RSS

ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐ

14 มิ.ย.

โดย ระพี สาคริก

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปแทบทุกเรื่องที่กระจายอยู่บนแผ่นดินไทย แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ถูกขอร้องให้ไปร่วมเสวนาในรายการโทรทัศน์ เรื่องปัญหาที่ กทม.กำลังพิจารณาย้ายชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณป้อมพระกาฬมายาวนาน เพื่อออกไปสู่แผ่นดินใหม่ซึ่งชาวท้องถิ่นคงจะต้องไปสร้างที่อยู่อาศัยต่อไป คงไม่ใช่ให้เงินไปแล้วจะจบสิ้นถ้าไม่นึกถึงคุณค่าของจิตใจคนที่จำต้องตกอยู่ในสภาวะสูญเสียถิ่นกำเนิดของแต่ละคน

หลังจากนั้นฉันก็ได้รับการขอร้องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้ไปร่วมประชุมพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับราษฎรที่ตั้งรกรากอยู่ในเขตป่าไม้ซึ่งภายหลังพื้นที่ดังกล่าวได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนของชาติ หรือไม่ก็เข้าไปอาศัยอยู่ในภายหลังเพราะความไม่รู้

นอกจากนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สื่อรายงานออกมาเมื่อไม่นาน ถ้าแต่ละคนไม่ลืมง่าย เรื่องนั้นก็คือ “ปัญหาเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่น” ซึ่งได้มีการเคลื่อนไหวจากด้านล่างมานานพอสมควรแล้ว

ก่อนอื่นฉันคงต้องขอร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายเจริญสติเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณารู้เหตุรู้ผลซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะใช้เวลาสั้นยาวแค่ไหนซึ่งจริงๆ แล้วมีนิทานอีสปบทหนึ่งซึ่งบัดนี้ฉันมีอายุ 87 ปี แต่ก็ยังจำได้ดีตั้งแต่เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมตอนต้น เรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียว ที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง”

เธอที่รักทุกคน ก่อนอื่นขอให้หวนกลับไปมองสู่อดีตยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะได้ไม่ทำให้การแก้ปัญหาในปัจจุบันมีสภาพเหมือนกับเป็นการพายเรือในอ่าง โดยเฉพาะอดีตที่ล้อมกรอบใจเธอเองนั่นแหละ ถ้าเธอเป็นคนมีสติช่วยให้สนใจปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างจากความจริงที่อยู่ในใจตัวเองโดยไม่มองแต่เพียงปัญหาเฉพาะหน้าก็น่าจะยอมรับความจริงว่า “นิสัยคนไทยส่วนใหญ่มักดูถูกของเล็ก รวมทั้งเป็นคนลืมง่ายจึงมองข้ามของเล็กที่เป็นรากฐาน ไปสนใจของใหญ่”

เธอรู้ไหมว่าประเด็นดังกล่าวเกิดจากอะไร ฉันจะบอกความจริงให้ก็ได้ว่า สภาพที่ชี้ให้เห็นมาแล้วก็คือ “คนลืมตัว” เพราะเป็นความขาดสติ ทั้งๆ ที่สิ่งเล็กๆ นั้นหากมองได้ไม่ถึงเพราะตกอยู่ในความประมาทย่อมนำไปสู่ความหายนะในอนาคตที่เกิดจากเรื่องใหญ่ได้ไม่ยาก

ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในขณะนี้นั้นแท้จริงแล้วหาใช่เกิดเป็นเรื่องใหญ่มาแต่อดีต แต่เป็นเพราะว่าเราทั้งสองฝ่ายซึ่งตกอยู่ในความประมาทขาดสติจึงไม่หันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะคิดลงมือทำ ทั้งผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยและผู้ถืออำนาจ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะโทษทั้งสองฝ่ายโดยขาดเงื่อนไขที่ช่วยให้คิดได้ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คงไม่ชอบด้วยหลักธรรม เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ลืมตัวก็คงจะรู้เองว่าฝ่ายหนึ่งถืออำนาจอยู่ในมือส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมาด้วยใจ ดังนั้น จะให้ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนซึ่งมีน้ำหนักเท่ากันย่อมยังไม่สอดคล้องกันกับเหตุและผล

อนึ่ง ถ้าคิดจะแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ฝ่ายที่ยืนอยู่ด้านบนควรมีลักษณะแบบตาชั่ง ซึ่งหมายความว่า “เมื่อด้านหนึ่งขึ้นข้างบนอีกด้านหนึ่งควรจะลงข้างล่าง” สิ่งนี้ก็คือ เมื่อแต่ละคนมีทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขึ้นไปอยู่ด้านบน จิตใจก็ควรจะลงมาสู่ด้านล่างและนำปฏิบัติเพื่อคนข้างล่างอย่างมีความสุข

ประเด็นนี้เป็นหลักธรรมะจึงรับรองว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง แม้แต่ปัญหาที่แฝงอยู่ในวิถีการจัดการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานการพัฒนาสังคมอย่างสำคัญ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจแม้แต่เรื่องคอร์รัปชั่น นอกจากนั้นประเด็นที่ได้หยิบยกมาชี้แนะให้ปฏิบัติก็คือหลักประชาธิปไตยที่ไม่ต้องนำเรื่องอื่นมาอ้าง

ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าเธอสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้ คงนึกถึงคำเตือนจากคนในอดีตที่กล่าวฝากไว้ว่า “การคิดแก้ปัญหา อย่าหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า” ไม่เช่นนั้นแล้วอาจบานปลายไปสู่อนาคตที่ก่อผลเสียหายให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างร้ายแรงก็ได้

อนึ่ง ในเมื่อสิ่งใดก็ตามที่อยู่บนพื้นฐานด้านจิตใจมนุษย์ย่อมมีความละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ และรู้สึกได้ยากสำหรับมนุษย์ทุกคนผู้มีกิเลสไม่ว่ามีมากมีน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ถืออำนาจ ถ้ารากฐานจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจมีน้ำหนักในด้านขาดสติมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น ด้านนี้จึงควรมีความเมตตาอยู่ในส่วนลึกของหัวใจดังเช่นที่สัจธรรมได้ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อมีอำนาจก็ควรจะมีความเมตตาเอาไว้เพื่อสร้างสมดุลภายในจิตใจ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

ก่อนอื่นคงต้องหวนกลับมายอมรับความจริงว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้วกว่าจะรู้สึกได้ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายถ้าจะพูดสั้นๆ ก็คือ ควรจะใจเย็นที่สุด ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นผลดีด้วยกันทั้งคู่โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่ช่วยให้เกิดสติสัมปชัญญะอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าทั้งสองฝ่ายถือสัจธรรมภายในจิตใจให้มั่นคงอยู่ได้แล้ว ควรจะได้รับประโยชน์แก่จิตใจตนเองอย่างลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นครูสอนให้แต่ละคนมีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ ถ้ารู้เท่าทันว่าวัดที่แท้จริงนั้นมันอยู่ในใจเราเอง ส่วนวัดที่เป็นวัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น

อาจกล่าวว่า “เรื่องที่มันเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแสนนานโดยไม่มีใครหันไปสนใจกับมัน แล้วอยู่ๆ เราจะแก้ปัญหาให้มันจบสิ้นโดยฉับพลันได้ยังไงกัน ทั้งสองฝ่ายควรจะหยั่งรู้ความจริงได้เองว่าการคิดและปฏิบัตินั้นมันชอบด้วยเหตุผลแล้วหรือเปล่า? ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าฉันจะนำปัญหามาเฉลยคงไม่มีความประสงค์จะทำ เพราะถ้าขืนทำมันก็เหมือนกับดูถูกเธอโดยปริยายใช่หรือเปล่า”

อนึ่ง เรื่องความขัดแย้งนั้นมันเป็นธรรมดาของโลก แต่การคิดแก้ปัญหานั้นสิ ทั้งสองฝ่ายโปรดอย่าใช้อารมณ์ที่แฝงเอาไว้ด้วยกิเลส หากควรใช้ศิลปะซึ่งทุกคนควรจะมีอยู่ในจิตวิญญาณตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

ภายในพื้นฐานการจัดการศึกษาของไทยเท่าที่เป็นมาแล้ว เราลืมการเรียนรู้ในด้านศิลปะเพราะลืมตัวเนื่องจากศิลปะมีอยู่ในจิตวิญญาณของแต่ละคนอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าไม่ลืมตัวก็คงไม่ลืมสิ่งที่อยู่ในหัวใจตนเองอย่างแน่นอนจึงสามารนำเอาศิลปะอันเป็นธรรมชาติของชีวิตมาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก คงเน้นแต่วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน ซึ่งสิ่งนี้เองที่มันทำลายจิตวิญญาณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนอย่างปราศจากความรอบรู้ แทบทุกครั้งที่ฉันพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเรา ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแทบทุกเรื่อง ดังเช่นที่คนสมัยก่อนได้เตือนสติลูกหลานไว้ว่า “อย่าเป็นคนรู้มาก” ประเด็นนี้หาใช่ว่าฉันจะรังเกียจวิทยาศาสตร์ก็หาไม่ หากเป็นเพราะเราเรียนวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการใช้ศิลปะเป็นพื้นฐานใช่หรือเปล่า ถึงได้ทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีนิสัยลืมตัวจนกระทั่งใช้ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์กอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติมาทำลายจนกระทั่งแทบไม่มีอะไรเหลือ

มีร้อยกรองบทหนึ่งที่ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าชาติย่อยยับอับจน คนจะสุขอยู่ได้อย่างไร” ในเรื่องนี้สิ่งที่เขียนมาแล้วทั้งหมดหลายคนอาจพูดว่า “ทำได้ยาก” ขอโทษทีนะถ้าฉันจะบอกความจริงกับเธอว่า “ความยากความง่ายนั้นไม่มีอยู่ในโลกของความจริง” ดังนั้น ถ้าเธอบ่นว่ายาก หากหวนกลับไปมองที่ตัวเธอเองก็น่าจะหมายความว่าเธอขาดความวิริยะอุตสาหะและขาดสมาธิที่จะนำปฏิบัติใช่หรือเปล่า ถ้าเธอคิดว่าง่าย น่าจะเป็นเพราะเธอตกอยู่ในความประมาทขาดสติเช่นนั้นหรือเปล่า ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าขอให้มีกำลังใจในการนำปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นดังเช่นที่หลักธรรมได้ชี้ไว้ว่า “จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ”

ส่วนฉันเองนั้นขอปวารณาตัวที่จะยืนอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทั้งในด้านความคิดและการปฏิบัติเพื่อให้กำลังใจแก่ทุกคน

นอกจากนั้นแล้วอาจมีบางคนอ้างว่าการปฏิบัติบนพื้นฐานความคิดที่ได้กล่าวมาแล้วน่าจะต้องใช้เวลาอันยาวนาน ดังนั้น จึงขอชี้แจงว่าในเมื่อเราปล่อยให้กาลเวลามันผ่านพ้นมาจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นแก่สังคมแทบจะทั่วไปหมด ถ้าเราไม่มีนิสัยอ้างโน่นอ้างนี่ซึ่งถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงแล้ว

www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way02140652&sectionid=0137&day=2009-06-14

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 14, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: