้วยใจที่เปิดกว้างเพื่อปะทะสังสรรค์เชื่อมโยงกับศาสตร์สาขาอื่นเป็นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อร่วมอธิบายความจริงหรือปรากฏการณ์ทั้งระดับชีวติ สังคมและธรรมชาติ รวมถึงเป็นองค์ความรู้ที่ใช้แสวงหาทางออกจากวิกฤติการณ์ทุกด้านทุกระดับที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ผู้รับผิดชอบการเรียนรู้เองก็จำต้องปรับปรุงทั้งเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย

2. หากชุดหลักสูตรใดสาขาใดมีข้อจำกัดมากในการขยายหรือผสมผสานเข้าไปในเนื้อหาเดิมก็จัดหลักสูตรจำเพาะเจาะจงเพิ่มเติมเข้าไปเป็นหมวดหนึ่งหรือหลักสูตรหนึ่งที่อยู่ในโครงสร้างหลักสูตรเดิมทั้งหมด ดังเช่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดหลักสูตรเรื่องรู้เท่าทันชีวิตและสังคมสำหรับนักกฎหมาย เป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรปริญญาตรีของคณะ เป็นต้น ในกรณีนี้ทางคณะเห็นว่าโครงสร้างหลักสูตรเดิมยังขาดเป้าหมายการเรียนรู้ทางด้านอื่นโดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ จิตใจและปัญญา แต่ขณะเดียวกันก็ยากที่จะปรับผสมผสานเป้าหมายด้านนี้เข้าไปในแต่ละรายวิชา จึงจัดหลักสูตรเรื่องนี้เพิ่มเติม โดยออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากวิธีการเรียนรู้วิชากฎหมาย

3. จัดหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่อย่างเป็นอิสระที่มุ่งเป้าหมายครอบคลุมเป้าหมายทั้ง 6 ด้านขึ้น หรืออย่างน้อยก็ควรครอบคลุมด้านในของความเป็นมนุษย์ เช่น ด้านความสัมพันธ์ ด้านพฤติกรรม ด้านจิตใจและด้านปัญญา  ซึ่งมักจะเป็นเป้าหมายที่ขาดหายไปในระบบการเรียนรู้เดิม  ในกรณีนี้ผู้รับผิดชอบการเรียนรู้สามารถออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้อย่างมีเสรีภาพเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการจัดทำชุดการเรียนรู้ขึ้นมา  ในลักษณะนี้มักทำให้ผู้จัดสามารถกำหนดและออกแบบการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนโดยเฉพาะความต้องการด้านการเติบโตงอกงามภายในของคนที่มักจะหาเรียนได้ยากในระบบการศึกษากระแสหลัก  นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับปัญหาหรือวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งในระดับชีวิต สังคมและธรรมชาติ  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ชนิดที่ผู้เรียนเรียนแล้วสามารถประยุกต์องค์ความรู้ไปใช้ได้จริงในทุกระดับ  ไม่ใช่แค่เพียงนำไปประกอบอาชีพเท่านั้น ตัวอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นในบ้านเราก็ดังเช่น สถาบันอาศรมศิลป์ สถาบันขวัญเมือง ศูนย์จิตตปัญญาศึกษารวมถึงสถาบันการศึกษาเรียนรู้ทางเลือกที่กำลังเกิดขึ้นมากมายทั้งในเมืองและในชนบททั้งนี้ในความเป็นจริงเราสามารถจัดการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลงลึกได้หลากหลายวิธีมากกว่าที่นำเสนอใน 3 แนวทาง ซึ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาเรียนรู้ควรจะได้ร่วมกันแสวงหารูปธรรมใหม่ๆที่หลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

องค์ประกอบที่ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงคนได้หลากด้านหลายมิติ

ที่จะกล่าวต่อไปนี้หมายเน้นถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะที่ 3 ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งหมายถึง การจัดชุดการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่โดยมีเสรีภาพเต็มที่ในการจัดและที่สำคัญเป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในระดับลึกทั้งด้านพฤติกรรม ความสัมพันธ์ ด้านจิตใจและปัญญา เป็นจุดใหญ่ใจความของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ซึ่งเป้าหมายทั้ง 4 ด้านก็ล้วนเชื่อมโยงสนับสนุนกันอย่างแยกไม่ออกดังกล่าวในข้างต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในที่นี้จะขอกล่าวถึงการจัดองค์ประกอบต่างๆเพื่อการเรียนรู้ที่ลงลึกถึงด้านในของคน โดยจะขอเสนอไว้ในรูปของบทบาทหน้าที่ของกระบวนกรเพื่อจะได้นำไปใคร่ครวญพิจารณาเพื่อความเหมาะสมสอดคล้องตามบริบทของกระบวนกรแต่ละคนต่อไป

1. การจัดวางเนื้อหาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงถึงความจริงอันเกี่ยวกับสภาวะภายในของคน
การจะทำบทเรียนให้ลงลึกถึงความจริงและการเปลี่ยนแปลงระดับจิตใจและปัญญาของคนนั้น กระบวนกรจำต้องเชื่อมโยงบทเรียนให้โยงใยสัมพันธ์ไปถึงความเป็นจริงด้านต่างๆของมนุษย์ ดังเช่น ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับการเกิดขึ้นและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือทัศนคติ ความคิดและวิธีคิดของมนุษย์ ความจริงที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกภายในทั้งฝ่ายบวกและลบ ร่องพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างคุ้นเคย ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับความสามารถในการรู้เท่าทันสภาวะภายในตนจนเกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงของสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ตลอดจนการผสมผสานเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมของความสามารถด้านต่างๆในตัวมนุษย์ เป็นต้น  เพราะการเรียนรู้ในกระแสหลักมักมุ่งเน้นให้บทเรียนครอบคลุมเฉพาะระดับของความรู้ ความเข้าใจ ความทรงจำในเรื่องที่เรียน  ซึ่งมักแยกเรื่องที่เรียนออกจากความจริงด้านต่างๆของมนุษย์ที่มีมากกว่าความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ยกตัวอย่างบทเรียนเกี่ยวกับการทำงานเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง (Teamwork) มักจะพูดถึงการเปลี่ยนมุมมองเพื่อนร่วมงานจากแง่ลบมาเป็นการมองในเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง

ซึ่งถ้ากล่าวถึงเพียงแค่นี้ก็เชื่อได้ว่าผู้เรียนจะรู้ได้ไม่ยากแต่ก็จะเป็นเพียงรู้ว่ามันดีเฉยๆ หรือรู้แล้วจะทำได้จริงมากน้อยเพียงใดในสถานการณ์จริง ดังนั้นกระบวนกรจึงอาจต้องทำบทเรียนให้ลงลึกถึงว่าในความเป็นจริงอะไรเป็นปัจจัยทำให้คนเรามักมองคนในแง่ลบ การเปลี่ยนแปลงการมองจากลบมาเป็นบวกหรือมองตามที่เป็นจริงจะเกิดขึ้นจากภายในได้จริงอย่างไรหรือจะหล่อเลี้ยงสภาวะการมองแบบนี้ได้อย่างไร มันสัมพันธ์อย่างไรกับร่องพฤติกรรมเดิมและความสัมพันธ์กับผู้อื่น จะปรับใช้ได้จริงในสถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างไร หรือกระบวนกรอาจต้องทำให้ผู้เรียนสัมผัสโดยตรงกับสภาวะที่เขากำลังมองเชิงบวกจนผู้เรียนเข้าถึงผลอันน่าทึ่งของการมองเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปกระบวนกรควรทำเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงเข้าใกล้ตัวผู้เรียนให้มากที่สุดโดยเฉพาะด้านในของมนุษย์ ทำบทเรียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับบริบทรอบตัวผู้เรียนที่เป็นสถานการณ์ในชีวิตจริง  นอกจากนี้เนื้อหาของบทเรียนจะต้องเป็นปลายเปิดไม่หยุดนิ่งตายตัวและต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบถูกตั้งคำถามจากผู้เรียนได้เสมอ  อีกทั้งควรเป็นบทเรียนที่เป็นปลายเปิดเพื่อโยงใยสัมพันธ์กับองค์ความรู้ด้านอื่นศาสตร์สาขาอื่น

2. การใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลัง
นอกจากกระบวนกรจะจัดวางเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงถึงมิติด้านจิตใจและปัญญาแล้ว กระบวนกรจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลังเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ระดับที่เขาจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกภายใน สัมผัสถึงตัวสภาวะของสิ่งต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะไม่เพียงทำให้ผู้เรียน รู้หรือเข้าใจเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ผู้เรียนสัมผัสลึกถึงภายในที่กำลังสั่นไหว เปลี่ยนแปลง เรียนรู้อย่างใคร่ครวญได้ กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงซึ่งเป็นการสัมผัสสภาวะโดยตรง  ไม่ได้ใช้แค่เพียงความคิดหรือเหตุผลในการเข้าถึงตัวสภาวะ

ด้วยเหตุนี้ตัวกระบวนกรจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษถึงการออกแบบและใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลงลึกได้  ลักษณะสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่ทรงพลังมีดังนี้

  • การให้ผู้เรียนได้เรียนผ่านประสบการณ์ตรง เช่น การเรียนรู้นิเวศวิทยาแนวลึก เราจะพาผู้เรียนเข้าไปเดินรอนแรมในป่า อดอาหาร หรืออยู่คนเดียวเพื่อเผชิญกับความกลัวภายใน ซึ่งมักจะทำให้ผู้เรียนได้สัมผัสถึงความจริงรอบตัวที่เกิดขึ้นรวมถึงสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน กิจกรรมหรือกระบวนการผ่านประสบการณ์ตรงมักทำให้ผู้เรียนได้เปิดประตูการรับรู้ทุกทางหรือเกือบทุกทาง ซึ่งจะทำให้เกิดพลังการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งดื่มด่ำกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ทั้งนี้ก็เพราะสภาวะความเป็นจริงระดับลึกซึ้งจะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่านประสบการณ์ตรงไม่ใช่เพียงแค่คิดวิเคราะห์หรือสนทนากันเท่านั้น กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างได้แก่ การพาเดินรอนแรมในป่า ทดลองอดอาหารและอยู่คนเดียว  การพาผู้เรียนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านชาวเขาที่กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆ การฝึกฝนทำสมาธิภาวนาอย่างเข้มข้น การทำงานศิลปะ  การแสดงละคร การสวมบทบาทสมมติ การออกไปฝึกฝนคลี่คลายความขัดแย้งในพื้นที่จริง การใช้เกมหรือสถานการณ์จำลองที่คล้ายคลึงกับสภาพในชีวิตจริง เป็นต้น
  • กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ ควรสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้ ตัวผู้เรียนและข้อจำกัดเรื่องเวลา กล่าวคือกระบวนการหรือกิจกรรมที่ใช้ควรทำให้เข้าถึงบทเรียนที่ชัดเจนลงลึกได้ง่าย ไม่ยากไม่ง่ายเกินไปสำหรับกลุ่มผู้เรียน และไปกันได้กับข้อจำกัดของเวลา
  • เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการกระทบสัมผัสกับความรู้สึกภายในได้ง่าย หรือเป็นกับดักหรือหลุมพรางที่เมื่อผู้เรียนได้ทำหรือได้ผ่านแล้วทำให้เกิดการฉุกคิดใคร่ครวญ เกิดปัญญาได้ง่าย  ทำให้มองเห็นความจริงภายในที่มักมองข้ามหรือไม่เคยใส่ใจมอง รวมถึงทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงภายในได้ง่าย
  • เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่บางครั้งบางขณะทำให้ผู้เรียนเกิดความนิ่งสงัดเกิดสภาวะที่ใคร่ครวญหรือตระหนักรู้ได้อย่างแจ่มชัด
  • เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเชื่อมั่นไว้วางใจในระดับที่จะยอมเปิดตัวลงมาเรียนรู้อย่างเต็มที่ แต่บางครั้งกระบวนกรอาจจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเสี่ยง หวั่นไหว หมิ่นเหม่ต่อการเปิดเผยตัวตน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่เสี่ยงระดับหนึ่งมักจะทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง ซึ่งผู้เรียนบางคนถึงกับเปลี่ยนแปลงภายในอย่างชนิดถอนรากถอนโคนเลยทีเดียว  ทั้งนี้กระบวนกรจำต้องประเมินตัวกระบวนกรเอง ผู้เรียน จังหวะและสถานการณ์ในขณะเรียนรู้เป็นสำคัญ

3. การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์
นอกจากจะต้องใส่ใจการจัดวางเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายในที่ลุ่มลึกแล้ว กระบวนกรควรใส่ใจในการปรับบรรยากาศที่โน้มนำให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้สูงจนเข้าสู่บทเรียนได้ง่ายรวมถึงเข้าถึงประสบการณ์ภายในอย่างลึกซึ้ง การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์แบ่งเป็น 2 นัย

ประการแรก บรรยากาศในด้านกายภาพ ในที่นี้หมายถึงสถานที่เรียนรู้ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ ดังเช่น หากจะเรียนรู้เรื่องนิเวศวิทยาเราก็ควรเลือกใช้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาที่อยู่ลึกในป่าเป็นสถานที่เรียนรู้  หากจะเรียนรู้เรื่องความยากจนของคนชั้นล่างในสังคมก็ควรเลือกที่ชุมชนรากหญ้าหรือสลัมในเมือง เป็นต้น แต่หากเป็นเนื้อหาการเรียนรู้ทั่วๆไป กระบวนกรควรใช้ห้องเรียนรู้ที่โปร่งโล่งและเงียบสงัด ที่สำคัญควรจัดห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ว่างพอที่จะนั่งล้อมเป็นวงกลมได้ เพราะการนั่งล้อมเป็นวงกลมจะเอื้ออำนวยให้การเรียนรู้ออกมาในลักษณะถ่ายเทไหลเวียน สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ นั่นย่อมหมายถึงไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้หรือรับความรู้อย่างผูกขาด ประสบการณ์และองค์ความรู้เกิดขึ้นได้จากทุกๆคน ไม่เฉพาะแต่จากกระบวนกรเท่านั้น ดังได้กล่าวถึงไว้แล้วในบทนำ
ประการที่สอง บรรยากาศด้านความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้เรียนรวมถึงกระบวนกร ในที่นี้มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มผู้เรียนรวมถึงกระบวนกรให้เกิดความเป็นเพื่อนอันลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึงรู้สึกไว้วางใจกันมากพอจนทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ สามารถเปิดเผยตัวตนด้านในไม่ว่าดีหรือร้ายเพื่อหยิบยื่นบทเรียนแห่งการเติบโตให้แก่กันและกันได้ และเมื่อถึงคราวที่บทเรียนนำไปสู่ความเจ็บปวดภายในก็ยังสามารถช่วยเหลือเยียวยาภายในให้กันได้ นอกจากนี้ความเป็นเพื่อนที่แน่นแฟ้นมักจะนำไปสู่การแสวงหาความรู้ความจริงร่วมกันมากกว่าที่จะแข่งขันเพื่อเพียงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เหนือผู้อื่นและยังทำให้ประจักษ์ชัดได้ว่า การเข้าถึงความลุ่มลึกและกว้างไกลของบทเรียนเกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยมจากพลังกลุ่มที่แนบแน่น เนื่องเพราะพลังกลุ่มจะช่วยทำให้กลุ่มร่วมแสวงหาและผสมผสานประสานความรู้ความสามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงบทเรียนที่กว้างไกลลุ่มลึกด้วยกัน นอกจากนี้ความเป็นเพื่อนในกระบวนการเรียนรู้ยังลดทอนกำแพงอัตตา ลดทอนความรู้สึกเปรียบเทียบว่าใครเด่นใครด้อย ใครเก่งใครโง่กว่า รวมถึงยังป้องกันการชี้นำบังคับหรือครอบงำทางความคิดอย่างตายตัว เพราะความเป็นเพื่อนที่แท้จริงมักจะให้เสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นตามกระบวนกร หรือไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือคิดเหมือนกันทุกครั้งไป ดังนั้นการสร้างบรรยากาศที่เป็นเพื่อนอันลึกซึ้งระหว่างผู้เรียนรวมถึงกระบวนกรจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่เราต้องการ

ส่วนรูปธรรมการสร้างความเป็นเพื่อนที่สนิทใจกันนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ดังนี้

  • การร่วมกันกำหนดข้อตกลงหรือกติกาการเรียนรู้ที่จะต้องถือปฏิบัติร่วมกัน เช่น เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแบ่งปันให้กันและกันอย่างเพียงพอ รับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ด่วนสรุปด่วนตัดสิน เชิญชวนให้ทุกคนถอดหัวโขนหรือสถานภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นต้น
  • ใช้กิจกรรมผ่านประสบการณ์ที่สร้างพลังกลุ่มให้เกิดร่วมกัน ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนต้องร่วมกันทำและร่วมกันรับผิดชอบ
  • ใช้เกมหรือสันทนาการที่เล่นหัวด้วยกันได้เพราะสันทนาการที่สร้างสรรค์มักนำทุกคนไปประสบกับภาวะความเป็นเด็กที่ห่างหายมานานในขณะเดียวกันก็ละลายหรือลดทอนความเป็นทางการที่มาในคราบของความเป็นผู้ใหญ่ลงบ้างใช้กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้เปิดเผยภูมิหลังหรือเปิดเผยตัวตนด้านดีหรือร้าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ตัดสินหรือโจมตีเพื่อนที่เป็นเจ้าของเรื่อง การเปิดเผยที่กว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ โดยต่างฝ่ายต่างยอมรับและเข้าใจเพื่อนตามที่เป็นจะเป็นบันไดสำคัญทำให้ความเป็นเพื่อนลึกซึ้งแน่นเหนียว เชื่อมั่นไว้วางใจกันอย่างสนิทใจ ทั้งนี้การทำกิจกรรมลักษณะนี้มักจะทำทีละขั้นและประเมินกลุ่ม แล้วค่อยๆเพิ่มประเด็นลึกซึ้งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
  • การใช้กลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันสลับการเรียนรู้ในกลุ่มใหญ่ เพราะการพูดคุยในกลุ่มย่อยมักจะทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ง่ายและพูดคุยกันได้อย่างลึกซึ้งซึ่งง่ายกว่ากลุ่มใหญ่

กล่าวโดยสรุปการจัดปรับบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดความเป็นเพื่อนนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะเหนี่ยวนำบทเรียนให้ถ่ายเทไหลเวียนได้ง่าย ทำให้พลังการเรียนรู้ตื่นตัวอยู่เสมอและลงลึกได้ง่าย ดังนั้นกระบวนกรจำต้องตระหนักถึงปัจจัยข้อนี้เสมอ

4. การสรุปหรือถอดบทเรียน
ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะผู้ที่มีอุปนิสัยจับสังเกตเป็นมักจะสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ได้ลงมือทำกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรงโดยไม่จำเป็นต้องมีคนมาชี้แนะและชวนพูดคุยเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้หนึ่งๆ ผู้เรียนแต่ละคนก็อาจมองเห็นบทเรียนต่างจุดต่างมุมกัน เน้นหรือสนใจต่างกัน เชื่อมโยงกับความคิดและประสบการณ์เก่าได้แตกต่างกันหรือมองเห็นเรื่องเดียวกันแต่ให้คุณค่าความหมายต่างกัน ที่สำคัญผู้เรียนบางคนอาจจะยังไม่ทันได้จับสังเกตบทเรียนที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันทันที ดังนั้นกระบวนกรจึงจำเป็นต้องทำการสรุปหรือถอดบทเรียนร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการทำให้บทเรียนที่แฝงฝังในตัวผู้เรียน และจากกระบวนการเรียนรู้โผล่ปรากฏเป็นบทเรียนที่ผลิบานงอกงามและเห็นเป็นประจักษ์ร่วมกัน ทั้งนี้การสรุปหรือถอดบทเรียนมีมากมายหลายวิธี ดังเช่น

  • การใช้สุนทรียสนทนา โดยกระบวนกรไม่จำเป็นต้องดำเนินรายการมากคงปล่อยให้กลุ่มแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันไปตามจังหวะของความสดในแต่ละขณะ
  • การใช้กลุ่มย่อยสรุปการเรียนรู้ โดยตั้งประเด็นกว้างๆให้แลกเปลี่ยนกัน
  • การใช้พลังคำถามที่เชื่อมโยงลงลึก เพื่อดึงบทเรียนให้โผล่ปรากฏ การตั้งคำถามเพื่อสรุปบทเรียนที่เห็นบ่อยแบบหนึ่งในหลายแบบก็คือ กระบวนกรมักจะเริ่มต้นถามถึงประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นสดๆก่อนว่าเป็นอย่างไร ที่ควรถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นลำดับแรกก็เพราะความรู้สึกภายในของคนมักเป็นด่านแรกที่ทำให้เกิดความหมายบางอย่างภายในและมักจะนำไปสู่การนึกคิดปรุงแต่งเป็นความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติ หลังจากนั้นกระบวนกรอาจตั้งคำถามต่อโดยถามจากประสบการณ์ตรงแล้วพลิกแพลงไปสู่การเรียนรู้ แล้วอาจถามเชื่อมโยงจากบทเรียนที่เกิดขึ้นนั้นไปสู่การประยุกต์บทเรียนไปใช้ในชีวิตจริงเป็นการปิดท้าย ดังนี้เป็นต้น  อย่างไรก็ตามกระบวนการตั้งคำถามเพื่อสรุปหรือถอดบทเรียนสามารถพลิกแพลงไปได้อย่างไม่ตายตัว ทั้งนี้ประสบการณ์ที่เกิดจากการทำบ่อยๆย่อมช่วยให้กระบวนกรตั้งคำถามได้ทรงพลังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
  • การสรุปบทเรียนโดยการเขียนบันทึกอย่างใคร่ครวญ หรือผ่านกิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากการพูดคุย เช่น การวาดรูปเพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ เป็นต้น
  • การสรุปหรือการถอดบทเรียนด้วยการสนทนาแบบตัวต่อตัวเป็นการเฉพาะระหว่างกระบวนกรกับผู้เรียน ซึ่งมักจะเป็นบทเรียนที่เป็นการเติบโตภายในและผู้เรียนต้องการความเป็นส่วนตัวและความไว้วางใจสูงที่จะเปิดเผยตัวตนที่อยู่ลึกข้างใน แต่บางครั้งผู้เรียนคนนั้นก็อาจไว้วางใจผู้เรียนคนอื่นจึงให้กระบวนกรสนทนากับตนอย่างเปิดเผยต่อกลุ่มใหญ่ก็เป็นไปได้เช่นกัน
  • การให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านการเล่าเรื่องอย่างเดียวหรือสลับกับการตั้งคำถามเพื่อลงลึก

ยังมีการสรุปหรือถอดบทเรียนอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้อีกมากมายหลายวิธี ดังนั้นกระบวนกรจึงควรแสวงหาวิธีการสรุปบทเรียนไว้ให้หลากหลายและพร้อมที่จะพลิกแพลงใช้มันได้อย่างมีศิลปะ

กระบวนกรควรมีคุณสมบัติและทักษะอะไรบ้าง

จากองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากกระบวนกรจะทำให้ได้ผลดีเยี่ยมขึ้นเป็นลำดับนั้นกระบวนกรจำต้องสั่งสมคุณสมบัติภายในตลอดจนทักษะพื้นฐานของการเป็นกระบวนกร ดังต่อไปนี้

·         รู้ทัน มั่นคง ปล่อยวาง : แก่นแกนภายในของการเป็นกระบวนกร

ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคสิ่งที่ไม่คาดฝันมากมายทั้งที่เกิดจากความเหนื่อยหนักจากการสรุปบทเรียนร่วมกับผู้เรียนซึ่งอาจจะมีทั้งความยากของบทเรียนและความฝืดฝืนของผู้เรียน เกิดจากบทเรียนที่ดำดิ่งสู่สภาวะภายในซึ่งมองเห็นได้ยาก บางคราวก็เกิดอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายจากการกระแทกความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นทั้งผู้เรียนและตัวกระบวนกรเอง บางครั้งก็ต้องใช้พลังสูงในการเผชิญกับความแตกต่างหลากหลายรวมถึงความท้าทายนานาชนิดของผู้เรียน หรือบางครั้งบทเรียนก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่คาดหวังไว้ และอื่นๆอีกมากมาย  ดังนั้นกระบวนกรจึงต้องฝึกฝนพลังแห่งสติหรือความระลึกรู้ทันความรู้สึกนึกคิดภายในเวลากระทบสัมผัสกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ฝึกฝนสติจนจิตใจมีความตั้งมั่นมีความนิ่งภายในพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้จะออกมาดีหรือไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม นอกจากนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนการเฝ้ามองสรรพสิ่งต่างๆทั้งภายในภายนอกของเราจนมองเห็นความจริงว่าสรรพสิ่งล้วนผันผวนปรวนแปรไปตามเหตุปัจจัย พึงปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายทั้งปวง หากฝึกฝนจิตใจให้รู้ทัน มั่นคงและปล่อยวางได้ ก็ย่อมทำให้กระบวนกรมีสภาวะภายในที่เข้มแข็งปลอดโปร่ง สามารถทำกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างไม่ทุกข์กังวล แต่กลับมีพลังมีชีวิตชีวา และสามารถทำบทเรียนได้อย่างสร้างสรรค์งอกงามไปได้อย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้สภาวะภายในที่เข้มแข็งมั่นคงมักจะเป็นแก่นแกนสำคัญทำให้ทักษะพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ที่จะกล่าวถึงต่อไปมีความแหลมคมและเต็มไปด้วยพลัง

·         รู้กว้าง รู้ลึก รู้ไกล กล้าหาญและใส่ใจ : คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ศรัทธาต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้

หากกระบวนกรจะสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดบทเรียนที่ลงลึกและนำไปใช้ได้จริง กระบวนกรจำต้องหมั่นแสวงหาและเรียนรู้ในเรื่องที่ตนจัดการเรียนรู้อยู่เสมอ จนสามารถรู้ในเรื่องนั้นลึกและกว้างรวมทั้งต้องแสวงหาเรียนรู้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นที่สัมพันธ์กับเรื่องที่เราทำซึ่งถือเป็นการรู้ไกล

ดังนั้นยิ่งกระบวนกรรู้กว้าง รู้ลึก และรู้ไกลได้มากเท่าใดก็ย่อมทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งกระบวนกรจำต้องฝึกฝนความกล้าหาญในมิติต่างๆ ได้แก่ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติเดิมที่ตนยึดถือ หากมันถูกตรวจสอบชัดเจนแล้วว่ามีข้อจำกัดในการอธิบายความจริง หรือมีความเห็นหรือทฤษฎีซึ่งอธิบายได้ดีกว่า กระบวนกรจำต้องกล้าที่จะไม่ยึดในความเห็นความเชื่อเดิม และใจกว้างที่จะเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว พร้อมที่จะยืดหยุ่นพลิกแพลงทั้งความคิดเห็นและการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องไปตามบริบทที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ กระบวนกรควรฝึกฝนความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความเห็นที่ต่างไปจากตนรวมถึงกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายในทุกรูปแบบของผู้อื่นรวมถึงผู้เรียนด้วย ที่สำคัญที่สุดในเรื่องความกล้าก็คือ กล้าที่เรียนจากผู้เรียนที่สถานภาพต่ำหรือด้อยกว่า รวมทั้งถ้าตัวเองไม่รู้สิ่งใดก็กล้าที่จะบอกหรือยอมรับกับผู้เรียนได้ว่าไม่รู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างซื่อตรงต่อการจัดการเรียนรู้ประการสุดท้ายกระบวนกรควรมีสำนึกแห่งการใส่ใจผู้เรียนทั้งหมด พยายามเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดซึ่งจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อจิตใจภายในกระบวนกรต้องนิ่งพอที่จะดำรงอยู่กับเขาอย่างแท้จริงจึงจะทำให้สามารถรับฟังหรือได้ยินความรู้สึกนึกคิดภายในที่ผู้เรียนแสดงออกมา หากกระบวนกรไม่นิ่งและไม่ได้ดำรงอยู่ร่วมกับผู้เรียนก็ย่อมไม่สามารถได้ยินได้ฟังบทเรียนที่เกิดขึ้นจากผู้เรียน กระบวนกรก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์บทเรียนที่เกิดขึ้นจากตัวผู้เรียนได้อย่างแท้จริง แต่จะทำได้แค่เพียงนำเสนอความเห็นตนเองออกไปข้างเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้การใส่ใจผู้เรียนอย่างลึกซึ้งยังทำให้กระบวนกรสามารถเห็นช่องทางหรือกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งจะทำให้กระบวนกรสามารถจัดวางเงื่อนไขการเรียนรู้หรือช่วยเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จนสามารถเติบโตงอกงามได้ด้วยตัวเองในที่สุด

·         ทักษะที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้

3.1 การรับฟังด้วยใจอย่างลึกซึ้ง กระบวนกรจำต้องฝึกรับฟังผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยสติจนสามารถจับประเด็นหรือเข้าถึงเรื่องราวต่างๆของผู้เรียนที่กำลังแลกเปลี่ยนแบ่งปัน การฟังอย่างลึกซึ้งยังช่วยทำให้กระบวนกรเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งการเข้าถึงทั้งประเด็นและอารมณ์ความรู้สึกจะเป็นประตูสำคัญของการทำให้บทเรียนลุ่มลึกโผล่ปรากฏขึ้นมา ทำให้กระบวนกรสามารถเชื่อมโยง วิเคราะห์ สังเคราะห์ประสบการณ์ของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำและแหลมคม
3.2 วิธีคิดหรือกระบวนการคิดเพื่อใช้เป็นเข็มทิศนำทางในการวางแผนและการสรุปบทเรียน ในการจัดการเรียนรู้ที่เอากลุ่มผู้เรียนเป็นตัวตั้ง และจะต้องสกัดความเห็นและประสบการณ์ออกจากผู้เรียนแล้วทำให้ปะทะสังสรรค์จนเกิดบทเรียนที่ลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจำต้องมีวิธีคิดหรือกระบวนการคิดเพื่อใช้เป็นเข็มทิศบ่งบอกทางในการวางเนื้อหาและการสรุปบทเรียน เข็มทิศของกระบวนการคิดที่ว่านั้นจะช่วยทำให้กระบวนกรรู้ชัดได้ว่าบทเรียนกำลังอยู่จุดใด กำลังเคลื่อนไปอย่างไร ประเด็นกำลังเชื่อมโยงสัมพันธ์หรือย้อนแย้งกันอย่างไร ซึ่งถ้ากระบวนกรรู้ตำแหน่งแห่งที่ของบทเรียนชัดเจนก็จะช่วยกลุ่มผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่าย       
ด้วยเหตุนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนกระบวนการคิดหรือวิธีคิดที่หลากหลายไว้ใช้งานอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายและเนื้อหาการเรียนรู้
3.3 การจับประเด็น นอกจากการรับฟังอย่างลึกซึ้งแล้วกระบวนกรจำต้องหมั่นฝึกฝนการจับประเด็นหรือจับแก่นของเรื่องได้ เพราะหากกระบวนกรจับประเด็นได้แม่นยำไม่หลุดมือก็ย่อมช่วยทำให้ทุกคนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความหมายที่ผู้เรียนต้องการสื่อ ซึ่งนั่นก็จะเป็นประตูสำคัญของการทำให้บทเรียนอันลึกซึ้งซึ่งโผล่ปรากฏขึ้นมา และเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า การรับฟังอย่างลึกซึ้งและการจับประเด็นต้องทำงานควบคู่กัน
3.4 การสื่อสารที่เข้าใจง่ายและทรงพลังทักษะด้านนี้ถือเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายและมีพลังตื่นตัวต่อการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ดังเช่น การเล่าเรื่องสั้นๆ หรือการพูดให้ข้อคิด หรือเสนอมุมมองใหม่ๆของกระบวนกร ดังเรามักจะประทับใจกระบวนกรบางท่านที่สามารถพูดได้อย่างคมคายและทรงพลังจนทำให้ผู้เรียนเกิดมโนธรรมสำนึกหรือเกิดการฉุกคิดอย่างใคร่ครวญได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะทำให้เราเห็นเรื่องภายในหรือเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามเสมอ เป็นต้น
3.5 การตั้งคำถามที่ลงลึกและเชื่อมโยง ทักษะด้านนี้จัดเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากภายในและทำให้เกิดปะทะสังสรรค์บทเรียนภายในกลุ่มซึ่งช่วยทำให้องค์ความรู้ชัดเจนลุ่มลึก และขยายเชื่อมโยงไปสู่บริบทอื่นได้อย่างทรงพลัง

บทสรุป

แม้ว่าเส้นทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงคนหลากด้านหลายมิติในสังคมจะยังคงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่บางสถาบัน องค์กร หรือในชุมชนรากหญ้าก็ได้เริ่มทดลองจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้ แม้ว่าแต่ละสถาบันจะมีความแตกต่างหลากหลายทั้งในแง่การเน้นเป้าหมายการเรียนรู้ เนื้อหาที่เรียนรู้ กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ แต่เส้นทางอันหลากหลายนี้ก็มุ่งสู่ความอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าการศึกษาเรียนรู้ในกระแสหลัก  สิ่งที่อยากจะฝากไว้ในท้ายสุดนี้ก็คือ แต่ละสถาบันควรทดลองจัดการเรียนรู้ตามแนวทางที่ตนเชื่อ ทำไปพร้อมกับหมั่นสรุปหรือถอดบทเรียนให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทด้านต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วนำเสนอสู่สาธารณชนที่สนใจการเรียนรู้แนวนี้
ประการที่สอง เหล่ากระบวนกรทั้งหลายควรจัดเวทีสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันและถือเป็นการสร้างชุมชนหรือเครือข่ายของแวดวงการเรียนรู้แนวทางนี้ หากเป็นไปได้ควรจะมีการข้ามไปเรียนรู้หรือช่วยเหลืองานด้านการเรียนรู้จากกันและกัน
ประการสุดท้าย เหล่ากระบวนกรหรือหากมีชุมชนเครือข่ายเกิดขึ้นแล้วก็ควรหาทางปะทะสังสรรค์ประสบการณ์การจัดการเรียนรู้กับแวดวงการศึกษาในสถาบันการศึกษาหลักทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมาเป็นสมบัติของสังคมไทยต่อไป  

บรรณานุกรม

ประเวศ วะสี, เสน่ห์  จามริก, สุลักษณ์  ศิวรักษ์, พระไพศาล  วิสาโล. ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อความเป็นไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์, 2547
ประเวศ  วะสี. บนเส้นทางชีวิตภายใน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : หมอชาวบ้าน, 2547
ปรีดา  เรืองวิชาธร. งานพลังกลุ่มและความสุข. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : สวนเงินมีมา, 2551
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ จำกัด, 2532
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า. พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, 2530
วิศิษฏ์  วังวิญญู, นพ.วิธาน  ฐานะวุฑฒ์, ณัฐฬส  วังวิญญู. คู่มือกระบวนกรศาสตร์และศิลป์แห่งการหันหน้าเข้าหากัน. พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพมหานคร : วงน้ำชา, 2550
วิจักขณ์  พานิช. เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : สวนเงินมีมา, 2550 
วีระ  สมบูรณ์, “พรมแดนแห่งความไม่รู้ : อารัมภบทสู่ทิศทางที่พร่ามัวของวิชาการ”. ความไม่รู้ไร้พรมแดน. 65-108. กรุงเทพมหานคร : โกมลคีมทอง, 2541
วีระ  สมบูรณ์, “อริยวินัยกับศาสตร์ร่วมสมัย”. พุทธธรรมกับอุดมการณ์สำหรับศตวรรษที่ 21. 123-147. กรุงเทพมหานคร : โกมลคีมทอง, 2542
อวยพร  เขื่อนแก้ว. การฝึกอบรมผู้อำนวยการเรียนรู้.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด(มหาชน),2551
 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 5, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: