RSS

“ขึ้นหิ้ง หรือ ขึ้นห้าง”….งานวิจัย

15 ส.ค.
ดร.วรภัทร โตธนะเกษม
มีบุคลากรอาชีพ หนึ่ง ซึ่งสร้างผลงานที่ทำให้เกิดการพัฒนา และความก้าวหน้าแก่สังคมมนุษย์ แต่คนทั่วไปกลับไม่มีโอกาสได้รู้จักพวกเขาเท่าใดนัก เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ค่อยได้ปรากฏตัวในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ และชีวิตของพวกเขามักจะอยู่กับตำรับตำรา ห้องทดลอง หรือปฏิบัติงานภาคสนาม เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยในรูปแบบต่างๆ และเราเรียกบุคคลในอาชีพนี้ว่า นักวิจัย ครับ

ในวงการวิจัย มีคำพูดที่ใช้เปรียบเปรยกันบ่อยครั้งว่า งานวิจัยนั้นทำขึ้นมาเพื่อ ขึ้นหิ้ง หรือ ขึ้นห้าง โดยมักมีการเปรียบงานวิจัยที่เน้นหนักทาง แนวคิด หรือทฤษฎี ว่า เป็นงานวิจัยประเภท ขึ้นหิ้ง (นัยว่าผลของการวิจัยยังไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าหรือบริการ ให้ผู้บริโภคนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่เป็นงานที่ทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และนักวิจัยคนอื่นๆ สามารถนำไปวิจัยต่อยอดได้ในภายภาคหน้า) ส่วนงานวิจัยอีกประเภทหนึ่ง เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อวางจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปได้ จึงเรียกว่าเป็นงานวิจัยประเภท ขึ้นห้าง

งานวิจัย เป็นงานที่ต้องทำด้วยใจรักมากๆ และต้องใช้เวลานานหลายปี กว่าจะได้รับความสำเร็จและการยอมรับ อย่างไรก็ตาม งานวิจัย ยังใช้เป็นตัวชี้วัดศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปตัวชี้วัดที่สำคัญ ก็คือ “จำนวนเงินที่ประเทศนั้นๆ นำไปใช้ในการวิจัย เมื่อเทียบกับมูลค่าจีดีพีของประเทศ” ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ฯลฯ ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายในการวิจัยจะเกินกว่าร้อยละ 3 ของจีดีพี ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามักจะต่ำกว่าร้อยละ 1 หรือไม่ถึง 0.5 ด้วยซ้ำไป

คุณเชื่อไหมว่า ประเทศไทยเรานั้น ค่าใช้จ่ายในการวิจัยภาครัฐต่อจีดีพีนั้น มีเพียงประมาณร้อยละ 0.26 เท่านั้นเอง (ไม่ได้พิมพ์ผิด นะครับ) และด้วยเงินเพียงจำนวนน้อยนิดนี้ ผมเคยสอบถามผู้ที่อยู่ในแวดวงวิจัย ก็ทราบว่า ในทางปฏิบัติบางครั้งก็จำเป็นต้องจัดสรรเงินแบบกระจัดกระจายพอสมควร

กล่าวคือ เมื่อส่งงบประมาณผ่านไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว ก็ปรากฏว่าบางแห่งต้องจัดสรรงบประมาณให้เป็น โครงการวิจัยขนาดเล็ก หลายโครงการ เพื่อเป็นการ เกลี่ย ให้อาจารย์หลายๆ คน เพราะอาจารย์ (ซึ่งมักจะมีรายได้ไม่มากนัก) จะได้มีเงินวิจัยช่วยสนับสนุนให้สามารถทำหน้าที่อาจารย์ต่อไปได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ก็อาจจะพอมีความจริงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม บุคคลที่อยู่ในวงการวิจัยบางท่าน ก็บอกว่า เมื่อก่อนนี้อาจจะมีปัญหาลักษณะนี้จริง แต่เดี๋ยวนี้ลดน้อยลงไปมากแล้ว

ถึงแม้ว่าคนทั่วไปอาจจะมีความคิดว่า งานวิจัยเพื่อ ขึ้นห้าง น่าจะมีประโยชน์มากกว่างานวิจัยเพื่อ ขึ้นหิ้ง ก็ตาม แต่โลกนี้เจริญได้ก็เพราะต้องพัฒนามาจากงานวิจัยประเภท ขึ้นหิ้ง เสียก่อน และเมื่อมีการวิจัย ต่อยอด กันมา ถึงจุดหนึ่งก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้
คิดไปแล้วก็เห็นใจ นักวิจัยไทย ที่ทำงานโดยมีเงินสนับสนุนค่อนข้างจำกัดจำเขี่ยมาโดยตลอด แต่เราก็ได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของนักวิจัยไทยเป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น หลายเดือนมาแล้วผมได้ฟังรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุจุฬาฯ ได้ยินทันตแพทย์ นักวิจัยของจุฬาฯ ท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์เรื่องการสกัดสารจากเปลือกทุเรียนมาทำน้ำยาบ้วนปาก และยาสีฟัน เพื่อกำจัดกลิ่นปาก ซึ่งจะมีความปลอดภัยกว่าน้ำยาบ้วนปากที่ทำด้วยสารเคมี

ผมฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ทำให้ทราบว่าขณะนี้ได้พัฒนางานวิจัยมาจนถึงขั้นที่สามารถผลิตออกจำหน่ายได้ แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจารายละเอียดต่างๆ กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายในทางการค้า แต่เมื่อมีมุมมองทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทันตแพทย์นักวิจัยท่านนี้ ก็บอกว่าตนเองยังงงๆ อยู่ เพราะไม่มีความรู้ทางธุรกิจ เช่น บริษัทอยากได้ สูตรยาบ้วนปาก ที่ “แรง” กว่านี้ เพราะผู้บริโภคใช้แล้วจะได้เห็นผลเร็วๆ แต่นักวิจัยกลับไม่อยากทำเช่นนั้น เพราะเขามีความเชื่อว่า สูตร “อ่อนๆ” ขนาดนี้ ปลอดภัยกว่า อย่างนี้เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ผู้วิจัยบอกว่ายังไม่พอใจกับคุณภาพยาสีฟันเท่าใดนัก และจะขอพัฒนาต่ออีกระยะหนึ่ง จึงจะพร้อมพูดคุยเรื่องการผลิตเพื่อจำหน่าย เพราะจากการทดลองนั้น หลังจากเก็บยาสีฟันไว้ประมาณสองปีแล้ว ลักษณะของเนื้อยาสีฟันจะเปลี่ยนไป ซึ่งเรื่องนี้ทางภาคธุรกิจก็บอกว่าไม่เห็นจะต้องกังวลอะไร เพราะในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีใครเก็บยาสีฟันไว้เกินสองปีอยู่แล้ว แต่นักวิจัยก็เป็นนักวิจัยมืออาชีพ และยังยืนยันว่าจะขอพัฒนาต่ออีกระยะหนึ่งก่อน

ผมฟังแล้ว รู้สึกชื่นใจที่เรายังมีนักวิจัยที่อยู่ในกรอบของความเป็นนักวิชาการที่เข้ม แข็งเช่นนี้ ถ้าหากจะใช้ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายก็คงจะพูดได้ว่า การผลิตน้ำยาบ้วนปากให้ “แรง” เพื่อให้เห็นผลโดยเร็ว ก็น่าจะหมายถึง “Maximum” ในขณะที่นักวิจัยกำลังพูดถึง สูตรที่อ่อนลงมาหน่อย แต่ “กำลังดี” ซึ่งหมายถึง “Optimum” นั่นเอง

ฟังการให้สัมภาษณ์วันนั้นแล้ว ทำให้คิดว่าถ้าหากอาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งเก่งด้านธุรกิจอยู่แล้ว ได้เข้ามามีส่วนในการเจรจาและผลักดันให้ผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัย ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกวางตลาด โดยร่วมกำหนดรูปแบบของการพัฒนา ไปสู่การค้าให้ได้ในระดับที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ก็จะดีอย่างยิ่ง

ฟังเรื่องการผลิต น้ำยาล้างปากจากเปลือกทุเรียน ไปเพียงสองวันเท่านั้น ก็เห็นข่าวว่า นักวิจัยไทยจากไบโอเทค สามารถค้นคว้าการผลิต สเปรย์ป้องกันการแพ้ไรฝุ่นบนเตียงนอน โดยตามข่าวระบุว่า สามารถป้องกันไรฝุ่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และกำลังจะเจรจาให้บริษัทเอกชนรับไปผลิตเพื่อจำหน่ายเช่นกัน อันว่าอาการแพ้ไรฝุ่นนั้น คนไทยเป็นกันมาก และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูงถึงปีละ 35,000 ล้านบาททีเดียว ดังนั้น ถ้าทำสเปรย์นี้ได้สำเร็จจริง นอกจากเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว ยังจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของชาติจำนวนมหาศาลอีกด้วย

ได้ยินเรื่องอย่างนี้แล้วก็ดีใจ แต่ในขณะที่ดีใจก็อดสงสัยลึกๆ ไม่ได้เหมือนกันว่า ของจริงจะมีคุณภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ตามที่เป็นข่าวหรือไม่ เพราะถ้าได้ผลชะงัดขนาดนั้นจริงๆ แล้ว อย่าว่าแต่คนไทยเราเลย ผมเชื่อว่าฝรั่งมังค่าก็จะรีบวิ่งมาซื้อสินค้านี้จากเรา ชนิดผลิตไม่ทันขายเลยทีเดียว เหตุที่ยังไม่ค่อยจะมั่นใจมากนัก ก็เพราะได้อ่านข่าวเรื่องความสำเร็จทำนองนี้ในเมืองไทยอยู่บ่อยๆ แต่แล้วเรื่องก็มักจะหายเข้ากลีบเมฆไปเฉยๆ

ผมก็ได้แต่ลุ้นมานานว่า คนไทยจะมีนักวิจัยดีๆ เพิ่มขึ้น แต่ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเอาการเลยทีเดียว เพราะงบประมาณมีอย่างจำกัดจำเขี่ย และกว่าจะเพิ่มได้เพียงแค่ร้อยละ 0.1 หรือ 0.2 ของจีดีพี ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ผมจึงรู้สึกชุ่มฉ่ำใจขึ้นมาอีกนิด เมื่อเห็น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปพูดที่การประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยให้สัญญาว่า จะพยายามเพิ่มงบประมาณวิจัยจากร้อยละ 0.26 ในปัจจุบัน ให้เป็นร้อยละ 1 ของจีดีพี

ผมเอาใจช่วย และขอให้ทำได้จริงๆ นะครับ

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7238&user=warapatr

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 15, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: