RSS

ความสามารถในการใช้ชีวิตต่อไป

03 พ.ค.

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ http://www.newheartnewlife.net

ในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่องหนึ่งในเคเบิลทีวี เป็นเรื่องราวของ “ชีวิตของเหล่าภรรยาทหาร” ในค่ายทหารแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

ในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้ มีเหตุการณ์ที่เป็นความทุกข์ยากของเหล่าภรรยาทหารเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายเรื่อง เรื่องแรกก็คือบรรดาสามีที่เป็นทหารและนายทหารหลายคนถูกส่งไปรบในอิรัก และหลายคนยังไม่สามารถส่งข่าวกลับมาให้ภรรยาทราบชะตากรรมได้

เรื่องที่สองก็คือเกิดเหตุระเบิดขึ้นในร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในค่ายทหารและมีคนเสียชีวิตไปสี่คน บาดเจ็บหลายสิบคน หนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นลูกสาววัยรุ่นของนายทหารที่เป็นผู้การค่าย ส่วนคุณแม่ซึ่งเป็นภรรยาของท่านผู้การก็บาดเจ็บจนสลบไปหลายวัน

เรียกได้ว่า “ทุกข์กันทั้งค่าย”

เป็น “ความทุกข์สาหัส” ที่ผมรู้สึกว่า ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอได้สมจริงสมจังมากๆ ผู้แสดงแต่ละท่านสามารถสื่อความทุกข์ออกมาทางสีหน้าท่าทางได้เข้ากับเหตุการณ์ในภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดีจริงๆ

ท่านผู้การที่เพิ่งมีข่าวดีโดยได้รับแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้เป็นผู้การค่ายทหารแห่งนี้มาไม่นาน ชีวิตก็เล่นตลก ทั้งๆ ที่มีอำนาจสูงสุดในค่าย เขาต้องมองดูลูกสาววัยรุ่นสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรลูกได้เลย ในขณะที่ภรรยาก็บาดเจ็บสาหัส

ภรรยาของนายทหารท่านหนึ่งที่อยู่หน่วยรบพิเศษ และมักจะไม่เคยทราบชะตากรรมของสามีตัวเองว่า “ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่” ทั้งๆ ที่เธอต้องอยู่ดูแลลูกเล็กๆ สองคน ด้วยความรู้สึกวิตกกังวลตลอดเวลา

เธอจะต้องผวาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงออดที่ประตูบ้าน เพราะไม่รู้ว่า “เสียงออดในวันไหน” จะเป็นเสียงออดที่ทำให้เธอต้องพบกับคนที่มาแจ้งข่าวร้ายกับเธอที่หน้าประตูบ้าน

แต่ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเลือกที่จะมีชีวิตต่อไปและสามารถช่วยภรรยาของทหารอีกท่านหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งตัวไปอิรัก และคนหลังนี้ “เพิ่งจะรู้สึก” ถึงความทุกข์ของการที่ไม่ทราบชะตากรรมของสามีที่ส่งตัวไปสนามรบ เธอ (คนหลังนี้) ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ไม่สามารถมีชีวิตที่เป็นปกติได้ ผวากับเสียงออดหน้าบ้านเช่นเดียวกันกับที่ภรรยาของทหารหลายคนเคยเป็นมา

ภรรยาของนายทหารที่อยู่หน่วยรบพิเศษคนนี้ทำรายการวิทยุในค่ายทหารด้วย ผมชอบใจสิ่งที่เธอพูดในรายการวิทยุของเธอมากๆ เธอพูดถึง “ความสามารถในการใช้ชีวิตต่อไป” เมื่อหลายๆ คนต้องเผชิญหน้ากับ “ความทุกข์ที่แสนสาหัส”

เธอบอกว่า บางทีเราก็ละเลยกับชีวิตที่กำลังดำรงอยู่ตรงหน้า บางทีเราก็ควรที่จะหัวเราะเมื่อเรายังหัวเราะได้ เราควรที่จะรักตอนที่เรายังสามารถรักได้ เพราะเราไม่รู้ว่าชีวิตข้างหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร พูดเสร็จเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า เธอจะต้องพาลูกๆ สองคนไปเที่ยวทะเลซะเลย

สิ่งที่เธอพูดถึงก็คือ “การดำรงอยู่กับปัจจุบัน” ซึ่งผมเห็นด้วยครับว่า “บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ” หรอกครับที่จะทำได้ แต่ผมคิดว่า “สามารถฝึกฝนได้ครับ” และบางทีเราน่าจะเริ่มฝึกฝนกันไว้ซะตั้งแต่ที่ความทุกข์หนักยังไม่เข้ามาเยือน

ภรรยาท่านผู้การที่ฟื้นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าสูญเสียลูกสาวไปแทบจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่ละขณะของชีวิตเธอไม่อาจจะอดใจไม่นึกถึงลูกได้เลย ทุกแห่งในบ้านเคยมีลูกสาวอยู่ โต๊ะอาหาร ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ฯลฯ ท่านผู้การค่ายยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างเข้มแข็งแต่ต้องกลับมาร้องไห้ที่บ้าน

ท่านติช นัท ฮันห์ พระเวียดนามแห่งหมู่บ้านพลัมที่ฝรั่งเศส จะพูดเสมอว่า “เราไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ได้เลย เราเพียงต้องเผชิญหน้าและเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่กับความทุกข์เหล่านั้น” เพราะ “ความทุกข์” อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ได้มีโอกาสค้นหาเรียนรู้ “วิธีการที่จะพ้นทุกข์”

ในสภาวะเหตุการณ์เศรษฐกิจของโลกที่ย่ำแย่ในขณะนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนกำลังเจอ “ความทุกข์” ที่อาจจะไม่เคยเจอกันมาก่อนในชีวิต

ผมกำลังคิดว่าน่าสนใจมากว่า “ความสามารถในการใช้ชีวิตต่อไป” เมื่อใครสักคนต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ที่แสนสาหัสนี้จะต้องมีปัจจัยหรือองค์ประกอบอะไรบ้าง?

เท่าที่พอนึกได้ในตอนนี้อาจจะมีหลักๆ อยู่สองสามข้อ

หนึ่ง อาจจะต้องฝึกการรับรู้ให้เห็นความเป็นจริงตามที่เป็น

จะสามารถรับรู้ความเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อต้องอยู่กับความเป็นปัจจุบัน ขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลักการหายใจพื้นฐานของอานาปานสติก็เป็นไปเพื่อช่วยเรื่องการรับรู้นี้ หายใจเข้ารับรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกรับรู้ว่าหายใจออก เป็นการดึงความคิดจากอดีตและอนาคตให้กลับมาที่ปัจจุบัน

สอง ยอมรับที่จะทุกข์ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทุกข์เหล่านั้น

เมื่อรับรู้มองเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็คงจะต้องมีมุมมองต่อความทุกข์เหล่านี้ว่า อืมมม เป็นเพื่อนกันได้นะ อยู่ด้วยกันก็ได้นะ ไม่ว่ากัน เหมือนกับที่ท่านติช นัท ฮันห์ใช้คำว่า “โอบกอดความทุกข์” เหล่านั้น

สาม เพื่อนหรือกัลยาณมิตรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก

บางทีวิธีการแก้ทุกข์ก็อาจจะสามารถผุดพรายขึ้นมาได้เอง เมื่อเพื่อนของเรารู้ว่าเพื่อนของเรารับฟังเราอย่างจริงๆ เพราะความรู้สึกของ “การร่วมทุกข์” นั้นอาจจะเป็นอะไรที่วิเศษสุดในจังหวะนี้ของชีวิต

ดูเหมือนว่า ทั้งสามองค์ประกอบเท่าที่พอจะนึกขึ้นมาได้นี้ มีอยู่อย่างเพียบพร้อมแล้วในคำสอนของพระพุทธศาสนาและทุกๆ ศาสนา การหันกลับมาสนใจและฝึกฝนทักษะต่างๆ ของศาสนาต่างๆ น่าจะเป็นเครื่องช่วยให้เรา “สามารถใช้ชีวิตต่อไป” ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้แนะนำอะไรเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาเลยแต่การเรียนรู้ที่ซ่อนแฝงอยู่ในซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียวนะครับ

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 3, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: