RSS

ถวายฎีกาในการเมืองแบบมวลชน

10 ส.ค.

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ผม ไม่ทราบว่าพวกเขาตั้งใจหรือไม่ แต่การที่พวกขุนทหาร (นอกราชการ) และนักวิชาการ (โดยเฉพาะทางกฎหมาย) ออกมาพูดว่าการล่ารายชื่อของกลุ่มเสื้อแดงเพื่อถวายฎีกา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ไม่เหมาะสมก็ตาม ก้าวล่วงพระราชอำนาจก็ตาม เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ตาม ล้วนมาจากความไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยทั้งนั้น

สิ่ง ที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนก็คือ พระมหากษัตริย์ไม่ได้มีพระราชอำนาจ (ทางกฎหมาย) ที่จะพระราชทานอภัยโทษให้นักโทษคนหนึ่งคนใดได้ โดยตัวเขาเองหรือญาติ-ครอบครัวของเขาไม่ได้ร้องขอ และตัวเขาเองก็ยังไม่ได้รับ “โทษ” ตามคำพิพากษาแต่อย่างไร (ส่วนที่ต้องไปแห้งตายในทะเลทรายนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นทุกข์แน่ แต่ไม่ใช่โทษตามคำพิพากษา)

ปัญหาเรื่องพระราชอำนาจในการพระราช ทานอภัยโทษนั้น เคยเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและพระมหากษัตริย์มาแล้วหลังกบฏบวรเดช เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะใช้อำนาจนี้ได้โดยตรงกับนักโทษที่ร้องขอพระราชทานอภัยโทษ แต่คณะราษฎรไม่ยินดีจะถวายพระราชอำนาจนี้ กฎหมายที่มีอยู่เวลานี้เป็นการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลและสถาบันพระมหา กษัตริย์ (แม้อาจไม่ใช่ประนีประนอมกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในฐานะพระมหากษัตริย์) นั่นก็คือ มีอำนาจของรัฐบาลมาอยู่ตรงกลาง เพื่อพิจารณาว่าจะส่งฎีกาของนักโทษถวายหรือไม่ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์และมหาดไทย

ฉะนั้น พระราชอำนาจที่จะพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมายจึงมีการถ่วงดุล จู่ๆ ผู้ต้องคำพิพากษาหรือพรรคพวกจะถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหา กษัตริย์โดยตรง แต่พระมหากษัตริย์หาได้มีพระราชอำนาจ (ตามกฎหมาย) ที่จะพระราชทานให้ได้

หลักการถ่วงดุลเช่นนี้สำคัญต่อการปกครองใน ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพระมหากษัตริย์ในบางรัชกาลอาจใช้พระราชอำนาจส่วนนี้ไปในทางที่ก่อความ เรรวนของรัฐธรรมนูญได้ ดังกรณีกบฏบวรเดชนั้น คณะราษฎรไม่แน่ใจว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีส่วนรู้เห็นกับการกบฏมากน้อยเพียงไร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชกาลอันเป็นที่รักและเทิดทูนของประชาชน ย่อมมีพระราชอำนาจทางอื่นนอกจากทางกฎหมายด้วย นั่นคือพระราชอำนาจทางวัฒนธรรม ขึ้นชื่อว่าอำนาจทางวัฒนธรรมย่อมไม่มีกฎหมายใดมอบไว้ให้ ในขณะเดียวกันก็ยากที่จะมีกฎหมายใดกำกับควบคุมอำนาจนั้นด้วย

แม้ กระนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมถูกกำกับควบคุมด้วยความยินยอมพร้อมใจของประชาชนโดยตรง ตราบเท่าที่ประชาชนยังยินดีและเห็นชอบกับการใช้อำนาจนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ฉะนั้น ผู้มีอำนาจทางวัฒนธรรมย่อมใช้อำนาจนั้นอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่จะบ่อนทำลายความยินยอมพร้อมใจของประชาชน

การ ถวายฎีการ้องทุกข์-รวมทั้งการขอพระราชทานอภัยโทษ-เป็นส่วนหนึ่งของการขอพึ่ง พระราชอำนาจทางวัฒนธรรม นับจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ต้องถือว่าประเพณีการถวายฎีการ้องทุกข์ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายและการบริหาร อย่างเป็นทางการ แม้กระนั้นก็ใช่ว่าประชาชนจะหยุดการถวายฎีกา มีผู้ขอถวายฎีกาในเรื่องต่างๆ ตลอดมา ถวายผ่านหน้าต่างรถพระที่นั่งก็เคยมี, ถวายขณะเสด็จฯไปทรงพบปะประชาชนที่มารับเสด็จก็เกิดขึ้นเสมอ, แม้แต่ถวายผ่านสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯก็มี ส่วนเรื่องที่ขอรับพระราชทานพระกรุณานั้นมีได้นานาชนิด นับตั้งแต่ความเดือดร้อนจากความยากจน, ถูกรังแก ไปจนถึงขอนายกฯพระราชทาน

ระหว่าง ที่ผมเข้าเรียนที่จุฬาฯ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จำได้ว่าเคยมีนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ถวายฎีกาขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเสด็จฯมาที่จุฬาฯ นิสิตผู้นั้นต้องโทษทางวินัยของมหาวิทยาลัย แต่คงจะเห็นว่ารุนแรงเกินไป (หากจำไม่ผิด ดูเหมือนเป็นโทษพักการเรียน) จึงถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงรับฎีกาจากนิสิตผู้นั้น และหากผมจำไม่ผิด ดูเหมือนทางมหาวิทยาลัยก็ได้ลดโทษให้ในภายหลัง

แม้ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่การถวายและรับฎีกาก็ทำกันเป็นเรื่องปกติสืบมาอย่างต่อเนื่อง ปัญญาชนฝ่ายขวามักอธิบายประเพณีนี้ว่า สืบเนื่องมาจาก “กระดิ่ง” ที่ปากประตูวังในสมัยพระเจ้ารามคำแหง ซึ่งผู้ “เจ็บท้องข้องใจ” สามารถมาตีเพื่อถวายฎีการ้องทุกข์ (อาจด้วยวาจา) ได้ สืบมาถึงการตีกลองร้องทุกข์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ว่ากันว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างพระเจ้าแผ่น ดินไทยกับราษฎร

การที่ฝ่ายเสื้อแดงรณรงค์ขอลายเซ็นจากประชาชนเป็น ล้านชื่อนั้น ก็คงทราบอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้ แต่มีพระราชอำนาจในทางวัฒนธรรมซึ่งมีผลต่อการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายตน

ครับ การรณรงค์ครั้งนี้เป็นปฏิบัติการทางการเมืองอย่างแน่นอน

และ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง ขออนุญาตที่จะไม่ลำเลิกว่า นับตั้งแต่หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ได้มีนักการเมือง, ทหาร, ข้าราชการ, รัฐบาล, ฝ่ายค้าน, ผู้ประท้วง ฯลฯ ได้ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองมาหลายครั้งหลายหน

แม้เรา อาจเห็นว่าไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม แต่สถานะของสถาบันที่มีอำนาจทางการเมืองอย่างสูงเช่นนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง (และปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาบันกษัตริย์ทุกแห่งในโลกนี้ ไม่ว่าอยู่ภายใต้หรือเหนือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสถาบันทางการเมืองทั้งนั้น) แต่การใช้ประโยชน์สถาบันทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงแตกต่างจากที่เคยใช้กัน มา กล่าวคือ ไม่แต่เพียงอ้างเอาเฉยๆ หากระดมมวลชนจำนวนมากเข้ามาหนุนหลังด้วย และคงจบลงด้วยการถวายฎีกา ไม่ใช่การขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงมหาดไทย

นี่เป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ น่าสนใจ การเมืองไทยได้คลี่คลายมาสู่การเมืองของมวลชนมากขึ้น ข้อนี้ใครๆ ก็เห็นได้อยู่แล้ว การดำเนินการทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป และหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสถาบันพระมหา กษัตริย์ การถวายฎีกาด้วยคลื่นมหาชนเช่นนี้นับเป็นครั้งแรกของความสัมพันธ์ใหม่ ที่ปรากฏให้เห็นได้ในการเมืองแบบมวลชน

สถาบันพระมหากษัตริย์จะตอบ สนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่การเมืองแบบมวลชนนำมาอย่างไร จึงจะถือว่าสมควรและเหมาะสมแก่วัฒนธรรมไทย เป็นสิ่งที่เกินสติปัญญาของผมจะคิดไปได้

ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Queen คงจำได้ว่า คลื่นมหาชนที่พากันไปวางดอกไม้ไว้อาลัยเจ้าหญิงไดแอนนาที่หน้าพระราชวังบัค กิงแฮม ทำให้สำนักพระราชวังต้องเปลี่ยนนโยบายลดธงครึ่งเสาในเวลาต่อมา ยังมีฉากที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรกวางด้วยทรงเอ็นดูอย่างยิ่ง แต่ในวันรุ่งขึ้นกวางตัวนั้นก็ถูกชำแหละแขวนผึ่งอยู่ในห้องเก็บเนื้อสัตว์ ของเพื่อนบ้าน เขายืนยันแก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมว่า เขาล่ากวางตัวนั้นบนที่ดินของเขาอันเป็นสิทธิตามกฎหมาย สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จฯจากไปด้วยความเศร้าสลดพระทัย

ผมไม่ได้ หมายความว่า หนทางที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงสู่การเมืองแบบ มวลชน ไม่มีหนทางอื่นใดมากไปกว่าที่สถาบันกษัตริย์อังกฤษต้องดำเนินไปอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ อาจมีหนทางให้เลือกได้อีกหลายอย่าง ซึ่งดังที่กล่าวแล้วว่า เกินสติปัญญาของผมจะคิดออก

แต่ความสามารถที่จะเลือกนั้นต้องมาจาก ความเข้าใจว่า การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปสู่ลักษณะ “มวลชน” มากขึ้น การรณรงค์ตอบโต้ว่าผิดกฎหมายก็ตาม, “ดึงฟ้าต่ำ” ก็ตาม, “หินแตก” ก็ตาม หรือแม้แต่การตั้งโต๊ะให้ถอนชื่อก็ตาม นอกจากไม่ประสบความสำเร็จที่จะยับยั้งฎีกาได้แล้ว ยังมาจากความพยายามที่จะดึงการเมืองไทยให้จำกัดอยู่บนเวทีของชนชั้นนำตาม เดิม อันเป็นความพยายามที่ฝืนธรรมชาติของพัฒนาการทางการเมืองในเศรษฐกิจทุนนิยม

ผม คิดว่าเป็นภาระของปัญญาชนฝ่ายขวา ต้องทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ให้ดี แล้วนั่งลงหาหนทางที่เป็นไปได้ที่สุด ในการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจะสามารถยืดหยุ่นในสถานการณ์บีบคั้นทางการ เมืองนานาชนิด ซึ่งต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในการเมืองแบบมวลชน

คาถาเก่าๆ ของการเมืองแบบชนชั้นนำนั้นมีมนต์ขลังน้อยลงไปเรื่อยๆ ถึงนั่งท่องกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะไม่เกิดผลอันใด

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01100852&sectionid=0130&day=2009-08-10

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 10, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: