RSS

ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง

30 มิ.ย.

โดย ขวัญสรวง อติโพธิ

ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง

เสื้อแดงเหิมเกริมชง 24 มิ.ย.วันชาติ…เสนอ “กก.สมานฉันท์” 7 ปม เลิกยุบพรรค-ไม่ตัดสิทธิหน.-กก.บริหาร…สงครามศาสนา! ครม.ใต้ถกเครียดผวาลามหนัก “ป๊อก”ซัดส.ส.ป้ายสี…

ด่าคนกรุงโง่เง่า “ปลอด”ซัดพวกเลือก ปชป…ตีกลับตั้งสภาปฏิรูปการเมืองให้เพิ่มข้อเสนอ ปัญหาให้ชัด…อ้างชาวบ้านยังรัก”ทักษิณ” “พท.”ฮึกเหิม ชนะขาดเลือกตั้งสกลนคร…

ลองเรียบเรียงถ้อยคำทำนองพาดหัวข่าวเรื่องราวด้านสังคมและการเมืองในบ้านเมืองของเราให้ไหลออกมาเป็นฝูง แล้วถอยออกมาถอนหายใจมองห่างๆ ท่านผู้อ่านคงรู้สึกได้ว่าบ้านนี้เมืองนี้กำลังมีปัญหาเรื่องบรรทัดฐานการถือผิดถือถูกร่วมกัน มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมคุกคามด้วยสภาพการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เกาะกันไม่ติด แตกแยกกันไปหมด

บ้านเมืองเรากำลังพูดกันไม่รู้เรื่องเห็นพ้องกันไม่เป็น ดูท่าจะเดินเข้าไปหาความแตกแยกและความล้มเหลวของรัฐและการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย

ในแง่งานความคิดด้านสังคมและการเมือง ควรหรือไม่ที่จะมาร่วมกันคิดดูสักตั้งว่า ความถูกผิดในสังคมและการยึดโยงอยู่ร่วมกันได้ในสังคมใหญ่นั้นมันคืออะไร มีหลักมีแนวอะไรให้คิดให้ยึดถือ ได้หลักแล้วจึงเอามามองมาจับปัญหาของสังคมเราอีกทีหนึ่ง

ตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่เหล่า

Picture1MARTIN HUERLIMANN (มาร์ติน ฮัวร์ลิมานน์) ตากล้องชาวสวิสเก็บภาพในชีวิต

ประจำวันคนบางกอกไว้มากมายเมื่อห้าสิบกว่าปีมาแล้ว ภาพที่ยกมาเห็นเป็นชุมชนตลาดค้าขายริมคลองทางฝั่งธนฯ มีทางเดินกึ่งระเบียงวิ่งใต้ชายคาหน้าห้องแถวร้านค้า ขณะเดียวกันก็ลดหลั่นเป็นคั่นเป็นบันไดเพื่อเชื่อมโยงติดต่อกับการค้าขายในลำคลอง

ผ่านเลนส์ของฮัวร์ลิมานน์จะเห็นเรือหกเจ็ดลำและคนร่วมสิบสี่คนกำลังดำเนินชีวิตร่วมกัน มีทั้งบนฝั่งและในน้ำ มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ต่างค้าขายพูดจาเล็งแลซึ่งกันและกันอย่างมีชีวิตชีวา การสื่อสารและการใช้ภาษากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในบริบทของวิถีชีวิตไทยๆ ในกลุ่มสังคมชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้

จากมุมมองของ JUERGEN HABERMAS (ยัวร์กเก้น ฮาเบอร์มาส) บรมครูนักคิดชาวเยอรมันอาจระบุได้ว่า คนทั้งกลุ่มนี้กำลังช่วยกันสร้างการรับรู้โลกของสังคม ซึ่งต้องรับรู้ร่วมกันกับผู้อื่น เพราะต้องผ่านภาษาที่เป็นสมบัติร่วมกันของสังคม ต้องผ่านการเรียนรู้การใช้ภาษาในการสื่อสาร ความหมาย ความตั้งใจกับผู้อื่น ต้องการตกลงหรือกระทำร่วมกับผู้อื่น

ในภาพจะเห็นเด็กๆ สี่คนกำลังเข้ามาร่วมวงเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันตรงนี้ พวกเด็กๆ กำลังซึมซับและเรียนรู้ที่จะเป็นคนไทยและเป็นชาวชุมชนโดยไม่รู้ตัว

ฮาเบอร์มาสฟันธงว่า ชีวิตอย่างที่เห็นในภาพนั้นกำลังแอบสร้างอัตลักษณ์ขึ้นสองส่วน คือ อัตลักษณ์ความเป็นตัวเองซึ่งต่างไปจากคนอื่นกับอัตลักษณ์ร่วม (COLLECTIVE IDENTITY) ซึ่งเหมือนๆ กับคนอื่น กล่าวให้ลึกขึ้นไปอีกก็คือการก่อรูปของอัตลักษณ์บุคคลและอัตลักษณ์กลุ่มนั้นต้องทำโดยผ่านกระบวนการเข้าคลุกคลีจนยอมรับซึ่งกันและกัน (MUTUAL RECOGNITION) ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มพร้อมๆ กับยอมรับความเหมือนๆ กันภายในกลุ่ม

ขยายความตามฮาเบอร์มาส ชาวบ้านในย่านตลาดริมคลองนี้ สมัยนั้นคงจะมีตัวตนกันแตกต่างหลากหลายเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันต่างก็ถือตนว่าเป็นชาวคลองนี้ เป็นชาวคลองที่ถือว่ามีตัวตนแตกต่างจากคลองบางย่านอื่นๆ

สังคมที่มีภาวะการคล้องจองกันไปกันได้ทั้งตัวตนคนเดี่ยวอันแตกต่างหลากหลายกับตัวตนหมู่เหล่าอย่างนี้ถือเป็นคุณสมบัติทางสังคมอันประเสริฐ มีคุณภาพคือความสามัคคีและความสมานฉันท์อันไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าว ทั้งมีวุฒิภาวะในเชิงประชาธิปไตยที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตทั้งของตนเองและของบ้านเมืองร่วมกัน

ต้องเห็นพ้องร่วมกันทั้งตัวบุคคลและกลุ่มสังคม

อัตลักษณ์หรือตัวตนมิได้มีไว้เฉยๆ เพราะตัวตนนี้ในที่สุดก็ต้องเป็นนาย (SUBJECT) ตัวเอง ต้องทำการตัดสินใจหรือมีอัตวินิจฉัย (AUTONOMY) เป็นของตัวด้วย คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วการตัดสินใจของกลุ่มบุคคล ไล่ไปตั้งแต่ ชุมชน ท้องถิ่น หรือกระทั่งประเทศชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร

สังคมมีทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่ การเป็นนายเหนือการกระทำของตนเอง ด้วยการตัดสินใจใดๆ จึงต้องมีทั้งการตกลงเห็นพ้องกันได้ทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวหมู่เหล่าไปพร้อมๆ กัน สภาพเช่นนี้อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี เรียกเป็นคำไทยแกมคำบาลีว่าเป็นกระบวนการอธิการและอธิการภวะร่วม (SUBJECTIVITY-INTERSUBJECTIVITY) ของสมาชิกในสังคม

สภาพที่มีชื่อน่าเวียนหัวนี้แท้จริงมีความสำคัญเพราะจะเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ถึงความชอบธรรมและจริงแท้ต่างๆ ของการตัดสินใจใดๆ ในสังคม

ยกตัวอย่าง ที่เคยเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือระบอบตัวแทนซึ่งได้ความชอบธรรมมาจากการใช้สิทธิของบุคคล ซึ่งสิทธินี้คล้ายๆ ว่ามีอยู่จริงและมีมาก่อนแล้ว แต่ในสายตาของฮาเบอร์มาส สิทธิไม่ใช่มาจากกฎธรรมชาติหรืออยู่ดีๆ ก็อยู่ติดตัวเป็นของมนุษย์ แต่สิทธิมาจากความจำเป็นในการติดต่อสื่อสารและอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม เข้าลักษณะเป็นการปฏิบัติการร่วมและความสัมพันธ์ร่วมของบุคคลและกลุ่มสังคมที่ต้องร่วมกันบัญญัติขึ้นมาให้ปรากฏ

มองกันอย่างนี้ การต้องเกิดจากกระบวนการสื่อสารแลกเปลี่ยนหรือวาทกรรมของมนุษย์ บวกกับการต้องเข้าลักษณะเป็นการตกลงร่วมกันได้ทั้งบุคคลและกลุ่มสังคมไปพร้อมกัน คือข้อแม้สำคัญของสภาพการตกลงเห็นพ้องต้องกันในสังคมที่แท้จริง

ข้อแม้ทั้งคู่จะเปลี่ยนภาพประชาธิปไตยที่ถูกยึดตรึงขึงแน่นในระบบตัวแทนในรัฐสภาไปเป็นระบอบการเมืองของการสื่อสาร (DISCURSIVE DEMOCRACY) ที่มีชีวิตชีวาไม่หยุดนิ่ง ความชอบธรรมต่างๆ ก็จะได้มาจากกระบวนการสนทนาสื่อสารแลกเปลี่ยน สิทธิต่างๆ อยู่ดีๆ จะมาเกิดก็ไม่ได้เพราะต้องมีพื้นฐานจากกระบวนการสนทนาสื่อสารและเคลื่อนไหวเห็นพ้องร่วมกันทั้งบุคคลและกลุ่มสังคม แม้กระทั่งกระบวนการทางกฎหมายก็เป็นกระบวนการสื่อสารสนทนา ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิของบุคคลในฐานะเป็นผู้ตรากฎหมายอีกต่อไป

จากหลักการเรื่องอัตลักษณ์และหลักการการเห็นพ้องต้องกันของสังคมที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อนี้ไปจะขอนำมาใช้วิเคราะห์สภาพบ้านเมืองของเราในปัจจุบัน

การสร้างสมานฉันท์ที่เลื่อนลอย

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าความสมานฉันท์เป็นคุณภาพที่จะออกมาเองจากสังคมที่มีคุณสมบัติของการมีตัวตนหรืออัตลักษณ์ในสองลักษณะพร้อมๆ กัน คือ การเข้าใจและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันของตัวตนของบรรดาสมาชิกในสังคม ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันและตระหนักยอมรับร่วมกันถึงความเหมือนกันภายในกลุ่มด้วย

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นการมีทั้งอัตลักษณ์เดี่ยวและอัตลักษณ์ร่วมนั้นจะแกล้งมี แกล้งเป็น หรือจงใจจะสร้างขึ้นก็ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะต้องเกิดจากโอกาสการมีและใช้ชีวิตคลุกคลีร่วมกันอย่างเป็นธรรมดา เกิดการสื่อสารและรับรู้โลกของสังคมร่วมกันอย่างแท้จริง จนเกิดกระบวนการสร้างปั้นแต่งและยอมรับอัตลักษณ์นั้นขึ้นมาเองในใจ

มองในแง่นี้ปัญหาของการมีตัวตนชาติของเราที่อ่อนแอและแตกแยกอยู่ในทุกวันนี้ จนเกิดความแตกต่างขัดแย้งทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนเชิงการเมืองและผลประโยชน์นั้น ล้วนมีปัญหารากโคนอยู่ที่บรรดาความแตกต่างหลากหลายของชุมชน และของท้องถิ่นไทยของเรานั้นไม่เคยมีวิถีชีวิตธรรมดาที่เปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารพบปะคบหาจนเกิดการรู้จักและยอมรับซึ่งกันและกันว่ามีความแตกต่างระหว่างกันและพบว่ามีความเหมือนร่วมกันในการอยู่ร่วมกันเป็นชาติเป็นประเทศกันเลย

การรวมศูนย์ของรัฐและชาติไทยที่กรุงเทพฯกับทรรศนะและวิธีคิดอำนาจนิยมโดยมองเห็นว่าเป็นบ่อเกิดของความมั่นคงนั้น ในที่สุดกลับจะต้องพบว่าในระยะยาวกลับเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงไปเสียแล้ว

นี่ยังไม่ได้พูดถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งทำมาหากินบนความได้เปรียบกับโลกภายนอก และละเลยการสร้างภูมิภาคเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลายและมีความสามารถในการแข่งขันภายในประเทศ ละเลยการสร้างโอกาสชีวิตที่คนท้องถิ่นจะมีโอกาสเป็นนายของตัวเองได้

ความยากจนทางเศรษฐกิจและความจนยากของโอกาสชีวิตเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือโอกาสและอาหารของระบบอุปถัมภ์ที่เข้าครอบงำซ้ำเติมให้สำนึกตัวตนความเป็นชาติไทยร่วมกันย่ำแย่หนักเข้าไปอีก

คณะกรรมการสมานฉันท์ระดับชาติที่กำลังร่วมกันค้นหาประดิษฐ์กลยุทธ์การสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนมา จึงเป็นคณะบุคคลที่จะน่าสงสารและหลงทางสะเปะสะปะเป็นอย่างมากถ้าไม่ตั้งหลักคิดให้ลึกซึ้งตรงเป้า และรู้กระจ่างในปัญหาสาเหตุรากโคน

ล่าสุดมานี้ทราบข่าวว่ามีสมาชิกบางกลุ่มคิดอ่านให้หาทางเขียนกฎหมายบังคับให้เกิดความสมานฉันท์กันเสียแล้ว เรียกว่าจะเอาตัวหนังสือบังคับให้มีคุณภาพกันเสียเลยแทนที่จะไปใส่ใจแก้ไขกันที่คุณสมบัติสังคมที่กำลังเป็นปัญหา

นิสัยมุ่งแต่จะเขียนกฎหมายและตั้งองค์กร

ฮาเบอร์มาสเป็นนักคิดนักวิชาการที่เชื่อมั่นในการเดินทางของปัญญาและเหตุผลของมนุษยชาติ เขาเชื่อและเขาเห็นว่าถูกผิด จริยธรรม คุณธรรมนั้นมนุษย์ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาเองจากความจำเป็นที่ต้องดำเนินชีวิตร่วมกัน สื่อสารสร้างความเข้าใจกัน แล้วจึงนำมาบัญญัติสถาปนาตั้งมั่น (INSTITUTIONALIZATION) ให้เป็นกฎหมายของสังคม การมีกฎหมายจึงเกิดภายหลังที่สังคมมีความเป็นสังคมที่ถือถูกเห็นผิดขึ้นมาเสียก่อน

หนักขึ้นไปกว่านั้น ฮาเบอร์มาสยังลงรายละเอียดระบุว่า การจะตกลงใจอะไรร่วมกันนั้นต้องเป็นกระบวนการเห็นพ้องต้องกันของทั้งบุคคลและกลุ่มบุคคล จะเป็นอื่นไปไม่ได้

มองอย่างนี้ฟันธงกันได้เลยว่าประเทศไทยเรามีรัฐมีองค์กรและสถาบันที่เที่ยวยกร่างรัฐธรรมนูญและเขียนกฎหมายโดยหลุดลอยห่างไกลจากการสื่อสารแลกเปลี่ยนของประชาชนในชีวิตปกติ ไม่มีบรรทัดฐานความถูกผิดในสังคมที่รองรับอยู่ก่อนแล้วมากมายเต็มไปหมด เป็นการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอย่างน่าเศร้า

ขณะเดียวกันก็เมื่อเห็นปัญหาเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขอะไรก็ชอบก่อตั้งองค์กรตั้งสถาบัน เพื่อทำหน้าที่สร้างคุณภาพความดีต่างๆ ตามที่คิดหวังไปเอง โดยที่ตัวสังคมเองยังไม่มีคุณสมบัติซึ่งต้องเกิดจากการเรียนรู้และเห็นพ้องต้องกันอย่างลึกซึ้งและครอบคลุมเสียก่อน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทีวีไทยทีวีสาธารณะ ฯลฯ ใช่ทั้งนั้น เขียนไล่ได้อีกเป็นกะตั้ก

การตั้งให้มีโดยสังคมยังไม่เป็นจึงเที่ยวเกิดซ้ำรอยกับการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงว่าการใช้กฎหมายและการตั้งสถาบันองค์กรเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้ผลไม่เข้าเป้าเพราะผิดวิสัยสังคมแล้ว ยังกลายเป็นเครื่องมือของการแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ

รวมทั้งเล่นพรรคเล่นพวกกัดขาเลื่อยเก้าอี้กันอย่างน่าสังเวชใจ

ส่งท้าย

บทความนี้ชื่อว่า “ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง” เรียบเรียงขึ้นมาเพราะต้องการจะชวนท่านผู้อ่านคิดไปให้ลึกที่สุดว่า ชะรอยสังคมเราคงมีปัญหาที่สั่งสมมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวในอดีตของเราเอง เป็นปัญหาทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ที่ทำให้เราไม่อาจสร้างความเป็นตัวตนของท้องถิ่นและประเทศชาติที่ผูกพันกันเข้มแข็ง ไม่อาจสร้างหรือเป็นนิติรัฐที่มีกฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณค่าในใจในอุปนิสัยของประชาชน

ผลของมันสั่งสมและกำลังปะทุให้เห็นเป็นความแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่องของสังคมในทุกวันนี้

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01300652&sectionid=0130&day=2009-06-30

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: