RSS

“สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น (จบ)”

21 ก.พ.

3) นิยาย, หนังสือพิมพ์, ทุนนิยมการพิมพ์, ตลาดผู้อ่าน, ภาษาท้องถิ่น ฯลฯ เหตุปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการกำเนิดจิตสำนึกเรื่องชาติอย่างไร? เป็นคำถามคลุมท้ายบทที่ 2 Cultural Roots ต่อตลอดบทที่ 3 The Origins of National Consciousness (กำเนิดของสำนึกแห่งความเป็นชาติ) ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้าใจ และน่าอัศจรรย์ที่ครูคิดได้ยังไง – ที่เชื่อมโยงสิ่งของปรากฏการณ์เล็กใหญ่แตกต่างหลากหลายเหล่านี้ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นเรื่องเป็นราวได้

ผมเห็นว่าปมสำคัญคือ ควรเข้าใจว่าที่ครูเบ็นทำคือพยายามเล่าประวัติเชิงวัตถุนิยมวัฒนธรรมของเงื่อนไขความเป็นไปได้ในการคิดชาติได้ (a cultural materialist historical account of the conditions and possibility of the perception of nation)

มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เดียวกันนั้น นิยายหลายเรื่องของ Charles Dickens เล่าฉากกรุงลอนดอนจาก bird”s-eye view หรือวิวตานก หรือบรรยายฉากครอบ คลุมทั่วโรงงานเหมือนมองจากหลังคาลงมา ประหนึ่งผู้เขียนมีหูทิพย์ตาทิพย์ติดปีกเหาะขึ้นไปได้แล้วจินตกรรม “เห็น” หน่วยสังคมทั้งหมดในคราวเดียว

อีกทั้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เครื่องมือสำรวจสถิติและสำมะโนครัวประชากรพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้อนข้อมูลดิบช่วยให้ผู้ปกครองสามารถหลับตาวาดภาพเห็น” หน่วยการเมืองทั้งหมดใต้อำนาจปกครองของตนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

4) อาการร่วมอย่างหนึ่งของนักศึกษาหลายรายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา “ไม่เห็น” ชาติเรียบร้อยแล้วก็คือ ตื่นเต้นในความรู้ความเข้าใจใหม่ เกิดความภาคภูมิทะนงตน พาลเกลียดชาติ มองชาติไม่ขึ้น และยิ้มหยันเยาะเย้ยพวกที่ยังเชื่อชาติและรักชาติว่าช่างโง่เขลาเบาปัญญาดวงตาไม่เห็นธรรมเสียนี่กระไร

ผมคิดว่านี่เป็นอาการคล้ายสาวแรกรุ่นตื่นนมต้ม” ของตัวเอง แล้วหันไปเยาะเย้ยเพื่อนร่วมรุ่นที่หน้าอกยังไม่อวบขึ้นว่าไม่สมหญิง…..

การเข้าใจสิ่งใหม่ไม่มีอะไรผิด แต่ถ้ามันกระจ่างจ้าเสียจนตาลายพาลไม่เห็นความจริงอย่างอื่นด้านอื่น ดูถูกดูเบาความจริงเหล่านั้น อหังการมมังการ ก็เลยจะพลอยเป็นอุปสรรคขัดขวางความเข้าใจสืบต่อไปของตัวเอง

เพราะเราไม่ควรลืมว่า คำถามนำอย่างหนึ่งของครูเบ็นใน “ชุมชนจินตกรรม” คือทำไมคนนับร้อยๆ ล้านทั่วโลกจึงรักของที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ใช่วัตถุสิ่งของกายภาพจริงๆ หากจินตกรรมหรือติ๊งต่างขึ้น ถึงแก่ยอมฆ่าและยอมตาย ยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงกระทั่งพลีเลือดเนื้อชีวิตตัวเองเพื่อจินตกรรมอันนี้ตลอดประวัติศาสตร์สองศตวรรษที่ผ่านมา? พลังของมันอยู่ตรงไหน? มันทำงานอย่างไร? และในทางกลับกัน มันมีคุณมีด้านบวกอย่างไรบ้างต่อการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่รังแกที่ผ่านมา?

ผมเห็นว่าตัวแทนเด่นชัดที่สุดของอาการเกลียดชาตินิยมจนสุดโต่งดังกล่าวในวงวิชาการไทยศึกษาคือเพื่อนเกลอผมเอง ศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ดังเขาได้เขียนไว้ในบทความหลากชิ้นระยะหลังนี้ รวมทั้งบทวิจารณ์ที่เขาขยายความจากบทสรุปของงานวิจัยเรื่อง “๖ ตุลาฯในความทรงจำของฝ่ายขวา” (๒๕๕๑) ที่เขาบ่นว่าอดีตซ้าย-อดีตขวาสามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา” จนเป็นที่ตื่นเต้นฮือฮาในหมู่ผู้สนใจการก่อตัวประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย

เมื่อผมได้อ่านบทวิจารณ์ของธงชัยชิ้นนี้ ผมเขียนอี-เมลตอบเขาไปตอนหนึ่งว่า: –

Kasian: “Someone may be tempted in a not too distant future to summarize this debate among the old left as follows: Somsak blames it on PAD-ism; Thongchai blames it on nationalism; Kasian blames it on capitalism.”

(“ในอนาคตอันไม่ไกลนัก ใครสักคนอาจนึกใคร่จะสรุปข้อถกเถียงในหมู่ซ้ายเก่าดังนี้: สมศักดิ์โทษลัทธิ พธม., ธงชัยโทษลัทธิชาตินิยม, เกษียรโทษลัทธิทุนนิยม”)

ซึ่งธงชัยก็ตอบมาว่า

Thongchai: “This summary is fantastic. I think it captures lots of questions, differences, problems, strength and weakness of one another.”

(“ข้อสรุปนี้วิเศษมาก ผมคิดว่ามันจับประเด็นคำถาม, ความแตกต่าง, ปัญหา, จุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกันได้มากมายทีเดียว”)

ผมอยากเรียนว่าการที่พวกชาตินิยมที่เป็นอดีตซ้าย-อดีตขวาหันมาจับมือกันต่อต้านสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นภัยทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้น

มันก็ไม่ต่างจากการที่พวกต่อต้านชาตินิยมที่เป็นอดีตซ้ายหันมาขานรับสนับสนุนพวกเสรีนิยมใหม่ฝ่ายขวาตะวันตก เพื่อต่อต้านกลุ่มทุนเก่าผูกขาดที่อ้างราชาชาตินิยมในไทยตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

และมันก็ไม่ต่างจากการที่พวกต่อต้านฝ่ายนิยมเจ้าที่เป็นอดีตซ้ายหันมาปกป้องแก้ต่างร้องเชียร์กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทางธุรกิจการเมืองของไทยและด่ากราดผู้ที่บังอาจวิจารณ์กลุ่มทุนใหญ่นั้นโดยไม่ฟังเสียงใครสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อต่อต้านพันธมิตรศักดินา-อำมาตยาธิปไตยในปัจจุบันพวกเราพวกเขาต่างก็เลือกข้างเลือกฝ่ายตามอคติทางอุดมการณ์ของตนในสถานการณ์เฉพาะที่เปลี่ยนไปกันทั้งนั้นเป็นธรรมดา

ขอแต่อย่าสุดโต่งจนไม่เห็นปัญหาด้านอื่น ไม่เห็นจุดบอด จุดอ่อน ลักษณะเฉพาะด้านเฉพาะส่วนของทรรศนะอคติของตน จนดูถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่มองต่างไปหมดเท่านั้นเอง

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 21, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: