RSS

ปฏิรูปการเมือง + วิจัยปฏิบัติการ = เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วม

12 มี.ค.

วันนี้ผมได้เขียนบทความลง นสพ.กรุงเทพฯ ธุรกิจ ครับ เลยเอามาเผยแพร่ในที่นี้ด้วย

 

 

และแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ก็ตอบตกลงรับ ข้อเสนอจากรัฐบาลอภสิทธิ์ ที่จะดำเนินการศึกษาการปฏิรูปทางการเมือง หรือเรียกในชื่อใหม่ว่า การพัฒนาประชาธิปไตย

 

ตามข่าวที่ผมได้ยิน สถาบันฯ เสนอกรอบคร่าวๆ 2 กรอบใหญ่ 1) กรอบเรื่องคณะกรรมการอิสระ เน้นว่าเอามาจากหลากหลายฝ่ายในสังคม  และ 2) กรอบวิธีทำงาน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ขั้นแรก คือ ทบทวนเอกสารงานศึกษาต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปทางการเมืองของกลุ่ม องค์กรต่างๆ รวมถึง การออกไปรับฟังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ  เพื่อนำมาพัฒนาข้อเสนอเบื้องต้น ขั้นที่สอง ส่งข้อเสนอเบื้องต้น ออกไปยังหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม และนำความเห็นดังกล่าวมาทำเป็นข้อเสนอฉบับสมบูรณ์  และ ขั้นที่สาม นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อ รัฐบาล รัฐสภา และสื่อสารกับสังคมวงกว้าง

 

ผมเข้าใจเอาเองว่า เกจิอาจารย์ที่เคี่ยวกรำในแวดวงการเมืองคงฟันธงได้ว่างานชิ้นสุดท้ายที่จะออกมาเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปหรือพัฒนาประชาธิปไตยในกรอบประเด็นต่างๆ หน้าตาจะเป็นอย่างไร และคงฟันธงต่อไปว่า มันคงไม่นำไปสู่การปฏิบัติการใดๆ   

 

สำหรับผมในฐานะอาจารย์เล็กๆ ผมเห็นว่า โจทย์งานศึกษาที่ท้าทายในครั้งนี้ ควรต้องก้าวไปให้ไกลกว่าคำตอบที่เกจิอาจารย์จะฟันธงล่วงหน้าได้ แต่ควรก้าวไปสู่การหาคำตอบประเภท How to ที่ว่าจะปฏิรูปการเมืองหรือพัฒนาประชาธิปไตย ในกรอบประเด็นนั้นประเด็นนี้อย่างไร

 

พ้นไปจากนี้ ผมมีข้อสังเกตเล็กๆ สัก 2 ประเด็น ประเด็นแรก การตั้ง คณะกรรมการอิสระ ที่มีสัดส่วน ผู้แทน มาจากหลากหลายหน่วยงาน หลากหลายองค์กร  ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็น มายาคติเรื่องการมีส่วนรวมที่หลอกหลอนนักวิชาการอยู่หรือเปล่านะครับ หรือ มันจะถูกนำมาใช้ในฐานะข้ออ้างว่า ผลการศึกษานี้ มีส่วนร่วมมาแล้วนะคร้าบ คล้ายๆ กับรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ที่มักหยิบเอาคำๆ นี้ มาใช้เป็นไม้กันผีอยู่เสมอ

 

และ ผมคิดว่า เมื่อฝ่ายแดงประกาศชัดแล้วว่า จะไม่ร่วมเป็น คณะกรรมการอิสระ ….อันนี้จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ทันทีเลยนะครับ เพราะหาก ความหลากหลายของกรรมการ อยู่บนสมมติฐานข้างต้น งานศึกษานี้ ก็ไม่น่าจะได้รับความไว้วางใจเสียแล้ว อย่างน้อยก็จากฝ่ายคนเสื้อแดงที่มีอยู่ไม่น้อยในประเทศนี้ 

  

นอกจากนี้ คำว่า ผู้แทน ประเภทของหน่วยงานที่ถูกระบุให้เข้ามาเป็น คณะกรรมการอิสระ ผมคิดว่าเป็นคำที่มีปัญหาอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่า เขาจะเป็นผู้แทนประเภทของหน่วยงานนั้นๆ ได้จริงๆ  อาทิ ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ผมนั่งนึกอยู่เป็นนานว่า พี่ๆ เพื่อนๆ ในองค์กร NGO ที่มีอยู่อย่างหลากหลายนับพันองค์กร เขาจะหา ผู้แทนได้อย่างไร แม้ว่าเขาจะอยู่ในสังกัดหน่วยงานประเภทเดียวกัน คือ NGO แต่อยู่ต่างองค์กร ต่างพื้นที่ ต่างความสัมพันธ์ จนถึงขั้นขัดแย้งทางความคิดก็ยังมี ไม่ได้มีความเป็น หนึ่งเดียว ตามการจัดประเภทหน่วยงาน   

 

มิพัก ต้องเอ่ยถึง สภาองค์กรชุมชน ผมยังนั่งงงอยู่ว่า เราจะหา ผู้แทน สภาองค์กรชุมชน จากสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ไม่ได้อินทรีย์เดียวกันได้อย่างไร  ในความหมายนี้ ผมคิดว่า มันจึงเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะได้ ผู้แทน ในมิติที่เรากำลังต้องการ อย่างดีก็เป็นเพียง ภาพแทน ประเภทหน่วยงาน หาได้เป็น ผู้แทน ที่มีความสัมพันธ์ สามารถรับรู้ชีพจรของเพื่อนพ้องน้องพี่ในหน่วยงานประเภทเดียวกันได้

 

ถัดมาประเด็นที่สอง ที่เป็นกรอบการศึกษา เมื่อผมเห็นว่าโจทย์ที่ท้าทายควรต้องถามว่าจะปฏิรูปการเมือง หรือพัฒนาประชาธิปไตยในกรอบประเด็นนั่นประเด็นนี้อย่างไร ผมจึงคิดว่า งานระยะที่สอง จึงควรเป็นการลงมือทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกันทั้งประเทศเลยครับ เป็นการหาความรู้ร่วมกันของคนทั้งประเทศครั้งใหญ่ว่าเราจะอยู่ร่วมกันในนามประเทศไทยได้อย่างไร   

 

ผมนึกไปถึงตอนที่ อ.เสน่ห์ อ.ประเวศ อ.บวรศักด์ อ.ยศ อ.อานันท์ อ.ฉลาดชาย และอาจารย์อีกหลายต่อหลายท่าน คิดออกแบบงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่องป่าชุมชน ผมคิดว่า ลำพังแค่กระบวนการวิจัยที่แทรกเข้าไปตามมหาวิทยาลัยในภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ มีนักพัฒนาเอกชน มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีชาวบ้านจำนวนมากได้เข้าร่วมกระบวนการิจัยด้วย แค่ได้ทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกันของคนนับพัน ก็มีนัยยะอย่างมากแล้ว แม้ผลลัพธ์เรื่องกฎหมายจะยังไม่บรรลุ แต่ในทางการยอมรับ ปฏิบัติการเรื่องป่าชุมชนของชาวบ้าน ณ วันนี้ ก็ได้ดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยเรียบร้อยแล้ว

 

เช่นเดียวกัน หากในข้อเสนอเบื้องต้นของสถาบันฯ มีกรอบปฏิรูปการเมืองเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างสี ผมคิดว่า เวลานี่คือสุดยอดของโอกาสเลยครับ จะมีช่วงใดที่จะได้ทดลองใช้เครื่องมือการสมานฉันท์ ไม่ว่าจะเป็น dialogue ไม่ว่าจะเป็น deliberation  ที่จะเชิญทั้ง ข้าราชการ อาจารย์ ประชาชนทั่วไป หทาร ตำรวจ นักการเมือง ที่อยู่ต่างสี เข้าร่วมในกระบวนการวิจัยเพื่อหาความจริงได้ดีเท่าตอนนี้

ความรู้จากการปฏิบัติการเช่นนี้ ไม่ว่าจะทำให้เกิดสมานฉันท์ได้มาก / น้อย หรือไม่ได้เลย จะบอกเราได้ว่า สังคมไทยเรามีความกล้าพอที่จะคุยกันอย่างเปิดเผยบนความแตกต่างได้หรือยัง มากน้อยขนาดไหน ด้วยกระบวนการอย่างไร  และ เราพร้อมที่ช่วยกันหา หรือ ตกลงใจที่จะ เห็นพ้อง (common ground) ในเรื่องที่เราจะทำร่วมกันเพื่อส่วนรวม ได้ไหม

 

หากมีกรอบปฏิรูปการเมืองเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ผมคิดว่า เราก็สามารถออกแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติได้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ยันระดับประเทศ ตั้งแต่เรื่องสาธารณสุข ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การศึกษา การค้าขาย ผังเมือง เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ สามารถพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมีกลไกรัฐระดับต่างๆ  มีนักการเมือง มีพลเมืองในทุกระดับเข้าร่วมทำงานด้วยกันอย่างเปิดเผยได้  ความรู้จากงานวิจัยในลักษณะเช่นนี้ หากทำให้ปรากฏขึ้นมาได้ สังคมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมชิมในระหว่างกระบวนการวิจัยที่ทำกันทั่วประเทศ จะเป็นกลไกที่จะผลักดันเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน และก็คงไม่ต่างจากเรื่องป่าชุมชนที่ผมได้กล่าวถึง

 

เพราะหากเชื่อกันว่า การพัฒนาประชาธปไตย คือ งานทางวัฒนธรรม ผมคิดว่าเราก็เลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องทำให้คนในสังคมไทยได้ผ่านการลงมือปฏิบัติการร่วมกันสักครั้ง เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ปรากฏให้ได้ ไม่ว่าผลมันจะได้มาก ได้น้อย หรือไม่ได้เลยก็ตาม ก็คงไม่สำคัญไปกว่าการที่เราได้ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อหาโอกาส หาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตยที่แท้ครับ

 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20090312/23608/ปฏิรูปการเมือง-+-วิจัยปฏิบัติการ-=-เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วม.html

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 12, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: