RSS

ปลดสัมภาระชีวิต

17 พ.ค.

โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

ตอนที่อ่านพุทธประวัติ ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะทราบข่าวว่าพระโอรสประสูติ แล้วเสด็จมาดู ก่อนจะอุทานว่า “ราหุล” เกิดแก่เราแล้วนั้น

ยังรู้สึกเฉยๆ

แม้จะรู้ว่า “ราหุล” แปลว่า “บ่วง”

ครูบาอาจารย์แปลความหมาย “บ่วง” ว่า หมายถึงมี “ห่วง” คล้องคอ

แม้จะรู้ความหมายเช่นนั้น แต่ก็ยังรู้สึกเฉยๆ

พอเติบโตขึ้น มีครอบครัว มีลูกๆ เกิดมา

ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกถึงคำว่า “ห่วง” กระทั่งร่างกายเกิดเจ็บป่วยเข้าขั้นวิกฤต

จึงเพิ่งซึมซับคำว่า “ราหุล”

“บ่วง” หรือ “ห่วง” ที่เกิดขึ้นนี่ เหมือนเป็น “สัมภาระของชีวิต” นะครับ

พวกเราที่เกิดมาต้องแบก “สัมภาระ” เช่นนี้ไปทุกคน

บางคนมีมาก บางคนมีน้อย

คนที่มีครอบครัว ย่อมแบก “สัมภาระชีวิต” มากกว่าคนโสด

เพราะคนเหล่านี้มีคู่ครองและลูกๆ ที่ต้องรับผิดชอบ

ส่วนคนโสดนั้น ไม่มีใครที่ต้องห่วงมากนัก

สัมภาระชีวิตจึงน้อยกว่า

เช่นเดียวกับคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงาน

คนที่เป็นหัวหน้างาน ต้องแบก “สัมภาระชีวิต” มากกว่าคนในทีม

เช่น นายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คนทั้งประเทศ ต้องแบกรับ “สัมภาระ” หนักหน่อย
ส่วนผู้จัดการองค์กร ก็ต้องแบก “สัมภาระ” แต่แบกสัมภาระน้อยกว่านายกรัฐมนตรี

เพราะรับผิดชอบแค่คนที่อยู่ร่วมในองค์กรเท่านั้น

ขณะที่คนทำงานธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ถือว่ามี “สัมภาระชีวิต” น้อยกว่านายกรัฐมนตรีและผู้จัดการ

เพราะรับผิดชอบเฉพาะตัวเองเพียงอย่างเดียว

“สัมภาระชีวิต” ที่ว่านี้ มีความแตกต่างจากสัมภาระอื่นๆ ที่เราเคยเห็น

สัมภาระอื่นๆ เรามองเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน

*”ลูก” ไม่ใช่สัมภาระชีวิต แต่ความห่วงใยในตัวลูกคือสัมภาระชีวิต*

*ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่สัมภาระชีวิต แต่ความหวงแหนทรัพย์สินเงินทองเป็นสัมภาระชีวิต*

สัมภาระชีวิตจึงเป็นความรู้สึกที่แตะต้องไม่ได้

ขณะเดียวกัน น้ำหนักของสัมภาระชีวิตก็ไม่เหมือนกับสัมภาระทั่วๆ ไป

คนเราเวลาแบกสัมภาระในการเดินทาง มักใช้ร่างกายแบกรับน้ำหนักไว้

*แต่สำหรับสัมภาระชีวิตนั้น น้ำหนักมันตกอยู่ที่ “ใจ” ครับ*

เราจึงได้ยินคำว่า “หนักใจ”

ใครมีภาระมากก็ “หนักใจ” มาก ใครมีภาระน้อยก็ “หนักใจ” น้อย

แต่เชื่อไหมครับว่า มีคนอยู่ 2 จำพวกที่แม้จะมีภาระมากแค่ไหน แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ

พวกเหล่านั้น พวกหนึ่ง คือ พวกที่ไม่รู้จักความรับผิดชอบ

คนพวกนี้ ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะพยายามหลบหนี ไม่ยอมแบกสัมภาระที่ตัวเองต้องแบก

อย่างพ่อแม่ที่ทิ้งลูกให้คนอื่นเลี้ยง

หรือพวกคนเลี่ยงงาน อู้งาน ไม่ยอมรับผิดชอบงาน

หรือคนที่ชอบนั่งทับปัญหา ไม่ต้องการเผชิญหน้าปัญหา

คนพวกนี้ไม่รู้สึกหนักใจหรอกครับ

เพราะสัมภาระที่ตัวเองต้องแบก กลับโยนไปให้คนอื่นเขาแบกแทน หรือไม่ก็นั่งทับเอาไว้

คนพวกนี้น่าเขกหัวไหมครับ

ส่วนคนอีกพวกหนึ่ง แม้จะมีภาระหนัก แต่แทนที่จะใช้วิธีโยนสัมภาระไปให้คนอื่นแบก หรือนั่งทับสัมภาระของตัวเอง

พวกเขากลับใช้วิธีค่อยๆ ปลดเปลื้องสัมภาระชีวิตลง

ไม่ว่าจะเป็นสัมภาระชีวิตในด้านครอบครัว สัมภาระชีวิตในด้านการงานอาชีพ หรือสัมภาระสุดท้ายของชีวิต

*การค่อยๆ ปลดสัมภาระชีวิตลง คือ การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอาการ “ห่วง” ให้เป็น “ไม่ห่วง”*

*เปลี่ยนแปลงอาการ “ติดยึด” ให้กลายเป็น “ไม่ยึดติด”*

อย่างคนที่มีลูก แทนที่จะใช้วิธีโยนภาระไปให้คนอื่นเลี้ยง

เราก็ค่อยๆ เลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ทำให้เขาคิดได้ ทำได้

เปลี่ยนจากความห่วงใยให้กลายเป็นความ “หมดห่วง”

พอเราหมดห่วง ก็เท่ากับปลดสัมภาระชีวิตในด้านชีวิตครอบครัวไปได้

เช่นเดียวกับคนที่แบกสัมภาระชีวิตในด้านการงาน

หากเรามัวแต่แบกภาระอันหนักอึ้ง ไม่ยอมกระจายงานให้ใคร คงไม่เป็นผลดีแน่

ผู้รู้จึงกระซิบ บอกให้เราๆ ท่านๆ รู้จักกระจายงาน

ขอให้กับคนอื่นช่วยแบ่งเบาภาระไปตามความสามารถที่มี

พอมีคนช่วยแบ่งเบาภาระ สัมภาระที่ว่าหนักก็จะมีคนช่วยแบก

พอมีคนมาช่วยแบก เราก็จะมีเวลาคิด

คิดแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่นบ้าง คิดแก้ไขปัญหาให้ตัวเองบ้าง

หรือไม่ก็ขอให้คนอื่นช่วยคิดหาทางแก้ไขปัญหากันบ้าง

การทำเช่นนี้ ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

ขณะเดียวกัน เราแต่ละคนก็มีโอกาสได้ฝึกฝนฝีมือ

ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะการทำงาน

เรียกว่าแต่ละคนสามารถเป็น “ตัวตาย ตัวแทน” กันได้

ทำงานแบบมีตัวตายตัวแทนกันนี่ ช่วยทำให้เราสามารถวางมือได้ทุกเวลา

วันที่เรามีตัวตายตัวแทน จะเป็นวันที่เราปลดเปลื้องสัมภาระชีวิตในด้านการงานลงไปได้

กระทั่ง เหลือเพียงสัมภาระสุดท้ายของชีวิต

นั่นคือรูปร่าง ร่างกายของเรา

*สัมภาระสุดท้ายของชีวิตนี้ใครสามารถปลดละวางลงได้ก่อนตายก็ดีเลิศ*

แต่สำหรับพวกเรา ที่ยังคลุกคลีอยู่กับกิเลสอย่างใกล้ชิด

เอาแค่ปลดสัมภาระชีวิตด้านครอบครัว และสัมภาระชีวิตด้านการงานลงไปได้

แค่นี้ก็บุญโขแล้วล่ะครับ

สวัสดี

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 17, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: