RSS

ศิลปะบำบัด

08 มี.ค.

วันอาทิตย์ เมื่อบ่ายที่ผ่านมาลูกศิษย์ลูกหาของ อ.อุทัย ดุลยเกษม ได้จัดงานแสดงมุทิตา กตเวที ต่ออาจารย์ โดยจัดให้มีการแสดงปาฐกถา อุทัย ดุลยเกษม ครั้งที่ 7  ในชื่อ ศิลปะกับชีวิต: ประสบการณ์การใช้กระบวนการศิลปะเพื่อเยียวยาเด็กที่มีเชื้อ HIV”  โดยมีองค์ปาฐกคือ คุณชุติมา สายแสงจันทร์   

 

ผมในฐานะศิษย์นอกกุฎิ ของ อาจารย์อุทัย (เนื่องจากผมไม่มีบุญที่จะได้เรียนจากอาจารย์ในห้องเรียนครับ) ก็ได้มีโอกาสไปร่วมงานนี้ด้วย ผมเลยขอเอาประโยชน์ที่ผมได้รับมาถ่ายทอดต่อนะครับ

 

ผมขอกล่าวถึง องค์ปาฐก สักเล็กน้อย ซึ่งอาจารย์อุทัย ได้เอ่ยปากชมว่า เป็นกัลยาณมิตรที่ไมตรีอย่างยิ่ง เพราะรับเชิญมาเป็นองค์ปาฐก โดยที่ไม่รู้จักอาจารย์มาก่อน คุณชุติมา สายแสงจันทร์ เป็นผู้ประสานงานกลุ่มเราเข้าใจ ภายใต้มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เป็นผู้มีประสบการณ์อย่างยาวนานในการประยุกต์ใช้งานศิลปะแขนงต่าง (ภายใต้การสนับสนุนของเพื่อนฝูง) อาทิ การวาดรูป ถ่ายภาพ การละคร หุ่น ดนตรี และล่าสุด คือ หนังสั้น ศิลปะเหล่านี้ ต่างถูกนำมารับใช้เพื่อการฟื้นฟูชีวิตของเด็กๆ แล้วทั้งสิ้น ….อ.อุทัย เรียกว่า ศิลปะเพื่อชีวิต ที่แท้จริง 

 

ผมคิดว่าตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงของการนำเสนอของคุณชุติมา นั้น ผู้ที่นั่งฟัง คงได้รับรู้และเป็นพยาน ได้ว่า งานศิลปะ มีพลังที่จะสามารถนำมาใช้เป็น เครื่องมือและกระบวนการเพื่อการเยียวยา (และเพิ่มพลังอำนาจ) ให้แก่ เด็กที่ติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร ผมขอสรุปใน version ของผมละกันนะครับ

 

1) งานศิลปะ ทำให้เด็กที่ติดเชื้อ มีพื้นที่ มีโอกาส มี comfort zone ของการใช้ชีวิตที่กว้างขวางมากขึ้น เมื่อ เด็กจับกล้อง อาณาบริเวณของเขา มิได้อยู่เพียงแค่บ้านของเขาอีกแล้ว เขาได้โลดเล่นออกสู่นอกหมู่บ้าน เมื่อเด็กหยิบแท่งสี หยิบแปรง พู่กัน งานวาดเขียน งานวาดภาพ กำลังพาเด็กน้อยเขาสู่โลกแห่งจินตนาการที่อยู่ภายในที่ถูกกดทับจากสังคม คนรอบข้าง  ที่หากไม่เข้าไปค้นหา เราก็คงไม่ได้รับรู้ว่า เขาคิดอะไร ไม่ได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้ว โลกนั้นร้ายกว่า โรคร้ายที่เขาเผชิญหลายเท่านัก

 

2) งานศิลปะ ทำให้เด็กติดเชื้อ ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมวงกว้างมากขึ้น (เชื่อหรือไม่ว่า ยังมีคงคิดว่า น่าจะไม่มีเด็กติดเชื้อมีชีวิตรอดอยู่ในปัจจุบัน)  ผลงานทางศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ภาพเขียน ภาพถ่าย งานละคร  ล้วนแล้วแต่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดเรื่องราว ความทุกข์ การต่อสู้ชีวิต ความใฝ่ฝัน ของเด็กกลุ่มหนึ่งที่มีความพร่องทางภูมิคุ้มกัน ให้เป็นที่รับรู้ กลายเป็น บทเรียน กลายเป็นกำลังใจให้แก่ ผู้พบเห็น ให้แก่หมอ พยาบาล ครู คนแล้วคนเหล่า จนเด็กๆ ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองออกมาได้  

 

3) งานศิลปะ ทำให้เด็กเห็นศักยภาพตัวเอง มองเห็นความแข็งแรงทางกายภาพจากการแสดงออกด้านการละคร เอาชนะความกลัวที่กัดกินที่หัวใจ  และเห็นความแข็งแรงของหัวใจตัวเอง เป็นความแข็งแรง ที่ไม่มี หนังสือเรื่องเอดส์เล่มใดบอกไว้ว่า ผู้ติดเชื้อเองจะสามารถแข็งแรงได้ขนาดนั้น   

 

งานศิลปะ ทำกลางคืนไม่ให้ มืดมิด ทำชีวิต ไม่ให้มืดมน คือ คำคม ที่องค์ปาฐก บอกว่าใครเลยจะรู้ว่า เด็กก็คมได้ขนาดนี้

 

ผมยังแอบเสียใจ ที่ไม่มี พี่ๆ น้องๆ อาจารย์ที่คณะฯ ผมมาฟังด้วย ผมคิดเอาเองว่า นี่เลย เครื่องมือที่ผมจะนำไปให้เด็กๆ นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ได้เรียนรู้ ผมเชื่อว่า ศิลปะ จะทำให้นักศึกษาของผม ไม่เป็นเพียงคนที่ทำงานในอาชีพสังคมสงเคราะห์เท่านั้น ผมอยากเห็นเขาเป็น สังคมสงเคราะห์อาชีพมากกว่า

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 8, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: