RSS

จิตสำนึกสาธารณะ เรื่องหมูๆ ที่ไม่หมู

30 ส.ค.

สืบเนื่องจากที่ผมได้มีโอกาสไปชวนผู้บริหารท้องถิ่นพูดคุย และชวนให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ ในการสัมมนาวิชาการท้องถิ่นของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ผมเลยขอเอามาเขียนเป็นบทความเพื่อพูดคุยกับผู้อ่านดังนี้

 

ผมคิดว่าเวลาเราพูดเรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ เราเข้าใจไม่ต่างกันว่า เรากำลังเห็นภาพของการที่ผู้คนมีสำนึกต่อส่วนรวม  ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม มากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือ ให้ มากกว่า รับ ผมเรียกคนเหล่านี้ว่า เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจโตกว่าคนปกติโดยทั่วไป

 

กิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือกิจกรรมเพื่อสาธารณะมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน กลุ่มที่ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน กลุ่มอาสาสมัครของบริษัทที่ออกไปปลูกป่า ออกไปพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพให้ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครปอเต็กตึ้ง …..รวมไปถึง การทำบุญ ทำทาน อันเป็นรากฐานใหญ่ของพุทธศาสนิกชนคนไทย

 

อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เคยเขียนบทความที่ผมจำชื่อไม่ได้ แต่ที่ผมจำได้แม่น คือ อาจารย์บอกว่า สังคมหรือชุมชนที่น่าอยู่ คือ สังคม ชุมชนที่มี Give Economy พอๆ กับ Commodity Economy  ผมไม่แน่ใจทำไมอาจารย์จึงฟันธงเช่นนั้น แต่ผมก็เชื่อและจำติดกระบาลมา และเมื่อผมลองเอา แผนที่โลกที่แสดงค่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ของประเทศต่างๆ (gini coefficient map) มาทาบกับแผนที่โลกที่แสดง human development index ก็ดูจะสัมพันธ์กันพอจะบอกได้ว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้ไม่แตกต่างกัน มักเป็นประเทศที่มีดัชนีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่สูงด้วย

 

หันกลับมาดูบ้านเรา ผมคิดว่าการงานเพื่อสาธารณะ เพื่อส่วนรวม การทำบุญสุนทาน บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า แต่ดูเหมือนมันยังขาดๆ อะไรบางอย่าง ซึ่งผมมีข้อสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานเพื่อสาธารณะ ก็เพื่อผลประโยชน์ตัวเองในระยะสั้นกัน (วิธีคิด)

 

ผมสังเกตว่า  เราพร้อมที่จะทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างวิหาร และมหาเจดีย์ มูลค่าหลายร้อยล้าน หลายพันล้านบาท มากกว่าจะยินดีทำบุญกับวัดพระบาทน้ำพุ ที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ใช่หรือไม่ว่า เราหวังว่าเราจะได้อะไรบางอย่างจากการทำบุญในครั้งนั้นเพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น

 

ผมสังเกตว่า เราพร้อมที่จะลงมือเก็บขยะกันอย่างแข็งขัน  ก็เพราะขยะมีมูลค่า ขายเป็นเงินได้ แต่ไม่ใช่ ตัดสินใจลงมือเก็บขยะหรือแยกขยะ เพราะหวังจะให้ คนเก็บขยะกลับบ้านได้เร็วขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ….ใช่หรือไม่ว่า เราทำกิจกรรมสาธารณะอย่างการเก็บขยะ ก็เพื่อตัวเราอีกเช่นกัน….ผมได้ข่าวว่าในหลายชุมชนถึงกับมีการขโมยขยะกันทีเดียว นี่มิต้องบอกใช่ไหมครับว่า เราโลภมากกันขนาดไหน

 

ผมสังเกตเห็นว่า เราพร้อมที่จะใส่หมวกกันน๊อค ก็เพราะกลัวถูกตำรวจจับ หรือไม่ก็กลัวว่าเราจะได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้ มีสำนึกของการใส่หมวกกันน๊อค เพราะเป็นห่วงว่า การบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการไม่สวมหมวกกันน๊อค จะไปแย่งเตียงคนไข้ของคนอื่นหรือไปแย่งงบประมาณการรักษาพยาบาลที่มีอย่างจำกัด…ใช่หรือไม่ว่า พฤติกรรมการสวมหมวกกันน๊อคของคนไทยเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนอีกเช่นกัน

 

กล่าวอย่างรวบรัด ผมเห็นว่า วิธีคิดและคำอธิบายของการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมของคนไทยนั้น มักจบลงที่ผลประโยชน์ส่วนตนระยะสั้น ซึ่งต่างกันอย่างมากกับ วิธีคิดและคำอธิบายของคนญีปุ่น ที่บอกเราว่า เขาสวมหน้ากากอนามัย เพราะเกรงว่า คนอื่นๆ จะติดเชื้อหวัดจากเขา  เขาแยกขยะ หรือ ล้างถุงพลาสติกที่ใส่ของก่อนทิ้งลงถังขยะทุกครั้ง เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานลำบาก และขยะจะได้ถูกกำจัดโดยง่าย  เขาสวมหมวกกันน๊อค เพราะมันเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่เขาทำได้ เพื่อจะได้ไม่ไปแย่งเตียงคนไข้คนอื่นๆ ที่อาจบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ป้องกันไม่ได้……..นี่คือคำอธิบายที่สะท้อนว่า เขาคิดถึงประโยชน์คนอื่นก่อน บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวในระยะยาว

 

วิธีคิดของคนไทยข้างต้น ผมเข้าใจว่ามันได้ขัดเกลาให้เชื่อฝังหัวกันว่า ใครก็ตามที่กำลังทำความดีเพื่อส่วนรวม เขากำลังทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ทำดีเพื่อเอาหน้า วิธีคิดที่ฝังหัวเช่นนี้ นำมาซึ่งปัญหาที่ผมเผชิญกับตัวเอง 2 ประการ กล่าวคือ  ประการแรก เมื่อเราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม หรือทำดี ต่อหน้าคนอื่นๆ เรามักจะ ไม่กล้า กระดากอาย กรณีของผม ผมจะรู้สึกอายที่จะบอกใครบนเรือข้ามฝาก ว่าอย่าทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ที่อาย ก็เพราะกลัวคนอื่นคิดว่า ไอ้นี่มันทำเอาหน้า…ผมไม่แน่ใจว่า หลายๆ ท่านเป็นแบบนี้ไหม

 

ประการที่สอง เมื่อจะส่งเสริมให้ใครทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือส่งเสริมอาสาสมัคร คนส่วนใหญ่จะบอกว่า คนที่เป็นอาสาสมัคร ทำงานเพื่อส่วนรวม ต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตัว ต้องเป็นคนดีมากๆ  กรณีที่ผมเจอ คือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมไปช่วยงานขบวนการอาสาสมัครให้กับ สสส.  ครั้นเมื่อองค์กรพัฒนาเอกชนสนใจเขียนโครงการเข้ามาและมีค่าตอบแทน ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาโครงการให้ความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า เมื่อมาทำงานอาสาสมัครต้องไม่มีค่าตอบแทน….ผมคิดไปว่าถ้าไม่มีค่าตอบแทนแล้วลูกเมียเขาจะเอาที่ไหนกินละครับ เจอแบบนี้บ่อยๆ ผมเลยลาออกมาพร้อมกับความไม่เข้าใจ ผมยังคิดต่อไปอีกว่า ถ้า สสส.ไม่มีค่าตอบแทนในการอ่านโครงการ จะยังมีใครทำงานให้ สสส. อยู่ไหม??????

 

ผมคิดว่านี่เป็นด่านวัฒนธรรมของงานพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะที่ต้องก้าวข้าม ต้องสร้างคำอธิบายใหม่ ให้ความหมายใหม่แก่การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือแม้แต่การทำบุญ  ต้องสร้างคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อประโยชน์ท่าน ประโยชน์ต่อส่วนรวมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย หรือประโยชน์ต่อคนอื่นที่มีความสัมพันธ์กับเราในฐานะสมาชิกของสังคม

 

สุดท้ายสำหรับคนหนุ่มสาว….ผมอยากท้าให้พวกเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าการงานเพื่อส่วนรวม การเป็นอาสาสมัครที่เราฮิตทำกันอยู่นั้น เรากำลังทำเพื่อใคร เพื่อประโยชน์ใด..ว่ากันว่า หากเพียงงานเพื่อส่วนรวมระดับครอบครัวอย่างกวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน ยังไม่ทำ แต่กลับเสนอตัวไปเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องโลกร้อน การงานส่วนรวมแบบนี้น่าจะเป็นมายาภาพของอาสาสมัครและหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ หรือเปล่าครับ

 

บุญรักษาครับ

หมูอวบ

Advertisements
 
11 ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 30, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

11 responses to “จิตสำนึกสาธารณะ เรื่องหมูๆ ที่ไม่หมู

  1. คนอยากเสนอ

    สิงหาคม 31, 2009 at 2:45 am

    ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความดีๆของคุณสมบูรณ์
    แต่ดิฉันในฐานะผู้อ่าน ขอถาม-ตอบและเสนอแนะในบทความเพิ่มเติมด้วยค่ะ
    หวังว่าคงไม่ว่ากัน หรือ คิดว่าดิฉันเป็นคนอย่างไร
    เพราะเท่าที่อ่านบทความ มีหลายจุดที่น่าขบคิดและรู้สึกแปลกๆในหลายประเด็น ดังนี้ค่ะ

    จิตสำนึกสาธารณะ เรื่องหมูๆ ที่ไม่หมู (ชื่อบทความอ่านแล้วหมูๆค่ะ แต่เนื้อหาไม่หมูเลย เอาชื่อเล่นตัวเองมาใส่หรือเปล่า??)

    สืบเนื่องจากที่ผมได้มีโอกาสไปชวนผู้บริหารท้องถิ่นพูดคุย (ไม่ทราบว่าคุณสมบูรณ์ คุยเฉพาะฝ่ายบริหารที่ชอบคุยไปวันๆแต่ไม่ได้ทำงานกับชาวบ้านจริงๆ แล้วไม่ได้คุยกับชาวบ้านที่ทำงานวันๆหรือค่ะ บทความนี้มันมีมิติเดียวคือฝ่ายบริหาร ไม่ได้มีมิติมุมมองชาวบ้านฯลฯเลย แต่กลับบอกให้คนอื่นๆในช่วงแรกและคนหนุ่มสาวนในช่วงหลังคิดเรื่องจิตสำนึก มันไม่มีน้ำหนักพอมากค่ะ)และชวนให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ ในการสัมมนาวิชาการท้องถิ่นของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ผมเลยขอเอามาเขียนเป็นบทความเพื่อพูดคุยกับผู้อ่านดังนี้

    ผมคิดว่าเวลาเราพูดเรื่อง จิตสำนึกสาธารณะ เราเข้าใจไม่ต่างกันว่า เรากำลังเห็นภาพของการที่ผู้คนมีสำนึกต่อส่วนรวม ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม มากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือ ให้ มากกว่า รับ ผมเรียกคนเหล่านี้ว่า เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจโตกว่าคนปกติโดยทั่วไป

    กิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือกิจกรรมเพื่อสาธารณะมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน กลุ่มที่ทำเรื่องสวัสดิการชุมชน กลุ่มอาสาสมัครของบริษัทที่ออกไปปลูกป่า ออกไปพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพให้ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครปอเต็กตึ้ง …..รวมไปถึง การทำบุญ ทำทาน อันเป็นรากฐานใหญ่ของพุทธศาสนิกชนคนไทย

    อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เคยเขียนบทความที่ผมจำชื่อไม่ได้ แต่ที่ผมจำได้แม่น คือ อาจารย์บอกว่า สังคมหรือชุมชนที่น่าอยู่ คือ สังคม ชุมชนที่มี Give Economy พอๆ กับ Commodity Economy ผมไม่แน่ใจทำไมอาจารย์จึงฟันธงเช่นนั้น แต่ผมก็เชื่อและจำติดกระบาลมา และเมื่อผมลองเอา แผนที่โลกที่แสดงค่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ของประเทศต่างๆ (gini coefficient map) มาทาบกับแผนที่โลกที่แสดง human development index ก็ดูจะสัมพันธ์กันพอจะบอกได้ว่า ประเทศที่มีช่องว่างรายได้ไม่แตกต่างกัน มักเป็นประเทศที่มีดัชนีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่สูงด้วย

    หันกลับมาดูบ้านเรา ผมคิดว่าการงานเพื่อสาธารณะ เพื่อส่วนรวม การทำบุญสุนทาน บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า แต่ดูเหมือนมันยังขาดๆ อะไรบางอย่าง ซึ่งผมมีข้อสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ทำงานเพื่อส่วนรวม ทำงานเพื่อสาธารณะ ก็เพื่อผลประโยชน์ตัวเองในระยะสั้นกัน (วิธีคิด) (คุณเอาอะไรมาชี้วัดหรือมารองรับเหตุผลที่ว่า”ส่วนใหญ่” มีสถิติ/ข้อมูล ว่าคนทำงานกันเพื่อระยะสั้นๆ คุณคิดไปเองหรือเปล่าค่ะ คุณเคยมาทำงานกับชุมชนอื่นๆเค้าบ้างไหม??)

    ผมสังเกตว่า เราพร้อมที่จะทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างวิหาร และมหาเจดีย์ มูลค่าหลายร้อยล้าน หลายพันล้านบาท มากกว่าจะยินดีทำบุญกับวัดพระบาทน้ำพุ ที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ ใช่หรือไม่ว่า เราหวังว่าเราจะได้อะไรบางอย่างจากการทำบุญในครั้งนั้นเพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น (ทำไม?? คุณคิด 2 มิติ ไม่ได้มองด้านอื่นๆ ประกอบหรือมองว่าบางครั้งคนเรามีเหตุผลในการทำมากกว่า ตัวเอง/คนอื่นๆ ประเด็นการทำมันอาจเป็นเรื่องจิตใจ วัฒนธรรม คุณค่า ค่านิยมฯลฯ ถ้าคุณมองว่าทุกคนคิด 2 เรื่อง มันดูเหมือนตัวเลือกมันน้อยจัง???แปลกๆ)

    ผมสังเกตว่า เราพร้อมที่จะลงมือเก็บขยะกันอย่างแข็งขัน ก็เพราะขยะมีมูลค่า ขายเป็นเงินได้ แต่ไม่ใช่ ตัดสินใจลงมือเก็บขยะหรือแยกขยะ เพราะหวังจะให้ คนเก็บขยะกลับบ้านได้เร็วขึ้น มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ….ใช่หรือไม่ว่า(อันนี้คุณเคยทำและคิดอย่างนี้ตลอดหรือเปล่า หรือเพิ่งมาคิดตอนนี้ แต่ก่อนหน้านี้ตัวเองไม่เคยคิดเลย???) เราทำกิจกรรมสาธารณะอย่างการเก็บขยะ ก็เพื่อตัวเราอีกเช่นกัน….ผมได้ข่าวว่า(อันนี้อ่านข่าวจับผิดปัญหาชุมชนมากไป??)ในหลายชุมชน(ระบุได้ไหม?? แถวไหน?? จำนวนเท่าไร?? ใครทำ?? อย่างไร?? แล้วเค้าทำเพื่ออะไร??) ถึงกับมีการขโมยขยะ(ขยะอะไร??)กันทีเดียว นี่มิต้องบอกใช่ไหมครับว่า เราโลภมากกันขนาดไหน(คุณเอาอะไรมาวัดว่าเค้าโลภมาก?? สมมติถ้าคุณเป็นคนเก็บขยะหรือซาเล้งจนๆเก็บขยะขายได้วันละไม่ถึง 100 บาท อยู่มาวันหนึ่งไม่มีขยะขาย ไม่มีข้าวกิน ต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย คุณจะเป็นคนดีทำงานเพื่อตัวเองเหรอ??แล้วคนข้างหลังจะปล่อยตามยถากรรมเหรอ?? คนเรามักมีเหตุผลในการทำเสมอ บางครั้งเค้าอาจไม่อยากทำแต่คนอื่นล่ะจะเป็นยังไงก็ช่างเหรอค่ะ?? ความโลภที่คุณว่ามันคือ อารมณ์/ความรู้สึกจิตใต้สำนึก ที่คุณคิดเองจากการมองคนอื่นทำชั่วเพราะเค้าอยากรวยๆๆ แล้วคุณก็บอกว่าเป็นความโลภ แล้ววันหนึ่งถ้าเป็นคุณไม่อะไรกิน คุณจะทำแบบเค้าไหม??)

    ผมสังเกตเห็นว่า(รู้สึกว่าคุณจะสังเกตคนอื่นๆมากไป จนลืมมองว่าตนเองก็ทำเพราะอะไร?? อย่าบอกว่าไม่เคยนะคะ? ทำไมไม่บอกว่าตัวเองเคยทำและคิดแบบนี้ น่าจะดูดีกว่าคะ) เราพร้อมที่จะใส่หมวกกันน๊อค ก็เพราะกลัวถูกตำรวจจับ หรือไม่ก็กลัวว่าเราจะได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้ มีสำนึก(แรงมากคำนี้ มีสำนึก คำนี้มันคุ้นๆเหมือนในสโลแกนองค์กร/นโยบายพรรคการเมืองมากค่ะ ฟังแล้วเหมือนต้องการปลูกใจคนไทยให้พร้อมใจมีจิตใฝ่ดีกันถ้วนหน้า แล้วคุณเคยอ่านความหมายคำว่า มี(จิต)สำนึกAwareness กับจิตสาธารณะPublic Mind หรือยัง?? ว่ามันหมายถึงอะไร?? อธิบายด้วยค่ะ)ของการใส่หมวกกันน๊อค เพราะเป็นห่วงว่า การบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการไม่สวมหมวกกันน๊อค จะไปแย่งเตียงคนไข้ของคนอื่นหรือไปแย่งงบประมาณการรักษาพยาบาลที่มีอย่างจำกัด…ใช่หรือไม่ว่า พฤติกรรมการสวมหมวกกันน๊อคของคนไทยเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนอีกเช่นกัน(น่าคิดค่ะ น่าจะเอาเรื่องนี้ไปติดประชาสัมพันธ์ เช่น “ใส่หมวกกันน๊อคกันเถอะ เพื่อช่วยลดจำนวนผู้ป่วย/เลือดที่เสียไปเพราะความประมาทของคุณ”)

    กล่าวอย่างรวบรัด ผมเห็นว่า วิธีคิดและคำอธิบายของการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมของคนไทยนั้น มักจบลงที่ผลประโยชน์ส่วนตนระยะสั้น(รู้ได้ไงค่ะว่าสั้นๆ มีข้อมูลหรือสถิติแสดงนไหม??กิจกรรมที่ว่าคืออะไร?? ที่ไหน?? อย่างไร??) ซึ่งต่างกันอย่างมากกับ วิธีคิดและคำอธิบายของคนญีปุ่น(คุณเคยไปญี่ปุ่นมาหรือค่ะ?? หรือว่าอ่านหนังสือท่องเที่ยว/ดูสารคดีมากไป?? ทำไมไม่เป็นคนอังกฤษ คนสิงค์โปร์ หรือคนลาว?? คนไทยเรามักยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นหรือที่อื่นๆมาเสมอ ทำไมไม่เอาสังคม/ชุมชนพื้นที่ บ้านเราที่เค้าทำได้จริง/ไปดูได้จริง มาเป็นตัวอย่าง?? ญี่ปุ่นดิฉันก็ไม่เคยไปด้วยคะ นึกไม่ออกว่าเค้าทำกันทั้งประเทศหรือเค้าคิดอย่างนั้นทั้งหมด??) ที่บอกเราว่า เขาสวมหน้ากากอนามัย เพราะเกรงว่า คนอื่นๆ จะติดเชื้อหวัดจากเขา เขาแยกขยะ หรือ ล้างถุงพลาสติกที่ใส่ของก่อนทิ้งลงถังขยะทุกครั้ง เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานลำบาก และขยะจะได้ถูกกำจัดโดยง่าย เขาสวมหมวกกันน๊อค เพราะมันเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่เขาทำได้ เพื่อจะได้ไม่ไปแย่งเตียงคนไข้คนอื่นๆ ที่อาจบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ป้องกันไม่ได้……..นี่คือคำอธิบายที่สะท้อนว่า เขาคิดถึงประโยชน์คนอื่นก่อน บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการเห็นผลประโยชน์ส่วนตัวในระยะยาว (อ่านแล้ว งง เหมือนว่า วรรคนี้ คุณตั้งใจเอามาตั้งประเด็น เพื่อถามปัญหาในวรรคที่คนไทยไม่ได้คิดข้างบน ตกลง วรรคนี้ คือ วรรค จุดประกายคุณหรือค่ะ ทำให้เกิดคำถามที่คนไทยน่าจะเอาอย่างญี่ปุ่นซะทั้งหมด ?? ถามจริงเถอะคุณเคยสังเกตไหม?? ว่าคุณภาพชีวิตคนไทยกับคนญี่ปุ่นมันต่างกันขนาดไหน?? คนญี่ปุ่นทำงานมีรายได้เท่าไร มีสวัสดิการขนาดไหม มีความสะดวกสบายอย่างไร และมีฐานความคิดเหมือนคนไทยไหม?? แล้วสิ่งที่คุณเห็นทั้งหมดว่าญี่ปุ่นมีจิตสำนึกดีทั้งหลายมันต่าง/เหมือนสังคมไทยไหม?? ข้อมูลนี้โปรดพิจารณาอีกครั้งค่ะ)

    วิธีคิดของคนไทยข้างต้น ผมเข้าใจว่า(เรื่องนี้เข้าใจเอาเอง แต่ไม่ได้สัมผัสชีวิตชาวบ้านจริงๆ ก็อย่างพึ่งสรุปค่ะว่ามันถูกต้องเสมอไป ถ้าตราบใดข้อมูลคุณยังไม่ได้ผ่านการวิจัย/มีการสำรวจ) มันได้ขัดเกลาให้เชื่อฝังหัวกัน(ข้อความนี้ไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะมีชุมชนอีกมากที่คุณยังไม่ได้สัมผัสที่เค้ามีจิตสำนึกดี โดยไม่ผ่านกระบวนการขัดเกลา/ฝังหัว แต่เค้ามีจิตอาสา/รักในสิ่งที่เค้าทำ มันก็สามารถทำให้ชุมชนนั้นมีจิตสำนึกดีได้ เพื่อส่วนร่วมไม่ใช่ตัวเองแน่ๆ) ว่า ใครก็ตามที่กำลังทำความดีเพื่อส่วนรวม เขากำลังทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ทำดีเพื่อเอาหน้า(แรงมากค่ะ คำนี้ คุณจะใส่ความรู้สึกด้านลบมากเกินไปมั่ง?? แล้วคุณเอาอะไรมาวัดว่าทำดีเพื่อเอาหน้า มันคือวิสัยชาวบ้านเหรอ มันเหมือน คำพูดนินทา นักการเมืองมากกว่า) วิธีคิดที่ฝังหัวเช่นนี้ นำมาซึ่งปัญหาที่ผมเผชิญกับตัวเอง 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก เมื่อเราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม หรือทำดี ต่อหน้าคนอื่นๆ เรามักจะ ไม่กล้า กระดากอาย กรณีของผม ผมจะรู้สึกอายที่จะบอกใครบนเรือข้ามฝาก ว่าอย่าทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ที่อาย ก็เพราะกลัวคนอื่นคิดว่า ไอ้นี่มันทำเอาหน้า…ผมไม่แน่ใจว่า หลายๆ ท่านเป็นแบบนี้ไหม (ถูกต้องค่ะ ไม่คิดแน่ๆ แสดงว่า คุณยังไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องทั้งทีรู้ว่ามันผิดแต่คุณก็ยังไม่ทำ เพราะคิดว่า คนอื่นๆจะว่าเอา คุณนี้ช่างยึดติดกับคำนินทาของคนอื่น ที่ว่า “อาย” นะ ถามจริงเถอะคะ คุณยังอาย/ไม่กล้าบอกเค้า/กลัวเค้าถีบตกเรือฯลฯ แสดงว่าคุณก็ไม่ได้คิดเรื่อง “มีสำนึก” มานานแล้วซิคะ ดิฉันก็คิดว่าเช่นกัน(ขอเลียนแบบ) เรื่องนี้คนเขียนบทความไม่น่าประจานความไร้สำนึกของคุณให้คนอื่นอ่านเลยคะ อ่านแล้วมันหักลบตัวเองกว่าคุณใส่หมวกกันน๊อคอีก มันทำให้คนอื่นคิดไปด้วยว่ามันก็…..เหมือนกัน แล้วยังมาอวดสอน…อีก ตัวเองยังไม่กล้า…แล้วจะหัดสอนคนอื่นให้ทำดีมีจิตสำนึกอย่างไร???)

    ประการที่สอง เมื่อจะส่งเสริมให้ใครทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือส่งเสริมอาสาสมัคร คนส่วนใหญ่จะบอกว่า คนที่เป็นอาสาสมัคร ทำงานเพื่อส่วนรวม ต้องเสียสละประโยชน์ส่วนตัว ต้องเป็นคนดีมากๆ กรณีที่ผมเจอ คือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมไปช่วยงานขบวนการอาสาสมัครให้กับ สสส.(สสส.ใครๆเค้าก็รู้จักทั้งประเทศว่าคืออะไร?? อย่าเอ่ยได้ไหมว่าองค์กรไหน?? เพราะองค์กรนี้ภาพลักษณ์การทำงานเค้าดีด้านสนับสนุนโครงการด้านสุขภาพ อย่าให้ภาพลักษณ์เสียตรงที่คุณประจานเค้า?? มันน่าเกียจมากๆที่คุณไม่ให้เกียรติองค์กรเค้า คิดหรือเปล่าก่อนเขียนเนี้ย??) ครั้นเมื่อองค์กรพัฒนาเอกชนสนใจเขียนโครงการเข้ามาและมีค่าตอบแทน ผู้ทรงคุณวุฒิที่พิจารณาโครงการให้ความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า เมื่อมาทำงานอาสาสมัครต้องไม่มีค่าตอบแทน….ผมคิดไปว่าถ้าไม่มีค่าตอบแทนแล้วลูกเมียเขาจะเอาที่ไหนกินละครับ เจอแบบนี้บ่อยๆ ผมเลยลาออกมาพร้อมกับความไม่เข้าใจ ผมยังคิดต่อไปอีกว่า ถ้า สสส.ไม่มีค่าตอบแทนในการอ่านโครงการ จะยังมีใครทำงานให้ สสส. อยู่ไหม??????(ปัดโธ่ คุณนี้มองโลกแง่ดีไปหมดเลย อ่านจนจบนึกว่าจะบอกให้คนอ่านมีกำลังใจทำงานต่อ ดันมาตีบทแตก ด้วยการลาออกดื้อๆ อย่างนี้ไม่น่าเอาเป็นตัวอย่างเลยคุณ ตกลงคุณพี่จะบอกว่าที่คุณพี่เขียนมาวิธีคิดแบบฝังหัวมันเสี้ยมสอนให้คนอื่นๆคิดเป็นกบในกะลามากๆ คุณพี่ค่ะ สงสัยคุณพี่คงทำงานกับใครได้ไม่นาน เห็นใครถูกเอาเปรียบก็ทนไม่ไหวคิดหนีปัญหา คิดว่าทุกคนเลวเสมอไป คุณพี่คงต้องกลับไปทบทวนคำว่า อาสาสมัคร ในความหมายของ สสส.ว่ามันคืออะไร?? ถ้าเราเปลี่ยนให้อาสาสมัครเป็นคณะทำงานแทนในตัวโครงการ อย่างมีชั้นเชิงและมีกลยุทธ์ มันกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะสามารถนำไปอธิบายกับ สสส.ได้ว่าเค้าเป็นคณะทำงาน (มีสำนึก) ก็สามารถขอรับค่าตอบแทนได้แล้ว?? แสดงว่าคุณพี่ยังมีประสบการณ์ในการเขียนโครงการน้อย และยึดติดกับความจริงมากไป เพราะทุกอย่างมันสามารถปรับแก้ไขได้ แค่คุณแก้ไขปัญหาเฉพาะได้ก็ง่ายไปหมดค่ะ)

    ผมคิดว่า(นึกว่าจะไม่เจอแล้ว อืม ยังมีต่อตอนท้าย) นี่เป็นด่านวัฒนธรรมของงานพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะที่ต้องก้าวข้าม(ก้าวข้าม อย่างไร??) ต้องสร้างคำอธิบายใหม่ ให้ความหมายใหม่แก่การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือแม้แต่การทำบุญ(คำอธิบายนี้สร้างขึ้นมาใหม่เหรอคะ แล้วทำไม??ไม่เอาคำที่คนอื่นๆนิยามก่อนหน้านี้มาอ้างอิงก่อนล่ะ?? แสดงว่าคุณคิดก้าวข้ามจริงๆ อย่างนี้ไม่น่านำไปอ้างอิงในงานวิจัยได้ “ไม่น่าเชื่อถือได้” เพราะคิดเอง เปลี่ยนเอง กล้าจริงๆ) ต้องสร้างคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นเพื่อประโยชน์ท่าน ประโยชน์ต่อส่วนรวมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย หรือประโยชน์ต่อคนอื่นที่มีความสัมพันธ์กับเราในฐานะสมาชิกของสังคม (ประโยคนี้ความหมายคล้ายๆกันนะคะ คำว่า “ส่วนร่วม” กับ “คนอื่น……….” มันต่างกันตรงไหน?? อ่านแล้วมันแปลกๆ ตกลง Key word คือ ประโยชน์เพื่อตัวเองและส่วนร่วม ดิ ?? คำนี้เข้าใจมากกว่า แต่น่าจะตีให้ชัด ว่า จิตสาธารณะ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มันควรทำอย่างไร?? (How to) ให้มีจิตนั้นได้ ถ้ามาพูดเฉพาะคำอธิบาย หรือวาทกรรมที่คุณสร้างมาใหม่ มันนามธรรม มากไป น่าจะแสดงเหตุผลที่ชัดเจน ที่ไม่ใช่ หมวกกันน๊อก เก็บขยะ ไปวัด ทำกองทุนต่างๆ แต่มันน่าจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ยกตัวอย่างมาเลย มีมากมาย และที่ไม่ใช่ประจานตัวเองและองค์กรเค้า??)

    สุดท้ายสำหรับคนหนุ่มสาว(ทำไมต้องเป็นวัยนี้ วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ วัยชรา ไม่ได้เหรอ??)….ผมอยากท้าให้พวกเราตั้งคำถามกับตัวเองว่าการงานเพื่อส่วนรวม(แล้วคุณตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหม? ก่อนเขียนเพื่อบอกให้คนอื่นมีจิตสาธารณะ??) การเป็นอาสาสมัครที่เราฮิต(ไม่ได้ฮิตเลยคะ คุณคิดไปเองหรือเปล่าเนี้ย? แต่ขอติคำว่า “ฮิต” นั้นชาวบ้านๆอ่านแล้วไม่รู้จักคะ น่าจะเปลี่ยนว่า “นิยม/อยากเรียนรู้”ฯลฯ มันดูดีกว่าคะ) ทำกันอยู่นั้น เรากำลังทำเพื่อใคร เพื่อประโยชน์ใด..ว่ากันว่า หากเพียงงานเพื่อส่วนรวมระดับครอบครัวอย่างกวาดบ้าน ถูพื้น ล้างจาน (แรงมากคำนี้ ชาวบ้านอ่านร้อง จิ๊ดเลย เพราะเท่ากับคุณติว่า ชาวบ้านขี้เกียจ งานง่ายๆยังไม่รู้จักทำ แล้วคุณเคยทำงานแบบนี้ด้วยตนเองหรือเปล่า?? อย่าบอกว่าไม่ หรือ ทำบ้างไม่ทำบ้าง คำนี้รู้สึกเอาความรู้สึก/ความคิดเห็นตัวเองใส่มากเกินไป อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานนะคะ ขนาดคุณเขียนเองรู้สึกว่า มันทำให้คุณดูดีขึ้นหรือเปล่า?? หรือทำให้คนอื่นรู้สึกโทษตัวเองว่าชั้นทำไมเลวอย่างนี้?? มันแย่มากคะ ถ้าจะเรื่องนี้ยกตัวอย่างแก่คนอื่น???) ยังไม่ทำ(น่ะ รู้อีกว่าเค้าไม่ทำ เอาอะไรมาวัดเนี้ย?? สงสัยคนเขียนคงใช้ประสบการณ์จริง?? ดีจริงๆ) แต่กลับเสนอตัวไปเป็นอาสาสมัครรณรงค์เรื่องโลกร้อน(สงสัยคุณคงไปทำงานโลกร้อนแน่ ถึงมีข้อมูล ถามจริงเถอะเรื่องอื่นมีให้ยกตัวอย่างมากมายทำไมไม่ยกมากอ้าง คุณพี่ประเด็นเรื่องโลกร้อนมัน Out มาตั้ง 2 ปีแล้ว มาพูดตอนนี้มาดูขัดกันมากเลยคะ เพราะช่วงแรกพูดเรื่องหมวกกันน๊อค ผ้าปิดจมูก ฯลฯ นึกว่าจะจบด้วยเรื่องไข้หวัด2009แต่ดันมาพูดเรื่องโลกร้อน สงสัยคุณสอนนักศึกษามากไป จนลืมกระแสโลกใหม่ๆไปแล้ว ที่บอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางสังคมคงด้านสิ่งแวดล้อมชุมชนมากกว่าด้านพัฒนาชุมชน เพราะเนื้อหาทั้งหมดล้วนไม่ได้กล่าวถึงหลักการงานพัฒนาชุมชนมากนัก) การงานส่วนรวมแบบนี้น่าจะเป็นมายาภาพ(นั่น ไปว่าเค้าว่าอีก ว่าเค้าโดนหลอกทำงานตามความฮิตอีก) ของอาสาสมัครและหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ หรือเปล่าครับ (ถามจริงคุณพี่ จะหลอกชาวบ้าน/คนอ่านให้เชื่อพี่กันแน่?? โลกมันเปลี่ยนไปแล้วพี่ พี่ต้องทำงานกับชุมชนมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำกับ(สอน)เฉพาะนักศึกษานะคะ เพราะทฤษฎีกับปฏิบัติมันต่างกัน คะ?? หนังสือเป็นล้านเล่มก็ไม่เท่ากับทำจริง???)

    บุญรักษาครับ

    วีรบูรณ์ วิสารทสกุล
    คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    (อืมๆ ไม่แปลกใจเลยที่คุณพี่ไม่ได้ตำแหน่งวิชาการกับเค้า เพราะเขียนแค่บทความยังตีโจทย์ไม่แตก และสื่อความหมายได้ไม่ชัดเจนตรงกระแสมากพอ คุณน้องขอแนะนำว่า พี่ต้องลงพื้นที่กับชาวบ้านมากกว่านี้ และอ้างอิงข้อมูลวิชาการมากๆด้วย ที่สำคัญอย่า เอาความเลวของตนเองหรือสิ่งที่คิดเอง/สังเกตเอง/คิดอธิบายใหม่เอง เป็นบรรทัดฐานในการบอก How to คนอื่นๆ ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่ามันผิด ก็บอกให้เค้าอีก อย่างนี้มันไม่ใช่ จรรยาบรรณ ของนักวิชาการ/อาจารย์/นักพัฒนาชุมชน/นกเขียนที่ดี เลยคะ ขออภัยที่ใช้ถ้อยคำ/ภาษาที่รุนแรงมากไป เพราะต้องการเห็นคนเขียนมีสำนึกและจิตสาธารณะแก่คนอื่นด้วย ถ้าปรับได้กรุณาคิดก่อนเขียนนะคะ อย่าให้เสียชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สู้ๆๆต่อไปคะ)

    หล่อมากคะ
    อาจารย์หล่อรูป
    แต่ขอให้หล่อหลอมความคิด
    ตัวเองให้ชัดกว่านี้ด้วยคะ

    นาย วีรบูรณ์ วิสารทสกุล
    วุฒิการศึกษา -วท.บ(การเกษตรศาสตร์)
    -วท.ม.(เทคโนโลยีการบริหารสิ่งแวดล้อม)

    ตำแหน่ง อาจารย์
    ระดับ
    เชี่ยวชาญสาขาวิชา- สังคมสงเคราะห์
    ———————– สิ่งแวดล้อม
    ———————– การพัฒนาชุมชน

     
  2. หมูอวบ

    สิงหาคม 31, 2009 at 7:27 am

    ถึง คุณคนอยากเสนอ ครับ

    ขอบคุณสำหรับ ความเห็นทุกเม็ด และ การใช้ภาษาที่ต่อว่าผมแรงๆ ไม่ว่าจะด้วยเป้าหมายเยี่ยงใด ก็ไม่เป็นไรครับ ผมยอมรับได้

    แต่ผมเพียงอยากตั้งข้อสังเกตว่า ในตรรกะเดียวกันกับที่คุณพยายามวิจารณ์ทั้งบทความ และวิจารณ์ตัวผู้เขียนบทความ ว่ารู้น้อย มีประสบการณ์น้อย เห็นโลกน้อย เข้าใจโลกน้อย และลงพื้นที่น้อย นั้น ….
    คุณก็กำลัง เขียนวิจารณ์ผม โดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผม เช่นกัน ครับ….เอ๊ะหรือเรารู้จักกัน…

    ตามความเห็นของท่าน บทความของผมคงได้แสดงความตื้นเขิน และคับแคบทางปัญหาหรือหัวใจออกไป ก็ขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ

    บุญรักษาครับ

    หมูอวบ

     
  3. คนอ่านทั่วไป

    สิงหาคม 31, 2009 at 12:16 pm

    ขอถามหน่อยครับ

    ว่าอาจารย์ได้มีประสบการณ์ในการทำงานชุมชนขนาดไหนครับ
    ช่วยอธิบายหน่อย??
    อ่านแล้วมันก็น่าคิดตามว่า สิ่งที่อาจารย์เขียน มันดูไกลตัวมาก
    ขนาดผม อ่านแล้วยัง งง ว่า อาจารย์เขียนมาเพื่อต้องการให้คนอ่านมีสำนึกดี

    แต่อาจารย์กลับมองเรื่องนี้ เพื่อต้องการถามคนหนุ่มสาว ชาวบ้านให้มีสำนึกดีตามนั้น
    มันจะทำอย่างไร ให้ดีตามได้

    ขอบคุณครับ
    คนอ่านทั่วไป

     
  4. คนอยากเสนอ 2

    สิงหาคม 31, 2009 at 5:37 pm

    ถึง อาจารย์วีรบูรณ์ ที่เคารพ

    ดิฉันเป็นคนให้ข้อเสนแนะอาจารย์เองค่ะ
    ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า “ขอโทษ” อาจารย์เป็นอย่างมากค่ะ
    ที่ได้กล่าวข้อความที่รุนแรงต่อความรู้สึกอาจารย์ ที่ดิฉันได้ตอบโต้ข้อความไปเช่นนั้น
    เพราะดิฉัน มันโง่เอง ที่เข้าใจผิดว่า อาจารย์เป็นแค่อาจารย์ในหมาวิทยาลัยเท่านั้น
    เนื่องจาก ดิฉันเพียงแค่อยากรู้ว่า อะไร คือ ความถูกต้องของข้อมูลเท่านั้น จึงได้คิดในมุมกลับกัน
    อาจารย์คงไม่ถือโกรธ คนโง่ อย่างดิฉันที่ได้พรำพรือ กล่าวข้อมูลที่เลวร้ายเท่าที่อาจารย์เคยเจอมาก่อน

    ดิฉัน รู้สึก สำนึกผิดมากๆ ในสิ่งที่ทำลงไป เพราะต้องการอยากรู้ว่าทำไม บทความที่อาจารย์เขียนไปนั้น
    มีเป้าหมายเพื่อสร้าง มีสำนึก ในสังคม แต่ทำไมอาจารย์ต้องกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงต่อชาวบ้าน และ เหยีดหยามองค์เหล่านั้นที่ใครๆก็รู้จักกันดี

    ดิฉันคงโง่เองที่ไม่ศึกษาข้อมูลการทำงานของอาจารย์ให้ละเอียดก่อน
    ไม่คิดก่อนเขียนข้อความที่ไม่ควรลงไป ทำให้อาจารย์เกิดความรู้สึกแย่ต่อการทำงานต่อไป

    หวังว่าอาจารย์คงไม่ถือโทษคนโง่อย่างดิฉันที่ได้ล่วงเกินอาจารย์ที่ทำงานเพื่อสังคมและเพื่อชุมชนมากมายขนาดนั้น

    หากอาจารย์ได้อ่านข้อความนี้แล้ว ได้โปรดลบข้อเสนอแนะนั้นทิ้งไปซะ
    แล้วดิฉันกับอาจารย์จะได้สบายใจทั้งคู่ ขอร้องด้วยค่ะ

    ดิฉันขอกราบแทบเท้า อาจารย์และคนอื่นๆที่ได้อ่านข้อความเหล่านั้นไปด้วย

    ขอบคุณมากค่ะ
    คนอยากเสนอแต่โง่ ก่อนเขียน (กล้าทำ…….กล้ายอมรับผิดจริงๆๆ)

     
  5. หมูอวบ

    สิงหาคม 31, 2009 at 8:10 pm

    ถึง คุณคนอยากเสนอ ครับ

    อย่างที่ผมบอก คำวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องปกติ ผมรับได้ไม่มีปัญหา
    เพราะ คำวิพากษ์ วิจารณ์หลายครั้งหลายหน ก็ช่วยทำให้เราเห็น มุมมองอื่นๆ ที่ชัดขึ้น
    ช่วยฟอกกิเลสและความหลง ให้เบาบางลงได้

    ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพียงแต่ งงๆ เท่านั้น

    ซึ่งก็คงมิต้องกราบแทบเท้าอะไรหรอกครับ จะทำให้ผมลงนรกเปล่าๆ

    ผมก็คนธรรมดาๆ นี่แหละ คร้าบ ยินดีที่รู้จักครับ

     
  6. Bank

    กันยายน 2, 2009 at 2:46 am

    อืม การแสดงความคิดเห็นนี่เป็นเรื่องยากเหมือนกันนะครับ ที่จะเจาะเข้าประเด็นและเรียกร้องความสนใจได้แล้วไม่รุนแรงจนเกินไป หรือตีความในมุมมองของคนเขียนมากจนเกินไป

    อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันเป็นบลอกนะครับ ไม่ใช่ผลงานทางวิชาการ ดังนั้นแล้ว จึงมีมุมมองออกจากคนเขียนมากหน่อยเป็นเรื่องปกติครับ แต่การที่บทความขาดหลักฐานสนับสนุนแนวความคิด ก็ทำให้ผมอ่านไป ไม่เชื่อไปพลางครับ

     
    • หมูอวบ

      กันยายน 2, 2009 at 6:34 am

      ดีครับผม ……ที่อ่านไปพลาง ไม่เชื่อไปพลาง

      ส่วนเรื่องข้อมูลหลักฐานก็ขาดไปจริงๆ ครับ

      แต่ที่สำคัญมากกว่า คือ การตั้งคำถามกับตัวเองครับ ว่าวิธีคิดเราเป็นแบบนั้น หรือเปล่า

      ขอบคุณครับ

       
  7. สัน

    พฤศจิกายน 2, 2009 at 10:29 am

    555 save เก็บไว้เลย อย่าไปลบ โดยเฉพาะตรงท้ายที่บอกว่า “อาจารย์หล่อมาก”

    แหมตั้งใจอ่านจริงๆ จังๆ เลยเชียว

     
  8. ecostylist

    ธันวาคม 8, 2009 at 12:37 am

    เพิ่งแวะเข้ามาเห็นบทความนี้ค่ะ
    ความเห็นดุเดือดดีแท้

    อืม…ทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่เมื่อออกมาทำงานเพื่อสาธารณะ
    ล้วนด้วยแนวคิดการมาทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแทบทั้งสิ้น
    แต่เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างปัจเจก…สู่สาธารณะนี่สิ
    ยังเป็นจุดที่ข้ามผ่านไปได้ยากเช่นกัน
    หากมาทำงานสาธารณะ แต่คิดเพียงตนเองได้ประโยชน์ ก็จบกัน
    วิธีคิดที่ว่า การทำงานเพื่อเกิดประโยชน์กับสาธารณะ แล้วเมื่อนั้นตนเองก็จะได้ประโยชน์ด้วย เห็นจะเป็นเรื่องหมูๆ แต่ไม่หมู ซะแล้ว

    ชอบใจประโยคนี้ของอาจารย์จังค่ะ
    “ช่วยฟอกกิเลสและความหลง ให้เบาบางลงได้”

    และเห็นด้วยเรื่อง “อาจารย์หล่อมากๆ”
    แต่ที่มากกว่าหล่อคือวิธีคิดของอาจารย์นี่ล่ะค่ะ …รับลูกศิษย์เพิ่มไหมคะ?

     
  9. cat

    กุมภาพันธ์ 25, 2012 at 8:46 pm

    มันก็เป็นการเสนอความเห็นในบางแง่บางมุมของผู้เขียน ซึ่งก็เขียนลงใน Blog ของเขา…การวิพากษ์
    วิจารณ์เพื่อให้ได้มุมมองอะไรใหม่ๆกับผู้เขียนก้เป็นเรื่องที่ดี แต่อ่านแล้วรับรู้ได้ถึงอารมณ์อันเผ็ดร้อนของคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าช่างมากมายพรั่งพรู…ซึ่งไม่รู้ทำไม…การเสนอแนะเพื่อการสร้างสรรน่าจะนำมาใช้นำมาเขียนหากเรามีจิตที่ต้องการเสนอมุมมองที่เรามีและเราคิดว่าของเราดี หรือที่เราสงสัยคนอื่นเขา..หมายรวมไปถึงการใช้คำพูดที่ดุดันและวิพากษ์ไปถึงชื่อ ที่ทำงานเขาไปเลย และยังเลยพูดไปถึงตำแหน่งวิชาการซึ่งคิดว่ามากไปแล้วล่ะ..แต่ก้ออกมาขอโทษก็ชื่นชมในความกล้าหาญ..แต่คนอ่านก็ยังรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ดี..ช่างน่ากลัวแท้…

     
    • หมูอวบ

      กุมภาพันธ์ 25, 2012 at 10:01 pm

      จริงๆ เรื่องสำนึกสาธารณะนี่ เทอมที่แล้ว ผมก็เอามาสอนให้กับ นศ. สังคมสงเคราะห์และรัฐศาสตร์ โดยต่อเชื่อมกับเรื่องอาสาสมัคร.เพื่อชี้ให้เห็น ฐานคิดของ อาสาสมัคร นั้น มีไม่น้อยที่ คิดจากประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ประโยชน์ส่วนรวมเป็นรอง..

      ซึ่งในตอนสอบ final นศ. กว่าครึ่งห้อง เขียนสารภาพว่า…มันทำให้เขาได้ฉุกคิด และทบทวนกับตัวเองว่า แท้จริงแล้ว กิจกรรมอาสาสมัครที่เขาทำ เขายังก้าวไม่พ้นตัวเอง ไปสู่ ส่วนรวมอย่างแท้จริง ด้วยซ้ำ

       

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: