RSS

“เอลินอร์ ออสทรอม นักรัฐศาสตร์หญิงผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์”

23 ต.ค.

ผมขอนำบทความเกี่ยวกับ ออสตอม มาลงเพิ่มนะครับ …….ครั้งนี้เขียนโดย อ.เกษียร ครับ แต่บทสัมภาษณ์อ่านแล้วก็ ได้ใจอย่างมาก

………………………………………….

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03231052&sectionid=0130&day=2009-10-23

จู่ๆ ต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้อี-เมลจากครูพักลักจำทางเศรษฐศาสตร์ของผม (ผู้มักยั่วให้ผมเถียงด้วย ซึ่งผมในฐานะนักรัฐศาสตร์ก็พยายามสนองพระเดชพระคุณสุดสติปัญญาความสามารถ เพราะแม้เถียงไม่ค่อยชนะ แต่ทะเลาะกับท่านแล้วฉลาดขึ้น และรู้สึกเป็นมิตรกันมากขึ้นทั้งที่เห็นต่างกัน) เพื่อแจ้งข่าวด่วนว่า : –

“รางวัลโนเบล สำหรับนักรัฐศาสตร์ (ไอ้หยา!)…

“อ.เกษียรที่รัก

“ดูเหมือนรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้จะมอบให้กับสมาชิกสาขาวิชาชีพรัฐศาสตร์ตัวจริงเสียงจริงผู้มีบัตรประจำตัวยืนยันความเป็นสมาชิก-ในฐานที่เธอเป็นอดีตประธานสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกันนั่นเทียว ลางทีท้ายที่สุดแล้วสาขาวิชาชีพเศรษฐศาสตร์ของผมจะไม่ได้เป็นโรคออทิซึมถึงขนาดนั้นละมัง (autism เป็น อาการพัฒนาไม่ปกติทางจิตทำให้วิปริตผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่มักคำนวณเลขเก่งอย่างน่ามหัศจรรย์ เหมือนบทที่ดัสติน ฮอฟแมน เล่นในหนังเรื่อง Rain Man ปี ค.ศ.1988-ผู้เขียน)

“ขอพูดจริงจังขึ้นอีกหน่อยว่าผมเองก็คงนึกไปไม่ถึงหรอกว่าเอลินอร์ ออสทรอม จะได้รางวัลนี้ แต่พอประกาศผลออกมาแล้ว มันก็ดูเข้าทีเสียนี่กระไร งานของเธอช่วยเปิดหูเปิดตาผม มันทั้งเคร่งครัด (ลักษณะอันถูกใจนักเศรษฐศาสตร์) และเป็นเชิงประจักษ์ (ลักษณะอันถูกใจผมเอง)…”

ก็น่าฮือฮาจริงอย่างที่ครูว่าแหละครับ เพราะเอลินอร์ ออสทรอม ไม่เพียงแต่เป็นนักรัฐศาสตร์ที่ข้ามฟากมาคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น (แบ่งครึ่งรางวัลกับนักเศรษฐศาสตร์แท้ๆ อีกคนชื่อโอลิเวอร์ อี. วิลเลียมสัน)

แต่เธอยังเป็นผู้หญิง (ยังไม่เคยมีเพศแม่/เมียได้รางวัลโนเบลสาขานี้มาก่อน)

และเชี่ยวชาญการศึกษาวิเคราะห์เรื่องเศรษฐาภิบาล (economic governance) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสมบัติส่วนรวม (the commons) อีกต่างหาก-อันเป็นเรื่องที่อยู่นอกกระแสหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์แบบทุน-นิยมตลาดเสรี (อนึ่ง นักวิชาการไทยผู้เชี่ยวชาญและสนใจศึกษาเรื่องทำนองเดียวกันนี้ได้แก่ศาสตราจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น)

พูดไปก็ไลฟ์บอย สู้ให้อาจารย์ออสทรอมพูดถึงงานของแกเองดีกว่าครับ ในบทสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับอดัม สมิธ (ชื่อพ้องโดยบังเอิญกับปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมคลาสสิคชาวอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18) หัวหน้าบรรณาธิการเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลทันทีที่เธอทราบผลรางวัลเมื่อ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา :-

ออสทรอม : ฮัลโหล

สมิธ : อ้อ อรุณสวัสดิ์ครับ ขอพูดกับคุณเอลินอร์ ออสทรอม ได้ไหมครับ?

ออสทรอม : ได้เลยค่ะ

สมิธ : ฮัลโหล ผมชื่ออดัม สมิธ ครับ ผมโทร.มาจากเว็บไซต์ทางการของมูลนิธิโนเบลในสตอกโฮล์ม

ออสทรอม : ค่ะ อดัม สมิธ แหมชื่อชอบกลอะไรอย่างนี้! ขอโทษด้วยค่ะ คุณคงถูกล้อบ่อยอยู่ซีนะคะ

สมิธ : แม่นแล้วครับและผมคิดว่าบางทีคนได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ ก็มักจะคิดว่าผมเป็นพวกโทร.มาหลอกเล่นเวลาผมติดต่อมาแบบนี้ คือเรามีธรรมเนียมที่จะบันทึกคำสัมภาษณ์สั้นๆ ทางโทรศัพท์กับผู้ได้รางวัลโนเบลรายใหม่ไว้บนเว็บไซต์มูลนิธิโนเบลของเราน่ะครับ คงไม่ว่าอะไรนะครับที่จะคุยกัน สักสองสามนาที?

ออสทรอม : ยินดีค่ะ

สมิธ : ขอบคุณมากจริงๆ ครับ แน่นอน ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ได้รางวัล

ออสทรอม : ค่ะ เป็นเกียรติที่เหลือเชื่อจริงๆ

สมิธ : อย่างที่เขาเพิ่งแถลงข่าวกันไปนะครับว่าคุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลนี้ในประวัติ 40 ปีของรางวัลเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งชาติสวีเดน (ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นรางวัลโนเบลสาขาที่ 6 ในชั้นหลังเมื่อปี ค.ศ.1968 นี้เอง-ผู้เขียน) นั่นทำให้คุณรู้สึกได้รับเกียรติยิ่งขึ้นไหมครับ?

ออสทรอม : ใช่ค่ะ ในฐานะคนที่เคยผ่านยุคที่พอดิฉันคิดจะเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาก็ถูกปรามใหญ่ว่าอย่าเลย เพราะดิฉันไม่มีวันจะได้ทำอย่างอื่นนอกจากสอนหนังสือในวิทยาลัยเล็กๆ ประจำเมืองแค่นั้น…(หัวเราะ) ก็นับว่าชีวิตเปลี่ยนไปมากทีเดียว!

สมิธ : คุณคิดว่าอัตราส่วนทางเพศของผู้ได้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์มันเป็นตัวแทนสะท้อนภาพอัตราส่วนทางเพศของคนที่กำลังทำงานในสาขาวิชานี้หรือเปล่าครับ, รึว่าเอาเข้าจริงมันเปลี่ยนไปแล้ว?

ออสทรอม : มันเปลี่ยนไปช้าๆ ค่ะ ดิฉันเคยไปร่วมประชุมเศรษฐศาสตร์หลายครั้งโดยที่ดิฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในห้องประชุม แต่นั่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ นะคะ และดิฉันคิดว่าตอนนี้ก็เป็นที่ยอมรับนับถือมากขึ้นว่าผู้หญิงสามารถอุทิศคุณูปการสำคัญให้สาขาวิชานี้ได้ และดิฉันหวังว่าการแสดงความตระหนักเรื่องดังกล่าวผ่านการให้รางวัลครั้งนี้จะช่วยให้ความเปลี่ยนแปลงคลี่คลายขยายตัวต่อไป

สมิธ : ครับ ผมคิดว่ามันส่งสัญญาณที่แรงมากเลยทีเดียว ทีนี้เท่าที่ผมทราบคุณศึกษาเรื่องการจัดการทรัพย์สินสาธารณะ (common property) ผ่านการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกัน (common ownership) โดยเปรียบเทียบมันกับผลของ…

ออสทรอม : ใช่ค่ะ นั่นเป็นหนึ่งในเรื่องต่างๆ ที่ดิฉันศึกษา

สมิธ : จะพูดได้ไหมครับว่ากล่าวโดยกว้างๆ แล้วคุณพบว่ากรรมสิทธิ์ร่วมอาจมีประสิทธิผลมากกว่าที่คนเขาคิดกัน?

ออสทรอม : ถูกต้องค่ะ! มันไม่ใช่ยาสารพัดนึกหรอกนะคะ แต่ก็มีประสิทธิผลกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไปมาก

สมิธ : แล้วพอจะยกตัวอย่างสักกรณีที่เป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ?

ออสทรอม : งั้นดิฉันขอยกตัวอย่างชาวประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนก็แล้วกัน สมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1920 พวกเขาแทบจะทำลายการประมงกุ้งทะเลใหญ่พังไปเลยทีเดียว แล้วพวกเขาก็มาจับกลุ่มกันใหม่และขบคิดอย่างหนักว่าจะทำยังไงดี ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง พวกเขาก็ค่อยๆ พัฒนากฎเกณฑ์แนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งชุดหนึ่งในการติดตามตรวจตราการจับกุ้งทะเลใหญ่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลให้การประมงกุ้งทะเลใหญ่ในมลรัฐเมนประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งหนึ่งในโลก ตอนนี้ภัยคุกคามใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คืออุตสาหกรรมประมงรอบบริเวณนั้นพากันจับปลามากมายเกินขนาดเสียจนกระทั่งกุ้งทะเลเลยกลายเป็นตัวอย่างสุดขั้วของ… ถ้ามีโรคหรืออะไรบางอย่างเกิดขึ้น เช่นแมลงที่นำเชื้อโรคมาแพร่ กุ้งทะเลพวกนี้ก็จะล่อแหลมต่อภยันตรายมาก แต่ชาวประมงกลุ่มนี้ก็นับว่ามีประสิทธิภาพเหลือเชื่อในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ยังมีกลุ่มขนาดกลางและเล็กอื่นๆ อีกมากที่เข้าแบกรับภาระรับผิดชอบในการจัดตั้งการอภิบาลทรัพยากรไว้ เราได้ศึกษาระบบชลประทานหลายร้อยแห่งในเนปาล และปรากฏว่าระบบชลประทานที่ชาวนาจัดการกันเองมีประสิทธิผลกว่าระบบชลประทานวิลิศมาหราที่สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย, ธนาคารโลก, หรือองค์การยูเสด ฯลฯ เสียอีกในเชิงของการจัดส่งน้ำไปให้ถึงปลายท่อ, ผลิตภาพที่สูงกว่า, ต้นทุนต่ำกว่า เป็นต้น ดังนั้นที่เราพบก็คือกลุ่มท้องถิ่นจำนวนมากมีประสิทธิผลสูง แต่มันไม่จริงครอบจักรวาลนะคะ ดังนั้นมาถึงตอนนี้เราจะทำไร้เดียงสาแล้วคิดง่ายๆ ว่า “เอาล่ะ งั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของประชาชนก็แล้วกัน พวกเขาจะจัดตั้งกันเองอยู่ตลอดไปนั่นแหละ” ไม่ได้, มีภาวการณ์หลายแบบทีเดียวที่ยับยั้งผู้คนไม่ให้จัดตั้งกันเองขึ้นมา

สมิธ : ใช่ครับ

ออสทรอม : และดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจทั้งสภาพเงื่อนไขที่พวกเขาสามารถจัดตั้งกันเองได้ รวมไปถึงสภาพเงื่อนไขที่พวกเขายินดีจะจัดตั้งกันขึ้นด้วย

สมิธ : ผมว่าจะถามคุณอยู่ทีเดียวล่ะครับว่า งานวิจัยของคุณช่วยให้ความกระจ่างเรื่องสภาพเงื่อนไขที่นำไปสู่การจัดตั้งกันเองที่ดีด้วยไหม, มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ต้องดำรงอยู่ด้วยหรือเปล่าเพื่อที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เช่น ผู้เข้าร่วมต้องมีเวลามากพอที่จะมาช่วยกันคิดอ่านจนทะลุปรุโปร่งว่าชุดระเบียบข้อบังคับของพวกเขาควรจะออกมาอย่างไร?

ออสทรอม : ใช่ค่ะ ดิฉันมีบทความลงพิมพ์ในนิตยสาร Science เดือนกรกฎาคมศกนี้ ที่แจกแจงกรอบการวินิจฉัยกว้างๆ และระบุตัวแปรจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการจัดตั้งกันเองขึ้นมา (ดู Elinor Ostrom, “A General Framework for Analyzing Sustainability of Social-Ecological Systems”, Science, 325 : 5939 (24 July 2009), 419-422)

สมิธ : แต่ถึงอย่างนั้นคุณจะพูดอย่างกว้างๆ ไหมครับว่า เราควรจะใช้และไว้วางใจการจัดตั้งกันเองมากกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้? ว่าสังคมควรมุ่งไปสู่การพยายามติดตั้งโครงสร้างของการจัดตั้งกันเองขึ้นมา?

ออสทรอม : ค่ะ แต่ต้องไม่เป็นสูตรสำเร็จนะคะ อย่างตอนนี้นี่มีความพยายามเยอะแยะมากมายที่จะกระจายอำนาจและพวกเขาก็สร้างสูตรสำเร็จตายตัวขึ้นมาแล้วประทานกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ประชาชนจากเบื้องบนพลางบอกว่า “เอ้าเอาไป มันเป็นของพวกเอ็งแล้วตอนนี้” แบบนั้นมันก็ไม่ค่อยได้เรื่องเหมือนกัน

สมิธ : มันก็เป็นเรื่องประณีตแนบเนียนมากอีกตามเคยซีนะครับ…

ออสทรอม : นี่มันก็…ใช่ค่ะ และคุณต้องคิดถึงความหลากหลายของมันด้วย ถ้าคุณดูชนบท ลองคิดถึงความหลากหลายที่นั่นในเชิงนิเวศวิทยาสิคะ คราวนี้ถ้าคนเราคิดจะจัดการความหลากหลายทางนิเวศวิทยาละก็ ไม่มีกฎเกณฑ์ชุดใดชุดเดียวจะใช้ได้ทั้งในเขตกึ่งแห้งแล้งเทียบกับเขตร้อนชื้นหรอกค่ะ มันต้องใช้กฎเกณฑ์ ต่างกัน

สมิธ : จริงทีเดียวครับ อีกอย่างที่คุณทำก็คือดำเนินการทดลองในห้องทดลอง…

ออสทรอม : อ๋อ, ใช่ค่ะ!

สมิธ : ซึ่งผมเชื่อว่ามันแสดงให้เห็นว่าผู้คนดูจะยินดีบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ได้ตกลงร่วมกันมามากกว่าที่เคยคาดคิดกันเอาไว้อีกนั่นแหละ

ออสทรอม : ใช่ค่ะ การทดลองของเราแสดงผลที่ว่านั้น แต่เรายังแสดงให้เห็นด้วยว่าการติดต่อสื่อสารแบบซึ่งหน้าหรือกระทั่งด้วยตัวเขียนมีบทบาทสำคัญมาก เดิมทีที่คาดกันไว้ก็คือจะไม่มีใครติดตามตรวจตราตัวเองเลย เพราะมันเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคมระดับที่สองถ้าว่ากันตามทฤษฎีเกม แต่ที่เราค้นพบคือคนเรายอมที่จะติดตามตรวจตราตัวเองอยู่ ทว่ามันก็อาจ…คนเราอาจไต่ระดับลุกลามกลายเป็นเรื่อง “ฉันจะลงโทษเธอ, เธอไปลงโทษเขาต่อ, ว่ากันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ” แล้วมันก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ แต่ถ้ามีการติดต่อสื่อสารเข้ามา มีข้อตกลงกันว่าอะไรจะเป็น…เราจะทำอะไรกัน โดยนิยามคำว่า “เรา” ให้รัดกุมชัดเจนแล้ว คนเราก็จะสามารถทำตามกฎ, ร่วมไม้ร่วมมือกัน และในบางครั้งบางคราวก็ลง โทษกันและกันเพื่อช่วยให้กิจกรรมนั้นดำเนินต่อไปได้

สมิธ : คุณเอ่ยถึงทฤษฎีเกม เอาเข้าจริงที่เราเห็นอยู่นี่มันใช่เป็นการขยายทฤษฎีเกมออกไปมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วอะไรบ้างเป็นเกมที่ผู้คนเล่นกันซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อพัฒนาโครงสร้างเหล่านี้ขึ้นมา?

ออสทรอม : ทฤษฎีเกมสำคัญเอามากๆ ทีเดียวในงานของเราตรงที่เราสามารถนำแบบจำลองต่างๆ ของทฤษฎีเกมไปไว้ในห้องทดลองแล้วทดสอบมันดูได้ ดังนั้นการที่ดิฉันได้เริ่มรู้จักงานของไรน์ฮาร์ด เซลเต็น ซึ่งได้รางวัลโนเบลเหมือนกัน (นักคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เยอรมันผู้ร่วมรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ.1994 ในฐานะที่ได้พัฒนาทฤษฎีเกม-ผู้เขียน) ในสมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1980 จึงเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญมากๆ เลยในกระบวนการฝึกฝนของดิฉัน เรายัง… ทฤษฎีเกมคลาสสิคนั้น ช่วยให้คาดการณ์ได้มากในสภาพแวดล้อมบางอย่าง แต่ไม่อาจคาดการณ์ได้เต็มร้อยไม่ว่า ในลักษณะ หรือวิถีทางใดในสภาพแวดล้อมที่เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคม แต่กระนั้นมันก็ช่วยเราวิเคราะห์ได้มาก และพอเราพัฒนาทฤษฎีพฤติกรรมของมนุษย์และกลไกแบบแผนอื่นๆ เราก็สามารถ อธิบายได้ว่าทำไมผู้คนจึงร่วมมือกันในบางภาวการณ์และไม่ร่วมมือกันในภาวการณ์อื่นๆ

สมิธ : ครับ ใช่เลย ผมอยากจะจบโดยถามว่า คุณถือว่างานของคุณเป็นเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ หรือบางทีมันอาจไม่สำคัญว่างานของคุณเป็นอะไร, ติดยี่ห้อใด?

ออสทรอม : ดิฉันถือว่ามันเป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือการศึกษาภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่างๆ ทางสังคม ดิฉันถูกฝึกหนักมาทางเศรษฐศาสตร์สมัยปริญญาตรี ดิฉันเรียนกับอาร์เมน อัลเชียน (ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์กิตติคุณชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส-ผู้เขียน) และคนอื่นๆ แล้วก็ทำงานกับไรน์ฮาร์ด เซลเต็น ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ตอนนี้ดิฉันก็ทำงานกับเพื่อนร่วมงานสองคนที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ในเมืองบลูมิงตันนี่ซึ่งพวกเขาสำคัญต่องานของดิฉันมากๆ เลยทีเดียว สามีของดิฉันก็เคยทำงานกับชาร์ลี ไทเบาท์ (นักเศรษฐศาสตร์และภูมิศาสตร์อเมริกัน-ผู้แปล) และพวกเขาก็ช่วยกันพัฒนาทฤษฎีองค์การมหานครขึ้นมาซึ่งให้ภาพรวมทางเศรษฐ/รัฐศาสตร์ ดังนั้น… ก็เรียกว่าดิฉันข้ามพรมแดนวิชาการสาขาต่างๆ แหละค่ะ ไม่ต้องสงสัยเลยเรื่องนั้นน่ะ!

สมิธ : ผมคาดว่าการให้รางวัลหนนี้มีศักยภาพที่จะจับจินตนาการของสาธารณชนนะครับ เพราะคำประกาศกิตติคุณติดยี่ห้อมันว่าเศรษฐาภิบาล และคุณเองก็กำลังพูดถึงการที่ผู้คนจะไปเข้าร่วมกับกระบวนการอภิบาลของพวกเขาเอง?

ออสทรอม : ค่ะ!

สมิธ : มันน่าจะเป็น…มันน่าจะจุดประกายจินตนาการของผู้คนและพวกเขาก็จะ…

ออสทรอม : ดิฉันหวังเช่นนั้นค่ะ! (หัวเราะ) นั่นเป็นสิ่งที่ดิฉันพยายามทำมาชั่วชีวิต! มนุษย์เรามีสมรรถนะอันใหญ่หลวง แต่ยังไงไม่ทราบเรามักรู้สึกว่าพวกเจ้าหน้าที่ราชการมีสมรรถนะทางพันธุกรรมบางอย่างซึ่งพวกเราที่เหลือไม่มี

สมิธ : อื้มหืม…

ออสทรอม : ดิฉันหวังว่าเราจะเปลี่ยนสิ่งนั้นได้

สมิธ : เยี่ยมเลยครับ น่ารักมากที่จบทำนองนั้น ขอบคุณครับ เมื่อคุณมาสตอกโฮล์มเดือนธันวาคมเพื่อรับรางวัล เราคงมีโอกาสคุยกันยาวกว่านี้นะครับ เอาล่ะ…

ออสทรอม : วิเศษมาก ดิฉันจะตั้งตารอค่ะ

สมิธ : ผมก็เช่นกันครับ ผมหวังว่าคุณจะใช้เวลาวันนี้ที่เหลืออย่างวิเศษสุดและขอแสดงความยินดีอีกครั้งครับ

ออสทรอม : ขอบคุณมากๆ ค่ะ

สมิธ : ขอบคุณครับ บ๊ายบาย

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 23, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: