RSS

“เงินครบ….. จบแน่ ??”

06 มิ.ย.

โดย ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

มีข่าวจากวงการศึกษา ที่น่าสนใจเมื่อสองวันก่อนนี้ โดยอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันแถลงว่า ปีการศึกษานี้ จะไม่เปิดการสอนนักศึกษาปีหนึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เนื่องจากได้เปิดรับสมัครมาแล้วสองรอบ มีผู้สมัคร รวม 500 คน แต่ปรากฏว่า ไม่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ของสถาบันเลย แม้แต่คนเดียว

ผมคิดว่า ข่าวนี้น่าสนใจมาก ใครจะเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ เพราะนักศึกษาตั้ง 500 คน ที่เข้าสอบวิชาพื้นฐาน แต่กลับปรากฏ (ตามข่าว) ว่า วิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญมากนั้น ผู้สอบได้คะแนนสูงสุด ได้เพียง 14 คะแนนเท่านั้น (จาก 100 คะแนน) และวิชาพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งมีคะแนนเต็ม 100 เช่นกัน ก็ได้ไม่ถึง 50 คะแนน ตามมาตรฐานที่สถาบันฯ กำหนดไว้ ถ้าไม่บอกว่าสถาบันฯ ออกข้อสอบ หรือตรวจข้อสอบ “หิน” เกินไป (ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น) ก็คงต้องบอกว่า น่าห่วงใยการศึกษาของชาติมากพอสมควรทีเดียว แม้อธิการบดีจะพยายามอธิบายว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าสถาบันฯ เปิดรับสมัครช้า ก็เลยได้ผู้สมัครซึ่งเป็นผู้ที่พลาดหวังจากที่อื่นมาแล้ว แต่ก็ยังเข้าใจได้ยากว่า นักศึกษาจำนวนถึง 500 คน มีคนสอบได้คะแนนสูงสุดเพียง 14 คะแนน เท่านั้นเองหรือ

วงการศึกษาบ้านเรา มีทั้งข่าวคราวที่น่าภูมิใจและน่าห่วงใยปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เราดีใจที่เห็นเยาวชนของเราได้รับเหรียญทองทางวิชาการจากการแข่งขันระดับนานาชาติ แต่หลายครั้ง เราก็อดกังวลไม่ได้ กับคุณภาพการศึกษาของไทย นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับฟังข่าวในลักษณะดังกล่าว ผมเอง คลุกคลีอยู่ในวงการศึกษามานาน บอกได้ว่าระยะหลังมานี้ สถาบันการศึกษาที่เปิดขึ้นมาใหม่ และ/หรือที่ขยายโปรแกรมต่างๆ ออกไปมากมายนั้น แข่งขันกันรับนักศึกษา จนบางแห่งอาจจะถึงระดับที่น่ากังวลทีเดียว ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะมีการพูดล้อเลียนกันในหมู่คณาจารย์ ว่าสถาบันบางแห่งนั้น “เงินครบ จบแน่” ……. (ซึ่งผมก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่าหมายถึงสถาบันไหนกันบ้าง)

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเราวันนี้ แข่งขันกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโครงการใหม่ๆ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งการขยายแคมปัสไปยังภูมิภาคต่างๆ และที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือขยับเข้ามาซื้อหรือเช่าอาคารกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อนักศึกษา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิด จริงๆ แล้วน่าจะเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาของนักศึกษาและสังคม เพียงแต่จะต้องตระหนักด้วยว่า จะต้องสามารถรักษาระดับคุณภาพของการศึกษา ให้สูงและเหมาะสมกับศักดิ์ศรีของปริญญาที่นักศึกษาจะได้รับ ถ้าออกมาในรูปแบบ “เงินครบ จบแน่” จริงๆ แล้วละก็ ……..คงอดห่วงใยกันไม่ได้หรอกครับ

ผมอยู่ในแวดวงการศึกษาวิชาบริหารธุรกิจ มานาน และเคยตั้งคำถามตัวเองเหมือนกัน ว่าโครงการ MBA ที่เกิดขึ้นเยอะๆ เพราะ “ใครๆ ก็อยากได้ MBA” นั้น ถ้าหากคุณภาพการศึกษาของสถาบันบางแห่ง ไม่ค่อยจะดีนัก อย่างนี้แล้ว จะมีข้อเสียหายมากไหม ซึ่งผมตอบตัวเองว่าถ้ามองแบบเคร่งครัด ก็น่าจะถือว่าเสียหาย เพราะเป็นโครงการด้อยคุณภาพ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่า ถ้าทำใจให้กว้างหน่อย คิดเสียว่าคนที่ไปเรียน MBA นั้น แม้คุณภาพการศึกษาอาจจะย่อหย่อนบ้าง แต่หลังจากเขาสำเร็จการศึกษามาแล้ว ยังไงเสีย เขาก็น่าจะเป็นคนที่เก่งขึ้นกว่าคนเดิม ไม่มากก็น้อย น่ะ…..

เวลาคิดอย่างนี้ แม้จะไม่ถูกใจนัก ผมก็พอจะทำใจรับได้บ้าง แต่ MBA หรือหลักสูตรอื่นๆ ทางสังคมศาสตร์ นั้น อาจจะมีความต่างจากหลักสูตรสายวิทยาศาสตร์ อยู่บ้าง เช่น คนที่จะเรียนเพื่อเป็นวิศวกรนั้น อาชีพของพวกเขา จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนในสังคม จำนวนมาก เช่น ตึกที่เขาออกแบบ หรือควบคุมการก่อสร้าง หรือระบบไฟฟ้าของอาคาร เป็นต้น ดังนั้น น่าจะต้องถือว่าความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ของคนที่จะเข้าสู่วิชาชีพนี้ ต้องได้มาตรฐานที่ดีพอสมควร ถ้าคิดแบบนี้ ผมก็เห็นว่าการรักษามาตรฐานของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ถือว่ามีเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่ง

ข้ามจากระดับปริญญาตรี และโท ขึ้นไป เราก็เริ่มเห็นว่า ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ โครงการปริญญาเอก ได้เริ่มปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางแล้ว และเริ่มมีคำว่า “ดร.” นำหน้าชื่อผู้คนในสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เริ่มเป็นประเด็นในวงการศึกษาเช่นกัน ว่าจำนวน “ดร.” ที่ผลิตออกมาอย่างค่อนข้างจะรวดเร็วโดยบางสถาบันนั้น มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด

นอกจากนั้น หลายสถาบันก็เริ่มผลิต “Journal” ขึ้นมา เพื่อให้ “เป็นหน้าเป็นตาทางวิชาการ” ของสถาบัน และเป็นแหล่งตีพิมพ์บทความ และบทวิจัยต่างๆ ของคนที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก แต่ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีข้อสังเกตว่า บทความที่ลงพิมพ์ใน Journal เหล่านี้ ได้คุณภาพเพียงใด? ผมเองเคยได้รับบทความจากกองบรรณาธิการ Journal แห่งหนึ่ง ขอให้ทำหน้าที่อ่านก่อนพิจารณานำลงพิมพ์ (ที่เรียกกันว่า Peer Review) แต่ปรากฏว่าผมอ่านไป 4-5 รอบ ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวที่เขียน

และเมื่อสงสัยว่าตนเองอาจจะ “ไม่ฉลาดพอ” จึงลองส่งบทความนั้นให้เพื่อนร่วมงานระดับ PH.D. จากต่างประเทศอีกคนหนึ่งอ่าน โดยไม่บอกอะไรให้ทราบ เขากลับมาบอกว่า ไปอ่านมาแล้วหลายรอบ แต่ไม่เข้าใจว่าเขียนอะไรครับ…..

ผมจึงได้ส่งข้อวิจารณ์ไปที่ JOURNAL ฉบับนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า บทความเรื่องนั้น ในที่สุดแล้วได้รับการตีพิมพ์หรือไม่ เพราะไม่ได้ติดตามอีกเลย ที่พรรณนามาทั้งหมดนี้ ก็เพราะไม่อยากให้คุณภาพการศึกษาของไทย มีแต่รูปแบบ เช่น มี JOURNAL หรือโครงการปริญญามากมาย แต่ขาดคุณภาพ และไม่อยากให้ประเทศเรา มีคนสำเร็จปริญญาโท-เอก มากมาย แต่บัณฑิตที่ผลิตออกมา กลับไม่สามารถเชิดหน้าชูตาในระดับภูมิภาคได้ ผมจึงขอฝากไปยังท่านอธิการบดีทั้งหลาย ว่า โปรดช่วยกันด้วย นะครับ

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=6818&user=warapatr

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 6, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: