RSS

เพศวิถีของคนพิการ : มายาภาพและอคติ

07 พ.ค.

บทความโดย โดย : อนรรฆ พิทักษ์ธานิน

ปัญหาเกี่ยวกับเพศวิถีของคนพิการ การล่วงละเมิดทางเพศและการทำหมันหญิงพิการดูจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะชี้ชัด”ถูก””ผิด”ลงไปได้อย่างชัดเจ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง “ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ” ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า “ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ” (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552)

จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป โลกสมัยใหม่จึงเป็นโลกที่เสรีและสะดวกสบายสำหรับคนไม่พิการ แต่สำหรับคนพิการแล้ว โลกสมัยใหม่และทุนนิยมกลับยิ่งไปเพิ่มให้เกิดกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ผ่านกลไกการผลิตแบบสมัยใหม่ เทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่

ในทางเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากปฏิเสธอีกเช่นเดียวกัน ว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับสภาพของร่างกายที่ “สมบูรณ์” “ปกติ” และมีอวัยวะที่ครบถ้วน ซึ่งหากมองในแง่นี้แล้วบรรดาคนพิการทั้งหลายดูจะถูกกีดกันให้พ้นจากขอบเขตของ “การทำงานที่มีประสิทธิภาพ” คนพิการจึงเป็นผู้ที่ “ไม่ปกติ” ตามกรอบคิดของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ที่ต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ “ปกติ” ของคนทั่วไป และเป็น “ปัญหา” ของสังคมแบบหนึ่งที่รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หรือสงเคราะห์ผ่านการจัดพื้นที่พิเศษต่างๆ

นอกจากจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ปกติตามมาตรฐานทางร่างกายแล้ว คนพิการยังถูกมองว่ามีชีวิตที่ไม่เหมือนกับคนปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศ ความรัก และชีวิตคู่ ที่สังคมไม่อยากให้คนพิการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เพราะเกรงว่าจะมีภาระตามมาหลังจากนั้น สังคมจึงจัดวางให้คนพิการเป็นคนที่ไม่มีเพศ ไม่มีความรัก ไม่มีความสามารถในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ และไม่สามารถใช้ชีวิตคู่แบบคนปกติได้ หรือถ้ามีชีวิตคู่ได้จริงก็จะไม่ยั่งยืน รวมถึงการมองว่าคนพิการไม่ควรมีลูก เพราะลูกอาจมีความพิการเช่นเดียวกับพ่อ/แม่ หรือหากมีแล้วก็จะไม่สามารถเลี้ยงดูเองได้ และจะกลายเป็นปัญหาของสังคมตามมา ทั้งที่ในความเป็นจริงคนพิการจำนวนมาก ก็สามารถทำงานในหลายประเภทได้ มีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือดีกว่าคนปกติ และสามารถแต่งงานใช้ชีวิตคู่มีลูกได้เฉกเช่นคนปกติโดยทั่วไป

คนพิการ” จึงถูกผลักให้ไปอยู่ที่ “ชายขอบ” ของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และที่ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้สังคมทุนนิยมสมัยใหม่ที่ส่วนใหญ่ให้คุณค่าความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือมีลักษณะแบบ “สังคมชายเป็นใหญ่” ก็ดูจะทำให้หญิงพิการถูกผลักไปอยู่ที่ “ชายขอบของชายขอบ” ของสังคมไปเลยทีเดียว ในแง่นี้ได้ส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศและสิทธิทางเพศของหญิงพิการทั้งทางตรงและทางอ้อมตามมาดังที่สามารถพบเห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ

นอกจากนี้ การช่วยเหลือคนพิการและกรอบคิดทางการแพทย์บางด้านก็ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิทางเพศของหญิงพิการผ่าน “ความหวังดี” ของคนโดยรอบได้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากประเด็นการทำหมันหญิงพิการที่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ แพทย์ ครู และคนที่ทำงานกับกลุ่มคนพิการ ว่า “การทำหมันที่กระทำโดยแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ต่อเด็กหญิงและหญิงพิการซึ่งส่วนใหญ่อาจจะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง หากแต่ตัวคนพิการส่วนใหญ่กลับไม่รู้เรื่อง” นั้น เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ และผลของความรักและความปรารถนาดีนั้นจะออกมาในทาง “ดี” หรือ “ร้าย” ต่อชีวิตของหญิงพิการ เพราะการทำหมันคนพิการส่วนใหญ่ ล้วนเกิดมาจากความหวังดีและความคิดชุดหนึ่งของ “กลุ่มผู้รู้” บางส่วน ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องคนพิการที่แนะนำกับผู้ปกครอง ว่า หากทำหมันหญิงพิการตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก จะทำให้หญิงพิการเหล่านี้ไม่ต้องประสบกับปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และปัญหาการดูแลเวลามีประจำเดือน ซึ่งความคิดนี้ดูเหมือนจะตั้งอยู่บนฐานคิดว่าหญิงพิการ คือ คนที่ “ไม่มีความสามารถ” ในการดูแลชีวิตตัวเองตามปกติได้ ตลอดจนอาจเป็น “ปัญหา” ของคนรอบข้างได้ ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาด้วยการป้องกันแต่ต้น

นอกจากความคิดการทำหมันหญิงพิการจะตั้งอยู่บนฐานคิดของความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนปกติกับคนพิการแล้ว การกระทำดังกล่าวยังตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ “ชายเป็นใหญ่” ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะการทำหมันส่วนใหญ่จะกระทำกับหญิงพิการมากกว่าชายพิการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็ดูจะมีความสามารถในการดูแลปกป้องชีวิตมากกว่าผู้หญิง

สำหรับสังคมไทยดูจะน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติการ “ทำหมัน” หญิงพิการ ว่า ถึงที่สุดแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดจริงหรือ เพราะการตั้งครรภ์ไม่พึ่งประสงค์เกือบทั้งหมดล้วนมาจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนรอบข้างในสังคม การแก้ไขปัญหานี้จึงควรมองในประเด็นความปลอดภัยทางสังคมแทนหรือไม่ รวมถึงกระบวนสอบสวนทางกฎหมายและความยุติธรรมที่ปัจจุบันนั้นแทบไม่เอื้อต่อการให้ปากคำและความเป็นธรรมกับหญิงพิการที่ถูกละเมิด โดยเฉพาะหญิงพิการทางสติปัญญา ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนหรือไม่ อย่างไร

สุดท้ายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเพศวิถีของคนพิการ การล่วงละเมิดทางเพศ และการทำหมันหญิงพิการดูจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะชี้ชัด “ถูก” “ผิด” ลงไปได้อย่างชัดเจน เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่มก็ล้วนอยู่ในเงื่อนไขและฐานคิดที่แตกต่างกันออกไป ในแง่นี้บรรดาคนที่ทำงานเกี่ยวกับคนพิการจะทำอย่างไรให้ “ความหวังดี” ของตน เป็น “ความหวังดีที่แท้จริงและปฏิบัติการได้” ดูจะเป็นสิ่งที่น่าคิด

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20090507/39618/เพศวิถีของคนพิการ-:-มายาภาพและอคติ.html

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 7, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: