RSS

แอ่งน้ำใจแห่งการรับฟัง

08 ก.พ.
เรื่องของการ dialogue เป็นเรื่องน่าสนใจครับ ทำไปเรียนรู้ไป จึงได้เข้าใจ อ่านอย่างเดียว โดยไม่ได้ทำ ย่อมไม่เกิดอะไร
ผมเองก็นำเรื่อง dialogue มาสู่ห้องเรียนในวิชา community empowerment มาได้ 2 รุ่นแล้ว ในฐานะที่เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างพลังแบบ collective……..หากมีเวลา ลองเข้าวง dialogue ดูครับ

ส่วนบทความต่อจากนี้ เขียนโดย 
ณัฐฬส วังวิญญู นะครับ

 

การชุมนุมของชาวดีโอ หรือ Dialogue Oasis ครั้งที่ 3 ที่บ้านพักคริสเตียน ถนนคอนแวนต์ ซอยศาลาแดง 2 เกิดขึ้นด้วยผู้คน 21 ชีวิต ที่พร้อมรับฟังและเรียนรู้จากกันและกัน ทำให้ตาน้ำแห่งมิตรภาพในเมืองกรุงนี้ผุดเผยเติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ให้กับชีวิต

โดยส่วนมากเป็นผู้คนที่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Dialogue มา หรือไม่ก็สนใจที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการบอกเล่าบอกต่อ หรือผ่านเว็บไซต์วงน้ำชา (http://www.wongnamcha.com)

หลายคนอยู่ในแวดวงของการเรียนรู้ด้านในที่เป็นการแสวงหาพื้นที่เปิดแบบนี้ในการตอกย้ำการฝึกฝน บางคนได้เข้าเรียนรู้กับเสมสิกขาลัยเป็นช่วงๆ ในหลักสูตรต่างๆ ที่หลากหลาย บ้างก็ได้เข้าปฏิบัติการฝึกตนกับคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอย่าง วิจักขณ์ พานิช

ครึ่งหนึ่งเป็นคนทำงานประจำที่แสวงหาชีวิตที่มีคุณค่าและสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงสัมพันธ์และเกิดการเรียนรู้จากกันและกัน

บ้างก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์ของพวกเขาได้ช่วยให้เขาได้สัมผัสและเกิดแรงบันดาลใจผ่านกระบวนการสนทนาแนวลึก จนได้มาเดินอยู่บนเส้นทางของการเรียนรู้และชีวิตที่มีความหมาย

พวกเราเริ่มต้นจากการแนะนำตัวให้ได้รู้จักที่ไปที่มาของกันและกัน เพียงแค่การได้รับฟังเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันก็เป็นความอิ่มใจอย่างหนึ่ง

มีเพื่อนคนหนึ่งพูดถึงความรู้สึกถึง “ความแปลกแยก” (Alienation) ที่เกิดขึ้น ทั้งในเวลาที่อยู่ในองค์กรของตัวเองที่ยังคงเป็นไปตามวิถีของการแข่งขันกับเวลาและเป้าหมาย จนไม่มีเวลาให้ชีวิต และมองพวกที่พยายามแสวงหาคุณค่าว่าเป็นพวกแปลกๆ เป็นเหมือนมะนาวต่างดุ๊ด” (กรุณาผวน)

และแม้แต่เวลาที่อยู่ท่ามกลางผู้คนที่แสวงหา ที่อาจไม่ได้ทำงานให้กับองค์กรธุรกิจที่ใช้ชีวิตไปกับการแสวงหากำไร ก็รู้สึกว่าอยู่นอกเหล่านอกกอไปอีกแบบ

ทั้งนี้ การที่ต้องเดินระหว่างโลก 2 ใบนี้เองที่บางครั้งก็รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว เอาเข้าจริงๆ คิดว่าคนจำนวนมากคงมีความรู้สึกถึงความเป็นชนกลุ่มน้อยที่แปลกแยก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออาจเป็นว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งความแปลกแยก

ดังนั้น กระบวนการหรือเครื่องมือต่างๆ ที่กำลังเป็นที่สนใจ ก็คือเครื่องมือที่ช่วยลดความแปลกแยกเหล่านี้ลง

ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการสร้างสรรค์ชุมชน การสร้างจิตร่วมในทีมงาน การสื่อสารอย่างสันติ การเป็นคนกลาง สานเสวนา การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และกระบวนการภาวนาในรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้คนได้ลดความรู้สึกแปลกแยกกับ “ตัวเอง” ลงไปบ้าง เพื่อยอมรับตนเองอย่างที่เป็น ล้วนสะท้อนความปรารถนาที่จะ “อยู่ร่วม” ในความรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของชีวิต

เพื่อนวัยเยาว์ผู้เป็นศิษย์ของอาจารย์สรยุทธ รัตนพจนารถ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะสังคมอยู่ในกระบวนการสร้างความหลากหลาย ความเป็นตัวของตัวเองที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างนี้เองอาจทำให้ความรู้สึกแปลกแยกกลายเป็นท่วงทำนองร่วมของสังคมยุคนี้ ความท้าทายอยู่ตรงที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ความ “แปลก” นี้ไม่ “แยก” ออกจากกัน แต่กลับมาเชื่อมโยงและเรียนรู้จากกันและกันได้

และแล้วเพื่อนอีกคนหนึ่งก็ตั้งคำถามอย่างเปิดกว้างและจริงใจว่า ในฐานะที่ทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง หรือ facilitator (ที่บางคนเรียกสั้นๆ ว่า ฟา) หรือการเป็นกระบวนกรนั้น มีเป้าหมายหนึ่งคือ ทำให้ผู้คนในองค์กรเข้าใจถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้ ดังนั้น ฟาจำต้องสามารถทำการ โน้มน้าว (convince) อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่? คำถามนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างตื่นตัวในวงสนทนา

สิ่งที่เราค้นพบกันหนึ่งคือ หลายคนได้ค้นพบบางอย่างที่มีคุณค่ากับชีวิตและอยากแบ่งปันให้คนรอบข้าง ครอบครัวหรือองค์กรได้รับรู้และ “ได้” อย่างที่ตัวเองได้รับ

ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการได้เข้าใจแง่มุมชีวิตของตัวเองมากขึ้น

การมีสุขภาพดีขึ้น หรือการได้มีแวดวงที่มีการพูดคุยกันอย่างรับฟังและเข้าใจกันและกันได้

บ้างก็แบ่งปันว่า ภาษาหรือแม้แต่ชุดที่สวมใส่ก็อาจทำให้เกิดการรับรู้และตัดสินไปเองที่นำไปสู่ความแปลกแยกได้เช่นกัน

บ้างก็ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังวาระที่แท้จริงของผู้คน แทนที่จะพยายามทำให้เขาเข้าใจวาระของเรา เพราะนอกจากจะช่วยทำให้เกิดการได้ยินและเข้าใจแล้ว ความเป็นเพื่อนที่ปลอดภัยโดยไม่ตัดสินนี้จะนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

คล้ายกับที่อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ กล่าวว่า “รักแล้วจึงรู้” นั่นคือความสัมพันธ์ที่ดี ปลอดภัย วางใจ ไมตรีนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเรียนรู้ และที่สำคัญการสร้างสัมพันธภาพที่ดีนี้ต้องเป็นไปอย่างจริงใจ ไม่ซ่อนเร้น ไม่ทำให้เป็นเครื่องมือรับใช้ความอยากของเราเองที่ต้องการให้เขาทำอะไรสักอย่างตามความคิดของเรา แต่เป็นความปรารถนาดีจริงๆ ที่อยากให้เขาได้พบเจอกับสิ่งดีๆ แม้ว่าสิ่งดีๆ นั้นเราอาจไม่เคยรู้จักพบพานเลยก็ตาม

เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นกระบวนกรด้านนพลักษณ์ ศาสตร์เพื่อการเข้าใจตัวเอง ได้แบ่งปันว่า “คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่ค่อยมีเวลา แต่ท่านสันติกโรแนะนำว่า เราต้องเป็นเวลา ไม่ใช่มีเวลา คือการดำรงอยู่อย่างใส่ใจกับปัจจุบันของชีวิต”

ในความเห็นของผู้เขียน การทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงคือการทำงานกับการดำรงอยู่ของตัวเอง เป็นการทำงานอยู่กับปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และที่นี่เท่านั้น อนาคตแห่งการเปลี่ยนแปลงดำรงอยู่ในปัจจุบัน ดังที่มหาตมะ คานธี กล่าวว่าจงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้นในโลกนั้นเถิด” (Be the change you want to see in the world) หากเราไม่ปรารถนาความรุนแรง ก็จงเป็นสันติภาพ หากเราไม่ต้องการความมืด และได้แต่เพียงก่นด่าความมืด เราก็จะเป็นเพียงเสียงก่นด่าและความคับข้องหมองใจ และแล้วความมืดก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่ถ้าเราจุดเทียนไขสักเล่ม ความมืดมิดก็จะมลายหายไป เราเลือกได้ว่าจะก่นด่า หรือจุดเทียน

การมีชีวิตอยู่อย่างเปิดรับ อย่างมีแรงบันดาลใจที่ไม่คาดหวัง คือการดำรงอยู่ในแรงบันดาลใจ อย่างไม่ต้องมีชื่อหรือสถานะอะไร แม้แต่การใช้คำว่า “กระบวนกร” หรือ “ฟา” แทนคำว่าวิทยากร” นอกจากเพื่อให้เห็นความต่างของวิธีการจัดการกระบวนการเรียนรู้แล้ว ยังต้องการสื่อสารความเป็นธรรมดา ที่ไม่ต้อง “พิเศษ” หรือ “วิเศษ” กว่าใครๆ แต่เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ต้องการให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้มีโอกาสให้หรือแบ่งปันสิ่งที่มีค่าแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างมีของขวัญล้ำค่าที่จะเป็นผู้ให้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

ผู้เขียนได้แบ่งปันในวงว่า ไม่ว่าจะยุคไหนๆ มนุษย์ได้สร้างเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์กับชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะกับผู้คนด้วยกัน หรือกับโลกแห่งธรรมชาติ ผ่านพิธีกรรม ประเพณี หรือกิจกรรมธรรมดาสามัญในชีวิต สมัยนี้ก็เช่นกัน เราต้องการการเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างรู้สึกปลอดภัย ไร้วาระซ่อนเร้นหรือกดทับ เพื่อให้เราได้ยินเสียงของตัวเองและของกันและกันอย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของการยอมรับ

และมากไปกว่านั้นเรายังมีสัญชาติญาณที่โหยหาความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลที่มีชีวิตนี้ แนวปฏิบัติที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาและความเชื่อต่างๆ จึงได้บังเกิดขึ้น ในโลกปัจจุบันก็เช่นกัน การค้นหาจิตอันเป็นหนึ่งเดียวนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป

ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์ของความแปลกแยกมาเพียงใดก็ตาม เมื่อได้แบ่งปัน “ความแปลกแยกก็จะทำให้พื้นที่วันเสาร์กลางกรุงกลายเป็นพื้นที่ของการได้ยินและเป็นพื้นที่ที่แปลก…แต่ไม่แยก”

หมายเหตุ : สนใจเข้าร่วมสนทนาใน Dialogue Oasis ทุกวันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ที่หอพักคริสเตียน ถนนคอนแวนต์ ซอยศาลาแดง 2 ติดต่อ คุณวารุณี ไม้ตราวัฒนา ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 08-1481-0715 หรือ อี เมล waruneemaitra@gmail.com

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 8, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: