RSS

ความสามารถในการมองเห็นสิ่งใหม่

04 ม.ค.

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ www.newheartnewlife.net

บทความชิ้นนี้เป็นบทความชิ้นแรกสำหรับปีใหม่ 2552 ของคอลัมน์จับจิตด้วยใจ ผมก็เลยลองนึกถึงคำว่า “ใหม่” ผมพบว่า “ความสามารถในการมองเห็นสิ่งใหม่ๆ” เป็น “ความสามารถพิเศษที่ธรรมดา” อย่างหนึ่ง

ที่ว่า “ธรรมดา” นี้หมายความว่า “ใครๆ ก็มีได้” มนุษย์ทุกคนมีความสามารถนี้อยู่ในตัวกันอยู่แล้ว ที่ว่า “พิเศษ” ก็เพราะว่าถ้าเราลองละเอียดกับสิ่งที่เรารับรู้จริงๆ บางทีเราก็อาจจะพบ “ความพิเศษ” ในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นธรรมดาๆ อยู่ก็ได้

ทั้งนี้เป็นเพราะแม้มนุษย์ทุกคนจะมีความสามารถนี้อยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ผมก็พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้นำความสามารถนี้ออกมาใช้ มีคนเพียงจำนวนไม่มากนักที่มีสามารถนำความสามารถนี้ออกมาใช้ได้เท่านั้น ก็เลยขอเรียกว่าเป็น “ความพิเศษในความธรรมดา”

ผมมีสมมติฐานว่า คนที่มีความสามารถแบบนี้ มักจะเป็นคนที่มีความสามารถในการมีความสุขได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งถ้า “วันปีใหม่” จะหมายถึงการส่งความสุขกันแล้ว ผมก็เชื่อว่า การส่งผ่าน “ความสามารถตรงนี้” น่าจะเป็นของขวัญล้ำค่ามากอย่างหนึ่ง สำหรับวันปีใหม่ในปีนี้

ในเวิร์กช็อปที่ผมและทีมงานได้ทำกับหน่วยงานต่างๆ นั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามสี่วันในห้องประชุมแต่ละแห่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวันที่สองหรือวันที่สาม ผมก็มักจะตั้งคำถามให้กับผู้เข้าร่วมประชุมว่า “ให้พวกเขาลองมองหาสิ่งใหม่ที่ยังไม่ได้มองเห็นหรือยังไม่ได้รับรู้ว่ามีอยู่ในห้องประชุมแห่งนั้น” มาอย่างน้อยห้าอย่างและเขียนลงไปในสมุดบันทึก

คนส่วนใหญ่ก็จะพบและยอมรับว่า “มีมุมที่พวกเขายังไม่ได้มอง” หรือ “มองแต่ไม่เห็น” มากมายหลายมุม บางคนได้มากกว่าห้ามุม ในขณะที่พวกเขามองเห็นมุมที่ยังไม่เคยมองเห็น พวกเขากำลังได้สัมผัสกับ “ความใหม่” ที่เกิดขึ้น ณ ขณะเวลานั้น

การมองเห็น “ความใหม่” ที่เกิดขึ้นแบบนี้สามารถก่อให้เกิด “ความมีชีวิตชีวาอะไรบางอย่าง” นำไปสู่ “ความปีติ” และความสุขอะไรบางอย่างที่ง่ายๆ อย่างบอกไม่ถูก

เหมือนกับตากล้องที่บรรจงเลือกมุมต่างๆ ของดอกไม้สวยดอกหนึ่ง ที่สามารถมองได้หลายมุม แต่ละมุมก็ล้วนแล้วแต่มีความงดงามที่แตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตามก็จะพบประสบการณ์แปลกๆ ที่น่าสนใจกับเรียนรู้ คือมีเวิร์กช็อปปราบเซียนครั้งหนึ่งที่เมื่อผมให้ทำกิจกรรมการมองเห็นนี้ ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งสะท้อนว่า “ไม่เห็นมีอะไรใหม่ในห้องประชุมนั้นเลย” พวกเธอเห็นหมดแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่านสีขาวที่คล้องรอบเสาอยู่ ขลิบดิ้นทองที่อยู่ตรงชายผ้าม่าน รอยถลอกบนฝ้าเพดาน เสาใหญ่ของสองเสาด้านข้างที่แตกต่างกัน ฯลฯ

อืมม ยอมรับว่า วินาทีนั้นผมอึ้งไปพอสมควร กำลังทบทวนอยู่ว่า อืมม บางทีผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้อาจจะเป็นผู้เข้าร่วมที่มีการสังเกตดีมาก สามารถมองเห็นและรับรู้ทุกอย่างที่อยู่ในห้องได้เป็นอย่างดีอย่างละเอียดดีมากๆ อยู่แล้ว และผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้เกือบจะเป็นผู้หญิงล้วน หรือบางทีผมก็คิดเลยไปว่า ผู้หญิงก็อาจจะมีการสังเกตที่ละเอียดมากกว่าผู้ชายกระมัง

แต่ปรากฏว่าประเด็นไม่ได้อยู่เพียงแค่ “การมองเห็น” เท่านั้น แต่จะต้องรับรู้ได้ถึง “ความใหม่” ของสิ่งที่อยู่ตรงข้างหน้าของพวกเธอต่างหาก ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้ “มองเห็นแต่ไม่เห็นความใหม่” ไม่สามารถรับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้น “เป็นความใหม่” พวกเธอบอกผมว่า “ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย”

ผมก็เลยต้องใช้กระบวนท่าใหม่ ให้พวกเธอเหล่านั้นหยิบของใช้ประจำตัวออกมา อะไรก็ได้ที่อยู่กับตัวพวกเธอมานานแล้ว อาจจะเป็น มือถือ ปากกา แหวน หรือนาฬิกา ฯลฯ จากนั้นให้มองหาสิ่งที่พวกเธอยังไม่เคยมองเห็นในของใช้ประจำตัวของพวกเธอมาห้าอย่าง

อืมม ถึงตรงนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถึงจะเริ่มเข้าใจ “ความใหม่ในความเก่า” ที่จะต้องอาศัยการสังเกตอย่างละเอียดลออในการมอง หลายๆ คนเริ่มมองหาความใหม่ในสิ่งของที่อยู่กับพวกเธอมานานหลายปี มองทุกวันแต่ไม่เห็น

หลังจากนั้นผมก็ยังตั้งคำถามให้ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้กลับไปทำเป็นการบ้านต่ออีกว่า “เมื่อกลับไปบ้านแล้วให้มองหาความใหม่ในคนใกล้ชิดที่อยู่ด้วยกันมานาน” อย่างน้อยห้าอย่าง มีอะไรบ้างที่พวกเธอยังไม่เคยมองเห็น

เมื่อวันแม่ที่ผ่านมานี้เอง ผมได้ทดลองขอให้คุณแม่วัยเกือบแปดสิบของผมลองทำกิจกรรมคล้ายๆ แบบนี้ทุกวัน โดยขอให้คุณแม่ “เขียนทุกวัน” เพียงประมาณห้านาที ทุกๆ วัน โดยเริ่มต้นจากการให้ท่านเขียนสิ่งที่เห็นสิ่งที่รับรู้ในขณะนั้นว่า ท่านเห็นอะไรบ้าง ได้ยินอะไรบ้าง หรือรับรู้อะไรบ้าง

ยากมากๆ นะครับสำหรับการที่คนอายุขนาดนั้นจะยอมทำอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิต แต่คุณแม่ของผมก็ได้พยายามลองลงมือเขียน แม้จะได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ต้องถือว่าเป็นความพยายามที่ดี ใหม่ๆ ท่านก็จะสงสัยมากว่าให้เขียนทำไม ในเมื่อ “สิ่งที่ท่านเห็น” ก็เหมือนเดิมๆ ทุกๆ เช้า เพราะท่านบอกว่าท่านนั่งที่เดิมตรงหน้าบ้านทุกๆ วัน ท่านก็เห็นนกเขาที่มาเกาะที่ต้นไม้ต้นเดิมตรงตำแหน่งเดิมทุกๆ วัน ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลยนี่นา ท่านก็บอกว่าท่านเขียนว่าท่านเห็นนกเขาเกาะที่กิ่งไม้ แล้วก็เขียนอะไรไม่ได้อีกเท่าไร กลายเป็นการเขียนบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้

แต่ต่อๆ มา ในวันหลังๆ ท่านก็เริ่มยอมรับว่า อืมม บางวันก็แตกต่าง บางวันก็กลายเป็นนกกระจิบกระจาบ บางวันเสียงที่ได้ยินก็แตกต่างไป แม้จะนั่งที่เดิมเวลาเดิมทุกๆ เช้า

นี่คือการสร้าง “ความสามารถในการมองเห็นสิ่งใหม่” ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและเห็นได้ชัดว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะนี้อยู่บ้าง เพราะพวกเราส่วนใหญ่มักจะละเลยหรือมองข้าม “ความพิเศษ” ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ อยู่แล้วในทุกขณะของทุกอณูชีวิต เรามองสิ่งที่เราเห็นเป็นความธรรมดาก็เพราะเราไม่ได้มองอย่างจริงๆ จังๆ หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ “เรายังไม่ได้ดำรงอยู่ ณ ตรงนั้นอย่างแท้จริง”

ด้วย “ความสามารถนี้” จะสามารถช่วยให้เรา “ดำรงอยู่อย่างแท้จริง” ได้ และยังจะช่วยให้เรามองเห็น “ความหลากหลายของชีวิต” มองเห็น “ความเป็นไปได้” ต่างๆ ของชีวิตได้อย่างมากมาย ซึ่งน่าจะนำ “ความสดใส” มาสู่ชีวิตให้สมกับคำว่า “ปีใหม่” ได้บ้างกระมัง

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 4, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: